อ่านเกมธรรมกายยื้อเวลา ดันคดีเป็นเรื่องการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438097

อ่านเกมธรรมกายยื้อเวลา ดันคดีเป็นเรื่องการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ท่าทีของวัดพระธรรมกาย โดยคณะศิษย์พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งระบุว่าพระธัมมชโยจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในมุมมองของนักกฎหมายเห็นว่านี่คือกลเม็ดการยื้อเวลาของวัดพระธรรมกายเพื่อไม่ต้องการมอบตัว

ท่าทีของวัดพระธรรมกาย โดยคณะศิษย์พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งระบุว่าพระธัมมชโยจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม ในมุมมองของนักกฎหมายเห็นว่า นี่คือกลเม็ดการยื้อเวลาของวัดพระธรรมกาย

ปรีชา สุวรรณทัต ปรมาจารย์กฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งศึกษาการเคลื่อนไหวของวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยมาโดยตลอด อธิบายการเดินหมากนี้ว่า จากนี้พระธัมมชโยจะยื้อเวลาให้ได้นานมากที่สุด เพราะเชื่อมั่นว่าหากเข้ามอบตัวโอกาสที่จะไม่ได้ประกันตัวมีสูงมาก เนื่องจากที่ผ่านมาก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด หากจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผ้าเหลืองที่ห่อเอาไว้จะต้องถอดออกทันที

“ข้ออ้างว่า หากบ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยแล้วจะยอมให้จับกุมเลย เรื่องนี้ตลกต่อให้เรามีรัฐธรรมนูญใช้และได้เลือกตั้งกันแล้ว พระธัมมชโยก็จะอ้างว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์อีกแน่นอน จึงเป็นเรื่องที่น่าขัน หากจะจับเขาได้ ก็ต้องรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อน”

อาจารย์ปรีชาตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างถึงบ้านเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของพระธัมมชโย เป็นความตั้งใจที่จะทำให้คดีความผิดของเขาเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งนานาชาติกำลังจับตาประเทศไทยอยู่

“แนวทางของวัดพระธรรมกายคล้ายมากกับแนวทางของนักโทษบางคนที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ”

ปรีชา กล่าวส่วนกรณีที่มีศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวนมากนั่งขวางทางเข้าทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัดไม่ได้ ปรีชา มองว่า เป็นเกมที่ฝ่ายพระธัมมชโยใช้มาโดยตลอด นำคนมากำบังตนเองเอาไว้เวลาเกิดเรื่อง

“ดีเอสไอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม คงเห็นภาพวันนี้แล้วและคงมีความคิดอะไรบางอย่าง แผนการต่อไปต้องมีแน่นอน แต่จะต้องไม่เกิดขึ้นคือความรุนแรง เพราะหากทำจะเสียหายอย่างหนัก”

ด้าน ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากความคาดหมาย ดีเอสไอจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะถ้าไม่ทำก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ไพบูลย์ มองว่า สิ่งที่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายกำลังทำนั้นผิดกฎหมายและองค์ประกอบก็ครบถ้วน จากนี้ ดีเอสไอจะต้องจับกุมลูกศิษย์ที่ขัดขวางการทำงาน

“ขวางเท่าไหร่ก็จับไปเรื่อยๆ จะถึงตัวพระธัมมชโยแน่นอน ถ้าไม่จับศิษย์ดีเอสไอก็จะผิดไปด้วย จะบอกว่าเข้าไม่ได้เดินกลับดีกว่าคงไม่ได้ เพราะดีเอสไอคือผู้บังคับใช้กฎหมาย ศิษย์สิไม่รู้เรื่องว่ากำลังทำผิดกฎหมาย เราอยู่สภาวะที่ไม่ปกติ ไม่มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองชุมนุมได้โดยสงบ แต่ศิษย์กำลังปกป้องคนผิด” ไพบูลย์ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ ประเด็นที่ลูกศิษย์วัดขัดขวางเจ้าหน้าที่ แม้ทางวัดจะอ้างว่าเป็นเรื่องของลูกศิษย์ไม่เกี่ยวกับวัด แต่หากดู พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในหมวด 5 ว่าด้วยเรื่อง “วัด” กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นผู้รับผิดชอบกิจการต่างๆ ที่บรรดาลูกศิษย์เข้ามาพักพิงในวัด

ทั้งนี้ มาตรา 38 กำหนดอำนาจหน้าที่เจ้าอาวาสในการสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และห้ามหรือสั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด ในกรณีที่เจ้าอาวาสไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มาตรา 39 ระบุว่า ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

 

แฉ ‘ธัมมชโย’ สบายดี เดินเหินสั่งการต้านรัฐเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438096

แฉ ‘ธัมมชโย’ สบายดี เดินเหินสั่งการต้านรัฐเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อดีตพระลูกวัดรุ่นแรกซึ่งรู้เช่นเห็นชาติ  พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นอย่างดียืนยันว่าจนถึงปัจจุบันพระธัมมชโยยังคงเดินสั่งการแก้เกมการหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตามปกติ

นพ.มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่า ขณะนี้พระธัมมชโยยังเดินได้ปกติ และยังคงเป็นผู้สั่งการต่างๆ จากภายในวัด

“สายข่าวที่ฝังตัวอยู่ในวัดพระธรรมกายหลายรายยืนยันตรงกันว่าพระธัมมชโยยังคงพำนักอยู่ท้ายวัดในอาคาร 60 ปีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ บริเวณพื้นที่ 196 ไร่ ไม่ใช่พื้นที่ 2,000 ไร่ อย่างที่เข้าใจกัน และขณะนี้ก็ยังเดินได้ เมื่อวานซืนก็ยังเดินและสั่งงานภายในวัดอยู่เลย” นพ.มโน ระบุ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอวิเคราะห์ว่า หากจับกุมตัวพระธัมมชโยได้อาณาจักรธรรมกายก็จะล่มสลาย เพราะทิศทางวัดพระธรรมกายขึ้นอยู่กับผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวที่จะชี้ไปทางไหน

นพ.มโน ยังประเมินปฏิบัติการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงการปฏิบัติเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนการค้นวัดหาตัวพระธัมมชโยจริงๆ คงต้องรอจังหวะ ซึ่งเชื่อว่าดีเอสไอคงเตรียมแผนเอาไว้แล้ว

 

คาดว่าดีเอสไอจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ซึ่งการดำเนินการในวันนี้คงต้องการแสดงให้เห็นว่าวัดพระธรรมกายขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร จากนั้นคงมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น ส่วนตำแหน่งที่อยู่ของพระธัมมชโยนั้นทางดีเอสไอทราบดีว่าอยู่ที่ไหน เพียงแต่ในลำดับขั้นการเข้าไปจะต้องเข้าพบกับรองเจ้าอาวาสหรือรักษาการเจ้าอาวาสเสียก่อน

“ปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงเช้าคงไม่ได้อะไร เพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปผิดประตู แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะต้องการคุยกับผู้บริหารในวัด แต่บังเอิญคนที่ดีเอสไอคุยด้วยคือพระสนิทวงศ์ (ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร) ซึ่งไม่ใช่ผู้คุมนโยบาย คนที่คุมนโยบายจริงๆ คือพระภาวนาวิริยคุณ หรือพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส

“…ดีเอสไอต้องเอาหมายค้นไปยื่นให้กับพระทัตตชีโวเพื่อขอค้น แล้วให้ท่านเป็นผู้นำค้นด้วยในฐานะที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาส แล้วก็เป็นผู้ปฏิบัติงานของราชการ ซึ่งท่านจำเป็นต้องให้ความร่วมมือ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายฐานความผิดมาตรา 157 และ 189 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”

อย่างไรก็ตาม หากต้องการจะจับกุมตัวพระธัมมชโยจริง คุณหมอมโน เสนอว่า เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซีเป็นการเร่งด่วน เพราะเป็นช่องทางหลักในการระดมศิษยานุศิษย์เข้ามายังวัดพระธรรมกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นสื่อที่โฆษณาชวนเชื่อให้กระด้างกระเดื่องกับอำนาจรัฐ

นอกจากนี้ ลำดับถัดมาจำเป็นต้องตัดน้ำตัดไฟภายในวัด และควบคุมเครื่องกระจายเสียงเพื่อบอกให้ชาวบ้านกลับวัด พร้อมทั้งปิดสถานีวิทยุชุมชนด้วย หากไม่ทำเช่นนี้สถานการณ์จะยืดเยื้อ เพราะเขาซุกมวลชนเอาไว้จำนวนมาก จะเกิดความยุ่งยากในการจับกุม

 

“วัดพระธรรมกายถือเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ดีเอสไอจะจัดการ แม้กระทั่งกำลังตำรวจที่ส่งเข้าไปช่วยก็ยังไม่พอ ต้องมีกำลังทหารเข้าไปเสริมด้วย”

นพ.มโน รวบยอดสถานการณ์ว่า ขณะนี้วัดพระธรรมกายกำลังปลุกระดมโจมตีว่ารัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย กลั่นแกล้งทำลายพุทธศาสนา ซึ่งได้เข้าไปสู่เรื่องของความมั่นคงของชาติและเป็นการชุมนุมทางการเมืองไปแล้ว ฉะนั้นรัฐจึงต้องจัดการ

“เชื่อว่าพระธัมมชโยมีโอกาสถูกจับ 70% แต่ถ้ายิ่งช้านานก็มีโอกาสอีก 30% ที่จะหลบหนีออกไปตั้งสาขาในต่างประเทศ เช่นเดียวกับภาวนาพุทโธ” นพ.มโน เชื่อเช่นนั้น

 

“รถด่วนพิเศษบีอาร์ที” …วันนี้ช่างน่าเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 20:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437907

"รถด่วนพิเศษบีอาร์ที" ...วันนี้ช่างน่าเป็นห่วง

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ในอดีตความเชื่อที่ว่า “รถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT)” คือส่วนผสมอันลงตัวระหว่างรถไฟฟ้าและระบบขนส่งทางถนน จุดเด่นอยู่ตรงการเป็นรถโดยสารสาธารณะที่มีช่องทางของตัวเอง ไม่ปะปนกับรถโดยสารชนิดอื่น รวดเร็วคล่องตัว ปลอดภัย พูดง่ายๆว่า ลืมเรื่องรถติดไปได้เลย

ทว่าล่าสุดจากการประเมินของสำนักการจรและขนส่ง (สจส.) กรุงเทพมหานคร พบว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เปิดให้บริการ รถบีอาร์ทีประสบภาวะขาดทุนกว่า 1,000 ล้านบาท คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ ตัวเลขขาดทุนสะท้อนถึงความล้มเหลวจริงหรือไม่

6 ปี ขาดทุนพันล้าน

หลังการประชุมติดตามการบริหารจัดการโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ(BRT) อันมีคณะกรรมการฯตัวแทนจากสำนักการจรและขนส่ง (สจส.) ร่วมด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน

พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการจราจร ขนส่ง และการระบายน้ำ สภากทม. เปิดเผยว่า ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลาให้บริการ 6 ปี บีอาร์ทีขาดทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยกทม.ต้องใช้งบประมาณ สนับสนุนปีละเกือบ 200 ล้านบาท แม้จะการกำหนดราคาค่าโดยสาร 5 บาทตลอดสาย ถือเป็นราคาที่ถูกมาก แต่ก็ยังมีประชาชนรับบริการน้อยอยู่ที่ประมาณ 20,000 คนต่อวัน

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยการปรับราคาให้สูงขึ้น อาจจะทำให้ผู้โดยสารลดลงไปอีก

“จากการทดลองใช้บริการด้วยตัวเอง ผมเห็นว่าตลอดเส้นทางตั้งแต่ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ที่กำหนดเวลาไว้ว่าจะใช้ประมาณ 30 นาทีนั้นมีความล่าช้ากว่าที่กำหนด บางช่วงเวลาอาจต้องใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เนื่องจากมีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ เข้ามาใช้ช่องทางร่วมด้วย หากประชาชนเร่งรีบก็จะเปลี่ยนใจงดใช้บริการ อีกอย่างเส้นทางเดินรถบีอาร์ที นอกจากต้นทางที่เชื่อมต่อจากบีทีเอสสถานีช่องนนทรีแล้วก็ไม่เชื่อมต่อระบบขนส่งอื่นเท่าที่ควร”

พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ สจส. ทบทวนโครงการว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร เพราะจากสภาพปัญหาถือว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งในปี 2560 นี้ กทม.จะหมดสัญญาจ้างบริหารจัดการกับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) จึงอยากให้มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรือจะยกเลิกโครงการ เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าและเกิดปัญหาการจราจรในพื้นที่ด้วย

ผลประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข

เส้นทางบีอาร์ทีนั้น เริ่มต้นบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี วิ่งไปตามถนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านเเยกถนนจันทร์ เเยกนราราม 3 เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 3 ลอดใต้สะพานพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามเเม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่เเยกถนนรัชดาภิเษก-ถนนราชพฤกษ์ เเละวิ่งในบริการในทิศทางกลับกัน ระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร

มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร 12 สถานี โดยจัดช่องทางการเดินรถแยกจากช่องทางปกติบนพื้นถนนเดิมในทิศทางเดียวกัน ยกเว้นบนสะพานข้ามทางแยกและสะพานพระราม 3 ที่เดินรถในช่องเดินรถมวลชน (high-occupancy vehicle/HOV lane) ร่วมกับรถยนต์ที่มีผู้โดยสารตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และบริเวณทางแยกบางจุดที่ใช้ช่องทางร่วมกับรถทั่วไป บีอาร์ทีมีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่น อย่างเช่น สถานีสาทรเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี สถานีราชพฤกษ์จะเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสตลาดพลู

ศุภมิตร ลายทอง หัวหน้ากลุ่มงานเครื่องหมายจราจร 2 สจส. ในฐานะหัวหน้าดูแลโครงการบีอาร์ที อธิบายว่า ปัจจุบันบีอาร์ทีให้บริการวิ่งรถทั้งหมด 25 คัน ไป-กลับวันละ 300 เที่ยว และเพิ่มเติมในช่วงเวลาเร่งด่วน ช่วงเช้า 6.00 – 9.00 น. ช่วงเย็น 17.00 – 20.00 น. ความถี่ในการวิ่งคือ 10 นาทีต่อคัน และ 5 นาทีในเวลาเร่งด่วน

ที่ผ่านมากำหนดเป้าหมายผู้โดยสารไว้ที่ 30,000 คนต่อวัน แต่มีผู้ใช้บริการประมาณ 23,000 คน สูงสุด 28,000 คนต่อวัน  สำหรับสถิติผู้โดยสารตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ 31 เมษายน 2559 มีผู้โดยสารทั้งสิ้น 33,187,577 เที่ยวต่อคน มีรายรับค่าโดยสารรวม 199.8 ล้านบาท รายจ่าย 1,237.6 ล้านบาท นั่นหมายความว่า กทม.ต้องจ่ายชดเชยให้จำนวน 1,038 ล้านบาท

                                  ตารางสรุปรายรับค่าโดยสาร – รายจ่าย BRT ปี 2553 – 2559

หมายเหตุ : 1.เริ่มเก็บค่าโดยสาร 10 บาท ตลอดสายตั้งเเต่ 1 ก.ย.2553
2.ปรับรถค่าโดยสารเป็น  5 บาทตลอดสาย ตั้งเเต่ 15 เม.ย.2556 – 30 มิ.ย.2559
3.ปี 2553* ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2553
4.ปี 2559** ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ม.ค. – เม.ย. 2559

“ปัจจุบันบีอาร์ที มีค่าบริหารจัดการที่ต้องจ่ายตัวเลขกลมๆอยู่ราว 18 ล้านบาทต่อเดือน จากรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท ทำให้กทม.ต้องจ่ายเงินชดเชยเดือนละประมาณ 15 ล้าน หากจะเรียกว่าขาดทุนคงไม่ใช่ซะทีเดียว เนื่องจากจุดประสงค์โครงการคือพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่มีในปัจจุบันให้สมบูรณ์มากขึ้น ไม่ได้ออกแบบเพื่อให้เกิดผลกำไรในการลงทุน แต่เป็นการสร้างต้นแบบการเดินทางในเมืองให้มีความปลอดภัยมากที่สุด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เป็นระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าให้ประชาชนเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่รวดเร็ว ถ้าจะเอากำไรกับผู้โดยสาร ทุกคนต้องจ่ายแพงกว่านี้หลายเท่า หรือประมาณ 30 บาทขึ้นไปต่อเที่ยว ทุกวันนี้คิดค่าบริการเพียง 5 บาท ส่วนต่างที่เหลือรัฐควักกระเป๋าเพื่อลดภาระประชาชน”

หัวหน้าผู้ดูแลโครงการบีอาร์ที ชี้ว่า ระบบขนส่งสาธารณะทั่วโลกมีหลักการเดียวกัน คือรัฐต้องสนับสนุน ถึงแม้จะขาดทุน ซึ่งตัวเลขกำไร-ขาดทุนมองได้ทั้งทางตรงและอ้อม ทางตรงอาจจะขาดทุน แต่อีกด้านรัฐมีรายได้ทางอ้อมมากมาย อย่างการพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนตลอดเส้นทาง เหล่านี้เป็นกำไรที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ฉะนั้นคงไม่เป็นธรรมกับผู้ดำเนินโครงการและผู้โดยสารหากมองแค่ตัวเลขการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว

ศุภมิตร เชื่อว่าปัจจุบันบีอาร์ทียังเป็นระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ แต่หากอนาคต ความต้องการในการเดินทางเพิ่มมากขึ้นสูงขึ้น ก็ควรเปลี่ยนแปลงเป็นระบบอื่นที่สามารถรองรับความจุของผู้โดยสารได้มากกว่านี้

“หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทบทวนเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น  จะเดินอย่างไรที่ทำให้ผลการขาดทุนน้อยลง และยอมรับได้ ทางออกเป็นไปได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับการศึกษา สำรวจอีกครั้ง มีหลายแนวทางที่เป็นไปได้ ทั้งปรับรถจำนวนรถที่ให้บริการนอกเหนือช่วงเวลาพีค ขึ้นค่าโดยสาร  เพิ่มความจุของตัวรถในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น เปลี่ยนเป็นระบบรถรางไฟฟ้า (แทรม) ที่ขนคนได้มากขึ้น รวมไปถึงอาจมีการพิจารณายกเลิกโครงการรถเมล์บีอาร์ทีในอนาคต หาก กทม. เริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเทา (ช่วงวัชรพล-สะพานพระราม9) ซึ่งเป็นแนวเส้นทางเดียวกันกับรถเมล์บีอาร์ที”

คำถามโลกแตก … ประสบสำเร็จหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า?

รถโดยสารด่วนพิเศษหรือบีอาร์ที สายสาทรหรือสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ เป็นสายนำร่องของกรุงเทพมหานคร และเป็นสายแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2553 ด้วยงบลงทุน 2,009,700,000 บาทตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม. เพื่อพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่มีในปัจจุบันให้สมบูรณ์ สร้างต้นแบบการเดินทางในเมืองให้มีความปลอดภัยมากที่สุดเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล พยายามเป็นระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าให้ประชาชนเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ แสดงความเห็นว่า การขาดทุนของรถโดยสารประจำทางนั้นเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชนในบริการสาธารณะ

“ขสมก.ก็ขาดทุนเยอะมาก เพราะว่าค่าโดยสารที่เก็บนั้นต่ำกว่าต้นทุน บีทีเอสเปิดใหม่ช่วง 5 ปีแรกก็ขาดทุนระเนระนาด จนต้องปรับโครงสร้างหนี้ ความสำเร็จโครงการรัฐไม่จำเป็นต้องดูที่ผลประกอบการในลักษณะนี้อย่างเดียว ฉะนั้นตัวเลขการขาดทุนของบีอาร์ทีไม่ได้ชี้ว่าโครงการล้มเหลว”

สิ่งที่จะชี้วัดว่าบีอาร์ทีนั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ดร.สุเมธ เห็นว่า ควรเป็นจำนวนผู้โดยสารและการแก้ไขปัญหาจราจรมากกว่า

“ถ้าย้อนกลับไปมองปัญหาของบีอาร์ทีตั้งแต่ต้น จะพบว่าหนึ่งในนั้นคือ เรื่องเส้นทาง ที่รอบข้างไม่มีประชากร ชุมชน หน่วยงานหรือแม้แต่สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆหนาแน่นเพียงพอ ตอนลากเส้นบีอาร์ทีสมัยนั้น เราไปเล็งถึงลักษณะทางกายภาพของถนนเป็นหลัก คือความกว้างจนสามารถมอบเลนให้กับบีอาร์ทีได้ สุดท้ายเลยไปจบอยู่ที่ถนนพระราม 3 อันนี้อาจจะเป็นข้อผิดพลาดเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมมองว่าบีอาร์ทีน่าจะประสบความสำเร็จกว่านี้ หากวิ่งในถนนลาดพร้าว

ปัญหาที่สองคือ ความตั้งใจแรกนั้นต้องการให้บีอาร์ทีมีเลนที่เอ็กคลูซีฟ วิ่งเฉพาะบีอาร์ทีเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายทำไม่ได้ เพราะช่วงที่มีการขึ้นลงสะพานข้ามแยกต้องวิ่งร่วมกับรถยนต์ปกติ บีอาร์ทีเลยไม่ได้มีสิทธิพิเศษในการวิ่งมากกว่ารถยนต์ปกติเท่าไหร่นัก ตรงนี้นำไปสู่การทำความเร็วได้ไม่ดีดังคาด”

ดร.สุเมธ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เป็นความล้มเหลวของบีอาร์ที คือจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งควรจะมีมากกว่านี้ รวมทั้งน่าจะเป็นตัวอย่างของระบบขนส่งสาธารณะที่ดีกว่านี้ด้วยเช่นกัน

“คงบอกไม่ได้เต็มปากว่าบีอาร์ทีล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ เพราะปัจจัยที่บอกข้างต้น แต่ถามว่าประเทศไทยไม่ควรมีบีอาร์ทีเลยหรือเปล่า ก็คงตอบได้หลายอย่างและถกเถียงกันได้หลายมุมมอง แต่ที่บอกว่า 6 ปีขาดทุน 1,000 ล้าน เหมือนจะเป็นตัวเลขที่สูง แต่จริงๆ หากเอามาหารเท่ากับเฉลี่ยปีละไม่ถึง 200 ล้าน เดือนหนึ่งก็ 10 กว่าล้าน ต่ำมากสำหรับการให้บริการรถสาธารณะ แต่เพียง 10 ล้านที่เสียไปในแต่ละเดือนน่าจะได้เซอร์วิสที่มากกว่านี้ แต่ภาพรวม 6 ปีต่อพันล้าน สำหรับผมไม่มากมาย”

นักวิชาการรายนี้แนะนำว่า การกำหนดค่าบริการของราคาบีอาร์ทีกำลังมีปัญหา เนื่องจากต่ำเกินไป และไม่สะท้อนคุณภาพในการให้บริการ

“ราคา 5 บาทก็ถูกเกินไป สร้างปัญหาให้กับระบบพอสมควร คุณภาพในการให้บริการสูงกว่ารถเมล์ทั่วไป สภาพใหม่กว่า จอดน้อยป้ายกว่า แต่คุณเก็บแค่ 5 บาท ในขณะที่รถเมล์ ขสมก.และร่วมบริการ เก็บตั้งแต่ 6.50 บาทขึ้นไปจนกระทั่ง 20 บาท ผมว่าเรามีความกังวลเรื่องราคามากเกินไป  ถ้าคิดว่าตรงนี้เป็นสาธารณะจริงก็ไม่ใช่ว่าเก็บถูกแค่ระดับ 5 บาท แต่ต้องเก็บให้เหมาะสมกับสภาพตลาดและต้นทุนบ้าง อาจจะไม่ต้องกำไร แต่ต้องเหมาะสมกับระบบอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ราคา 5 บาท ไม่สมเหตุสมผลเลย หรืออาจจะใช้นโยบายตั๋วเชื่อม เช่น ขึ้นบีอาร์ทีเสียไปแล้ว 10 บาท เอาตั๋วนี้ไปลดหย่อนกับรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น”

ดร.สุเมธ ทิ้งท้ายว่า จำเป็นต้องให้สิทธิพิเศษและอำนวยความสะดวกมากกว่านี้กับรถสาธารณะอย่างบีอาร์ที ทั้งความเร็วและเส้นทางฉพาะที่แท้จริง วันนี้บีอาร์ทีไม่ได้มีประโยชน์หรือมีข้อดี ได้เปรียบมากกว่ารถเมล์ทั่วไปมากเท่าไหร่ และบทเรียนที่ได้จากการบริหารจัดการครั้งนี้คือ ถ้าจะมีโครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ต้องประเมินให้ดีและรอบคอบกว่าเดิม

เสียงสะท้อนจากคนกรุง

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวอาจมองว่ารถบีอาร์ทีเบียดเบียนเลนถนนจนทำให้สภาพจราจรติดขัด แต่สำหรับใครหลายคนรถสีเหลืองเขียวคันนี้คือ ระบบสาธารณะที่พวกเขาขาดไม่ได้

ชัญญวัฒน์ แสงกล้า อายุ 35 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ผู้ใช้บริการบีอาร์ทีเป็นประจำกว่า 3 ปี บอกว่า บีอาร์ทีสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเขา เนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ใกล้กับสถานีบีอาร์ทีพอดิบพอดี

“ผมว่าบีอาร์ทีมันมีประโยชน์นะ เรื่องคุณภาพในการให้บริการไม่มีใครเถียงว่าดีจริง คนแน่นในช่วงเร่งด่วน แต่ปัญหามันอยู่ที่เรื่องรถติดนี่แหละ ช่วงข้ามสะพานพระราม 3  ถ.รัชดา-ท่าพระ ก่อนเข้าเส้นนราธิวาสฯ ช่วงนี้ติดมาก และใช้เวลาจากต้นทางไปปลายทางกว่าชั่วโมง ผิดกับช่วงธรรมดาที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที ผมว่าจะให้ดีและมีคนใช้มากขึ้น เลนต้องจำกัดแบบเฉพาะจริงๆ เพราะชั่วโมงเร่งด่วน ควรให้สิทธิ์แก่คนที่ใช้รถสาธารณะให้มากที่สุด”

เนื้อทอง (สงวนนามสกุล) แม่บ้านวัย 48 ปี บอกว่า บีอาร์ทีเป็นระบบที่ดีสำหรับช่วงเวลาปกติเท่านั้น หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน การจราจรหนาแน่น บีอาร์ทีทำความเร็วได้ไม่แตกต่างกันกับรถเมล์ปกติทั่วไป จนหลายคนที่ไม่ได้พึ่งพามองว่าไร้ประโยชน์ นอกจากนี้ราคา 5 บาทนั้นถือว่าต่ำเกินไป หากเปรียบเทียบคุณภาพกับรถโดยสารอื่น และหากปรับขึ้นก็ยินดีใช้บริการเช่นเดิม

พนิดา เงาเเจ้ง วัย 17 ปี ได้สิทธิ์ขึ้นฟรีในฐานะเด็กนักเรียน แสดงความเห็นว่า บีอาร์ที เป็นบริการที่มีคุณภาพ สะดวก สะอาด สบาย หากคิดราคาเพิ่มเป็น 10-15 บาท เชื่อว่าทุกคนน่าจะรับได้

ไพฑูรย์ ตั้งคุณานนท์ หนุ่มใหญ่วัย 50 ปี บอกว่า ระยะทางของบีอาร์ทีสั้นเกินไป และเชื่อมต่อกับระบบอื่นน้อย ที่สำคัญเลนของบีอาร์ทีไม่ใช่เลนเฉพาะอย่างแท้จริง น่าจะต้องปรับระบบเรื่องเลน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน ควรห้ามรถชนิดอื่นเข้ามา เพื่อให้บริการสาธารณะรวดเร็ว มีคุณภาพ ทำความเร็วได้แน่นอน ตรงต่อเวลา

คำถามที่ว่าโครงการรถด่วนพิเศษบีอาร์ทีคุ้มค่าหรือไม่ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว อาจต้องมองกันหลายมุม ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอีกไม่รู้จบ แต่สิ่งที่สำคัญที่หน่วยงานรัฐไม่ควรมองข้ามคือ การจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงใดๆให้สอดคล้องเหมาะสมนั้น ต้องคำนึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง.

 

 

สายไฟพะรุงพะรัง ทัศนะอุจาดเสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 06:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437477

สายไฟพะรุงพะรัง ทัศนะอุจาดเสี่ยงอันตราย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ปัญหาทัศนะอุจาดไม่น่าชมโดยเฉพาะสายไฟฟ้าที่พะรุงพะรังระเกะระกะ กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวทีเสวนาเรื่อง “ทรรศนะอุจาด จาก Street and Canal Furniture … จะแก้อย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“สายไฟฟ้าและสายโทรคมนาคมที่เห็นว่าเกะกะพะรุงพะรังนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย เนื่องจากมีการลักลอบพาดสายโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการติดตั้ง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรื้อถอนสายที่ไม่ใช้ออกเช่นกัน มิเช่นนั้นอาจทำให้เสารับน้ำหนักเกินมาตรฐานจนเกิดอันตราย” คือความกังวลของ ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม วช.

ขวัญฤดี บอกว่า เมืองน่าอยู่เป็นคำที่ทุกคนมักคุ้นเคย แต่สภาพความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทั้งถนน ลำคลอง เต็มไปด้วยทัศนะอุจาดที่จะนำไปสู่อันตราย ฉะนั้นการแก้ปัญหาควรมีหน่วยงานหลักหรือเจ้าภาพดำเนินการ

“ปัจจุบันไม่มีแม่งานและปล่อยให้เป็นอำนาจของแต่ละหน่วยงานเอง ที่สำคัญควรกำหนดมาตรการข้อบังคับของแต่ละหน่วยงานให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกันด้วย” ขวัญฤดี ระบุ

ประเด็นที่ขวัญฤดีได้ตั้งข้อสังเกต ได้รับการสำทับข้อเท็จจริงจาก บรรจง เหลืองรัตนมาศ รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งยอมรับว่า กทม.ไม่มีอำนาจในการจัดระเบียบเสาไฟที่ไม่เป็นระเบียบ และที่ผ่านมาได้ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลรวมทั้งหาแนวทางการแก้ไขแล้วแต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

“ปัญหาตอนนี้อยู่ที่อำนาจในการดำเนินการ เนื่องจาก กทม.ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปจัดการและออกระเบียบ จึงไม่สามาถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นจากนี้ควรให้อำนาจหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาดูแล หรือหากจะมีการติดตั้งอะไรก็ควรให้ท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบด้วย” รองผู้อำนวยการรายนี้ ระบุ

มีคำอธิบายจาก มนูญ จันทรักษา รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ชี้ประเด็นว่าสายไฟที่พะรุงพะรังเหล่านั้นไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้า

มนูญ ให้ภาพว่า ขอบเขตการดูแลระบบการให้บริการไฟฟ้าของ กฟภ. มีทั้งสิ้น 74 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตัวของสายไฟฟ้านั้นรับรองว่าไม่เป็นอันตรายแก่ผู้คนที่สัญจรแน่นอน เพราะมีความสูงเหนือพื้นดิน 8 เมตร และจะสูงกว่าสายระบบสื่อสารโทรคมนาคมอื่นที่อยู่ด้านล่างของเสา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความไม่เป็นระเบียบ

รองผู้ว่า กฟภ. อธิบายถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาว่า ขณะนี้ในพื้นที่ของ กฟภ.ได้สั่งการให้สาขาบริการในแต่ละพื้นที่เชิญผู้ให้บริการสายโทรคมนาคมที่ใช้ร่วมมาพูดคุย เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยกันดูแลระบบสายเครือข่ายอื่นๆ ให้เป็นระเบียบ

พร้อมกันนี้ ให้ช่วยรื้อถอนสายที่ไม่ใช้ออกเพื่อความเป็นระเบียบ แต่ถึงอย่างไรก็อยากให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ดูแลผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมเข้ามาเป็นเจ้าภาพดูแลเรื่องนี้ด้วยโดยตรง

กฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช. ชี้ประเด็นว่า ทัศนะอุจาดที่พบเห็นในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆษณาที่เต็มท้องถนน รวมถึงการรุกล้ำริมคลองเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยนั้น ล้วนแต่มีต้นเหตุมาจากการเติบโตของชุมชนเมือง ซึ่งทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันแก้ไข

สุทธิมล เกษสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ กทม. บอกว่า ขณะนี้ กทม.มีแผนฟื้นฟูริมสองฝั่งคลอง โดยจะมีการปรับปรุงระบบเชื่อมต่อท่อน้ำเสียใต้ดิน จากเดิมที่ปล่อยน้ำเสียลงในคลองให้เชื่อมต่อไปยังโรงบำบัดน้ำเสียใกล้เคียง

จากนั้นจะนำน้ำที่ผ่านการบำบัดไปใช้ประโยชน์ เช่น รดน้ำต้นไม้ ส่วนคลองอื่นๆ ในเขต กทม. เช่น คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาพัฒนา ก่อนที่จะนำเสนอแผนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการปรับปรุงต่อไป

พล.ท.ชัยยุทธ พร้อมสุข ประธานกรรมาธิการทรัพยากรฯ ย้ำว่า ทัศนะอุจาดที่เกิดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะ กทม.นั้น สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นระเบียบและอาจส่งผลต่อความไม่ปลอดภัย

“เรื่องจิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนา ปรับปรุงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภคให้เป็นระเบียบ สะอาด และสวยงาม เพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงให้นำไปสู่การพัฒนาประเทศ” พล.ท.ชัยยุทธ กล่าว

 

ทุนข้ามพรมแดน ความเสี่ยงกินรวบทรัพยากร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437245

ทุนข้ามพรมแดน ความเสี่ยงกินรวบทรัพยากร?

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หลากหลายทัศนะในเวทีเสวนาหัวข้อ ทุนข้ามพรมแดน ความเสี่ยงกินรวบฐานทรัพยากร? เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้ภาพว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ 7 ส.ค. 2559 กลับมองไม่เห็นความหวัง

บัณฑูร อธิบายว่า กติกาด้านสิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญกลับลดทอนประเด็นดังกล่าวลง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการพัฒนาและสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ไม่มีการพูดถึงจึงถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความก้าวหน้า

นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องการมีรัฐที่เข้มแข็งเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ และอีกกว่า 240 ตัวชี้วัด ซึ่งได้ไปผูกพันในเวทีระหว่างประเทศ แต่จากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มว่าจะได้รัฐที่ไม่เข้มแข็ง และยังพบเนื้อหาที่ลดทอนกลไกรัฐสภาและลดทอนบทบาทของภาคประชาชนที่จะไปถ่วงดุลกระแสโลกาภิวัตน์อีก

“ผมขอเรียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญถาวรที่เป็นฉบับชั่วคราว คือแม้ว่าจะผ่านประชามติแต่เนื้อหากลับไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและใช้การไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องมีการปรับแก้กันใหม่” บัณฑูร ระบุ

สอดคล้องกับ ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่สนับสนุนเสรีนิยมใหม่ และเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนได้สะใจเท่าฉบับนี้

ท่ามกลางการรุกคืบของทุนจีนเข้ามาในประเทศไทย อาจารย์วรศักดิ์ อธิบายว่า ทุนจีนได้ข้ามพรมแดนมาสู่ประเทศไทยโดยเริ่มจากเกษตรกรรมเพียงเพื่อตอบสนองการบริโภคของตัวเอง เห็นได้จากการเช่าที่ดินทางภาคเหนือปลูกกล้วย ซึ่งทำให้จีนได้ผลผลิตโดยไม่มีต้นทุนสิ่งแวดล้อมคือจะใช้สารเคมีอย่างไรก็ได้

“ทุกวันนี้ประเทศจีนมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ในเมืองใหญ่ๆ เต็มไปด้วยหมอกพิษ แต่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของจีนกลับบอกว่าเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจเราจำเป็นต้องเสียสละสิ่งแวดล้อม” นักวิชาการรายนี้สะท้อนวิธีคิดของทุนจีน

นั่นหมายความว่า หากทุนจีนเข้ามาในประเทศไทยเขาก็สามารถเสียสละสิ่งแวดล้อมได้ เพราะไม่ใช่สิ่งแวดล้อมของเขา ฉะนั้นรัฐบาลต้องรู้เท่าทันจีนคือทำอย่างไรไม่ให้ไทยได้รับผลกระทบจากทุนจีน โดยเฉพาะเมื่อประกาศนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีข้อยกเว้นทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

นอกจากผลกระทบจากทุนจีนแล้ว ในอนาคตใกล้รัฐบาลมีโอกาสนำประเทศไทยเข้าสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่ง กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เครือข่าย FTA WATCH ระบุว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะมีการกำหนดไว้ว่าหากรัฐบาลออกกฎที่ไปกระทบต่อกำไรของบริษัทที่จะเข้ามาลงทุน บริษัทเหล่านั้นสามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้

กรรณิการ์ ชี้ประเด็นให้เห็นถึงความเสียเปรียบของประเทศไทยจากการถูกฟ้องร้องภายหลังเข้าร่วมทีพีพี โดยอธิบายว่า เดิมทีหากทุนต่างชาติต้องการฟ้องร้องรัฐบาลไทยต้องใช้กลไกอนุญาโตตุลาการ และยังสามารถเอาคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการมาให้ศาลไทยชี้ขาดได้อีกครั้ง แต่หากไทยเข้าร่วมทีพีพีแล้วกลไกอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด

“กรณีเหมืองทองคำที่คณะรัฐมนตรีสั่งปิด หากบริษัทแม่ต้องการฟ้องจะต้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการ และถ้าอนุญาโตฯ วินิจฉัยคือรัฐบาลไทยผิดเพราะกระทบต่อกำไรของเขา ไทยก็สามารถเอาคำวินิจฉัยนั้นเข้าสู่ศาลปกครองเป็นผู้ชี้ขาดได้อีกครั้ง ซึ่งศาลไทยอาจดูบริบทว่ารัฐมีหน้าดูแลประชาชน ดังนั้นจึงมีสิทธิปิดเหมือง” เธอ อธิบาย

สำหรับกลุ่มทุนไทยเองก็ได้ข้ามพรมแดนออกไปสร้างผลกระทบต่อประเทศใกล้เคียงเช่นกัน ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน อ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พบ 3 ประเทศ ได้แก่ เม่ียนมา ลาว และกัมพูชา ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการของกลุ่มทุนไทย

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้า การซื้อไฟฟ้า การทำเหมืองทองแดง เหมืองลิกไนต์ การทำกิจการโรงน้ำตาล ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมการลงทุนในต่างประเทศแต่อย่างใด และเมื่อทุนไทยไปละเมิดในต่างประเทศ เขาสามารถมาฟ้องร้องในประเทศไทยได้ แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ละเมิดเป็นคนไทยจริงถึงจะเอาผิดได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากเพราะหากทุนไทยจดทะเบียนเป็นบริษัทเมียนมา ลาว กัมพูชา ก็ไม่ถือว่าไม่ได้เป็นคนไทย

 

“สายด่วน 1584 ร้องเรียนแท็กซี่” ถึงเวลาต้องพึ่งยาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 20:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437226

"สายด่วน 1584 ร้องเรียนแท็กซี่" ถึงเวลาต้องพึ่งยาแรง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ….เสกสรร โรจนเมธากุล

ข่าวฉาวรายวัน ทั้งปฏิเสธผู้โดยสาร ไล่ลงกลางทาง โกงมิเตอร์ พูดจาลามกอนาจาร ทำร้ายนักชาวต่างชาติ ถึงขั้นจี้ชิงทรัพย์ ข่มขืน ทั้งหมดส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ “แท็กซี่มิเตอร์” ตกต่ำย่ำแย่ถึงขีดสุด

ท่ามกลางกระแสรณรงค์ให้ร้องเรียนผ่านสายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบก สิ่งที่หลายคนสงสัยคือ โทรไปแล้วยังไงต่อ? จะดำเนินการลงโทษรึเปล่า? จะช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุดยี้ของโชเฟอร์แท็กซี่ให้ดีขึ้นได้จริงหรือ?

โทรปุ๊บ จัดปั๊บ … 7 วันรู้ผล?

ณ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านราชประสงค์ หญิงวัยกลางคนยืนหิ้วของพะรุงพะรัง ยืนคอยไม่ถึงนาทีก็มีแท็กซี่เปิดไฟว่างแล่นปราดเข้ามา

“ไปสี่แยกบางนา” เธอบอกจุดหมายปลายทาง

โชเฟอร์ส่ายศีรษะบอกห้วนๆ “ไม่ไป”

หญิงวัยกลางคนปิดประตูรถดังโครมพร้อมตะโกนไล่หลัง “ไม่ไปแล้วจะมาขับทำไม!”

เธอหยิบโทรศัพท์มือถือ กดเบอร์ 1584 ชี้แจงรายละเอียดตั้งแต่พฤติการณ์ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ป้ายทะเบียนรถ สีรถ กระทั่งชื่อนามสกุลคนขับ ก่อนวางสายท่ามกลางความกังวลใจว่า —- ร้องเรียนไปแล้วจะได้ผลจริงหรือ?

คำถามนี้เป็นคำถามเดียวกับที่ประชาชนอีกนับล้านสงสัยใคร่รู้

 

พรทิพย์ คำเครือคง หัวหน้าศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน เล่าถึงกระบวนการทำงานของสายด่วน 1584 ให้ฟังอย่างละเอียดว่า

1.หลังจากประชาชนโทรร้องเรียนมา 1584 กรณีความผิดทั่วไป เจ้าหน้าที่จะสอบถามรายละเอียด เช่น เหตุการณ์เป็นอย่างไร เกิดขึ้นที่ไหน กี่โมง ทะเบียนรถ สีรถ หมายเลขข้างตัวรถ ชื่อคนขับ พร้อมกับขอชื่อนามสกุลและเบอร์โทรศัพท์มือถือผู้ร้องเรียน ก่อนจะส่งข้อความเอสเอ็มเอสครั้งที่ 1 “ได้ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว และจะแจ้งผลให้ทราบภายใน 7 วัน” จากนั้นเจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อมูลลงสู่ระบบ

2.ส่งเรื่องร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่พิจารณาคัดกรอง โดยจะตรวจสอบประวัติโชเฟอร์ที่ถูกร้องเรียนว่าเคยกระทำผิด หรือเคยถูกร้องเรียนในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ถ้ามีมูล มีหลักฐานชี้ชัดว่า น่าจะกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็จะส่งเรื่องไปยังฝ่ายเปรียบเทียบปรับ เพื่อเรียกตัวมาสอบสวน

3.หากสอบสวนพบว่าไม่ผิด หรือความผิดไม่ชัดเจน จะทำการอบรมตักเตือนแล้วปล่อยตัว แต่หากสอบสวนพบว่าผิดจริง ถ้าเป็นการทำผิดครั้งแรกจะดำเนินการเปรียบเทียบปรับ 1,000 บาท พร้อมอบรม 3 ชั่วโมง แต่ถ้ากระทำผิดซ้ำซ้อนอาจพักใช้ใบอนุญาตขับรถชั่วคราว เลวร้ายที่สุดอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ ขณะเดียวกันถ้าโชเฟอร์คนดังกล่าวไม่มารายงานตัวภายใน 7 วัน จะถูกอายัดทะเบียนหรือใบขับขี่ พร้อมปรับเงินผู้ประกอบการหรือเจ้าของรถด้วย

4.เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลทางข้อความเอสเอ็มเอสกลับไปยังผู้ร้องเรียนอีกครั้งว่า ได้ดำเนินการลงโทษเรียบร้อยแล้ว

5.สำหรับกรณีความผิดร้ายแรง เป็นภัยต่อสังคม ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ เช่น ทำอนาจาร ทำร้ายผู้โดยสาร จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ติดตามผู้ถูกร้องเรียนทันทีภายใน 24 ชั่วโมง เพราะถือเป็นคดีอุฉกรรจ์ ต้องการจัดอย่างเร่งด่วน

พรทิพย์ คำเครือคง หัวหน้าศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน กำลังให้คำปรึกษาเจ้าหน้าที่

“ตั้งแต่เดือนต.ค.2558-พ.ค.2559 มีสถิติร้องเรียนรถแท็กซี่ 29,793 เรื่อง ข้อหายอดนิยม 5 อันดับแรกคือ ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ขับรถประมาทหวาดเสียว ไม่กดมิเตอร์ ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลงกันไว้ หลายคนสงสัยว่าจะรู้ได้ยังไงว่าไม่เป็นการกลั่นแกล้ง ขอเรียนว่าเรามีระบบเก็บข้อมูลประวัติการกระทำผิด เมื่อมีคนร้องเรียนมาแล้วเช็คเจอว่ากระทำผิดซ้ำซ้อนในข้อหาเดิมๆ มีมูลว่าน่าจะผิดจริง เราถึงเรียกมารายงานตัว ที่ผ่านมา 99 % โชเฟอร์ยอมรับว่าทำผิดจริง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ดำเนินการไม่ได้ เพราะผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น จำป้ายทะเบียนรถไม่ได้ ไม่บอกความจริงทั้งหมด เช่น ร้องว่าแท็กซี่ไม่รับ แต่ไม่บอกความจริงว่ามากันตั้ง 5-6 คน รวมทั้งไม่แจ้งชื่อ ไม่ให้เบอร์ติดต่อกลับ ทำให้เจ้าหน้าที่รับเรื่องไม่สามารถแจ้งผลดำเนินการกลับได้”

หัวหน้าศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน ยืนยันว่า ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกลงโทษเด็ดขาดฉับไวทุกราย ไม่มียกเว้น

“ตอนนี้ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนมีกำลังคน 48 คน คนน้อย แต่เราแบ่งงานกันอย่างเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นไม่มีอะไรน่าหนักใจ ขอยืนยันว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุ กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการลงโทษอย่างเฉียบพลันและเด็ดขาดทุกราย เราใช้ยาแรงเข้มข้น เพื่อให้เรื่องเหล่านี้กระจายไปในหมู่อาชีพคนขับแท็กซี่ ให้เขาตระหนักว่าอย่าทำผิด เพราะจะถูกลงโทษหนัก เมื่อคิดแล้วว่าไม่คุ้ม เขาจะเกรงกลัว ส่วนโชเฟอร์แท็กซี่ที่ดี ถ้าคุณทำดีก็ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ เราให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว

เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนกำลังบันทึกข้อมูลลงระบบ ก่อนจะส่งต่อให้ฝ่ายพิจารณาคัดกรอง ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

“ราชประสงค์โมเดล”ต้นแบบความสำเร็จ

10 อันดับพื้นที่ที่มีการร้องเรียนรถแท็กซี่มากที่สุดในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.หน้าห้างสยามพารากอน (2,106 ราย) 2.หน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ล (1,233 ราย) 3.ถนนสุขุมวิท-อโศก บริเวณหน้าเทอมินอล 21 (1,070 ราย) 4.แยกราชประสงค์ (917 ราย) 5.สนามบินดอนเมือง (720 ราย) 6.ถนนลาดพร้าว (669 ราย) 7.ประตูน้ำ (595 ราย) 8.สนามบินสุวรรณภูมิ (543 ราย) 9.รัชดาภิเษก (447 ราย) และ10.สถานีขนส่งหมอชิต (440 ราย)

สุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการณ์ขนส่งทางบก เผยว่า ชาวต่างชาติถือเป็นที่หมายปองของเหล่าบรรดาโชเฟอร์แท็กซี่มากเป็นพิเศษ

ผมเคยเจอโชเฟอร์แท็กซี่แถวราชประสงค์ พวกนี้้เก่งภาษา เลือกรับเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น เพราะบางทีพาชาวต่างชาติไปร้านจิวเวลลี่อาจได้ค่าน้ำค่าหัวคิว ได้ทิปเยอะ โชคดีอาจถูกเหมาไปต่างจังหวัดอีก เรียกว่ารับเที่ยวนึงได้เป็นพันๆ เขาเรียกลูกฟลุ๊ก คุ้มกว่ารับผู้โดยสายทั่วไป หรืออย่างสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สมัยก่อนมาเฟียเต็มไปหมด เกาะกลุ่มกัน เดี๋ยวนี้การท่าอากาศยานไทยจัดระบบดีขึ้นมากทั้งสองแห่ง ลงเครื่องปุ๊บมาเจอที่เรียกแท็กซี่เลย ใครทำผิด เขาขึ้นแบล็คลิสต์ไม่ให้เข้าสนามบิน ส่วนตามโรงแรมต่างๆก็ให้ความร่วมมือดีมาก จัดอบรมแท็กซี่ อบรมเรื่องการให้บริการ ใครคิดค่าโดยสารแพง เขาจัดการทันทีไม่ให้เข้าโรงแรม แถมร้องเรียน 1584 ด้วย

ล่าสุดกับ“แผนปฏิบัติการราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบพฤติกรรมโชเฟอร์แท็กซี่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าที่ถูกร้องเรียนเป็นประจำ ได้แก่ ห้างสยามพารากอน ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างแพลทินั่ม และห้างมาบุญครอง โดยดำเนินมาตรการ 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.จัดชุดผู้ตรวจการร่วมกับทหารและตำรวจออกปฏิบัติการตามแผน ตั้งแต่เวลา 16.30 – 22.00 น. ทุกวัน 2.ช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกปฏิบัติงาน จะให้ห้างสรรพสินค้าทั้ง 4 แห่งบันทึกการกระทำผิดผ่านกล้อง CCTV 3.ให้ใช้มาตรการลงโทษที่เข้มข้นทุกกรณีความผิด 4.ดำเนินการลงโทษผู้ประกอบการโดยใช้มาตรการห้ามเพิ่มจำนวนรถหรือถอนรถ 5.ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แท็กซี่ตระหนักถึงการให้บริการและการบังคับใช้กฎหมาย 6.ให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

“ทุกวันนี้ปัญหาร้องเรียนแท็กซี่ดีขึ้นเยอะ หลังจากทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงานแบบบูรณาการ ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถานีขนส่ง สนามบิน เราบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ลงพื้นที่ตรวจตรา สืบสวน จับกุม ทำทุกอย่างทั้งเชิงรับและเชิงรุก ทั้งหมดก็เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ประเทศ สิ่งที่เราได้กลับมาคือ คำชื่นชมจากทุกภาคส่วนว่าเราเอาจริง กรมการขนส่งทางบกไม่ได้เป็นเสือกระดาษอีกต่อไปแล้ว”

10 อันดับพื้นที่ที่มีการร้องเรียนรถแท็กซี่มากที่สุดในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.หน้าห้างสยามพารากอน (2,106 ราย) 2.หน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ล (1,233 ราย) 3.ถนนสุขุมวิท-อโศก บริเวณหน้าเทอมินอล 21 (1,070 ราย) 4.แยกราชประสงค์ (917 ราย) 5.สนามบินดอนเมือง (720 ราย) 6.ถนนลาดพร้าว (669 ราย) 7.ประตูน้ำ (595 ราย) 8.สนามบินสุวรรณภูมิ (543 ราย) 9.รัชดาภิเษก (447 ราย) และ10.สถานที่ขนส่งหมอชิต (440 ราย)

 

สุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการณ์ขนส่งทางบก

จัดระเบียบเพื่อชาติ

ถามว่า ภาพลักษณ์ของแท็กซี่เมืองไทยติดลบแค่ไหนในสายตาชาวต่างชาติ

พูดแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ แท็กซี่ไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด ลองคิดดูว่า ปัจจุบันแท็กซี่ในกรุงเทพฯมีอยู่ประมาณ 1.2 แสนคัน วิ่งจริงประมาณ 80,000 คัน คันหนึ่งวิ่งวันละ 14 เที่ยวต่อวัน ปีหนึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนเฉลี่ย 40,000 เรื่อง ตกเดือนละ 3,000 กว่าราย เฉลี่ยวันละ 100 กว่าราย คิดเป็นเปอร์เซนต์ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ด้วยซ้ำ ถ้ามองอย่างเป็นกลางก็ถือว่าจำนวนน้อยมาก“เป็นคำกล่าวของ ณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ณันทพงศ์ บอกว่า หลังจากคสช.ออกนโยบายจัดระเบียบคุณภาพการให้บริการรถสาธารณะ 3 ประเภท ได้แก่ รถแท็กซี่โดยสาร รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถตู้โดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกก็ลงพื้นที่วิเคราะห์เชิงลึกว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มาเฟียผู้มีอิทธิพลแสวงหาผลประโยชน์ ? อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือไม่เอื้ออำนวยความสะดวก? ค่าโดยสารไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ก่อนท้ายที่สุดจะพบว่าหัวข้อที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุดคือ พฤติกรรมของโชเฟอร์แท็กซี่

เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจกองตรวจการณ์ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรวัดค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ที่สนามบินดอนเมือง

“ประโยคที่ว่าใครๆก็มาขับแท็กซี่ได้ สมัยก่อนยอมรับว่ามี บางคนไปเช่าจากอู่ทั้งที่ไม่มีใบขับขี่ เจ้าของอู่ปล่อยปละละเลย สนใจแค่เงิน ไม่แคร์ว่าใครจะมาขับ สุดท้ายปล่อยให้โชเฟอร์ที่ไม่มีใจบริการ ไม่มีทักษะการขับขี่ ไม่รู้จักกฎจราจรมาสร้างปัญหา ที่ผ่านมาเราพยายามปรับปรุงระบบคัดกรองผู้ที่จะมาขับแท็กซี่ให้รัดกุมขึ้น ตั้งแต่จัดระเบียบสหกรณ์แท็กซี่ คุมเข้มเรื่องการจดทะเบียน การตรวจสภาพรถ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขับขี่ การสอบใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ อบรมทักษะโชเฟอร์ ทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่ง และถ้าเข้ามาแล้วทำผิด เราก็ลงโทษอย่างเด็ดขาด คิดดูสิ มีที่ไหนติดป้ายทะเบียนรอบคันรถ ติดป้ายชื่อพร้อมภาพถ่าย แถมติดอัตราค่าโดยสารไว้ในรถให้เห็นชัดๆ ถ้าไม่ตรงก็ร้องเรียนได้ ระบบการออกฎหมายเกี่ยวกับแท็กซี่บ้านเราค่อนข้างเอื้อต่อประชาชน ไม่มีประเทศไหนที่มีกฎระเบียบนโยบายออกมาเพื่อดูแลผู้โดยสารแท็กซี่ได้ดีเท่าบ้านเรา ส่วนปัญหาอื่นๆก็ต้องแก้กันไป

กรมขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการขนส่งฉบับใหม่ โดยจะรวม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เข้าด้วยกัน เราจะเพิ่มอัตราโทษทุกข้อหา เช่น ข้อหาปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จากมีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท จะเพิ่มเป็นปรับ 30,000 บาท หรือกรณีทำผิดรุนแรงเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของประเทศ เช่น ทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร จากเคยมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท จะเพิ่มเป็น 1-2 แสนบาท และจำคุกด้วย ขณะนี้กฎหมายเพิ่งผ่านขั้นตอนกฎษฎีกา คาดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง”

โชเฟอร์แท็กซี่ผู้ถูกร้องเรียนกำลังเข้าห้องอบรมมารยาทการขับขี่และให้บริการเป็นเวลา 3 ชั่วโมง

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ทิ้งท้ายว่า ประชาชนเองก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยจัดระเบียบคุณภาพการให้บริการของแท็กซี่มิเตอร์ ด้วยการร้องเรียน หากพบการกระทำผิด

“โดยส่วนตัว ผมยังเชียร์ให้คนไทยไว้ใจระบบรถโดยสารสาธารณะ ลองนึกภาพถ้าวันหนึ่งรถแท็กซี่เหลือน้อยลง คนที่ได้รับผลกระทบคนแรกก็คือ ประชาชน เดือดร้อน ไม่สะดวกในการเดินทาง ต้องเสียเงินซื้อรถเอง ตามมาด้วยปัญหาจราจรบนท้องถนนจะเต็มไปด้วยรถบ้าน แต่ถ้าเรานิยมใช้บริการรถสาธารณะ ช่วยกันร้องเรียนโชเฟอร์ที่ทำผิด เพื่อลงโทษให้หลาบจำ ขจัดแท็กซี่ไม่ดีออกไป ขณะเดียวกันก็ยกย่องเชิดชูคนดี ถ้าโชเฟอร์ดีๆที่มีกำลังใจในการทำงาน เขาก็จะไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ก่ออาชญากรรม มีรายได้ที่เหมาะสม คุณภาพชีวิตเขาก็จะดีขึ้น ผู้โดยสารก็จะได้รับบริการที่ดี

ทั้งหมดนี้คือ เบื้องหลังการทำงานของ “สายด่วน 1584 ร้องเรียนรถสาธารณะ” ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ โดยเฉพาะรถแท็กซี่มิเตอร์ รถสาธารณะที่กำลังถูกมองว่าเป็นปัญหามากที่สุด.

หมายเหตุ- ปัจจุบันช่องทางร้องเรียนการกระทำผิดของรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท (รถเมล์ รถเมล์ร่วมเอกชน รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้ รถสองแถว รถแท็กซี่ ฯลฯ) มี 8 ช่องทาง ประกอบด้วย 1.ร้องเรียนผ่านโทรศัพท์สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง 2.ร้องเรียนผ่านเอกสารหรือจดหมายมาที่กรมการขนส่งทางบก 1032 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 3.ร้องเรียนผ่านทางอีเมล dlt_1584complain@hotmai.l.com 4.ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ 5.เดินทางมาร้องเรียนด้วยตัวเองที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน กองตรวจการขนส่งทางบก อาคาร 3 ชั้น 4  6.ร้องเรียนผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ (GCC111) ผ่านระบบการจัดการเรื่องร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล 6.ร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊ก กตส. กรมการขนส่งทางบก 7.ร้องเรียนผ่านแอพพลิเคชั่น ไลน์ ID:1584dlt 8.ร้องเรียนผ่านโทรสาร 022718884

ฝ่ายเปรียบเทียบกับเจรจากับผู้ถูกร้องเรียน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคนี้การเรียกแท็กซี่มิเตอร์ตามท้องถนนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

ตั้งเลขาฯ สปสช.ไม่ง่าย ถึงเลือกได้ก็ยังวุ่นไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437051

ตั้งเลขาฯ สปสช.ไม่ง่าย ถึงเลือกได้ก็ยังวุ่นไม่จบ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จนถึงขณะนี้ สัญญาณน่าจะชัดเจนแล้วว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 จะตีความให้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ผู้สมัครชิงเก้าอี้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ผ่านคุณสมบัติการสมัครเลขาธิการคนใหม่

นั่นเพราะเคยเป็น “คู่สัญญา” กับ สปสช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นั่นหมายความว่า นพ.วันชัย ปิดประตูคว้าเก้าอี้เลขาธิการ สปสช.

ตัดคู่แข่งคนสำคัญซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนจาก “กระทรวงหมอ” ที่จะเข้ามายึดครอง สปสช.ออกไป คงเหลือผู้สมัครเพียง 1 ราย นั่นคือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการฯ ตัวเต็งตั้งแต่แรกเริ่ม

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นพ.ประทีป จะเข้าวินได้โดยราบรื่น

ขั้นตอนต่อจากนี้คือส่งรายชื่อ “นพ.ประทีป” ให้บอร์ดชุดใหญ่ ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน เพื่อลงมติโหวตกันว่าจะ “รับรอง” นพ.ประทีป หรือที่ประชุมจะตีตกรายชื่อบุคคลนี้ทิ้งไป

ในขั้นตอนนี้ หาก นพ.ประทีป ผ่านการรับรองได้ ทุกอย่างก็จบไม่มีปัญหา แต่ในทางตรงกันข้าม หากบอร์ด สปสช.ไม่รับรอง นพ.ประทีป นั่นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

นั่นเพราะต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกรอบ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน

ความวุ่นวายจะตีกลับไปยังฝ่ายภาคประชาชน-หมอชนบท และเจ้าหน้าที่ สปสช.กลุ่มเดิม ที่คงต้องเร่งหาตัวตายตัวแทนใหม่ นั่นเพราะ นพ.ประทีป มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ และที่สำคัญคือคงไม่สามารถผลักดันรายชื่อเดิมเข้าสู่การพิจารณาได้อีกแล้ว

คนที่จะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันคนใหม่ก็หายาก แทบจะมองไม่เห็นใครใน สปสช. ที่มีหน่วยก้านเทียบเท่าหมอประทีป มิหนำซ้ำในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นใหญ่ ก็มีแนวโน้มสูงที่ สปสช.จะต้องเปิดโหมด “รุก” มากกว่าโหมด “รับ”

ต้องไม่ลืมว่า นาทีนี้รัฐบาล คสช.มีความพยายามอย่างสูงที่จะแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในประเด็นหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกองทุนเหมาจ่ายรายหัว มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท รวมทั้งอาจจะเปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด เพิ่มสัดส่วนตัวแทนกระทรวงเข้าไป ตามที่ สธ.ทำข้อเสนอไปก่อนหน้า โดยกระทรวงยุติธรรมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

มิหนำซ้ำ ยังมีเรื่องการร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยให้ “กระทรวงสาธารณสุข” และปลัดกระทรวง เข้ามามีบทบาทในการ “ร่วมตัดสินใจ” กับ สปสช. กองทุนสุขภาพอื่นๆ รวมถึงองค์กรอิสระในสังกัด สธ.ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาการตัดสินใจหลายอย่างไปคนละทิศละทาง สร้างความไม่เข้าใจกันระหว่าง สธ.และ สปสช. จนเกือบจะเกิด “ม็อบ” มาแล้ว

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป สะสมความไม่พอใจการบริหารงานของผู้บริหาร สปสช.
ชุดนี้มาเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว ทั้งในประเด็นเงินเหมาจ่ายรายหัวตกถึงโรงพยาบาลไม่พอ เพราะต้องแบ่งให้กองทุนย่อย ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายอย่างยากลำบาก จนคำขวัญการทำงานกับ สปสช. คือการ “ทำงานแลกเงิน” สามารถจุดติดมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ส่งผลให้แนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเป็นไปในทางเดียวกัน คือลดอำนาจองค์กรตระกูล ส. และหากลไกให้กระทรวงหมอเข้ามามีส่วนร่วมบริหารกองทุนมากขึ้น

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นไปได้สูงที่หวยจะออกในเชิง “ลดอำนาจ” ของ สปสช. เพราะการปฏิรูปในยุค คสช. ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเชื่อใจการจัดการของระบบ “รัฐราชการ” มากกว่า รวมถึงคิดเสมอว่าไว้ใจองค์กรของรัฐที่บริหารจัดการตัวเองอย่างอิสระ

ยิ่ง สปสช.มีทิศทางที่ซบอิงกับ “ภาคประชาชน” และ “เอ็นจีโอ” มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อออกเสียงสกัดเลขาธิการจากกระทรวงหมอชัดเจน ยิ่งทำให้รัฐบาลอยากเอาอำนาจกลับมาจัดการด้วยตัวเองมากขึ้น

ฉะนั้น เลขาธิการ สปสช.คนใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติเป็น “แม่ทัพ” พิทักษ์เจตนารมณ์ขององค์กร

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะในอนาคตอันใกล้เลขาธิการ สปสช.จะเป็น “หมอประทีป” หรือจะมีการลากยาวการสรรหาออกไปอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน

หน่วยงานที่ดูแลสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชนก็หืดขึ้นคออยู่ดี

 

แก้หนี้ด้วยหนี้ กับดักร้ายเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436965

แก้หนี้ด้วยหนี้ กับดักร้ายเศรษฐกิจไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาตลอด 2 ปีกว่าที่เข้ามาบริหารประเทศ

ล่าสุดนายกฯ ประกาศจะใช้มาตรา 44 ของคำสั่ง คสช.แก้ไขหนี้นอกระบบ เป็นการส่งสัญญาณจริงจังว่าจะเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนที่พอกพูนจนทำให้มีหนี้สินสูงจนทำให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างไรก็ไม่ได้ผล การบริโภคและการลงทุนในประเทศไม่อาจเติบโตขึ้นมาผลักดันเศรษฐกิจทดแทนการส่งออกที่ลดลงได้

ทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป จนเริ่มจะทำให้ติดกับดักสภาพหนี้ไปแล้ว

จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ระดับมากกว่า 80% แต่นั่นคือหนี้ในระบบของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ไม่ได้รวมหนี้นอกระบบที่ชาวบ้านใช้เป็นที่พึ่งเมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากนับรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนที่แท้จริงอาจจะสูงเกิน 100% ของจีดีพีไทย ที่มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท

จากผลสำรวจของกระทรวงมหาดไทย พบว่ามีประชาชนที่พึ่งพาเงินกู้นอกระบบอยู่ประมาณ 1 ล้านราย ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย ซึ่งศึกษาจากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท พบว่าแรงงาน 95.9% มีภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 8 ปี โดย 36.4% กู้เงินเพื่อใช้จ่ายประจำวัน 15.2% ใช้ซื้อยานพาหนะ อีก 16.7% เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และอีก 16.1% กู้เพื่อใช้คืนเงินกู้ โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 39.38% มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 8.43% ต่อปี และเป็นหนี้นอกระบบ 60.62% นับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 8 ปี และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 12.5% ต่อเดือน

นี่จึงเป็นเหตุให้ทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มรากหญ้า คำถามคือ ทำไมความพยายามแก้ไขไม่ได้ทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบลดลง นั่นเพราะทุกมาตรการเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยวิธีการให้สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้ไปใช้หนี้นอกระบบ ซึ่งส่งผลให้หนี้นอกระบบลดลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้ารายได้ครัวเรือนไม่พอใช้หนี้ก็หันกลับไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ในระบบ วนเวียน เป็นเช่นนี้มาตลอด

สรุปง่ายๆ คือ การแก้ไขหนี้นอกระบบด้วยวิธีการสร้างหนี้ไม่ได้ผล แต่ทุกรัฐบาลก็ดูเหมือนไม่มีทางออก ต้องใช้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็มีแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการรีไฟแนนซ์ ให้ประชาชนมาขึ้นทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาและโอนหนี้ไปยังธนาคารรัฐ ทั้งธนาคารออมสินที่เน้นกลุ่มลูกหนี้ในเมือง และ ธ.ก.ส. เน้นกลุ่มลูกหนี้ชนบท โดยมีประชาชนมาขึ้นทะเบียนกว่า 1 ล้านคน และมีกระบวนการสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 5 แสนราย เฉลี่ยหนี้คนละ 1 แสนบาท รวมเงินทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท

การรีไฟแนนซ์ช่วยให้ลูกหนี้ลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้มาก จากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบเดือนละ 5-20% ก็ลดลงเหลือเดือนละ 1% หรือปีละ 12% ซึ่งเพียงพอให้ธนาคารมีรายได้และพบว่ามีอัตราหนี้เสียน้อยมาก

กรณ์ ระบุว่า น่าเสียดายที่ในช่วงรอยต่อเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีการสานต่อโครงการนี้ทำให้ทุกอย่างหยุดไป จากจำนวนลูกหนี้นอกระบบ 1 ล้านคน ผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้วเหลือเข้าสู่การรีไฟแนนซ์ 5 แสนราย ถือว่าเป็นจำนวนค่อนข้างมาก เพราะต้องตรวจสอบรายละเอียด เช่น มีรายได้หรือไม่ ถ้ามีรายได้แต่ไม่มีรายได้ประจำก็เข้าโครงการได้ ขอให้มีรายได้ ขณะที่หนี้จากการพนันก็ไม่สามารถเข้าโครงการได้ จะมีรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ รวมทั้งไม่กระทบไปถึงสภาพคล่องหรือระบบการทำงานของธนาคาร

รูปแบบการแก้ไขปัญหาสำหรับรัฐบาล คสช.ก็เริ่มต้นแก้ไขหนี้นอกระบบด้วยการมอบหมายให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบเป็นแม่งานจัดการเรื่องนี้ ที่ผ่านมา รมว.คลัง ได้ลงนามในคําสั่งกระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการกํากับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนเมื่อต้นปี 2558 และคณะกรรมการกํากับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนได้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมการจํานวน 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน

ทั้งนี้ อนุกรรมการ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจํากรุงเทพมหานคร คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจําจังหวัด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจํากรุงเทพมหานคร และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจําจังหวัด

ปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างจัดทําคู่มือปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ สําหรับใช้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ รวมถึงยกร่างแผนประชาสัมพันธ์แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือของลูกหนี้นอกระบบ และความรู้พื้นฐานเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินส่วนบุคคลสําหรับประชาชน

ในระยะสั้น คลังใช้มาตรการแก้ไขปัญหาลูกหนี้นอกระบบในรูปแบบเดิมไปก่อน โดยให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มีเงินไปหารายได้นำมาใช้หนี้นอกระบบ แต่ไม่สามารถแก้หนี้นอกระบบได้ตรงเป้า แม้แต่การแก้ปัญหาหนี้เสียครูของธนาคารออมสินที่มียอดสินเชื่อกว่า 4 แสนล้านบาท และเริ่มเป็นหนี้เสียอย่างรวดเร็ว เพราะส่วนหนี้เป็นการสร้างหนี้เกินตัวและไปเป็นหนี้นอกระบบ ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการลดดอกเบี้ยให้หนี้ครูเหลือ 4% เป็นเวลานานถึง 20 ปี ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารออมสินมากกว่าแก้ไขหนี้นอกระบบของครู

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังมีแผนออกบัตรพีเพิ่ลการ์ดกดเงินสด สำหรับคนที่รายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ให้กู้วงเงิน 5 เท่า เป็นการช่วยกลุ่มฐานรากโดยเฉพาะเรื่องหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นการย่ำอยู่กับที่ด้วยวิธีการแก้หนี้โดยให้เป็นหนี้เพิ่ม ทำให้การแก้ไขหนี้นอกระบบวนอยู่ในอ่าง

ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะเป็นการคุมเจ้าหนี้ หรือผู้ปล่อยกู้นอกระบบให้สามารถปล่อยกู้ได้ แต่ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี หากเก็บดอกเบี้ยเกินจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปไล่จับเจ้าหนี้เหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นการกดดันให้เจ้าหนี้นอกระบบจะต้องออกมาจากเงามืดขึ้นมาเปิดธุรกิจให้เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลเตรียมที่จะแยกประเภทเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้ให้ทำธุรกิจ “พิโค ไฟแนนซ์” เปิดโอกาสให้มาจดทะเบียนตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทวงหนี้ ไม่มีการข่มขู่ลูกหนี้ และให้คิดดอกเบี้ยได้ถึง 36%

อย่างไรก็ดี กรณ์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่รัฐบาล คสช.มีแนวคิดจะใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบนั้น ส่วนตัวมีความกังวลใจว่าอาจจะทำให้เจ้าหนี้หลบหนีไปกบดาน เพราะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาต้องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่แม้จะมีความผิดเรื่องการปล่อยกู้ แต่รัฐบาลไม่ได้จะเอาเรื่อง เพียงต้องการจะเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ การแก้ปัญหาถึงจะสำเร็จได้ เพราะการรีไฟแนนซ์ยังเป็นการโอนเงินไปยังเจ้าหนี้โดยตรง เพื่อลดการก่อหนี้ซ้ำซ้อน

ดังนั้น หากจะใช้มาตรา 44 ต้องระมัดระวัง และเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดในการดำเนินการทุกขั้นตอน หากเพียงแค่กำหนดเป็นนโยบายแต่ไม่ลงไปติดตามก็อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ เมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล การแก้ปัญหาในอดีตตัวเองต้องลงไปตรวจสอบทุกขั้นตอน ทุกระดับที่สำคัญเห็นว่าการแก้ปัญหาควรจะทำแบบระยะยาวยั่งยืนที่จะได้ผลดีกว่า

แม้รัฐบาลจะมีความตั้งใจที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้กับลูกหนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องปรับโครงสร้าง การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างความรวยความจนให้ได้ รวมทั้งจะต้องใช้เวลาในการให้ความรู้พื้นฐานด้านการจัดการเงินและปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

 

ข้อสอบโอเน็ตผิดพลาด ล้มเหลววัดทักษะและความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436866

ข้อสอบโอเน็ตผิดพลาด ล้มเหลววัดทักษะและความรู้

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ต้องลุ้นกันทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการสอบโอเน็ต ว่าจะเกิดปัญหาข้อสอบผิดพลาดหรือไม่ ท้ั้งที่โอเน็ตคือการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ที่ต้องมีความรัดกุม มาตรฐานในการออกข้อสอบ

ผลจากการทักท้วงของ อาจารย์ปิง ดาว้องก์ หรืออาจารย์ปิง เจริญศิริวัฒน์ ติวเตอร์ชื่อดังที่สอนวิชาภาษาไทยและสังคม ที่ชี้ว่า ข้อสอบโอเน็ต ม.6 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม น่าจะมีข้อสอบผิดพลาดถึง 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 63 ข้อ 72 ข้อ 58 ข้อ 80 ข้อ 85 และยังมีข้อสอบกำกวมอีกหลายข้อ แม้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะออกมายืนยันว่า ผิดพลาดเพียงข้อเดียว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นข้อตอกย้ำว่า โอเน็ต เป็นข้อสอบที่อ่อนไหวต่อความผิดพลาด จนถูกนำมาล้อเลียนในรูปแบบต่างๆ กันในโลกโซเชียลจนแทบไม่เหลือภาพลักษณ์ที่ดี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 การสอบโอเน็ตกลายเป็นข่าวใหญ่ของแวดวงการศึกษา เมื่อมีการเพิ่มรูปแบบข้อสอบโอเน็ต จากเดิมเป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก นักเรียนต้องเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียง 1 ข้อ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2549-2551 มีการเพิ่มส่วนหนึ่งของข้อสอบและกระดาษคำตอบขึ้นอีก 3 แบบ คือ 1.แบบปรนัยหลายตัวเลือก โดยผู้เข้าสอบต้องอ่านบทความที่เป็นโจทย์ แล้วเลือกตัวเลือกที่สัมพันธ์กัน 2.แบบปรนัยหลายตัวเลือกหลายคำตอบ ผู้สอบต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้อง 2 คำตอบ จาก 6 ตัวเลือก และ 3.แบบระบายค่า/ตัวเลขที่เป็นคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อหวังสกัดนักเรียนที่เข้ามาเดาคำตอบ เนื่องจากข้อสอบปรนัยรูปแบบเดิมเพียงแบบเดียวที่ใช้มานาน เป็นข้อสอบที่ถกเถียงกันว่า ผู้ตอบสามารถเดาถูกได้ 1 ใน 4 หรือ 25% เท่ากับว่า ถ้ามีข้อสอบ 100 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน นักเรียนที่ได้ 25 คะแนน อาจได้มาจากการเดา

ผลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น คือ นักเรียนในหลายพื้นที่ นอกจากจะกุมขมับจากข้อสอบแล้ว ยังต้องงงกับกระดาษคำตอบเพิ่มขึ้นมาอีก ทางออกที่จะแก้ปัญหาก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือเดาเท่าที่เดาได้ สุดท้ายคะแนนก็ออกมาในระดับที่น่าเป็นห่วงว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศตกกราวรูดทุกวิชา

สิ่งที่อยู่ควบคู่กับผลการสอบ คือ โอเน็ตคืออะไร และนอกเหนือจากเป็นคะแนนที่ใช้ยื่นเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นตามสัดส่วนแล้วยังมีความสำคัญอย่างไรอีก

วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการด้านการศึกษา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Eduzones.com ระบุว่า ข้อสอบโอเน็ตนั้นถูกตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงเรื่อยมา ทั้งที่ตามหลักแล้ว การทดสอบระดับชาติควรมีเจตนาเพื่อควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนทั้งประเทศ ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ในทางปฏิบัติแล้ว โรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนไม่เหมือนกัน หากนโยบายการศึกษาคาดหวังให้เด็กมีความรู้และสมรรถนะที่เป็นเสมือนเป็นแกนกลางเดียวกัน ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือกลาง คือ แบบทดสอบระดับชาติเพื่อวัดผล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ข้อสอบโอเน็ตที่มี นอกจากจะไม่สามารถใช้วัดสิ่งที่ต้องการได้ ยังลืมไปว่า เป้าหมายของการเรียนที่จะให้เด็กมีสามสิ่ง คือ ความรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และจริยธรรม สามารถสอบวัดได้แค่เพียงสองสิ่งแรก

ขณะเดียวกัน ความรู้และทักษะการใช้ชีวิตนั้น มีรายละเอียดเรื่องความเฉพาะถิ่นรวมอยู่ด้วย ข้อสอบโอเน็ตจึงล้มเหลวในการวัดความรู้และทักษะ กลายเป็นเหลือประโยชน์อย่างเดียว คือใช้เพื่อเป็นคะแนนเข้าเรียนต่อ จนกลายเป็นต้องกวดวิชาเพื่อสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนสูง

วิริยะ กล่าวว่า สิ่งที่ สทศ.ดำเนินการเกี่ยวกับข้อสอบโอเน็ต คือยกเลิกการใช้เป็นสัดส่วนคะแนนในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา และหากจะวัดมาตรฐานการเรียนการสอนก็หันไปใช้การสอบหรือข้อสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ก็สามารถวัดหาข้อมูลที่นำมากำหนดนโยบายการศึกษาได้เช่นกัน

พงศธร นามพิลา นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม จ.บึงกาฬ ระบุว่า จากประสบการณ์ตรงในฐานะที่ได้สอบโอเน็ตพบว่า ข้อสอบนี้ยังมองข้ามรายละเอียดบางอย่างไป เช่น นักเรียนระดับมัธยมปลายนั้นเรียนหลายแผน หรือหลายสาย เช่น วิทย์-คณิต วิทย์-ชีวะ ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา ซึ่งมีความรู้ความถนัดที่ต่างกัน โอเน็ตจึงไม่สามารถวัดความรู้ของเด็กมัธยมปลายได้

พงศธร เล่าว่า ในแวดวงของนักเรียนจะพูดถึงข้อสอบโอเน็ตกันไปต่างๆ นานาทุกปี ส่วนใหญ่ก็เป็นแง่ลบและตั้งคำถามว่า ทำไมข้อสอบวัดระดับประเทศถึงได้มีข้อผิดพลาดซ้ำซากได้ทุกปี คะแนนที่ออกมาต่ำมาก เพราะข้อสอบยากเกินไป บางวิชาวัดความสามารถของพวกเขาแทบไม่ได้

“ทุกปี เราได้เรื่องความผิดพลาด บางปีก็ข้อสอบซ้ำกัน ข้อสอบไม่สมเหตุสมผล คำตอบก็กำกวมคือไม่สามารถชี้ชัดได้ จนกลายเป็นเรื่องเอามาเสียดสีกันเมื่อสอบเสร็จ ที่สำคัญคือไม่มีการเปิดเผยข้อสอบ ถ้าเราไปยื่นเรื่องกับ สทศ.ก็ได้มาแค่กระดาษคำตอบแต่ไม่ได้ข้อสอบมาด้วย จนกลุ่มเด็กลือกันแล้วว่า โรงเรียนกวดวิชาบางแห่งถึงกับบอกเด็กว่า ใครจำข้อสอบมาบอกได้ จะให้รางวัล ข้อละ 1,000 บาท เมื่อได้ยินอย่างนี้ เด็กก็ยิ่งอยากไปเรียนในสถาบันกวดวิชาที่บอกอย่างนี้ เพราะเข้าใจว่า ไปเรียนแล้วจะทำให้ได้คะแนนโอเน็ตดีขึ้น” พงศธร กล่าว

 

เปิดหลักเกณฑ์พักโทษ ความหวังสุดท้ายบิ๊กการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436857

เปิดหลักเกณฑ์พักโทษ ความหวังสุดท้ายบิ๊กการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลายคดีในชั้นศาลที่มีการต่อสู้จนถึงฎีกาแล้ว มีหลายคดีสำคัญเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะคดีที่มีนักการเมืองตกเป็นผู้ต้องหา ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุมากหรือสูงวัย เมื่อต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ คำถามที่ตามมาคือเรื่องสุขภาพและระยะเวลาต้องโทษนานหลายปี หลายฝ่ายจึงทวงถามถึงหลักเกณฑ์การพักโทษว่าเป็นอย่างไร

อย่างกรณีล่าสุด ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 72 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ วิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 ปี

พลิกเปิดตำรากฎระเบียบหลักการพักโทษของกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า ผู้ต้องหาที่จะได้รับการปล่อยตัวในรูปแบบของการพักโทษ ต้องเข้าข่ายที่มีคุณสมบัติของหลักการพักโทษด้วย คือต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด แบ่งย่อยออกเป็น ชั้นเยี่ยม กลุ่มผู้ต้องขังเหล่านี้จะเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 ถัดมาชั้นดีมาก ผู้ต้องขังเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 4 และชั้นดี ผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน  5

กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ปกตินักโทษผู้สูงอายุที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ส่วนใหญ่จะได้รับการอภัยโทษและได้รับการพักโทษในกรณีพิเศษต่างๆ สำหรับนักโทษผู้สูงวัยหรือนักโทษที่มีอายุมาก จะมีจำนวนน้อยที่เข้ามาในเรือนจำ หรือเรียกว่า “ภาวะชั่วคราว”

อย่างไรก็ตาม ทางเรือนจำจะดูแลตามปกติเหมือนกับนักโทษคนอื่นๆ แต่เมื่อมีวาระโอกาสสำคัญกลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้จะถูกปล่อยออกไปตามการพิจารณาและเข้าคุณสมบัติ ซึ่งนักโทษเหล่านี้มักไม่อยู่ถาวรหรือนานจนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากมีเรื่องของการพักโทษและอภัยโทษเข้ามา

“เพราะคนแก่จะมีเรื่องการพักโทษกรณีพิเศษต่างๆ หรือคนแก่ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสได้รับการพักโทษมากกว่าคนอื่นในการลดหย่อนผ่อนโทษและได้รับการปล่อยตัว โดยจะพิจารณาจากเรื่องของสุขภาพบวกกับโอกาสสำคัญในแต่ละช่วงนั้นๆ ซึ่งนักโทษสูงวัยจึงมีโอกาสได้รับการปล่อยตัวและได้พักโทษไว ทั้งนี้ผู้ต้องขังสูงวัยส่วนใหญ่จะอยู่ในเรือนจำในภาวะหนึ่งเท่านั้นและก็จะหมดไปเป็นช่วงๆ ไม่สะสมเหมือนกับนักโทษทั่วไป” กอบเกียรติ กล่าว

ดังนั้น การพักโทษ คือ การที่ผู้ต้องขังออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนดตามคำพิพากษา โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการคุมประพฤติ ซึ่งการพักโทษนั้นไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่เป็นประโยชน์ที่ทางกรมราชทัณฑ์ให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดีตลอดระยะที่ถูกคุมขัง หรือที่เข้าใจอีกแบบคือเป็นผู้ต้องขังทำความดีสร้างชื่อเสียงให้เรือนจำ

แน่นอนว่าเมื่อนักโทษเด็ดขาดเหล่านั้นเข้าหลักเกณฑ์การพักโทษตามคุณสมบัติข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำประกาศรายชื่อผู้เข้าข่ายอยู่ในคุณสมบัติการพักโทษ จะต้องเตรียมข้อมูลส่วนตัวแก่เจ้าหน้าที่ให้พร้อม และผู้ดูแลหลังจากได้รับการพักโทษ ทั้งนี้ให้ทำคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาผ่านเรือนจำ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แจ้งให้ญาติไปติดต่อขอคัดสำเนาคำพิพากษาจากศาลเพื่อส่งให้เรือนจำโดยตรง จากนั้นให้ญาติไปติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปกครองและตำรวจ เพื่อขอให้รับรองความประพฤติแล้วนำมามอบให้เรือนจำ

เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำรวบรวมเอกสารครบถ้วนแล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเรือนจำ และส่งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับการพักโทษแล้ว ไม่ใช่ว่าจะขาดการติดต่อกับทางเรือนจำที่เคยถูกคุมขัง แต่จะมีการคุมประพฤติหลังการพักโทษ โดยมีเจ้าหน้าที่คุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติไปเยี่ยมที่บ้านของผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ ดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์เมื่อมีปัญหา โดยที่ผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 8 ข้อ ที่กำหนดไว้หากประพฤติผิดเงื่อนไขจะถูกนำตัวกลับมาคุมขังไว้ในเรือนจำตามเดิม และจะถูกลงโทษทางวินัยอีกด้วย

สำหรับเงื่อนไข 8 ข้อประกอบไปด้วย 1.จะต้องพักอาศัยอยู่ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับเรือนจำ 2.ห้ามออกนอกเขตท้องที่ที่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา ยาเสพติด และกระทำผิดอาญาขึ้นอีก 4.ประกอบอาชีพโดยสุจริต 5.ปฏิบัติตามลัทธิศาสนา 6.ห้ามพกพาอาวุธ 7.ห้ามไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อกับนักโทษอื่นที่ไม่ใช่ญาติ และ 8.ให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเรือนจำ เจ้าพนักงานปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจทุกเดือน ทั้งนี้หากผู้ถูกคุมประพฤติ  ยึดทำตามเงื่อนไข ก็จะได้รับใบบริสุทธิ์ และพ้นโทษไปตามคำพิพากษา