วิพากษ์ “ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย” สุรพศ ทวีศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436236

วิพากษ์ "ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย" สุรพศ ทวีศักดิ์

เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล

กว่า 2 เดือนแล้วที่ชื่อของ “วัดพระธรรมกาย” และ “พระธัมมชโย” ตกเป็นข่าวใหญ่รายวัน ท่ามกลางการจับตามองแทบไม่กะพริบของคนในสังคม

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับพระธัมมชโยให้มารับทราบข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจรกรณีรับเช็คจากอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาตลอดโดยอ้างว่าอาพาธหนัก ไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้ นำไปสู่การชิงไหวชิงพริบห้ำหั่นกันด้วยข้อมูลและลมปากผ่านสื่อต่างๆ ฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจตามกฎหมายไล่บี้อย่างไม่ลดละ อีกฝ่ายหนึ่งผนึกกำลังตั้งรับอย่างเต็มที่

“สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองอย่างเกาะติดชนิดไม่คลาดสายตา

ท่ามกลางความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของปมขัดแย้ง ตั้งแต่เรื่องอาบัติปาราชิกของธัมชโยที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คดีรถหรูสมเด็จช่วง ข้อกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก ตลอดจนความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงทางการเมืองกับขั้วตรงข้ามรัฐบาล

วันนี้เขาจะมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “โค่นล้มธรรมกาย” ภายใต้หลักธรรมวินัย หลักการกฎหมาย และหลักการประชาธิปไตย

มองความพยายามที่จะโค่นล้มพระธัมมชโยรอบนี้อย่างไร

ฝ่ายที่พยายามจะโค่นล้มธรรมกายคาดหวังสูงมากว่าจะจัดการพระธัมมชโยทั้งทางกฎหมายและทางธรรมวินัยให้ได้ เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่มีสองอย่าง นั่นคือ เรื่องกฎหมาย พัวพันการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และเรื่องธรรมวินัย นั่นคือ อาบัติปาราชิก

ถามว่าเริ่มต้นมาจากไหน มันเป็นคู่ขนานมากับกปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) พอคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)ยึดอำนาจ กปปส.ก็สนับสนุนคสช.โดยชูประเด็นเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทีนี้ก็ผุดไอเดียปฏิรูปศาสนาขึ้นมา ซึ่งความคิดที่ไม่เอาธรรมกายอยู่ในคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการปฏิรูปศาสนาก้าวแรกที่เขาทำทันทีก็คือ รื้อฟื้นคดีธัมมชโย พอมหาเถรสมาคมไม่ตอบรับอ้างว่าจบไปแล้ว เขาก็เดินเกมต่อเรื่องรถหรูสมเด็จช่วงเพื่อสกัดไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช ถ้าดูตัวละครอย่างไพบูลย์ นิติตะวัน (ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) พระพุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายแพทย์มโน เลาวณิช (อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ก็เป็นฝ่ายชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของรัฐผ่านดีเอสไอ ชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของมหาเถรสมาคมเพื่อจัดการกับธรรมกาย

เหตุผลที่เขาต้องการกำจัดธัมมชโยมันมีความซับซ้อน หนึ่ง กลุ่มคนชนชั้นกลางในเมือง ทั้งศิษย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ผู้เขียนหนังสือกรณีธรรมกายที่บอกว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก) ศิษย์สวนโมกข์ กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธะอิสระ รวมทั้งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ที่มองว่าธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป ประกอบกับธัมมชโยถูกดำเนินคดีในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่มารอดในยุคทักษิณ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยโยงธรรมกายกับเพื่อไทย โยงกับทักษิณ ฉะนั้นในทางการเมืองมันเอาไว้ไม่ได้ เพราะการปฏิรูปครั้งนี้เป้าหมายหนึ่งคือขจัดขั้วของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ขจัดขั้วทักษิณ เมื่อขจัดตรงนั้นแล้ว ผมคิดว่านายแพทย์มโนเป็นคนให้ข้อมูลกับทางฝ่ายรัฐว่า ธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคง เลือกตั้งคราวหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะได้เป็นรัฐบาลก็จะยึดอาณาจักร ธรรมกายก็จะยึดศาสนจักร

เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มีหลายประเด็นทับซ้อนกัน เรื่องพระธัมมชโยทำผิดกฎหมายก็ต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ต้องตัดสินออกมาให้ชัดเจนว่าผิดถูกอย่างไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมตรงนี้มันถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง ถ้ากระบวนการนี้เดินหน้าต่อไป สมมติว่าจับพระธัมมชโยสึก ฝ่ายธรรมกายก็จะมองว่าฝ่ายตนถูกทำลายในทางการเมือง  ฝ่ายคนที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับธรรมกายแต่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็จะมองว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันถ้าไม่สามารถจับพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ก็จะเป็นคำถามต่อไปว่าแล้วข้อกล่าวหานี้ตกลงมันผิดหรือไม่ ทำไมถึงเอาพระธัมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำยังไงมันก็มีปัญหาทั้งนั้น

ผมกลัวว่ามันจะมีการล่าแม่มดเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่สามารถใช้ช่วงที่คสช.อยู่ในอำนาจจับธัมมชโยสึกได้ เขาก็จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับคสช.มาตรา 67 ที่บอกไว้ว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

ซึ่งคุณไพบูลย์ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะเอามาตรานี้ไปจัดการพระนอกรีตที่สอนผิดจากพระไตรปิฏก เราก็รู้กันอยู่ว่าใครสอนผิด ประพฤติผิดธรรมวินัย คนอื่นสอนผิดกันเยอะแยะ แต่ธรรมกายถูกกล่าวหาอยู่ที่เดียว พอเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ก็จะมองเห็นภาพว่ากลุ่มไหนเป็นคนโกงที่ต้องปราบ พรรคการเมืองใด หรือใคร กระบวนการที่จะกำจัดธรรมกายมันถูกวางเอาไว้อย่างรัดกุม

ในระยะยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจะไปกำจัดธัมชโยในอนาคต เป็นดาบต่อไป ถ้าไม่สามารถฟันได้ในตอนนี้

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา

บางคนมองว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง

ในความรู้สึกผมมันไม่เชิงว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่สนับสนุนคสช.เขาใช้กลไกคสช.มาจัดการกับธรรมกาย คนกลุ่มนี้จะมีข้อมูลหลักฐานต่างๆที่คสช.ฟังแล้วเชื่อว่ามีน้ำหนัก เหตุผลที่คสช.เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าธรรมกายอยู่ฝ่ายเพื่อไทย อยู่ฝ่ายทักษิณ

ถ้ามองลึกกว่านั้น ศาสนาพุทธไทยสมัยใหม่สถาปนาขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แยกนิกายเป็นธรรมยุตกับมหานิกาย ต่อมารัชกาลที่ 5 ตั้งองค์กรปกครองสงฆ์โดยรัฐที่เรียกว่ามหาเถรสมาคม มีอำนาจทางกฎหมาย รวบอำนาจปกครองสงฆ์ทั่วประเทศไว้ที่กรุงเทพฯ มีหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าพระสงฆ์เทศแสดงธรรมให้คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ จะไม่ถือว่าองค์กรสงฆ์ยุ่งกับการเมือง หรืออย่างพระกิติวุฒโฑที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป หรือพระรูปไหนหรือกลุ่มไหนออกมาต่อสู้ทางการเมือง เช่น กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธอิสระ ถ้าคุณเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอ้างว่าเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเอาศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมืองลักษณะนี้ก็จะถือว่าเป็นการยุ่งการเมืองในทางที่ถูกที่ควร

แต่ถ้าคุณเอาศาสนามายุ่งกับการเมืองในการเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย หรือไปสนับสนุนพรรคการเมือง แบบนี้มันผิด เป็นการดึงศาสนามายุ่งกับการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ ฉะนั้นปรากฎการณ์ของธรรมกายจึงถูกตั้งคำถามว่า คุณเป็นองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ มีมวลชนมหาศาล คุณจะไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามอำนาจเก่าได้ยังไง อันนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่คสช.ยอมไม่ได้

คำสอนธรรมกายเป็นพิษเป็นภัยถึงขนาดต้องโค่นล้ม กำจัดทิ้งเชียวหรือ

ธรรมกายมีส่วนที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา เรื่องคำสอนไม่เป็นปัญหานะ แนวทางการสอนเรื่องธรรมกายก็เอามาจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ซึ่งสอนกันอยู่แล้ว ส่วนการที่ธรรมกายจัดตั้งองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ เผยแผ่ออกไปในสาขาต่างๆโดยต้องการให้ตัวเองเป็นเหมือนวาติกัน หรือแนวคิดที่ว่าบริจาคมากๆแล้วจะรวย มันไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แม้เราจะฟันธงว่าธรรมกายสอนผิดจากพระไตรปิฏก แต่ก็ไม่มีที่ไหนสอนถูกต้องตามพระไตรปิฏกร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว มีแต่ถูกมากถูกน้อยผิดมากผิดน้อยเหมือนกันทุกวัด ทีนี้ถ้าคำสอนผิด วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องต้องแก้ปัญหาภายในของคณะสงฆ์เอง จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ตักเตือนกันแบบกัลยาณมิตร นำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปรับปรุงให้มันถูกต้อง ไม่ใช่การเอาอำนาจรัฐไปจัดการ

ตามหลักของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการเรื่องสอนผิดสอนถูก พระจะประพฤติผิดหรือถูกธรรมวินัยจะใช้อำนาจรัฐไปจัดการไม่ได้ หน้าที่ของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่มีเพียงรักษาเสรีภาพความเสมอภาคทางศาสนาเท่านั้น ใครจะสอนผิดสอนถูก ไบเบิ้ล อัลกุรอ่าน พระไตรปิฏก รัฐจะไม่ไปยุ่ง เป็นเรื่องของกลุ่มศาสนิกที่จะตกลงกันเอง แต่ทำไมชาวพุทธชนชั้นกลางในไทยที่คิดว่าตัวเองก้าวหน้า รักษาธรรมวินัยที่ถูกต้อง ถึงไปเรียกร้องอำนาจรัฐให้มาจัดการ ซึ่งขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างสมณโพธิรักษ์ถึงขั้นเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 จัดการเรื่องข้อหาอาบัติปราชิก ผมนับถือสันติอโศกในเรื่องความเคร่งครัด แต่ทำไมถึงยอมรับการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการกับคนอื่น

สำหรับส่วนที่เป็นปัญหาของธรรมกายก็เหมือนปัญหาของกลุ่มชาวพุทธทุกกลุ่มคือ ธรรมกายยังใช้กลไกอำนาจรัฐผ่านมหาเถรสมาคมในการเผยแผ่ ทำกิจกรรมทางศาสนาใหญ่ๆ ตรงนี้ก็ขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่รัฐไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาส่งเสริมสนับสนุนศาสนา รัฐไม่ได้ support  แต่รัฐปล่อยให้เป็นอิสระคือให้องค์กรศาสนาเป็นเอกชนเลย เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ศาสนาจะไปสอนในโรงเรียนไม่ได้ ไม่มีการบังคับ ฝรั่งเศสนี่แยกได้เด็ดขาดเลย แต่บ้านเราเนื่องจากมันไม่แยกศาสนาออกจากรัฐ มีองค์กรสงฆ์ของรัฐมีอำนาจตามกฎหมาย แล้วยังมีรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาอีก ธรรมกายใช้อำนาจรัฐและใช้กลไกคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนนี้่แหละที่ทำให้คนกลัว

มีคนบอกว่า ถ้าวัดพระธรรมกายเป็นลัทธินิกายอื่นคงไม่มีปัญหา แต่พอเป็นเถรวาท คำสอนประเภทที่ว่าบริจาคมากเท่าไหร่ก็ได้บุญมากเท่านั้น ต้องปิดบัญชีทางโลกถึงจะเปิดบัญชีทางธรรมได้ พระรุ่นดูดทรัพย์ สอนว่าโคตรรวย โคตรรวย โคตรรวย แบบนี้ไม่ถูกต้องเพราะไม่ใช่คำสอนทางพุทธศาสนา

คำถามผมคือ ถ้าธรรมกายสอนผิดพระไตรปิฏกของเถรวาท แล้วคุณจะจัดการกับเขายังไง ถ้าคุณจัดการกับเขาภายใต้กรอบของธรรมวินัยเพียวๆโดยไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐ เช่น สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าใช้หลักธรรมวินัยในการแก้ปัญหาภายในคณะสงฆ์ เมื่อพระเทวทัตแยกกลุ่มออกไป พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาอำนาจรัฐมาแก้ปัญหา วิธีการจัดการของพระพุทธเจ้าคือ ส่งพระสารีบุตรที่รู้หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพุทธศาสนาไปชี้แจงกับพระที่ถูกพระเทวทัตหลอก พอชี้แจงแล้วพระเหล่านั้นก็กลับใจ ส่วนคนที่ไม่เชื่อเขาก็อยู่กับพระเทวทัตต่อไป นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า

ถ้าคุณเห็นว่าธรรมกายผิด สิ่งที่คุณต้องจัดการกับธรรมกายคือ วิพากษ์วิจารณ์ แสดงหลักฐานออกมาว่าพระไตรปิฏกที่ถูกต้องมันเป็นยังไง คำสอนธรรมกายที่ว่าผิดมันผิดตรงไหน ถ้าธรรมกายเขาเห็นด้วยกับคุณ เขาก็จะเปลี่ยน หรือถ้าธรรมกายยืนยันว่าเขาถูก เขาก็จะหาหลักฐานมาอ้างอิงว่าถูกยังไง ต้องสู้กันแบบนี้ ส่วนชาวพุทธทั่วไปก็ต้องรับฟังข้อมูลข่าวสารทั้งสองฝ่าย ถ้าเห็นด้วยเขามีเสรีภาพที่จะเลือกอยู่กับธรรมกายหรือเลิกนับถือก็ได้ ซึ่งตามตัวหลักการของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐจะเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ยกเว้นถ้าพระทำผิดกฎหมาย เช่น ทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐไปยุ่งได้ แต่เรื่องผิดถูกธรรมวินัย รัฐเข้าไปยุ่งไม่ได้ โดยหลักธรรมวินัยของพุทธศาสนาเองก็ไม่ได้มีข้อไหนบัญญัติไว้ว่าต้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐจะไม่มีปัญหาเลย

สมมติถ้าเมืองไทยแยกศาสนาออกจากรัฐ การแก้ไขปัญหาเรื่องธัมมชโยจะออกมารูปแบบไหน

ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ องค์กรศาสนาทุกศาสนาจะกลายเป็นเอกชนหมด และจะมีเสรีภาพในการศึกษาตีความ คำว่าสงฆ์หรือสังฆะ ก็จะไม่ใช่คณะสงฆ์แบบนี้ แต่จะหมายถึงสงฆ์ในสำนักต่างๆ ตามสายครูบาอาจารย์ต่างๆ ทีนี้ปัญหาที่ว่าธรรมกายสอนผิด ผู้ที่จะตัดสินก็อยู่ที่คณะสงฆ์ของสายวัดธรรมกาย รวมถึงญาติโยมที่เขาศรัทธาวัดธรรมกาย ถ้าเขาเห็นว่าสิ่งที่ธรรมกายสอนอยู่ไม่ได้ผิดจากพระไตรปิฏก เขาก็ยืนยันจะเชื่อแบบนั้น ส่วนกลุ่มอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ไม่สามารถให้อำนาจรัฐ หรือองค์กรส่วนกลางไปจัดการกับเขาได้ คุณก็แค่ไม่ไปวัดธรรมกาย เลิกศรัทธา ต่างคนต่างอยู่ แค่นั้นเอง

ถามว่ารัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ที่ว่าต้องตรวจสอบความโปร่งใสของทุกองค์กรศาสนา ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา องค์กรศาสนาจะส่งบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองมาแสดงให้หน่วยงานรัฐซึ่งคล้ายๆกับสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจสอบความโปร่งใสทุก 6 เดือน ถ้ามีแบบนี้มันจะชัดเจน แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันมันไม่ใช่ สตง.ไม่ได้ไปตรวจสอบวัด วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งอยู่เหมือนเดิม วัดธรรมกายที่มีปัญหาเพราะมีการบริหารจัดการเงินจำนวนมหาศาลยังไงไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเป็นเอกชน องค์กรศาสนาก็ไม่ต่างกับบริษัทห้างร้านต่างๆที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องชี้แจงรายรับรายจ่ายของตัวเองให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ

ส่วนการตีความคำสอนทางศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพว่าจะเชื่อหรือไม่ เพราะฉะนั้นปัญหาของธรรมกายที่อ้างเรื่องสอนผิดสอนถูก มาเถียงกัน มากำจัดกันอย่างทุกวันนี้ก็จะจบไป แล้วรัฐก็จะไม่เป็นเวทีความขัดแย้งทางศาสนาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ้องจะใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันอีกฝ่าย ประวัติศาสตร์บอกแล้วว่า เราผิดพลาดมาหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) ที่เกิดมาจากความอิจฉาในวงการสงฆ์ แล้วยืมมือเผด็จการไปจัดการกับศัตรูของตัวเอง ผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หมายความว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐจะควบคุมธรรมกายได้อยู่หมัดงั้นหรือ

มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปควบคุมธรรมกาย แต่เป็นเสรีภาพที่คนไทยเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา

สมมติว่าถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ ธรรมกายมีทุนเยอะ แต่อย่าลืมว่าที่ธรรมกายโตในเมืองไทยได้เขาไม่ได้ใช้ทุนอย่างเดียว แต่ใช้อำนาจรัฐเป็นตัวช่วย เช่น จัดปฏิบัติธรรมโดยใช้งบประมาณรัฐพันกว่าล้านสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรงนี้เกี่ยวกับหน่วยงานราชการ เพราะต้องเกณฑ์คนมา ต้องส่งพระไปอยู่วัดต่างๆ ถ้าธรรมกายใช้อำนาจมหาเถรสมาคมไม่ได้ เขาจะทำได้ยังไง ต้องได้รับอนุมัติจากพระผู้ใหญ่เขาถึงส่งไปอยู่วัดต่างๆได้ และมีเงินด้วย แต่หากเป็นอิสระจากรัฐ ก็จะใช้อำนาจรัฐไม่ได้ เป็นเรื่องความสมัครใจของวัดต่างๆเองว่าจะเอาด้วยหรือปฏิเสธวัดธรรมกาย

ถ้าคุณกลัวธรรมกายจะโต คุณต้องเสนออะไรที่ดีกว่าธรรมกาย แข่งกับธรรมกาย เหมือนกับคุณกลัวทักษิณ คุณก็ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการเสนอนโยบายที่เหนือกว่าเขา แต่ถ้าคุณเอาเผด็จการมาชนะทักษิณมันไม่ได้ชนะจริง ไม่ได้ทำให้คนศรัทธาทักษิณน้อยลง เช่นเดียวกันถ้าคุณเอาอำนาจเผด็จการมากำจัดธรรมกาย คิดเหรอว่าคนจะศรัทธาธรรมกายน้อยลง

แล้วตอนนี้ ทำไมมหาเถรสมาคมถึงไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาตามหลักธรรมวินัย

ผมเข้าใจว่า ชาวพุทธเราอาจจะเติบโตมากับพุทธศาสนาแบบไทย เหมือนกับคุณยอมรับศาสนาที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยร.4-ร.5จนถึงปัจจุบันว่ามันถูกต้องแล้ว ชนชั้นกลางไทยเสพพุทธศาสนาที่บอกว่าก้าวหน้า มีเหตุมีผล เป็นวิทยาศาสตร์ แต่คุณไม่ตั้งคำถามเลยกับศาสนาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ร.4-ร.5  ซึ่งเป็นศาสนาสมัยใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีองค์กรสงฆ์ที่มีอำนาจทำหน้าที่สนับสนุนรัฐมาตลอด แล้วก็เสพความคิดของนักปราชญ์สองท่านคือ ท่านพุทธทาสภิกขุกับท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ตัวท่านพุทธทาสภิกขุเองก็ตีความคำสอนพุทธศาสนามาสนับสนุนระบอบเผด็จการโดยธรรม และท่านก็ปฏิเสธเสรีประชาธิปไตยโดยอ้างว่าถ้าปล่อยให้มีเสรีภาพมาก คนมันก็ไปตามอำนาจกิเลส กลุ่มที่ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงสิบกว่าปีนี้จะอ้างคำท่านพุทธทาสมากที่สุด อ้างคำสอนเรื่องเผด็จการโดยธรรมคือเผด็จการโดยคนดี ต้องเอาคนดีมาปกครอง จะเป็นคนดีคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้

ส่วนเจ้าคุณประยุทธ์ท่านก็ตีความพุทธศาสนาไปในทางก้าวหน้าเยอะแยะ แต่ท่านไม่เคยตั้งคำถามกับอำนาจคณะสงฆ์ว่ามันชอบธรรมตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ท่านพยายามปกป้องธรรมวินัยบริสุทธิ์ตามพระไตรปิฏก แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่าองค์กรมหาเถรสมาคมที่ตั้งขึ้นอาศัยความชอบธรรมของพระธรรมวินัยข้อไหน มันก็แค่รัฐตั้งขึ้นมา มียศมีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ มีอำนาจตามกฎหมายที่เป็นเผด็จการด้วย แต่กลับมาบอกว่ามีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย มันคล้ายกับว่าจู่ๆมีคณะบุคคลหนึ่งยึดอำนาจเข้ามาแล้วบอกว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้ เราก็ยอมรับโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าคณะบุคคลนั้นมาโดยชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อมาไม่ชอบธรรมแล้วจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ยังไง ก็เหมือนกับองค์กรสงฆ์ เราไม่ตั้งคำถามว่ามาโดยชอบธรรมหรือไม่ มีหลักพระธรรมวินัยมารองรับหรือเปล่า เราไม่เคยตั้งคำถาม คิดแต่ว่าคณะสงฆ์แบบนี้จะรักษาธรรมวินัยไว้ได้ สุดท้ายมันก็เลยเถิดมาถึงทุกวันนี้ ไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยบริสุทธิ์ได้ แถมยังเละเทะไปหมด

ที่ผ่านมาเคยมีข้อครหาว่ามหาเถรสมาคมถูกซื้อตัว

คำว่าถูกซื้อ คงมองในแง่ตัวบุคคล แต่ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวโครงสร้าง

ถ้าจะให้เห็นภาพ เราต้องเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ของยุโรป เพราะยุโรปเริ่มจากการปฏิรูปศาสนา แต่การปฏิรูปศาสนาของเขาเริ่มจากการท้าทายอำนาจของศาสนจักร ซึ่งอำนาจของคริสตจักรที่ผูกติดอยู่กับรัฐถูกตั้งคำถามว่ามีการฉ้อฉล ต่อมามีการแยกนิกายต่างๆออกไป ต่อสู้กันเนิ่นนานกระทั่งถึงที่สุดแล้วก็เข้าสู่สมัยใหม่โดยการแยกศาสนาออกจากรัฐ ปล่อยให้ศาสนาเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นเรื่องของเสรีภาพที่คนจะเลือกนับถือหรือไม่นับถือ การปฏิรูปของเขาเป็นแบบนี้

ทีนี้ในประวัติศาสตร์รัฐที่นับถือพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งไทย รัฐพยายามที่จะควบคุมศาสนาอยู่เรื่อยๆ ทั้งตั้งสังฆราช ให้สมณศักดิ์ ออกกฎหมายเอาผิด ร.1ออกกฎหมาย 10 ฉบับเพื่อเอาผิดกับพระที่ผิดธรรมวินัย แต่ตอนนั้นยังไม่มีคณะสงฆ์ที่มีอำนาจรัฐในการควบคุมพระสงฆ์ทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ พอถึงสมัยร.5 ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจ มีการตั้งมหาเถรสมาคมขึ้น ฉะนั้นการปฏิรูปของบ้านเราจึงต่างจากตะวันตก ตะวันตกเริ่มจากการท้าทายอำนาจ แต่บ้านเราเริ่มจากอำนาจรัฐส่วนบนทำการปฏิรูป บ้านเขาปฏิรูปโดยการเอาศาสนาออกไปจากรัฐ องค์กรศาสนาเป็นเอกชน แต่เราปฏิรูปการตั้งศาสนจักรขึ้นมา คือ มหาเถรสมาคม ให้มีอำนาจในการคุมพระทั้งประเทศ มันสวนทางกันเลย (หัวเราะ)

ที่พูดกันนักหนาว่า สังคมไทยมีเสรีภาพทางศาสนา แต่เป็นเสรีภาพแบบไทยๆ เสรีภาพแบบไทยๆคือ ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ชนชั้นนำเป็นผู้กำหนด แต่เสรีภาพแบบสากล ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนด เสรีภาพแบบไทยๆมาถึงจุดหนึ่งคุณพูดต่อไม่ได้ แต่เสรีภาพทางศาสนาแบบตะวันตก รัฐเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ บ้านเรารัฐแทรกแซงผ่านมหาเถรสมาคมตลอดเวลา บางทีผู้นำรัฐบาลพูดเองเลย อย่างเช่นสมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ (อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505) บอกว่าพระสอนเรื่องสันโดษไม่ได้ ประเทศไม่พัฒนา แล้วการที่รัฐใช้กลไกศาสนาในการทำอะไรต่างๆ ตั้งแต่นโยบายหมู่บ้านศีลห้า ห้ามบวชภิษุณี ก็ขัดหลักเสรีภาพทางศาสนาแบบสากล  ฉะนั้นพอเดินมาถึงจุดนี้แล้วแทนที่เราจะค่อยๆคลายมันออก ปรากฎว่ามันกลับยิ่งเข้มขึ้น

ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่องค์กรมหาเถรสมาคมจะถูกซื้อ ก็ในเมื่อโครงสร้างมันถูกกำหนดไว้แบบนี้ แล้วมหาเถรสมาคมก็มีอำนาจมหาศาล คณะมหาเถรสมาคม 20 รูปมีอำนาจที่จะให้สมณศักดิ์ ให้ตำแหน่งพระทั่วประเทศ เป็นเรื่องการโยงใยอำนาจ มีการวิ่งเต้นเรื่องเงินอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมาย โครงสร้างแบบนี้เลยทำให้ธรรมวินัยไม่เวิร์ค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามธรรมวินัยได้จริง ตราบใดที่ไม่ยกเลิกโครงสร้างแบบนี้ ปัญหาที่เป็นอยู่ ความขัดแย้งอะไรต่างๆก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

การปฏิรูปศาสนา ตามหลักการควรจะพุ่งเป้าไปที่การแยกศาสนาออกจากรัฐ แต่กลับรื้อฟื้นคดีธัมมชโยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเล่นงานสมเด็จช่วงเรื่องรถหรู แบบนี้ดูเหมือนปฏิรูปธรรมกายมากกว่าจะปฏิรูปศาสนา

(หัวเราะ) ที่คุณบอกว่าจะปฏิรูปศาสนามันไม่ใช่การปฏิรูป ความคิดปฏิรูปศาสนาของไทยเป็นความคิดแบบชนชั้นนำ คือปฏิรูปศาสนาโดยขจัดฝ่ายที่ตัวเองมองว่าผิด และใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการ ในประวัติศาสตร์ทำแบบนี้มาตลอด อย่าลืมว่าพุทธศาสนาไทยเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด สมัยร.4ก็เป็นเรื่องขึ้นครองราชย์ แทนที่ร.4จะได้ขึ้น แต่ร.3กลับได้ขึ้น ทำให้ท่านต้องบวชยาว ก็จำเป็นต้องตั้งนิกายที่จะสนับสนุนตัวเองขึ้นมา มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การปฏิรูปศาสนายุคนี้ เป้าหมายต้องการกำจัดธรรมกาย ก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีก มันไม่ใช่ปฏิรูปศาสนาในลักษณะที่จะแยกศาสนาออกไปจากรัฐ สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปได้ แต่สิ่งที่คุณกำลังปฏิรูปอยู่ขณะนี้ทำให้เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปไม่ได้ด้วยการปล่อยให้มีการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการขจัดความเชื่อต่างทางศาสนา ตรงนี้ทำให้ผมเศร้าใจกับชาวพุทธไทยที่บอกว่าตัวเองกำลังปกป้องความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา แต่คุณไม่อายที่จะใช้อำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการไปขจัดฝ่ายตรงข้าม การใช้อำนาจรัฐเผด็จการไปกำจัดคนอื่นไม่น่าไปด้วยกันได้กับธรรมวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนี้ พระพุทธเจ้าจะไม่เรียกร้องให้รัฐมาเอาผิดกับใครก็ตามที่มาหมิ่้นพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฏกพระพุทธเจ้าบอกว่าใครกล่าวตำหนิ หรือจาบจ้วงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งแรกที่ชาวพุทธควรทำคือ ต้องไม่โกรธ และชี้แจงข้อเท็จจริงไปว่าเป็นอย่างไร เขาเห็นด้วยก็ดี ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาอำนาจรัฐเข้ามาจัดการ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตแล้วมีคนมายืนด่าท่าน พระอานนท์จึงทูลเชิญไปอยู่เมืองอื่น พระพุทธเจ้าถามว่าถ้าไปเมืองอื่นแล้วมีคนมาด่าอีกจะทำยังไง พระอานนท์ตอบว่าก็ย้ายไปอีกเมือง พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าถ้าทำแบบนั้นก็หนีปัญหาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นปล่อยให้เขาด่าไปเถอะ ถ้าเขาเหนื่อย เขาเบื่อ เดี๋ยวก็เลิกด่าไปเอง สุดท้ายแล้วความสงบสยบความเคลื่อนไหว สิ่งที่เขาด่าไม่จริง

ฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่จะออกกฎหมายลงโทษคนจาบจ้วงพุทธศาสนาอะไรต่างๆอย่างที่ชาวพุทธในยุคปัจจุบันทำกัน  การเอาคนที่คุณมองว่าเขาหมิ่นศาสนามาเข้าคุก คุณจะอธิบายคำสอนในพุทธศาสนาที่สอนให้เราไม่โกรธ สอนให้คุณมีเมตตา มีขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ได้ยังไง คำว่าเมตตา สันติธรรม ควรจะไปด้วยกันกับสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ เปิดให้คนวิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่ พอใครมาวิจารณ์ศาสนาเราแรงๆ วิจารณ์ตัวเราแรงๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ฝึกความเมตตา ฝึกขันติธรรม แต่การที่คุณทนไม่ได้ และจะเอาเขาเข้าคุก โอ้โห มันยิ่งกว่าความโกรธอีกนะ

ฟังดูน่ากลัวมาก

ใช่ ความน่าเป็นห่วงของบ้านเราคือ ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ เป็นอย่างนี้ทุกกลุ่ม วัดธรรมกายก็ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ ดึงอำนาจรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแผ่คำสอนของตัวเอง เพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา ทำให้อาณาจักรของตัวเองยิ่งใหญ่โดยไม่สนวิธีการ เพียงแต่ธรรมกายไม่ดึงอำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่นเท่านั้นเอง นี่คือส่วนที่เป็นข้อดี

ปรากฎการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มอื่นกลัวธรรมกาย ยิ่งธรรมกายมาอยู่ขั้วอำนาจใหม่ ขั้วอำนาจเก่าก็ยิ่งกลัว เพราะที่ผ่านมาศาสนาอยู่กับขั้วอำนาจเก่ามาตลอด แบบนี้เป็นการแหกจารีต ทำให้ขั้วอำนาจเก่าหวาดระแวง กลุ่มที่ไม่ชอบคำสอนธรรมกาย กลุ่มที่ตัดสินว่าเจ้าอาวาสอาบัติปาราชิกก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการ

ความขัดแย้งตอนนี้ก็ไม่เห็นมีใครที่จะเดินตามธรรมวินัยจริงๆ หรือเดินตามหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่จริงๆแม้แต่กลุ่มเดียว

มองท่าทีนิ่งเฉยของมหาเถรสมาคมอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่โดนกล่าวหาว่าทุจริตก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้โดยตรง แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมหเถรสมาคมคือเรื่องผิดธรรมวินัย เรื่องอาบัติปาราชิก ตอนนี้เห็นว่าคุณไพบูลย์กับนายแพทย์มโนได้ไปร้องเรียนกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติการาม เจ้าคณะหนกลางแล้ว ผมมองว่ามหาเถรสมาคมอยู่ในฐานะลำบากใจว่าจะเอายังไง เพราะช่วงที่ผ่านมาธรรมกายทำอะไรในลักษณะที่ช่วยเหลือมหาเถรสมาคมเยอะ เช่น ตักบาตรหมื่นรูป จัดกิจกรรมศาสนาใหญ่ๆ บริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ เอางบประมาณลงไปช่วยเหลือพระภาคใต้

ผมคิดว่าในมุมมองของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมคงจะมองแง่บวกต่อธรรมกาย

คิดยังไงที่ธรรมกายตั้งรับเต็มที่ สร้างป้อมปราการ เรียกพระจากทุกสาขากลับวัด ระดมศิษยานุศิษย์เพื่อปกป้องเจ้าอาวาส

อย่างที่ผมบอก ธรรมกายเป็นเหมือนลัทธิ ความศรัทธาที่มีต่อเจ้าอาวาสมันอยู่เหนือเหตุผลไปแล้ว เขาประกาศตัวเองว่าเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเจ้าอาวาส ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เลยด้วยซ้ำ ลักษณะปกป้องตัวเองแบบนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโดนคดีครั้งแรกเมื่อปี 2541 แล้ว ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนของวัดธรรมกายเหมือนกันว่า คุณไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คุณกำลังสร้างพลังต่อรอง พูดตรงๆก็เหมือนกับกำลังแสดงอภิสิทธิ์อะไรบางอย่าง

ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณกล่าวหาว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทุจริต ถ้ามหาวิทยาลัยตั้งป้อมปราการแบบนี้ ก็จะถือว่าต่อต้านรัฐ ต่อต้านกฎหมาย ถ้าเป็นสถานการณ์ในรัฐบาลปกติ คุณไม่ควรทำแบบนั้น แต่ธรรมกายก็เคยทำมาแล้ว และสุดท้ายก็ใช้กลไกของพระผู้ใหญ่คือวัดชนะสงครามให้ธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหา  ในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย การทำตรงนั้นธรรมกายไม่มีความชอบธรรม แต่ประเด็นคือ ตอนนี้กระบวนการที่ไปจัดการกับธรรมกายทำให้เขามีความชอบธรรมที่จะปกป้องตัวเอง ทำให้เขาอ้างได้ว่ามีความชอบธรรมที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม

อะไรคือบทเรียนที่ธัมมชโยได้รับจากคดีที่แล้ว

การรอดครั้งนั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่าพระธัมมชโยคืนเงินให้ทางวัดแล้ว ถ้าดำเนินคดีต่อไปก็จะเกิดความวุ่นวายในหมู่ชาวพุทธ เพราะธรรมกายมีคนศรัทธาเป็นจำนวนมาก ผมมองว่าเหตุผลตรงนี้มันไม่เคลียร์

คนที่ตั้งข้อกังขาเรื่องธรรมวินัยก็จะบอกว่า ถ้าเอาเงินไปเป็นของส่วนตัว แม้บาทเดียวก็ต้องขาดจากความเป็นพระ แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า ในข้อเท็จจริงแล้วธัมมชโยซื้อที่ดินด้วยชื่อตัวเองก็จริง แต่ที่ดินนั้นเป็นชื่อของธัมมชโยจริงไหม พระธัมมชโยได้เอาไปเป็นสมบัติของตัวเองจริงหรือว่ายังเป็นของวัดอยู่ ทางคณะสงฆ์วัดธรรมกายและญาติโยมเขาก็ยอมรับในการบริหารจัดการแบบนี้คือยอมให้เจ้าอาวาสถือเงินและบริหารจัดการ โดยเชื่อว่ายังเป็นของวัดอยู่ ถ้าเขาเชื่อกันแบบนั้นมันก็เอาผิดทางธรรมวินัยไม่ได้ แต่ธรรมกายก็ไม่ได้พูดออกมาชัดเจนว่าระบบการบริหารจัดการเงินเป็นอย่างไร ตรงนี้ไงที่ผมบอกว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐมันจะช่วยทำให้โปร่งใส

บทสรุปของธัมมชโยในคดีนี้จะเป็นอย่างไร

ตามกระบวนการที่กำลังทำอยู่ ในที่สุดก็จะมีการเจรจานำไปสู่ข้อสรุปที่พบกันครึ่งทาง นั่นคือ มอบตัว รับทราบข้อกล่าวหา และอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากนั้นธรรมกายจะยื้อต่อไปให้นานที่สุด

ขณะเดียวกัน คสช.คงไม่กล้าเร่งรัดตามเสียงเรียกร้องของกองเชียร์ ผมคิดว่าเขาไม่กล้าแตกหักถึงขั้นนั้น และผมเชื่อว่าภายในคสช.เองก็ไม่ได้มีเอกภาพในเรื่องนี้ ถ้าคสช.กล้าทำแบบนั้นก็หมายความว่าเขาต้องเปิดศึกหลายด้าน ไหนจะเรื่องประชามติที่พรรคการเมืองต่างๆก็ไม่ค่อยจะสนับสนุนเต็มที่เท่าไหร่ นี่ก็ศึกหนัก ถ้ามาเปิดศึกกับธรรมกาย ซึ่งมีมวลชนเยอะทั้งในและต่างประเทศ ภาพลักษณ์คสช.จะเสียหาย ในประเทศ คนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยแม้ไม่ได้สนับสนุนธรรมกาย แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการแบบนี้ ส่วนในต่างประเทศคสช.อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเผด็จการรังแกแม้กระทั่งพระ ละเมิดเสรีภาพทางการเมืองไม่พอ ยังละเมิดเสรีภาพทางศาสนาด้วย

แล้วทางออกที่เหมาะสมควรในทัศนะของอาจารย์คืออะไร

ผมขอเสนอว่าน่าจะพบกันครึ่งทาง พระธัมมชโยมอบตัว เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และให้ประกันตัว แต่ให้เรื่องคาไว้ก่อน ยังไม่ต้องเร่งรัดที่จะเอาเข้าคุก รอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เป็นกลาง ไม่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายไหน แล้วค่อยตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยฝ่ายต่างๆมาร่วมกันดำเนินการซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายว่ามีความเป็นกลาง แบบนั้นน่าจะดีกว่า

ผมไม่ได้เลื่อมใสธรรมกาย แต่ผมยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ถ้าเราใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่มีชอบธรรมให้เดินหน้าต่อไปมันจะไม่ช่วยแก้ปัญหา รังแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ สมมติคุณจับพระธัมมชโยสึกได้ตามที่กองเชียร์เรียกร้อง คำถามต่อไปคือ แล้วคุณจะบริหารศรัทธาของคนจำนวนมากได้ยังไง ถ้าเขาลุกฮือ ไม่ยอมรับ หรือต่อต้านกระบวนการนี้

อาจารย์สมภาร พรมทา (อาจารย์ประจำคณะภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า ลักษณะของสำนักพุทธศาสนาแบบธรรมกาย หรือสันติอโศกมีความเป็นลัทธิ คำว่าลัทธิหมายถึงมีผู้นำที่มีบารมีสูง มีคนศรัทธาชนิดมอบกายถวายชีวิตให้ ซึ่งต่างจากวัดทั่วๆไป ฉะนั้นวิธีที่เราจะปฏิบัติต่อสำนักแบบนี้ต้องมีความละเอียดอ่อน คำว่าละเอียดอ่อนไม่ได้หมายความว่าไปให้อภิสิทธิ์ ทำอย่างเสมอภาคนั่นแหละ เพียงแต่เราต้องคำนึงถึงคนเป็นจำนวนมากด้วย ถ้าคุณใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่ชอบธรรมเข้าไปจัดการเด็ดขาดมันอาจสะใจฝ่ายหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์บอกเราแล้วว่า เมื่อตอนที่คุณกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนธรรมวินัย กล่าวหาว่าธัมมชโยปราชิกตั้งแต่คดีก่อน จนถึงวันนี้ญาติโยมของธรรมกายไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น ธรรมกายไม่ได้เล็กลง มีแต่โตขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

เหมือนกับคุณคิดว่าจะกำจัดทักษิณไปจากการเมือง ปรากฎว่าคนที่รักทักษิณไม่ได้ลดลง แม้แต่คนที่เคยเกลียดทักษิณตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่ากระบวนการที่เผด็จการมันสร้างปัญหามากกว่า เขาอาจไม่ได้เชียร์ทักษิณ แต่เขาเห็นปัญหาของกระบวนการที่ไม่ถูกต้องมันนำพาบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ โอเค คุณอาจชนะทักษิณได้ ทำให้ทักษิณกลับประเทศไม่ได้ ปิดปากคนได้ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนให้คนมาเห็นด้วยและมาอยู่ฝ่ายคุณได้ มีแต่ฝ่ายเขาจะเพิ่มขึ้น แม้แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณแต่ยืนยันอุดมการณ์ประชาธิปไตยก็จะเริ่้มไปเห็นอกเห็นใจฝ่ายนั้น เห็นอกเห็นใจธรรมกาย กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการจัดการกับธรรมกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาเชื่อว่าพระธัมมชโยไม่โกง ไม่ได้เชื่อว่าบริสุทธิ์ คนละเรื่องกัน

ถ้าเรายืนยันหลักการประชาธิปไตย ถึงผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริง เราก็ต้องยืนยันกระบวนการที่จะดำเนินการกับเขาให้ถูกต้อง

 

กฎหมายแบบใยแมงมุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435824

กฎหมายแบบใยแมงมุม

กฎหมายไทยมันเป็นกฎหมายแบบใยแมงมุม ถ้าสัตว์ใหญ่ชนปัง ใยแมงมุมก็ขาดทะลุ แต่ถ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมาติดหรือมาชนใยแมงมุมก็ดักถูกจับกินเป็นเหยื่อได้สบาย เหมือนคนรวยๆ ลูกเศรษฐีขับรถชนตูม 5 ปี ยังจับไม่ได้เลย เพราะมันตัวใหญ่ มันเจาะรูกฎหมายทะลุ รูกฎหมายจึงเสมือนใยแมงมุม

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ในประเด็นคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

อ่านบทสัมภาษณ์ : พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

 

เปิดใจ “ยอด ปอง” เรือจ้างไร้สัญชาติผู้ชอกช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435787

เปิดใจ "ยอด ปอง" เรือจ้างไร้สัญชาติผู้ชอกช้ำ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ยอด ปอง คุณครูหนุ่มวัย 27 ปี กลายเป็นชื่อที่สังคมให้ความสนใจ ภายหลังการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกร้องขอความช่วยเหลือและให้รับฟังความทุกข์ของเขา โดยระบุว่า ไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูได้ เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของการเป็นผู้ไร้สัญชาติไทย

เกิดที่เมียนมา แต่เป็นคนไทย

ยอด ปอง เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2531 ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่ทำอาชีพเฝ้าบ่อปลาให้กับนายจ้าง จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบ พากันโยกย้ายสํามะโนครัวมายังประเทศไทย

“ผมเกิดที่นั่นก็จริง แต่ไม่ใช่คนเมียนมานะครับ เป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์เผ่าปะหล่องหรือดาราอั้ง พออายุได้ 7 ขวบ ช่วงปี 2538 ก็ย้ายเข้ามาอยู่เมืองไทย  ที่ผ่านมากว่าจะเป็นครูวันนี้ ผมทำงานมาหลากหลาย ทั้งคนสวนกล้วยไม้ รับจ้างทั่วไป เลี้ยงเด็ก เป็นลูกจ้างโรงงานกรงนก โรงงานพลาสติก”

เด็กชายยอดไม่ต่างจากคนเถื่อน ไม่มีใครรับรองให้อยู่ในความดูแลของรัฐ เขาเริ่มเข้าเรียนในชั้น ป.1 เมื่อปี 2542 ที่โรงเรียนวัดท่าเสา จ. สมุทรสาคร ก่อนเรียนต่อชั้น ป.5-ป.6 ที่โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง ช่วงนั้นเองเขาได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ ถือเลขบัตรประจำตัว 00 นำหน้า

“ตอนนั้นผมกลายเป็นคนมีรัฐไม่ใช่คนเถื่อนอีกต่อไป ถึงแม้จะเป็นแรงงานต่างด้าว แต่ก็ได้โอกาสเรียนหนังสือ โชคดีจริงๆครับที่ได้เรียน ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นแรงงานก่อสร้างหรือทำอย่างอื่น อาจโดนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบ รีดไถเหมือนคนไม่มีสัญชาติหลายๆคน ที่ผ่านมาผมพยายามทำกิจกรรมต่างๆ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อเรียนจบจะมาเป็นครู ใช้วิชาที่ศึกษาเล่าเรียนมานั้นมอบความรู้ต่างๆให้กับเด็กนักเรียน เยาวชนไทย ให้พวกเขาได้มีความรู้ ตระหนักถึงการร่วมกันอนุรักษ์ดนตรีไทยให้อยู่กับผืนแผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน”

ต่อมาปี 2554  ชีวิตของเขาจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หลังจากสอบติดที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ ในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนนาฏยสังคีต นอกจากนี้สถานะทางบุคคลยังได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและรัฐบาล ขึ้นทะเบียนจากกลุ่มคนเลข 00 หรือคนต่างด้าว กลายเป็นกลุ่มคนเลข 0 หรือ “ชนกลุ่มน้อย” เป็นผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งสามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทว่าอิสรภาพในการเดินทางยังมีข้อจำกัด จำเป็นต้องขออนุญาตจากทางอำเภอทุกครั้งเมื่อต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่

ไร้สัญชาติ หมดโอกาสรับราชการครู

หลังเรียนจบ ยอด ปองเดินตามความฝันด้วยการเป็นคุณครู แต่ไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการเป็นผู้ไร้สัญชาติไทย โดยทางออกตามกฎหมายกำหนดเส้นทางให้เขาเลือกไปดังนี้

1.ยื่นขอสัญชาติตาม มาตรา 11 วรรค 1 ของระเบียบ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ที่ระบุว่า บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับผืนแผ่นดินไทยสามารถที่จะยื่นขอสัญชาติได้ โดยผู้อนุมัติคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

“บางคนเขาบอกว่า อย่าไปให้คนพวกนี้เลย เดี๋ยวมีปัญหาเรื่องความมั่นคง พูดแบบนั้นเพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่ได้เกิดมาเป็นเรา เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ต้องการทำประโยชน์ให้ประเทศ สร้างประโยชน์ในแบบที่อยากทำ ชีวิตวันนี้เราไม่เท่ากับคนอื่น ที่ผ่านมาทำคุณประโยชน์มาหลายอย่าง แต่ดันมีคนมองว่าเราจะเป็นตัวสร้างปัญหาเรื่องความมั่นคง  ที่สำคัญกฎหมายมาตรานี้ ตีความกว้างมาก ไม่ได้ระบุชัดว่าต้องทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินขนาดไหน ถึงจะได้รับสัญชาติ  ผมเองต้องการยื่นเรื่องในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย”

2.กลับบ้านเกิดขอสัญชาติจากรัฐบาลเมียนมา แล้วจึงขอสัญชาติไทยต่อไป

“เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก และผมไม่ได้อยากเป็นคนพม่า ผมเลือกเกิดไม่ได้ ตอนนั้นเป็นชนกลุ่มน้อยอพยพมา ภาษาพม่าก็ไม่รู้เรื่อง รู้จักเรื่องราวของพม่าน้อยมาก จะให้เป็นคนพม่าได้อย่างไร  บางคนบอกให้กลับไปอยู่พม่าเลย ทรัพยากรดีกว่าเมืองไทย บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปสู่ความเจริญ แต่มันไม่ใช่ครับ ผมอยากอยู่ที่นี่ คิดว่าแผ่นดินนี้ เป็นแผ่นดินที่ผมจะสร้างประโยชน์และตายไป บางคนก็บอกให้ผมไปเป็นครูเอกชน แต่เรามีความฝันว่าอยากเป็นครูรัฐบาล”

ปัจจุบันครูยอดได้รับโอกาสจากโรงเรียนประเสริฐสุข บางพระ ชลบุรี (เอกชน) ให้เป็นครูประจำโรงเรียน ทั้งที่ไม่มีสัญชาติ “ผมจะพัฒนาให้สมกับโอกาสที่ผมได้รับครับ” ครูหนุ่มยืนยัน

โซเชียลคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

ชีวิตที่ผ่านมาของ ครูยอด เรียกว่าไม่ธรรมดา ทำกิจกรรมและรับรางวัลน้อยใหญ่มาแล้วมากมายทางสังคม อาทิ เป็นนายกสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ เป็นหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร แกนนำเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  เจ้าของรางวัลความประพฤติดีงามจากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ รางวัลประชาบดี 2557 โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  รางวัล คนค้นคน อวอร์ด ครั้งที่ 4 สาขาเยาวชนต้นแบบ จากรายการคนค้นคน  รางวัลตาราอวอร์ด ครั้งที่ 2 ผู้ปลุกหัวใจสังคมด้วยหัวใจโพธิสัตว์ จากเสถียรธรรมสถาน  รางวัลนิสิต นักศึกษา แห่งชาติ ทางครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ เป็นต้น

การเผยแพร่เรื่องราวครั้งนี้ของคุณครูวัย 27 ปี ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมทุกคนในเมืองไทยด้วย

“ผมเลือกสู้ทางโซเชียลมีเดีย เพราะเห็นว่าถ้าไปยื่นหนังสือถึงผู้ใหญ่ เขาดูเสร็จ คงวางทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง บนโต๊ะหรืออาจเป็นถังขยะ ไม่ได้รับการผลักดันต่อ แต่โซเชียลมีเดีย นอกจากทำให้สังคมตื่นตัวแล้ว ยังทำให้คนกลุ่มเดียวกันกับผมออกมาร่วมกันส่งเสียงอีกด้วย หวังว่า การเผยแพร่ครั้งนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้กฎหมายมันชัดเจนขึ้น และทำให้สังคมรู้ว่า ยังมีอีกหลายคนที่ต้องการโอกาส”

“ตัวไม่ใช่ไทยแท้ แต่หัวใจเป็นไทยแท้ แสนชอกช้ำ ไม่เท่าเทียมทางสังคมต้องจดจำ ยอมรับคำดูหมิ่นอยู่เรื่อยมา ความน้อยใจอัดแน่นอยู่เต็มอก เปรียบดั่งนกอยู่ในกรงที่แน่นหนา ไร้สัญชาติคำเดียวขีดชะตา มุ่งค้นหาทางเดินไปไม่เห็นเจอ” บทขับเสภาท่อนหนึ่งของครูยอด ที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก

เรื่องราวของครูยอด กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบระเบียบที่ขาดการเอาจริงเอาจังของหน่วยงานราชการและรัฐบาล กำลังทำลายทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติไปอย่างน่าเสียดาย

รางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2557 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น

 

 

พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435698

พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมกำลังจับตามองทุกย่างก้าวกับกลยุทธ์ของวัดพระธรรมกาย ที่ดูเหมือนว่าจะยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม? แต่ไม่มีใครทราบเวลาที่แน่ชัด รวมทั้งเดาไม่ออกว่าจะจบลง ณ จุดใดกันแน่

แม้ล่าสุดแพทยสภามีมติเข้าไปตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร จากการรับเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตามคำขอกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ แต่ทางทีมโฆษกวัดพระธรรมกายกลับท้วงติงไม่ให้แพทยสภานำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจ เพราะเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมยืนยันไม่ให้ดีเอสไอเข้าร่วมตรวจ

ขณะที่ท่าทีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งสัญญาณในทำนองถึงอย่างไรก็ต้องจับกุมพระธัมมชโยในชาตินี้ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเองไม่ต้องการจะเปลืองตัวในกรณีนี้ เนื่องจากลูกศิษย์วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยมีมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งอาจถูกโยงเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นการเมือง การออกหน้ามากเกินไปอาจได้ไม่คุ้มเสีย

พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับคดีของพระธัมมชโย ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ว่า หากเรื่องราวทางคดีความเป็นคดีของพระทั่วไปไม่มีชื่อเสียงหรือยศตำแหน่ง การดำเนินคดีคงจบลงไปนานแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐกำลังต่อสู้อยู่ในเวลานี้
เป็นเรื่องของพระชั้นผู้ใหญ่และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีทั้งนายทุน เจ้าสัว ที่เข้ามาจัดระบบบุญขายตรงทางธุรกิจ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น

“กรณีของพระธัมมชโย ยืนยันว่า อย่างไรก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีแผนอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาหน้าตา รักษาผลประโยชน์ และขอให้จำไว้ว่า พระที่เกิดเรื่องเสียหายเสื่อมเสีย จะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เหมือนตอนพระยันตระ ที่มีปัญหาเรื่องประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้อง เป้าหมายก็เพื่อใช้เป็นฐานเสียง เช่นเดียวกับพระธัมมชโยก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้องเช่นกัน แต่อาตมาไม่ขอพูดว่าพรรคการเมืองใด เกรงจะเกิดปัญหาขึ้นอีก” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าว

พระพยอมชี้ต้องเซาะฐานธัมมชโย

อย่างไรก็ตาม พระพยอมมองสถานการณ์วัดพระธรรมกายในขณะนี้ ว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องต้องเริ่มเซาะรากฐานใหญ่ให้รอบๆ ก่อน แล้วฐานรากนั้นจะค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติควรต้องดำเนินการให้ทันเกม เมื่อทางวัดพระธรรมกายกำลังใช้สื่อตอบโต้ชี้แจงต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เองก็ควรจะทำความเข้าใจกับสังคมภายนอกด้วย รวมถึงชาวต่างประเทศ เพราะขณะนี้ต่างประเทศไม่เข้าใจและไม่ทราบถึงรายละเอียดข้อเท็จจริงและกำลังมองว่ารัฐบาลกลั่นแกล้งรังแกวัดพระธรรมกาย

“ทั้งที่จริงวัดเป็นของโจรและใช้เป็นที่ฟอกเงิน อย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ออกมามองว่า ทำไมสังคมมองแต่เรื่องนี้ แต่ไม่มองว่าคนที่เดือดร้อนหมดเนื้อหมดตัว เพราะสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่นำเงินของประชาชนผู้เสียหายไปทำบุญ ทำไมถึงไม่คิดตรงนี้บ้าง”

นอกจากนี้ พระพยอมยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ว่า ถือเป็นวิกฤต แต่เดี๋ยวก็จบ เพราะเรื่องลักษณะอย่างนี้มีมานาน และเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว สุดท้ายก็จบลงด้วยความเข้าใจ ในการรู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องของบุคคลและคำสอนของศาสนา

ส่วนเรื่องที่จะเชิญสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาเป็นผู้ประสานในครั้งนี้ พระพะยอมมองว่า ถือเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุด เพราะการเจรจาจะทำให้เรื่องจบง่าย ไม่เกิดการบาดเจ็บล้มตาย เพราะที่ผ่านมาลูกศิษย์ที่หลงถึงขั้นยอมตายแทนครูบาอาจารย์ลักษณะนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย

“แต่การดำเนินการจับกุมพระธัมมชโยก็อาจจะต้องมีการเจรจาต่อรองหรือข้อแลกเปลี่ยน เช่น อีกฝ่ายหนึ่งอาจยอมรับโทษบ้าง แต่ก็จะมีการผ่อนผันให้ โดยอาจยอมให้ยึดทรัพย์ แต่ไม่ถูกเข้าคุก เหมือนอย่างกรณีทักษิณที่เอาเงิน  4 หมื่นล้าน มาทำประโยชน์และปล่อยตัวทักษิณไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

ส่งทหารตัดเสบียงบีบวัดพระธรรมกาย

สำหรับสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายมีภาพเสริมกำแพง เสริมความแข็งแกร่งรอบๆ วัดนั้น พระพยอมให้ความเห็นว่า การจะเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ภายในวัดพระธรรมกายนั้น อาตมาขอแนะนำว่า “เมื่อกองทัพเดินด้วยท้อง ถ้านำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารไปคุมโดยรอบ ไม่ให้มีการส่งเสบียงอาหารเข้าไป ยังไงผู้ที่อยู่ข้างในวัด เมื่อทนไม่ได้ก็จะยอมออกมาเอง เหมือนการแยกปลาออกจากน้ำ แต่เวลานี้ทางลูกศิษย์บางส่วนก็เริ่มออกมาแล้ว เพราะเมื่อสื่อออกมาตีแผ่ความจริงให้สังคมได้เห็นก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น จึงทำให้หูตาของคนได้รับข้อมูลมากขึ้น”

แน่นอนหลายฝ่ายมองว่า ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย แต่ทำไมจึงไม่สามารถจัดการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยได้ แม้ทราบพิกัดที่หลบซ่อนชัดเจน พระพยอมเปรียบเทียบกฎหมายในบ้านเราต่อกรณีนี้ ว่า “กฎหมายไทยมันเป็นกฎหมายแบบใยแมงมุม ถ้าสัตว์ใหญ่ชนปัง ใยแมงมุมก็ขาดทะลุ แต่ถ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมาติดหรือมาชนใยแมงมุมก็ดักถูกจับกินเป็นเหยื่อได้สบาย เหมือนคนรวยๆ ลูกเศรษฐีขับรถชนตูม 5 ปี ยังจับไม่ได้เลย เพราะมันตัวใหญ่ มันเจาะรูกฎหมายทะลุ รูกฎหมายจึงเสมือนใยแมงมุม”

สำหรับพระที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้น พระพยอมให้ความเห็นว่า เงินไม่ใช่ตัวชั่วหรือร้ายอะไรมากมาย แต่ถ้าจะเกี่ยวข้องกับเงินอย่างฉลาดและถูก ต้องเอาเงินไว้ใต้เท้า ไว้เดินไปสร้างบารมี ถ้าเอาเงินไปสร้างบารมี เงินเหล่านั้นก็จะเป็นฐานไว้สร้างบารมี แต่ถ้าเอาเงินไปสร้างคดีไปตั้งหุ้นตั้งบริษัทให้เครือญาติมาร่วมหุ้นเปิดบริษัทอันนี้จะเป็นคดี แล้วก็กำลังเกิดขึ้นกับพระธัมมชโยในขณะนี้

“หากมีใครมาให้เงินอาตมาหมื่นล้าน จะทำอะไรให้ดู จะมีน้ำใช้กันอีกเยอะ จะมีรถขนน้ำ มีบึงบ่อน้ำเต็มไปหมด และจะมีสิ่งที่บรรเทาภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ ถ้าเอาเงินไปสร้างบารมี เงินไม่มีปัญหา ถ้าโง่เอาเงินไปสร้างคดี เงินก็คือตัวปัญหา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า เงินคือ อสรพิษ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเงินแล้วบริหารจัดการไม่เป็น”

พระพยอม ระบุอีกว่า วัดสวนแก้วอาจเป็นวัดเดียวก็ได้ที่เวลาพระไปบิณฑบาตได้สิ่งของและเงินทองกลับมาก็จะนำเข้ากองกลางทั้งหมด เงินก็ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก พระรูปนั้นรูปนี้ก็ไม่ไปซื้อหวยหรือใช้หมดไปอย่างสิ้นเปล่า เพราะเราจัดการเงินบุญให้กระจายไปดับทุกข์บำรุงสุข

อวดอ้างอุตริ…ชั่วที่สุด

ที่ผ่านมาวัดพระธรรมกายมีการอวดอ้างว่าสามารถไปพบพระพุทธเจ้าได้ และอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งพระพยอม บอกว่า หากนำเรื่องทางวินัยมาเปรียบเทียบ การที่อ้างว่าไปพบพระพุทธเจ้า หรือพบสตีฟ จ็อบส์ ได้ และยังอ้างว่าไปเจอหลวงปู่มั่นอยู่ในนรกนั้น เพราะพระธัมมชโยสำคัญตัวเองผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์ และยังอ้างว่าไปเจอพระพุทธทาสภิกขุไปอยู่ในที่ที่ไม่พึงปรารถนา เพราะสอนธรรมะผิดนั้น เรื่องเหล่านี้มันคือการอวดอุตริ…ชั่วที่สุด

“อาตมามองว่าทางเจ้าหน้าที่รัฐไม่จำเป็นต้องนำเครื่องบินไปบินสำรวจหรอก เพราะการที่พระธัมมชโย บอกว่า ครูบาอาจารย์ตกนรกนั้นก็ถือว่าเป็นการหาเรื่องกัน ซึ่งเรื่องนี้กำลังบานปลาย แต่ถึงอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อาตมาจึงขอถามกลับพระธัมมชโยว่า การที่ให้ลูกศิษย์ไปนั่งเฝ้าเป็นกำแพงมนุษย์ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์”

เมื่อก่อนนี้อาตมาเคยนึกแปลกใจถามชาวพุทธว่า พระพุทธเจ้าออกบวชแสวงหาบุญหรือแสวงหาทางดับทุกข์ แต่เดี๋ยวนี้พระเอามาใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาอะไร นี่คือความวิปริตจนทำให้เกิดวิกฤต เพราะเป้าพลาดนิดเดียว ไม่เอาเรื่องดับทุกข์เป็นหลัก ดันผ่าเอาบุญเป็นหลัก  จึงมีพระบางรูปหลุดปากมาว่า “ยิ่งทำยิ่งรวย” และมีคำที่เฮงซวยที่สุดว่า “จงรีบทำบุญให้หมดตัว ก่อนที่ตัวจะหมดบุญ” มีคนแก่คนหนึ่งคงเคลิ้มเลยทำบุญแบบทุ่มหมดตัว ทีนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้กิน ต่อมาลูกหลานว่ากระแทกแดกดันให้กินบุญเข้าไป ทำไปตั้งเยอะ สุดท้ายผูกคอตาย นี่คือวิปริตที่สุด

พระพุทธเจ้าเคยเตือนไว้ว่า ถ้าคนที่เขามีศรัทธาอ่อนโยน พระอย่าไปขอมาก เขาจะให้หมดตัว กลับกันเดี๋ยวนี้ใครยิ่งอ่อนโยน ยิ่งศรัทธา ยิ่งขอใหญ่ อันนี้คือความเฮงซวยความวิปริต

พระพยอมได้เล่ายกตัวอย่างนิทานเซนให้ฟังว่า มีพระ 2 รูปเป็นเพื่อนกัน ซึ่งพระรูปหนึ่งพูดจาอ่อนหวานจนเป็นที่นับถือของลูกศิษย์ ส่วนอีกรูปพูดจาโผงผาง ญาติโยมไม่ค่อยชอบมากนัก และเมื่อถึงวันที่พระรูปที่พูดจาอ่อนหวานไพเราะมรณภาพไป ลูกศิษย์ต่างร้องไห้เสียใจกับการจากไปของอาจารย์ และเมื่อถึงวันทำพิธีพระรูปที่พูดโผงผางก็ได้ไปที่งานและใช้ไม้เท้าเคาะโลงศพและพูดว่า “เมื่อเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ทำให้คนลุ่มหลง ศรัทธา และเมื่อตายไป ก็ยังทำให้คนร้องไห้ และพูดทิ้งท้ายว่า ท่านควรเกิดมาทำให้คนมีความรู้ ความสุข ไม่ใช่ทำให้คนเป็นทุกข์ ซึ่งการสอนว่า ยิ่งถวายยิ่งรวย หรือรีบทำบุญให้หมดตัว ก่อนที่ตัวจะหมดบุญนั้น ถามว่าเมื่อให้ไปจนหมดตัวแล้ว ผู้ที่ให้จะกินอะไร สุดท้ายหาทางออกไม่ได้ก็คิดฆ่าตัวตาย”

พระพยอม เล่าต่อว่า ทุกวันนี้คนบวชไม่สืบทอดศาสนา แต่ทุกวันนี้พระกลับรักษาผลประโยชน์ของศาสนาที่เป็นวัตถุเงินทอง ซึ่งไม่ได้เป็นการสืบทอดศาสนา เพราะการให้เกิดความสงบร่มเย็น ตรงนั้นพระไม่ปฏิบัติเลย แล้วเวลาเกิดเรื่องอย่างตอนนี้ (กรณีพระธัมมชโยถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีมีลูกศิษย์และพระออกมาปกป้อง) เขากำลังปกป้องศาสนาหรือเขากำลังรักษาหน้าตา ลองคิดดูว่าระหว่างรักษาศาสนากับรักษาหน้า คิดว่าสิ่งไหนมาแรงกว่ากัน เหมือนที่กำลังออกมาหน้าสลอนกันในเวลานี้

“เสียหน้าที่นับถือผิด จึงต้องช่วย ถ้าครูบาอาจารย์เราเพลี่ยงพล้ำ หน้าเราก็แหกไปด้วย จึงต้องรักษาหน้าตัวเอง โดยอ้างว่าปกป้องศาสนา แต่แท้จริงปกป้องหน้าตาตัวเอง” พระพยอม กล่าวทิ้งท้าย

วิปริตศาสนาพุทธ ผลประโยชน์ทำบุญแบบบ้าคลั่ง

“พุทธศาสนา” เปรียบเสมือนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดและเผยแผ่เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและปฏิบัติไว้เป็นหลักชัยของการดำรงชีวิตให้ตั้งมั่นอยู่บนฐาน คำว่า เป็นคนดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์ และคอยระงับกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับพระภิกษุสงฆ์ว่า ยังคงเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้หรือไม่

พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้คำจำกัดความว่า เป็นเรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นในวงการศาสนาจนกลายเป็น “วิกฤต” และที่วิปริตยิ่งกว่า ในพระพุทธศาสนาขณะนี้คือเรื่องผลประโยชน์ อันเกิดมาจากความเชื่อ ความศรัทธา การทำบุญกันแบบบ้าคลั่ง เมาบุญ หลงบุญ และเป็นบุญที่เสียหายและเสียเปล่า คือ การทำบุญที่ไม่แก้วิกฤตการณ์ ซ้ำร้ายจะกลายเป็นเพิ่มวิกฤตการณ์

อย่างไรก็ตาม ศาสนาไม่ใช่ตัวปัญหาหรือศาสนา “แย่ลง” แต่เกิดจากระบบการบริหารจัดการกับบุญทางศาสนาที่แย่คือ คนทำบุญไม่ค่อยฉลาดแล้ว และฝ่ายที่รับบุญมาก็บริหารเงินบุญไม่เป็น

“แต่ถ้าเอามาให้แล้ว พระบริหารเงินบุญให้ดี นำไปแก้วิกฤตบ้านเมือง เอาไปปลูกต้นไม้ สร้างสระน้ำให้โลกร่มเย็น หรืออะไรที่สามารถแก้ความทุกข์ ที่ไม่ใช่เอาไปลงไว้ที่เจดีย์ เพราะเมื่อคนที่อยู่รอบเจดีย์ ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ก็จะมีมิจฉาชีพอยู่รอบเจดีย์ และอ้างว่าไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร ไม่มีที่ทำมาหากิน และบ้านเราก็จะเป็นประเทศที่ไม่ดี”

“เรื่องทางคดีของวัดพระธรรมกาย ถ้าเป็นคดีของพระรูปเล็กก็จบไปนานแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องของพระใหญ่และมีเรื่องการเมือง เจ้าสัว นายทุน ที่เข้ามาจัดระบบบุญขายตรงทางธุรกิจบุญทำให้ปัญหาเกิดตลอดในช่วงที่ผ่านมา และบางครั้งพระบางรูปก็มักชอบอวดอุตริ การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรที่จะต้องเซาะไปให้ถึงรากใหญ่ของปัญหา” พระพยอม แสดงความคิดเห็น

พระพยอม บอกอีกว่า การทำบุญกับวัตถุ สถานที่ นานไปก็ต้องมีการเสื่อมโทรม สูญสลาย ผุพังลงไปตามกาลเวลา แต่ถ้าหากทำบุญกับความรู้ หรือสร้างสาธารณประโยชน์ เป็นต้นว่า ขุดสระน้ำ ก็จะอยู่ให้ชาวบ้านได้ใช้ไปตลอดชาติ เพราะสระน้ำเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่กับมนุษย์ไปได้อีกร้อยปี พันปี หรือหมื่นปี เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต้องใช้น้ำ มนุษย์ไม่ได้ใช้ตึกใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำบุญกับเรื่องน้ำกลับไม่มี

“สระน้ำในสมัยพุทธกาล จะมีสระน้ำ ตุ่มน้ำ วางไว้หน้าบ้าน และมีคำพูดแปลกๆ เช่น มีตุ่มน้ำไว้ให้คนเดินสัญจรที่หิวโหยผ่านมา 1 ตุ่ม ดีกว่าสร้างเจดีย์สูง 7 ชั้น แต่ทุกวันนี้ มันตรงกันข้ามไหม มีเจดีย์ใหญ่ดีกว่ามีน้ำหรือไง บางวัดมีเจดีย์ใหญ่แต่กลับไปขอน้ำชาวบ้านใช้ มันเป็นเรื่องที่การทำบุญแบบวิปริต” พระพยอม กล่าว

การทำบุญเรื่องน้ำมักไม่มีใครให้ความสนใจ หรือตั้งกองทุนเพื่อเป็นสัมมาชีพจริงจัง อย่างไรก็ตามปัจจุบันพระพยอมได้ตั้งกองทุน “ธนาคารน้ำ” ขึ้น เพื่อจัดทำแท็งก์น้ำ ขุดสระน้ำ แก้มลิง หลุมขนมครก รวมถึงรวบรวมเงินบริจาคเพื่อไปจัดสร้างแท็งก์ไซโลขนาด 1 แสนลิตร เพื่อช่วยเหลือประชาชน ควบคู่ไปกับโครงการทางการเกษตรเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงประโยคคำพูดของหลวงจีนรูปหนึ่งที่เคยพูดไว้ว่า “จุดตะเกียงไว้ในที่มืดสักดวงหนึ่ง ดีกว่ามีเจดีย์ใหญ่”

พระพยอม เล่าว่า ถือเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ยังมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งได้ประชุมเจ้าอาวาสทุกวัดในเขตกรุงเทพมหานคร ว่า ต่อไปนี้ถ้าจะสร้างถาวรวัตถุอะไรใหญ่ๆ ที่ไร้ประโยชน์ จะต้อง “ขออนุญาต” และอย่าปล่อยให้ใหญ่จนเกิดเหตุ

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกว่า ที่ผ่านมาเห็นมาหลายวัดที่มักปล่อยให้มีถาวรวัตถุใหญ่โตจนเกินเหตุ ต่างจากพระพุทธเจ้าที่ออกจากวังใหญ่มาอยู่โคนต้นไม้ กุฏิเล็ก แต่เดี๋ยวนี้สังคมไทยกลับเห็นลูกชาวบ้านออกจากบ้านเล็กมาสร้างวังใหญ่ วัดใหญ่ แม้แต่รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ยังเคยเอ่ยปากว่า “มันอลังการขนาดนี้เลยหรือ”

“เงินของแต่ละวัดมีมหาศาล ตั้งแต่หลักร้อยล้าน พันล้าน รวมกันเป็นเงินหลายแสนล้านสุดท้ายก็ไปจมอยู่ที่วัด ทำไมจึงไม่กระจายแบ่งไปวัดอื่นบ้าง เพราะอย่างไรความไม่เที่ยงของสังขารก็เกิดขึ้น แม้แต่พระที่มีชื่อเสียงหลายรูปก็ยังต้องมรณภาพ ลองไปดูวัดหลวงปู่แหวน (หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่) ที่เมื่อก่อนดังๆ พอสิ้นสังขารท่าน คิดดูว่าคนไปมากเหมือนเดิมหรือไม่ แทบจะร้างหมด แต่ถ้านำเงินไปทำแหล่งน้ำ ทำแก้มลิงแทน ชาวบ้านก็จะสามารถนำไปใช้ได้ตลอดปีตลอดชาติ”

พระพยอม ยังเล่าอีกว่า เมื่อครั้งที่เคยไปเทศนางานสวดพระอภิธรรมหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี มีพระประกาศว่า “ขณะนี้ออกแบบเจดีย์ใส่สังขารหลวงพ่อจรัญเสร็จแล้ว ใครจะร่วมทำบุญบ้าง” มีโยมท่านหนึ่งยกมือและพูดว่าฉันจะทำบุญ 20 ล้าน 5 ล้าน อาตมาจึงนึกว่า เมื่อครั้งจะทำโครงการน้ำยังไม่มีใครมาบริจาคถึง 1 แสนเลยสักราย

“ทั้งที่ความเป็นจริง น้ำสามารถช่วยเหลือคนทั่วไปให้ประกอบสัมมาอาชีพได้ นั่นจึงทำให้คนเห็นคุณค่าบุญ ในทางกลับกันการสร้างวัตถุใหญ่โตกลับไม่เกิดประโยชน์เท่าใด หรืออาจจะเกิดก็ช่วงที่พระเกจิช่วงนั้นดัง 10-20 ปี พอหลังจากสิ้นสังขารสิ่งเหล่านั้นก็จะร้าง เพียงแต่จะร้างช้าหรือเร็วเท่านั้น หรือไม่ร้างเลยแต่จะเสื่อมลงเรื่อยๆ อันนี้คือวิกฤตที่เกิดขึ้นกับวงการศาสนา”พระพยอม แสดงความคิดเห็น

 

เขียนรัฐธรรมนูญให้ตาย ก็ปราบโกงไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434729

เขียนรัฐธรรมนูญให้ตาย ก็ปราบโกงไม่ได้

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งก่อนจะลงประชามติในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ปูนเทพ บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทำลายโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ควรจะถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับปี 2550 กลับกลายเป็นสถาปนาอำนาจขององค์กรตรวจสอบให้เหนือกว่าฝ่ายการเมือง แล้วเป็นการตรวจสอบข้างเดียวโดยมีอำนาจมาก คือสามารถเอาคนที่มาจากการเลือกตั้งให้พ้นจากตำแหน่งได้ โดยที่องค์กรที่เอาออกไม่ได้มีความชอบธรรมอะไรพอ รวมถึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

“ถ้าจะบอกว่าต้องมีองค์กรพวกนี้เพื่อแก้ระบบการเมืองที่ล้มเหลว ก็ต้องตอบว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ก็มาจากกรอบคิดเดียวกัน แต่หลังจากนั้นมันก็ชัดเจนว่าไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะปัญหาการเมืองมันซับซ้อนมากกว่านั้นมาก ก็ต้องไปแก้ตัวโครงสร้างว่าทำยังไงให้ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ รับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น มีการจัดโครงสร้างที่เป็นธรรมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำ”ปูนเทพ ระบุ

เมื่อเทียบกับฉบับที่แล้ว นี่คือการ “ถอยหลัง” ที่หนักกว่าเดิม เพราะนอกจากอำนาจบริหารและนิติบัญญัติจะถูกจำกัด “กรอบการทำงาน” เต็มไปหมดแล้ว ยังมีถ้อยคำแปลกๆ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรม รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเปิดช่องให้เกิดการตีความโดยตุลาการและองค์กรอิสระ รวมถึงให้พื้นที่ให้องค์กรเหล่านี้ เข้ามาเอานักการเมืองออกไปโดยง่าย

“เรื่องจริยธรรม ความซื่อสัตย์ มันเป็นเกณฑ์ทางศีลธรรม ไม่ควรเอามาเขียนในกฎหมาย เช่น คุณบอกว่าคุณเป็นคนดี ดีแบบไหน ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์แบบพุทธ หรือแบบคนไม่มีศาสนาจะสุจริตได้ไหม การเขียนคำแบบนี้ไม่สามารถหามาตรฐานทางกฎหมายได้”ปูนเทพ ระบุ

ส่วนการเลือกตั้ง “บัตรเดียว” เขาเชื่อว่าสุดท้ายจะสร้างปัญหามากกว่าเดิม เริ่มจากระบบเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งลดเหลือใบเดียว เพราะประชาชนจะไม่สามารถแยกระหว่าง “พรรค” กับ “คน” ได้อีก เนื่องจากคะแนนเสียงถูกคำนวณตามสัดส่วนของบัตรใบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น หากพรรคไม่มีประสิทธิภาพพอในการส่งคนลงทุกเขตเลือกตั้ง คะแนนที่ได้ก็จะน้อยลง

ที่หนักกว่าคือที่มาของ สว. นักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ มองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเป็นตัวแทนประชาชนแม้แต่น้อย ตั้งแต่ในบทเฉพาะกาลที่ให้ สว.มาจาก คสช.ทั้งหมด และหลังจากนั้นก็ให้เลือกไขว้กันระหว่างกลุ่มอาชีพ คำถามคือประเทศไทยมีแค่ 20 กลุ่มอาชีพจริงหรือ แล้วอาชีพที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทนจริงหรือไม่

“ในระบบเลือกตั้งปกติ แม้เราจะไม่ได้อยากเป็นนักการเมือง แต่ก็มีสิทธิเลือก มีระบบตัวแทน แต่ภายใต้ระบบนี้คุณต้องกระโดดไปเป็นผู้สมัคร ถ้าอยู่เฉยๆ จะไม่มีสิทธิอะไรเลยในกระบวนการ มันเป็นระบบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานที่ว่าทุกคนควรจะมีสิทธิเลือก คือโอเค คุณอาจจะบอกว่าทุกคนเข้ามาสมัครได้ แต่ถามว่าทำไมเราต้องเรียกร้องให้ทุกคนเข้ามาในวงจรนี้ก่อน”

ส่วนข้อเสนอที่บอกว่าต้องการดึงทุกกลุ่มเข้าไปแก้ปัญหาในสภา ไม่ให้นำไปสู่ “รัฐประหาร” อีกครั้งนั้น ข้อเท็จจริงก็คือการเอา “ทหาร” ให้เข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่น ให้เป็น สว.โดยตำแหน่ง 5 ปี แต่ถ้าย้อนกลับไปปี 2535 หลักเกณฑ์นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “สืบทอดอำนาจ”

“คำถามคือทำไมต้องมีทหาร ทหารรู้ทุกเรื่องในการตัดสินใจหรือเปล่า แล้วเหตุผลที่อ้างก็ตลกในตัว เช่น ไม่งั้นทหารจะรัฐประหาร แสดงว่ามันมีความจำเป็น มีเส้นแบ่งที่ทหารสามารถรัฐประหารได้ คนร่างรัฐธรรมนูญที่คิดแต่ต้นว่าทหารสามารถฉีกรัฐธรรมนูญได้ เอาทหารเข้ามาดีกว่า มันเป็นความคิดพื้นฐานที่ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะรัฐประหารไม่มีทางสมาทานกับรัฐธรรมนูญได้ และไม่มีทางเข้ากับหลักการประชาธิปไตยได้” ปูนเทพให้ความเห็น

เช่นเดียวกับการสร้างกลไก “ที่ประชุมร่วม” เพื่อแก้วิกฤตนั้น เขาเห็นว่าสุดท้ายก็ไม่ต่างกับการทำรัฐประหารโดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะหากที่ประชุมต้องการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ โดยการให้คนอื่นที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ สส. ก็สามารถเอา ผบ.ทบ.เป็นนายกฯ ได้ โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ คือพูดด้านดี ด้านบวก ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามว่าอำนาจเหล่านี้  “ชอบธรรม” อย่างไรในการเข้ามาแก้วิกฤต

“เวลาร่างมันคือการเซตซีโร่ มันคือบิ๊กแบงทางการเมือง องค์กรที่มีความชอบธรรมต้องออกแบบให้เข้ามา แต่องค์กรที่ไม่ชอบธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยที่เข้ามาแล้วทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ต้องเอาออกไป นี่คือโจทย์ที่ต้องทำ ไม่ใช่หาทางออกจากประชาธิปไตย” ปูนเทพ ระบุ

ส่วนเหตุผลเรื่องการจัดการระบบการเมืองที่ล้มเหลว คอร์รัปชั่นนั้น เขาบอกว่าข้ออ้างเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญปี 2521 2534 2540 หรือ 2550 แต่ในที่สุดประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ก ปัญหาเดิมๆ ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเขียนให้ตายยังไงก็ไม่สามารถปราบโกงได้ ถ้าไม่ปรับโครงสร้างการตรวจสอบให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ประชาชนมีส่วนร่วม ข้อมูลต้องเปิดเผย แล้วการโกงมันไม่ใช่นักการเมืองอย่างเดียวที่โกง ทุกคนโกงได้หมด แล้วเราจะมีองค์กรเทวดาคุณธรรม มาตรวจสอบฝ่ายเดียวหรือ ไม่ใช่คิดแต่ว่ามีแต่กลุ่มนี้ที่โกง แล้วมีเทวดาจากไหนไม่รู้มาตรวจสอบ สุดท้ายฐานคิดในการปราบคอร์รัปชั่น ก็คือต้องเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทุกฝ่ายต้องถูกตรวจสอบได้” ปูนเทพ กล่าว

ปัญหาอีกอย่างก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างกรอบขึ้นมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “ปฏิรูป” ที่ต้องทำตามกรอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่านั้น เช่นเดียวกับกรอบยุทธศาสตร์อนาคตประเทศ 20 ปี ที่ล็อกไว้ให้รัฐบาลที่เข้ามาหลังจากนี้ต้องทำตาม ทำให้สุดท้ายรัฐบาลจะไม่เหลืออำนาจตัดสินใจใดๆ เลย แม้ว่าจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาก็ตาม

“ฟังก์ชั่นของการเลือกตั้ง คือ 1.เขาไปรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วไปทำเป็นนโยบาย กับ 2.พรรคการเมืองสร้างนโยบายมา แล้วได้รับอนุมัติจากประชาชนให้ทำตามนโยบาย แต่ด้วยกรอบนี้ เขาจะติดกรอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งหน้าที่ของรัฐ ทั้งการปฏิรูป”

“นโยบายมาจากฝ่ายบริหาร ข้าราชการทำตาม แต่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่า นโยบายมาจากรัฐธรรมนูญ เขียนรายละเอียดยิบย่อยเต็มไปหมด รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ทำก็อาจขัดรัฐธรรมนูญ ถูกยื่นตีความ สุดท้ายเราก็จะได้รัฐบาลที่มีหน้าที่คล้ายข้าราชการเท่านั้น” ปูนเทพ ระบุ

 

คสช.ทำประเทศถอยหลัง เสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434464

คสช.ทำประเทศถอยหลัง เสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, ธนพล บางยี่ขัน

กว่า 2 ปีกับการบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง กว้างขวางและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้อนจนองค์กรนานาชาติต้องหันมาจับตาเป็นพิเศษ โจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “ปรองดอง” นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังอาจกำลังจะถอยหลัง

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์สถานการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญแสดงความเป็นห่วงต่อท่าทีของ คสช.ในเวลานี้หลายเรื่อง

ไกรศักดิ์ มองว่า ในช่วงที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ มีนายพลนั่งอยู่ในนั้น 3 คน เขามีโอกาสไปพูดคุยด้วยในฐานะกรรมการสิทธิฯ ร่วมกับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยเสนอว่าไม่ควรสร้างความขัดแย้งเพิ่มจากการรัฐประหาร ไม่ควรใช้ทหารในรูปแบบที่ดูเหมือนเข้าข้างฝ่ายผลประโยชน์ บริษัทขุดเหมือง ขุดทอง แต่ควรจะเป็นฝ่ายปกป้องชาวบ้านจากการใช้ความรุนแรง

ทว่า หลังจากที่กรรมการชุดนั้นพอจะเริ่มเข้าใจก็ไปยุบ นายพลที่เข้าใจก็ขับออกไปหมด เหลือแต่คนที่ใกล้ชิด แล้วไม่ส่งข่าวร้ายให้ สิ่งนี้ทำให้ความปรองดองในประเทศล้มเหลว สิ่งที่ควรจะทำได้ ประสบการณ์ จากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนเก่าๆ รู้ดี แต่กลับไปเอาตำรวจ ทหารเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่หมด สิ่งที่เคยศึกษาก็หายไป นอกจากไม่สามารถปรองดองได้แล้วยังจะเกิดความขัดแย้งเชิงซ้อนขึ้นมาอีก

“ที่ผ่านมาความขัดแย้งแบ่งง่ายๆ ระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง ซึ่งลงเอยกันไม่ได้ เพราะไม่มีความยุติธรรม แต่ละฝ่ายบอกไม่มีความยุติธรรมแล้วจะสร้างความยุติธรรมยังไง เหตุการณ์ที่ร้ายที่สุดก็ไม่เดิน คอร์รัปชั่นก็ไม่เดิน รัฐประหารบอกว่า 8 แสนล้านบาทหายไปเพราะจำนำข้าว ตอนนี้กลายเป็น 5 แสนล้านบาท กลายเป็น 2.5 แสนล้านบาท ลดไปทุกวัน คดีก็ไม่เดิน

“ถ้าเราสามารถเร่งความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม เพื่อให้เห็นว่าเรามีรูลออฟ ลอว์ มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นธรรมในการรัฐประหาร แต่ที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้น เด็กออกมาประท้วงไม่กี่คนก็จับทันที ดคี 112 ก็ขึ้นศาลทหารทันที ใครจะมาพูดเชิงลบเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ก็ออกกฎหมายมาลงโทษ”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า ภาพพจน์ที่แย่ที่สุดคือ กรณีอุยกูร์ที่รัฐบาลอนุญาตให้ตำรวจ กองทัพจาก ประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทยหลายร้อยคน มาจับกุมชาวอุยกูร์ จับใส่กุญแจ ครอบหัวไอ้โม่งดำขึ้นเครื่องบินส่งไปประเทศจีน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ผู้ลี้ภัยจากเขมรเป็นแสน จากลาวเป็นหมื่น ก็ต้องเปิดประตูให้อยู่ไม่เคยอนุญาตให้ทหารเมียนมาจับกลุ่มกะเหรี่ยง หรือส่งกลับ

สาเหตุที่เราตัดสินใจเช่นนี้เพราะเราจะเป็นพันธมิตรกับจีน สะท้อนว่าคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลนี้ไม่ค่อยมีปฏิภาณในระบบสากลเพียงพอ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะตลาดที่ใหญ่สุดของเราอยู่ที่สหรัฐ ยุโรป การท่องเที่ยวอาศัยตะวันตกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีจีนแบ่งไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้

อีกมุมที่ต้องจับตาคือ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องย้อนไปถาม คสช.ว่า หมายความว่าอย่างไร ทั้งการลดภาษีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างๆ การตั้งประชารัฐให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดมาเป็นตัวแทน ซึ่งบริษัทเหล่านี้คุ้นเคยต่อการบริหารในรูปแบบการกอบโกยกำไร จนเราเห็นว่าป่าหายหมดแล้วกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อไปทำอาหารสัตว์

“บริษัทใหญ่คุณไม่ต้องไปอุ้มมันหรอกเพราะเขาอยู่ได้อยู่แล้ว ทุกยุคสมัยเข้าไปประคับประคองจนจะลอยฟ้า มิหนำซ้ำ จากข้อมูลที่เขาได้บริษัทผูกขาดเหล่านี้จะไปเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 กว่าจังหวัด โดยประกาศไปแล้วที่ จ.ตาก ว่าจะเอาประชากรออกหมดจะเอาพื้นที่ทำมาหากินของคน 3-4 ชั่วอายุคน ไปทำเป็นเขตอุตสาหกรรมให้ต่างชาติมาลงทุน แล้วใช้แรงงานถูกจากเมียนมา แล้วส่งสินค้าไปเมียนมา

“…ผมว่าไม่มีเหตุผลเลยถ้าทำอีกที่ จ.สระแก้ว ทำอีกที่อื่นๆ จนกระทั่งให้ครบ 10 จังหวัด 8 แสนไร่ทั้งหมด ผมว่าเป็นประเด็นแรกที่จะสร้างความขัดแย้งในระดับชาติ ลงไปภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ไม่ว่าไปที่ไหน สงขลา ก็ไปกดดันชาวบ้าน ใช้ระบบกดดันชาวบ้านเสียจนไม่กล้าประชุมต่อต้านโรงไฟฟ้า ถึงแม้จะไปตั้ง 2 โรงที่นั่น โรงละ 600 เมกะวัตต์”

ต่อเนื่องด้วยการจะสร้างท่าเรือออกไป 4 กม. เพื่อขนถ่านหินจากอินโดนีเซียเข้ามา เช่น เดียวกับที่ จ.กระบี่ สตูล ที่ทำท่าเรือน้ำลึก ซึ่งจะไปทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างเสร็จเมื่อไหร่ชาวบ้านก็เจ๊งเมื่อนั้น วิถีชีวิตเขาจะสลายตัวอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ที่จะไปจับปลาทำมาหากินก็จะน้อยลง

สำหรับ จ.สตูล ขณะนี้ มี 2-3 หมู่บ้านบอกว่าต้องเตรียมย้ายออกเพราะจะทำรถไฟทางคู่เพื่อเป็นแลนด์บริดจ์ 2 เมตรผ่านหน้าบ้าน เวนคืนแค่ตารางวาละ 125 บาท เขาบอกย้ายมาอยู่ร้อยกว่าปี นี่จะไปล้มภูเขาสองลูก เอาดินหินมาทำท่าเรือน้ำลึกสตูล

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า จ.สตูล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 รับรองโดยยูเนสโก แต่กลับมีการอนุมัติสร้างท่าเรือน้ำลึกไปแล้วห่างจากมาเลเซีย 2 กม.เท่านั้น ตรงนี้ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมนโยบายที่จะมีทั้งโรงเผาขยะถ่านหินเกือบ 8 โรง ที่เชื่อว่าอาจจะลงสุราษฎร์ โดยเข้าใจว่าผู้นำแถวนั้นอาจจะต้องการ ตรงนี้ไม่แน่ใจ และยังมีโรงเผาขยะที่จะทำทุกจังหวัดอย่างน้อย 50 กว่าจังหวัด โดยไม่ต้องผ่าน EIA ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

“ตรงนี้คือยุทธศาสตร์ที่คิดกันใหญ่โตที่พิจารณาใหม่ไม่ได้แล้วหรือ จะต้องเอายุทธศาสตร์นี้ไปให้สำหรับวุฒิสมาชิกเดินต่อ บังคับทุกรัฐบาลให้เดินตามนี้หรือเปล่า”

อีกทั้งยังเห็นมีการออกกฎหมายว่าต้องไปสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินที่ จ.นราธิวาส เพื่อให้ชาวบ้านมีความสุข จะได้ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งต้องถามกลับว่าได้ไปถามชาวบ้านหรือยังว่าต้องการโรงไฟฟ้าหรือเปล่า อ.เทพา ห่างจาก จ.ปัตตานี แต่ที่มหาวิทยาลัยปัตตานียังเดินขบวนต้านเพราะควันไปถึง

“ผมคิดว่าทุกยุทธศาสตร์ ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมทางวิชาการ นักธุรกิจของทั้งกลุ่มขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม พรรคทางเลือกใหม่ ที่สามารถล็อบบี้เสียงตัวเอง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบกระเทือนโดยตรง คุณจะบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ได้ไง”

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกขั้น เป็นความขัดแย้งที่ซ้อนไปอีกชั้น ซ้ำเติมปัญหาเดิมในอดีตที่ยังแก้ไม่ได้ กลายเป็นความขัดแย้งที่ลงไปในระดับพื้นที่ที่รุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่สุดคือเขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าเขามีสิทธิ ยกตัวอย่าง จ.กระบี่ ไม่เอาถ่านหิน แต่ว่าเขามีทางเลือกดีกว่าถ่านหิน ได้ประโยชน์สำหรับพื้นที่ คือไฟฟ้าจากชีวมวล โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สามารถผลิตเป็นรายได้ท้องถิ่น และสามารถส่งไปขายที่ จ. นราธิวาส นครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่นๆ แต่เขาให้ทำแค่ 37% ทั้งที่เขามีความพร้อมที่จะทำ 170 -200% ถ้าให้เขาได้ทำ รวมทั้งผลิต จากแสงอาทิตย์ก็อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทำได้และไม่มีมลพิษมาทำลายสิ่งแวดล้อม

“พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร จะรู้ไหมเรื่องนี้ เพราะความคิดเห็นของเขามาจากกระทรวงพลังงาน มาจากปลัดที่นั่งอยู่ในบอร์ดของอีแกต ที่มีการลงทุนถ่านหินอยู่ที่อินโดนีเซียแล้วขายไม่ออก ก็มาผลักดันให้ชาวบ้านรับเรื่องนี้”

ไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายหลายเรื่องดูเหมือนจะไปเอาอกเอาใจนายทุนขนาดใหญ่เพื่อให้เขาเข้าข้างตัวเอง เพื่อหลุดออกจากความหวังว่าต้องไปพึ่งทักษิณอีก เช่น อยากได้ที่ดินหรือ เอาไปเลย 99 ปี เดี๋ยวให้เลย อยากเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เดี๋ยวไปไล่คนออกเอง ไปเวนคืน ไม่ต้องไปซื้อด้วย

“ผมเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์มันไม่ซ้ำรอย โครงสร้างเหมือนดูคล้ายกันมาก เราก็ประเมินได้ว่าปัญหาที่จะตามมาคืออะไร คือ ประชาธิปไตยท้องถิ่นหรืออำนาจของประชาชน มันหายไปในพริบตา แต่คุณจะกระทำอะไรต่อประชาชนเหมือนในอดีตโดยที่เขาไม่ฟ้องร้อง ไม่โวย หรือไม่ต่อสู้ก็ไม่ได้อีกแล้ว วันนั้นที่จับคนใส่ถัง คุณไปทำท่าเรือน้ำลึกที่ชลบุรี มาบตาพุด คนยังไม่รู้สิทธิของตัวเองด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น แต่วิธีคิดของผู้นำยังเป็นอย่างนั้น”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า คสช.ยังคิดไม่ทะลุ อย่างเงื่อนไขต่างประเทศจะไปอยู่กับรัสเซีย เศรษฐกิจรัสเซียก็ล่มจม ถามว่าคุณจะเอาเศรษฐกิจรัสเซียมาแบกตลาดแค่ตลาดปลากระป๋องอย่างเดียว แทนสหรัฐหรือจีนได้ไหม ก็ไม่ได้ จีนก็เป็นคู่แข่งขันกับเราอยู่แล้ว

“เขาคิดไม่ทะลุ ขาดนิดเดียวคือเอาคนจากป๋าเปรม เอามีชัยมาร่างรัฐธรรมนูญ เอาคนจากอดีตมาคละกันอยู่ เดินแทบจะชนกัน เอาทหารหนุ่มที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อนมาเดิน ธุรกิจก็ไปเอาพวกตัวเองเข้ามา เอาลูกชายธุรกิจยักษ์ใหญ่เข้ามาได้แค่นี้หรือ มันก็คือการสร้างการขัดแย้งอีกชั้น”

ไกรศักดิ์ มองว่าท่ามกลางความมืดก็ยังมีแสงสว่าง อย่างการที่รัฐบาลยกเลิกสัมปทานเหมืองทองคำ แม้จะเป็นเพียงแค่นโยบาย ที่ยังไม่เห็นโครงสร้างที่แท้จริง แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิที่จะแก้ปัญหาเหมือนสมัยทักษิณ คือ ใครโผล่มาฆ่าเรียบก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนสมัยนั้น”

“ผมเป็นห่วงว่าถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ในแนวนี้ จะต้องใช้การเผด็จการสูงขึ้นเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ วิธีเดียวก็คือต้องให้คนมีปากมีเสียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เองอาจไม่ต้องลงมา เพราะไม่ค่อยฟังคนอยู่แล้ว แต่อาจต้องมีกลไกให้คนได้แสดงความคิดเห็นบ้าง กลไกที่ว่าก็คือรัฐสภา”

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง ทำให้ประชาชนยอมตายออกมาประท้วงเกิดพฤษภาทมิฬ จนต่อมามีการคลี่คลายให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เศรษฐกิจอาจจะยังอยู่ที่ กทม. แต่ปัจจุบันกลับมีการรวบอำนาจการเมืองกลับคืนมาแถมบอกห้ามกระจายอีก

“นี่หรือคือการปฏิรูป เป็นการถอยหลังมากกว่าคำว่าปฏิรูป หมายถึงการหมุนเวียนไปข้างหน้า แต่ดู คสช.ยังไม่สามารถหาคำว่าปฏิรูปได้เจอในพจนานุกรมของ คสช.

“…การที่ คสช.มองอะไรเหมือนคนตาบอดฟังแต่เสียงคนใกล้ชิดอำนาจ ไม่ฟังเสียงคน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อน มันไม่ใช่จะทำให้ประเทศชาติถอยหลังเพียงอย่างเดียว แต่จะสร้างความขัดแย้งในอนาคตที่ไม่สามารถปรองดองได้อีกเลย ถ้ายังมีอำนาจต่อไป”ไกรศักดิ์กล่าวสรุป

แก้ภาคใต้…ซ้ำรอยทักษิณ วัฏจักรแห่งความรุนแรง

ไกรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ในภาพเปิดการละเมิดสิทธิมีความรุนแรงมาก รัฐบาลปัจจุบันมาจากการรัฐประหาร สิทธิเสรีภาพบางอย่างถูกยกเลิกเพื่อปฏิรูป ปรับโครงสร้าง แต่การกระทำที่ผิดกฎหมายที่ผ่านมาอย่าง ปราบม็อบ ใช้ความรุนแรงจนมีการล้มตาย ควรเดินเรื่องนี้ไปถึงที่สุด ประชาธิปัตย์เคยเดินเรื่องนี้ แต่ต่อมาถึงรัฐบาลเพื่อไทยกลับไม่มีการเคลื่อนไหวเต็มที่ การตายของคนกลายเป็นการสร้างปรปักษ์ขึ้นมาทันที

ทั้งนี้ นักสิทธิมนุษยชนยังหวังอยู่ว่าคดีต่างๆ ทั้งการฆ่าคนนับสามพันเรื่องยาเสพติด กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ ในช่วงรัฐบาลทักษิณ น่าจะมีการสอบสวน ดำเนินการให้ความเป็นธรรม คดีต่างๆ เหล่านี้ ไม่อยู่ในบัญชีของ คสช.เลย แต่อยู่ในบัญชีหลังการรัฐประหาร 2549 มีการตั้งคณะกรรมการชุด คณิต ณ นคร ขึ้นมาสอบสวน แต่ลืมไม่ได้ให้อำนาจสั่งฟ้องศาล

“เขาถึงมีปัญหากับสากล กับรัฐบาลตะวันตก ที่มองเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิพื้นฐาน โดยเฉพาะการฆ่าคน การใช้อำนาจรัฐเพื่อปลิดชีวิตคน ถ้าเรื่องนี้เดินขึ้นมาเมื่อไหร่ รัฐบาลสหรัฐ ไม่สามารถเปิดปากวิจารณ์ได้ เพราะตัวเองเคยทำให้คนตายในอิรักมากกว่า 2 ล้านคน เกิดความปั่นป่วนจากสงคราม ทำให้คนตายไม่รู้กี่แสนในภูมิภาค ในศตวรรษนี้การไม่คำนึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคุณก็อยู่ไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าการไปเข้าค่าย 2-3 วัน ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิร้ายแรง เพราะไม่ได้ขังตาย ทุบตี ทรมาน แค่เอาไปขู่เฉยๆ แต่ถ้าเรานำเรื่องการละเมิดสิทธิในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย มาเป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งในการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.นี้ก็จะมีความชอบธรรมสูงขึ้นด้วย แต่ในเวลาเดียวกันรัฐบาลนี้กลับเลือกที่จะใช้ศาลทหาร ในการดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ทั้งที่หลายคดีไม่ควรขึ้นศาลทหารเพราะเป็นศาลที่มีเจตนาเพื่อลงโทษกันเองของทหารที่ติดอาวุธ

“ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ คสช.เขาไม่เข้าใจ หรือทำเป็นไม่เข้าใจ หรือเพราะตัวเองไปยุ่งเกี่ยวด้วยกับการกระทำของศาลทหาร หลายคนก็อยู่กับทักษิณ ด้วยความอบอุ่น หรือเปล่า กลัวมันจะย้อนกลับมาเข้าตัวเอง แต่ว่าทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ สมัยนั้นทำได้ ลงไปภาคใต้ไปขอโทษชุมชน ผู้นำชุมชนสองครั้ง

…รัฐบาลนี้ไม่ทำ กลับทำตรงกันข้าม คล้อยตามเส้นทางที่ทักษิณวางไว้หมด ยกตัวอย่าง คนอื่นอาจไม่พูดถึง แต่เรื่องนี้สำคัญมาก สามจังหวัดภาคใต้สำคัญมาก ก็ตามเส้นทางทักษิณไง ทักษิณเดินเรื่องนี้กับนาจิบ ราซัค นายกฯ มาเลเซีย จัดให้ บีอาร์เอ็น มาเจรจากับรัฐบาลไทย แต่เป็นบีอาร์เอ็นที่สถาปนาขึ้นมาเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็น ไปบังคับ ฮาซัน ให้เป็นตัวแทนของบีอาร์เอ็น ไปจัดตั้งการเจรจาที่กัวลาลัมเปอร์ วันนั้นเกิดระเบิดวันเดียว 50 จุด มันก็น่าจะเห็นอยู่แล้วมันไม่ใช่ เป็นการประท้วงโดยผ่านระเบิด ความรุนแรง”

ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้วไปขอโทษในพื้นที่ก็จะเป็นเรื่องดี แล้วจะบอกได้ว่า สิ่งที่ทักษิณทำไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่ของแท้ ไม่ตั้งใจ ถึงต้องทำรัฐประหาร คสช.มีจุดประสงค์เพื่อยุติการใช้ความรุแรง แต่เมื่อเดินรอยตามทักษิณทุกวันนี้ก็ยังเจรจา มันก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่เจรจากับตัวจริง ดังนั้นต้องกลับไปมองตัวเอง ว่าเป็นความผิดของตัวเองด้วยหรือเปล่าที่เดินตามทักษิณ

น่าแปลกไหมที่ทุกปี แม่ทัพภาคที่ 1 รวมกับทั้งกองทัพภาคที่ 1 จะลงไปภาคใต้ อีก  6 เดือน กองทัพภาคที่ 2 ก็จะลงไป อีก 6 เดือน ภาคที่ 3 ภาคที่ 4 ก็จะลงไปหมุนเวียน แล้วเมื่อไหร่ กองทัพไทยจะคุ้นกับการพัฒนาประเทศในรูปแบบสันติวิธี แล้วเมื่อไหร่ กองทัพ จะเป็นกองทัพที่สามารถทำเรื่องหลากหลาย นอกจากเรื่องปราบปรามประชาชน นอกเหนือจากทรมาน ระเบิด การใช้ความรุนแรง เป็นกองทัพที่ทันสมัยจริงๆ

อีกทั้งสมัยทักษิณ รัฐตำรวจก็มาจากการใช้อำนาจนอกกฎหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามฝ่ายค้าน ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องแรก ตามมาด้วยปฏิรูปกองทัพ แต่กลับกลายเป็นการเดินตามทักษิณไป อดทำให้เรานึกไม่ได้ว่าเขาอาจจะชอบรักษาความรุนแรงภาคใต้เพื่อใช้งบประมาณด้านความมั่นคง โดยไม่ต้องตอบคำถาอะไรมากมายหลายแสนล้านบาทหรือเปล่า

“มันก็ไม่จบเป็นวัฏจักรของความรุนแรง การเอาทหารที่ผ่านการสู้รบภาคใต้มาสดๆ ร้อนๆ เอา ขึ้นไปภาคอีสาน ก็ไปไล่กระทืบชาวบ้าน ไม่ได้มองว่าเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิพื้นฐาน แต่กลายเป็นศัตรู ผู้ประท้วงเรื่องเหมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม เจ็บป่วยจากผลกระทบมลพิษ  แทนที่จะไปช่วยเป็นตัวแทนชาวบ้าน กลับไปเป็นฝ่ายปราบปรามอย่างสิ้นเชิง น่าอนาถที่สุด ที่แม่ใหญ่ภาคอีสาน ต้องก้มลงไปกราบรองเท้าบู๊ต”

ทหารจะตั้งพรรคเหมือน “บิ๊กสุ” แต่ พท.ชนะได้เสียงข้างมาก

นับจากนี้กับอีกหนึ่งปีที่เหลืออยู่ของ คสช. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หนึ่งในทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ วิเคราะห์ว่าประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะซ้ำรอย แต่ไม่ได้ก็อบปี้มาแบบตรงๆ เพียงแค่คล้ายๆ แต่ในรายละเอียดอาจจะมีแตกต่างไปบ้าง

เริ่มจากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอาจจะเป็นทหารก็เป็นได้ คสช.คงต้องมองหาคนที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถืออย่าง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ซึ่งมีอำนาจพิเศษ นอกเหนือจากผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้วยังมีคุณธรรมด้วย เป็นคุณธรรมที่เกือบจะศักดิ์สิทธิ์ และสามารถปกครองได้ท่ามกลางความขัดแย้งสูงมากในกองทัพ

ปัจจุบันสภาพการแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เพราะ “บูรพาพยัคฆ์” เหมือนจะสามารถดูแลได้ทั้งกองทัพ ทหารชาวบ้านไม่มีสิทธิเป็นใหญ่เป็นโต แม้จะทำงานรับใช้อยู่แนวหน้า ชายแดน ดังนั้นความไม่พอใจก็มีอยู่ แต่ว่าจะออกมารัฐประหารซ้อนก็หมดยุคนั้นไปแล้ว

“บูรพาพยัคฆ์สามารถถ่ายทอดอำนาจจากรุ่นตัวเองไปสู่อีกรุ่นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ความขัดแย้งออกมานิดหน่อยตอนตั้ง ผบ.ทบ. มีการรื้อประติมากรรมบางจุด มีการกล่าวหาเรื่องราชภักดิ์แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ แสดงว่าก็มีความขัดแย้งอยู่เหมือนกัน แต่เขาสามารถเกลี้ยกล่อม มีกลไก คงผ่านท่านรองนายกฯ เพราะคงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาขัดแย้งกันเอง เพราะศัตรูหลักคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมาขัดแย้งตัวเองก็ต่อเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหายไปหมดแล้ว ความขัดแย้งกันเองถึงจะผุดขึ้นมาก็อาจเป็นไปได้ คุณจะให้ความเป็นธรรมภายในกองทัพยังไง นี่อาจเป็นความขัดแย้งอีกขั้น”

ไกรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ความเข้มแข็งของกองทัพจะทำให้นักการเมืองที่จะเข้ามาในอนาคตไม่ต่างจากอดีตคือรีบ “กอบโกย” เพราะตัวเองไม่มีอำนาจทำอย่างอื่น แถมไม่จำเป็นต้องหาเสียงประชานิยม เพราะทหารคุมอยู่ สมัยก่อนพรรคกิจสังคม ชาติไทย หรือพรรคอื่น จะทำอะไรได้อย่างไรหากไม่ได้รับอนุญาตจากป๋าเปรม ดังนั้นสภาพัฒน์ก็จะเป็นตัวชี้นำให้ทำนู่นทำนี่

อย่างไรก็ตาม สถาบันต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากยุคป๋าเปรม ที่เคยผูกพันทั้งกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ข้าราชการ ศาล ป๋าเปรมได้การสนับสนุนจากตรงนี้หมด สมัยนั้นทำอะไรได้ยากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ เกือบถาวร ส่วนกระทรวงมหาดไทย กลาโหม คลัง นั้นทหารเข้าไปคุมหมด

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดพรรคทหารขึ้นมาเหมือนในอดีต ไกรศักดิ์ มองว่า คงหนีไม่พ้นเหมือนสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรม ครั้งนั้นต้องอาศัย พล.อ.ชาติชาย ให้ไปรวบรวมคน ทั้งๆ ที่รัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ชาติชายไปแล้ว ก็ยังขอให้มาช่วยตั้งพรรคลับๆ

“ถ้าไปถาม พล.อ.สุจินดา ว่าอะไรที่ทำแล้วคิดว่าทำผิดมากที่สุด เขาคงจะตอบว่า การตั้ง อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าผมพูดไม่ผิด เพราะเขาทำรัฐประหารเสร็จ อานันท์ก็ตั้งเทคโนแครตขึ้นมาทุกตำแหน่ง เขาไม่ได้อะไรเลยสักตำแหน่ง แล้วครั้งนี้จะเป็นทำนองเดียวกันหรือเปล่า แล้วเขาจะยอมหรือ ทุกวันนี้ทำสารพัดอย่าง ไม่มองหน้ามองหลัง มองซ้ายมองขวาเลย ลุยทำนโยบายต่างๆ”

ไกรศักดิ์ มองไปหลังการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยก็คงได้เสียงข้างมาก และเพื่อไทยเขาคงอยากทำให้การรัฐประหารไม่เกิดขึ้นอีกก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็แก้ยาก แต่โลกนี้มีวัฏจักร ดูอย่าง สหรัฐอเมริกาแนวขวาจัด เหยียดสีผิว เหยียดทางเพศ ก็มีคนเชียร์กันหูดับตับไหม้แต่ก็ยังมีกระแสต่อสู้อยู่ อีกด้าน ฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต นี่บอกว่าจะฆ่าคนเป็นหมื่นแล้วไปทิ้งทะเล ไม่ว่าจะผิดถูกยังไงก็มีคนชอบ ไปด่าพระ ด่าบาทหลวงเป็นลูกโสเภณี คนก็ยังนิยม

ทั้งนี้ ประชาธิปไตย ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่แต่สร้างวัฒนธรรมซ้อน ไม่ใช่เสรีภาพแบบบริสุทธิ์ แต่เป็นเสรีภาพแบบลำเอียงเกิดขึ้นมาประชาชนเลยสับสน

ไกรศักดิ์ ยังเปรียบเทียบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับป๋าเปรม หรือบางคนบอกเหมือนสมัย พล.อ.ถนอม กิตติขจร ด้วยซ้ำ เพราะวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีสิทธิชุมชน มีแต่เขียนบันทึกไว้เฉยๆ แต่ไม่มีข้อปฏิบัติ

ขณะที่โครงสร้างการเมือง ถ้ารัฐบาลหน้ามาจากการเลือกตั้งแล้วได้เสียงข้างมากสามารถตั้งนายกฯ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมวุฒิสภาได้ เพราะวุฒิสภาแต่งตั้งโดยการรัฐประหาร สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งวุฒิสภาเกือบครึ่งแต่งตั้งโดยป๋าเปรม ทำให้หลายเรื่องที่ สว.ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ก็ทำอะไรไม่ได้ เช่นการจะไปผูกมิตร ยุติสงครามกับเขมร หรือการมีกฎหมายเพื่อยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อก็ทำไม่ได้ รวมทั้งทำให้ข้าราชการประจำวิ่งไปพึ่งวุฒิสภา ไปพูดใส่ร้ายป้ายสี ให้ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ เพื่อให้ถล่มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ต่อมาหลังวุฒิสภาหมดวาระไปครึ่งหนึ่งทำให้รัฐบาลสามารถตั้งคนขึ้นไปทำหน้าที่ มีทั้งเอ็นจีโอ อาจารย์ หัวหน้าแรงงาน สหภาพแรงงาน ถึงทำให้สามารถผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) ได้

ดังนั้น ต่อไปสมมติว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อาจอึดอัดถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับ สว. และต้องเถียงกันไปไม่จบ กฎหมายก็ผ่านไม่ได้ กฎระเบียบธรรมดาก็อาจไม่ผ่าน ความขัดแย้งในสภาก็จะยืดเยื้อแน่นอน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีหลายเรื่องที่ดีกว่าฉบับมีชัยมาก คสช. น่าจะนำฉบับนี้มาบังคับใช้

 

สถานะ”ธัมมชโย” ปาราชิกไปนานแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434173

สถานะ"ธัมมชโย" ปาราชิกไปนานแล้ว

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อาการอาพาธของ “ธัมมชโย” ทำให้การเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “รับของโจร ร่วมกันฟอกเงิน” ที่ศาลออกหมายจับพระชื่อดังตามคำขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสอไอ) ต้องเลื่อนออกไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา กรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมพุทธ โดยเฉพาะปมที่ทำให้เกิดคำถามว่า “ธัมมชโย” ยังสมควรที่จะเป็นพระอยู่หรือไม่ ด้วยพฤติกรรมที่จับต้องเงินทองและทรัพย์สินต่างๆ กระทั่งเลยเถิดนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

ย้อนไปถึงปมที่ มหาเถรสมาคม (มส.) เคยเรียกประชุมเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่บัญชาให้ธัมมชโยต้องปาราชิกหมดสภาพจากความเป็นพระ ผลจากที่ประชุมครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่า มส.ไม่จำต้องปฏิบัติตามพระลิขิต เพียงแต่รับทราบเรื่องนี้และหากจะเอาผิดธัมมชโย ก็ควรจะเป็นความผิดใหม่ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้

หากลงลึกในคำถามที่น่าสนใจตามข้างต้น พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีความหมายว่าอย่างไร

คำตอบจากผู้ช่ำชองกฎหมายของสงฆ์ “ปรีชา สุวรรณทัต” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความกระจ่างกับคำถามนี้ว่า “ไม่ใช่กฎหมาย และสมเด็จพระสังฆราชก็ออกคำสั่งเป็นพระลิขิตไม่ได้ แต่สิ่งที่เอ่ยถึงธัมมชโยนั้น คือ ความผิดของธัมมชโยที่ผิดจากพระธรรมวินัย เป็นพระแต่ไปจับต้องเงินเกิน 5 มาสก หรือกว่า 300 บาท ตามพระธรรมวินัยก็ต้องปาราชิกอาบัติแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ท่านวินิจฉัยจากพระธรรมวินัย ท่านไม่ได้สั่ง แต่ตามกฎแล้วต้องมีการสนองตาม พระบัญชา ซึ่งผู้สนองคือ มส. แต่ มส.เลือกที่จะปฏิเสธพระลิขิต และยังอุ้มธัมมชโยเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมาก”

อาจจะเป็นเพราะผลประโยชน์จากธัมมชโย ที่มอบให้กรรมการ มส.ที่เป็นพระสงฆ์บางรูป ทำให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องชูมือหนุนธัมมชโยไม่ให้ต้องปาราชิกอีกต่อไป สวนกระแสคำถามของสังคมอย่างดื้อดึง

พระลิขิตที่เอ่ยถึงธัมมชโยเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2542 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของวัด ซึ่งมีความหมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เงิน และทรัพย์สินอย่างอื่น ใจความว่า

“ต้องมอบทรัพย์สินทั้งหมดในขณะที่เป็นพระให้แก่วัดทันที แต่ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่เจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระแก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแต่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

ปรีชา อธิบายถึงความหมายของพระลิขิต ว่า นั่นย่อมเท่ากับว่าธัมมชโยไม่ใช่พระอีกต่อไป หากแต่เป็นชายที่ห่มเหลืองเท่านั้น แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เพราะใครก็ตามไม่สามารถมาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ได้ นี่ก็เข้าข่ายข้อหาหลอกลวงประชาชน บ้านเมืองก็ควรจะเข้าไปจัดการได้แล้ว และหากจัดการก็ไม่ควรจะได้รับการสึก เนื่องจากพระลิขิตย้ำชัดเจนว่า ธัมมชโยหมดสภาพจากความเป็นพระแล้ว เขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มาใส่ผ้าเหลืองเท่านั้น

อนาคตของธัมมชโย ปรีชาเชื่อว่า การเอาผิดทางสงฆ์คงเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เพราะพุทธศาสนิกชนก็ไม่อาจพึ่งพิง มส.ได้อีกต่อไป แต่อย่างไรปรีชาเชื่อว่ากฎแห่งกรรมจะต้องเล่นงานธัมมชโยเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถึงบทสรุปของพุทธศาสนาในเมืองไทย ทำอย่างไรที่จะเรียกศรัทธามาจากพุทธศาสนิกชนได้ อีกทั้งต้องยอมรับว่าวงการผ้าเหลืองเมืองไทย บ่อยครั้งที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม เพราะพระสงฆ์บางส่วนก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตัวให้สมกับความศรัทธา

“หนทางแก้คือที่ตัวพระเอง จริงๆ ไม่ควรจะต้องมีกฎหมายใดๆ มาควบคุมด้วยซ้ำ เพราะพระธรรมวินัยคือกฎสูงสุดที่อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นพระเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ก็ควรจะสะสมพระธรรมให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เข้ามาเพื่อสะสมเงินทอง มันผิดหลัก” ปรีชา ให้คำตอบถึงข้อนี้

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไรเสียก็ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุม ปรีชา เสนอว่าต้องทำให้พระออกจากเงินทองทั้งหมด โดยมอบให้ไวยาวัจกรของวัดซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินเป็นคนจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เอง พระก็จะได้ไม่เข้าข่ายต้องอาบัติ และเลิกหมกมุ่นเรื่องเงินทองเสียที อย่างไรก็ตาม เข้าใจดีว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป พระเองก็มีเรื่องจำเป็นบ้างที่ต้องใช้จ่ายเงิน แต่ก็ไม่ควรจับต้องเอง หากแต่ใช้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการให้ก็ได้ ทั้งเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเรื่องต่างๆ ที่จำเป็น

“แต่กฎหมายที่ผ่านมาดันไปบัญญัติให้พระสามารถจัดการมรดกทรัพย์สินเงินทองของตัวเองได้ คำนี้มันหมายถึงพระก็สามารถมีทรัพย์สินได้ ซึ่งมันขัดกับหลักพระธรรมวินัย เราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น คนก็เข้ามาหากินด้วยการสวมผ้าเหลือง และมันสะเทือนวงการศาสนาของบ้านเรา” ปรีชา ย้ำ

ปรีชา อธิบายถึงเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนาให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดให้เป็นศาสนาประจำชาติว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนไทยกว่า 90% ก็นับถือศาสนาพุทธ แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบรรจุก็ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม พระธรรมวินัยถือเป็นของที่สูงที่สุด สูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ของที่ต่ำกว่ามากำกับสิ่งที่สูงกว่า

“ของที่ต่ำกว่าคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอนิจจังไม่ยั่งยืน สามปีสี่ปีก็ล้มล้างแล้วก็เขียนกันขึ้นมาใหม่ แต่พระธรรมวินัยเป็นอกาลิโก คือสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาล ดังนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการรับรองใดๆ” ปรีชา ย้ำ

ปรีชา ทิ้งท้ายว่า แม้พระธรรมวินัยที่ใช้ควบคุมพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบอันดีงามสมกับเป็นผู้ธำรงพระพุทธศาสนา อาจจะบังคับ หรือใช้ไม่ได้ผลกับพระธัมมชโย แต่กระนั้น ข้อกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ด้วยบรรทัดฐานเดียวกันของคนทั้งประเทศ อาจจะเอาผิดพระธัมมชโยในความผิดได้ ซึ่งน่าสนใจว่าการต่อสู้ของทีมพระธัมมชโยจะออกมาในรูปแบบใด.

 

“แย่งชิงผลประโยชน์-เล่นพวกพ้อง-สองมาตรฐาน” ตีแผ่ด้านมืดวงการอุดมศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433596

"แย่งชิงผลประโยชน์-เล่นพวกพ้อง-สองมาตรฐาน" ตีแผ่ด้านมืดวงการอุดมศึกษาไทย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับด็อกเตอร์ 3 คน สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

เบื้องหลังปมสังหารถูกพุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งในหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาโทและปริญญาเอกอันเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล การกลั่นแกล้ง ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำไปสู่การเปิดโปงระบบการบริหารในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐครั้งใหญ่

ความขัดแย้งในรั้วอุดมศึกษา

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) วิเคราะห์ว่า การเสียชีวิตของด็อกเตอร์ทั้ง 3 คน ซึ่งสังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว แต่ในฐานะผู้ทำงานช่วยเหลือบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมานานกว่า 10 ปี เขาเชื่อว่า ต้นตอแท้จริงมาจากระบบการบริหารจัดการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล

“ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวคงไปเคลียร์กันข้างนอก ไม่ก็ฟ้องร้องดำเนินคดี พูดง่ายๆไปเล่นกันเอง แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ เกิดในมหาวิทยาลัย ในห้องสอบวิทยานิพนธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือเพื่อนร่วมงานในสาขาเดียวกัน มันจึงหนีไม่พ้นเรื่องของการบริหารจัดการในองค์กร”

ที่ผ่านมา ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มักเกิดจากความอิจฉาริษยา ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เริ่มตั้งแต่กลั่นแกล้งกันด้วยการส่งอีเมล เขียนบัตรสนเท่ใส่ร้ายป้ายสี จ้างคนไปทำลายทรัพย์สินส่วนตัว ขูดรถ ทุบกระจก หนักเข้าก็ลงไม้ลงมือชกต่อย รุนแรงสุดถึงขั้นจ้างวานฆ่าก็เคยมีมาแล้ว เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัย และไม่เคยเป็นข่าว

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งมาจากการแก่งแย่งชิงดี แย่งชิงอำนาจ หมายถึง อำนาจการบริหารจัดการและสั่งการ แย่งชิงผลประโยชน์ก็คือ เงิน ถ้าเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลก็จะเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ให้ทุกคนพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ถ้าผู้บริหารที่ขาดหลักธรรมาภิบาลก็จะรวมศูนย์อยู่ฝ่ายเดียว เล่นพรรคเล่นพวก พอเกิดปัญหา ก็นิ่งเฉย ปิดข่าว

วิธีที่ผู้บริหารนิยมปัดปัญหาไปให้พ้นตัวคือ ต้องทำเรื่องให้เงียบที่สุด สถาบันการศึกษาหลายแห่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การปกครองในระบบราชการมักมีเรื่องวินัยเข้ามากดดัน โดยใช้วิธีลงโทษทางวินัยมาปิดปากไม่ให้พูด สุดท้ายเมื่อไม่มีใครกล้า ทุกอย่างจะเงียบไปเอง อาจารย์บางท่านร้องเรียนไปยังสภามหาวิทยาลัยแล้วก็เงียบ เลยไปร้องเรียนข้างนอกจนกลายเป็นข่าว ผู้บริหารก็เล่นงานด้วยข้อหาทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง”

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการคือ เมื่อมีการร้องเรียนจากทั้งสองฝ่าย ผู้บริหารที่ขาดหลักธรรมาภิบาลมักเข้าข้างพวกเดียวกัน เช่น ฝ่ายแรกไปร้องเรียนกลับนิ่งเฉย ไม่เหลียวแล แต่พออีกฝ่ายที่เป็นพรรคพวกกันร้องเรียนบ้าง กลับรีบดำเนินการ ทั้งที่ควรกลั่นกรองข้อร้องเรียนอย่างเป็นธรรม บังคับใช้กฎอย่างเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

“ผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลจะแก้ปัญหาด้วยการเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่้ย แต่ผู้บริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะโยนให้เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปยุ่ง สุดท้ายปล่อยปะละเลย ให้แก้ปัญหากันเอง เมื่อปัญหาสะสม ถูกกดดัน ถูกบีบให้จนตรอก หลายคนตัดสินใจลาออก ไม่ก็เลือกใช้วิธีศาลเตี้ย”

เปิดขุมทรัพย์”หลักสูตรพิเศษ”

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งจะมี “หลักสูตรพิเศษ” เปิดสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งค่าเล่าเรียนจะสูงกว่าหลักสูตรภาคปกติ ตรงนี้เองที่ผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นชนวนเหตุสร้างความขัดแย้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนอยากจะเข้าไปสอนหลักสูตรพิเศษมากกว่าหลักสูตรภาคปกติกันทั้งนั้น

หลักสูตรภาคปกติแทบไม่มีใครเอา เพราะไม่มีเงินพิเศษ มีแต่เงินเดือนเพียวๆ ตำแหน่งประธานหลักสูตรภาคปกติก็แทบไม่มีใครอยากเป็น เพราะภาระงานเยอะ อาจารย์ส่วนใหญ่ต้องไปทำงานวิจัยเพื่อหาได้รายได้เพิ่ม แม้จะน่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นผลตอบแทนที่แลกมาด้วยความรู้ความสามารถตัวเอง แต่ยากและเหนื่อยกว่ามาก แตกต่างจากเป็นประธาน หรือกรรมการบริหารหลักสูตรภาคพิเศษ จะมีเงินค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อเดือน 7,000-20,000 บาท เป็นค่าตำแหน่งที่นอกเหนือจากเงินเดือนปกติ ค่าสอนด้วย

ชั่วโมงละ 800-2,500 บาท ค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 800-1,500 บาท บางครั้งจัดประชุมพอเป็นพิธีแค่ 10 นาที จบ แถมประชุมถี่ยิบ ไหนจะค่าสอบ ค่าอ่าน ค่าตรวจวิทยานิพนธ์ 5,000-10,000 บาท ถามว่าถ้าอยู่ภาคพิเศษ จะอยากกลับมาสอนภาคปกติไหม พูดง่ายๆคือลืมเงินเดือนประจำไปเลย

โดยปกติ กรรมการบริหารหลักสูตรพิเศษจะมีวาระแค่ 2 ปี แล้วหมุนเวียนกันไป ทีนี้ถ้าเป็นพวกเดียวกัน เช่น คนนึงเป็นประธาน แล้วพวกตัวเองเป็นกรรมการ อีก 2ปีข้างหน้าตัวเองก็สลับไปเป็นประธาน แล้วเอาพวกพ้องย้ายมาเป็นกรรมการ พูดง่ายๆสลับกันเองในหมู่พวกพ้อง อย่าลืมว่า อาจารย์ไม่ได้มีแค่ 6 คน แต่มีเป็น 20 คน แต่ดันวนกันอยู่แค่ 6 คน ก็เกิดความไม่เป็นธรรม ตรงนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรคิดให้หนัก ต้องเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผู้ที่จะมาดูแลหลักสูตรพิเศษต้องมาด้วยวิธีประชาธิปไตย ไม่ใช่เลือกแต่พวกพ้อง”

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

สาวไส้ระบบ”มาเฟีย”

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตามองว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา นั่นคือ โครงสร้างการบริหาร

รศ.วีรชัย อธิบายว่า ตามหลักทั่วไป โครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนโยบาย

“ฝ่ายบริหารก็คือ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ส่วนฝ่ายควบคุมนโยบายคือ สภามหาวิทยาลัย มีหน้าที่ออกกฎระเบียบ นโยบายต่างๆ ทุกนโยบายจะต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย ส่วนฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่บริหารตามนโยบาย ถ้าทั้งสองฝ่ายถ่วงดุลกันได้ก็ดี

ยกตัวอย่างกรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่ง 15 คนถูกเลิกจ้างโดยคำสั่งของฝ่ายบริหาร แต่สภามหาวิทยาลัยกลับมติให้จ้างต่อ นี่คือการถ่วงดุลว่า แบบนี้ไม่เหมาะ ให้กลับไปทบทวน แต่ถ้าเมื่อไรสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารเป็นพวกเดียวกัน หรือที่เขาเรียกว่าสภาเกาหลัง คันตรงไหนก็เกาให้กัน ผลัดกันเกา ตรงนี้น่าเป็นห่วง การเล่นพรรคเล่นพวกถือว่าขาดหลักธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง ชี้ชะตาใครก็ได้ แต่งตั้งใครก็ได้ กุมอำนาจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ต่างจากมาเฟีย”

ท้ายที่สุดเมื่อมหาวิทยาลัยถูกครอบงำด้วยบุคคลกลุ่มเดียว จึงสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่จะเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ต่างตอบแทน

“ผลประโยชน์ในมหาวิทยาลัยนั้นมหาศาล บางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเป็นพันล้าน นอกจากนี้ยังมีงบรายได้ เช่น ค่าเทอม ค่าเช่าที่ บางมหาวิทยาลัยมีเงินรายได้ถึงหมื่นล้าน เงินเกือบหมื่นล้านนี่มันเท่ากับกรมๆหนึ่งเลย บางกรมได้งบประมาณ 500 ล้าน ไม่มีเงินรายได้ แต่ยังโกงกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่มหาวิทยาลัยมีทั้งงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ ผลประโยชน์มันมหาศาลจริงๆ ถ้าฝ่ายบริหารกับฝ่ายนโยบายไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็จะถ่วงดุลกัน ตรวจสอบกัน แต่ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็จะเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สมมติว่า บางคนมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แล้วมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็เอาบริษัทตัวเองมารับเหมาก่อสร้าง หรือผู้บริหารอย่างอธิการบดี รองอธิการบดีบางคนมีญาติพี่น้องเปิดร้านกาแฟ ก็ร้านตัวเองมาเปิดในมหาวิทยาลัย ”

ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่

ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ร.ศ.วีรชัย เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ม.44 ผ่าตัดใหญ่เรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยของรัฐ

“ยกตัวอย่างเช่น อธิการบดีต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี เพราะปัจจุบันอธิการบดีบางคนถึงกับมีรถพยาบาลมาสแตนด์บายรอใต้ตึก บางคนแทบจะถือไม้เท้า นั่งรถเข็น เสียบสายน้ำเกลือเสียบมาทำงาน อายุ 70-80 กว่าแต่ยังเป็นอธิการบดี สุขภาพไม่เอื้อแล้ว แต่เข้ามาได้เพราะพวกพ้อง มาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง

การกำหนดอายุก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาเงยหน้าอ้าปากบ้าง ให้เขามีโอกาสเติบโตในสายงาน นี่จะช่วยลดความขัดแย้งได้เยอะ แต่สำหรับนายกสภามหาวิทยาลัยอาจยืดหยุ่นให้สูงอายุได้ เพราะต้องการคนที่มีประสบการณ์สูง นอกจากนี้การดำรงตำแหน่งต้องไม่เกิน 2 วาระ เมืองไทยหัวหมอ อยากจะเป็นมากกว่านั้นเพราะต้องการจะรักษาฐานผลประโยชน์ของตัวเอง

ที่สำคัญ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องไม่เพิกเฉย ไม่ใช่มีปัญหาอะไรก็โยนว่าเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ชี้ขาด ควรเกณฑ์กลาง เช่น สกอ.เคยออกกติกาเรื่องธรรมาภิบาล ระบุว่า คนที่มาจะดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นได้ไม่เกิน 3 มหาวิทยาลัย นี่ไม่ใช่กฎ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ แต่บางคนหัวหมอ แหกกฎ อ้างว่าเขาเชิญไปเป็น แย่กว่านั้นคือ คนในกระทรวงศึกษาธิการ หรือสกอ.ก็ดันไปเป็นกรรมการมหาวิทยาลัยเสียเอง พอมีเรื่องร้องเรียนก็กลายเป็นจุดไต้ตำตอ จะลงโทษใครก็ไม่ได้ เพราะพวกพ้องกันทั้งนั้น”

ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปฏิรูปปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อรื้อระบบอันเน่าเฟะที่ฝังรากหยั่งลึกในวงการอุดมศึกษาไทยให้สิ้นซาก

 

ครม.ปิดเหมืองทองคำ จับตาล้างไพ่ผลประโยชน์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433509

ครม.ปิดเหมืองทองคำ จับตาล้างไพ่ผลประโยชน์?

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์ /ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

มีความเป็นไปได้สูงที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่รอบเหมืองแร่ทองชาตรีจะ “ดีใจเก้อ” แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา จะมีมติรับทราบตามข้อเสนอของคณะทำงาน 4 กระทรวง ให้ยุติการอนุมัติประทานบัตร อาชญาบัตร และคำขอต่ออายุในกิจการเหมืองแร่ทองคำภายในสิ้นปี 2559

อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำความเข้าใจว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทาง “นโยบาย” เท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันเหมือนกฎหมาย ที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อาภา อธิบายว่า มติ ครม.ที่ออกมามีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ 1.การยุติการให้อาชญาบัตรพิเศษ อาชญาบัตรสำรวจ คำขอขยายสัมปทาน 2.อนุญาตโรงประกอบโลหกรรมของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส ไปจนถึงสิ้นปี 3.ให้หน่วยงานราชการดูแลเรื่องการปิดเหมืองฟื้นฟูและรักษาผู้ป่วย

ปัจจุบันเหมืองทองที่ยังดำเนินการอยู่ในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 เหมือง ได้แก่ เหมืองทอง จ.เลย (บริษัททุ่งคำ) และเหมืองทองชาตรี (บริษัท อัคราฯ)

สำหรับเหมืองแร่เมืองเลยนั้น การอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้หมดอายุไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขอต่ออายุซึ่งต้องผ่านประชาคมและสภาองค์การบริหารส่วนตำบลก่อน ส่วนโรงประกอบโลหกรรมและประทานบัตรยังไม่หมดอายุ และมีการยื่นขอสัมปทานแปลงใหม่เพิ่มเติม ซึ่งหากเป็นไปตามมติ ครม.ต้องระงับคำขอดังกล่าวทันที

ในส่วนของเหมืองแร่ชาตรี จ.พิจิตร ใบอนุญาตประกอบโลหกรรมเพิ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่มติ ครม.ได้ต่ออายุไปจนถึงสิ้นปี 2559 ขณะที่ใบประทานบัตรยังมีอายุถึงปี 2571

“คือมันมีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยของใหม่ชัดเจนว่าจะไม่ให้ต่อ ไม่ให้สำรวจ ไม่ให้ขยาย แต่ที่สำคัญคือต้องไปดูเรื่องการปฏิบัติจริง ซึ่งขณะนี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ก็ยังไม่มีประกาศอะไรออกมา กระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ที่เป็นทางการ …”

“… ถ้าจะให้มีความชัดเจน ควรมีการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาเลยว่านโยบายการทำเหมืองทองคำของประเทศไทยตั้งแต่นี้จะเป็นไปตามมติ ครม.คือเขียนล้อออกมาให้เป็นประกาศ ซึ่งจะมีน้ำหนักเป็นกฎหมายบังคับใช้”

นักวิชาการรายนี้ ชี้ประเด็นว่า หากมี ครม.ชุดใหม่ก็สามารถเปลี่ยนมติใหม่ได้ ตอนนี้เหมือนมีมติว่าจะหยุดแต่ในอนาคตก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีมติออกมาใหม่ว่าได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว ได้ฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว มีการวางมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงมีมติ ครม.ให้เปิดเหมืองทองใหม่ได้

“… มติ ครม.มันเป็นคำสั่งทางนโยบาย สมมติว่า ครม.หักหลัง พอถึงสิ้นปีก็อาจจะอ้างเหตุผลใหม่เพื่อหักล้างมติเดิมก็ทำได้ หรือประชุม ครม.วันอังคารหน้าก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่ถ้ามติดังกล่าวเข้าไปอยู่ในกฎหมายแร่เลย เช่น เขียนไว้ว่าแร่ที่อนุญาตให้ยกเว้นทองคำไว้ ตรงนี้หากจะบิดพลิ้วต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่า …”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจะจับตามองก็คือบริบททางการเมืองและบริบทของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของทหารที่เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หรือการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3 และ 4 ซึ่งสัมพันธ์กับธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ และจะมีกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจใหม่เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน

คำถามคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการชะลอตรงนี้ (มติ ครม.เรื่องปิดเหมืองทองคำ) อาจจะเป็นการล้างไพ่ผลประโยชน์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจเหมืองทอง เพราะหากมองเป็นประเด็นที่ว่าชาติไม่ได้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการในปัจจุบัน และต่างชาติก็คือครองหุ้นทองคำไว้เยอะ ก็อาจมีกลุ่มทุนใหม่เกิดขึ้นมาแทนและพร้อมเข้ามาทำธุรกิจทองคำต่อ

“ทิศทางของรัฐบาลหรือทิศทางของ พ.ร.บ.แร่ ที่กำลังจะออกมานั้น ชัดว่าไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อม คือทำอย่างไรก็ได้ให้ออกใบอนุญาตได้เร็ว ให้ประโยชน์กับคนทำเหมืองคนทำแร่มากที่สุด นั่นคือแนวคิดหลักของประเทศ …”

“… พูดง่ายๆ คือรัฐบาลไม่ได้พูดเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนโยบาย การผลักดันแก้กฎหมาย และคำสั่งหัวหน้า คสช.ชัดว่าเป็นไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว มุ่งเน้นปั๊มตัวเลข ซึ่งตรงนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการพยายามที่จะล้างไพ่ใหม่ มีขั้วผลประโยชน์ใหม่ที่อาจสนใจธุรกิจพวกนี้ได้”

ความน่าจะเป็นที่ “อาภา” ตั้งข้อสังเกตเอาไว้นั้น หากพิจารณาสาระสำคัญ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว จะพบมีความเป็นไปได้สูง

ขณะนี้ พ.ร.บ.แร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 60 วัน จากนั้นจะส่งเรื่องกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง ก็ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ทันที

อาจารย์อาภา ให้ภาพว่า พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่นี้จะมีการทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่” ขึ้นมา โดยในแผนแม่บทได้กำหนดให้มี “พื้นที่ทำแร่” หรือ Mining zone ซึ่งมอบอำนาจให้ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พิจารณาว่า หากพื้นที่ใดมีศักยภาพแร่สูงและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง แม้จะอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ก็สามารถยกเลิกพื้นที่อนุรักษ์ที่ประกาศไว้ได้

“เท่ากับว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปอยู่เหนือกฎหมายฉบับอื่น เช่น กฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยาน และส่วนใหญ่พื้นที่แร่มักอยู่บนพื้นที่ภูเขา เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร ยังไม่รวมถึงแหล่งต้นน้ำที่เป็นภูเขาเล็กๆ ของชาวบ้าน เช่น กรณี จ.เลย ที่แหล่งน้ำอยู่บนภูเขาซึ่งไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ พวกนี้ก็จะมีสิทธิกลายเป็นพื้นที่ทำเหมืองได้หมดเลย ตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก”

อีกประเด็นของ พ.ร.บ.แร่ คือฐานคิดตั้งอยู่บนหลักการว่าต้องการขจัดปัญหาอุปสรรคของการอนุมัติอนุญาตเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วที่สุด เรียกได้ว่าพยายามจะทำให้เป็น one stop service มากที่สุด ซึ่งสวนทางกับหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนที่กำหนดให้ต้องมีการจัดเวทีประชาคม ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น

“ปัจจุบันจะขอใช้พื้นที่ป่าไม้ก็จะต้องไปทำเวทีประชาคม แต่ต่อไปกระบวนการเหล่านี้ไม่ต้องเลย คือพอมีการจัดทำแผนที่ศักยภาพแร่เป็นมาสเตอร์แพลนแล้ว กพร.ก็สามารถอนุญาตตามแผนได้เลย ไม่ต้องไปยุ่งกับป่าไม้ ไม่ต้องไปยุ่งกับหน่วยงานอื่นเลยทุกอย่างมันจะเร็วขึ้นเยอะ”

มากไปกว่านั้น ใน พ.ร.บ.แร่ ได้กำหนดให้มีการแบ่งซอยขนาดของแปลงในการให้อนุญาต แบ่งออกเป็น 100 ไร่ 625 ไร่ และมากกว่า 625 ไร่ ซึ่งหากขอไม่เกิน 100 ไร่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีอำนาจอนุมัติเองได้เลย

“มันดูดีเหมือนมีการกระจายอำนาจไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่จริงๆ ต้องดูว่ามันมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐอื่นหรือภาคประชาชนเข้ามาด้วยหรือเปล่า ซึ่งขณะนี้มันหายไปเลย และการกระจายลงไปแบบนี้ถามว่าจะทำให้แนวโน้มเรื่องการคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ เพราะมีการเขียนเอาไว้ว่าพออนุมัติแปลงย่อยๆ ไปแล้ว สามารถเอาแปลงย่อยๆ เหล่านั้นมาต่อจิ๊กซอว์ เพื่อขออนุมัติเป็นแปลงใหญ่ได้อีก”

เห็นได้ชัดว่าสาระสำคัญของ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับการประกอบกิจการเหมืองแร่นั้น ย้อนแย้งกับมติ ครม.ที่สั่งให้ปิดเหมืองทองคำภายในสิ้นปี 2559 อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ที่ตอบคำถามเรื่องอนาคตในการทำเหมืองแร่ทองคำว่า ให้ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ และแผนบริหารการจัดการแร่ใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยมาว่ากัน

นั่นทำให้สมมติฐานของ “อาภา” มีความน่าจะเป็นมากยิ่งขึ้น

“หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาให้ทะลุจริงๆ ต้องดึงร่าง พ.ร.บ.แร่ กลับออกมา ต้องถอนออกจากการพิจารณา เพราะขณะนี้ประชาชนหรือใครก็ไม่อาจหยุดยั้งกระบวนการพิจารณาได้ ฉะนั้นหาก ครม.จริงใจในการแก้ปัญหาเหมืองทอง ต้องถอนกฎหมายฉบับนี้ออกมาจัดทำกันใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม”

 

กกต.พร้อมจัดประชามติ วอนประชาชนพาชาติสู่ประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 21:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433496

กกต.พร้อมจัดประชามติ วอนประชาชนพาชาติสู่ประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือเป็นแม่งานหลักในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่ทว่าก่อนที่ประเทศจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ก็คงต้องผ่านบททดสอบการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 นี้ก่อน

กับการเตรียมการให้ประชาชนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านมาถึงวันนี้ มีความพร้อมอย่างไรบ้าง ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. แจกแจงผ่านโพสต์ทูเดย์ในช่วงเวลา 81 วัน ก่อนถึงวันชี้ขาดรัฐธรรมนูญ

“กกต.ตระหนักเสมอ การออกเสียงประชามติไม่ใช่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะเห็นบ้านเมืองมีความก้าวหน้าไปทิศทางใด หรืออนาคตเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่เป็นคำตอบชัดเจน ประเทศก้าวสู่ประชาธิปไตยแท้จริง”

ส่วนการดำเนินการต่างๆ กกต.เน้นใช้จ่ายประหยัดมีเหตุผลโดยมีคณะกรรมการกำกับดูแล สำหรับการเตรียมความพร้อม กกต.ได้แบ่ง 9 ภารกิจ อาทิ 1.ในการออกระเบียบประกาศ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งได้ออกระเบียบ 4 เรื่อง ประกาศ 5 เรื่อง เพื่อ กกต.ได้ดำเนินการตามภารกิจจัดทำประชามติ

2.จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ สรุปสาระสำคัญ คำอธิบาย และสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นคำถามเพิ่มเติม คำอธิบายและสรุปสาระสำคัญประเด็นคำถามเพิ่มเติม ซึ่ง กกต.กำลังจัดพิมพ์ โดยได้เซ็นสัญญาว่าจ้างโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ให้ดำเนินการ

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญจะพิมพ์ 1 ล้านฉบับ ส่วนหนังสืออธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญจะจัดพิมพ์ เล่มหนึ่งและสอง เล่มละ 4 ล้านฉบับ ส่วนประเด็นคำถามเพิ่มเติมพร้อมคำอธิบาย จะพิมพ์ 4 ล้านฉบับ โดยงวดแรกจะส่งวันที่ 23 พ.ค. ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างละ 5 หมื่นชุด

ส่วนการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีเทคนิคป้องกันการทำบัตรปลอม จึงใช้วิธีประกวดราคาแบบปกติ ขณะนี้กำลังทำทีโออาร์ใกล้เสร็จ ขณะที่การพิมพ์สรุปย่อสาระสำคัญจะทำ 17 ล้านเล่ม และจะส่งไปพร้อมหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน โดยให้กรมไปรษณีย์โทรเลขดำเนินการ

และ 3.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมรณรงค์เผยแพร่ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ซึ่งรณรงค์ประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ใช่รับหรือไม่รับ โดย กกต.ตั้งเป้าการออกเสียงครั้งนี้ 80% เนื่องจากงบที่ใช้ 2,900 ล้านบาท ต้องทำให้คุ้มค่า เพราะประชามติครั้งก่อนแค่ 50% เท่านั้น

นอกจากนั้น กกต.ยังมีครู กศน.โดยได้ทำเอ็มโอยูร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง โดยมี รด.จิตอาสามาช่วยรณรงค์ ทำให้มั่นใจว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากจังหวัด อำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ขณะเดียวกัน จะมีการรณรงค์ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ รวมถึงยูทูบด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากสื่อหลายๆ แขนงในการประชาสัมพันธ์ โดยขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิประมาณ 50 กว่าล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

อีกทั้ง กกต.ยังได้ประสานสภาอุตสาหรรม หอการค้าจังหวัด สภานายจ้าง เพื่อขอความร่วมมือให้ลูกจ้างสามารถใช้อินเทอร์เน็ตสำนักงานในการขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ซึ่งทุกแห่งให้ความร่วมมืออย่างดี และในวันที่ 25 พ.ค.นี้ กกต.เตรียมคิกออฟ “7 ส.ค. ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”

ศุภชัย ยอมรับว่า ยังไม่ได้รับรายงานพื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงในการทำประชามติ ส่วนที่มีการถกเถียงว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่ให้แสดงความคิดเห็นนั้น ขอยืนยันมาตรา 7 ของร่างนี้ ให้ประชาชนมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น เผยแพร่โดยสุจริตไม่ขัดต่อกฎหมาย

“ทุกคนมีเสรีภาพในการออกความเห็น พูดได้ เผยแพร่ได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่ขัดกฎหมาย คือ มาตรา 61 ของ พ.ร.บ.นี้ หรือไม่ขัดกฎหมายอื่น เช่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่าปลุกระดม รับไม่รับทำไม่ได้ ส่วนจะผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาดไม่ใช่ กกต.”

ศุภชัย บอกว่า กรณีมองร่างที่ออกมาเป็นยาแรง แต่ต้องเข้าใจว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฉะนั้นทำอย่างไรให้บ้านเมืองปกติเพื่อทำการเลือกตั้งต่อไป ดังนั้นประชาชนทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะเกี่ยวกับตัวเองโดยตรง

ส่วนจะออกมารับไม่รับเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่มีก้าวล่วงบังคับได้ แต่ไม่อยากให้เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 แล้วประเทศไม่ไปไหน หากเกิดปะทะกันไม่มีใครได้หรือเสีย แต่บ้านเมืองเสียหาย อย่างที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสไว้ว่า “อย่าไปชนะบนซากปรักหักพัง เพราะประเทศชาติไม่ได้อะไร”

สำหรับบรรยากาศที่จะเอื้อให้คนออกมาใช้สิทธิ ศุภชัย ระบุว่า ต้องประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญต้องช่วยกัน ช่วยบ้านเมือง อย่าไปยึดผลประโยชน์พรรคพวก ส่วนตัว หาช่องทางกันทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าต่อไป ทิฐิต่างๆ ต้องเลิกหรือลดลง ให้ไปสู่การเลือกตั้งเร็วที่สุด

ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่าจะไม่เกิดการทำประชามติ ศุภชัย ประเมินว่า ดูจากสถานการณ์ไม่น่าจะมีอะไรแบบนั้น และเชื่อว่าจะไม่สะดุดกับโรดแมปที่รัฐวางไว้ หากบางฝ่ายต้องการส่งอาสาสมัครไปเฝ้าหน่วยออกเสียงประชามติสามารถทำได้ แต่ไปชุมนุมเกิน 5 คน ทำกิจกรรมการเมือง อาจผิดประกาศ คสช. แต่ถ้าไปดูแล้วพบเจ้าหน้าทำผิดสามารถร้องเรียนได้

สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ศุภชัย แนะนำว่า ต้องเกิดจากการเจรจา มีคนกลาง ทำให้การขัดแย้งหมด หรือลดระดับ แต่ให้พอใจทุกคน ลำบาก ทิฐิคนพูดยาก ตัวอย่างคราวก่อนเลือกตั้งก่อนปฏิรูป อีกฝ่ายปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงไม่เกิดการเจรจา รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ จนเกิดเหตุวันนั้น

“คงต้องฝากประชาชนขอให้ช่วยกันในเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดปกครองประเทศ ทุกคนมีส่วนได้เสีย ต้องทำความเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญมีสาระสำคัญอย่างไร ก็ไปศึกษาได้ทั้งที่ทำการอำเภอ จังหวัด หรือแอพพลิเคชั่น อยากให้ผู้มีสิทธิมาออกเสียงให้มาก จะออกอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน เพราะสำคัญจะชี้ชะตาประเทศ”

ขณะเดียวกัน อยากฝากสื่อทุกแขนงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาออกเสียงให้มาก เพราะตอนนี้การบริโภคสื่อสำคัญ สำหรับที่กังวลว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ ไม่ต้องกังวล มีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นได้ เผยแพร่ความเห็นโดยสุจริต ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ปลุกระดม ก้าวร้าว ทำได้ จะเห็นอย่างไรก็เห็นไปไม่ต้องกังวล เพราะถ้าไม่มีกฎหมายออกมาวางกรอบ จะยุ่งวุ่นวาย ดังนั้นยึดหลักสุจริตไว้ ถ้ายึดตรงนี้ไม่ต้องกังวล