‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/431875

‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่ยั่งยืนของการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ซันเอดิสัน บริษัทพลังงานทดแทนรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเพิ่งยื่นขออำนาจศาลคุ้มครองการล้มละลายไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงยังประกาศจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้น โดยมีผลในวันที่ 17 พ.ค.ที่จะถึงนี้

การประกาศของซันเอดิสัน เกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่พยายามผลักดันทำตามข้อตกลงสภาพอากาศที่กรุงปารีส (คอป 21) ให้ลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เหลือมากที่สุด 1.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม การล้มลงของซันเอดิสันไม่ได้เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนทั้งหมด

ซื้อกิจการมากเกินจนขาดสภาพคล่อง

ซันเอดิสันในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากบริษัทเอ็มอีเอ็มซี อิเล็กทรอนิกส์ แมทีเรียล ธุรกิจสารกึ่งตัวนำในสหรัฐ ที่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดในปี 2006 ก่อนที่จะซื้อซันเอดิสัน ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพในขณะนั้น ด้วยมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2009 จนกระทั่งปี 2013 บริษัทแม่อย่างเอ็มอีเอ็มซี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ซันเอดิสัน และขายธุรกิจสารกึ่งตัวนำทิ้งในปี 2015 เพื่อรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว

ซันเอดิสัน ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงเดินหน้าควบรวมกิจการพลังงานแสดงอาทิตย์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเข้ามาในเครือ เช่น การซื้อเฟิร์สวินด์ ธุรกิจพลังงานลมในสหรัฐ ด้วยมูลค่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 ซันเอดิสันเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อซันเอดิสันประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์ โซลาร์ บริษัทผู้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง ด้วยมูลค่า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) ขณะนั้นซันเอดิสันเริ่มประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่แล้วจากการเข้าซื้อใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน โดยซันเอดิสันมีสินทรัพย์ทั้งหมด 2.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.24 แสนล้านบาท) แต่กลับมีหนี้สินมากถึง 1.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 แสนล้านบาท) เมื่อ 30 ก.ย. 2015

การประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์เริ่มทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลจะไม่ได้รับผลตอบแทนจนถอนทุนออกจากหุ้นของซันเอดิสัน ซึ่งเคยมีมูลค่าตลาดสูงเกือบ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) โดยหุ้นของซันเอดิสันร่วงลงจาก 32 เหรียญสหรัฐเมื่อปี 2015 เหลือแค่ 34 เซนต์ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

 

พลังงานสะอาดยังไปได้อยู่

การล้มลงของซันเอดิสันสะเทือนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานสะอาดที่ได้รับการยกย่องเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม เจซัน บอร์ดอฟ กรรมการศูนย์นโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เปิดเผยว่า ธุรกิจดังกล่าวยังสามารถทำกำไรได้

“พวกเรายังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโมเดลธุรกิจแบบไหนจะชนะ แบบไหนจะแพ้” บอร์ดอฟฟ์ กล่าว

ทั่วโลกกำลังลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น จากข้อมูลของสหประชาชาติ พบว่า การลงทุนในพลังงานเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 ล้านล้านบาท) ทำสถิติใหม่ และมากกว่าการลงทุนในก๊าซและถ่านหินที่ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ถึง 2 เท่า

ไม่เฉพาะกับสหรัฐที่ให้แรงจูงใจทางภาษีในการลงทุนและใช้พลังงานสะอาด แต่จีนประเทศที่ประสบกับปัญหามลพิษมากที่สุดประเทศหนึ่งก็กำลังทุ่มทุนลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน โดยจีนตั้งเป้าจะเพิ่มพลังงานสำรองและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงานสำรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่เองต่างหันมาลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2014 เป็นราว 47 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เอ็กซอนโมบิล เริ่มดำเนินการตรวจจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ขณะที่ โตตาล บริษัทน้ำมันในฝรั่งเศส เพิ่งประกาศซื้อพลังงานแบตเตอรี่เพิ่ม 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ด้าน เอนบริดจ์ อิงค์ บริษัทขนส่งก๊าซและน้ำมันจากแคนาดาเพิ่มการลงทุนใน ดงเอนเนอร์จี ผู้ผลิตพลังงานลมในเดนมาร์กเป็นเงิน 218 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,630 ล้านบาท)

บอร์ดอฟ ระบุว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะสามารถรักษาธุรกิจในระยะยาวได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความหลากหลายในการลงทุน ซึ่งทำให้ต้องหาแหล่งพลังงานที่มีการใช้ก๊าซคาร์บอนน้อยหลากหลายขึ้น

 

ผู้นำใหม่ลั่นยกเครื่องฟิลิปปินส์ เร่งกระจายอำนาจ-ขจัดความยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/431183

ผู้นำใหม่ลั่นยกเครื่องฟิลิปปินส์ เร่งกระจายอำนาจ-ขจัดความยากจน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โรดริโก ดูเตอร์เต วัย 71 ปี ผู้สมัครฝีปากกล้าและอดีตผู้ว่าเมืองดาเวา คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ตามความคาดหมาย หลังการเลือกวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 15.5 ล้านเสียง ตามด้วย มานูเอล ร็อกซาส ผู้สมัครที่ประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน หนุนหลังที่ 9.3 ล้านเสียง ขณะที่ เกรซ โพ ได้ไปทั่งหมด 8.6 ล้านเสียง จากคะแนนเสียงที่นับแล้วมากกว่า 90% จาก 5.4 ล้านเสียง

หลังจากที่ดูเดอร์เตได้รับชัยชนะ ค่าเงิน เปโซแข็งค่าขึ้นเทียบเหรียญสหรัฐ 0.4% เป็น 46.89 เปโซ/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 11.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงมะนิลา และแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 1% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในวันที่ 6 พ.ค.ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ขึ้นมากกว่า 1% หลังจากตกไปสู่จุดต่าสุดในรอบ 2 เดือน เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สมิธ ฉัว หัวหน้านักลงทุนของแบงก์ออฟเดอะฟิลิปปินส์ไอแลนด์ ธนาคารจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ตลาดจะกลับมาผันผวนอีกครั้งหลังจากที่นักลงทุนต่างคุ้นชินกับดูเดอร์เตแล้ว แต่ขณะนี้นักลงทุนยังให้เวลาและจะจับตามองก้าวต่อไปของดูเดอร์เตซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

“ช่วงต่อไปจะเป็นช่วงฮันนีมูน นักลงทุนจะยังให้โอกาสดูเตอร์เตก่อนสักพักในช่วงที่นโยบายเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนพอ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าดูเตอร์เตได้รับความนิยมมาก นักลงทุนต่างสนใจที่จะรอดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับความนิยมอันแข็งแกร่งนี้ และจะทำอย่างไรในการสร้างสันติภาพกับพรรคอื่นและบริหารรัฐบาล” ฉัว กล่าว

จับตาโครงสร้างพื้นฐาน-การลงทุนต่างชาติ

ในช่วงที่ประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน ครองตำแหน่งระหว่างปี 2010-2016 เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ขยายตัวเฉลี่ย 6.2% ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1970 และยังทำให้ฟิลิปปินส์หลุดพ้นจากสถานะคนป่วยแห่งเอเชีย และได้รับการชื่นชมจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่าเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย

อาคิโนชูนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และการดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม แอสโตร เดล คาสติโล กรรมการผู้จัดการ เฟิสต์ เกรด โฮลดิ้งส์ บริษัทด้านการลงทุนในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 4 ล้านอัตรา ในสมัยอาคิโน ไม่ไปด้วยกันกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยแม้ยอดขายรถยนต์ที่สูงสุดทำสถิติ ขณะที่ถนนไม่เพียงพอ

สอดคล้องกับ จอห์น ฟอร์บส์ ที่ปรึกษาอาวุโสหอการค้าอเมริกันในฟิลิปปินส์ เปิดเผย กับบลูมเบิร์กว่า ความท้าทายแรกของอดีตผู้ว่าเมืองดาเวาคือเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามมาด้วยความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สนามบิน และท่าเรือ

ทั้งนี้ อาคิโนพยายามผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,500 ล้านบาท) ก่อนที่จะหมดวาระ และล้มเหลวไปในเดือน มี.ค.

จากรายงานของสำนักข่าวบีบีซี ประชาชนในฟิลิปปินส์ให้เหตุผลที่เลือกดูเดอร์เตว่าไม่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเลย เช่น ประชาชนบางคนต้องเดินทางราว 2 ชั่วโมง เพื่อไปทำงาน กลับอีก 2 ชั่วโมง และได้รับรายได้แค่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัวโดยไม่มีเงินเก็บ

แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไปได้อย่างดี แต่ฟิลิปปินส์ยังเผชิญปัญหาความยากจน โดยประชากรถึง 1 ใน 4 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประชากรยากจน

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เต เปิดเผยว่า จะแต่งตั้งให้ คาร์ลอส โดมิงกูส์ เจ้าของโรงแรมมาร์โค โปโล และเพื่อนสนิทในวัยเยาว์ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลัง หรือรัฐมนตรีคมนาคม ในขณะเดียวกันว่าที่ประธานาธิบดียังวางแผนที่แก้ไขให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้มากกกว่าข้อจำกัดเดิมที่ 40% เพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่ไปกับการประสานงานกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อผลักดันการส่งออก

โบนิฟาซิโอ ตัน ประธานหอการค้าเมืองดาเวา เปิดเผยว่า ดูเตอร์เตทำงานได้ดีในการผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีแก่การลงทุนในเมืองดาเวา

“ดูเตอร์เตทำอย่างที่เขาพูด อาจจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ไปหน่อยตอนที่พูด ตอนที่โมโห และบางครั้งก็ใช้คำพูดไม่เหมาะสม แต่วิธีการพูดของเขาไม่ได้แสดงให้เห็นความสามารถของ เจ้าหน้าที่รัฐที่แท้จริง” ตัน กล่าว

เตรียมแก้ รธน.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ปีเตอร์ ลาวินา โฆษกของว่าที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนใหม่ เปิดเผยว่า ดูเตอร์เตเตรียมผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยจะใช้รูปแบบการปกครองในลักษณะเดียวกับสหรัฐที่แต่ละเขตก็จะมีอำนาจในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลกลางในกรุงมะนิลานั้นเต็มไปด้วยการฉ้อโกงและไม่สนปัญหาท้องถิ่น

ในขณะเดียวกัน ลาวินา ระบุว่า ดูเดอร์เตจะผลักดันให้การเจรจากับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ของประเทศ เช่นเดียวกับผลักดันให้เกิดการพูดคุยพหุภาคีในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ขึ้น

ทางด้านการเลือกตั้งรองประธานาธิบดี  เฟอร์ดินานด์ บองบอง มาร์กอส ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ และลูกชายเพียงคนเดียวของอดีตประธานาธิบดี  เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ยังคงตามหลัง เลนี่ โรเบรโด ผู้สมัครอิสระด้วยคะแนน 1.36 ล้านเสียง ต่อ 1.34 ล้านเสียง

 

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436432

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เก็บแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น

สาระสำคัญของภาษีที่ดินฯ จะเก็บ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด แบ่งการเก็บภาษี 3 กลุ่ม ตามการใช้ประโยชน์จากราคาประเมิน ได้แก่ กรณีที่ 1 ที่ดินเกษตรกรรมเก็บภาษีอัตราไม่เกิน 0.2% ส่วนการเก็บจริงจะยกเว้นภาษีที่ดินส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกินเก็บภาษีตั้งแต่ 0-0.1%

กรณีที่ 2 ที่ดินพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.5% เก็บจริงยกเว้นบ้านหลังแรกในส่วนราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.05-0.1% ในส่วนบ้านหลังที่สองเสียภาษี 0.03-0.3% ของมูลค่าบ้านทั้งหมดไม่มีการยกเว้น

กรณีที่ 3 การใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เก็บภาษีไม่เกิน 2% แต่อัตราเก็บจริง 0.3-1.5%

สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน อัตราภาษีไม่เกิน 5% ส่วนอัตราเก็บจริงให้เก็บเพิ่มทุก 3 ปี ตั้งแต่ 1-3%

การออกกฎหมายภาษีที่ดินฯ ครั้งนี้ได้รับการต่อต้านจากสังคมน้อย เพราะมีการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินในส่วนของการทำเกษตรและที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบเสียภาษีมีจำนวนที่น้อยมาก โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า บ้านที่ราคาเกิน 50 ล้านบาท มีอยู่จำนวน 0.04% ของบ้านทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนหลังมีอยู่เพียง 8,556 หลังเท่านั้น

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง บอกว่า การเก็บภาษีที่ดินฯ มีความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะคนที่มีบ้านราคาแพงเสียมาก คนมีน้อยเสียน้อย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องช่วยเหลือคนทำการเกษตร และต้องการให้คนมีบ้านที่อยู่อาศัย

หากพิจารณาภาษีที่ดินที่ออกมาครั้งนี้ ในแง่ดีต้องถือว่ารัฐบาลทำให้คนที่มีบ้านพักอาศัยเกือบทั้งประเทศไม่ต้องมีภาระภาษีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แม้แต่คนที่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายเดิมก็ไม่ต้องจ่ายอีกต่อไปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาอาจไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และการเพิ่มการจัดเก็บรายได้

อันดับแรก ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนรวยมีบ้านต้องเสียภาษีมีอยู่หยิบมือ คือเพียง 8,556 หลังเท่านั้น ตามที่ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุไว้ข้างต้น นอกจากนี้ คนรวยที่มีบ้านราคาแพงจำนวนหลายหลังก็ยังคงเลี่ยงการจ่ายภาษี โดยให้เป็นชื่อของสามี ภรรยา ลูกหลาน ซึ่งตามกฎหมายคือบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเริ่มเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เป็นต้นไป โครงสร้างนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีที่ดินฯ จากคนรวยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ผลตามไปด้วย

ลักษณะดังกล่าวยังโยงไปถึงการเก็บภาษีบ้านหลังที่สองจะทำได้ยากทั้งระบบ ทำให้บ้านที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่ควรจะเป็นบ้านหลังที่สองโดยไม่ต้องเสียภาษี ถูกโอนเปลี่ยนชื่อไปเป็นชื่อคนอื่นให้เป็นเจ้าของบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาจึงมีช่องโหว่เต็มไปหมด ทำให้คนเลี่ยงเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายกันเป็นระบบทั้งประเทศ

สำหรับการคิดจะไปเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะกรณีที่เป็นที่ในเมืองแพงเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถนำไปทำการเกษตรไม่ว่าจะปลูกข้าว ปลูกผักกลางเมืองขายหารายได้ ก็จะได้สิทธิเสียภาษีที่ดินทำการเกษตรที่เสียภาษีจริงในอัตราที่ต่ำมาก

เช่นเดียวกับที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยในต่างจังหวัดที่มีอยู่เป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถจ้างคนมาทำการเกษตร หรือปล่อยให้เช่าทำการเกษตรก็เสียภาษีต่ำเช่นกัน ถึงแม้จะทำให้เกิดการใช้ที่ดินมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่กับคนรวยที่ดิน ไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ไม่มีที่ดิน คนมีรายได้น้อย การออกกฎหมายที่ดินฯ จึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแทบไม่ได้เลย

อันดับต่อมา การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่คลอดออกมาไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นได้จริง เพราะฐานการเก็บภาษีแคบลง เนื่องจากการยกเว้นภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัยในส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท การเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าทำได้ยาก เก็บจริงได้น้อย มีเหลือแต่ที่ดินเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น ดังนั้นการประเมินการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้จากท้องถิ่นที่คิดว่าจะเก็บได้เพิ่มจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ อาจจะสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โครงสร้างใหม่ ทำให้เก็บภาษีที่ดินได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มยังทำให้รายได้ท้องถิ่นไม่เพียงพอ ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมัน สุรา บุหรี่ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นแล้ว ยังต้องใช้เงินงบประมาณอุดหนุนรายได้ให้กับท้องถิ่นอีกปีละ 2.5-2.8 แสนล้านบาท ซึ่งแต่เดิมกระทรวงการคลังคาดว่าการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากจนไม่ต้องส่งเงินสนับสนุน เพราะเดิมมีแนวคิดเว้นการเก็บภาษีที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัยไม่เกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น และไม่มีการยกเว้นภาษีให้บ้านหลังแรกหรือหลังที่สอง จะถือครองกี่หลังส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท ต้องเสียภาษีทุกหลัง

ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมายังส่งผลกระทบสำคัญ คือทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่ตระหนักการเสียภาษีจากทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกมาก เพราะภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาทำให้คนที่มีบ้าน 99% ไม่ต้องเสียภาษี มีคนไม่ถึง 1% ต้องเสียภาษี ทั้งที่ควรจะกลับกันคือคน 99% ต้องเสียภาษี และคนอีก 1% ที่มีรายได้น้อยเป็นคนจน มีบ้านอยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 หรือ 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี

ยังไม่รวมถึงภาษีที่ดินฯ ที่ออกมา ยังตัดสิทธิของคนที่อยากเสียภาษีให้กับประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้มีการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่อาศัยตั้งแต่ 50-100 ตารางวา ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่คนละ 100-200 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนภูมิใจ แต่กฎหมายที่ออกมาแบบยกเข่งให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป

สมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ร่างกฎหมายภาษีที่ดินทำลายการปฏิรูปภาษีของประเทศ ทำลายแก่นสำคัญของการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต่างประทศทั่วโลกใช้กัน คือ การเก็บภาษีจากทุกคนที่มีบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าหากมีทรัพย์สินบ้านราคาแพงก็ต้องเสียภาษีมาก บ้านราคาถูกก็เสียน้อย เหมือนกับการมีรถยนต์ไม่ว่าคันเล็กคันใหญ่ แม้แต่รถอีโคคาร์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ก็ยังต้องเสียภาษีทุกปี ซึ่งการเสียภาษีบ้านก็ควรหลักการเดียวกันคือ ทุกคนต้องเสียภาษี หากจะมีการยกเว้นก็ควรให้สำหรับคนจน ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เช่น ในสมัยที่สมหมายเป็น รมว.คลัง เห็นว่าควรเว้นให้บ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท และภาระภาษีของบ้านราคาที่สูงกว่านั้นก็ไม่ควรแพงกว่าการเสียภาษีรถยนต์หรือจ่ายค่าเพย์ทีวีรายเดือน

ที่ผ่านมารัฐบาลเร่งปฏิรูปภาษีประเทศ เพราะเป็นปัญหาหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่การปฏิรูปภาษีที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้ทำ แต่ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมรดกที่ออกมาได้แค่เชิงสัญลักษณ์ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ แต่แก้ไม่ได้จริง เพราะไม่สามารถเก็บภาษีใครได้ การยกเลิกการเว้นภาษีให้คนรวย ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ยกเลิก และยังขยายเวลาให้เพิ่มในกรณีของการขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนหุ้นระยะยาวที่จะสิ้นสุดปี 2559 ออกไปอีก 3 ปี

ล่าสุดการเก็บภาษีที่ดินฯ ไม่แก้เหลื่อมล้ำ ไม่สามารถเพิ่มการเก็บรายได้ และยังทำให้คนไทยไม่รู้จักเสียภาษีจากทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรของประเทศ ทำให้การปฏิรูปภาษีของประเทศถอยหลังทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ยาก

 

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436183

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … ก็เกิดความวิตกกังวลกับธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ทันที เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ถือครองทรัพย์สินที่เป็นบ้านอยู่อาศัย ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ครบทั้ง 4 ประเภท ที่กระทรวงการคลังแยกเก็บภาษี

สินทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองไว้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) เป็นทรัพย์สินที่ธนาคารยึดทรัพย์ชำระหนี้มาจากลูกค้าหลังจากที่จบกระบวนการฟ้องร้องค่า เสียหายกันแล้ว ซึ่งตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์จะถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ได้ไม่เกิน 10 ปี จากนั้นจะต้องจำหน่ายออก เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ของประเทศ

ไม่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับผล กระทบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่งก็จะประสบกับปัญหาเดียวกัน หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากธนาคารยังไม่สามารถจำหน่ายทรัพย์ออกไปได้ก็จะต้องควักเงินจ่ายภาษีตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นรายได้เพิ่มที่เป็นภาระพอสมควร

สมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินยอมรับว่ากระทบการ บสก. ซึ่งมีพอร์ตสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนหนี้กว่า 50% เป็นที่ดินเปล่า

“ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ชัด แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องมีภาระจ่ายภาษีเพิ่ม ซึ่งต้องรอรายละเอียดและความชัดเจนของโครงสร้างภาษีว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง และจะมีการผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่” สมพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยได้มีการหารือกันนอกรอบที่จะเข้าไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนปรนการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินให้กับผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน เพราะหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจริงธนาคารพาณิชน์ที่มีเอ็นพีเอและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ต่างๆ จะได้รับกระทบทำให้ต้นทุนสูง ทั้งๆ มีสินทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ใช่มีสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

สมพร กล่าวว่า ขณะนี้ บสก.ก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะจัดทำแผนเพื่อรองรับหากรัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดิน โดยมีแนวคิดที่จะปรับปรุงสินทรัพย์ต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ เช่น ถ้าเป็นที่ดินเปล่าอาจจะไปปลูกต้นไม้ หรือเปิดให้ประชาชนไปเช่าทาธุรกิจหรือทำการเกษตร ที่อยู่อาศัยก็เข้าไปปรับปรุง ถ้ายังขายไม่ได้ก็จะให้เช่าไปก่อน แทนที่จะปล่อยให้รกร้าง เพราะจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ในขณะเดียวกันจะต้องเร่งจัดทำกระตุ้นการขายสินทรัพย์ด้วย โดยเตรียมโครงการผ่อนถูกกว่าเช่า

ด้านแหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลจะจัดเก็บรวมถึงเอ็นพีเอของธนาคารด้วยจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร แต่คาดว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากธนาคารไม่มีเอ็นพีเอที่เป็นบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป ยกเว้นที่ดินรกร้างบางแห่งอาจจะมีราคาถึง 50 ล้านบาท

“หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ธนาคารต้องรับภาระภาษีไปก่อน เพราะทางราชการคงไม่ยอมให้มีการค้างชำระภาษีอยู่แล้ว ส่วนภาระภาษีอาจจะรวมอยู่ในราคาขาย แต่จะนับเป็นการผลักภาระหรือไม่ เป็นเรื่องของการต่อรองของธนาคารและผู้ซื้อ หากตกลงราคาสูงกว่าต้นทุนธนาคารก็กำไร แต่หากตกลงราคาต่ำกว่าต้นทุนธนาคารก็ขาดทุน” แหล่งข่าวเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวจะผลกระทบต้นทุนเอ็นพีเอของธนาคารมากน้อยเพียงใด ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดของกฎหมาย เช่น ขนาดพื้นที่ การใช้ราคาประเมินจะใช้จากหน่วยงานใด เพราะกรมที่ดินจะประเมินเฉพาะที่ดินแต่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นหน่วยงานใด เป็นผู้ประเมิน อัตราภาษีที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งประเภททรัพย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในภาพรวมมองว่าการออกกฎหมาย ดังกล่าวมุ่งเน้นจัดเก็บภาษีที่คนรวย เห็นได้จากการกำหนดเริ่มเก็บภาษีบ้าน 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ต้องมองถึงผลกระทบกับคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีรายได้ เช่น คนเฒ่าคนแก่ที่มีที่ดินมรดกจะทำอย่างไร

ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยไม่ได้มีการพูดคุยถึงผล กระทบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่เชื่อว่าแต่ละธนาคารอาจกำลังวิเคราะห์ถึงผลกระทบกันอยู่ เพราะแต่ละธนาคารมีเอ็นพีเอที่ถือครองอยู่ในหลักหลายพันล้านบาท สำหรับธนาคารกสิกรไทยมี เอ็นพีเอมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนผล กระทบต่อสินเชื่อบ้านอาจจะส่งผลบ้าง สำหรับลูกค้าที่จะซื้อบ้านหลังที่ 2 แต่ยังบอกไม่ได้ว่ากระทบเพียงใด ซึ่งกำลังติดตามรายละเอียดของร่างกฎหมายภาษีอย่างใกล้ชิด

 

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/435574

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้รวมทั้งราคาอาหารที่เร่งตัวเกินว่าที่คาด ได้ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลต่อมุมมองทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีให้ทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบัน จากผลการประชุมที่สมาชิกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเพดานการผลิตน้ำมัน ทำให้อุปทานน้ำมันโลกจากประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกจะยังคงระดับใกล้เคียงที่ 32 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก อย่างแคนาดาที่เผชิญปัญหาไฟป่าและไนจีเรียที่มีปัญหาการโจมตีท่อส่งน้ำมัน รวมถึงแท่นขุดเจาะ Shale Oil ของสหรัฐที่ปิดตัวลง ทำให้อุปทานน้ำมันลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี หากประเทศกลุ่มนอกโอเปกกลับมาฟื้นกำลังการผลิตน้ำมันได้ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จะทยอยปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 41.0 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ประมาณการเดิมอยู่ที่ 37.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล – เม.ย. 2559)

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เร่งขึ้นกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับภาวะภัยแล้งที่กระทบราคาอาหารสูงกว่าที่ประเมินไว้ จนอัตราเงินเฟ้อขยายตัวเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันในเดือน เม.ย.และ พ.ค. โดยราคาอาหารที่สูงขึ้นคาดว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว และผลกระทบจะทยอยหมดไปไตรมาส 3 ขณะที่การปรับสมมติฐานราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังที่สูงกว่าที่คาดไว้เดิม ประกอบกับฐานราคาพลังงานในประเทศที่ต่ำในปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2559 สูงขึ้นไปอยู่ที่ 0.6 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.9)

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการใช้จ่ายครัวเรือนและการส่งออกที่ยังอ่อนแอ และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำก่อนหน้า สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายเพิ่มเติมจากระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1.50% แต่จากทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับตัวสูงขึ้นน่าจะลดแรงกดดันดังกล่าวลง แต่ยังต้องติดตามการเติบโตเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่บทความ “เงินเฟ้อต่ำ เพราะราคาน้ำมันลดลงเท่านั้นจริงหรือ?” โดยระบุว่าราคาข้าวของในตลาดที่หลายคนรู้สึกว่าแพงขึ้นเรื่อยๆ ขัดกับข้อเท็จจริงที่เงินเฟ้อของไทยติดลบต่อเนื่องนานถึง 15 เดือน หรือราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ปรับลดลงเรื่อยๆ นั้น หากพิจารณารายสินค้าจะเห็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้เงินเฟ้อไทยติดลบ คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าหมวดพลังงานและสินค้าประเภทอื่นที่มีต้นทุนจากน้ำมันปรับลดลงตาม แต่สินค้าบางประเภท เช่น อาหารสด ราคายังปรับเพิ่มอยู่

แต่เงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่ได้มาจากราคาน้ำมันที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเชื่อมโยงกันมากขึ้นผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2543 ทำให้นับแต่นั้นเงินเฟ้อไทยเริ่มเคลื่อนไหวไปกับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น และอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในประเทศน้อยลง สอดคล้องกับการที่ไทยเปิดตัวทางการค้าสูงขึ้นกว่าเดิม โดยสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อผลผลิตมวลรวมของไทยเพิ่มขึ้นจาก 70% ในช่วงปี 2536-2542 เป็น 104% หลังปี 2543 ทำให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าหลังตลาดเปิดเสรีมีความสำคัญต่อเงินเฟ้อไทยมาก

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปได้ว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ ไทยคงต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำไปอีกนาน แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตก็ตาม

 

“คสช.” ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/433310

"คสช." ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

หลังเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในหลุมดำ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีการวางนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ คสช.เข้ามาบริหารเศรษฐกิจกลางปี 2557 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดล็อกจากการเมือง การเบิกจ่ายงบลงทุนทำไม่ได้ ชาวนาไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง คสช.ได้เข้ามาปลดล็อกปัญหาต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายได้มากอย่างที่ต้องการ โดยเศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวได้ 0.8% เท่านั้น

2 ปี ของรัฐบาล คสช. ใช้ทีมบริหารเศรษฐกิจ 2 ทีม คือ ทีมของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (เดือน ก.ย. 2557-ส.ค. 2558) และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (เดือน ส.ค. 2558-ปัจจุบัน) นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของทั้งสองทีมแทบไม่แตกต่าง เช่น นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต การให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย พร้อมกับการมองหาแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้เศรษฐกิจ นอกจากนี้ได้เริ่มสานต่อนโยบายรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 100 ฉบับ

ความแตกต่างอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ในช่วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำทีมเศรษฐกิจอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้การส่งออกทรุดตัวหนักมาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร แต่ก็ดำเนินการได้อย่างล่าช้า นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นและการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้ก็ยังคงอยู่จนถึงในขณะนี้

ส่วนทีมของสมคิดดูมีความตื่นเต้นกว่า เพราะเพียง 2 สัปดาห์ที่เข้าทำงาน ก็ออกนโยบายปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านปลอดดอกเบี้ย 2 ปี วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาท โครงการลงทุนในโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท/โครงการ วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชุมชนตามแนวทางประชารัฐผ่านการดำเนินการของกองทุนหมู่บ้าน วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐลงไปหมู่บ้านละ 2 แสนบาท วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

ปี 2558 เศรษฐกิจก็ยังเจอมรสุม จากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% หากรวม 2 ปี เฉลี่ยกันแล้วเศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.8% ต่อปี ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ต่ำ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องสะสาง ก็ถือว่า คสช.พยุงเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤตได้ โดยความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ในปี 2558 ทั้งการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านการแจกเงินและโครงการขนาดเล็กวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งมาตรการภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.5 แสนล้านบาท มีการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งลงทุนภาครัฐ รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และมาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ ทำให้พยุงเศรษฐกิจไทยให้โตได้ไม่ต่ำจนเกินไป

ขณะที่การบริหารด้านการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ต้องถือว่ายังไม่สามารถพลักดันออกมาได้มากนัก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังล่าช้า เฉพาะกระทรวงคมนาคม 20 โครงการใหญ่ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท มีการเดินหน้าได้จริงไม่กี่โครงการ ได้แก่ โครงการส่วนต่อขยายสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าในเมือง มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินในปีนี้ได้ไม่กี่หมื่นล้านบาทเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายจาก 5 อุตสาหกรรม เป็น 10 อุตสาหกรรม โยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน แต่การดำเนินการเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ยังมีมาตรการของพี่ช่วยน้อง ให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็ก ก็เป็นนโยบายที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือโครงการผู้ประกอบการเกิดใหม่ เป็นโครงการที่ดีแต่เกิดยาก เพราะต้องเป็นเรื่องการผลิตสินค้าหรือให้บริการที่มีนวัตกรรม

ทั้งหมดจะเห็นว่าในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพต่างๆ ในปี 2558 ที่ผ่านมา ทำได้น้อยมาก แม้แต่ในปี 2559 ก็ยังไม่คืบหน้าไปกว่าเดิมเท่าใดนัก ดังเห็นได้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าจะมีการเริ่มลงทุนเบิกจ่ายได้จริงต้องเป็นครึ่งหลังของปี 2559 หรือจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนก็ยังขยายตัวไม่มาก แม้ว่าจะมีมาตรการ ลด แลก แจก แถมจำนวนมาก เพราะยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไทย

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่า คสช.ก็ยังต้องวุ่นกับการพยุงเศรษฐกิจ เวลาผ่านมาหลายเดือน นักลงทุนกลับไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้ 3.2% มากสุดในรอบ 3 ปี และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ 3-3.5% เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3%

อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถนำเอาตัวเลขจีดีพีมาประเมินการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ได้ เนื่องจากรัฐบาล คสช.ไม่ใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ฉีดเงินออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือ อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรอย่างไม่สมเหตุผล นั่นเพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่จำเป็นต้องคิดถึงคะแนนนิยมจากประชาชน จึงเน้นหนักไปในทางปฏิิรูป และการสร้างหนทางแบบยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/432288

ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ธปท.ชี้แรงงานไทยแก่ก่อนรวย มีรายได้ไม่พอรายจ่าย เงินออมต่ำ หนี้สูง มีสินทรัพย์ไม่เพียงพอไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ

นครินทร์ อมเรศ เศรษฐกรประจำธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนึ่งในคณะผู้ศึกษาวิจัยเรื่องกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและทิศทางข้างหน้า : วิเคราะห์จากมุมมองตลาดแรงงาน กล่าวในงานเสวนาโครงการศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป (Bank of Thailand’s Research Program on Thailand’s Future Growth) ในหัวข้อ” การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากมุมมองตลาดแรงงานและการบริโภคภายในประเทศที่ยั่งยืน” ว่า จากผลการศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้ไปจนถึงหลังเกษียณ 15 ปี หรือจนถึงสิ้นอายุไขของคนที่อายุประมาณ 75 ปี เพราะมีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีรายได้ไม่พอที่จะเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้ไม่ได้ขึ้นตามอายุงานจากผลิตภาพแรงงานที่ต่ำ

นอกจากนี้ ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ยังพบว่าบทบาทของการบริโภคที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอด โดยขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.8% ในช่วงปี 2542-2551 นั้น ได้ลดลงเหลือเฉลี่ยที่ 2.7% บวกกับช่วงหลังรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นการบริโภค เช่น รถยนต์คันแรก ซึ่งทำให้การบริโภคเร่งขึ้นในระยะสั้น และมีการดึงการบริโภคล่วงหน้ามาใช้ ส่งผลให้การบริโภคที่แท้จริงลดลง ทำให้ครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้น การบริโภคจึงไม่ได้มาจากความเพียงพอของรายได้ของประชาชนอย่างแท้จริง การบริโภคของคนไทยจึงไม่ถึงฝั่ง เพราะบริโภคเพิ่มเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวดี และมีมาตรการรัฐมากระตุ้น ซึ่งการบริโภคที่ชะลอลง ทำให้แนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) อาจจะโตต่ำ ไม่ใช่แค่โตชะลอตามบริบทใหม่ (News Normal) แต่อาจจะเป็นต่ำลงมาก (Bad Normal)

“ปัญหาคือ คนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีภาระหนี้สูง ทำให้การออมมีไม่เพียงพอที่จะไว้ใช้ในยามเกษียณ ยิ่งโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรกว่า 10% มีอายุมากกว่า 60 ปี ขณะที่คนอายุ 10-24 ปี มีเพียง 20% ในปี 2559 ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เพราะมีคนสูงอายุ 13 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากร ทำให้โครงสร้างแรงงานมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ผลิตภาพการผลิตของแรงงานต่ำลง และเผชิญปัญหากับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) นำไปสู่ปรากฏการณ์ แก่ก่อนที่จะรวย ของสังคมไทย” นครินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ หากอาศัยแนวคิดจากทฤษฎีการบริโภคแบบวงจรชีวิต (Life Cycle Hypothesis, LCH) เพื่อสร้างกรอบวิเคราะห์ความยั่งยืนในการบริโภค จะพบว่า ผู้บริโภคจะบริโภคได้อย่างราบรื่นตลอดชีวิตด้วยการถ่ายโอนกำลังซื้อระหว่างช่วงเวลาที่ทำงานมาสู่การสร้างฐานะและเก็บออมต่อเนื่องไปยังวัยเกษียณได้ แต่กรณีของไทยหากพิจารณาภาพรวมบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (National Transfer Account, NTA) กลับพบว่ามีแต่คนเฉพาะในช่วงอายุ 25-59 ปีเท่านั้นที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย ส่วนคนในช่วงอายุ 0-24 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่ารายจ่าย ทำให้ครัวเรือนไทยในแทบทุกกลุ่มตัวอย่างมีรายได้และทรัพย์สินที่หาได้ทั้งชีวิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค แม้ว่ากลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงจะมีเงินออมเหลืออยู่เพื่อใช้ในยามเกษียณ แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคหลังเกษียณเกิน 15 ปี

สำหรับสาเหตุที่ครัวเรือนไทยไม่สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนนั้น ผลการศึกษาพบว่า เป็นเพราะ 1) รายได้ไม่โตตามอายุ ส่วนหนึ่งเพราะครัวเรือนไทยอยู่ในภาคเกษตรมาก 2) ออมไม่พอ เกิดจากแรงจูงใจในการออมต่ำ เทคโนโลยีที่กระตุ้นการใช้จ่ายหรือการช็อปปิ้งก็สะดวกเพียงแค่คลิกออนไลน์เท่านั้น มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐต่อเนื่อง มีการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของครัวเรือนที่ง่ายขึ้น ทำให้การบริโภคและหนี้ครัวเรือนเร่งขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มเป็น 35% ในช่วงปี 2547-2557 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ และผลิตภัณฑ์การออมที่ไม่จูงใจ การออมของครัวเรือนจึงลดลง ซึ่งผลการสำรวจของ ธปท. พบว่าครัวเรือนที่สามารถออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณได้มีเพียง 25% ของกลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน 40% ไม่มีการวางแผนและออมเพื่อการเกษียณ

3) ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio, DSR) อยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงท้ายของวัยทำงานก่อนเกษียณ เพราะมีการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 30% ขึ้นไป การบริโภคจะเริ่มลดลง ส่งผลต่อระดับเงินออมและสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดลงจากภาระหนี้ และ 4) คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่ดีไม่มากนัก เช่น การศึกษา ฯลฯ ทำให้บั่นทอนโอกาสในการพัฒนาผลิตภาพและระดับรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ ธปท. จึงได้เสนอแนะเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนของครัวเรือนไทย คือ ต้องมีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในบางส่วน เพิ่มการออมภาคบังคับให้ครัวเรือนขั้นต่ำ ยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้น ผ่านการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงานสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการจัดทำและส่งเสริมมาตรฐานฝีมือตามวิชาชีพ รวมถึงการขยายอายุเกษียณของแรงงาน เพื่อเพิ่มช่วงที่มีรายได้ให้ยาวขึ้น สนับสนุนการจัดการทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับวัยเกษียณ ขณะที่ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้จนเกินความจำเป็น

ภาพประกอบข่าว

 

ทางเลือกทางรอด”ธัมมชโย”แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436623

ทางเลือกทางรอด"ธัมมชโย"แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) จ.ปทุมธานี ที่มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางมาตรการวิธีการและการประสานงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ในคดี 27/2559 คดีที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

การเจรจาวันนั้นใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในทางที่ดีและเป็นไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ในที่สุดการเจรจากลับล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อบนโต๊ะเจรจามีการยื่นเงื่อนไขที่หนักใจ ขอให้ดีเอสไอมีการเปลี่ยน “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ในคดีนี้ นั่นชัดเจนว่า พระธัมมชโยเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน โดยบนโต๊ะเจรจาไม่บอกเหตุผลการขอให้เปลี่ยนตัว พ.ต.ท.ปกรณ์  จึงทำให้การพูดคุยในวันนั้นไร้ข้อยุติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปิดข้อมูลสังเขปย้อนหลังดู นี่อาจเป็นสาเหตุที่พระธัมมชโยขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อครั้งปี 2542 ชื่อของ พ.ต.ท.ปกรณ์ เคยปรากฏเป็นพนักงานสอบสวนสมัยอยู่กองปราบปราม ได้ทำสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยจนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระธัมมชโยต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สิ่งนี้คือ 5 เปอร์เซ็นต์ บนโต๊ะเจรจาที่ไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องมีการถกเถียงกันใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3

เมื่อเปิดดูการทำงานของ พ.ต.ท.ปกรณ์ ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมาที่เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้ยึดตามรูปแบบของกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ผิดแผกแตกต่างอะไร หรือเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีการทำคดีในฐานะ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ได้เลย ซึ่งเหตุผลลึกๆ ของเงื่อนไขครั้งนี้อาจเป็นการประวิงเวลาหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ!!!

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าดีเอสไอทำงานล่าช้า หากเปรียบเทียบกับคดีอื่นที่ผ่านมา แต่เมื่อกางเหตุผลจึงกระจ่างว่า รูปแบบการทำงานครั้งนี้คือต้องการลดความสูญเสีย ถามว่าถ้าดีเอสไอยึดตามหมายจับ แล้วเข้าไปจับกุมในวัดทันที แล้วผลที่ตามมาอาจเกิดการปะทะบาดเจ็บหรือถึงขั้นมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์จนบานปลาย ดีเอสไออาจตกเป็นจำเลยของสังคม นั่นจึงทำให้ดีเอสไอเลือกที่จะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วย และให้เกียรติพระธัมมชโยในฐานะพระชั้นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอเปิดทางเลือกให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายเส้นทาง และยอมผ่อนปรนตามคำขอในบางเงื่อนไข อย่างกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพระธัมมชโยยอมมอบตัวในวันนั้นจะได้ประกันตัวทันที สุดท้ายพระธัมมชโยเลือกที่จะไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อโปรโมชั่นวันนั้นหมดลง ดีเอสไอต้องหารือกันใหม่อีกครั้งสุดท้ายเกิดเป็นมาตรการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำแผนปฏิบัติการตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 189 และ 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดภายใน 3 สัปดาห์ และด้วยมาตรการ 5 ข้อนี้ จึงเกิดเป็นวงเจรจาของฝ่ายสงฆ์ที่พยายามให้พระปกครองเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อมพระธัมมชโย จนเกิดเป็นการประชุม 3 ฝ่ายขึ้นแต่ก็ยังไร้ข้อสรุปถึงทุกวันนี้

ส่วนกลุ่มลูกศิษย์พระธัมมชโยที่ออกมาปกป้องในขณะนี้ อาจเป็นการรักษาฐานผู้ศรัทธาพระธัมมชโยให้คงเดิม แต่ไม่อาจเพิ่มผู้ศรัทธารายใหม่เข้ามาอีก เลยต้องออกมาเคลื่อนไหวปกป้องคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระธัมมชโยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

แต่ที่สุดแล้วอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวของพระธัมมชโย จะเลือกเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจะประวิงเวลาต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี นั่นจะกลายเป็นชนักติดหลังตลอดไป

 

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436151

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....

เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. หลังที่ประชุมครม.วันที่ 7 มิ.ย. มีมติเห็นชอบ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างกฎหมายที่เสนอนี้ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่ง

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิกพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป้นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

3.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ

4.ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

5.ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

6.อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. จะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินคือ

(1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2

(2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5

(3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 2  ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี

7.ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณะสมทบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร ที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และบ้านพักอาศัยหลักในส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นต้น

8.อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้

(1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

(2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ถึงร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

(3) ประเภทอื่นๆตั้งแต่ร้อยละ 0.3 ถึง ร้อยละ 1.5 ของฐานภาษี

(4) ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 3 ของฐานภาษี

9.การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ได้รับมาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะดังนี้

9.1ในกรณีที่เข้าจองบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย

9.2ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง

9.3ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของ เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

9.4ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลา 5 ปี

9.5ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนเป็นต้น

10.นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือ อาคาร บ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทำลาย

ทั้งนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกลางให้กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องเสีย หรือพึงชำระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนที่จะเริ่มมีการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

 

 

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435811

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้ เป็นการเสนอครั้งที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ในรอบแรกคลังเสนอไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. แต่ถูก ครม.ตีกลับมาให้ไปปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายอีกครั้ง โดยในครั้งนั้น ครม.ให้ทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่เข้ามาทั้งแผงให้เห็นชอบทั้งหมด เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็สามารถใช้ได้ทันที หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ต้องไปออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การยกเว้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นบ้านหลังแรก จำเป็นต้องยกเว้นสำหรับบ้านที่มีมูลค่าที่เหมาะสม เพราะหากที่ดินอยู่ในย่านสีลมหรือกลางเมือง ราคาจะสูงกว่าที่ดินในชานเมือง ดังนั้นต้องกำหนดอัตราที่กว้างเพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการเสียภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินที่กำหนดเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท อาจจะสูงเกินไปก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเหมือนกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

“หากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล้มเหลว ก็เหมือนกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วยและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานสำคัญของระบบงบประมาณ เพราะต่อไปนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเอง เมื่อมีรายได้มากเพียงพอก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย

ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เห็นว่าไม่ควรเก็บภาษีกับบ้านหลังแรกที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย เนื่องจากเป็นปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่มูลค่าเกินระดับหนึ่งให้เสียภาษีแต่จะเป็นอัตราที่ไม่สูง ส่วนบ้านที่ไม่ใช้อาศัย ให้คนอื่นเช่าหรือใช้สำหรับพักตากอากาศจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่เก็บภาษีบ้านเพื่ออยู่อาศัย การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่รัฐบาลเสียไปจากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา 3.2 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคล คาดว่าจะมีการขยายฐานภาษีได้เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการบัญชีเดียว และการทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ นอกจากนี้กรมสรรพากรได้ปรับการทำงาน มีการดึงกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองเข้ามาอยู่ในระบบ และจะมีการดำเนินการกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง