ส่องโมเดลนปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433530

ส่องโมเดลนปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศที่จะจัดตั้ง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 มิ.ย. 2559  ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าวนั้น น่าสนใจยิ่งว่ารูปแบบการจัดการการโกงจะเป็นอย่างไร จะผิดกฎหมายประชามติหรือไม่

ที่สำคัญ คสช.จะยอมหรือไม่ เพราะดูประหนึ่งว่ากลยุทธ์ของ นปช.ครั้งนี้ เป็นแผนตรวจสอบไม่ให้ คสช.ใช้อำนาจมิชอบในการอุ้มประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

จตุพร พรหมพันธุ์ อธิบายลักษณะการดำเนินการของศูนย์ปราบโกงประชามติว่า ในส่วนกลางจะประกอบด้วยคณะทำงานหลักคือ แกนนำ นปช.ทั้งหมด อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  ธิดา ถาวรเศรษฐ์ เหวง โตจิราการ  ซึ่งแกนนำเหล่านี้จะเป็นทีมขับเคลื่อนการดำเนินการในด้านต่างๆ โดยมีการแบ่งภารกิจที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายกฎหมาย รับเรื่องร้องเรียน  ประสานงาน ยื่นเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ การทำงานจะจัดทีมภายในศูนย์ ประกอบด้วย ทีมทนายความ ทีมกฎหมายของ นปช. และพนักงานด้านต่างๆ เช่นเดียวกันกับศูนย์ที่ต่างจังหวัดก็จะจัดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งศูนย์ต่างจังหวัดจะมีเครือข่ายและทีมทนายความ นปช.อยู่แล้ว โดยจะมอบให้แต่ละจังหวัดไปคิดกันว่าจะเสนอใครเป็นทีมกฎหมาย และหลังจากวันที่ 5 มิ.ย. ทุกจังหวัดจะส่งรายชื่อคณะทำงาน และทีมกฎหมายมาทั้งหมด

สำหรับข้อกังวลว่าการทำงานของ นปช.จะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือไม่ จตุพร ยืนยันว่า ไม่ต้องกังวล เพราะจะเปิดรับจิตอาสาเข้าร่วมด้วย เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่ม ครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของคนสีใดสีหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องระหว่างประชาธิปไตยและฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เมื่อรัฐโดย คสช.ต้องการให้เกิดการทำประชามติ ที่ทุกคนต้องการให้เกิดความโปร่งใส เราจึงตอบสนองตามความต้องการนั้น ด้วยการเปิดประตูให้คนทุกฝ่ายที่มีความพร้อมว่าเราจะมาจับการทุจริต ไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่ายไหน ให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันเป็นจิตอาสา และมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย

ประธาน นปช. ฉายภาพการทำงานของศูนย์ดังกล่าวต่อไปอีกว่า ภารกิจของศูนย์ปราบโกงประชามติ จะเป็นศูนย์รับแจ้งข้อร้องเรียนต่างๆ ที่พบว่าทุจริตและพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย จากนั้นก็จะส่งเรื่องต่างๆ ไปยัง กกต. นอกจากนี้ศูนย์จะร่วมรณรงค์ให้คนร่วมกันในการจับโกง  และรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ

ขั้นตอนการดำเนินงานจะให้ประชาชนเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ก่อน หลังจากนั้นส่งเรื่องเข้าส่วนกลางที่ศูนย์กรุงเทพฯ จากนั้นทีมงานและทีมทนายความจะส่งเรื่องร้องไปยัง กกต.ต่อไป แต่หากที่ศูนย์ส่วนกลางได้รับเรื่องร้องเรียนว่าพบการทุจริตที่ต่างจังหวัด ก็จะประสานงานไปศูนย์นั้นๆ และส่งทีมงานตรวจสอบ หากพบข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน

หลายช่องทางการเปิดรับเรื่องร้องเรียนและข้อมูล คือ 1.เปิดสายด่วนเพื่อรับแจ้ง ซึ่งตอนนี้กำลังขอเลขหมายอยู่ 2.เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนสามารถแจ้งผ่านเว็บไซต์ได้ และ 3.แจ้ง ผ่านตู้ ปณ. เนื่องจากหลายคนอาจจะไม่สะดวกที่จะแสดงตัว

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องไปลงทะเบียนที่ กกต. เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ได้แจ้งเพื่อทราบไปในที่ประชุม ชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติไปแล้ว  ทาง กกต.เองก็บอกว่าถ้ามีอะไรสามารถแจ้งมาได้ทันที เขามีช่องทางในการรับเรื่องเช่นกัน แต่หลังวันที่ 5 มิ.ย. ที่เปิดตัวศูนย์ดังกล่าวแล้ว ก็คงแจ้งไปยัง กกต.อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่มีข้อห้ามในกฎหมายอยู่แล้ว เพราะกฎหมายจะห้ามการกระทำที่หยาบคาย ก้าวร้าว หรือเพื่อการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขัดขวางคนไม่ให้มาใช้สิทธิ แต่การทำงานของเราครั้งนี้คือตรงกันข้าม เพราะเราเชิญชวนคนมาใช้สิทธิ ถือว่าเราทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ได้ช่วย กกต.อีกทางหนึ่งในฐานะภาคประชาชน” จตุพร ระบุ

นอกจากนี้ การที่ กกต.ประกาศตั้งเป้าไว้ว่าคนจะมาใช้สิทธิ 80%  ในความเป็นจริงเป็นตัวเลขที่สูงและมีความเป็นไปได้ยาก ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ เพราะขนาดการเลือกตั้งในเขตที่มีการแข่งขันสูง ต้องรณรงค์กันมากคนจึงไปใช้สิทธิมาก แต่ครั้งนี้หากให้ภาครัฐทำฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กกต. และกลไกหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ทั้ง รด. อสม. ยันลูกเสือชาวบ้าน ไปชี้แจงบอกแต่ข้อดีว่ามีอะไรอย่างไร แต่ข้อไม่ดีไม่มีพื้นที่จะชี้แจง

ฉะนั้น ถ้ามีข้อดีอย่างเดียว ในทางปฏิบัติจะไม่เกิดแรงกระเพื่อม คนในพื้นที่จะออกไปใช้สิทธิน้อย เหมือนลงสมัครคนเดียว ดังนั้นเราจะไปช่วยกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิ  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง เราต้องการให้คนมาใช้สิทธิให้มาก และการทำประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใส ทุกฝ่ายจะได้รับกันได้

ด้าน ธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กกต. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถระบุว่าทำได้หรือไม่ เพราะยังไม่มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต้องนำเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาในรายละเอียด หากระบุไปตอนนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ธนิศร์ ยังได้กล่าวถึงการจัดงาน คิกออฟ 7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ว่าจะมีการเชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคประชาชน เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน และจะมีการเปิดตัวแมสคอตที่เป็นหนุมาน และเพลงที่ใช้ในการรณรงค์ประชามติด้วย โดยล็อตแรกจะจัดส่งสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ และคำอธิบายคำถามพ่วงประชามติ 1 แสนชุด ซึ่งขณะนี้จัดพิมพ์แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะจัดส่งให้กับ กรธ. และ สนช. อย่างละ 5 หมื่นชุด

สำหรับส่วนที่เหลือและจะมีการจัดพิมพ์เพิ่มจนแล้วเสร็จในวันที่ 22 มิ.ย. อีก 9 แสนชุดและไปรษณีย์ก็จะจัดส่งไปยังส่วนราชการสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตยระดับตำบลของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 มิ.ย.ซึ่งยืนยันว่าประชาชนจะมีเวลาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 เดือนเศษ

 

2 ปี คสช.เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กดทับชาวบ้าน-ทหารหนุนนายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433336

2 ปี คสช.เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กดทับชาวบ้าน-ทหารหนุนนายทุน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นความจริงที่ว่าระยะเวลา 2 ปี ในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้กุมบังเหียน มีคนจำนวนมากหลงใหลได้ปลื้ม โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) และคนชั้นกลางที่ให้น้ำหนักกับความสงบมากกว่าเสรีภาพที่ถูกพรากจากไป

ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่มีการก่อรัฐประหารเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 พ.ค. 2557 เกิดความเดือดร้อนขึ้นในชนบททั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะจากโครงการพัฒนาภายใต้นโยบายแห่งรัฐซึ่งเกี่ยวพันกับการช่วงชิงและครอบครองฐานทรัพยากรดั่งเดิมของชุมชน

แม้ว่า “ความจริง” จะมีเพียงหนึ่ง แต่มุมมองต่อความจริงได้ถูกแบ่งออกเป็นสองชนิดที่ไม่มีทางบรรจบ-ไม่มีวันปรองดอง

“ที่ผ่านมาปัญหาคนชนบทไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะหลังรัฐประหารที่คนชั้นกลางอาจมีความสุขแต่คนชนบทเดือดร้อนแสนสาหัส ชาวบ้านอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและยังถูกปิดล้อมข้อมูลข่าวสารอย่างรุนแรง” คือภาพสะท้อนจาก ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งคลุกคลีกับปัญหาคนเล็กคนน้อยมาโดยตลอด

หลากหลายนโยบายที่ถูกรัฐบาลทหารเข็นออกมา ไม่ว่าจะเป็นทวงคืนผืนป่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ แผนพัฒนาภาคใต้ ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขุดเจาะสำรวจก๊าซ สัมปทานปิโตรเลียม ฯลฯ ชัดเจนว่าล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการลงทุน-ตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านแทบทั้งสิ้น

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว

“ที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจมักคิดถึงแต่เพียงจะทำอย่างไรให้เกิดความเจริญ ให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น แต่มันไม่ใช่ การมองแต่ภาพใหญ่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาไปทำร้ายทำลายอะไรต่างๆ มากมาย” นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ปราชญ์ชาวบ้าน ในนามกลุ่มรักษ์เชียงของวิพากษ์

นิวัฒน์ บอกว่า จนถึงปัจจุบันก็ยังเกิดวาทกรรมที่ให้คนเล็กคนน้อยช่วยกันเสียสละเพื่อ “คนส่วนใหญ่” ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดมาตลอด และคนที่เจ็บปวดเหล่านั้นก็มีจำนวนมากกว่ากลุ่มคนที่ถูกอ้างว่าเป็น “คนส่วนใหญ่” ของประเทศนี้ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า “รัฐบาลคืนความสุข” ก็อยู่ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเดียวกันนี้

นอกจากวิธีคิดและการดำเนินนโยบายซึ่งไม่แตกต่างอะไรไปจากรัฐบาลก่อน แล้วดูเหมือนว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่าเดิม เนื่องด้วยรัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และได้ใช้อำนาจนั้นเอื้อประโยชน์ต่อการผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ

เริ่มตั้งแต่การจำกัดการเคลื่อนไหวคัดค้านของประชาชนด้วยการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุค คสช. การสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวด้วยการ “ปรับทัศนคติ” แกนนำชาวบ้านที่เห็นต่าง หรืออีกหลายกรณีที่บ่งชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ “กลุ่มทุน”

ไม่ว่าจะเป็นการจัดกำลังทหารคุ้มครองบริษัทเอกชนที่เข้าไปขุดเจาะสำรวจก๊าซในพื้นที่ประชิดชุมชน นามูล-ดูนสาด จ.ขอนแก่น จนเกิดมลพิษในอากาศและเป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านล้มป่วย การอนุมัติกำลังทหารเพื่อคุ้มกันพนักงานของบริษัทเอกชนให้ง่ายต่อการไล่รื้อชุมชนชาวเลราไวย์ จ.ภูเก็ต จนเกิดการปะทะเสียเลือดเสียเนื้อ

การส่งกำลังทหารปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากชาวสวนชาวไร่ที่อยู่กินมาก่อนจะมีกฎหมายประกาศพื้นที่อนุรักษ์ ส่งผลให้หลายชีวิตบ้านแตกสาแหรกขาด เช่นเดียวกับชะตากรรมของชุมชนโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกทหารไล่รื้อไม่ต่ำกว่า 3 รอบ กระทั่งหนีมาอยู่ในวัดก็ยังถูกตามไล่อีก

การใช้กำลังทหารควบคุมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ โดยบังคับให้ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถอดเสื้อแสดงจุดยืนคัดค้าน พร้อมทั้งประกาศท่าทีแข็งกร้าวเพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็น การปรับทัศนคติ 3 แกนนำคัดค้านเหมือง จ.เพชรบูรณ์ และอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับเวทีรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

ไม่เพียงการใช้อำนาจย่ำยีคนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น หากแต่นโยบายหลายนโยบายก็ “ทำร้ายทำลาย” วิถีชีวิตและวิถีชุมชนชนิดที่สุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลาย

ทั้งการผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ชาวแม่สอด จ.ตาก ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน หรือความพยายามจะเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณประโยชน์เลี้ยงสัตว์ ป่าชุมชนบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย อายุ 200-300 ปี จำนวน 3,012 ไร่ เพื่อรองรับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม การออกกฎหมายควบคุมประมงโดยไม่มีเข้าใจวิถี “ประมงพื้นบ้าน” ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลายฉบับ อำนวยความสะดวกให้โครงการพัฒนาโดยไม่แยแสว่าได้ทำลายล้างหลักการ “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนที่ก่อร่างสร้างตัวมาอย่างยาวนาน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ คำสั่งที่ 4/2559 เรื่อง ยกเว้นบังคับใช้กฎหมาย “ผังเมืองรวม” ในกิจการบางประเภท ส่งผลให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้า โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติส่งหรือจำหน่ายก๊าซ โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) โรงงานคัดแยกและฝังกลบ และโรงงานเพื่อการรีไซเคิล ในพื้นที่ใดก็ได้

“เขาปลดล็อกในบางเรื่องเพื่อให้มันทำได้ เพราะผังเมืองเดิมมันมีการแบ่งโซนสีเขียว สีเหลือง บางที่มันทำอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำอุตสาหกรรม ตรงนั้นมันก็ไม่มีที่ทางให้ทำ แต่จะทำได้หรือไม่ได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณารายงานอีไอเอ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่าออกคำสั่งเพื่ออุตสาหกรรม

อีกคำสั่งที่ทำให้ชาวบ้านรวมถึงภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหวาดวิตก นั่นก็คือ คำสั่งที่ 9/2559 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้อำนาจส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่รับผิดชอบโครงการหรือกิจการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาอีไอเอ สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้นั้นไม่ได้

“ผมคิดว่าเขาออกคำสั่งมาเพื่อผลักดันโครงการ เช่น เขื่อนแม่วงก์ รวมถึงเขื่อนอื่นๆ และท่าเรือน้ำลึกต่างๆ เช่น ชุมพร หรือปากบารา รวมทั้งรถไฟความเร็วปานกลาง” เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เชื่อเช่นนั้น

เดชรัต สุขกำเนิด

ภาพที่เกิดขึ้นในห้วงเวลา 2 ปีของ คสช.สามารถฉายผ่านบทความ เรื่อง “คสช.รัฐประหารครั้งเลวร้ายสุดๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึก” ของ ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้อย่างถึงแก่นและตรงไปตรงมา

ประสิทธิชัย วิพากษ์ตอนหนึ่งว่า เป้าหมายสูงสุดของ คสช.ยังคงเป็นเรื่องผลประโยชน์ ที่ไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ แต่สังเกตจากมาตรา 44 ที่ออกมาล้วนเอื้อให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่กลุ่มทุนได้ประโยชน์ โดยไม่สนใจมิติสิ่งแวดล้อมและชีวิตมนุษย์ ตรงนี้เป็นความเหนือชั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะกระทำภายใต้วาทกรรมการพัฒนาที่สังคมส่วนใหญ่ซื้ออยู่แล้วโดยไม่ตั้งคำถามว่าวันข้างหน้าประเทศจะฉิบหายยังไง

“ทั้งหมดนี้เดิมพันด้วยความตกต่ำขนานใหญ่ของประเทศ เดิมพันด้วยหายนะด้านสิ่งแวดล้อม เดิมพันด้วยการสูญเสียเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของคนไทย ประเทศไทยกลายเป็นของเล่นอีกครั้ง ในขณะที่พม่ากำลังก้าวหน้าอย่างน่าใจหาย…”

“…รู้ไหมครับ ทหารทำแบบนี้ได้เพราะอะไร? เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังหลับหูหลับตาเชียร์ โดยมีฐานมวลชน กปปส.เป็นบันไดให้ คสช.ปีนขึ้นมา ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น และรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง …หวังว่าคนไทยจะตื่นทันเวลา” ตอนท้ายของบทความ ระบุ

ภาวนาให้คนไทยตื่นทันเวลา ก่อนจะต้องหลับใหลไปชั่วกาล

เพียงเพราะติดกับดักวาทกรรม “ขอคืนความสุขให้เธอ…ประชาชน”

 

ถึงเวลาหรือยัง นิรโทษกรรมผู้ร่วมชุมนุม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433334

ถึงเวลาหรือยัง นิรโทษกรรมผู้ร่วมชุมนุม?

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมีมาตั้งแต่อดีต ประวัติซ้ำรอยอยู่บ่อยครั้ง และจุดจบแทบทุกครั้งเลี่ยงไม่ได้กับเหตุนองเลือด การบาดเจ็บ และสูญเสีย

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมีคดีติดตัวเพราะเหตุชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 เกิดการจับกุมคุมขังประชาชนทั่วประเทศที่เข้าร่วมชุมนุม เพราะถือว่าทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็มีการเรียกร้องให้สร้างความปรองดองเกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยเร็ว และรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการปรองดอง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่มีคนหัวแถวระดับประเทศ ทั้ง อานันท์ ปันยารชุน หรือแม้แต่ นพ.ประเวศ วะสี ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า แนะแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม รวมประชาชนผู้ชุมนุมไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจำกัดเฉพาะคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองด้วย

แต่ข้อเสนอเหล่านั้นผ่านมาถึงวันนี้ วันที่เหตุการณ์ 19 พฤษภา ครบรอบ 6 ปีแล้ว ความปรองดองยังริบหรี่ การช่วยเหลือประชาชนที่ต้องติดร่างแห จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แม้ขณะนี้จะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีกฎหมายพิเศษ มาตรา 44 ก็ตาม

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เวทีปาฐกถาเนื่องในวันครบรอบ 24 ปี พฤษภา 35 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงแนวทางปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอส่งตรงไปยังผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ว่า

“วันนี้ต้องยุติความคิดผู้มีอำนาจว่าปัญหาประเทศเกิดจากการชุมนุม และไม่ควรมองประชาชนที่ออกมาชุมนุมบนความเชื่อ อุดมการณ์ เป็นการสร้างปัญหา ถ้าประเทศไม่ผ่านชุมนุมหลายเหตุการณ์ ประเทศอาจถดถอยไปมากกว่านี้ ดังนั้นควรเลิกความคิดเผยแพร่ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องเสียหาย หากการชุมนุมเพื่อส่วนรวมนั้นไม่รุนแรง เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายคณะแต่วนเวียนแค่เรื่องบางเรื่องจึงไม่สำเร็จ

ความพยายามและความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอล่าสุด ที่เสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุข ตามเนื้อหาประสบความสำเร็จ เราแสดงความเคารพประชาชนที่ออกมาชุมนุม จึงขอเสนอว่าให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน ผู้ชุมนุมสุจริตที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องและเข้าข่ายคดีร้ายแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงแกนนำและตัวของผมเองก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้ายึดหลักเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและปรองดอง”

ที่คณะกรรมการชุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีต สปช. โดยกฎหมายดังกล่าวจะแบ่งแยกประเภทความผิด และกลุ่มผู้กระทำความผิดออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจะแยกประชาชนทั่วไป ซึ่งเรียกว่าเป็น “กลุ่มต้นซอย” ว่า มีความผิดแค่ฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการออกมาชุมนุม เพื่อไม่ให้มีการดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นตัวประกัน พร้อมจะให้เข้าสู่กระบวนการเยียวยา มีการสร้างพันธสัญญาว่าจะไม่กลับไปรวมกลุ่มก่อเหตุที่จะกลับไปสู่ความวุ่นวายอีก

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความพยายามที่มีมาตลอดว่าให้ความรับผิดชอบทั้งปวงอยู่กับแกนนำ และควรปลดปล่อยประชาชนทุกฝ่าย และส่วนตัวเชื่อว่าแกนนำทุกฝ่ายยอมรับ เพราะประชาชนที่มาร่วมเขามาร่วมตามความเชื่อ และเขาไม่ได้มีประวัติอาชญากร แต่มาร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะฉะนั้นให้แกนนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งฝ่ายปราบปรามควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

“อำนาจที่ คสช.มี เขากล้าที่จะนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง แต่ไม่เคยกล้านิรโทษกรรมให้คนอื่น ทั้งที่โทษของตัวเองสูงกว่าประชาชน เพราะฉะนั้นถ้า คสช.ใช้ความกล้าเหมือนกับนิรโทษให้กับตัวเอง มาทำให้ประชาชนก็จะแก้ไขปัญหาได้ จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกฝ่ายมากขึ้น เพราะประโยชน์จะเกิดกับประชาชนทุกฝ่ายเช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา คสช.พูดมากทุกเรื่องแต่ยังไม่ทำ ทุกอย่างเป็นเพียงนามธรรม เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้านับ 1 กันใหม่ การปลดปล่อยประชาชนยังห่างไกลในประเทศไทย ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรผิดไปมากกว่าการกบฏ ทำผิดกฎหมายมาตรา 113 ไม่ใช่ว่าใครชนะถูกหมด และใครแพ้ผิดหมด กระบวนการแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้า คสช.รู้จักการให้คนอื่นเหมือนให้พวกพ้อง บ้านเมืองจะเดินหน้าได้ เพราะนั้น คสช.ต้องใช้ความกล้าให้มาก ให้คนอื่นเหมือนกับกล้าให้ตัวเอง ความปรองดองก็จะเริ่มต้นขึ้น”

แต่ความคิดเห็นเรื่องการปลดเปลื้องพันธนาการความผิดให้ประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุมด้วยอุดมการณ์นั้น ก็ยังมีคนเห็นต่างและมีเหตุผลที่ต่างกันไป เช่น ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ระบุว่า เราเชื่อเรื่องกระบวนการยุติธรรม บทเรียนสำคัญการสร้างความปรองดองที่สำคัญที่สุด ก็คือ ต้องทำให้รู้ว่าอะไร คือ สิ่งที่ถูก และอะไร คือ สิ่งที่ผิด ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากกระบวนการยุติธรรมก่อน มันจะยากแก่การมีบทเรียนต่อไปในอนาคต สังคมจะไม่มีบรรทัดฐานต่อไป และที่สำคัญ คือ คนที่กระทำความผิดจริงๆ จะไม่ได้รับบทลงโทษอะไรเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่ผิด ขณะที่คนไม่ได้ผิดก็จะถูกเหมารวมว่าตนเองเป็นคนผิด แต่ได้รับการยกเว้นความผิด จริงๆ มันไม่เป็นความเป็นธรรมต่อคนทุกฝ่าย ยกเว้นคนกลุ่มเดียวที่รู้ว่าตัวเองทำผิดและไม่ต้องรับผิดอะไรเลย ไม่ต้องมีคำตัดสินอะไรเลย นั่นคือปัญหามากที่สุด

ปานเทพ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องการปรองดองในอนาคตหลังจากที่กระบวนการยุติธรรมผ่านไปแล้ว จนทุกคนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ค่อยมาพิจารณาว่าสังคมควรให้อภัยใคร โดยเฉพาะคนที่เขาได้รับผลกระทบในเหตุการณ์นั้นๆ ว่าเขาจะยอมรับการให้อภัยหรือไม่ สังคมมีความพร้อมหรือไม่ที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม นั่นคืออีกขั้นตอนหนึ่ง แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลา และขั้นตอนนั้นเลย เราต้องรอให้ความจริงปรากฏแล้วจึงวิเคราะห์ ให้สังคมตัดสินว่าโทษแต่ละคนที่ได้รับศาลตัดสินแล้วสังคมควรให้อภัย หรือคิดว่าเขาจำเป็นต้องได้รับบทลงโทษเหล่านั้น เพราะแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง ผิด พ.ร.บ.ฉุกเฉิน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นฆาตกรฆ่าคน จึงคิดว่าสังคมมองเรื่องการให้อภัยไม่เท่ากัน ยิ่งมีคนเสียชีวิตต้องได้รับผลกระทบ ต้องถามเขาด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร จะไปละเลยไม่ได้

 

2ปี คสช. “ปฏิรูปสังคม” ยังไม่ถึงเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433222

2ปี คสช. "ปฏิรูปสังคม" ยังไม่ถึงเป้าหมาย

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ประเด็นสังคมเป็นอีกหนึ่งวาระใหญ่ที่ คสช.รับประกันว่าจะเกิดการปฏิรูปอย่างแน่นอน ตั้งแต่การศึกษา คุณภาพชีวิต สาธารณสุข รวมถึงการจัดระเบียบสังคม ตั้งแต่ชายหาด วินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ แท็กซี่ และระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดดูจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก รวมถึงยังติดอยู่ในหล่มเดิมๆ ตลอดมา

การศึกษา แค่ตั้งกรรมการชุดใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ปรารภไว้แต่แรกว่า ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องไม่เน้นการท่องจำ และต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คสช.ทำอันดับแรกก็คือการปลูกฝัง “ค่านิยม 12 ประการ” เพื่อสอดแทรกให้นักเรียนท่องจำขึ้นใจ มีเนื้อหาตั้งแต่การปลูกฝังความรักชาติ-ปลูกฝังความเป็นไทย จนสามารถแต่งเป็นเพลง แต่งเป็นกลอน ปลูกฝังเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยม

หนึ่งปีแรกผ่านไป รมว.ศึกษาธิการถูกเปลี่ยนตัวจาก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย มาเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กระทรวงศึกษาธิการ ก็เริ่มนโยบายใหม่ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จากเดิมเรียนในห้องเรียน 30-35 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไปสู่การเรียนในห้องเรียน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยเพิ่มกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้เรียนในชั่วโมงที่เหลือ 8-13 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อช่วงเปิดเทอม 2559 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยุบคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงในภูมิภาค โดยให้  รมว.ศึกษาธิการเป็นประธานแทน รวมถึงตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อรับโอนอำนาจเดิมมาทำต่ออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจลดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสียลง และเน้นการสั่งการจากส่วนกลางมากขึ้น เนื่องจากกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 20-22 คน มาจากหน่วยงานราชการ 13 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1-3 คน โดยมีตัวแทนภาคเอกชนและประชาสังคมเพียง 4 คน และมีตัวแทนครูเพียง 2 คน ซึ่งไม่น่าจะสามารถสะท้อนความเห็นที่ครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอาชีวศึกษาได้

นอกจากนี้ การคัดเลือกตัวแทนประชาชนและครูเข้าร่วมก็ยังไม่ชัดเจน โดยอาศัยคำสั่งกำหนดเพียงให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งตามความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสุดท้ายอาจไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของพื้นที่ และคำสั่งดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า “ส่วนกลาง” พยายามกระชับสายการบังคับบัญชาให้แน่นขึ้นจากการแต่งตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค ทำหน้าที่รับคำสั่งและนโยบายจากส่วนกลางลงไปยังจังหวัด

แต่การปฏิรูปการศึกษายุค คสช.ยังไม่จบแค่นี้ เพราะคณะกรรมการ “ประชารัฐ” ได้กำหนดหนึ่งหัวข้อการยกระดับ “คุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา” รัฐบาล ศธ.ยังได้ร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย  หรือ เอสซีจี เพื่อจัดทำแผนการจัดระบบการศึกษาอาชีวะใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ รวมถึงในทีมด้าน “การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ก็มี ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มาร่วมเป็นหัวเรือใหญ่ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัด ทรูก็เริ่มเข้าไปอบรมครูและโรงเรียนต่างๆ ถึงแผนของนโยบายประชารัฐที่จะร่วมจัดการการศึกษาแบบใหม่แล้ว

2 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาภายใต้ คสช.อาจยังไม่คืบหน้ามากนัก แต่ยังมีเรื่องให้ต้องติดตาม โดยเฉพาะการจัดโครงสร้างการบริหารข้าราชการใหม่ และการนำเอาเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษาครั้งนี้

สาธารณสุขยังวนอยู่ในอ่าง

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐให้ความสนใจ หนีไม่พ้นเรื่องการจัดการระบบสาธารณสุขของประเทศ หลังจากมีปัญหาคาราคาซังมานาน ตั้งแต่ปลายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพ หรือระบบ “บัตรทอง” ซึ่งถูกโจมตีอย่างมากว่ามีการใช้เงินผิดประเภท และหนักข้อถึงขั้นโดนกล่าวหาว่า “ทุจริต” เช่นเดียวกับหน่วยงานอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งก็โดนหน่วยงานตรวจสอบไล่บี้เช่นกัน

หลังรัฐประหารไม่นาน ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งทำหน้าที่ภายใต้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็เข้าตรวจสอบทั้งสองหน่วยงานทันที ก่อนจะพบว่าไม่มีการทุจริต แต่มีเรื่องการใช้เงิน “ผิดประเภท” ซึ่งก็เป็นมุมมองที่แตกต่างระหว่างรัฐบาลกับองค์กร “ตระกูล ส.” เครือข่าย นพ.ประเวศ วะสี

ขั้นตอนการตรวจสอบ สปสช. ได้ทำให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ต้องถูกคำสั่ง มาตรา 44 พักการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึง สปสช. ถูกจำกัดการทำหน้าที่หลายอย่าง รวมถึงการใช้เงินเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาแพทย์กรณีล้างไตช่องท้อง หรือการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ให้บริการ กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการ

แม้ความขัดแย้งจะถูกพักลง หลัง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ. เกษียณอายุราชการ และเลขาธิการ สปสช.พ้นจากหน้าที่ แต่สงครามรอบใหม่ก็ยังคงอยู่ เมื่อ คสช.เตรียมแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเพิ่มอำนาจหน่วยงานราชการมากขึ้น รวมถึงแนวคิดการให้ “หลักประกันสุขภาพ” เป็นของ “ผู้ยากไร้” ก็ยังคงดังระงม เพราะมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

ส่วนองค์กรอย่าง สสส. ก็มีสถานะไม่ต่างกัน กระบวนการตรวจสอบได้ทำให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการฯ ต้องลาออก ขณะเดียวกัน ตำแหน่งบอร์ด สสส. 7 คน ได้ถูกมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังมีความพยายามในการแก้ พ.ร.บ.กองทุนฯ โดยหลายฝ่ายจับตาว่าอาจมีเป้าประสงค์ให้องค์กร สสส.ใช้ระบบภาษีตามปกติ ไม่ใช่รับจากเหล้า-บุหรี่ โดยตรงเหมือนเคย

ด้านนโยบาย สธ. พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงได้ชะงักไปแล้ว เช่นเดียวกับโครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” ซึ่งปัจจุบัน ยังคงตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ในการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีป่วยฉุกเฉินไม่ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาราคาซังมานานนับปี

จัดระเบียบสังคม-ทวงคืนผืนป่า ทำไม่สุด

หนึ่งในประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสนใจ อย่างการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ ดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขในช่วงแรก โดยการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม 2 ปีให้หลัง เสียงเรียกร้องเกี่ยวกับการคิดค่าโดยสารเกินจริง การโดนผู้ใช้รถสาธารณะเอาเปรียบ รวมถึง “ทัศนะอุจาด” บริเวณชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เสียงเรียกร้องจากผู้ใช้บริการแท็กซี่และผู้ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ยังคงเหมือนเดิม ขณะเดียวกันผู้ให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ก็ยังต้องเสียค่าวิน เสียค่าคุ้มครอง ให้กับ “เจ้าหน้าที่” ทุกระดับ โดยที่ไม่มีใบเสร็จ ส่วนรถตู้สาธารณะที่มีความพยายามในการควบคุมจุดจอดและพยายามจะยกเลิกนั้นก็ยังคงวิ่งปกติ รวมถึงยังคงมีข่าวอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิตอยู่เกือบทุกสัปดาห์

จนถึงปัจจุบันยังไร้แนวทางว่าในระยะยาว การจัดระเบียบสังคมจะทำอย่างไรต่อไป และจะเดินหน้าไปทางไหนต่อ

ส่วนการทวงคืนผืนป่านั้น พบว่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการถูกทหารเข้าไปไล่ที่ โดยหาว่าเป็นนายทุนเข้าไปตั้งถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย ตั้งแต่ที่ จ.สกลนคร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอำนาจเจริญ ซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน กลับถูกคำสั่ง คสช.ไล่ออกนอกพื้นที่ ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันในสิทธิ ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการรอพิสูจน์สิทธิ

การไล่ที่ชาวบ้านเกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำถามเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ เพราะในบางพื้นที่ที่เป็นของนายทุนจริงๆ กลับไม่มีการดำเนินการอย่างเดียวกัน

 

หลากมุมมอง‘สื่อล้ำเส้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433120

หลากมุมมอง‘สื่อล้ำเส้น’

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีสถานีโทรทัศน์หลายช่องถ่ายทอดสดเหตุการณ์ตำรวจเจรจาให้ วันชัย ดนัยตโมนุท อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ผู้ต้องหาคดีฆ่าอาจารย์ร่วมสถาบันเสียชีวิต 2 ราย ให้มอบตัวแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายวันชัยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะฆ่าตัวตาย เป็นอีกกรณีที่สื่อถูกตั้งคำถามว่า รายงานข่าวอย่างล้ำเส้น ความเหมาะสมและจริยธรรมหรือไม่

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุชัดว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ได้มีการประชุมด่วน โดยกำหนดให้ทุกสถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศรายการสดระมัดระวังการนำเสนอ รวมถึงระงับการถ่ายทอดภาพความรุนแรง เนื่องจากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ หลังจากนี้สถานีโทรทัศน์เหล่านี้จะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่เพียงเรื่องของจรรยาบรรณเพียงอย่างเดียว

ในมุมมองของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า การถ่ายทอดสดของสื่อกระทบต่อการทำงานของตำรวจอย่างมาก ทำให้เป้าหมาย (วันชัย) รู้บทบาทตัวเองตลอดเวลา

“ผมทราบมาว่า ขณะที่อยู่ในรถวันชัยเปิดวิทยุฟังตลอดเวลา เป็นความผิดพลาดอย่างมากที่ทำให้คนที่กำลังจะตัดสินใจบางอย่างรู้บทบาทตัวเอง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจ ทำให้การทำงานของตำรวจยากลำบากมากขึ้น”

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ มองว่า ในกรณีเช่นนี้ตำรวจจะต้องปิดล้อมกันพื้นที่ไม่ให้สื่อและประชาชนเข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุขนาดที่สามารถถ่ายทอดสดกันได้แบบนี้ ในที่เกิดเหตุจะต้องมีแต่เจ้าหน้าที่ ต้องไม่มีใครหรืออะไรที่จะไปกระทบต่อการตัดสินใจของเป้าหมาย

“ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ ตำรวจควรตั้งกล้องบันทึกเหตุการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ทุกขั้นตอน เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ก็คัดกรองว่าควรจะนำภาพ นำคลิปแบบไหน ตอนไหนให้สื่อเผยแพร่อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อถ่ายกันเอง รายงานกันเอง เน้นความตื่นเต้น แข่งขันกันให้ข่าวของตัวเองแทงทะลุความรู้สึกของประชาชนคนดู”

ขณะที่มุมมองของผู้ปฏิบัติ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดอบรมหลักสูตรการเจรจาต่อรองตลอดเวลา และยังมีการส่งตำรวจไปเรียนหลักสูตรนี้ในต่างประเทศด้วย ซึ่ง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้เจรจาหลักผ่านหลักสูตรนี้จากสหรัฐอเมริกา ส่วน พล.ต.ท.
ฐิติราช ผ่านหลักสูตรของประเทศออสเตรเลีย แต่ตำรวจยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะทางด้านการเจรจาต่อรอง เมื่อเกิดเหตุก็จะพิจารณาเป็นกรณีไปว่าจะใช้ใครเป็นผู้เจรจาต่อรอง

ผบช.ก. บอกว่า ผู้ต้องหาอยู่ในภาวะเครียดที่ไม่ปกติ อยากคุยกับคนที่ไว้ใจ จึงให้ผู้ที่เขานับถือและเชื่อใจเป็นผู้เจรจาหลัก ซึ่งเป็นไปตามหลักการ ตำรวจเป็นเพียงตัวเสริมและควบคุมสถานการณ์เท่านั้น การนำนักจิตวิทยาซึ่งเป็นคนแปลกหน้ามาเพิ่มไม่น่าจะเกิดประโยชน์

“ผู้ต้องหามีเจตนาที่จะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว พูดอยู่ตลอดเวลาว่ากลัวติดคุก กลัวตายในคุก และกลัวที่จะถูกควบคุมตัวไปประหารชีวิต ตำรวจจึงพยายามยกกรณี นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ มาอธิบายให้ฟังว่า ในที่สุดหมอวิสุทธิ์ก็ได้ออกจากเรือนจำและได้บำเพ็ญประโยชน์สอนหนังสือ ซึ่งเขาก็มีท่าทีอ่อนลงแต่ในที่สุดกลับลั่นไกปืน ตำรวจเตรียมชุดจู่โจมพร้อมทั้งกระสุนยางและปืนไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ระยะยืนของผู้ต้องหายังไม่เข้าระยะปฏิบัติการ”

ด้านญาติของวันชัย 4 คน ซึ่งเดินทางมารับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดกลางคลอง 4 จ.ปทุมธานี ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่ผู้สื่อข่าว โดยหญิงสาวที่เป็นญาติคนหนึ่งดึงสมุดจดข่าวของผู้สื่อข่าวรายหนึ่งที่พยายามจะขอทราบชื่อและนามสกุลของญาติ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ไม่โอเคตั้งแต่คุณถ่ายทอดสด”

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายฝ่ายคงมีความเห็นตรงกันว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในครั้งนี้ ควรต้องมีการปรับปรุง หาความสมดุลเหมาะสม ระหว่างการทำหน้าที่สื่อกับการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าข่ายรุนแรง สร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนในสังคม สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ รวมทั้งเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของผู้ร่วมในเหตุการณ์เพียงพอหรือไม่ หน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อ และองค์กรวิชาชีพ ควรสร้างระบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที เมื่อเข้าข่ายก้าวล่วงละเมิดเส้นความพอดีและอาจผิดข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม มีบทเรียนจากการทำหน้าที่ของสื่อที่ละเมิดสิทธิ โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ครอบครัวของเซดริก จี วัย 30 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีกรุงปารีส เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ฟ้องร้องมายา วิดอน ไวท์ ช่างภาพอิสระ และนิตยสารวีเอสดี นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ในฝรั่งเศส เป็นเงิน 3.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท และอีก 1.1 หมื่นเหรียญหรือประมาณ 4 แสนบาท สำหรับค่าดำเนินการทางกฎหมาย หลังเผยแพร่ภาพของเหยื่อนอนจมกองเลือดโดยปราศจากการเซ็นเซอร์ใดๆ ซึ่งผิดกฎหมายห้ามเผยแพร่ภาพเหยื่อในลักษณะที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

กกต.คลายสงสัยประชามติ อะไรทำได้-ทำไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432956

กกต.คลายสงสัยประชามติ อะไรทำได้-ทำไม่ได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมชี้แจงเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” วานนี้ ที่สโมสรทหารบก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ รวม 5 ฝ่ายเข้าร่วม ประกอบด้วย ผู้แทนจากฝ่ายคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และตัวแทนจากพรรคการเมือง รวม 133 คน จาก 77 พรรคการเมือง

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค. จะเกิดอะไรขึ้นก็มีความเป็นไปได้ดังนี้ กรณีแรก สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่คำถามประกอบไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ใน 30 วัน จากนั้น กรธ.ทำกฎหมายลูก 10 ฉบับ โดยต้องเร่งทำ 4 ฉบับที่สำคัญเพื่อให้เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน สนช.พิจารณาภายใน 2 เดือน ถ้า สนช.แก้ไขต้องส่งกลับ กรธ.ไปพิจารณาใหม่ ตั้งกรรมาธิการร่วมใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตีว่าประมาณ 1 เดือน เมื่อเสร็จครบ 4 ฉบับ ก็ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

กรณีที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญผ่านและคำถามพ่วงผ่าน ต่อจากนั้นต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ 1 เดือน ให้เข้ากับคำถามพ่วงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 1 เดือน จากนั้นก็เดินไปตามกรณีแรก และกรณีที่ 3 รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงผ่าน หรือกรณีที่ 4 รัฐธรรมนูญไม่ผ่านและคำถามพ่วงไม่ผ่าน ก็จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือเมื่อไม่ผ่านรัฐบาลต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อจะได้ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป

จากนั้นจึงเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้ซักถาม เริ่มจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ควรเปิดให้แสดงความเห็นเหมือนปี 2550 ผู้เห็นด้วยหรือผู้ไม่เห็นด้วยสามารถรวมตัวเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี แต่ปัจจุบันยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันในเนื้อหาในกฎหมายเรื่องการชี้นำ รณรงค์ อย่างข้อห้ามใน พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ มาตรา 61 ห้ามพูดเท็จ ไม่ก้าวร้าว ไม่หยาบคายรุนแรง ปลุกระดม ตีความอย่างไร ยกตัวอย่าง จะมีบุคคลสวมหรือขายเสื้อที่มีข้อความระบุรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

อีกทั้งวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วกระบวนการจะเป็นอย่างไร ซึ่งฟังจากที่ชี้แจงวันนี้ บอกว่าจะไม่ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) แต่วันก่อนคนในรัฐบาลบอกว่าจะตั้ง ตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ทำประชามติเรื่องธง ยังทำ 2 รอบ หาธงใหม่มาแข่งกับธงเก่า ดังนั้น โรดแมป บอกไม่ผ่านก็แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่โรดแมปไม่ได้ห้ามให้แก้ตั้งแต่วันนี้ ควรที่จะให้ประชาชนเจ้าของประเทศรู้ทางเลือกที่แท้จริง และจะทำให้ประชามติมีความหมาย อยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขประกาศคำสั่งที่ 57 เพื่อปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 61 มีความไม่ชัดเจน ขอให้กกต.อธิบายให้ชัดเจน และขอถาม กรณีที่ตนเองเดินทางไป จ.พิษณุโลก ไปดูการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก แล้วมีคนมาชูป้ายว่า No Corruption แล้วถูก กกต.จังหวัดบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เชิญให้ไปชี้แจง ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวและไม่ไปชี้แจง การใช้คำว่า No ไม่ได้มีแค่เรื่องประชามติเท่านั้น และไม่เห็นจะมีพิษมีภัยต่อการทำประชามติในมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติไม่มีความชัดเจน ขอให้สร้างความชัดเจน

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวชี้แจงว่า กกต.ไม่ได้เขียนกฎหมายกว้างๆ ให้ไปตีความเอาเอง เพราะมีการพูดชัดในประกาศเรื่อง 6 ทำได้  8 ทำไม่ได้ และในส่วนของสิ่งที่ทำได้นั้นมีคำว่าเช่นเพราะมีสิ่งที่ทำได้มากกว่าที่ยกตัวอย่าง แต่สิ่งที่ทำไม่ได้นั้นกำหนดห้ามทำดังต่อไปนี้เท่านั้น 8 ข้อ ส่วนถามว่าอย่างไหนเป็นเท็จ เท็จก็คือเอาสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือดัดแปลงความจริงอย่างนี้เท็จแน่นอน ส่วนการคาดการณ์ในอนาคต ไม่มีใครบอกว่าเป็นเท็จ เช่น ใช้รัฐธรรมนูญแล้วดี หรือใช้แล้วเป็นปัญหาอย่างนี้พูดได้

สมชัย กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง นั้นใช้มาตรฐานชนชั้นกลางว่าพูดแบบนี้หยาบคายหรือไม่ กูมึง ไม่หยาบคายสำหรับคนชั้นกลาง ส่วนการขายเสื้อก็ไม่ถือว่าผิด แต่ต้องดูต่อไปว่าหากการขายเสื้อแล้วนำไปสู่การรณรงค์ปลุกระดมหรือไม่ หรือการแจกจ่ายในแบบที่เป็นการรณรงค์ ถือว่าเป็นความผิดคล้ายกับการซื้อเสียง เข้ามาตรา 67 ทำไม่ได้ ส่วนเรื่องการใส่เสื้อ Yes หรือ No ใส่ได้ไม่เป็นปัญหา แต่อย่าใช้ปลุกระดม

อย่างไรก็ตาม หากดูแล้วพบหลักฐานชัดเจนก็จะมีความผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการทางอาญา
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของ กกต. เพราะคนในประเทศทุกคนสามารถฟ้องร้องได้ จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการทางอาญา ตำรวจจะรับร้องทุกข์หรือไม่ อัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ ศาลจะชี้ว่าผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ กกต.

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้หลักเกณฑ์เรื่องชนชั้นกลางตีความเรื่องหยาบคาย อย่างไรก็ตามหลักใหญ่เวลานี้เพราะกลัวแพ้ประชามติ สนช.ไปเขียนกติกาที่เป็นนามธรรม ทั้งเรื่องห้ามก้าวร้าว หยาบคาย ทั้งที่กฎหมายควรเขียนให้เป็นรูปธรรม มีการเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งครู ก ข ค หน่วยงานราชการ รวมแล้วกว่าล้านคน แต่คนอื่นจะไปเคาะประตูบ้านพูดข้อเสียกลับไม่ได้ การที่ กรธ. สนช. สปท. ลงพื้นที่ชี้แจงจะเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว เหมือนการเอากระบี่ไปฟันต้นกล้วย แล้วบอกว่าเป็นเจ้ายุทธจักร ดังนั้น กกต.ควรเปิดกว้างให้แสดงความเห็น

วิษณุ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวไม่มีอำนาจปลดล็อกคำสั่ง คสช. ที่ 57 คสช. แต่หากผู้ที่มีอำนาจได้ยินก็คงไปพิจารณา การผ่อนคลายกฎระเบียบเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องดูสัญญาณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงล่อแหลมอาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้อีก ต้องระมัดระวังและละเอียดอ่อน

“ประชามติถ้าผ่านก็ไปออกกฎหมายลูก ถ้าไม่ผ่านก็ไปร่างใหม่ใช้เวลาไม่นาน ดังนั้นประชามติไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะทุกท่านทุกสีทุกกลุ่มมีประชามติอย่างหนึ่งในใจ คือมีฉันทามติ หรือเรียกอีกอย่างว่าสยามานุสติ คือ อยากเห็นประเทศมีความสงบสุขเรียบร้อย อยากเห็นความเป็นประชาธิปไตยคืนกลับมาเร็วที่สุด ตรงนี้เป็นประชามติที่ไม่ต้องกาบัตร เป็นฉันทามติ สยามานุสติ ผมเชื่อโดยสุจริตว่าทุกคนคิดอย่างนั้น ประชามติเป็นเกม เป็นกติกา ก็ปล่อยไป ไม่ผ่านก็ไม่ยืด ไม่ต่อเวลา” วิษณุ กล่าว

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวปิดการประชุมว่า กรณีที่มีความไม่สบายใจเรื่อง 5 ลักษณะต้องห้าม ทั้งห้ามหยาบคาย ก้าวร้าว ปลุกระดม ที่มีเรื่องร้องเรียนมากนั้น กกต.จึงได้มีการตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมายขึ้นมาเพื่อคัดกรองความชัดเจนก่อนจะถึงมือ กกต. จำนวน 10 คน ซึ่งมี สุรินทร์ นาควิเชียร อดีตรองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

 

รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432529

รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

แนวคิดของกระทรวการคลังกำลังจะสร้างความทุกข์ร้อนให้กับคนชราในเมืองไทย

เพราะรัฐบาลกำลังจะตัดสิทธิเบี้ยยังชีพคนชราที่ได้รับกันถ้วนหน้าอยู่ที่ 600-1,000 บาทในทุกเดือนตามช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ทางลงสำหรับรัฐบาล คือจะแสวงหาคนจนจริงๆ เพื่อมอบเงินรายเดือนให้เหมือนเดิม อีกทั้งภาระงบประมาณที่รัฐไม่อยากจะต้องแบกอุ้มอีกต่อไป เนื่องด้วยเพราะสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ หากรัฐจ่ายเบี้ยยังชีพให้ทุกคนก็คงเป็นรายจ่ายที่สูงมหาศาล

มุมมองที่ว่านั้น ทำให้เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เล็งเห็นว่ารัฐบาลกำลังถอยหลังลงคลอง

5 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสวัสดิการชุมชน และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงร่วมกันแถลงคัดค้านนโยบายรัฐ ที่ต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชราแบบถ้วนหน้า ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ชุลีพร ด้วงฉิม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ผิดหวังกับผู้นำที่มีความคิดเพียงแค่นี้กับเรื่องสิทธิมนุษยชน เราพยายามก้าวผ่านคำว่า “สังคมสงเคราะห์อนาถา” เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลกำลังจะกลับไปทำในรูปแบบเดิม

“สิ่งที่ปรากฏคือ รัฐบาลไปไล่เบี้ยกับงบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้า คือ ปรับลดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำกัดเพดานด้านสวัสดิการประชาชน แต่ไปเพิ่มงบสวัสดิการข้าราชการ หรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ละเลยการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และรัฐบาลกำลังจะเพิ่มช่องว่างและสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ชุลีพร ย้ำ

อภิวัฒน์ กวางแก้ว จากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณบำนาญของรัฐ ว่า งบปะมาณปี 2559 กระทรวงการคลังแจ้งว่าใช้จ่ายเรื่องบำนาญรวม 2 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า 1.4 แสนล้านบาท ต้องเอาไปจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการจำนวน 6 แสนคน ที่เหลือคือ 6 หมื่นล้านบาท คือเบี้ยยังชีพคนชราจำนวนเกือบ 10 ล้านคน ความแตกต่างจึงชัดเจนอย่างมาก

“เงิน 600 บาทแต่ละเดือน คือสิ่งที่ผู้สูงอายุรอคอย พวกเขาจะมีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อชราภาพก็อยู่ที่เงินจำนวนนี้ อย่ามาลดภาระด้วยการเพิ่มภาระให้กับประชาชน และยังมีอีกหลายทางที่รัฐจะทำได้ ทั้งจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างเป็นธรรม แล้วนำกลับมากระจายให้ประชาชนในรูปแบบสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการลดการเหลื่อมล้ำ ดีกว่าสรรหาและเลือกจ่ายเป็นรายบุคคล” อภิวัฒน์ ฝากข้อเสนอถึงรัฐ

ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลกำลังจะไปใช้นโยบายแบบเก่า ที่เรียกว่าเป็นการถอยหลังลงคลองนั้น สมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน อธิบายว่า แนวทางของรัฐคือต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แล้วถอยหลังไปใช้ระบบแยกแยะคนจน

รูปแบบที่รัฐต้องการนั้น ผลวิจัยจากนานาประเทศเกี่ยวกับเรื่องการค้นหาคนจนเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นวิธีการที่ต้องใช้งบประมาณที่สูงอย่างมาก และจะมีปัญหาคอร์รัปชั่นตามมาในอัตราที่สูงเช่นกัน เพราะหากคนจนสนิทกับใคร หรือนักการเมืองท้องถิ่นต้องการฐานเสียง ก็จะให้สิทธิกับพวกพ้องที่เป็นคนจนของตนเองเท่านั้น

สมชาย เสริมว่า มันเป็นการสร้างระบบพรรคพวก ตอกหมุดระบบอุปถัมภ์ และไม่มีหลักประกันว่าคนที่จำเป็นจะได้รับเงินจริง ดังนั้น ผมคัดค้านนโยบายนี้ และขอให้รัฐทบทวน รวมถึงออกมาชี้แจงต่อประชาชน พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะตัดลดสวัสดิการของประชาชน

อีกด้านจากมุมมองของผู้ใช้แรงงาน เมื่อรับทราบถึงแนวคิดของภาครัฐ พวกเขาเองก็รับรู้ถึงความน่ากลัวไม่น้อย เพราะนั่นย่อมหมายถึงว่า “บำนาญ” ที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังจะหายไป แรงงานที่ใช้แรงเพื่อแลกเงินมาเกือบทั้งชีวิต เมื่อถึงยามเกษียณ การยังชีพอาจจะต้องรอคอยโชคชะตา

“ประชาชนทุกคนก็สร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ได้ค่าจ้างเพียงแค่ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันก็เป็นเพราะแรงงานนี่เองที่ทำให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เติบโตมีกำลังให้กลุ่มนายทุนร่ำรวยกันถ้วนหน้า แต่แรงงานที่เป็นฐานรากให้เศรษฐกิจมาตลอดชีวิต เมื่อยามชราภาพรัฐก็ควรให้ความสำคัญ ขอบำนาญเป็นหลักประกันพื้นฐานอย่างถ้วนหน้าเหมือนกับข้าราชการ” หนูเกณ อินทจันทร์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค ให้ความเห็น

ไม่ต่างจาก อุบล ร่มโพธิ์ทอง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เสริมว่า ในมุมของกระทรวงการคลังที่แจ้งว่าได้ดำเนินการสร้างระบบการออมเพื่อบำนาญในรูปแบบกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และควรพัฒนาให้กองทุนนี้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และขณะเดียวกันในระยะยาวจำเป็นต้องมีมาตรการให้ประชาชนออมได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเกษียณไปแล้วก็ได้รับบำนาญในจำนวนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

“แต่แนวคิดที่จะยกเลิกเบี้ยคนชราเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ถือเป็นการถอยหลังลงคลอง และรัฐจะสร้างความมืดมิดต่ออนาคตความมั่นคงในชีวิตของคนชรา” อุบล ย้ำ

บทสรุปของเครือข่ายฯ เสนอให้รัฐบาลทบทวนเบี้ยยังชีพคนชรา อย่าตัดทิ้งเพียงเพราะเห็นว่าจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่รัฐจะสร้างฐานเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ลดช่องว่างด้านรายได้ ความไม่เท่าเทียมด้านโอกาส แต่กลับเลือกใช้วิธีปรับลดงบ เป็นการลดทอนสิทธิประชาชน จึงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายนี้ เพื่อให้เกิดระบบการบำนาญแห่งชาติที่เป็นรูปของกฎหมาย เพื่อสิทธิที่ครอบคลุมทุกคนของประเทศอย่างเท่าเทียม และมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน

 

บทเรียนพฤษภาทมิฬ กับเสรีภาพที่กำลังหายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432527

บทเรียนพฤษภาทมิฬ กับเสรีภาพที่กำลังหายไป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และคณะทำงานถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดปาฐกถา “ความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ นิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ” เพื่อรำลึก 24 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 ณ ห้องทับทิม โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า การต่อสู้ของประชาชนจากเหตุการณ์เมื่อปี 2535 ส่งผลหยั่งรากลึกประชาธิปไตยในสังคมไทย เปลี่ยนกรอบวิธีคิดทำรัฐธรรมนูญระหว่างรัฐกับประชาชน โดยชี้ให้เห็น 4 ประการ ผลพวงจากการต่อสู้ของวีรชน

1.แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการกำหนดประเทศด้วยตัวเอง ไม่รับการสืบทอดอำนาจของรัฐประหาร 2.แม้จะให้ความสำคัญเรื่องตัวแทนประชาชน แต่ สส.ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามอำเภอใจ 3.หลังเกิดบทเรียนปี 2535 ประชาชนได้รับหลักประกันในเรื่องข้อมูลข่าวสารมากจากเดิม เพราะปี 2535 ถูกคุมโดยรัฐ

และ 4.การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สิทธิประชาชนชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แม้ยุคต่อๆ มาจะมีการชุมนุมหลายครั้ง แต่ปี 2535 เป็นการชุมนุมต่อสู้ระหว่างภาคประชาชนกับรัฐ ไม่มีการแทรกซ้อนความเป็นฝักฝ่าย แต่ปัญหาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประชาธิปไตยวันนี้สามารถทำเป็นรากฐานสำคัญให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

อภิสิทธิ์ ขยายความว่า การทำรัฐธรรมนูญปัจจุบันย้อนหลังกลับไปก่อนปี 2535 ป้องสิทธิประชาชน โดยให้ราชการเป็นผู้ชี้ประเทศว่าจะเดินอย่างไร ทำลายพัฒนาการต่อสู้ของประชาชนปี 2535 ที่ต้องได้รับการเคารพจากผู้มีอำนาจให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ โดยไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม

“ผมอยากเรียกร้องประเทศไม่ควรกลับไปใช้รัฐธรรมนูญถอดถอนสิทธิเสรีภาพ หากเป็นเช่นนั้นไม่มีเหตุผลต้องจัดทำประชามติ ถ้าประชาชนไม่สามารถรณรงค์ได้ เพราะประชาชนเป็นผู้ให้ความชอบธรรมรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว ประชามติก็ไม่บรรลุ อีกทั้งเสียงบมาก และอยากเรียกร้อง กกต.ต้องยืนยันว่าจะไม่ตีความคำว่าปลุกระดมเกินความจริง เพื่อให้เกิดความชอบธรรม”

นอกจากนี้ ต้องยุติความคิดผู้มีอำนาจว่าปัญหาประเทศเกิดจากการชุมนุมและไม่ควรมองประชาชนที่ออกมาชุมนุมบนความเชื่อ อุดมการณ์ เป็นการสร้างปัญหา ถ้าประเทศไม่ผ่านชุมนุมหลายเหตุการณ์ ประเทศอาจถดถอยไปมากกว่านี้ ดังนั้นควรเลิกความคิดเผยแพร่ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องเสียหาย หากการชุมนุมเพื่อส่วนรวมนั้นไม่รุนแรง

“เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายคณะแต่วนเวียนบางเรื่อง เราแสดงความเคารพประชาชนที่ออกมาชุมนุม โดยนิรโทษแก่ผู้ชุมนุมสุจริต ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องและร้ายแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้ายึดหลักเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและปรองดอง”

ขณะที่ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ให้ความเห็นว่า จากเหตุการณ์ปี 2535 ถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มี 2 มาตราในเรื่องสิทธิเสรีภาพ คือ เรื่องศาสนา และบุคคลย่อมมีเสรีภาพเคหสถาน ร่างกาย

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2490 ก่อนเป็นรัฐธรรมนูญ 2492 ได้ทำปฏิญญากับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรื่องสิทธิมนุษยชน จึงทำให้มีเกิน 2 มาตราที่กำหนด โดยเขียนละเอียด และใน 20 มาตราข้อโดดเด่น คือ รับรองเสรีภาพ อาทิ สื่อ ห้ามปิดโรงพิมพ์จะกระทำไม่ได้ การยอมรับเสรีภาพดีขึ้น

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 มี 40 มาตรา สอดคล้องกับปฏิญญาสากล ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 สุดยอดเรื่องนี้ แม้จัดทำโดยเผด็จการ แต่มี 44 มาตรายาวที่สุด โดยเอารัฐธรรมนูญ 40 มาปรับปรุงให้ชัดเจนมากขึ้นน่าชื่นชม อาทิ สิทธิผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า

โภคิน ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีชัย ฤชุพันธ์ุ พยายามเขียนใหม่ 25 มาตรา ที่เหลือกำหนดเป็นหน้าที่รัฐ และสามารถฟ้องร้องได้ ถ้าไม่ได้ แต่รัฐไม่ได้เป็นนิติบุคคล ถ้าบอกเป็นสิทธิจึงเป็นเรื่องสับสนตอบโจทย์อะไร และสำคัญที่สุดส่งผลกระทบมาก จุดที่ผู้ร่างบอกว่าปราบโกง แต่เสรีภาพ ข้อมูล การร้องเรียน กลายเป็นสร้างองค์กรอิสระ ไม่มีประชาชน

“เราได้รับการยอมรับจากนานาชาติเรื่องนี้ แต่ครั้งนี้อาจถูกต่อว่าหลายประเด็น แต่เรื่องกฎหมายประชามติ อยากเห็นรัฐธรรมนูญมีชัยเป็นรัฐธรรมนูญประเทศต่อไป แต่ห้ามประชาชนแสดงความเห็นหรือเผยแพร่อย่างเสรี คงจะยุ่ง แต่มาตรา 10 เผยแพร่ได้ห้ามจูงใจ แต่มาตรา 61 ห้ามผู้ใดเผยแพร่ผิดไปตามข้อเท็จจริง รุนแรง ข่มขู่ ประเด็นใหญ่อยู่ตรงที่ถ้าผู้ไปเผยแพร่ กรธ.ใช้คำหยาบผิดมาตรา 61 หรือไม่ เพราะดูหมิ่นติดคุก 1 เดือน แต่หมิ่น กรธ.ติดคุก 10 ปี เป็นเรื่องประหลาด”

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์พฤษภาปี 2535 โดยแก้ไขใหญ่ 4 ประการ ซึ่งเกิดจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน เพราะระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศ

ทว่า ปัญหาของเรื่อง บ้านนี้มีคนอยู่หลายล้านคน ความคิดขัดแย้งกัน จะอยู่ร่วมกันก็ต้องกำหนดกติกาเพื่อการอยู่ร่วม ดังนั้นสิทธิเสรีภาพจึงสามารถจำกัดได้เท่าที่จำเป็น โดยรัฐธรรมนูญ 2540 วางหลักเสรีภาพในการเขียน พิมพ์ พูด และโฆษณา กระทำได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่นจึงมีขอบเขต

ปริญญา ชี้ว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มีมาตรา 44 ให้อำนาจทุกสิ่งอย่างยับยั้งการกระทำใดๆ ก็ได้ ด้วยดุลยพินิจของหัวหน้า คสช. ทำให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ย้อนหลังกลับไปก่อนปี 2540 หรือ 2534 โดยมีผู้ร่างคนเดียวกัน คือ มีชัย ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไร

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองเป็นเรื่องดี คสช.ใช้ประชามติตัดสินว่ารัฐธรรมนูญควรผ่านหรือไม่ แต่ที่ไม่ดีประชาชนไม่รู้ว่าไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกิดความคิด คสช.อยากให้ผ่าน เพราะถ้าบอก
ไม่ผ่านจะเกิดอะไร ประชาชนไม่รับ กลายเป็นว่า คสช.ต้องการให้ร่างผ่าน หากเทียบกับปี 2534 สาระสำคัญที่เหมือนกัน คือ สว.ให้ผู้ยึดอำนาจเป็นคนเลือก บวกคำถามพ่วง สว.ชุดนี้มีบทบาทเลือกนายกฯ กลายเป็นพรรค สว.ใหญ่ที่สุดในการเลือกนายกฯ

 

9 เดือนกม.ชุมนุมสาธารณะตำรวจงง ชาวบ้านมึน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432307

9 เดือนกม.ชุมนุมสาธารณะตำรวจงง ชาวบ้านมึน

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่จะเป็นไม้เด็ดของหน่วยงานที่ดูแลการชุมนุม ทั้งตำรวจ และทหาร ชั่วยามนี้กลับกลายเป็นว่าถูกเพิกเฉยจากผู้ชุมนุมเองไม่น้อย

โต้โผหลักที่ทำคลอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา คือ ตำรวจ ที่ต่อสู้มายาวนานกว่า 15 ปี และผลสัมฤทธิ์มาเห็นในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ติดดาบปราบม็อบให้ และขณะเดียวกันก็ปิดช่องโหว่การรวมตัวชุมนุมในทุกด้านทุกปัญหาของประชาชน

ทำความเข้าใจอีกครั้งในเงื่อนไขหลัก คือ 1.ห้ามชุมนุมในพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล จะกระทำมิได้ และ 2.การชุมนุมต้องไม่กีดขวาง “ทางเข้าออก” หรือรบกวนการใช้สถานที่ ที่ประกอบด้วย หน่วยงานรัฐ สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ สถานที่ตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศ

3.ผู้ชุมนุมต้อง “แจ้ง” ให้สถานีตำรวจท้องที่รับทราบก่อนไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง 4.โทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท 5.“ผู้จัดการชุมนุม” เพิ่มโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท 6.ถ้าขัดขวางการขนส่งสาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค โทษจำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน 7.ไม่ปิดบังหรืออำพรางตน

ชาวบ้านเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ก็หมดสิทธิจะพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานราชการที่เป็นสถานที่รับทราบปัญหาของพวกเขาอย่างบริบูรณ์

แต่กระนั้น ชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิของตนเอง หรือแม้แต่กลุ่มก้อนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เหมือนจะไม่สนใจกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มากนัก เพราะบ่อยครั้งนับแต่กฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557

อาจเพราะตำรวจเองยังงงงวยกับกฎหมายนี้ หรือผู้ชุมนุมเองยังไม่เข้าใจ บ่อยครั้งจึงไม่เห็นการแจ้งมายังตำรวจท้องที่ให้ทราบก่อน 24 ชั่วโมง ตามกติกาที่ระบุไว้ แต่ผู้ชุมนุมใช้ช่องทางประสานไปยังแนวร่วมให้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกัน ครั้นกว่าตำรวจจะตั้งตัว ภาพการชุมนุมถูกแพร่ออกไปในสาธารณะอย่างเรียบร้อยแล้ว

เช่น 6 พ.ย. 2558 ผู้สูงอายุระหว่าง 65-80 ปี กว่า 30 คน ชุมนุมที่หน้าอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม พร้อมป้ายเรียกร้องทวงถามเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ค้างจ่ายมา 2 เดือน

25 ส.ค. 2558 กลุ่มเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ และกลุ่มเครือข่าย 4 ตำบล รอบโรงไฟฟ้ากระบี่ รวม 50 คน ออกมาหนุนพร้อมป้ายผ้าให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป

15 ต.ค. 2558 ชาวบ้าน อ.เวียงสระ บ้านนาสาร และกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 300 คน บุกศาลากลางจังหวัด เพื่อร้องทุกข์เนื่องด้วยอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ประกาศเขตทับที่ทำกินกว่า 20 ปี

และ 24 ก.ค. 2558 แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ และเครือข่ายประชาชนปทุมธานีกว่า 100 คน บุกยึดเวทีเสวนาแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของ จ.ปทุมธานี

ตัวอย่างข้างต้น ผู้ชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ขณะเดียวกันตำรวจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมีการชุมนุม ขณะเดียวกันเมื่อตำรวจตั้งหลักได้ ต้องเอาผิดกับผู้ชุมนุมย้อนหลังเพราะหลายครั้งก็ทำผิดกฎหมาย

แต่อีกมุมหากเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตำรวจ ทหารจะรวดเร็ว วางกำลังดัก หรือใช้ดูแลได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งกลุ่มการเมืองก็เคารพกติกาที่จำกัดอยู่ในขณะนี้ คือ ทำตามเงื่อนไขที่ “แจ้ง” แต่ไม่จำเป็นต้อง “ขออนุญาต” จากท้องที่

เช่น กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่แจ้งไปยังตำรวจพญาไท ว่าจะแสดงออกด้วยการยืนเฉยๆ เพื่อสื่อต่อรัฐบาล คสช. และตำรวจก็พร้อมจะดูแลความปลอดภัย

แต่ขณะเดียวกัน คสช.เองก็มีประกาศออกมาย้อนแย้งกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ เช่นกัน คือ ห้ามการชุมนุมทางการเมืองทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ดังนั้นดุลพินิจที่จะเข้าไปห้าม หรือควบคุมผู้ชุมนุม อยู่ที่ตำรวจอีกเช่นกัน เพราะแม้ว่าผู้ชุมนุมจะอ้างสิทธิการชุมนุม แต่ตำรวจก็อ้างคำสั่ง คสช.ที่ต้องปฏิบัติตามได้เช่นกัน

ความไม่ลงรอยของกฎหมายและคำสั่งของ คสช. จึงเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

กระนั้น พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า องค์ประกอบความรู้ของประชาชนที่จะใช้สิทธิในการชุมนุมนั้นยังไม่ครบถ้วน ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งก็มาจาก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ฉบับนี้เองที่ยังไม่มีความสมบูรณ์เช่นกัน เพราะด้วยว่ากฎหมายลูกที่จะมากำหนดข้อห้ามต่างๆ หรือข้อใดที่ผู้ชุมนุมทำได้ก็ยังไม่ออกมา ดังนั้นการชุมนุมแต่ละครั้งที่เกิดขึ้น จึงอาจเกิดปัญหาตามมาได้

ส่วนกรณีที่ว่าคำสั่งห้ามการชุมนุมไปขัดกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ นั้น พล.ต.ท.ปัญญา มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้คำสั่งนี้เพราะถือว่าอยู่ในช่วงที่ภาวะทางการเมืองไม่ปกติ จะให้ทำเหมือนเดิมคงไม่ได้เช่นกัน

“อย่างน้อยผมมองว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่ออกมาใช้กว่า 9 เดือน มีข้อดีที่เราได้ใช้กติการ่วมกัน แม้จะไม่สมบูรณ์ในขณะนี้ก็ตาม” พล.ต.ท.ปัญญา กล่าว

อีกมุมจาก ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน วิพากษ์ถึงกฎหมายการชุมนุมตลอดเวลาเกือบ 9 เดือนที่ประกาศใช้ออกมาว่า ประชาชนเองยังไม่รู้สิทธิของตนเองในการเรียกร้องปัญหาต่างๆ มากนัก และขณะเดียวกันภาครัฐเองซึ่งคือตำรวจที่ต้องเป็นด่านแรกในการดูแลการชุมนุม ยังไม่ชัดเจนว่าทราบกฎหมายดีแล้วหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของภาครัฐเองก็กว้างจนเกินไป ทำให้การชุมนุมของชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองมีปัญหา

“อย่างเช่นหลายพื้นที่ชาวบ้านเพียงแค่ต้องการยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อให้มีการดำเนินการทางใดทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา อย่างนี้ก็ถูกตีความว่าเป็นการชุมนุมด้วย ชาวบ้านจึงเกิดความไม่มั่นใจว่า เพียงแค่การยื่นหนังสือนั้น จะเป็นการชุมนุมเชียวหรือ” ส.รัตนมณี ตั้งข้อสังเกต

ขณะเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ นั้น ผู้จัดการชุมนุมจำต้องแจ้งให้ท้องที่รับทราบ แต่ไม่ต้องขออนุญาต แต่พอเข้าจริงแล้ว ก็ไม่ต่างจากการขออนุญาต เพราะตำรวจเองมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ให้ชุมนุมด้วยเช่นกัน ดังนั้นกฎหมายนี้จึงกว้างมาก และยังมีคำสั่ง คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทุกอย่างอีก ดังนั้นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายที่มีให้ แต่ยังมีคำสั่งอีกอย่างมาห้ามไว้ ทุกอย่างมันเลยย้อนแย้งกันไปหมด

“เมื่อรัฐใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ แต่มาพิจารณารวมกับคำสั่งห้ามการชุมนุม ทุกอย่างมันเลยดูมั่วไปหมด” ส.รัตมณี ย้ำ

 

พระพยอมชำแหละกฎหมู่เหนือกฎหมาย เชื่อธัมมชโยหนีคดี เสพสุขต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432091

พระพยอมชำแหละกฎหมู่เหนือกฎหมาย เชื่อธัมมชโยหนีคดี เสพสุขต่างแดน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ร้อนวันจันทร์ที่ 16 พ.ค.อยู่ที่ปฏิกิริยาจากพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สามให้พระธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหาฐานสมคบกันฟอกเงินและรับของโจร จากกรณีการรับเช็คบริจาคจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหายักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น

เวลานัดหมาย 09.00 น. สถานที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ

แต่ทนายของพระธัมมชโยส่งสัญญาณ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะไม่เดินทางไปดีเอสไอ ถ้าอยากมาแจ้งข้อกล่าวหา ให้ฝ่าดงลูกศิษย์มาเองที่วัดพระธรรมกายหลังปลุกระดมให้มาสมทบกันที่วัด

แรงกดดันจึงอยู่ที่ดีเอสไอ จะขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับเป็นครั้งที่สองหรือไม่ และถ้าครั้งนี้ศาลออกหมายจับจริง พระธัมมชโยที่มีสาวกนับแสนนับล้านจะมีทางหนีทีไล่อย่างไร

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองปรากฏการณ์เล่นเกมดึงเวลาของวัดพระธรรมกายเพื่องัดข้อกับอำนาจรัฐ ว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับพระธัมมชโยมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งมาก อาตมาเคยสนทนากับนักการเมืองท่านหนึ่ง เขาบอกว่า การจะล้มวัดพระธรรมกายนั้นเป็นเรื่องยาก แค่ปัจจุบันทีมทนายความของวัดก็สร้างความปวดหัวให้กับดีเอสไอไม่น้อย ถ้าฐานสนับสนุนไม่ดีจริง วัดแห่งนี้คงล้มไปนานแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะมีลูกศิษย์หรือคนอื่นๆ ดำเนินการฟ้องร้องยังทำอะไรไม่ได้

ส่วนเรื่องการระดมคนเข้ามาทำกิจกรรมภายในวัดพระธรรมกาย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่พระธัมมชโยจะต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 16 พ.ค.นี้ หรือแม้แต่การออกมายื่นหนังสือคัดค้านการทำงานของดีเอสไอของกลุ่มลูกศิษย์ทั่วประเทศ พระพยอมมองว่า นั่นคือเกมการระดมใช้ลูกศิษย์ก่อเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อปกป้องพระธัมมชโย การกระทำเช่นนี้จะทำให้บ้านเมืองถอยหลัง ต่อไปคนจะแยกแยะไม่ออกระหว่างคนจะปกป้องศาสนาหรือปกป้องบุคคล จากภาพเห็นชัดว่าเป็นการปกป้องบุคคล อันนี้น่าเป็นห่วง ต่อไปกฎหมู่หรือกฎหมายใครจะศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน

“เป็นการทำลายความศรัทธาทางศาสนา กลุ่มคนที่มีหัวสมองหน่อย มองว่าใช้วิธีแบบนี้ถูกต้องหรือ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดจะหมื่นใบแสนใบ หรือกฎหมายบ้านเรามันดีกับคนชั่วเกินไป โลเล ไม่ศักดิ์สิทธิ์ บางเรื่องก็เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ กฎหมายไม่มีจริยธรรมทำให้ตกต่ำบรรลัยวายวอด ถ้ากฎหมายยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ สังคมไทยเละ”

พระพยอมระบุว่า มวลชนเหล่านี้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องกับสิ่งที่เขานับถือได้อย่างแน่นอน เหมือนกรณีของพระยันตระ ก็มีคนปกป้องมาตลอดเช่นกัน มวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญทำให้รัฐเองไม่สามารถจัดการได้ กลุ่มคนเหล่านั้นจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางศาสนา

ดังนั้น การจะเข้าไปจับกุมพระธัมมชโย อย่าผลีผลาม ต้องปล่อยให้ล้าก่อนแล้วเข้าไปรวบทีเดียว ถ้าเข้าไปช่วงนี้โง่แน่ ต้องไปเจอกับมวลชนจำนวนมาก อาจเกิดการกระทบกระทั่งพังเสียหายได้ คงต้องปล่อยไปสักระยะ ทั้งที่จริงวัดพระธรรมกายมีเงินเป็นหมื่นล้าน ถ้านำมาใช้หนี้เรื่องก็จบ แต่ปัญหาคือคนเคยได้จะเสียยาก

เมื่อมีแรงสนับสนุนปกป้องพระธัมมชโยสุดโต่ง กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ยืนกรานจะดำเนินตามกฎหมาย ทำให้มีแรงหนุนแรงต้านโน้มไปมา จนไม่รู้ว่าละครเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่พระพยอมมองภาพไว้อย่างน่าสนใจว่า สุดท้ายพระธัมมชโยจะหลบหนี ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ถ้ามาสู้คดีคงเป็นเรื่องยาก เพราะหากทำเช่นนั้นคงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว ยอมสู้หนีดีกว่า ไปใช้เงินต่างประเทศ จะยอมเข้าคุกทำไม ต้องโดนจับสึก อยู่ข้างนอกไม่โดนจับสึก อีกทั้งวัดพระธรรมกายมีสาขาวัดอยู่ทั่วโลก

นอกจากนี้ แม้แต่พระพยอมเองยังเอ่ยปากยอมรับว่า พระธัมมชโยแข็งแกร่งกว่าพระยันตระ และเณรคำมาก พร้อมจะไปเสพสุขได้อย่างสบาย ส่วนตัวเชื่อว่ากว่าจะถึงวันนั้นคงต้องสู้กันสุดฤทธิ์ ทุกวันนี้พระธัมมชโยสำคัญตัวเองว่าไม่ใช่พระธรรมดา ดังนั้นถึงแม้วัดพระธรรมกายยังอยู่ แต่เชื่อว่าศรัทธาคงลดลงแน่นอน เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร เป็นกำแพงให้อย่างดี ทุกวันนี้คนเริ่มศรัทธาน้อยลง

“ถ้ารัฐไม่ได้ขงเบ้งเป็นจอมทัพจัดการ จะล้มพระธัมมชโยยาก พระจำนวนมากก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายหลายก๊กหลายกลุ่ม”

พระพยอมยังมองด้วยว่า พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย คงเกาะติดไม่ปล่อย เพราะท่านเคยเดิมพันไว้ว่า “ถ้าเอาพระธัมมชโยสึกจากความเป็นพระไม่ได้ พระพุทธะอิสระก็จะสึกเอง” หวังว่าพระพุทธะอิสระถ้าไม่มรณภาพเสียก่อน และ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระวัดพระธรรมกาย ทั้งสองท่านนี้อาจเป็นไม้น็อกล้มพระธัมมชโย ถ้ายังออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และหากไม่ถูกฆ่าเสียก่อน

เมื่อเอ่ยชื่อพระพุทธะอิสระขึ้นมาแบบนี้ คงต้องให้พระพยอมชี้แจงกรณีออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ทำนองชื่นชมพระพุทธะอิสระ เรื่องนี้พระพยอมสวนกลับทันควันว่า ไม่ได้สนับสนุนพระพุทธะอิสระ เพียงแต่ชื่นชมในบางเรื่องเท่านั้น เช่น เรื่องความแม่นยำในเรื่องของกฎหมาย เป็นต้น ถ้าพระพุทธะอิสระไม่แน่จริง สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 คงไม่เดินทางไปพบหา

ส่วนเรื่องที่เคยออกมาปิดถนนแจ้งวัฒนะ อันนี้อาตมาไม่เห็นด้วยและไม่ชื่นชม ยืนยันไม่ได้ชมทุกเรื่องที่พระพุทธะอิสระทำ

“อาตมาก็เลยซวยเลยทีนี้ ไอ้พวกสีแดงก็หาว่าเราเปลี่ยนสี ตำหนิ ต่อว่า หาว่าพระพยอมไม่มีจุดยืน ส่วนสีเหลืองบอกว่าพระพยอมมาไม้ไหนกันแน่ มาแบบลับลวงพรางหรือไม่ ตอนนี้กลายเป็นว่าอาตมาซวย สีแดงและสีเหลืองก็ไม่เอา ต้องหลบไปอยู่แบบสีทนได้”

อย่างไรก็ตาม ความจริงในการโพสต์เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธะอิสระ พระพยอมเปิดใจแบบหมดเปลือกเลยว่าต้องการแหย่ดูว่าเรื่องแบ่งสีแบ่งกลุ่มมันจางลงบ้างหรือไม่ตั้งแต่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น รวมถึงการปรองดองสามัคคีกันดีขึ้นแค่ไหน

“แต่คำตอบที่ออกมายังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เพราะคนยังยึดข้างยึดสีเหมือนเดิม ถ้ายังเป็นแบบนี้ประเทศไทยและโลกจะอยู่ได้อย่างไร การโพสต์เนื้อหาในวันนั้นอาตมาต้องการแตะดูกระแสการแบ่งกลุ่ม มันถูกปรับดีขึ้นแล้วหรือไม่ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลุ่มคนเหล่านั้นก็ยังเกลียดข้างเกลียดสีกันเหมือนเดิม ปัจจุบันเปลี่ยนข้างไปก็มาก นั่นอาจจะไปร่วมกันทีหลังหรือเปล่าไม่รู้ เช่นกับกลุ่มที่ยึดติดกับสีหรือกลุ่ม ยังคงแข็งแรงเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดิมอยู่” ส่วนเรื่องของการปฏิรูปศาสนา พระพยอมมองว่า ยังมีความจำเป็น แต่ที่เงียบหายไปเนื่องจากโดนฝ่ายเห็นต่างต้าน เชื่อว่าจะมีการสังคายนากันใหม่ ส่วนแนวทางจะเป็นอย่างไรนั้น คิดว่า อย่างแรกต้องกำจัดพระนอกรีตให้หมดไป หรืออาจให้ประชาชนเข้ามาช่วยขับไล่พระเหล่านี้ ที่ผ่านมามีเจ้าอาวาสหลายแห่งถูกชาวบ้านขับไล่จำนวนไม่น้อย แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ยอมรับ ซึ่งถ้าชาวบ้านเข้มแข็งนั่นหมายถึงพระต้องอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย จะแหกกรอบไม่ได้

สำหรับเรื่องเงินทองที่พระหลายรูปมุ่งมั่นสะสมไว้ แต่กลับกันสมมติมีคนเสนอเงินจำนวนมากหรือรถหรูราคาแพงให้พระพยอมจะทำอย่างไร จะรับไว้หรือไม่ พระพยอมบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ ว่า อาตมาปากเสียไม่มีใครมาให้หรอก แต่ถ้ามาจริงจะนำสิ่งของเหล่านั้นไปขาย ไปทำให้เกิดประโยชน์ พระพยอมย้อนถามกลับมาว่า จะรับไปทำไม

ท้ายสุด พระพยอมขอฝากญาติโยมว่า ทะนุบำรุงศาสนาต้องใช้ปัญญา ไม่ใช่มีแต่ศรัทธา ทำบุญอย่าให้เสียเปล่า เทศกาลต้องแก้วิกฤตการณ์ด้วย ถ้าทำบุญเทศกาลไม่แก้วิกฤตการณ์ ไปไม่รอดแน่