ชำแหละความปลอดภัย “เฟซบุ๊ก” เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกคุกคาม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432063

ชำแหละความปลอดภัย "เฟซบุ๊ก" เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกคุกคาม?

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

จากกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลไทยขอความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊กให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้คนบางกลุ่ม ไล่เลี่ยกันมีการจับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย ดำเนินคดีมาตรา 112 โดยเจ้าหน้าที่ใช้ข้อความจากบทสนทนาในเฟซบุ๊กเป็นหลักฐานในการแจ้งข้อกล่าวหา แม้จะมีการปฏิเสธจากทางเฟซบุ๊ก แต่ยังคงสร้างวิตกกังวลให้ใครหลายคนว่า ข้อมูลบุคคล รวมถึงบทสนทนาในกล่องข้อความของเรานั้นยังมีความเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยอยู่หรือไม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่โดนสอดส่อง

คำถามที่เฟซบุ๊กต้องตอบ 

ความเคลือบแคลงสงสัยทั้งหมดข้างต้น นำไปสู่การรณรงค์ล่ารายชื่อผ่าน Change.org ในหัวข้อ “@Facebook ได้ให้ข้อมูล-ร่วมมือกับรัฐบาลไทยหรือไม่” (https://www.change.org/p/เรียกร้องให้-facebook-ตอบ-ว่าได้ให้ข้อมูลของเรากับรัฐบาลไทยหรือไม่) โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต ใจความสำคัญว่า

“ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้บนข้อเท็จจริงว่า การใช้งานเฟซบุ๊กยังปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ในประเทศไทยอยู่หรือไม่ เฟซบุ๊กได้ให้ข้อมูลกับหน่วยงานรัฐของไทยหรือมีพนักงานของเฟซบุ๊กได้เข้าถึงข้อมูลใน inbox ของผู้ใช้หรือไม่?” 

นอกจากนี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ตยังได้ยื่นข้อเสนอต่อเฟซบุ๊ก ดังต่อไปนี้

กรณีที่เพจหรือเนื้อหาในเฟซบุ๊กถูกลบออกหรือถูกจำกัดการเข้าถึงในบางประเทศอันเนื่องมาจาก “ข้อจำกัดของกฎหมายท้องถิ่น” ควรระบุให้ผู้ใช้ทราบด้วยกว่ากฎหมายท้องถิ่นดังกล่าวนั้นคือกฎหมายใด ซึ่งข้อมูลนี้ควรจะปรากฏอยู่ในคำขอจากรัฐบาลอยู่แล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับการลบเนื้อหาตามคำขอของรัฐบาลในรายงาน Government Requests Report ควรจำแนกประเภทเนื้อหามากกว่านี้เพื่อความชัดเจน และอย่างน้อยควรจำแนก เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือความสงบเรียบร้อย ออกจากเนื้อหาที่เป็นการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคลหรือแพร่กระจายมัลแวร์ เนื่องจากคำร้องบางส่วนจากรัฐบาลอาจเป็นคำร้องที่ชอบด้วยเหตุผล

ผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 25 ล้านบัญชี เฟซบุ๊กมีความสำคัญกับชีวิตคนจำนวนมากในประเทศไทย ทั้งชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เฟซบุ๊กควรมีช่องทางสื่อสารกับผู้ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อขจัดข้อสงสัยได้อย่างทันการณ์

ประเทศไทยกำลังจะมีการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ ทั้งนี้ตลอดสองเดือนที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีอย่างชัดเจนในในการปราบปรามผู้รณรงค์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ประกาศและคำสั่งของคสช. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา ระเบียบการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคำสั่งของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตามอำนาจอันกว้างขวางในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณาคำขอ “ตามกฎหมาย” ของรัฐบาลไทย

สภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารกำลังพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยร่างมาตรา 20 (4) ให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งปิดกั้นเนื้อหาได้ แม้ไม่ผิดกฎหมายใดเลย เฟซบุ๊กจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการทำตามคำขอ “ตามคำสั่งศาล” ของรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการตั้งคำถามจากผู้ใช้จำนวนมากรวมทั้งองค์การฮิวแมนไรท์วอท์ช เฟซบุ๊กก็ได้ออกมายืนยันว่า ไม่เคยให้ข้อมูลหรือร่วมมือด้านระบบข้อมูลกับรัฐบาลไทย 

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์การฮิวแมนไรท์วอท์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฮิวแมนไรท์วอท์ชได้รับคำตอบว่า เฟซบุ๊กไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้งาน และยืนยันความปลอดภัยของระบบ

“เฟซบุ๊กยืนยันว่าไม่เคยมอบข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้หรือเนื้อหาใดๆ ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก รวมถึงไม่มีการให้ความร่วมมือในด้านระบบใดๆ กับรัฐบาลไทย เฟซบุ๊กย้ำว่ามีการใช้ระบบที่ก้าวหน้าเพื่อรักษาความปลอดภัยและไม่ได้ถูกเจาะระบบ รวมทั้งมีกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการพิจารณาคำขอของรัฐบาลที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลหรือปิดกั้นเนื้อหาต่างๆ โดยเฟซบุ๊กได้แนะนำให้ผู้ใช้งานเปิดใช้ระบบความปลอดภัย 2 ชั้น หรือที่เรียกว่า 2-step authentication” 

สุณัย กล่าวอีกว่า เมื่อเฟซบุ๊กยืนยันชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้มอบข้อมูลของผู้ใช้ให้กับรัฐบาล และไม่มีการแฮกเข้ามาในระบบ ปัญหาจึงอยู่ที่คำอธิบายของเจ้าหน้าที่รัฐ

“เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถพูดเพียงแค่ว่า ได้ข้อมูลมาโดยวิธีการที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แบบนี้ไม่เพียงพอและทำลายความเชื่อมั่นในระบบโซเชียลมีเดียลง ทั้งที่รัฐบาลกระตุ้นให้เป็นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจมาตลอด  หากถ้าอธิบายไม่ชัดเจน ความเคลืองแคลง หวาดระแวงไม่มั่นใจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบไม่ใช่แค่เฉพาะด้านความมั่นคงเท่านั้น หากยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจด้วย ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากเข้ามาขยายโอกาสทางธุรกิจในประเทศที่ไม่มีความชัดเจน รัฐบาลกำลังพาให้คนอื่นสูญเสียความเชื่อในระบบ”

4 วิธีล้วงลูกเพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนตัว

“เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างบนกฎหมาย ไม่มีทางที่จะไปละเมิดสิทธิของผู้ใด ขอให้ทุกท่านใช้งานด้วยความสบายใจ แต่เราไม่ขอตอบเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย” 

คำยืนยันจาก พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งสอดคล้องกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงไม่เคยไปติดต่อขอความร่วมมือกับ บริษัท เฟซบุ๊ก และไลน์

ดร.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และที่ปรึกษาด้านกฏหมาย เปิดเผยว่า สำหรับวิธีการที่ภาครัฐใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอันเป็นส่วนตัวของบุคคลมีอยู่ 4 วิธี ประกอบด้วย

1.ขออนุมัติหมายศาล นำหมายศาลไปยื่นต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เพื่อให้ดำเนินการดักหรือเก็บข้อมูลเฟซบุ๊กของบุคคล เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และน้อยครั้งมากบนโลกใบนี้ หากไม่มีคำสั่งศาล ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะไม่ให้ข้อมูลแน่นอน เพราะถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

2.วิธีสืบสวนสอบสวนทางลับ เป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่รัฐนิยมใช้มากที่สุด และถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การทำทีเข้าไปแอดเฟรนด์กับบุคคลเป้าหมาย แนะนำตัวเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ จากนั้นค่อยพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนทนาตอบโต้ เพื่อให้ได้หลักฐานในที่สุด

3.แฮก การแฮกเฟซบุ๊กโดยตรงนั้นยากมากจนแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตามหากแฮกได้หรือเสาะหาข้อมูลจากการแฮกทางอ้อมได้ พยานหลักฐานที่ได้ก็ขึ้นชื่อว่า “ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” อยู่ดี

4.ขอข้อมูลส่วนตัวบุคคลจากทางเฟซบุ๊กสำนักงานใหญ่ ถ้าไม่มีคำสั่งศาลเฟซบุ๊กก็ไม่อนุญาตและแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะถูกฟ้องร้องข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งยังถือเป็นการได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างประเทศและดุลพินิจด้วยเช่นกัน หากเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายข้ามชาติหรือว่ายาเสพติด อาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

“ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ได้หลักฐานมาอย่างไร ถ้าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายคือ ใช้วิธีการแฮก หรือดักข้อมูล โดยไม่มีคำสั่งศาล ตรงนั้นพยานหลักฐานก็รับฟังไม่ได้ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ กฎหมายประเทศไทย : การห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226,ม.226/1 ซึ่งแยกพิจารณาออกเป็น 4 กรณี คือ  พยานหลักฐานที่มิได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ  พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบประการอื่น พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ พยานหลักที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบประการอื่น)

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ทิ้งท้ายว่า “เฟซบุ๊กยังปลอดภัยครับ”

 ตั้งค่าความปลอดภัยให้แน่นหนา 

<sthttp://www.posttoday.comrong style=”font-size: 18pt”>ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 41 ล้านบัญชี เครือข่ายสังคมสุดฮอตนี้จึงมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยค่อนประเทศ และคงเป็นเรื่องน่ากังวลใจไม่น้อย หากเฟซบุ๊กไม่มีความปลอดภัย

ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญทางระบบคอมพิวเตอร์และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เชื่อว่า ศักยภาพของบุคลากรและรัฐไทยปัจจุบันไม่มีทางที่จะไปแฮกเฟซบุ๊กของบุคคลทั่วไปได้ แต่อาจใช้วิธีการอื่นๆ อย่าง “โซเชียล เอ็นจิเนียริ่ง”

“เขาอาจได้ข้อมูลลับกันด้วยวิธีโซเชียล เอ็นจิเนียริ่ง หรือกลลวงทางสังคม หลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลที่ต้องการ เช่น รหัสเข้าระบบ หมายเลขบัตรเครดิต บัญชีธนาคาร ข้อมูล ข่าวสาร อื่นๆ หรือใช้วิธีติดตั้งคีย์ล็อกเกอร์ จดจำการกดปุ่มบนคีย์บอร์ดของเหยื่อ หรือล่อลวงให้ใส่ชื่อและรหัสในล็อกอินปลอม การล้วงข้อมูลผ่านวิธีโซเชียลเอ็นจิเนียริ่งนั้นง่ายกว่าการเสียเวลาเจาะระบบด้วยคอมพิวเตอร์  ฉะนั้นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก นอกเหนือจากต้องรู้ทันเทคโนโลยีแล้ว ต้องทันเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ด้วย จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ”

เมื่อไม่มีความมั่นใจ วิธีการสร้างความปลอดภัยจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ แนะนำว่า ทุกคนสามารถทำให้เฟซบุ๊กปลอดภัยมากขึ้นได้ ด้วยเทคนิคการตั้งค่าพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ

“สามารถเปิดใช้งานรหัสรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะทำให้คนอื่นล็อกอินเฟซบุ๊กของคุณบนมือถือเเละคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นไม่ได้ เเม้ว่าเขาจะรู้รหัสผ่านก็เข้าไม่ได้ เว้นจะมีรหัสรักษาความปลอดภัย ซึ่งต้องสร้างจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือของคุณเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่มีการพยายามเข้าสู่ระบบจากเบราเซอร์ที่ไม่รู้จัก เฟซบุ๊กจะขอรหัสรักษาความปลอดภัย  ขั้นตอนพวกนี้ไม่ยุ่งยาก มีเเนะนำในเฟซบุ๊ก เข้าไปตั้งค่าความปลอดภัย อนุมัติการเข้าสู่ระบบ และกดเปิดใช้รหัสรักษาความปลอดภัย” (https://www.facebook.com/about/basics/how-to-keep-your-account-secure/login-approvals?locale=th_TH)

ดร.โกเมนบอกอีกว่า ควรปรับเปลี่ยน ตั้งพาสเวิร์ดใหม่อยู่เสมอและควรมีทั้ง ตัวอักษร, ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษปนอยู่ด้วย เพื่อให้คาดเดายากขึ้น ไม่รับแอดบุคคลแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ไม่กดรับ Request เกมหรือแอพฯ ใดๆ  จนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัดว่านี่คือเกมจริง ๆ ไม่ใช่สแปม อย่าคลิกลิงก์แปลกๆ น่าสงสัย ที่อยู่บน Wall ตัวเองหรือของเพื่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนอาจจะเป็นไวรัสได้  ควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) ลงบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานและอัพเดทอยู่เป็นประจำด้วย สามารถเรียนรู้เคล็ดลับด้านความปลอดภัยเฟซบุ๊กได้ที่  https://th-th.facebook.com/help/379220725465972

ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มาตรการเซ็นเซอร์อันเข้มงวดของรัฐบาลทหาร ส่งผลให้ชีวิตคนไทย พ.ศ.นี้ ต้องเผชิญกับความหวาดระแวงในการแสดงความคิดเห็นที่คาบเกี่ยวกับความมั่นคง

คำถามตามมาคือ เสรีภาพยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ ทั้งในชีวิตจริงและในโลกออนไลน์

 

ขยายฐานภาษี ตามจี้อี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432061

ขยายฐานภาษี ตามจี้อี-คอมเมิร์ซ

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในปี 2559 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าขายผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซไทย จะมีมูลค่ามากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท จากเมื่อปี 2558 ที่ขยายตัวได้ถึง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2559 มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ จะพุ่งสูงแตะระดับ 2.3-2.4 แสนล้านบาท ขยายตัว 15-20% จากปี 2558 ที่มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท หรือขยายตัว 16.3% จากปี 2557

อย่าแปลกใจที่ตัวเลขมูลค่าการค้าไม่เท่ากัน เพราะตัวเลขของเอ็ตด้านั้นรวมยอดค้าขายของผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (Business to Consumer – B2C) ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer-C2C) และผู้ประกอบการกับภาครัฐ (Business to Government – B2G) ภาครัฐกับประชาชน (Government to Consumer – G2C) เข้าไปด้วย แต่ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้แยกออกมาเฉพาะของผู้ค้าขายที่ไม่เกี่ยวกับภาครัฐ

ตัวเลขการค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซสูงจนน่าสนใจ โดยเฉพาะการค้าของผู้บริโภคกับผู้บริโภคผู้ค้าประเภทอื่นนั้นอยู่ในสายตาของกรมสรรพากรอยู่แล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ค้าขายออนไลน์จะจดทะเบียนเป็นผู้ค้าของกระทรวงพาณิชย์อย่างถูกต้อง เพราะค้าขายเป็นอาชีพ แต่การค้าของกลุ่ม C2C นั้นมักจะไม่ไปจดทะเบียนผู้ค้าอย่างถูกต้อง อาจคิดว่าการค้าขายเป็นรายย่อยเกินไป

แต่ในช่วงนี้กรมสรรพากรเริ่มหาแนวทางขยายการเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซให้ครบทุกกลุ่ม โดยพยายามให้กลุ่มที่ไม่เคยเสียภาษีเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อให้เป็นไปตามการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้เมื่อปีที่ผ่านมา

ผู้ค้าขายสินค้าออนไลน์ในเว็บไซต์รายย่อยแห่งหนึ่ง ระบุว่า ช่วงนี้กรมสรรพากรเริ่มติดต่อผู้ค้ารายย่อยเพื่อสอบถามการค้าและบางรายมีการประเมินภาษีด้วยการขอดูรายการเงินเข้าออกจากบัญชีที่ได้ระบุในเว็บไซต์หรือในโซเชียลมีเดียที่ผู้ค้าไปประกาศขายสินค้าไว้ ซึ่งขอดูหลักฐานจากผู้ค้าไม่ได้ขอดูจากธนาคารพาณชย์ เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายให้เชื่อมโยงข้อมูลออกมา ซึ่งกฎหมายขอเชื่อมโยงข้อมูลนั้นกรมสรรพากรได้เสนอขอให้รัฐบาลพิจารณาอยู่

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรพยายามที่จะเก็บภาษี โดยเน้นกลุ่มที่ขายสินค้าราคาแพง เช่น สินค้าแบรนด์เนมนำเข้าด้วยวิธีการรับพรีออร์เดอร์ เป็นต้น แต่ก็ไม่สามารถจะเก็บได้เพราะผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้ขายเป็นเว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่มีหลักฐานการเงินให้ดู บางรายก็มีปัญหาใช้บัญชีขายของรวมกับบัญชีรายได้อื่น จึงวัดไม่ได้ว่าเป็นรายได้จากการขายของออนไลน์ ช่วงนี้ร้านค้าที่ขายของออนไลน์ส่งข่าวถึงกันว่ากรมสรรพากรเริ่มจี้ผู้ค้ารายย่อย” แม่ค้าออนไลน์รายนี้ กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารจากกรมสรรพากร ระบุว่า การเก็บภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เป็นการดำเนินการปกติไม่แตกต่างจากผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั่วไป เพียงแต่การประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไม่มีหน้าร้านเหมือนปกติทั่วไปเท่านั้น

ปัจจุบันผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ก็อยู่ภายใต้ของกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ต้องไปขึ้นทะเบียน มีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีเหมือนผู้ประกอบการทั่วไปเช่นกัน

สำหรับการเก็บภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ของกรมสรรพากรปัจจุบันจะเน้นผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่มีร้านค้าและขายผ่านเว็บไซต์ด้วย เช่น ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งไม่มีปัญหาการเก็บภาษีอยู่แล้ว เพราะผู้ประกอบการมีการลงรายได้รายจ่ายอย่างเป็นระบบและเป็นการจ่ายตรงให้กับสถานประกอบการ ไม่มีปัญหาเรื่องการเก็บภาษีซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว

ทั้งนี้ หากเป็นผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซจริง ที่ไม่มีหน้าร้านไม่มีสถานประกอบการ กรมสรรพากรก็จะเข้าไปดูแต่รายใหญ่จริงๆ เท่านั้น ไม่ได้มุ่งที่รายเล็กรายน้อย เพราะเสียกำลังคนไม่ได้เม็ดเงินภาษี

การคำนวณอัตราภาษีอี-คอมเมิร์ซนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล จะต้องนำรายได้จากการขายของผ่านช่องทางออนไลน์ไปรวมกับรายได้อื่นๆ เช่น เงินเดือนหรือดอกเบี้ย ถือว่าเป็นรูปแบบของเงินพึงประเมินที่ได้จากการขายสินค้า โดยจะเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาหรือตามความเป็นจริงก็ได้ ซึ่งอัตรารายได้นี้ถ้าไม่เกิน 1.5 แสนบาท จะได้รับการยกเว้น แต่ถ้าเริ่มต้นที่ 150,001-300,000 บาท จะเสีย 5% และเพิ่มขึ้นทีละ 5% สูงสุดอยู่ที่รายได้รวม 4 ล้านบาทขึ้นไป จะเสียที่อัตรา 35%

หากเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งแบบจดทะเบียนในประเทศไทยและนิติบุคคลต่างประเทศที่มีสาขาในไทย และมีรายได้จากการขายสินค้า หรือกิจการขนาดเอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิ 1-3 แสนบาท จะได้รับการยกเว้น หากมากกว่า 3 แสน-1 ล้านบาท เสียภาษี 15% และ 1 ล้านบาทขึ้นไป เสีย 20%

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นประเภทใด และเป็นตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้าสินค้าหรือให้บริการ มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งจัดทำรายการภาษีซื้อขายให้ชัดเจน ไม่ว่าผู้ประกอบการดังกล่าวจะมีรายรับหรือไม่ก็ตาม

ขณะที่การเก็บภาษีการค้าในกรณีของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เป็นลักษณะการซื้อมาขายไป กฎหมายของกรมสรรพากรหากไม่เกิน 1 ล้านบาท และมีภาระภาษีเสียไม่ถึง 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย ทำให้กรมสรรพากรไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปตรวจผู้ประกอบการกับรายเล็กรายย่อยตามที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกังวลแต่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่จะทะเบียนก็มีหน้าที่ต้องยื่น หากไม่ยื่นและกรมสรรพากรตรวจพบก็ต้องเสียค่าปรับ 200 บาท ซึ่งกรมสรรพากรคงไม่ทุ่มกำลังของเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปตรวจผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซที่ไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหวังเงินค่าปรับ 200 บาท

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรยกตัวอย่างการตรวจสอบภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ รายใหญ่อย่าง LAZADA.COM ว่าไม่มีปัญหาใด เพราะมีการจดทะเบียนถูกต้อง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินกับ LAZADA เท่านั้น ไม่ได้จ่ายให้กับบัญชีอื่นๆ แต่อย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าการเสียภาษีของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เหมือนกับผู้ประกอบการปกติทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากกว่ากันหากมีการดำเนินการที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งกรมสรรพากรอาจจะสุ่มตรวจผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไปโดนรายเล็กรายย่อยบ้างก็เป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบภาษี ซึ่งผู้ประกอบการก็สามารถชี้แจงยืนยันการซื้อการขาย แม้ว่าจะถูกตรวจสอบบัญชีเงินฝากก็สามารถที่จะชี้แจงให้กับกรมสรรพากรรับทราบได้ เพราะหากรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีแวต และหากมีการซื้อมาขายไปไม่ถึง 1 ล้านบาท มีภาระภาษีไม่ถึง 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีการค้า

ทั้งนี้ กรมสรรพากรยอมรับว่า มีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่มีรายได้ถึงต้องเสียภาษีและยังไม่เสียให้ถูกต้องอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนไม่มาก ส่วนหนึ่งที่ต้องการหลบเลี่ยงจริงๆ ในส่วนนี้กรมสรรพากรก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ และบางรายไม่รู้ว่ามีภาระต้องเสียภาษี กรมสรรพากรก็จะเข้าไปทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้อง

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท กรรมการผู้จัดการ แอดวานซ์ เอ็มเปย์ มองว่า การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซนั้น ควรเร่งทำความเข้าใจกับธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล เพราะร้านค้าออนไลน์จะเป็นรายบุคคลเป็นส่วนมากและในช่วงแรกไม่ควรเก็บภาษีที่สูงเกินไป อัตราแวตจากการใช้บริการและอัตรารายได้ส่วนบุคคลก็ควรอยู่ในระดับที่ผู้ขายรับได้ ในช่วงแรกควรจะเริ่มต้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ไม่ควรเกิน 3% ก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยคุ้นเคยในระบบการชำระที่ถูกต้องเหล่านี้ จากนั้นในอนาคตค่อยจัดไว้ในอัตราที่เหมาะสมต่อไป

 

ยืดเกษียณ-ลดภาระรัฐ สร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/431896

ยืดเกษียณ-ลดภาระรัฐ สร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว และจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่าง “สมบูรณ์” ภายในปี 2568

คาดการณ์กันว่าในปี 2568 นั้น ประชากรไทยราวๆ 14.4 ล้านคน จะเป็นผู้สูงวัย หรือทุกๆ 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน

สหประชาชาติ ประมาณการว่า สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมีมากกว่าประเทศอื่นๆ และไทยจะเข้าสู่สังคมคนแก่เร็วกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนถึง 20 ปี

นั่นทำให้ต้องขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาเรื่องสร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างชุมชมท้องถิ่นน่าอยู่

ข้อมูลจาก ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ฉายภาพสถานการณ์ผู้สูงอายุไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าปี 2558 สังคมไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 17.5% ของประชากรทั้งหมด อยู่ทางภาคเหนือมากที่สุด รองลงมาคือภาคกลาง อีสาน และใต้

ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ สะท้อนผ่านสถิติขององค์การบริหารส่วนตัวบล (อบต.) แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ระบุว่า จากประชากรทั้งหมด 1.2 หมื่นคน เป็นผู้สูงอายุ 1,219 คน คิดเป็น 10%

มากไปกว่านั้นหากพิจารณาข้อมูลของ อบต.ไกรนอก จ.สุโขทัย จะยิ่งเห็นความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่ามีผู้สูงอายุมากถึง 35% ของประชากรทั้งหมดในตำบล

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บอกว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว ส่งผลให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระ 2 ด้าน คือเด็กที่เกิดใหม่และผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้นทางออกคือต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้ยาวนานที่สุด

นพ.วิชัย เสนอว่า รัฐต้องพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ดีกว่าเดิมและต้องเข้าถึงทุกพื้นที่ และควรขยายเวลาการเกษียณอายุให้ยาวขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในเรื่องการจ่ายบำนาญให้สั้นลง และยังได้ประโยชน์จากการมีบุคลากรมากประสบการณ์อยู่ในระบบ

ขณะเดียวกันรัฐต้องวางแผนดูแลเยาวชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการออม ไม่ให้เอาเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งจะช่วยเป็นหลักประกันในอนาคตอีกทาง

ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุต้องทำขึ้นโดยการใช้ทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่มาจัดกิจกรรม ซึ่งควรเน้นหนักใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพเพิ่มทักษะทางความคิด 2.พัฒนาศักยภาพให้เข้าร่วมกิจกรรม 3.พัฒนาระบบการบริการดูแลให้ครอบคลุม

4.จัดตั้งกองทุนหรือสวัสดิการผู้สูงอายุ 5.จัดทำข้อมูลในการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะให้เข้ากับบริบทของสังคมในพื้นที่ 6.ควรทำแผนพัฒนาการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงกัน

ตัวอย่างหนึ่งจากการดำเนินการของ อุบล ยะไวทย์ณะวิชัย ปลัด อบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ คือการจัดตั้งโรงเรียนทองสุขขึ้นมา เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมและอยู่ร่วมกัน โดยจะมีการสอนทั้งเรื่องของสุขภาพ อาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต

“จากเดิมที่ผู้สูงอายุในพื้นที่มีนิสัยติดบ้านไม่ชอบออกไปไหน ปัจจุบันก็เริ่มออกมาใช้ชีวิตในสังคมมากขึ้น” อุบล บอกเล่าถึงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

 

‘คลองด่าน’ ค่าโง่ราคาแพง โจทย์ใหญ่-ใครจะรับผิดชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 06:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/431643

'คลองด่าน' ค่าโง่ราคาแพง โจทย์ใหญ่-ใครจะรับผิดชอบ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งให้รัฐ “ระงับ” การจ่ายเงินชดเชยอีก 2 งวด รวมกว่า 4,700 ล้านบาท ให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนผู้ดำเนินโครงการ “บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน” อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เกิดคำถามตามมาว่าสังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากมหากาพย์เรื่องนี้

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีเสวนาหัวข้อ ร่วมหาทางออกกรณีค่าโง่คลองด่าน-หยุดความเสียหายของชาติ โดย รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ได้ตั้งคำถามว่า เงินจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท ที่รัฐจ่ายให้เอกชนไปแล้วในงวดแรกนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“เรื่องคดีคลองด่านนี้เป็นการร่วมการทุจริตทั้งโครงการ ซึ่งปัญหานี้เกิดมาจากหน่วยงานของรัฐจงใจ หรือไร้ประสิทธิภาพหรือไม่ จึงไม่สามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ถ้ายังไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ ในอนาคตประเทศอาจจะต้องเสียค่าโง่เช่นนี้อีกเยอะ ซึ่งดิฉันมองว่าหน่วยงานรัฐสมัยนี้ควรนำประเด็นปัญหาการทุจริตที่ผ่านมามาศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องพวกนี้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชั่น” รสนา ระบุ

ขณะที่ ณกฤช เศวตนันทน์ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย และทนายความในคดีอาญาของกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นถึงมูลเหตุของปัญหาว่า ในปี 2546 ซึ่งขณะนั้นมี ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นั่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้มอบหมายให้เข้ามาดูแลทางคดี จนพบความผิดปกติ ประพัฒน์จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบโครงการบ่อบำบัดน้ำคลองด่าน 3 ชุด

ทั้งนี้ กรรมการพุ่งประเด็นไปที่การฉ้อโกงเงิน ที่ดิน และเตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษกับบริษัทกิจการร่วมค้า NVPSKG ในเรื่องฉ้อโกงสัญญา และในปีเดียวกันก็ได้ตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขึ้นมาสอบเรื่องนี้อีกหน่วยงาน

“จนถึงสิ้นปี 2546 คพ.จึงได้ทำเรื่องขอทางคณะรัฐมนตรีให้บริษัททนายของตนเองเข้ามาดำเนินการ ต่อมาได้เริ่มฟ้องกิจการร่วมค้าฯ ทั้งประเด็นการทุจริตฉ้อโกงที่ดินมูลค่ากว่า 1,900 ล้านบาท และเรื่องสัญญาดำเนินการสูงถึง 2.3 หมื่นล้านบาท เพราะเวลานั้นทาง คพ.ได้จ่ายค่าก่อสร้างโครงการให้แก่บริษัทเกือบทั้งหมดแล้ว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ตัวบุคคลรับผิดชอบก็เปลี่ยนตาม ทำให้การดำเนินคดีไม่มีความคืบหน้า และผลเสียก็ส่งผลต่อรูปคดีจนถึงปัจจุบัน

“ถึงแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้บริษัทร่วมค้าฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด แต่เมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่มีความต่อเนื่อง ก็ทำให้เกิดปัญหา ผมเตือนว่าเรื่องนี้ควรรีบดำเนินการ เนื่องจากคดีนี้มีอายุความ 20 ปี และจะสิ้นสุดลงในเดือน ส.ค. 2560 นี้” ณกฤช ระบุ

เช่นเดียวกับ นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ก็เห็นว่า คดีคลองด่านถือเป็นกรณีศึกษา เพราะมีผู้ที่เกี่ยวข้องมาก ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ และสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ ซึ่งไม่มีความรอบคอบในการตรวจสอบโครงการ หน่วยงานเหล่านี้จึงควรมีส่วนรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

สำหรับขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลที่ผ่านมา ได้ผ่านการพิจารณาหลายศาล จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นมหากาพย์ทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องกฎหมายควรจะต้องมีการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมาขั้นตอนทางกฎหมายมีความยืดยาวและกว้างเกินไป

“คดีคลองด่านมีการดำเนินการทางกฎหมายมาแล้วกว่า 20 ปี ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ การก่อสร้างที่ลงทุนไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคม และผู้เกี่ยวข้องต้องคิดว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ส่วนกระบวนการทางกฎหมายของไทยควรนำเรื่องนี้มาศึกษาด้วย มิฉะนั้นผู้ที่เดือดร้อนก็มีเฉพาะข้าราชการประจำ และประชาชนเช่นเดิม”นวลน้อย ระบุ

สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ เห็นด้วยกับนวลน้อยว่า ภาคสังคมควรจะต้องเรียนรู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร และอย่านำสติปัญญาของสังคมฝากไว้กับใครเพียงไม่กี่คน แต่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคม เพราะเรื่องเหล่านี้มีความสลับซับซ้อน มีความสับสน เชื่อมโยงกัน ดังนั้นจึงต้องทำให้สังคมเกิดความเข้าใจ

“เรื่องนี้ไม่ใช่บทเรียนของปัจจุบัน แต่เป็นบทเรียนของอนาคตที่สำคัญมาก ดังนั้นเรื่องนี้ทุกคนต้องมองว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร” สุริชัย กล่าว

ด้าน ดาวัลย์ จันทรหัสดี ผู้แทนกลุ่มเรารักคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่เกาะติดคดีคลองด่านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ สะท้อนว่า ขอวิงวอนต่อศาลให้ผลของคดีออกมาเร็วๆ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความหวังของคนไทยส่วนหนึ่ง อยากให้สังคมให้ความสนใจการทุจริตในโครงการคลองด่านและนำไปเป็นบทเรียนสำหรับการแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก

 

ถอดหลักคิดแบบปรีดี สว.ชุดพิเศษบั่นทอนประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 06:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/431403

ถอดหลักคิดแบบปรีดี สว.ชุดพิเศษบั่นทอนประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานวันปรีดี ประจำปี 2559 โดยในปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 116 ปีชาตกาลของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งผู้แทนเข้าวางพุ่มดอกไม้

ขณะเดียวกัน มีการจัดเสวนาเรื่อง “การร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย : บทเรียนจากป๋วยและปรีดี” ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า หัวใจสำคัญที่ อ.ป๋วย ผลักดัน คือ เรื่องเสรีประชาธิปไตยในร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 อาทิ การยอมรับมโนธรรมและความคิด ซึ่งไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาก่อน ส่งเสริมให้ประชาชน เยาวชน มีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง ทว่าความคิดนี้แพ้ในการลงมติการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นโศกนาฏกรรมปัญญาชนสาธารณะ ดังนั้นสภาจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ปัญญาชนเข้าไป

“รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่จัดเจนสำหรับ อ.ปรีดี บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ว่าประเทศที่มีรัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป อาทิ สมัยมุโสลินีของอิตาลี และสมัยจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ปกครองด้วยระบอบเผด็จการแต่ก็มีรัฐธรรมนูญ”

สมชาย กล่าวอีกว่า จากการศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศ เรียกว่า “รัฐธรรมนูญที่ไม่มีแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ อาทิ ละตินอเมริกา เอเชีย แต่น่าสนใจว่าสังคมไทยยอมรับอำนาจรัฐประหารเป็นความชอบธรรม ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องช่วยกันคิด

“อย่างไรก็ดี หลายประเทศที่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดย อ.ปรีดี เห็นด้วยในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ สว.จะมาจากทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ แต่ไม่ใช่แต่งตั้ง เพราะเป็นอภิสิทธิ์ชน ผูกขาดอำนาจการปกครองไว้ เท่ากับชาติจะมีรัฐอภิสิทธิ์ชน โดยอภิสิทธิ์ชน เพื่ออภิสิทธิ์ชน”

สมชาย อภิปรายว่า นอกจากนี้ อ.ปรีดี ยังระบุหลักการสำคัญการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับทัศนะผู้ร่างจะยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชนหรือปวงชน ทั้งหมดที่กล่าวมาควรจะเรียนรู้และต่อยอดทางความคิดของ อ.ป๋วย และ อ.ปรีดี ให้เกิดความรู้ใหม่ๆ อย่างไร

“อ.ปรีดี เคยแสดงความเห็นไว้มาก แต่มีเรื่องน่าสนใจ หมวดที่ 4 แนวคิดประชาธิปไตย ข้อ 4.5 เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร ซึ่ง อ.ปรีดี ได้อธิบายว่าสิ่งที่เสนอควรต้องดูด้านของเผด็จการด้วย ไม่ใช่ดูฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเดียว คือ รู้เขารู้เรา เพราะระบบอำนาจนิยมไม่ได้ตั้งมั่นในอากาศ แต่มีเครือข่ายสนับสนุน ผ่านโครงสร้างรัฐธรรมนูญ เป็นเผด็จการเชิงเครือข่าย”

ขณะเดียวกัน ภายหลังจากรัฐประหารออกไป อ.ปรีดี เคยพูดในเยอรมนีหลังหมดยุคนาซี ซึ่งมีการถกเถียงว่าจะจัดการกับกฎหมายที่เกิดในยุคเผด็จการอย่างไรเพื่อให้ประเทศพัฒนา ดังนั้นถ้าอยากให้สังคมไทยพ้นจากอำนาจนิยม ก็อาจต้องมีการหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องนี้ในอนาคตต่อไป

ขณะที่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นว่า อ.ปรีดี ให้คำจำกัดความรัฐธรรมนูญว่าเป็นการปกครองถือมติปวงชนเป็นใหญ่ และมองประชาธิปไตยเป็นระบอบเกิดขึ้นก่อนใดในโลกตั้งแต่บรรพกาล ดังนั้นหากระบอบใดไม่ใช่ตามนี้ ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

“อ.ปรีดี มองรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และนำไปสู่อำมาตยาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญ 2490 2492 2517 ซึ่งประเด็นหลักๆ คือโยงกับที่มา สว.”

อ.สิริพรรณ ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังรอทำประชามติ มุมมองส่วนตัว คือ บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับที่มานายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้ สส. และ สว.ร่วมกันลงมติ 2 ใน 3 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องหาบุคคลมาเป็นนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แม้ยังให้อำนาจ สส.เลือกนายกฯ อยู่ แต่ต้องดูคำถามพ่วงจะทำให้กลับไปสู่ประชาธิปไตย หรืออำมาตยาธิปไตย

“นอกจากนี้ มาตรา 265 ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญยังคงอำนาจ คสช.อยู่ ซึ่งรวมถึงอำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว เท่ากับว่าคำสั่งใดๆ คสช.ยังคงอยู่ตามเดิม”

อ.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ อ.ปรีดี พูดบ่อยมาก คือ การมี สว.ไว้ช่วยพยุงประชาธิปไตยให้ทรงตัวอยู่ได้ ไม่ใช่ถ่วงอำนาจสภาผู้แทนราษฎร หลักการนี้ก้าวหน้ามากในปี 2517 แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมด แม้ อ.ปรีดี ไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แต่ทางอ้อมต้องมีประชาชนร่วมด้วย เช่น สว.ในฝรั่งเศส เป็นต้น

“อ.ปรีดี ตั้งกรอบในเรื่องระบบเลือกตั้งไว้น่าสนใจ เพราะ อ.ปรีดี เชื่อมั่นในหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง และระบุชัดเจนไม่ต้องการเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ หรือเลือก สส.ได้มากกว่าหนึ่งคน เพราะจะทำให้เสียงประชาชนมีความหมายต่างกัน ขัดหลักการเสมอภาค หากนำประเด็นนี้มาวิเคราะห์เลือกตั้ง 2559 จะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่ อ.ปรีดี วางไว้  เสียงประชาชนจะไม่ได้รับการเคารพ พรรคเสียงข้างมากไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่ประชาชนมีหนึ่งเสียงและเสียงอาจถูกบิดเบือนได้มาก เพราะแปรไปให้บัญชีรายชื่อ” อ.สิริพรรณ กล่าว

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า การร่างรัฐธรรมนูญ อ.ปรีดี รู้ดีถึงจุดอ่อนของระบบรัฐสภา จึงได้สร้าง 2 กลไกเพื่อแก้ปัญหา คือ กำหนดให้ สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง และให้ สส.เป็นผู้แทนของประชาชนไม่ใช่ของพรรค

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2517 สรุปความล้มเหลวของรัฐบาลจอมพลถนอม มาจากการที่ สส.มีอิสระมากไป จึงมีการวางหลักให้ สส.ต้องสังกัดพรรค เป็นจุดเริ่มต้นหลักการเบนออกจากแนวทางของ อ.ปรีดี ซึ่ง อ.ป๋วย ได้คัดค้านเรื่องนี้ เพราะเกรงว่านายทุนเข้ามาครอบงำ แต่ก็ต้องแพ้ในการโหวต สุดท้ายรัฐธรรมนูญ 2517 ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

อ.ปริญญา สรุปว่า ส่วนบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ให้ คสช.เข้ามาเป็น สว. และมีคำถามพ่วงเพิ่มเติมที่ให้ สว.เลือกนายกฯ ได้ น่าเป็นห่วงมาก ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง กลายเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในการเลือกนายกฯ ได้ ก็คือพรรค สว.

“เป็นอีกทางหนึ่งให้ คสช.มีอำนาจเลือกนายกฯ ร่วมกับ สส. และสามารถติดตามการทำงานของนายกฯ ได้ ว่าทำตามแผนปฏิรูปหรือไม่ กลายเป็น คสช.มีส่วนได้เสีย และการห้ามแสดงความเห็นว่ารับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ใช่เรื่องดี” อ.ปริญญา กล่าว

 

นานาประเทศรุมสับไทยยับ ซัดคสช.ละเมิดสิทธิเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 06:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/431401

นานาประเทศรุมสับไทยยับ ซัดคสช.ละเมิดสิทธิเพียบ

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศกว่า 105 ประเทศ ตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาตรา 44 การขยายอำนาจของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้รวมถึงเรื่อง “ความมั่นคง” การใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายอาญามาตรา 116 ฐาน “ยุยงปลุกปั่น” และการเรียกบุคคลที่เห็นต่างไปปรับทัศนคติ

ตลอด 4 ชั่วโมง ทุกประเทศต่างแสดงความกังวลกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนใหญ่มีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลไทยไปในแนวทางเดียวกัน อาทิ ผู้แทนจากสวีเดน ได้แนะรัฐบาลไทยแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาท สหรัฐอเมริกา ได้ขอให้ยุติการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เนเธอร์แลนด์ เรียกร้องให้ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

ขณะที่ผู้แทน แคนาดา ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่มีแนวโน้มจะมีการละเมิดสิทธิมากขึ้นขณะที่ คอสตาริกา ได้แสดงความกังวลออกมาว่า รัฐบาลไทยในอนาคตอาจมีโอกาสถูกรัฐประหารอีก

ผูู้แทนประเทศไทยนำโดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ผลัดกันชี้แจงข้อกังวลของนานาชาติ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยเคารพหลักการประชาธิปไตย ยังเดินหน้าตามโรดแมปเพื่อให้เกิดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และภายในปี 2560 จะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลปกติอย่างแน่นอน

สำหรับการใช้อำนาจมาตรา 44 นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาก่อนหน้านี้หลายฉบับแล้ว รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่ามาตรา 44 จะใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเท่านั้น เช่น เรื่องการค้ามนุษย์ หรือการจัดการผู้มีอิทธิพล ยืนยันว่าไม่ใช่กำจัดผู้เห็นต่าง

ขณะเดียวกัน ผู้แทนไทยยังได้ยืนยันว่า รัฐบาลยังมีความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และถือเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าประชาชนธรรมดายังมีเสรีภาพอย่างเต็มที่

ในส่วนของ “ศาลทหาร” จะถูกใช้ในช่วงเวลา “เปลี่ยนผ่าน” เท่านั้น ขณะเดียวกันจะถูกใช้อย่างจำกัด รวมถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีจะได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม มีสิทธิในการประกันตัวเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม

วันเดียวกัน ที่แบล็กบ็อกซ์คาเฟ่ องค์กรรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนได้จัดเวทีติดตามการถ่ายทอดสด โดย สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย บอกว่า สิทธิการเมืองและสิทธิพลเมืองที่แต่ละชาติแสดงความกังวลได้สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่า ขณะนี้นานาชาติมองไทยในฐานะ “รัฐทหาร” ไม่ใช่รัฐปกติ ทำให้ไม่ไว้วางใจการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือน เพราะยังปิดกั้นเสรีภาพขั้นพื้นฐานคือการแสดงออก

“นานาชาติได้ยกกฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะกฎหมายอาญามาตรา 112 และกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งถูกตีความว่ารัฐบาลไทยได้ตีความตามอำเภอใจในการดำเนินคดี…”

“…ไม่เพียงเท่านั้น เพราะขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่การจับกุม การสอบสวน การคุมขัง ส่งฟ้อง พิจารณาคดีลงโทษ ได้ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือกองทัพ และกระทรวงกลาโหมทั้งหมด ซึ่งเป็นองคาพยพสำคัญของ คสช. ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด” สุณัย ระบุ

นอกจากนี้ นานาชาติยังได้ห่วงการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะฐานความผิดถูกตีความออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตีความให้กลายเป็นเรื่อง “ความมั่นคง” ให้ไปขึ้นศาลทหาร จากเดิมที่ระบุว่าเป็นเครื่องมือป้องกันอาชญากรรม หรือป้องกันแฮ็กเกอร์ กลายเป็นเครื่องมือที่รัฐเอาไปใช้ปิดกั้นการแสดงความเห็นไปแล้ว

ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม.มีพันธะผูกพันที่จะต้องไปชี้แจงการทำหน้าที่ในเวทีนี้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเมื่อถูกลดสถานะจาก A เป็น B ทำให้ไม่สามารถให้ถ้อยแถลงได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจุดยืน กสม.ยังยืนอยู่ข้างเหยื่อ ไม่ใช่ข้างรัฐบาล

“กระบวนการที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีข้อเสนอแนะ ไทยจะต้องทบทวนว่าจะรับข้อเสนอใดบ้าง โดยในปี 2554 เรารับข้อเสนอแนะไป 8 ข้อ แต่ไม่ได้รับเรื่องกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายพิเศษ หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” อังคณา ระบุ

เธอบอกอีกว่า ขั้นตอนหลังจากนี้คณะผู้แทนไทยจะต้องสื่อสารกับรัฐบาลไทยภายใน 1-2 วัน ว่าจะไม่รับข้อเสนอแนะเหมือนเดิม หรือจะไม่รับเพิ่มขึ้น

 

โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430928

โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สื่อสังคมโซเชียลมีเดีย” ถือว่ามีอิทธิพลมากในชีวิตของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย ทั้งใช้เพื่อศึกษาข้อมูล ติดตามความเคลื่อนไหวในสังคม แต่ในโลกของสื่อชนิดนี้ก็มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ซึ่งบางครั้งถูกนำเสนอออกไปโดยไม่ผ่านการคัดกรอง ดังที่เห็นว่าเมื่อมีเหตุอะไรสื่อชนิดนี้จะแพร่ออกไปได้อย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบตามมาอย่างที่เห็นในหน้าข่าว

จึงทำให้น่ากังวลว่าสังคมวัยรุ่นไทยปัจจุบันเมื่อใช้สื่อชนิดนี้แล้วจะสามารถแยกแยะได้หรือไม่ นับเป็นเรื่องน่าห่วงและสังคมควรให้ความสนใจหาทางป้องกัน มิฉะนั้นอาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในอนาคต

ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า ปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมของวัยรุ่นไทยแสดงออกและพยายามเผยแพร่มากขึ้น มาจากการขยายตัวของสื่อโซเชียลมีเดียที่มีมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นหญิงก็มีความคึกคะนองมาก และใช้ความรุนแรงไม่ต่างจากวัยรุ่นชาย ซึ่งมองว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคม ที่ทำให้คนกล้าเปิดเผยการกระทำมากขึ้น

ภูเบศร์ ชี้ให้เห็นว่า กรอบทางวัฒนธรรมของสังคมไทยปัจจุบัน มีความหละหลวมมากขึ้นไม่เหมือนเมื่ออดีตที่กรอบตรงนี้จะคอยควบคุมพฤติกรรมคนในสังคมอยู่ แต่เมื่อการแสดงออกสมัยนี้มีความเป็นอิสระ ทำให้ความรู้สึกอดกลั้นที่อยู่ภายในถูกเปิดเผยออกมากลายเป็นความรุนแรง และนำมาระบายผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในสังคม ที่เยาวชนมักมีการแสดงความคิดเห็นอย่างสุดโต่ง สุดขั้วออกมามากขึ้น ประกอบกับรู้สึกว่ามีผู้สนับสนุนที่มาจากผู้ชม ยอดไลค์ เหตุผลนี้จึงยิ่งทำให้ผู้ที่แสดงออกทางสื่อประเภทนี้ยิ่งโพสต์ออกมามากขึ้น

ภูเบศร์ บอกอีกว่า การแก้ปัญหาในขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีหลักการใดมาติดตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียได้ทัน ไม่ว่าจะเอา กระทรวง กรม ไหนมาควบคุมก็ทำได้ไม่ทัน เพราะสื่อวันนี้มีมากกว่าองค์กรที่มาควบคุม แต่ส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง เพราะขณะนี้สังคมกำลังเคลื่อนไปสู่ความมีเสรีภาพ

“แต่การลดปัญหา จะต้องทำให้คนในสังคมมีวิจารณญาณ มีความยั้งคิด และช่วยกันติดตามตรวจสอบ ถึงแม้อาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากแต่ก็พอสามารถแก้ไขได้” ภูเบศร์ ย้ำ

อีกมุมจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต ชี้ว่า วัยรุ่นมีโอกาสแสดงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยง ประกอบกับปัจจุบันรูปแบบในสังคมที่เปลี่ยนไป โซเชียลมีเดียเข้ามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมวัยรุ่นเปลี่ยนไป ทั้งการข่มขู่ในโลกออนไลน์ รวมถึงการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้มาจากสภาพปัจจุบันที่เด็กใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวน้อยลง รวมกลุ่มกันมากขึ้น รับรู้สิ่งแวดล้อมนอกครอบครัวเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีคิด การใช้ชีวิต ภาวะทางอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ จึงทำให้น่าเป็นห่วง

สำหรับการแก้ปัญหาการใช้สื่อของวัยรุ่นที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรม รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะว่า โรงเรียน ครอบครัว สังคมควรอธิบายให้เยาวชนเข้าใจถึงการใช้สื่อให้อย่างถูกต้องว่าอะไรดี และจะต้องทำให้รับรู้ถึงผลที่จะเกิด และภาครัฐควรหาพื้นที่เพื่อให้เยาวชนได้ออกมาทำกิจกรรมให้มากขึ้น ไม่ควรให้เยาวชนอยู่แต่ในสังคมโซเชียลมีเดียอย่างเดียว

“การแก้ปัญหาความรุนแรงในเยาวชน ถ้าแก้ไม่ได้ปัญหาก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันทำ เฝ้าระวัง ใส่ใจ และลงมาดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พญ.พรรณพิมล กล่าว

เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.แมน เม่นแย้ม รองผู้กำกับ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) บอกว่า พฤติกรรมเด็กไทยปัจจุบันแนวโน้มใช้ความรุนแรง ก้าวร้าวมากขึ้น เพราะปัจจุบันพบการกระทำความผิดของกลุ่มเยาวชนจากเดิมมีเกณฑ์ถูกดำเนินคดีช่วงอายุ 16-18 ปี แต่ในปัจจุบันอยู่ช่วงอายุ 12 ปี โดยไปเกี่ยวข้องทั้งยาเสพติด ความรุนแรง และข่มขืน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าห่วง

“ปัจจัยหนึ่งมาจากสื่อออนไลน์ ที่ทำให้เยาวชนสามารถระบายออกทางอารมณ์ได้อย่างเปิดเผย โดยขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรอง และไม่มีผู้ใดตักเตือน จึงทำให้ปัจจุบันมักจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ของเยาวชนแสดงออกมามากขึ้นและพร้อมที่จะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปสู่การกระทำในลักษณะอื่นที่สุ่มเสี่ยง” พ.ต.ท.แมน ฉายภาพปัญหา

รอง ผกก.ดส. แนะนำว่า การแก้ปัญหา สถาบันครอบครัวต้องมาดูแลควบคุมพฤติกรรมบุตรหลานให้มากขึ้น ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยสื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเด็กสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่อยู่ในโลกออนไลน์ที่มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ก็อาจทำให้ยิ่งยากเกินกว่าจะควบคุม อีกทั้งถ้าหวังใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเดียวน่าจะไม่มีประโยชน์ การแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น

 

“โกงสอบ” เจอเอาผิดทางแพ่งแถมเสี่ยงถูกแบนในวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430904

"โกงสอบ" เจอเอาผิดทางแพ่งแถมเสี่ยงถูกแบนในวิชาชีพ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ สำหรับกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยเเพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จนนำไปสู่การประกาศยกเลิกการสอบในที่สุด

โดยกลโกงครั้งนี้ มีนาฬิกาอัจฉริยะและแว่นตาติดตั้งกล้องวงจรปิดเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ แบ่งกระบวนการออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่รับจ้างจากสถาบันกวดวิชาด้วยเงินราว 5 พันบาท เข้ามานั่งในห้อง เพื่อใช้แว่นตาบันทึกภาพข้อสอบ เมื่อบันทึกภาพเสร็จจะลุกออกจากห้อง นำแว่นไปส่งต่อให้กับทีมงานที่รออยู่ภายนอก จากนั้นไฟล์ภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังให้ทีมเฉลยข้อสอบ เพื่อจัดการเฟ้นหาคำตอบและส่งกลับมายังนาฬิกาอัจฉริยะของนักเรียนผู้ว่าจ้าง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาการสอบไม่เกิน 3 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามจากหลักฐานเบื้องต้นพบว่าการทุจริตสอบคัดเลือกนั้นไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ ทำได้เพียงเอาผิดทางแพ่งและตามระเบียบของมหาวิทยาลัยเท่านั้น..

ทนาย เกิดผล แก้วเกิด ให้ความเห็นว่า การทุจริตข้อสอบ สามารถเอาผิดได้ตาม “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420” ที่ระบุว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

“หลักฐานเบื้องต้นเท่าที่เปิดเผย กรณีดังกล่าว คงไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ทางแพ่งเอาผิดได้แน่นอน เพราะสถาบันกวดวิชาเเละผู้ทุจริตทำให้มหาวิทยาลัยเสียหาย เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดการสอบครั้งใหม่ รวมทั้งสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยด้วย”

ด้านทนาย วิรัช หวังปิติพาณิชย์ บอกเสริมว่า นอกจากความผิดทางแพ่งแล้ว ยังสามารถเอาผิดได้ตามระเบียบสถานการศึกษาด้วยเช่นกัน

“ใครทุจริตการสอบ ก็จะถูกตัดสิทธิในวิชานั้นหรือมหาวิทยาลัยนั้นไป โดยดำเนินการตามระเบียบเเละข้อบังคับของแต่ละสถานการศึกษา ตัวอย่างในอดีตครั้งหนึ่ง การสอบเนติบัณฑิต เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ทุจริตได้ 6-7 ราย คนพวกนี้ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถูกแบน ไม่มีสิทธิได้เป็นทนายความ อัยการ และศาลอีกต่อไปตลอดชาติ เรียกว่าจบชีวิตในวิชาชีพนี้เลย ตามระเบียบของสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก ส่วนตัวไม่ทราบว่าแพทยสภามีระเบียบเช่นนี้หรือไม่”

ทนายวิรัช เสนอว่า ถ้าจะให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนอย่างเป็นรูปธรรมก็ควรออกเป็นกฎหมายอาญาว่าด้วย “เรื่องการทุจริตข้อสอบระดับประเทศ” เสียเลย แต่การบังคับใช้ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงช่วงอายุของผู้เรียนและผู้สอบด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“ประเทศอย่างจีน ตามนโยบายปราบปรามคอรัปชั่น กฎหมายอาญามาตรา 284 ของเขา กำหนดโทษผู้ที่โกง หรือวางแผนจะโกงการสอบ ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี และในกรณีที่มีความเสียหายมาก ผู้กระทำผิดอาจต้องโทษได้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี และต้องเสียค่าปรับด้วย ซึ่งถือว่ารุนแรง” ทนายความหนุ่มกล่าว

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ประกาศขึ้นแบล็คลิสต์ผู้กระทำความผิดทั้งหมดแล้ว และเตรียมดำเนินคดีกับทางสถาบันกวดวิชาผู้ว่าจ้างอย่างถึงที่สุดตามกฎหมายด้วย

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต กล่าวว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 5 ราย มี 1 รายยอมรับเเล้วว่าถูกว่าจ้างมาจากสถาบันกวดวิชา

“5 คนที่ถูกจับได้ เป็นนักเรียนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการสอบ โดยใส่นาฬิกาเข้าสอบ 3 ราย ส่วน 2 คนที่เหลือเป็นทีมงานจากสถาบันกวดวิชา มีหน้าที่ใส่แว่นตาเข้าไปบันทึกภาพ เพื่อส่งให้กับผู้ต้องหาอีกรายที่อยู่ด้านนอก อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ไม่ได้มีผู้กระทำความผิดเเค่ 3 คน น่าจะมีมากกว่านี้ โดยผู้กระทำความผิดจะถูกเเบล็กลิสต์จากทางมหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนจะมีผลต่อมหาวิทยาลัยอื่นอีกหรือไม่ ไม่ทราบได้ เเต่ทั้งหมด โดยเฉพาะสถาบันกวดวิชาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางเเพ่งเเละอาญาตามเเต่ที่กฎหมายไทยรองรับ ซึ่งมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดถึงที่สุด”

ดร.อาทิตย์ เผยด้วยว่า กระบวนการทุจริตครั้งนี้ ผู้ต้องการสอบเข้า ต้องจ่ายเงินสูงถึง 5 หมื่นบาท เพื่อทำสัญญาเเละรับมอบนาฬิกาอัจฉริยะไป โดยหากสอบติดต้องควักเพิ่มอีก 8 เเสนบาทถึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

“เรายอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ อนาคตจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องพัฒนามาตราการตรวจสอบดูแลผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าต้องห้ามอุปกรณ์ที่อาจใช้เป็นกลโกงได้ทุกชนิด และอนุญาตเพียงแค่ดินสอสองบีเท่านั้น”

 

 

ด้าน น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ชี้ชัดว่า หากนักเรียนนักศึกษามีประวัติในการทุจริตการสอบแล้ว การเข้าเรียนแพทย์คงจะเป็นเรื่องยาก และแม้จะเข้าเรียนได้ แต่เมื่อจบการศึกษาก็จะต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและขึ้นทะเบียนกับแพทยสภาก่อนจึงจะสามารถประกอบวิชาชีพแพทย์ได้ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะมีการตรวจสอบประวัติเข้มข้น และหากตรวจพบว่ามีประวัติการทุจริตจะไม่อนุญาตให้สอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยเด็ดขาด เนื่องจากวิชาชีพแพทย์ต้องมีความซื่อสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจำนวนมาก หากมีพฤติกรรมเคยทุจริต ในอนาคตอาจโกงการตรวจคนไข้ หรือทำเรื่องทุจริตที่ส่งผลกระทบได้ จึงต้องคัดออกไปตั้งแต่ต้น

นายกแพทยสภากล่าวอีกว่า มาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แพทยสภามีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว โดยมีการตรวจสอบบัตรประชาชนว่าเป็นตัวจริงมาสอบหรือไม่ และไม่อนุญาตให้นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเข้าห้องสอบ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกสิ่งชั่วร้ายในวงการศึกษาเเละสังคมไทย ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการโกงเกิดขึ้นได้ทุกเเห่งหน ไม่ว่าวงการอาชีพไหน

 

 

 

 

 

ส่องคำพูด “ประยุทธ์” เห็นผลลัพธ์ 2 ปี คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430766

ส่องคำพูด "ประยุทธ์" เห็นผลลัพธ์ 2 ปี คสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วันที่ 22 พ.ค. ครบรอบ 2 ปี กับการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาพร้อมสร้างความสงบเรียบร้อยให้ชาติบ้านเมืองหลังต้องเผชิญวิกฤตจากพิษภัยการเมืองอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มีอะไรสำเร็จลุล่วงไปแล้วบ้าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สะท้อนภาพรวม ว่า ต้องย้อนหลังกลับไปดูประกาศ คสช.เข้ามาทำอะไร แล้ว 2 ปี ได้ทำอะไรหรือไม่อย่างไร เพราะหลายเรื่องราวยังไม่ตรงกับคำประกาศตอนเข้ามา

ทั้งนี้ ส่วนตัวพยายามเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ไปรวบรวมสิ่งที่พูด ไม่ว่าคำสั่ง คสช. หรือในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ รวมถึงปาฐกถาต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชน ว่า 2 ปี ได้พูดอะไรไว้ และแต่ละเรื่องทำเสร็จแล้วกี่เรื่อง

“พล.อ.ประยุทธ์ มีไอเดียบรรเจิด มีรูปแบบสั่งมากจนผู้ใต้บังคับบัญชารู้ทาง เลยไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้า 2 ปี รวบรวมคำประกาศจะเห็นได้ว่ามีประเด็นใดบ้างทำสำเร็จ สะท้อนผลลัพธ์เป็นอย่างดี เช่น เรตติ้งรายการคืนความสุขลดลง เพราะประชาชนจำ เมื่อพูดไม่มีการทำจะดูทำไม เมื่อนายกฯ เรียกเรตติ้ง ต้องไปดูว่าประชาชนหวังสิ่งที่พูด แต่ไม่ได้สิ่งที่ทำ”

จตุพร ยอมรับว่า ทั้งหมดพาให้เกี่ยวเนื่องรวมถึงเรื่องการเมือง และรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น เพียงแต่ว่าการเข้าใจประชาชนแตกต่างกัน เช่น เรื่องทำประชามติ ถ้าออกกฎหมายมากีดกันฝ่ายไม่รับ แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้โทษหนักขึ้น ไม่นับมาตรา 44 และคิดว่าฝ่ายรับทำได้ทางเดียว คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงรักษาดินแดน ออกสื่อจัดกิจกรรมฝ่ายเดียว หวังชนะประชามติ ซึ่งเป็นความคิดผิดพลาดมาก

“รัฐธรรมนูญไปที่ไหนก็ดีผิดปกติ แต่ในทางการเมืองยังไม่เข้าใจหรือรู้จักประชาชน เพราะคนไทยดื้อเงียบ ไม่ปฏิเสธการซื้อแต่ไม่เลือก ทำให้พรรคการเมืองหนึ่งที่เคยเรียกร้องให้ปฏิรูป จ่ายมากแต่ทำไมแพ้ เพราะประชาชนคนไทยมาไกลมาก เรื่องรัฐธรรมนูญสมัยร่างบวรศักดิ์จนมาถึงมีชัย ไม่มีอะไรที่ประชาชนได้รับฟัง ความเดือดร้อนประชาชนไม่ได้รับแก้ไข ซึ่งสำคัญมาก”

ขณะเดียวกัน ปัญหาอย่างเรื่องลักวิ่งชิงปล้นก็ถือเป็นตัวสะท้อน เหมือนยุคปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าเรือนจำว่าง ซึ่งยังไม่นับชาวบ้านขายข้าวแต่ทุกวันนี้ต้องมาซื้อข้าว และที่ยืนอยู่ได้เพราะหาอาหารกินได้ ถ้าวันไหนขาด เป็นเรื่องใหญ่ ชาวนาหลายปีเปลี่ยนแปลงไปไกล ดังนั้นหากรวบรวมคำพูดตลอด 2 ปี ก็จะเห็นคำตอบชัดเจน

ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า เรื่องที่เป็นโจทย์ใหญ่และถือเป็นพันธกิจ คสช.ที่ต้องเน้นย้ำ ซึ่งเป็นพันธสัญญาทางสังคมในช่วงนั้น มีด้วยกัน 3 เรื่อง 1.ยุติความขัดแย้ง สร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ

2.จัดการความไม่ชอบมาพากลจากผลผลิตทางการเมืองล้มเหลว ทุจริต ใช้อำนาจมิชอบจากรัฐบาลที่ผ่านมาในการเลือกปฏิบัติ และ 3.การปฏิรูปประเทศไทย โดยทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีภาคขยายชัดเจน แม้จะเห็นยุทธศาสตร์ชัดบางระดับ แต่ในทางปฏิบัติ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เด่นชัดเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง

สุริยะใส ยกตัวอย่างเช่น ปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง คสช.มีอำนาจพิเศษทำให้การเมืองมีทางออก แต่การปฏิรูปยังไปไม่ถึงไหน แม้กระทั่งการปฏิรูประดับโครงสร้างก็ไม่ชัดซึ่งมีบ้างบางระดับ แม้ที่ผ่านมา คสช.พยายามแก้ปัญหาทั้งเรื่องค้ามนุษย์ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเรื่องการบิน แต่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องพบกับปัญหานี้

ทว่า เรื่องใหญ่ที่ต้องปฏิรูปกลับถูกแช่แข็ง เช่น การปฏิรูปตำราจ ข้าราชการ กระจายอำนาจ และการจัดการปราบปรามทุจริต ส่วนเรื่องที่คิดว่าหายไปนาทีนี้ คือ เรื่องการปรองดอง โดยส่วนตัวคิดว่าไม่เชื่อ คสช.เชื่อว่าบ้านเมืองจะเกิดความสมัครสมานสามัคคี

“แต่แปลกใจที่ คสช.ไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ยกตัวอย่าง ย้อนหลังกลับไปช่วงรัฐประหารใหม่ๆ คสช.มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้ แต่ระยะหลังเงียบหายไป”

สุริยะใส ยกผลงานรัฐบาลกรณีเข้าไปเคลียร์ปัญหาของรัฐบาลที่แล้วในการทุจริต ถือเป็นผลงานรูปธรรม แต่สิ่งที่เป็นห่วงสุด การรัฐประหารอาจไปสู่จุดเสียของ แต่ภาพรวมถ้าเป็นไปตามโรดแมป ตามทัศนคติส่วนตัว คสช.ยังมีเวลาพอในการทำเรื่องปฏิรูปใหญ่ๆ ให้แล้วเสร็จ

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (กปปส.) เห็นว่า ผลงาน คสช.ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นที่พอใจของประชาชน โดยนายกฯ มีความตั้งใจแก้ปัญหาประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า คสช.รับศึกหนักหลายด้านทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ แต่สิ่งที่ประชาชนจับตาและกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง คือ จะใช้เวลาที่มีปฏิรูปอย่างจริงจังและเกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน ส่วนเรื่องการเมืองคิดว่า คสช.คงไม่สนใจเรื่องนี้ จึงไม่ใช่จุดต้องกังวล ทั้งตัวนายกฯ บุคคลสำคัญใน คสช. แสดงเจตนาชัดขอทำหน้าที่ปฏิรูป โดยไม่กลับมาการเมืองอีก

“สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ความผิด คสช. แต่เกิดจากเศรษฐกิจโลก ต้องแก้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ถ้าเทียบกับสถานการณ์ขณะนี้ คสช.ยังแก้ได้ดีอยู่ แต่จากนี้ไป คสช.จะใช้เวลาให้เกิดเป็นประโยชน์อย่างไร”

 

18 ปีคลิตี้ … เมื่อความยุติธรรมล่าช้าคือความ “อยุติธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430747

18 ปีคลิตี้ ... เมื่อความยุติธรรมล่าช้าคือความ "อยุติธรรม"

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…ชนัสถ์ กตัญญู

ท่ามกลางเเสงเเดดเจิดจ้า อุณหภูมิร้อนระอุถึง 40 องศา ชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ยังคงดำเนินไปอย่างปกติ แม้ยังพอมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่มันก็เป็นรอยยิ้มแห่งความจำยอม

ภาวะจำยอมที่ว่ามาจากความกล้ำกลืนฝืนทนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วย ผ่านมา 18 ปีเต็ม พวกเขายังไม่ได้รับการเยียวยาชดเชยในระดับที่ควรจะเป็น สถานการณ์วันนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ย้อนรอยคดีคลิตี้ 18ปีแห่งการต่อสู้อันยืดเยื้อ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2541 ข่าวการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ปรากฎต่อสาธารณชน หลังชาวบ้านต่างล้มป่วย มีอาการผิดปกติ และจบชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ชาวบ้านหลายคนบอกตรงกันว่า สาเหตุมาจากโรงแต่งแร่ตะกั่วบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) ปล่อยน้ำเสียลงห้วย ทำให้น้ำขุ่นเทา ปลาตายจำนวนมาก ดื่มแล้วรู้สึกไม่สบาย คันคอ มึนหัว ถึงขนาดมีแพทย์ออกใบรับรองยืนยันว่าชาวบ้านหลายรายป่วยเป็นโรคพิษสารตะกั่ว เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณะสุขที่ลงพื้นที่ตรวจหาสารตะกั่วก่อนพบว่า ชาวบ้านมีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตราฐาน

ปี 2547 การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของชาวบ้านเริ่มต้นขึ้น เมื่อพี่น้องกะเหรี่ยง 22 ราย ตัดสินใจฟ้องร้องกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ต่อศาลปกครอง ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และฟื้นฟูลำห้วยล่าช้า พวกเขาเสียเวลาในการต่อสู้คดียาวนานถึง 10 ปี กระทั่ง 10 ม.ค. 2556 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายค่าชดเชย 3.8 ล้านบาท รวมทั้งให้กำหนดแผนฟื้นฟูลำห้วยใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้การฟื้นฟูยังไม่คืบหน้า ชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชย ยังคงต้องใช้น้ำในลำห้วยที่ปนเปื้อนสารพิษ

ต่อมา ชาวบ้าน 151 คน ที่ได้รับพิษจากสารตะกั่วอันเป็นผลโดยตรงจากการปล่อยน้ำเสียและตะกอนหางแร่ของโรงแต่งแร่ ยื่นฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ฯ ฐานปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรังและไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้ดังเดิม โดยศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงิน 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง ให้กับชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ส่วนอีกคดีคือ คดีแพ่งที่ชาวบ้าน 8 คนซึ่งมีหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์ว่าร่างกายได้รับการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท ตะกั่วคอนเซน เตรทส์ฯ  ล่าสุดศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 21 มิ.ย.นี้

สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เผยว่า จวบจนถึงวันนี้ กรมควบคุมมลพิษยังไม่ได้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ยิ่งกว่านั้นหากพิจารณาแผนการฟื้นฟูของคพ.จะพบว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจุดฝังกลบตะกอนดินปนเปื้อนตะกั่วที่กำหนดไว้อยู่บนที่สูงเหนือพื้นที่และไม่ไกลจากหมู่บ้าน หากฝนตก ทิศทางการไหลของน้ำจะพาสารพิษเหล่านั้นลงสู่ลำห้วยเช่นเดิม หรือกรณีฝายหินที่คพ.ทำไว้ 2 จุด ในลำห้วยก็ไม่สามารถลดมลพิษได้ นอกจากนี้คำกล่าวที่บอกว่า ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองนั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

“ไม่ว่าต้นเหตุจะเกิดจากกิจการเหมืองตะกั่วหรือเกิดจากธรรมชาติ คพ.มีหน้าที่ต้องกำจัดให้หมด ซึ่งหากพบว่าเอกชนเป็นต้นเหตุก่อมลพิษ คพ.ก็ค่อยไปฟ้องร้องเรียกค่าดำเนินการได้ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 ที่ให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการเรียกค่าเสียหายจากการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากผู้ก่อมลพิษ”

สุรพงษ์ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปี ตั้งแต่ชาวบ้านยื่นฟ้องจนถึงมีคำพิพากษาศาลฎีกา ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาโดยตลอด แม้ว่าโจทก์ทั้ง 8 รายจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ชาวบ้านอีกหลายรายกลับเสียชีวิตไปแล้ว ความยุติธรรมที่ล่าช้ากลายเป็นความอยุติธรรม และปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือการบังคับคดี เนื่องจากบริษัทตะกั่วฯ ปิดกิจการไปแล้ว และประธานกรรมการฯ ก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องหาแนวทางการดำเนินการต่อไป

“ถึงแม้การบังคับคดีจะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้นถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับคดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นคดีแรกที่ฟ้องตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล และศาลได้วางแนวทางให้ผู้ก่อมลพิษต้องแสดงความรับผิดชอบ”

ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า นอกจากจุดเริ่มต้นอย่างการหาทางออกที่จริงใจร่วมกันแล้ว ตัวแปรสำคัญอีกอย่างคือการดำเนินการ ซึ่งสุรพงษ์บอกว่า ถ้ารวบรวมเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษาอย่างยาวนานตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าสูงกว่า 100 ล้านบาท ลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ป่านนี้ความสำเร็จทุกอย่างคงคืบหน้าไปมากกว่านี้

วันนี้ชาวบ้านยังต้องดูแลตัวเอง

ถึงแม้ศาลจะตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี แต่กระบวนการชดเชยเยียวยากลับไม่มีให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภคสำคัญอย่างน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาด กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องลงทุนสร้างระบบน้ำประปากันเอง

ธนกฤต โต้งฟ้า หนุ่มคลิตี้วัย 23 ปี ผู้ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วปนเปื้อนในร่างกาย เล่าว่า ระบบประปาภูเขาเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2546 หลังจากน้ำในลำห้วยไม่สามารถนำมาบริโภคได้ เพราะเต็มไปด้วยสารพิษ

“เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้ใช้น้ำลำห้วยเป็นหลัก ทั้งกิน ทั้งใช้ในกิจกรรมทางสังคม ศาสนา กระทั่งได้รับผลกระทบจากสารตะกั่ว ชาวบ้านเริ่มหวาดระแวงไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะน้ำไม่เพียงพอ พอปี 2546 อบต.ชะแล เริ่มดำเนินการประปาภูเขาขึ้น ใช้ท่อเหล็กเป็นวัสดุหลัก ส่งน้ำหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้าน แต่มันไปได้ไม่ทั่วถึง นานเข้าก็เกิดสนิม ที่สำคัญน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ธาตุอย่างหมู่บ้านเรา จำเป็นต้องได้รับการกลั่นกรองก่อนดื่มกินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้ อบต.มีงบไม่เพียงพอ”

ธนกฤต บอกว่า หลังจากพวกเขาชนะคดีคพ. ในปี 2556 ได้แบ่งเงินจากค่าชดเชยที่ได้ราว 1 ล้านบาท นำมาปรับปรุงระบบน้ำประปาภูเขา เพื่อให้สะอาด ปลอดภัยและทั่วถึงมากขึ้น

“เราแบ่งเงินออกมาจำนวน 1 ล้าน เพื่อนำมาปรับปรุงระบบประปาภูเขา เปลี่ยนจากท่อเหล็กเป็นท่อประปาที่ได้รับมาตราฐาน แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ พยายามร้องขอให้ คพ.เข้ามาช่วยเยียวยาเราเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ไม่มีกลไกชดเชยระหว่างฟื้นฟู ”

เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือและถูกปฎิเสธ ธนกฤตและชาวบ้านตัดสินใจร่างโครงการระบบประปาภูเขาขึ้นมาเอง พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเอกชนจนได้เงินมา 3 ล้านบาท จัดการปรับเปลี่ยนท่อประปา สร้างบ่อพักน้ำเสร็จสิ้นเมื่อปี 2558

“เมื่อ คพ.ไม่ช่วยเรา ผมจำเป็นต้องเขียนร่างโครงการขึ้นมาและไปขอเงินบริจาคจากภาคเอกชนทั่วประเทศ  สุดท้ายได้เงินมา 3 ล้านบาท จัดการพัฒนาระบบประปาภูเขา ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมาก น้ำประปาทั่วถึง แต่ยังไม่มีเครื่องกรองที่มีคุณภาพ สิ่งที่กังวลคือ หน้าแล้งปีนี้น้ำน้อยมาก หลายบ้านหนีไม่พ้นที่ต้องกลับไปกินน้ำในลำห้วยเช่นเคย”

ธนกฤต โต้งฟ้า เยาวชนบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ชี้ให้ดูระบบประปาภูเขา ที่วันนี้เหลือน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้อุปโภคบริโภคของชาวบ้าน สุดท้ายก็ต้องยอมใช้น้ำปนเปื้อนสารตะกั่วจากลำห้วยคลิตี้

หลากหลายชีวิตท่ามกลางลำห้วย

ที่ผ่านมามีการรณรงค์ไม่ให้ดื่มกินน้ำในลำห้วย ทว่าด้วยวิถีชีวิตความเคยชิน บวกกับน้ำประปาภูเขายังไปไม่ทั่วถึง ไม่เพียงพอให้ดื่มกินได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะหน้าแล้ง ทำให้ชาวคลิตี้ยังคงต้องพึ่งพาลำห้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายน้ำแห่งนี้เปรียบดั่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งดื่มกิน ประกอบอาหาร ซักผ้า หรือแม้กระทั่งสร้างความสุขและผ่อนคลาย

ปัญญา ทองภาภูมิปฐวี ย้อนรำลึกถึงสมัยยังเป็นเด็กว่า เขาเติบโตมากับสายน้ำใสแจ๋ว ดื่มกิน จับปลาได้อย่างสบายอกสบายใจ จนกระทั่งลำห้วยต้องมาแปดเปื้อนมัวหมองด้วยสารตะกั่ว

“ตอนเด็กๆผมทั้งกินทั้งเล่นน้ำในห้วยทุกวันเลยครับ สะอาด ใส วันไหนร้อนๆก็พากันวิ่งกระโดดตีลังกาลงน้ำกับเพื่อนสนุกสนาน  จนวันหนึ่งน้ำเริ่มมัวขุ่นและมีกลิ่น เด็กๆอย่างเราไม่รู้ก็เข้าใจว่าน้ำป่า  นานวันเข้าเริ่มได้ยินข่าว ห้วยบ้านเรากำลังปนเปื้อนสารตะกั่ว ห้ามกินห้ามใช้ อันตรายถึงตาย ชาวบ้านพากันถอยหนีไปพักหนึ่ง แต่มันหนีไม่ได้ตลอด ทุกคนยังต้องกิน ต้องใช้  บางบ้านเขาก็ต้มดื่มจริง แต่ส่วนใหญ่ไม่หรอกครับ ยิ่งออกไปทำไร่ด้วย เหนื่อยเมื่อไหร่ก็ตักขึ้นมากินเลย จะไม่ให้ใช้ คงยาก”

ปัญญา บอกว่า ถึงแม้จะมีน้ำประปาจากภูเขาทดแทน แต่ก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหน้าแล้ง น้ำที่ไหลไปไม่ทั่วถึง ประกอบกับความเคยชินของคนในพื้นที่ ลำห้วยยังเป็นชีวิตของทุกคน “ที่สำคัญห้วยเรามันไม่เคยแห้งเลยครับ”

วิวัฒน์ นาสัวกิติ หนุ่มใหญ่วัย 53 ปี ยืนยันว่า แม้จะกลัว แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน

“วันนี้ผมก็ยังกินน้ำในลำห้วยอยู่ ความกลัวนั้นมีแน่นอนเพราะเห็นผลกระทบที่หลายคนได้รับ แต่ให้หนีคงไม่พ้นหรอก ต้องลองมาอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้านเราแล้วจะรู้ ชาวบ้านยังกินปลา ปักเบ็ดในลำห้วย มันคงแปลก  ถ้าบ้านเรามีน้ำ มีทรัพยากรอยู่ใกล้ๆ แต่ใช้ได้ไม่เต็มที่ ก็หวังว่าภาครัฐจะจัดการให้จริงจังเสียที  ดูแลชาวบ้านอย่างเท่าเทียม เหลียวแลคนไกลอย่างเราด้วย”

ชลาลัย นาสวนสุวรรณ สาววัย 27 ปี เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ก่อนออกไปเรียนร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี คณะวิทยาการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ปัจจุบันกำลังเรียนในระดับปริญญาโทสาขาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา ม.เชียงใหม่ ถือเป็นอีกคนที่เรียนจบแล้วกลับมาช่วยเหลือพัฒนาบ้านเกิด ในฐานะครู

“เราแนะนำเด็กๆเสมอว่า ให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำ พวกเขาก็เริ่มตั้งคำถามเสียงดังกว่าคนรุ่นเก่าแล้วว่าทำไม เพราะอะไรเราถึงใช้น้ำในหมู่บ้านไม่ได้  มันแสดงให้เห็นว่าเด็กๆเริ่มสนใจปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ”

ชลาลัย บอกว่า วิถีชีวิตในวันนี้ของชาวบ้าน แต่ละปีทุกคนยังคงออกไปทำมาหากินอยู่ไร่มากกว่าอยู่บ้าน นั่นหมายความว่า ลำห้วยยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกต้องกิน ต้องใช้

ฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่วที่กรมควบคุมมลพิษ สร้างไว้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถลดการปนเปื้อนและฟื้นคืนชีวิตให้ลำห้วยคลิตี้ล่าง

ปัจจุบันชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบจากสารพิษตะกั่ว บางคนมีอาการปวดเมื่อยไปถึงกระดูก หน้ามืด ท้องร่วง ขณะที่เด็กๆหลายคนต่างประสบปัญหาพัฒนาการทางสมองช้า พิการ ไม่สมประกอบ โดยแต่ละคนรายมีค่าสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติมาก  โรคร้ายเหล่านี้ได้บั่นทอนวิถีชีวิตและสุขภาพของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด หนีไม่พ้น โจ่ สอวอ-วิชัย นาสวนกนก  เด็กชายวัย 12 ขวบ ที่เข้ารับการรักษาโรคสารตะกั่วตั้งแต่แรกเกิด หลังมีอาการตัวเล็กผิดปกติ วันนี้เขายังคงผอมบาง เดินไม่ตรง ไม่สมประกอบ มีอาการหอบหืด และอาการที่บ่งชี้ว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นภาพอันน่าเวทนาสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสารพิษที่ชาวบ้านไม่ได้ก่อได้เป็นอย่างดี

วันนี้บทเรียนอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านได้รับคือ การทุ่มเททรัพยากรมหาศาลอันไร้ความรอบคอบ เพื่อเเลกกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่มนั้นเสี่ยงเกินไปหรือเปล่ากับคนตัวเล็กตัวน้อยที่จะได้รับผลกรรมที่ไม่ได้ก่อ

18ปีผ่านไป ความยุติธรรมช่างมาถึงช้าเหลือเกิน.

โจ่ นายวิชัย นาสวนกนก เล่นน้ำในลำห้วยคลิตี้อย่างสนุกสนาน หนึ่งในเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับระดับสารตะกั่วในเลือดที่สูงกว่าผู้ใหญ่

 

ฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่วที่กรมควบคุมมลพิษ สร้างไว้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถลดการปนเปื้อนและฟื้นคืนชีวิตให้ลำห้วยคลิตี้ล่าง

 

ซ้ายคือดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว ส่วนขวาคือดินธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยชาวบ้านเก็บตัวอย่างดินรอบๆฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่ว

 

ลานแต่งแร่ในอดีตถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลังเหมืองปิดตัวลง ในอดีตสถานที่แห่งนี้จะมีการขนแร่ตะกั่วที่ขุดมาได้นำมากองรวมกันบนยอดเนินสูงเท่าภูเขาย่อมๆก่อนจะผ่านกระบวนการด้วยน้ำและสารเคมีต่างๆเพื่อแยกแร่ตะกั่วออกมาส่วนกาก