จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430731

จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

โดย…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์, ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การเข้ามากว้านซื้อผลไม้ในประเทศไทยของนักธุรกิจจีนผ่านผู้รวบรวมผลไม้คนไทยหรือที่เรียกกันว่า “ล้ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีนคึกคักมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะสวนผลไม้ใน จ.จันทบุรี และตราด เกษตรกรชาวสวนและผู้ค้าผลไม้ทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างร่ำรวยขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ธุรกิจผลไม้ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่มากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท

วุฒิพงษ์ รัตนมนต์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ตราด และประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด เปิดเผยว่า หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี พ่อค้าชาวจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ไทยในจันทบุรีและตราดอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ซึ่ง บริษัท ไทฮง เป็นพ่อค้าชาวจีนเจ้าแรกที่เข้ามา และเป็นรายใหญ่ที่สุดในขนะนั้น

“ผู้ค้าผลไม้ในภาคตะวันออกรู้จักไทฮงดี และพ่อค้ารับซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกก็เป็นลูกค้าของไทฮงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลังจากจีนเปิดประเทศและมีการค้าเสรี ทำให้ผลไม้ของไทยส่งออกไปจีนอย่างมหาศาล และกลายเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ซึ่งชาวจีนนิยมบริโภค ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ยังต้องมีทริปมากินทุเรียนด้วย”

วุฒิพงษ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ผลไม้ใน จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งลำไย ซึ่งเริ่มปลูกมากในจันทบุรี และแต่ละปีมีปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาจะตกต่ำทุกปี ทำให้ทุกรัฐบาลต้องแทรกแซงราคาทุกปี ปีไหนแก้ไม่ได้ก็ถูกประท้วงกดดัน ปิดถนน หรือเทผลไม้ทิ้งเพื่อประท้วงจนเป็นปัญหาที่ซ้ำซาก และเป็นเรื่องปวดหัวของทุกรัฐบาล

อย่างไรก็ดี ต่อมามีภาคเอกชนในตราดจำนวนหนึ่งออกไปโรดโชว์สินค้าในประเทศจีนทุกปี ในหลายเมือง ทั้งคุนหมิง กว่างโจว ทำให้มีคำสั่งซื้อจำนวนมากขึ้นในปีต่อๆ มา โดยจีนมีเงื่อนไขที่ต้องเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพเท่านั้น

“หลังจากทำตลาดผลไม้ในจีนได้ไม่นาน ทำให้พ่อค้าส่งออกของไทยได้รับคำสั่งซื้อจากพ่อค้าชาวจีนโดยตรงและโดยอ้อม แต่ยังไม่ได้ตื่นตัวมากนัก เนื่องจากผลไม้ของเกษตรกรยังไม่มีคุณภาพมากนัก แต่ระยะหลังเริ่มผลิตได้คุณภาพเพื่อส่งออกมากขึ้น

“จากนั้นพ่อค้าชาวจีนเริ่มเดินทางมาสั่งซื้อผลไม้จาก 2 จังหวัดจำนวนมากขึ้น เพราะพ่อค้าจีนเหล่านี้มีเงินทุนมาก แต่ไม่มีความสามารถในการซื้อโดยตรง จึงทำสัญญาหรือมอบคำสั่งซื้อให้กับพ่อค้าคนกลางที่เป็นคนไทยรวบรวมผลผลิตให้ตามจำนวนที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของ ‘ล้ง’”

วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ราคาผลไม้มีราคาสูงและไม่ตกต่ำอีกประการก็คือ พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากที่ทุ่มเงินซื้อทุเรียนจาก 3 จังหวัดในภาคตะวันออกโดยผ่านล้งคนไทย อีกส่วนหนึ่งที่เดินทางมาซื้อโดยตรง และทำสัญญาซื้อขายกับทั้งเกษตรกรโดยตรงและสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ซึ่งในตราดมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

“พ่อค้ารับซื้อที่เป็นชาวจีนไม่ได้มีการฮั้วราคากัน แต่ทำในลักษณะต่างคนต่างซื้อและบางครั้งก็แย่งกัน ทำให้ราคาทุเรียนไม่ตกต่ำ และยังมีความต้องการสูง ซึ่งวันนี้ทุเรียนของตราดน่าจะเกิน 50% ถูกส่งไปจีน และพ่อค้าชาวจีนก็ทำในลักษณะนี้ในจันทบุรีและระยองเช่นเดียวกัน

“อีกส่วนหนึ่งก็คือ สหกรณ์การเกษตรแปรรูปและส่งออกตราดที่ผมเป็นประธานอยู่ได้รับซื้อผลทุเรียนทุกเกรดมาแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็งและรับซื้อในทุกขนาดในราคาถัวเฉลี่ย 50 บาท/กก. ซึ่งรับซื้อ 30-40 ตัน/วัน เดือนละ 1,000 ตัน ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการตลอดเวลา

“อีกทั้งทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาขายทุเรียนแช่แข็งให้พ่อค้าชาวจีนมีประมาณ 2,000 ตัน (เนื้อ)/เดือน หรือคิดเป็นผลทุเรียนประมาณ 6000-7,000 ตัน จึงทำให้ทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ ซึ่งเสมือนทำหน้าที่ล้งเช่นกัน”

สำหรับที่ จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายของพ่อค้าชาวจีนในการนำเข้าทุเรียนจำนวนมาก เพราะมีการปลูกทุเรียนมากและมีคุณภาพ จึงมีล้งขึ้นจำนวนมาก ยงยุทธ เจียงแจ่มจิตร เจ้าของล้งนาคินทร์ ตลาดเนินสูง อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นล้งรายใหญ่ของจันทบุรี ได้อธิบายว่า ไม่สามารถบอกจำนวนล้งที่รวบรวมผลไม้ส่งให้พ่อค้าชาวจีนได้ว่ามีจำนวนเท่าไรแน่ แต่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“คิดว่าวันนี้น่าจะเกิน 100 ล้ง ยังไม่รวมของตราดและระยอง ซึ่งแต่ละล้งจะมีเงินทุนหมุนเวียนในตลาดผลไม้แต่ละแห่งหลายสิบล้านบาท/ล้ง โดยพ่อค้าชาวจีนจะจ้างชาวไทยเป็นผู้รวบรวมผลไม้ให้ตามความต้องการ ซึ่งมีการกำหนดคุณภาพ ขนาด และราคาอย่างชัดเจน แต่จำนวนรับไม่อั้น

“ชาวจีนมาซื้อผลไม้โดยตรงไม่ได้ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้จักกับชาวสวน รวมทั้งมีพ่อค้ารายย่อยวิ่งเข้าไปซื้อผลไม้ในสวนโดยตรง จึงต้องซื้อผ่านคนไทย ซึ่งผู้ที่ทำล้งจะต้องคัดคุณภาพ ต่อรองราคา การชุบน้ำยา และการแพ็กเกจแล้วส่งขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งคนรวบรวมผลผลิตก็จะได้ส่วนต่างราคา การรับจ้างแพ็ก การบริหารจัดการเฉลี่ย 30 บาท/กก. อันนี้เป็นส่วนน้อยนะ

“การมีพ่อค้าชาวจีนมาสั่งทุเรียน มังคุด เพื่อนำเข้าประเทศและให้ล้งเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง พ่อค้าชาวจีนจะทำหน้าที่เพียงส่งเงินมาให้และรับสินค้านำเข้าจีนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบเป็นเงินสดและโอนเงินในวันรุ่งขึ้นทันที ทำให้เกษตรกรได้เงินเร็ว และมีเงินหมุนเวียนเร็ว

“แต่ละวันจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในปี 2558 มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ในปี 2559 น่าจะมีมากกว่า เพราะราคาผลไม้สูงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะนี้แต่ละล้งจะมีการบรรจุ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 20-25 ตัน ขึ้นอยู่กับชนิด อย่างมังคุด และลำไย แต่ละล้งจะสามารถส่งออกไปได้ 18-30 ตู้/เดือน เป็นอย่างน้อย”

ยงยุทธ ยังสะท้อนให้เห็นว่า หลังจากชาวจีนมารับซื้อผลไม้ผ่านล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุกวันนี้ผลไม้ของจังหวัดภาคตะวันออก คือ ทุเรียน มังคุด และลำไย เป็นที่ต้องการของชาวจีนมากขึ้น และส่งผลให้ราคาผลไม้สูงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

“วันนี้การประท้วงเกือบหมดไป ชาวสวนสามารถขายผลไม้ได้ราคาสูง แต่พ่อค้าชาวจีนไม่ได้ซื้อแบบฮั้วตลาด ต่างคนต่างซื้อ ทำให้ราคาไม่ตก วันนี้ตลาดยังเป็นของคนไทยอยู่ แต่ในอนาคต หรืออีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาขึ้นแน่ ทั้งล้งและเกษตรกร หากพ่อค้าชาวจีนรวมตัวซื้อผลไม้ หรือหยุดซื้อผลไม้จะส่งผลกระทบทันที

“วันนี้พ่อค้าชาวจีนพยายามจะเรียนรู้กระบวนการจัดการของล้งว่าเป็นอย่างไร เขาเริ่มเข้าใจและต้องการเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการทำงานเอง แทนที่ล้งคนไทย หากพวกเขาสามารถทำได้ และจ้างแรงงานทั้งผู้คัด ผู้ซื้อ และผู้ต่อรองราคาได้ ทุกอย่างจะเป็นของพ่อค้าชาวจีนทั้งหมด

“กลุ่มแรกที่จะตกงานก็คือพวกล้งอย่างผมต่อมาก็คือชาวสวนผลไม้ที่จะถูกกดราคาและกำหนดราคาจากพ่อค้าชาวจีน ซึ่งหากไม่มีการกำหนดหรือมีหลักเกณฑ์จากรัฐบาล พ่อค้าชาวจีนจะรวบตลาดผลไม้ของภาคตะวันออกได้ทั้งหมด ทุกวันนี้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาพร้อมเงินและวีซ่าท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้ไม่ควรให้คนต่างด้าวมาเป็นผู้ควบคุม”

อย่างไรก็ตาม หากพ่อค้าไทยจะรวบรวมเพื่อส่งออกผลไม้ไปจีนโดยตรงกลับมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ไม่สามารถสื่อสารได้เข้าใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าไทยและพ่อค้าจีนที่จะต้องอาศัยความสนิทสนม ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หากไม่ใหญ่จริงโอกาสที่จะเข้าไปค้าขายกับต่างประเทศลำบาก และมีความเสี่ยงสูง หากจะทำจริงคงต้องมีบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับการลงทุน

สถานการณ์การค้าผลไม้ผ่านล้งที่แม้จะสร้างรายได้อย่างมหาศาลหลายพันล้านต่อปี แต่ปัญหาที่อาจตามมาก็คือ หากจีนฮั้วราคา หยุดการนำเข้า หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม ตลาดผลไม้ในภาคตะวันออกที่กำลังไปได้ดีก็ต้องปิดฉากลง และปัญหาของเกษตรกรชาวสวนอาจวนกลับมาให้รัฐบาลแก้อีกในวันหน้า

ยุค “ทุเรียน-มังคุด” เฟื่องฟู

ชัยวัฒน์ ปริ่มผล เจ้าของสวนอำไพ ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด สวนผลไม้ชั้นนำของตราดที่ผลิตและส่งออกต่างประเทศ ระบุว่า ตลาดผลไม้ของตราดและในจังหวัดภาคตะวันออก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสามารถส่งขายไปยังตลาดต่างประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะประเทศจีนที่รับซื้อจำนวนไม่จำกัด โดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด และพ่อค้าจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกมาหลายปีแล้ว

“ปัจจุบันผลไม้ของตราดมีพ่อค้าชาวจีนลงมาตั้งล้งรับซื้อโดยตรงและโดยอ้อม ด้วยการให้ทุนไปรับซื้อเพื่อส่งเข้าจีนอีกครั้ง ซึ่งมีก้อนเงินส่งมาให้ทำให้มีเงินหมุนเวียนในตลาดผลไม้ของตราดจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี

“โดยเฉพาะทุเรียนมีความต้องการสูง ทำให้ราคาผลไม้ของตราดราคาไม่ตกต่ำลงเหมือนทุกปี ทั้งที่มีความต้องการสูงและผลผลิตมีน้อย นอกจากนี้ทางสหกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของตราดที่รับซื้อทุเรียนทุกขนาด เพื่อแกะผลผลิตมาแช่แข็งและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงบางส่วนแปรรูปขายในประเทศ ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการต่อเนื่อง”

พ่อค้าชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำสัญญาซื้อขายทุเรียนจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อแปรรูปและส่งออก จ.ตราด มูลค่าถึง 200 ล้านบาท เปิดเผยว่า การมาทำสัญญาซื้อทุเรียนในตราดกับสหกรณ์แปรรูปและส่งออก ตราดมีทุเรียนสำหรับการส่งออกจำนวนมาก แต่ก็ต้องคัดคุณภาพที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางแล้วได้ทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พ่อค้ารายนี้ กล่าวว่า หากไม่ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพก็จะไปซื้อทุเรียนในเวียดนามด้วย เพราะทุเรียนที่เวียดนามมีคุณภาพและรสชาติดี มีการตัดทุเรียนขนาดแก่พอดี แต่อย่างไรก็ตามทุเรียนในเวียดนามมีปริมาณน้อย จึงต้องมาซื้อที่ตราดผ่านทางสหกรณ์การเกษตรฯ ที่ช่วยทำหน้าที่คัดคุณภาพได้ดีกว่า

พ่อค้าชาวจีน ย้ำว่า ชาวจีนนิยมบริโภคผลไม้ของไทยโดยเฉพาะทุเรียนมาก รวมทั้งมังคุดและลำไย สำหรับเส้นทางการส่งออกของผลไม้ไทยสู่ประเทศจีนนั้น สามารถเดินทางได้ 2 ช่องทาง คือ เส้นทางบกจะขนส่งผ่านไปยังจุดผ่านแดนถาวรในหลายจุดทั้งมุกดาหารและนครพนม เพื่อเข้าไปยังเวียดนามตอนเหนือสู่ฮานอย และเข้าชายแดนจีนตอนใต้ทางสู่ซูโจว หนานหนิง และกว่างโจว และเข้าไปทางเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของผลไม้ไทย การเดินทางโดยรถยนต์จะใช้เวลา 3-4 วันเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท/ตู้คอนเทนเนอร์

อีกเส้นทางจะลงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เดินทางผ่านประเทศกัมพูชา เวียดนาม และเข้าจีนที่ท่าเรือกว่างโจว ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-7 วัน และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8 หมื่นบาท/ตู้คอนเทนเนอร์ บริษัทที่ส่งออกรายใหญ่ที่นำเข้าผลไม้ไปจีน ประกอบด้วย บริษัท เอเวอร์กรีน บริษัท เมอร์ค บริษัท โอโอซีแอล และบริษัท ไทฮง ซึ่งเป็นรายใหญ่

“ล้งจีน-ค้าข้ามแดน”รัฐแก้ไม่ตก ศก.ฐานรากยับเยิน

ความนิยมผลไม้จากประเทศไทยของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด และลำไย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ส่งผลให้นักธุรกิจจีนที่เข้ามารวบรวมผลไม้ในประเทศไทยเพื่อส่งออก หรือ “ล้งจีน” เข้ามากว้านซื้อผลไม้ถึงสวนเกษตรกรไทย ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าล้งจีนจะเข้ามาแย่งอาชีพล้งไทยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้จากสวนในประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ว่าสินค้าที่ล้งจีนซื้อไปจะต้องส่งออกไปตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่หลายกรณีจะพบว่าล้งจีนคัดผลไม้ที่ตกเกรดและนำมาขายในประเทศ ซึ่งถือว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามต่างชาติจะทำธุรกิจค้าปลีกในไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเท่านั้น

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า ในที่ผ่านมากรมได้รับการร้องเรียนจากพ่อค้าผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก ว่า ไม่สามารถซื้อผลไม้ไทยเพื่อส่งออกไปต่างประเทศได้มากนัก โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังออกผลผลิตสู่ตลาด เนื่องจากผู้รวบรวมสินค้าผลไม้หรือล้งจีนได้เข้าไปทำสัญญาซื้อขายทุเรียนแบบเหมาสวนจากเกษตรกรล่วงหน้า โดยให้ราคาที่ดีกว่าพร้อมทั้งให้เงินมัดจำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเป็นค่าดูแลและบริหารจัดการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ต่างพ่อค้าไทยที่ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องไม่มากจึงไม่สามารถไปแข่งขันได้ โดยเฉพาะในปีนี้ผลผลิตทุเรียนเสียหายมากจากสถานการณ์ภัยแล้ง

“แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องล้งจีนนั้น กรมได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ กรณีล้งจีนมีการใช้นอมินีคนไทยในการทำธุรกิจอำพรางเข้ามาทำเป็นผู้รวบรวมสินค้าผลไม้จากไทยเพื่อส่งออกไปจีนหรือไม่ หรือลักลอบการนำสินค้าผลไม้ที่ตกเกรดส่วนที่เหลือจากการส่งออกนำกลับมาขายปลีกในไทย ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายประกอบกธุรกิจคนต่างด้าวและยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในท้องถิ่นด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้กรมได้ส่งบัญชีรายชื่อล้งจากไทยเพื่อส่งออกไปจีน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการคนจีนหรือร่วมทุนกับคนไทย 1,094 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงินว่ามีพฤติกรรมอำพรางให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) และมีพฤติกรรมทำธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะต่างชาติไม่สามารถทำธุรกิจขายปลีกผลไม้ในประเทศได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

“การส่งข้อมูลให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบโครงสร้างผู้ประกอบการล้งนั้น เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์รับซื้อผลไม้ในประเทศไทยของล้งต่างชาติ แม้ว่าในระยะสั้นเกษตรกรไทยได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ระยะยาวอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม หากพ่อค้าผลไม้ไทยต้องเลิกกิจการไป จึงมอบหมายให้กรมหาแนวทางแก้ปัญหาโดยด่วน” วิบูลย์ลักษณ์ ระบุ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการทำธุรกิจล้งแบบบุคคลธรรมยังไม่มีการเสียภาษี ต่างจากนิติบุคคลไทยที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการเสียภาษีเท่ากัน รวมทั้งจะขอความร่วมมือให้กระทรวงการคลังช่วยเหลือสภาพคล่องด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยพ่อค้าไทย รวมถึงการเข้าไปตรวจสอบสัญญาระหว่างล้งจีนกับชาวสวนอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายในตลาดจีนเข้าไปเชื่อมโยงกับพ่อค้าคนไทยในการนำทุเรียนส่งออกไปจีน เป็นต้น

“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การรับซื้อผลไม้ของล้งจีนได้เปรียบล้งคนไทย เพราะมีต้นทุนทำธุรกิจต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการส่งออกไปยังจีน เพราะบางรายเข้ามาแบบบุคคลธรรมดาแอบเข้ามาทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างล้งจีนและล้งไทย กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาแนวทางจัดการเรื่องนี้ภายในเดือน พ.ค.นี้” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้ในไทยแล้ว ล่าสุดกรมได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้าสินค้าผักและผลไม้ ทั้งกรมวิชาการเกษตร องค์การอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมศุลกากร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีมีคนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนและเวียดนามนำแอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ เข้ามาขายในตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ ในไทย เช่น ตลาดไท ตลาดไอยรา ย่านรังสิต ตลาด 4 มุมเมือง และตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยเป็นอย่างมาก แม้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ก็ตาม

“การนำเข้าผักและผลไม้จากจีนจำนวนมากๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยและจีน ที่กำหนดให้สินค้าเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าในไทย เพียงแต่เมื่อถึงด่านตรวจก่อนเข้าไทยต้องผ่านการตรวจสอบจาก 3 หน่วยงานหลัก คือ กรมศุลกากร  กรมวิชาการเกษตร ที่จะต้องตรวจสอบเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย ด้วยการสุ่มตัวอย่างและ อย. จะตรวจสอบสารตกค้างและความปลอดภัยอาหาร โดยที่ผ่านมากระทรวงได้ขอความร่วมมือจากทั้ง 3 หน่วยงาน ให้ตรวจเข้มในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีเพียงสินค้าหอมแดงและส้มเท่านั้น ที่ผู้นำเข้าจะต้องขึ้นทะเบียนและแจงรายละเอียดว่าสินค้านำเข้ามาและส่งไปขายให้ใคร หากเข้ามาทำธุรกิจไซโลหรือห้องเย็นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน และจะต้องขอวีซ่าเข้ามาแบบถูกต้อง รวมทั้งเมื่อมีรายได้ต้องเสียภาษีด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

จึงเท่ากับว่าวันนี้ธุรกิจของผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่มาก หากรัฐบาลยังแก้ไม่ตก ก็มีหวังเศรษฐกิจฐานรากพังยับเพราะธุรกิจต่างชาติ

 

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430367

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำสงครามข้อมูลข่าวสารเชิงรุกกับประชาชน เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน 2 รายการสำคัญ คือ 1.รายการเดินหน้าประเทศไทย ช่วงเวลา18.00 น. ของทุกวัน และ 2.รายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทุกคืนวันศุกร์ เวลาประมาณ20.15 น. ทั้งสองรายการอาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร มีการปรับรูปแบบรายการหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารูปแบบการนำเสนอจืดชืด ไม่มีพลังดึงดูดความสนใจจากประชาชน

เริ่มจากรายการคืนความสุขฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ โชว์เดี่ยวเอง สารพัดจะปรับโฉมมาทุกรูปแบบแล้ว ไล่ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ฉากหลัง เพลงประกอบ หรือเครื่องแต่งกาย หากจำกันได้ช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ สวมชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ เปลี่ยนมาเป็นสวมสูทผูกเนกไท ให้ดูผ่อนคลายไม่เครียด หรือแม้แต่เปลี่ยนท่ายืนพูดมาเป็นนั่งพูด หรือเปลี่ยนจากยืนพูดที่โพเดียม มาเป็นนั่งสนทนากับผู้ดำเนินรายการกับ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไร้ผลที่จะฉุดกระชากเรตติ้งให้เพิ่มขึ้นมาได้

ปัญหานี้นายกรัฐมนตรีรู้ดี แสดงอาการหงุดหงิดหลายครั้ง จนล่าสุดกล่าวตัดพ้อกลางเวทีว่า “การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย 145 โครงการ มีคนเข้าไปดูเพียง 2 หมื่น ขณะที่ยอดไลค์เพจของ เน วัดดาว มีมากกว่าล้านไลค์ ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น” เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาลหัวหมุนเร่งระดมสมองกันอย่างหนักเพื่อปรับโฉมรายการใหม่ให้ดูดีน่าสนใจ

แม้แต่รายการเดินหน้าประเทศไทย ทางทีมโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พยายามปรับโฉมกันหลายครั้งเช่นกัน เพราะทราบดีว่าการจัดรายการแบบเดิมๆ ที่นำรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมานั่งจับเข่าสัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ โดยมุ่งเน้นเนื้อหาที่เป็นงานระดับนโยบาย ขณะที่ประชาชนคนดูทางบ้าน กลับไม่สนใจเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทางทีมงานจึงปรับรูปแบบมาเป็นรายงานพิเศษบ้าง หรือบางตอนถึงขนาดยกกองถ่ายพารัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงออกไปจัดรายการนอกสถานที่ เน้นพูดคุยกับชาวบ้าน หวังนำเสนอผลลัพธ์ทางนโยบายและการมีส่วนร่วมจากประชาชน แต่ดูเหมือนว่ายังไม่โดนใจประชาชนเท่าที่ควร

ขณะที่มุมมองของนักการสื่อสารมวลชนและการตลาดอย่าง มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ทั้งสองรายการของรัฐบาลยังคงเป็นการใช้การสื่อสารแบบเดิมๆ เก่าๆ คือ การสื่อสารแบบทางเดียวเป็นหลัก โดยภาครัฐเป็นฝ่ายนำเสนอ จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจต่อประชาชน ที่สำคัญในการนำเสนอเนื้อหาสาระก็ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเสพสื่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันมีช่องทางในการสื่อสารมากมายไม่ใช่แค่ทีวีกับวิทยุเหมือนในสมัยก่อนโน้นเท่านั้น

“แต่ผู้นำประเทศยังคงใช้ช่องทางการสื่อสารแบบเดิมๆ ขณะที่รูปแบบและพฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนเปลี่ยนไปย่อมเป็นผลให้รูปแบบการรับชมหรือรับฟังเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะประชาชนไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้นั่งอยู่หน้าจอทีวีตลอดเวลา เพราะประชาชนมีทางเลือกอื่นเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้เรตติ้งรายการนายกฯ ลดลง”

มานะ มองว่า หากรัฐบาลต้องการประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลงานของรัฐบาล ต้องรู้จักหาตัวอย่างที่ดีในการใช้สื่อในสังคมยุคใหม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อให้ถูกช่องทางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงควรต้องไปศึกษากรณี มิเชล โอบามา ภริยา บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เธอพยายามรณรงค์โครงการ “เล็ท เกิร์ลส์ เลิร์น” โดยมีเป้าหมายต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคมว่ายังมีเด็กผู้หญิงทั่วโลกกว่า 62 ล้านคน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ซึ่งมิเชลทราบดีว่างานรณรงค์ปัญหาสังคมแบบนี้การจะให้เนื้อหาของโครงการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากยังใช้การสื่อสารแบบเก่าๆ เดิมๆ คือ ทีวี หรือวิทยุ อย่างการออกแถลงการณ์ข่าวแจก หรือรัฐมนตรีออกมานั่งแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ไม่มีทางได้ผลในการเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

“ดังนั้นผู้นำประเทศจะต้องใช้ช่องทางการสื่อแบบใหม่ๆ เข้ามาทำให้รูปแบบและเนื้อหาของสารที่จะส่งไปดูมีความน่าสนใจ เช่น นำเสนอเป็นภาพยนตร์ หรือเพลง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมิเชลใช้กลยุทธ์ด้วยการใช้เพลงแร็ปที่ร่วมกับนักร้องชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น อย่าง Jay Pharoah นักแสดงตลกคนดังจากรายการ Saturday Night Live ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำเพลง Go To College ขึ้นมา เพื่อหวังดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเนื้อหาของงานรณรงค์ คือการตัดสินใจเรียนต่อและใส่ใจอนาคตทางการศึกษามากขึ้น จุดเด่นในการใช้สื่อ คือ เลือกถ่ายมิวสิควิดีโอในทำเนียบขาว และอัพโหลดขึ้นในช่องทางการสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายผ่านยูทูบ หรือยูไลค์ (คลิปเด็ด) เชื่อหรือไม่ว่า มีคนกดไลค์กว่าหกแสนครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน”

“แม้แต่การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดก็ไม่อาจสามารถสื่อสารหรือสารความรับรู้ความเข้าใจต่อประชาชนได้มากนัก ยกเว้นเฉพาะประชาชนที่เกณฑ์มาฟังเท่านั้นที่อาจจะรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อสาร”

นักวิชาการด้านการสื่อสาร สรุปว่า ดังนั้นในยุคใหม่ต้องใช้ช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการใช้สื่อแบบเดิมๆ และเนื้อหาแบบเดิมๆ เสนอออกไปในรูปแบบเดิมๆ ก็ไม่มีประโยชน์หรือผลอะไร เพราะผู้เสพสื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว แม้แต่ผู้สูงอายุคนรุ่นเก่าที่อยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัดก็ยังมีช่องทางในการรับสื่อที่แตกต่างกันไป ดังนั้นทางรัฐบาลต้องศึกษาวิเคราะห์และจับกลุ่มเป้าหมายและสอดใส่เนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของคนดูที่เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

เพลงเชียร์”ประชามติ”กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436430

เพลงเชียร์"ประชามติ"กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นสร้างกระแสดราม่าขึ้นมาทันที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ วันที่ 7 ส.ค.

ทั้งนี้ เพลงดังกล่าวประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ “ประยงค์ ชื่นเย็น” สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งมีเนื้อหาเป็นไปตามสโลแกนของ กกต. “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”

โดยเป็นการประสานเนื้อร้องสไตล์ลูกทุ่ง 4 ภาค ประกอบด้วย เหนือ-อีสาน-กลาง-ใต้ เพื่อสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่ม จากศิลปินชั้นนำอย่าง บ่าววี ก้อง ห้วยไร่ หลิว อาจารียา และ เปา เปาวลี

สำหรับเนื้อเพลงมีดังนี้

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ รัฐธรรมนูญ เป็นกติกา นำมาซึ่งรากฐานแห่งการปรองดอง รักกันฉันพี่ฉันน้อง สังคมปรองดอง มั่นคงอบอุ่นบ้านเมืองจะก้าวรุกไป เราต้องร่วมมือ ร่วมใจค้ำจุน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คำตอบอยู่ที่คุณใช้วิจารณญาณ

“พี่น้องอีสานบ้านเฮา อย่าให้ใครเขาชี้ซ้ายชี้ขวา ใช้สติพิจารณา เนื้อหาถ้อยความ หลักการสำคัญ ออกไปใช้เสียงใช้สิทธิ ร่วมรับผิดชอบบ้านเมืองนำกัน ให้ฮู้เขาฮู้เฮาเท่าทัน เฮาคนอีสานอย่าให้ไผมาตั๊วได้”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

“ปักษ์ใต้คนใต้แหลงใต้ รักประชาธิปไตย รักความเสรี ไปลงประชามติ เป็นพลเมืองดี หน้าที่ของชาวไทย ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ช่วยนำพาชาติ ให้เจริญก้าวไกล ดอกไม้ประชาธิปไตย หกสิบห้าล้านใจ คนไทยบานสะพรั่ง”

“ปี้น้องชาวเหนือหมู่เฮา อย่าฮือใครเขาชักจูงตี้นำ ต้องหมั่นเฮียนฮู้ติดตาม ศึกษาเนื้อความเฮื่อมันกระจ่าง บ้านเมืองจำก้ำจะจุน รัฐธรรมนูญต้องเป็นที่ตั้ง หนึ่งเสียง หนึ่งใจ หนึ่งพลัง สรรสร้างบ้านเฮาเมืองเฮา”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นว่า เนื้อเพลงสะท้อนความคิดเชิงชั้นปกครอง มีอำนาจ ก่อนช่วงรัฐประหาร โดยเฉพาะกลุ่มคนอีสานและเหนือไม่สามารถคิดเองได้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ ลดทอนความเป็นคน

“ผมเข้าใจพฤติกรรมคนใต้และคนอีสานพอสมควร เพราะผมเป็นคนใต้แต่มาสอนหนังสือในอีสานหลายปี ดังนั้น คนที่ถูกมองว่าไม่มีการศึกษา คิดไม่ได้ แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวว่าเลือกใคร พรรคไหน แต่ปัจจุบันคนอีสานไม่พูดถึงทักษิณ แต่พูดถึงนโยบายพรค ดังนั้น ดูถูกศักยภาพความคิดเกินไป”

อย่างไรก็ตาม ผู้แต่งไม่ได้มองบริบทความเปลี่ยน แปลงสังคมไทยแท้จริง มองจากข้อสรุปเก่าๆ ว่าชนบทถูกนักการเมืองชี้นำ แต่จริงๆ แล้วคนมีการศึกษาอาจถูกชี้นำได้มากกว่าด้วยซ้ำ แม้คนมีการศึกษาก็ไม่ได้เปิดดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ต่างจากชาวบ้าน ต้องติดตามจากสื่อเท่านั้น

นอกจากนี้ เนื้อเพลงไม่ได้สร้างความปรองดอง นำเสนอประเด็นไม่ได้ตรงเสียทีเดียว แม้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ในเพลงขึ้นมาประโยคแรกการปรองดอง ก็ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พยายามย้ำปรองดอง แต่เนื้อหารวมสร้างความแตกแยกมากขึ้น

ขณะที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า น้ำหนักของการให้ การอธิบาย การสร้างเจตจำนงการลงประชามติในเนื้อเพลงแต่ละภาคไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่ภาคอื่นรักประชาธิปไตย

แต่อีสานและเหนือเป็นภาพนิ่งแช่แข็ง ที่มีการรับรู้ว่าเหนือและอีสานเป็นพวกที่ถูกซื้อเสียงได้ ถูกล่อลวงได้ ซึ่งเนื้อเพลงสะท้อนแบบนั้น โดยคนชนชั้นกลางและคนชนชั้นนำประเทศมองชนบทอีสานและเหนือ ถามว่ามีนัยดูถูกดูแคลนหรือไม่ คำตอบคือมี

“เพลงที่ออกมาแบบนี้กลับเป็นผลเสียต่อการลงประชามติ หรืออาจส่งผลให้ประชาชนไม่มาใช้สิทธิ หรือไม่ลงก็แล้วแต่ แต่ถามว่าแปลกใหม่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่แปลก ทัศนะของคนกรุงเทพฯ หรือคนชนชั้นนำจะมองแบบนี้ ซึ่งน่าเสียดายที่พวกเขาไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม”

 

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436204

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าเวลานี้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญกำลังเผชิญอุปสรรคทางเทคนิค หลังจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ แต่กระบวนการรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

โดยทุกฝ่ายต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าในระหว่างที่คำร้องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีผลให้กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำประชามติต้องสะดุดลง เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็น อาจจะเป็นเหตุให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายใน สนช.

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. อธิบายว่า “หากวินิจฉัยว่าข้อความใดขัดอาจจะใช้วิธีการตัดออกหรือปรับปรุงแก้ไข โดยกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา จากนั้นก็จะส่งมาที่ สนช.เพื่อพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเผยแพร่และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ได้ดำเนินการอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด (ครู ก.) และ ระดับอำเภอ (ครู ข.) เสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปจะเข้าสู่การอบรมวิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ซึ่งในส่วนของครู ค. ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะจะเป็นกลไกหลักในการเคาะประตูบ้านประชาชนเพื่ออธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ทว่ามีประเด็นหนึ่งที่คณะ กรธ.เริ่มแสดงความกังวล คือ ความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญของวิทยากรทุกระดับ โดยหากวิทยากรไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นปัญหาลูกโซ่ในระยะยาว เพราะประชาชนจะถูกฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญชี้นำประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในทางที่ผิดได้ ส่งผลให้ กรธ.ต้องดำเนินการจัดทำเอกสารให้กับอาสาสมัครเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญคลาดเคลื่อน และเกิดการบิดเบือน

เอกสารที่ว่านั้นเป็นรูปแบบของคำถามคำตอบจำนวน 5 ข้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ง่ายมากขึ้น ประกอบด้วย 1.รัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวกับประชาชนอย่างไร 2.ประชาชนจะได้อะไรจากรัฐธรรมนูญใหม่ 3.สิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างไร 4.จะปฏิรูปอะไรกันบ้างและปฏิรูปแล้วชาวบ้านได้อะไร และ 5.การมีรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนจะกินดีอยู่ดีไหม ซึ่งคำตอบของแต่ละข้อนั้น กรธ.ได้นำเอาเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.มาปรับปรุง

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน กรธ. เปิดเผยว่า ยอมรับว่าช่วงแรกของการอบรม ครู ก. และ ครู ข.พบว่ามีอาสาสมัครจำนวนไม่น้อยที่มีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญที่คลาดเคลื่อน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่มีการรับข่าวสารที่บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การตัดสิทธิการศึกษา การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดเลือกตั้ง เป็นต้น แต่ กรธ.ได้เข้าไปอธิบายและทำความเข้าใจให้ตรงกันแล้ว ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าวิทยากรอาสาสมัครมีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญพอสมควรแล้ว อยู่ที่การนำบท บัญญัติและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญไปแปลงเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อเตรียมอธิบายให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงการปฏิรูปประเทศ” ชาติชาย ระบุ

พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิก สนช.ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชา สัมพันธ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีออกเสียงประชามติเพิ่มเติมใน กลุ่มที่ 1 ระบุว่า มั่นใจว่าวิทยากรทุกระดับจะมีความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะระดับครู ก. และ ครู ข.ซึ่งเป็นบุคคลที่จังหวัดและอำเภอเลือกมา แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าลงไปในขั้นตอนที่ต้องไปอธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนจะเป็นอย่างไรและเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

 

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436037

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 ส.ค. ของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมเปิดแคมเปญ “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญเพื่อกระตุกขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเปิดเกมรุกผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

แม้จะมีความพยายามจะเข้ามาสกัดการจัดงาน แต่ด้วยลีลาเฉพาะตัวของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่อ้างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งไฟเขียวยอมให้ตั้งศูนย์ปราบโกงได้ ทำให้งานยังเดินหน้าต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดกั้นการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยทำให้เกิดการตรวจสอบการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แถมยังเป็นแนวทางปฏิบัติคล้าย กับการเลือกตั้งทั่วไปที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามตรวจสอบ ตั้งแต่การรณรงค์จนถึงการลงคะแนนเสียงว่ามีการทำผิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น นปช. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะช่วยจับตาการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าต้องไม่เข้าข่ายเป็นการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ด้วยบทบาทและอำนาจที่มี ศูนย์ปราบโกงของ นปช. ย่อมทำได้เพียงแค่การจับตาสอดส่องในแต่ละพื้นที่ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ส่งเรื่องร้องเรียนไปให้ กกต.พิจารณา

แต่อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงยังเหมือนมีเป้าหมายหวังกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกส่งไปรณรงค์ชี้แจงรณรงค์เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญขาดความคล่องตัวและจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติคอยจับตาทั่วประเทศ แถมยังมี นปช.ส่วนกลางคอยแถลงข่าวขยายผลทุกวัน ยังไม่รวมกับการที่เคยเสนอให้สหภาพยุโรป (อียู) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์ร่วมกันจับตา

ทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับไล่ไปตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนวิทยากร ครู ก. ครู ข. และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่จะต้องลงไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีความดันมากขึ้น เนื่องจากต้องระมัดระวังทุกคำพูดว่าจะหมิ่นเหม่ต่อการทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจน ว่าการกระทำใดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้าง

รวมกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ อาสารักษาดินแดน และกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนผลักดันให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว หรืออาจถึงขั้นต้องปรับแผนการลงพื้นที่ให้รัดกุมรอบคอบมากขึ้น

เนื่องจากการลงพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่ล้วนแต่จะถูกร้องเรียนไปยัง กกต.ได้ไม่ยาก แถมทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำประชามติครั้งนี้ และอาจลุกลามทำลายความเชื่อมั่นของรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ไม่แปลกที่ คสช.จะเริ่มออกอาการเป็นห่วง ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาตั้งคำถามว่าการตั้งศูนย์ดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือไม่ เพราะปัจจุบันได้มีหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักที่เขารับผิดชอบ

“บางครั้งสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรมการเมืองหรือไม่ และถ้าทุกคนขอดำเนินการจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งหมด จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้”

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังออกอาการว่า  “ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์นี้ก็อย่าทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้มไม่ล้มผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด ไอ้ตัวศูนย์น่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง”

ด้วยลีลาการขู่และการย้อนกลับแบบนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงของการตั้งศูนย์ปราบโกง เพราะแม้ศูนย์ปราบโกงจะไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะชี้ขาดให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหา แต่อย่างน้อยย่อมมีผลในแง่ความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดย่อมทำให้ คสช.ระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ทำอะไรที่โฉ่งฉ่างหรือสุ่มเสี่ยง จนเกินไป

 

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435594

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปประเทศในปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลแล้ว โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เสนอกลางที่ประชุมว่า “เพื่อให้ในช่วงระยะเวลาที่เหลือในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นช่วงการปฏิรูปประเทศ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2559-2560) มีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับให้ทุกส่วนราชการร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน”

“จึงเห็นควรกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนหรือเป็นความคาดหวังของประชาชน เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านรายได้ของเกษตรกร การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริต การปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยให้รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านหารือร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี”

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีนโยบายโดยตรงลงมาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้วยว่า มีนโยบายให้ สปท.เน้นเฉพาะงานปฏิรูป 37 วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปของ สปท. แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และงบประมาณที่ ครม.ผูกพันไว้

โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้ย้ำต่อที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 24 พ.ค.หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ว่า “สปท.มีหน้าที่เป็นเพียงสภาที่ปรึกษา คือ ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจหรือรับผิดชอบว่าจะปฏิรูปเรื่องใด อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ และที่สำคัญคือ เราไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมาย รวมทั้งควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล”

สำหรับการดำเนินการในทางปฏิบัติหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาติดตามการปฏิรูปประเทศด้วยตัวเอง พบว่า คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (ครม. สปท. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ได้จัดทำแผนการดำเนินการออกมาบางส่วน โดยเน้นการปฏิรูปตำรวจเป็นพิเศษ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวม 20 ปี ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นการปฏิรูป 10 ด้าน 1.ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลและเส้นทางการเจริญเติบโต เช่น การจัดลำดับอาวุโส ปรับปรุงกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ 2.การกระจายอำนาจและพัฒนาการบริหารงานตำรวจ ทั้งการแบ่งอำนาจหน้าที่ กระจายงบประมาณเสมือนนิติบุคคล การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ 3.ปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การให้มีคณะกรรมการคุมคดีสำคัญ พัฒนาระบบการสร้างเครือข่ายและการรับแจ้งเหตุ 4.ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อดำรงชีพ อาทิ ลดรายจ่ายของตำรวจชั้นผู้น้อย สร้างอาคารที่พักอาศัยของตำรวจ เพิ่มอัตราเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพิเศษ 5.อุปกรณ์ประจำกายและประจำหน่วย ซื้ออุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ยานพาหนะ

6.การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น จัดและพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน และจัดระบบควบคุมการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย 7.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น เสนอกฎหมายว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม เพื่อสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของสังคม พร้อมกับจัดโครงสร้างหน่วยงานป้องกันอาชญากรรม 8.การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ กระจายหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน และพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพการตรวจพิสูจน์หลักฐาน

9.การสรรหาและระบบการฝึกอบรม ปรับปรุงระบบการสรรหาและคัดเลือกบุคคล วัดทัศนคติค่านิยมสอดคล้องกับอาชีพตำรวจ เพิ่มสัดส่วนงบประมาณการพัฒนา และ 10.การถ่ายโอนภารกิจ ทบทวนการถ่ายโอนภารกิจ เช่น งานไปรับผู้ต้องขังจากเรือนจำไปส่งศาลและควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลในต่างจังหวัด งานทะเบียนคนต่างด้าว การสอบสวนความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมโดยตรง

ทั้งหมด การปฏิรูปตำรวจจะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย คือ การรักษาความยุติธรรม ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา และการทำงานแบบมีมาตรฐานสากล

นอกเหนือจากไปวาระการปฏิรูปตำรวจแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและเตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการศึกษาตลอดชีวิต การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม การปฏิรูปองค์การมหาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นผ่านการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

 

ศาลชี้ขาดมาตรา61 เปิดรูระบายความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435411

ศาลชี้ขาดมาตรา61 เปิดรูระบายความขัดแย้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่

มาตรา 61 วรรคสอง ระบุว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

บทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มหลักการใหม่เข้ามาเพราะเดิมทีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2550 ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีบทบัญญัติการควบคุมการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว

ที่สำคัญในการกระทำความผิดตามมาตรา 61 จะเป็นผลให้ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกิน 5 ปี แม้อัตราดังกล่าวจะเป็นอัตราเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่โทษตามกฎหมายประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มาบังคับใช้กับการแสดงความคิดเห็น โดยใช้กับกรณีของผู้ที่ก่อความไม่สงบและสร้างความวุ่นวายเท่านั้น

ตรงนี้อาจเป็นเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เล็งเห็นว่าเมื่อกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ได้เพิ่มเติมหลักการใหม่เข้ามา ก็ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในทางการเมืองแล้ว จะพบว่าความเคลื่อนไหวของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้มีความหมายแฝงอยู่พอสมควร

กล่าวคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ เพียงแค่ทำความเห็นไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังการบังคับใช้มาตรา 61 วรรคสอง น่าจะเพียงพอ

ทั้งนี้ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปนั้นถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญคงไม่มีผลกระทบมากเท่าไหร่นัก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น แน่นอนว่ากระบวนการนิติบัญญัติอื่นๆ จะตามมาอีกพอสมควร อย่างการแก้ไขกฎหมายประชามติเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งอาจมีผลให้การทำประชามติต้องถูกเลื่อนจากวันที่ 7 ส.ค.ออกไป

ถ้าจะบอกว่าการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นการพยายามลดอุณหภูมิทางการเมือง

เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันค่อนข้างคุกรุ่นพอสมควร เนื่องจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองว่าตัวเองถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และไม่มั่นใจว่าสามารถพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายประชามติอย่างเข้มข้น โดยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเป็นภายใต้กติกาที่รัฐกำหนดขึ้นมา

ทั้งหมดก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทำให้การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงเป็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

อย่างน้อยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในอนาคต ด้วยไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดย่อมจะเป็นคู่มือให้กับฝ่ายที่ต้องการแสดงความคิดเห็นและฝ่ายรัฐได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดีกว่าปล่อยให้ความไม่ชัดเจนดำรงอยู่ต่อไป

กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับรู้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างไรที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายประชามติ เช่นเดียวกับหน่วยงานที่ดูแลการจัดการประชามติจะได้รู้ว่าการดำเนินการอย่างไรที่จะไม่เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

เรียกได้ว่าสมประโยชน์กันทุกฝ่าย และสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้ลงในระดับหนึ่ง พร้อมกับเปิดพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้นไปด้วย

เหนืออื่นใดยังเป็นการสร้างความสง่างาม ความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติในอีก 2 เดือนข้างหน้าไปในตัว

โดยจะไม่มีใครสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขได้อีกว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยการพูดเพียงข้างเดียวของฝ่ายสนับสนุน

 

ศาลรธน.รับเผือกร้อน สะเทือนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435190

ศาลรธน.รับเผือกร้อน สะเทือนประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่

ทั้งนี้ มาตรา 61 วรรคสองบัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงเหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า “แม้จะมีพจนานุกรม ระบุความหมายของคำว่า ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย แต่ในทางปฏิบัติก็จะมีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ประชาชนอาจจะสับสน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขัดต่อเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ และอาจจะมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตีความหมายของถ้อยคำดังกล่าว จนอาจนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชน”

กรณีนี้สืบเนื่องมาจากการยื่นคำร้องของกลุ่มนักวิชาการ นำโดย จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต สว.กทม. ซึ่งส่วนหนึ่งของคำร้องระบุว่า “ทางกลุ่มผู้ยื่นหนังสือเห็นว่ามาตรา 61วรรคสอง บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการแสดงออกอย่างใดจะผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขัดต่อหลักการของกฎหมายอาญาที่ต้องชัดเจนแน่นอนให้ประชาชนทราบถึงขอบเขตของเสรีภาพมาตรา 61 วรรคสอง จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินขอบเขตโดยไม่มีเหตุอันควร”

ว่ากันตามขั้นตอนเมื่อผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะลงความเห็นว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา ถ้าไม่รับเท่ากับว่าคำร้องดังจะตกไป แต่ตรงข้ามหากรับไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ซึ่งหนีไม่พ้นผู้ตรวจฯ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกลุ่มนักวิชาการที่ยื่นคำร้องให้กับผู้ตรวจฯ

หรืออีกด้านหนึ่ง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถพิจารณาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเชิญบุคคลมาให้ความเห็น ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถดำเนินการวินิจฉัยได้ทันที

มองทิศทางของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 แนวทาง ซึ่งแต่ละแนวทางให้ผลลัพธ์ที่ตามมาแตกต่างกันออกไป

แนวทางที่ 1 ยกคำร้อง หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่ามาตรา 61 วรรคสองที่ว่าด้วยพฤติกรรมที่เป็นความผิดต่อการทำประชามติชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพราะไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

มาตรา 4 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

แนวทางที่ 2 วินิจฉัยให้เฉพาะมาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ดังกล่าวหมายถึงการให้เฉพาะมาตรา 61 วรรคสองเท่านั้นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ โดยมีความเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีและ กกต.อาจจำเป็นต้องเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเนื้อหาในบางมาตราต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อปรับปรุงถ้อยคำให้สอดคล้องกับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 3 วินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ทั้งฉบับขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยจะออกมาเป็นแนวทางนี้ได้ก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นสาระสำคัญ ดังนั้นในเมื่อมาตรา 61 วรรคสองที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแล้ว พ.ร.บ.ทั้งฉบับย่อมต้องขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย

หากเป็นเช่นนี้ ครม.และ กกต.ต้องดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้กับ สนช.เห็นชอบ เพื่อให้การดำเนินการประชามติเป็นไปตามแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่า ถ้าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามแนวทางที่ 3 นอกเหนือไปจากการจัดทำกฎหมายประชามติฉบับใหม่แล้ว อาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย เพื่อเลื่อนการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ออกไปก่อน

 

ปลดล็อกนักการเมืองไปนอก ลดแรงกดดัน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/434978

ปลดล็อกนักการเมืองไปนอก ลดแรงกดดัน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ยังไม่ผ่อน ยังไม่ถึงเวลา นักการเมืองเคยเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างหรือยัง พรรคไหนที่ยังไม่เปลี่ยน”

จับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงเป็นไปได้ยากที่จะมีการปลดล็อกคำสั่ง คสช. เปิดให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อิสระในช่วงใกล้ออกเสียงประชามติ

“ยังไม่รู้ ดูสถานการณ์ก่อน ถ้ามันวุ่นวายขึ้นมาแล้วเลือกตั้งไม่ได้ ก็โทษผมอีก คิดสองมุมนี้บ้าง ผมทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเรียบร้อย เพื่อเดินไปตามโรดแมปของผมเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขามุ่งหมายจะล้มทุกอย่างที่ผมทำอยู่แล้วทั้งหมด ท่านจะอยู่ตรงไหนกัน”

ไม่ต่างจากท่าทีก่อนหน้านี้ของ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ชี้แจงในเวทีที่เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งสะท้อนความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องการให้ คสช.ปลดล็อก แต่ วิษณุ ชี้แจงว่า ต้องรอประเมินสถานการณ์ที่จะมีตัวแปรหลายอย่าง

ที่สำคัญมีการประเมินว่าสถานการณ์ขณะนี้เห็นว่าล่อแหลมกว่าที่ผ่านมา นำไปสู่ความแตกแยกได้อีก และไม่ต้องการแก้ปัญหาหนึ่งและนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง

ทั้งหมดสะท้อนตรงกันว่าในมุมของ คสช.คงยากที่จะยอมเสี่ยงเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีกฎระเบียบคุมเข้มแต่ผลที่ออกมาก็ยังสั่นคลอนเสถียรภาพ คสช.ขนาดนี้ หากเปิดให้ทำกิจกรรมได้เต็มที่คงยากที่ คสช. จะรับมือ

ทว่า สิ่งที่ คสช.ทำได้มากที่สุดเวลานี้ก็คือการผ่อนคลายคำสั่งให้นักการเมืองสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่าแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติเท่าไหร่นัก

เมื่อนักการเมืองที่มีปัญหาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีคดีติดตัวอยู่แล้ว ไล่มาตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จาตุรนต์ ฉายแสง วัฒนา เมืองสุข ที่ถึงจะสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ แต่ก็ต้องขออนุญาตศาลอยู่ดี

อีกทั้งการเดินทางไปต่างประเทศย่อมไม่ใช่เป้าประสงค์ของนักการเมือง เพราะสิ่งที่อยากได้ที่สุดคือเปิดให้สามารถจัดกิจกรรมได้ ที่จะเป็นประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งมีบทบาทท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ใกล้ทำประชามติ

รวมทั้งยังเปิดช่องให้สามารถเตรียมความพร้อมจัดวางคน แนวนโยบาย และยุทธศาสตร์ เพื่อเตรียมลงสนามเลือกตั้งได้อย่างทันท่วงที

ท่ามกลางแรงกดดันจากพรรคการเมืองขอให้ คสช.ปลดล็อกดังกล่าว แถมล่าสุดเริ่มมีแรงกดดันจากต่างประเทศเข้ามาผสมอีกแรง ยิ่งทำให้ คสช.ตกที่นั่งลำบาก

การปลดล็อกให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงเป็นเสมือนทางออกเดียวที่จะผ่อนคลายแรงกดดันที่มีต่อ คสช. และไม่กระทบไปถึงเส้นทางตามโรดแมป คสช.นับจากนี้

ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศปูทางสู่การทำประชามติและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต

ล่าสุด บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ออกมาระบุว่า นับจากนี้การเรียกนักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาปรับทัศนคติจะไม่ได้ทำในพื้นที่ค่ายทหาร แต่จะเปลี่ยนเป็นการพูดคุยในเวทีอื่นที่จะจัดขึ้นในสถานที่ราชการ อาทิ ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ

นอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ดีขึ้นเล็กน้อยแล้ว ยังเป็นการยืนยันต่อนานาชาติสถานการณ์กำลังดีขึ้น และพร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปในอนาคต

ดังจะเห็นว่าเหตุผลของการปลดล็อกให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้นั้น ระบุว่าเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย แม้อีกด้านหนึ่งนี่จะกลายเป็นเหตุผลย้อนกลับให้พรรคการเมืองรุกคืบขอให้ คสช. เปิดช่องให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้

“ไม่มีใครสามารถกดดันผมได้อยู่แล้ว เพราะทำเพื่อคนไทย ประเทศไทย ฉะนั้นใครไม่เห็นชอบด้วย เขาก็ไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางที่สร้างสรรค์ เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดมาเมื่อไม่กี่วัน เพื่อนำไปสู่การทำประชามติ ไม่เกี่ยวกัน แต่เรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 และเมื่อเห็นว่านานมาแล้วจึงผ่อนคลายให้เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับประชามติ ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้น ทุกคนอยากให้ผ่อนคลาย ผมก็ทำให้คุณจะต้องให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ประเทศคุณหรือ เราก็ทำตามพันธสัญญาโลกอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ต้องยอมรับว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองขณะนี้ คสช.ต้องสร้างความสมดุล ทั้ง “บรรยากาศ” และ “ความมั่นคง” ไม่ให้กลายเป็นปัญหากระทบต่อโรดแมป

โดยเฉพาะด่านหินอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นเดิมพันสำคัญของ คสช.

 

แผนปฏิรูปการเมือง ต้องผ่านสายตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/434376

แผนปฏิรูปการเมือง ต้องผ่านสายตาคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานเรื่อง “การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

สภาพปัญหา

1.ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ และความเชื่อถือที่ผิดที่เป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย ความเชื่อและทัศนคติที่นิยมการรวมศูนย์กลางของอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ลักษณะของสังคมที่อ่อนน้อมยอมจำนนต่ออำนาจ มีผู้นำที่กระตุ้นให้ประชาชนมอบความรับผิดชอบทุกอย่างไว้ที่ผู้นำ เช่น “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” และเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีปัญหาทุจริต การปฏิวัติ คือ ทางแก้ปัญหา

ทัศนคติขาดจิตสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว จะปกป้องสิทธิเฉพาะในส่วนที่กระทบต่อสิทธิของตน ขาดจิตสำนึกเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ทัศนคติ “ธุรกิจการเมือง” การเมือง คือ การลงทุนทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ดังนั้น การถอนทุนเมื่อเข้ามามีอำนาจจึงเป็นเรื่องปกติ

2.ปัญหาด้านการศึกษา การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นเจตจำนงทางการเมืองจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว เพราะสัดส่วนคนอยู่ในระบบการศึกษาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ การให้การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องสร้างความเห็นพ้องจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การให้การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวต้องเป็นเรื่องของสื่อด้วย

3.ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง ณ ปัจจุบัน พรรคการเมืองของไทยมีบทบาทในวงแคบ คือ มีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ประชาชนโดยทั่วไปร่วมกับพรรคการเมืองไม่มากนัก การใช้เงินเป็นใหญ่ การผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยคนจำนวนน้อย คนจนและเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ และเข้าไม่ถึงทรัพยากร

คนเหล่านี้จึงต้องพึ่งพิงผู้มีทรัพยากรในหัวเมือง ภายใต้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยเดิม และทำให้คนเหล่านี้เป็น “ผู้มีอิทธิพล” และสามารถได้รับความไว้วางใจเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนในฐานะผู้แทนราษฎรและก้าวไปสู่อำนาจรัฐที่มากกว่านั้นในฐานะรัฐมนตรี

วิธีการปฏิรูป

แผนหลักที่ 1 การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน การปฏิรูปการศึกษาในมิติการศึกษาเพื่อสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตย จำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุมสมาชิกทุกวัยของประเทศ เพื่อให้สมาชิกในชุมชน ในสังคม ที่มีความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน

การศึกษาในลักษณะนี้จะไม่เน้นการเรียนวิชาพลเมืองแบบดั้งเดิม ไม่ใช่การสอนด้วยการบรรยาย แต่จะสอนในรูปแบบกิจกรรมและการลงมือปฏิบัติ เป็นการเรียนการสอนผ่านกระบวนการวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ โดยแหล่งการเรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองมาจากครอบครัว โรงเรียน วัด ที่ทำงานและสื่อมวลชน ซึ่งต้องทำเป็นบันทึกความเข้าใจร่วมกันของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แผนหลักที่ 2 การสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องให้ความรู้ให้การศึกษาแก่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความเสียสละและการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยเริ่มต้นตั้งแต่สถานศึกษาและการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและในสังคมตามวิถีประชาธิปไตย ปลูกจิตสำนึกความรับผิดชอบของเยาวชนและประชาชนที่มีความตั้งใจจะไปทำหน้าที่เป็นนักการเมืองที่ดี และการสร้างกิจกรรมทางการเมืองให้ประชาชนได้สัมผัสและเห็นถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่เกิดจากความเสียสละและมีน้ำใจในการอยู่ร่วมกัน

แผนหลักที่ 3 การบริหารขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานให้เป็นงบประมาณของรัฐสภา ให้ สปท.จัดทำแนวทางการปฏิรูปสภาพัฒนาการเมือง เพื่อรองรับการดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง และร่วมมือกับสภาพัฒนาการเมืองในการขับเคลื่อนการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง

กระทรวงกลาโหม ร่วมกับ สภาพัฒนาการเมือง จัดตั้งศูนย์บริหารการขับเคลื่อนและจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบของมณฑลทหารบก สนับสนุนการดำเนินงานตามที่ สปช. และสภาพัฒนาการเมืองร้องขอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนโครงการรองรับการดำเนินงาน และส่งแผนงานที่สมบูรณ์ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สปช. เพื่อของบประมาณต่อรัฐสภาในการดำเนินงานต่อไป ในกรณีที่ สปท.สิ้นวาระลงให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานรองรับภารกิจของ สปท.ต่อไป