เปิดกม.นโยบายสาธารณะ ขีดเส้น “รัฐอยู่ใต้ประชาชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433770

เปิดกม.นโยบายสาธารณะ ขีดเส้น "รัฐอยู่ใต้ประชาชน"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเรื่อง การปรับปรุงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งให้รายงานให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณาต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของรายงานฉบับนี้อยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ โดยเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน จากเดิมที่มีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 เท่านั้น

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 34 มาตรา ซึ่งได้กำหนดความหมายคำว่า “นโยบายสาธารณะ” เอาไว้ว่า แนวทางในการดำเนินการของรัฐในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด การพัฒนาท้องถิ่น การผังเมือง และชุมชนเมือง แผนงานและโครงการพัฒนาของหน่วยงานรัฐที่จัดทำขึ้นตามแนวทางในการดำเนินการของรัฐ หรือโดยวิธีการให้สัมปทาน หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นทำ และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชน

เช่นเดียวกับคำว่า “กระบวนการนโยบายสาธารณะ” ที่ให้มีความหมายว่า การจัดทำและดำเนินนโยบายสาธารณะ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ การริเริ่ม การให้และรับรู้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินการ การร่วมติดตามประเมินผล และการร่วมตรวจสอบการดำเนินนโยบายสาธารณะ รวมทั้ง การพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

โดยหัวใจของร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ คือ มาตรา 6 ที่ระบุว่า “ประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้” ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการการส่งเสริมประชาชนด้วยรูปแบบและวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม 7 ประการ

1.การให้ข้อมูลและการรับข้อมูลจากประชาชน 2.การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 3.การมีส่วนร่วมในการริเริ่ม จัดทำหรือปฏิบัติตามนโยบายสาธารณะ 4.การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ 5.การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะ 6.การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ 7.การมีส่วนร่วมในการพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

ทั้งนี้ ในกรณีที่นโยบายสาธารณะของภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนอย่างใดอย่างหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ ยังได้บัญญัติถึงมาตรการที่ภาครัฐต้องดำเนินการไว้ในมาตรา 9 และ 10

มาตรา 9 หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่อาจมีผลกระทบ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจยื่นคำร้องให้หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งจัดให้มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หากพิจารณาเห็นว่าอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและชุมชน โดยหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามคำร้องโดยไม่ชักช้า

มาตรา 10 หน่วยงานของรัฐต้องนำผลการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 9 ไปใช้ประกอบการตัดสินใจในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หากมีการดำเนินงานใดที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันหรือมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อชดเชยให้กับผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกระบวนการนโยบายสาธารณะดังกล่าว และมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยส่วนรวม

ที่สำคัญ เมื่อหน่วยงานของรัฐได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้วให้หน่วยงานของรัฐประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยในประกาศดังกล่าวต้องแสดงถึงเหตุผล ความจำเป็น มาตรการในการป้องกันหรือเยียวยา การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของนโยบายสาธารณะ และทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และเมื่อได้ประกาศแล้ว หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติและดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตามที่ได้ประกาศไปแล้วโดยเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะได้ดำเนินการนโยบายสาธารณะไปแล้ว แต่หากพบว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานรัฐเพื่อให้พิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกนโยบายสาธารณะได้

ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามคำร้องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดำเนินการวินิจฉัย และหากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จะมีสิทธินำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ต่อไป

สุดท้าย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ยังได้มีบทกำหนดโทษที่สำคัญเอาไว้ด้วย ได้แก่ กรณีที่ผู้ใดกระทำการใดๆ จนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่อาจดำเนินการได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงผู้ใดอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตาม พ.ร.บ.นี้ไปบิดเบือนเพื่อประโยชน์ในทางมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ประชามติ-เศรษฐกิจ ปมชี้ชะตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433532

ประชามติ-เศรษฐกิจ ปมชี้ชะตาคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปช่วงเวลานี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วประเทศไทยกำลังอยู่ในอารมณ์คุกรุ่นและวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบต่างๆ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น นำผู้เหล่าทัพต่างๆ เข้ามาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เวลานั้นสื่อมวลชนโดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ได้รับการผ่อนคลายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ยกเว้นช่องทีวีการเมืองของกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ที่ยังถูกเข้มและไม่ให้ออกอากาศ เพราะ คสช.เองเกรงว่าจะเป็นช่องทางในการสร้างความยั่วยุและปลุกปั่นอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่ คสช.กำลังไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งถูกเพ่งเล็งค่อนข้างหนัก ก่อนที่จะมีการเรียกว่า “ขอนแก่นโมเดล” ในเวลาต่อมา พร้อมกับเชิญตัวนักการเมืองฝ่ายพรรคเพื่อไทยเข้ามารายงานและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงบางส่วนเข้าประจำการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยระดับหนึ่ง จึงนำมาสู่การประกาศโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีสาระสำคัญ คือ การปฏิรูปประเทศก่อนคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งในปี 2560

ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลงานของ คสช.ในช่วงเดือนแรก (อ้างอิงจากสวนดุสิตโพล เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557) ระบุชัดเจนว่า 72.79% คสช.ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้น สงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนจุดเด่น คือ การใช้อำนาจอย่างเหมาะสม ทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการจ่ายเงินจำนำข้าว โดยมี 50.84% บอกว่ามีความพึงพอใจกับการทำงานของ คสช.เป็นอย่างมาก

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ผ่านมา 2 ปี แม้ คสช.จะสอบผ่านไปได้ในหลายเรื่อง แต่นับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งปี 2560 กำลังเกิดคำถามว่า คสช.จะลงหลังเสือได้อย่างสง่างามหรือไม่ ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค. ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายถึงการตัดสินความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

ที่ผ่านมา แม่น้ำ 5 สาย พยายามจะสร้างคำอธิบายว่า การประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่การตัดสิน คสช. แต่เป็นแค่การหาบทสรุปว่า ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อ คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้ก่อตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ย่อมปฏิเสธความเชื่อมโยงไปไม่ได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คสช.ย่อมได้รับความดีความชอบส่วนหนึ่งด้วย เหนืออื่นใดเงื่อนไขของฝั่งตรงข้ามในการต่อต้าน คสช.อาจจะลดลงในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่ คสช.และแม่น้ำอีก 4 สาย จะเดินหน้าทำภารกิจที่เหลือให้เสร็จสิ้นเพื่อนำประเทศสู่การเลือกตั้ง เช่น การจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ และกฎหมายอื่นๆ เพื่อก่อร่างสร้างการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

ตรงกันข้าม ถ้าผลการประชามติไม่ได้เป็นอย่างที่ คสช.คาดหมาย แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะอาศัยเหตุของการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติมาสร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อกดดันให้ คสช.ต้องรับผิดชอบ

แม้ คสช.จะมีอำนาจเพื่อจะเดินหน้าจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 แต่เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะบรรยากาศย่อมไม่เอื้อต่อการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเท่าไหร่นัก

จึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมแม่น้ำ 5 สาย ถึงระดมทรัพยากรเพื่อการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างเต็มที่

ศึกการทำประชามติที่ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่อาจเท่ากับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความชอบธรรมของ คสช.ยิ่งกว่าผลของประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุชัดเจนว่า 2 ปีกับการทำงานของ คสช. ไม่ได้ทำให้ความสุขของประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

ขณะเดียวกัน ยังเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ยังไม่ช่วยทำให้ประชาชนมีความสุข โดยมีจุดเด่นที่เป็นผลงานของ คสช.ที่ประชาชนยอมรับ คือ การทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ลำพังการสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ยังไม่น่าจะเพียงพอกับการช่วยให้ คสช.อยู่รอดไปได้ในช่วงเวลาที่ตัวเองเหลืออยู่

ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนส่วนหนึ่งอาจเพิกเฉยกับผลที่เกิดขึ้น แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะช่วยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ถึงเวลานั้น คสช.อาจจะอยู่ได้ด้วยอำนาจทางการเมืองและกฎหมาย แต่ความชอบธรรมจะมีเหลือพอหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ท้าทาย คสช.ในอนาคต

 

เปิดช่องการเมืองเคลื่อนไหว จุดเสี่ยงวัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433355

เปิดช่องการเมืองเคลื่อนไหว จุดเสี่ยงวัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ความตึงเครียดส่อเค้าคลี่คลายขึ้นตามลำดับ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงพรรคการเมืองในเวที “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” นัดแรก ณ สโมสรทหารบก เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา

เวทีนี้นอกจากพรรคการเมืองจะสนใจสอบถามถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ ในช่วงก่อนการออกเสียงประชามติ เพราะกฎกติกาที่ออกมานั้นยังมีหลายข้อที่คลุมเครือ แถมท่าทีจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.ยังหลากหลายเกินกว่าจะยึดเป็นแนวทางปฏิบัติได้ ที่สำคัญหากพลาดพลั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อโทษรุนแรงทั้งติดคุกและถูกตัดสิทธิทางการเมือง

แม้จะไม่ได้เคลียร์ทุกข้อสงสัย แต่สิ่งที่ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. และ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. อธิบาย ก็พอจะอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างว่าสิ่งไหนทำได้ และทำไม่ได้ ตลอดจนหลักเกณฑ์การตีความคำว่า เท็จ หยาบคาย ก้าวร้าว ข่มขู่ ปลุกปั่น ที่พอจะทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้มากขึ้น

แต่เป้าใหญ่ที่พรรคการเมือง “มองข้ามช็อต” ไปแล้ว คือ การเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ให้พรรคการเมืองสามารถประชุมหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ซึ่งไม่ได้มีผลเฉพาะหน้าแค่เรื่องการออกเสียงประชามติ แต่ยังดีกับการวางแผนเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่จะทำให้พรรคการเมืองกลับเข้าสู่ระบบปกติสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ หลังจากถูกแช่แข็งมานานกว่า 2 ปี

ดังจะเห็นว่าไม่เพียงแค่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เปิดประเด็นเรียกร้อง แต่ท่าทีของแกนนำพรรคอื่นๆ ก็ดูจะเห็นพ้องไปในแนวทางนี้เหมือนกันหมด แถมยังผนึกกำลังเรียกร้องไปถึง คสช.ให้อย่างน้อยก็เปิดช่องให้ได้แสดงความคิดความเห็นได้มากขึ้นจากเดิมที่ทำเอาหลายคนต้องถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกตัวว่า ไม่มีอำนาจตัดสินใจ แต่เชื่อว่าหากผู้มีอำนาจได้ยินเสียงสะท้อนคงจะนำไปพิจารณา เพราะที่ผ่านมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงก็เคยมอบหมายให้ไปดูเรื่องผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทั้งให้พรรคการเมืองประชุมได้ ไปจนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น การยกเลิกขึ้นศาลทหาร ฯลฯ ที่ต้องรอดูทั้งสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสม

แถมการเปิดเวทีและเชิญพรรคการเมืองมารับฟังคำชี้แจงและซักถามข้อสงสัยรอบนี้ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี แถมสอดรับไปกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ให้ทางฝ่ายความมั่นคงไปพิจารณาเปิดเวทีให้ฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ มาชี้แจงว่าจะเดินหน้าประเทศกันยังไง ประชามติ และการเลือกตั้ง

ทั้งหมดจึงต้องรอดูความชัดเจนจากฝ่ายความมั่นคงว่าจะยอมไฟเขียวได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงแค่การออกมาส่งสัญญาณเพื่อลดแรงกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากนานาชาติที่เริ่มเพ่งเล็งประเทศไทยมากขึ้น

แต่สัญญาณจากวิษณุในเวทีชี้แจงพรรคการเมืองน่าจะสะท้อนว่าการปลดล็อกให้มีการเคลื่อนไหวอิสระเป็นไปได้ยาก

เมื่อตอนหนึ่ง วิษณุระบุว่า ต้องรอดูสัญญาณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงล่อแหลม อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้อีก ต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยระบุว่าทั้งในช่วงประชามติและเลือกตั้ง ย่อมมีความล่อแหลมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนจะล่อแหลมมากกว่าก่อนหน้านี้หรือไม่ ไม่สามารถบอกได้

“ไม่ต้องการปลดล็อกปัญหาหนึ่งแล้วจะนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง จนกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้” วิษณุ ระบุ

ดังนั้น วิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้ว โอกาสที่ คสช.จะยอมผ่อนคลายกฎระเบียบให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะการออกเสียงประชามติถือเป็นเดิมพันที่สำคัญของ คสช. หากพลาดพลั้งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่อาจบานปลายกระทบไปถึงความเชื่อมั่น คสช. แถมอาจเปิดช่องให้กลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์อยู่แล้วในโอกาสนี้สร้างความปั่นป่วน และทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำมาต้องพังลงไป

ทางออกที่พอจะเป็นไปได้ จึงอาจเป็นแค่ทางเลือกตรงกลางที่พอจะให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ ได้ส่งตัวแทนร่วมเวทีกับ กกต. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อสะท้อนมุมมองความเห็นในเวทีเดียวกัน โดยที่ กกต.ได้วางแผนกำหนดไว้คร่าวๆ แล้วจะมีการจัดเวทีที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

นอกจากจะช่วยให้ควบคุมทิศทางการแสดงความคิดเห็นให้อยู่ในหูในตา หรือสามารถชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่ถูกพาดพิงได้แล้ว

อีกด้านยังเป็นการลดแรงเสียดทานข้อครหาเรื่องการปิดกั้นแสดงความคิดเห็น ที่พลอยจะทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหาหรือไม่สง่างาม และอาจถึงขั้นเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาโจมตีในอนาคต

ส่วนเรื่องจะเปิดกว้างอิสระให้เคลื่อนไหวเต็มที่ในช่วงเวลานี้ยังอาจสุ่มเสี่ยงเกินไปในสายตา คสช.

 

รธน. “ผ่าน-ไม่ผ่าน” หนีเลือกตั้งไม่พ้นปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433231

รธน. "ผ่าน-ไม่ผ่าน" หนีเลือกตั้งไม่พ้นปี 2560

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญถึงสองครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่

โมเดลการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 36 คน โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

การร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะ กมธ.ยกร่างฯ กับ สปช. โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองอย่างระบบการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสมที่ สปช.จำนวนหนึ่งเห็นว่าจะนำไปสู่รัฐบาลผสม ที่ทำให้การเมืองเกิดความอ่อนแอ

ไม่เพียงเท่านี้ การตั้งองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” หรือ ค.ป.ป.ขึ้นมาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีอำนาจ “ดำเนินการหรือสั่งให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและระงับความขัดแย้งหรือความรุนแรงและระงับยับยั้งการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางการปฏิรูปหรือการสร้างความปรองดอง”

อำนาจดังกล่าวที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก่อให้เกิดเสียงท้วงติงว่าเป็นการให้อำนาจ ค.ป.ช.มากเกินไป และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

จากประเด็นความขัดแย้งตรงนี้ ส่งผลให้ สปช.มีมติเสียงข้างมาก 135 ต่อ 105 ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตรา

หลังฉบับแรกพับไป จึงนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งที่สอง โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน โดยให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และการให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านการลงประชามติ

แม้การกลับเข้ามาเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้งของมีชัยจะไม่เจอกับแรงต้านภายในแม่น้ำ 5 สายนัก แต่ภายนอกนั้นมาจากฝ่ายภาคประชาสังคมเห็นว่าเนื้อหาในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.มีความด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องรัฐกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นผลให้ กรธ.ต้องบัญญัติให้เนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การได้รับการศึกษา การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และหลักประกันการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.กำหนดขึ้นมาใหม่ก็ล้วนมีความแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ยกร่างฯ

1.ระบบเลือกตั้ง สส. อย่างที่ทราบกันดีว่าในเวอร์ชั่นของคณะ กมธ.ยกร่างฯ คือ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม แบ่งเป็น สส.ระบบเขต 300 คน และบัญชีรายชื่อ 150-170 คน โดยการคำนวณหา สส.ของพรรคการเมืองจะยึดตามสัดส่วนของคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อเป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าพรรคได้สัดส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อเกิน 50% แล้ว แต่ได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 250 คน เท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ในทางกลับกัน หากพรรคดังกล่าวได้ สส.เขตไม่ถึง 250 คน แต่มีคะแนน สส.บัญชีรายชื่อคิดเป็น 50% ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อมาเติมเต็มจนได้ สส.ครบ 250 คน

ส่วนระบบการเลือกตั้ง สส.ของ กรธ.ก็ยึดหลักการเดียวกับของคณะ กมธ.ยกร่างฯ เช่นกัน โดยกำหนดให้ สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน เพียงแต่จะใช้บัตรเลือกตั้ง สส.หนึ่งใบเท่านั้นในการหาจำนวน สส.ทั้งสองระบบ ผิดกับระบบเลือกตั้งของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ทั้งนี้ ในการคำนวณหา สส.ในรูปแบบของ กรธ.นั้น จะมาจากคะแนน สส.เขตทั่วประเทศของแต่ละพรรคการเมืองมาคำนวณหาสัดส่วน โดยหากพรรคใดได้สัดส่วนคะแนน 50% ก็จะมี สส. 250 คน ซึ่งถ้าพรรคการเมืองนั้นได้ สส.เขต 200 คน จะได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก 50 คน แต่ถ้าได้ สส.เขตครบ 250 คนแล้วจะไม่สามารถได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กรธ.เชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย เพราะถูกนำเอามาคำนวณหา สส.ทั้งหมด

2.ที่มานายกรัฐมนตรี คณะ กรธ.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เล็งเห็นตรงกันในการเปลี่ยนที่มาของนายกฯ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 กำหนดให้นายกฯ ต้องเป็น สส. แต่มาในครั้งนี้กลับไม่ได้กำหนดตายตัวว่า นายกฯ จำเป็นต้องเป็น สส.แต่อย่างใด

คณะ กมธ.ยกร่างฯ แม้จะบัญญัติว่านายกฯ จะต้องเป็น สส. แต่หากสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ จากคนที่ไม่ได้เป็น สส. จะต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ทว่า ด้านคณะ กรธ.ได้กำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป โดยให้พรรคการเมืองต้องจัดบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ไม่เกิน 3 คน และให้สภาใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่งเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อนั้นมาเป็นนายกฯ

แต่หากสภาต้องการเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากนั้นสภาถึงจะทำการลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

3.วุฒิสภา เป็นประเด็นที่มีเสียงวิจารณ์ เนื่องจาก คสช.ได้ส่งหนังสือที่ต้องการให้วุฒิสภามาจากการสรรหา แต่สุดท้าย กรธ.ได้ยอมรับข้อเสนอนั้นเพียงครึ่งเดียว

ในบทบัญญัติหลักของร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ตั้งแต่ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้ สว. 200 คน แต่ในบทเฉพาะกาลกลับกำหนดให้ สว.ชุดแรกมาจากการสรรหาของ คสช.จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี ซึ่งอำนาจในการติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยนอกเหนือไปจากการกลั่นกรองกฎหมายและการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ โดยไม่ให้ สว.มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ประเมินว่า ศึกหนักที่สุดของการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อยู่ที่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการวิเคราะห์กันว่าปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลต่อการออกเสียงของประชาชน คือ คำถามพ่วงประชามติที่ สนช.กำหนดขึ้นมา

สนช.ตั้งคำถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรก ตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ”

คำถามพ่วงนี้นับเป็นการท้าทายกับธรรมเนียมทางการเมืองของไทยพอสมควร เพราะที่ผ่านมานายกฯ จะมาจากการเลือกของสภาเพียงเท่านั้น โดยไม่เคยให้ สว.เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

นอกเหนือไปจากคำถามพ่วงที่มีผลต่อการประชามติแล้ว ยังมีปัจจัยจากการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของ คสช.และผลงานของรัฐบาล อันจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด จนการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หากในวันที่ 7 ส.ค.ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

แต่กระนั้นยังมีปมปัญหาที่ยังมองไม่เห็นความชัดเจน คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร

ในประเด็นนี้ นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. เคยชี้แจงต่อหน้าคณะทูตต่างประเทศ 47 ประเทศ ว่า “กรธ.จะพ้นสภาพ ซึ่งก็ต้องหาผู้ดำเนินการร่างใหม่”

ทว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ยังไม่มีใครอ่านใจ คสช.ออกว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หรือหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงและประกาศใช้ทันที เพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งกลางปี 2560 ตามที่ คสช.ได้ประกาศไว้ถึง
ที่สุดแล้ว

ดังนั้น ผลการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นวันกำหนดทิศทางของการเมืองประเทศไทยทั้งหมด และอาจรวมไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

นิรโทษกรรม  ปมเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

เส้นทางการสร้างความปรองดองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังเดินหน้าไปได้ไม่เท่าไร สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางสร้างความปรองดอง 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การหาสาเหตุความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบ 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

ทว่าบรรยากาศในช่วงเวลาที่ผ่านมาดูจะไม่เอื้ออำนวยให้แต่ละสีแต่ละฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุย หรือร่วมกันหาทางคลี่คลายสลายความขัดแย้ง การใช้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมการเคลื่อนไหว ปิดกั้นการแสดงออกขั้นพื้นฐาน การเรียกตัวไปปรับทัศนคติล้วนแต่เป็นชนวนที่เติมเชื้อความขัดแย้งให้มากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่จับตากันมากที่สุดคือ “การนิรโทษกรรม” ในข้อสรุปของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 6 แนวทางการสร้างความปรองดองที่มีการเสนอมา ได้ระบุถึงการนิรโทษกรรมจะอยู่ในช่วงปี 2548-2557 แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกผู้กระทำผิดเป็น 3 ประเภท คือ 1.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 2.ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น ฆ่าคนตาย การมีอาวุธในครอบครอง 3.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและคดีอาญาโดยเนื้อแท้ ซึ่งในกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องไปต่อสู้คดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ จนกระทั่งเมื่อรับโทษไประยะหนึ่งก็สามารถขอรับการอภัยโทษได้

ส่วนการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี และจะทำได้ก็ต่อเมื่อแกนนำต้องแสดงความสำนึกผิดและมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมแล้ว รวมถึงเหยื่อต้องให้อภัย และการนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีอาญา คดีมาตรา 112 และคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ก่อนไปสู่ขั้นตอนการเยียวยาที่เท่าเทียมกัน

เสรี สุวรรณภานนท์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ออกมาจุดประเด็นเสนอกฎหมายรอกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง แต่ทว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธข้อเสนอขอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง ขณะที่หลายฝ่ายอยากให้หันไปเดินโมเดลของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งเวลานี้ประสานกับทาง สนช. เตรียมผลักดันกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุขที่น่าจะเห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้

2 ปี ปฏิรูป-ความหวังที่ยังไม่ใกล้ความจริง  

นับเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงประกาศให้การปฏิรูปเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล คสช. ถึงขั้นล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อให้ทุกกลไกเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย หาทางวางกฎกติกาพาสังคมหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง พาประเทศพัฒนาแบบมั่นคงและยั่งยืน

ทว่า ผ่านมา 2 ปี หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 การปฏิรูปยังยากจะจับต้องได้ หลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่รายงานในกระดาษที่ไม่ถูกนำไปสานต่อ หลายเรื่องยังติดอุปสรรค ข้อกฎหมาย งบประมาณ และอื่นๆ ในช่วงนับถอยหลังสู่ปลายโรดแมป คสช. จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าปฏิวัติครั้งนี้จะ “เสียของ” หรือไม่

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการปฏิรูปน่าจะเป็นรายงานสรุปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กลั่นกรองมาจากคณะทำงานแต่ละด้าน และสรุปเป็น 37 วาระปฏิรูป และ 6 วาระพัฒนา โดยทำพิธีส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2558 ตามโรดแมประยะที่ 1 ก่อนเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ที่จะได้นำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ

สำหรับรายละเอียด 37 วาระปฏิรูป อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเข้าสู่อำนาจ/ระบบพรรคการเมือง การปรับโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบงบประมาณ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ กิจการตำรวจ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ระบบการจัดการศึกษา การคุ้มครองผู้บริโภค

ผลงานที่ชัดเจนที่สุดของ สปช.น่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปแบบเร่งด่วน หรือ ควิกวิน อาทิ การเรียกร้องให้บริษัทมือถือเรียกเก็บเงินตามจริงเป็นวินาทีไม่ปัดเศษเป็นนาที หรือโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) ฯลฯ แต่เนื่องจากทาง สปช.ไม่มีอำนาจในมือ การไปสั่งการหรือบังคับหน่วยงานต่างๆ จึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เป็นเพียงแค่การเสนอเท่านั้น

ภายหลังร่าง สปช.หมดวาระไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำ ภารกิจปฏิรูปถูกส่งไม้ต่อมายังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ นำข้อเสนอของ สปช.ไปสู่การปฏิบัติ ทว่าปัญหาเดิมคือไม่มีอำนาจในมือ ทำให้หลายเรื่องจึงเป็นแค่ข้อเสนอรอ ครม. สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติ

สิ่งที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด คือ การจับมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศระหว่าง สปท.กับ 20 องค์กรเครือข่ายสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อาทิ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ

สรุปผลงานตามโรดแมประยะที่ 2 โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปประเทศให้ พล.อ.ประยุทธ์ 42 แผน แยกเป็นแผนปฏิรูปที่ผ่านมติ สปท. 28 แผน แผนปฏิรูปที่ส่วนราชการเห็นพ้องกับ สปช. 9 แผน และแผนปฏิรูปที่ประธาน สปท.คัดกรองจากแผน สปช.เดิม 5 แผน ทั้งนี้ยังมีแผนปฏิรูปที่ สปท.พิจารณาเห็นชอบแล้วรอการนำส่งอีก 9 แผน สปท.ดำเนินการคืบหน้าตามแผนและขั้นตอนที่วางเป้าหมายไว้

แต่ทว่าสิ่งต่างๆ ที่ทั้ง สปช. สปท.เสนอมานั้นหลายเรื่องเริ่มเห็นการขยับนำไปสู่การปฏิบัติ อาทิ การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปตำรวจที่มีความชัดเจน รวมทั้งถูกนำไปเขียนล็อกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกเสียงประชามติ โดยกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้เป็นการเฉพาะ ยังไม่รวมกับกลไกใหม่ๆ อย่างคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติที่จะวางแผนในภาพรวมเพื่อให้ทุกกลไกเดินไปในทิศทางเดียวกัน

สอดประสานไปกับบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องการปฏิรูป โดยให้ สว.ชุดใหม่ที่จะมาจากการแต่งตั้ง 250 คน มาสานต่อการปฏิรูปพร้อมให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งคงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะถูกนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

 

ปูพรมแจงร่างรัฐธรรมนูญ ดันประชามติทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432755

ปูพรมแจงร่างรัฐธรรมนูญ ดันประชามติทั่วประเทศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แผนปฏิบัติการปูพรมประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ด้วยการจัดกิจกรรมฝึกอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด หรือครู ก. โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักเพราะครู ก.ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยเป็นการทำงานร่วมกับกรธ. ซึ่งการจัดโครงการจัดการฝึกอบรม ครู ก. ครั้งนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนผู้นำชุมชน รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ จาก 77 จังหวัด จังหวัดละ 5 คน มาเป็นหัวขบวนในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ โดยการจัดฝึกอบรมครั้งนี้รัฐบาลมุ่งหวังสร้างเครือข่ายเป็นแนวร่วมในการชี้แจงทำความเข้าใจสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด และนำไปถ่ายทอดและจัดฝึกอบรมครู ข. ในระดับอำเภอ และครู ค. ในระดับหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

มีชัย กล่าวเปิดโครงการจัดการฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) ว่า วิทยากรที่คัดเลือกมาอบรมครู ก. ส่วนใหญ่วิทยากรอยู่ในระดับสูงมีความรู้พื้นฐาน และสะอาด แต่ก็ต้องมีกลไกในการติดตามการทำงานและให้กำลังใจของครู ก.เวลาที่ลงพื้นที่ชี้แจงด้วย

ทั้งนี้ การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะการจะทำประชามติต้องบอกให้ประชาชนรับรู้มากที่สุดไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราจะปิดหูปิดตาประชาชนได้อย่างไร แต่เราไม่ได้มีอะไรห้าม เพียงแค่กังวลว่าอย่าไปบิดเบือนเท่านั้น เพราะถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ต้องบิดเบือน ไม่ใช่ไปบอกแบบแผ่นเสียงตกร่องว่า รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย  และไม่กังวลกระแสคัดค้านที่ออกมาจากทุกฝ่าย หากเขาวิจารณ์โดยสุจริตใจ เพราะยืนยันว่า กรธ.ก็ทำด้วยความสุจริตใจ ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และไม่มีความมุ่งหมายทางการเมือง แต่กังวลถ้าเขาไม่อ่านรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้วไปฟังคนอื่นมาวิจารณ์ต่อก็แย่ บ้านเมืองควรเปิดหูเปิดตา

“กรธ.ไม่ใช่นักการเมือง ที่พยายามใช้แนวทางชี้นำประชาชนว่า ให้โหวตเยส หรือโหวตโน ซึ่งตอนนี้นักการเมืองกำลังทำแนวทางดังกล่าวอยู่” มีชัย กล่าว

มีชัย กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของครู ก. คือ การนำข้อมูลความจริงไปบอกกับประชาชน ส่วนประชาชนจะเห็นอย่างไรเป็นสิทธิของเขา ไม่สามารถบอกให้ประชาชนว่าควรโหวตอย่างไร เพราะ กรธ.ไม่ใช่นักการเมืองที่เขาพยายามบอกกับชาวบ้านว่าให้โหวตรับหรือไม่รับ ซึ่งเป็นแนวทางที่นักการเมืองทำอยู่ในตอนนี้ แต่ กรธ.ไม่กล้าทำ

หน้าที่ของ กรธ.ตอนนี้ คือการบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญมีอะไร และจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร เหตุผลสำคัญที่มองว่านักการเมืองพยายามชี้นำประชาชนเพราะเขาไม่ต้องการให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลกระทบกับนักการเมืองเกิดขึ้นได้ เช่น มีข้อเขียนว่า ห้ามนักข่าวดักสัมภาษณ์ คนอาจโกรธและไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่เขียนว่า ห้ามนักการเมืองโกง ทำให้คนโกงก็ไม่พอใจ

ขณะที่ ครู ก.รายหนึ่ง จากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในการรณรงค์เผยแพร่รัฐธรรมนูญ ทางจังหวัดเองก็ต้องทราบข้อมูลพื้นที่ และต้องประเมินคะแนนโหวตในแต่ละพื้นที่ให้ได้ว่า พื้นที่ใดจะโหวตเยส หรือโหวตโน ซึ่งครู ก.ต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับรายงานให้กับส่วนกลางได้รับทราบเป็นระยะๆ และนโยบายสำคัญที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับมาก คือ ห้ามเกิดเหตุต้าน หรือตีกันในวันลงประชามติเด็ดขาด หรือระหว่างการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. และ กกต.

“สิ่งสำคัญในช่วงเดือน ส.ค.เป็นช่วงแต่งตั้งโยกย้าย ดังนั้นการทำงานประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ และผลของการทำประชามติ จะนำมาเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครองด้วย โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เช่น หากพื้นที่ใดเกิดเหตุวุ่นวาย หรือพื้นที่ใดประชาชนออกมาลงประชามติน้อย หรือพื้นที่ใดผลคะแนนโหวตโนเยอะๆ จะส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำงานกันอย่างหนักและเต็มที่ พูดง่ายๆ ต้องไม่เกียร์ว่างเด็ดขาดไม่งั้นอาจโดนย้ายได้”

ครู ก. อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ทางรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับอย่างมากให้จังหวัดต้องระดมฝ่ายปกครองทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และท้องถิ่นต่างๆ มาช่วยกันรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญในการทำงานต้องผนึกการทำงานกับทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ด้วย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องทำงานประสานงานร่วมกับแม่ทัพภาค ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค โดยเป็นการทำงานระหว่างฝ่ายพลเรือนและทหาร ต้องผสานเป็นหนึ่งเดียวในการตอบสนองนโยบายรัฐบาล และ คสช. ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เพราะทางจังหวัดไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิด หรือเกิดการทำความผิดกฎหมาย รวมถึงประเด็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ นโยบายพื้นฐานของรัฐ ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา ที่มานายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และแนวทางการปฏิรูปโดยต้องอธิบายเป็นภาษาชาวบ้านและเข้าใจง่าย

“เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนจะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งจะเน้นการอธิบายให้ง่ายๆ เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาษากฎหมาย จึงถือว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องทำความเข้าใจ สิ่งสำคัญไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะพยายามให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ส่วนประชาชนจะคิดตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องของประชาชนที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง”

ครู ก.จาก จ.ปทุมธานี คนหนึ่ง กล่าวว่า ในการทำงานต้องร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนไปลงคะแนนประชามติให้มากที่สุดในวันที่ 7 ส.ค.นี้ และต้องให้ความร่วมมือในการลงพื้นที่ของ กรธ. และ กกต.อย่างเต็มที่ ซึ่งการทำงานต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักเรียน รด. ลูกเสือชาวบ้าน อาสาสมัครป้องกันชาติ อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครป้องกันสาธารณภัย และกลุ่มมวลชนจัดตั้งของ กอ.รมน.ให้มาช่วยสนับสนุนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ

 

ยืดโรดแมปเลือกตั้ง สับขาหลอกดัน ’ประชามติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432754

ยืดโรดแมปเลือกตั้ง สับขาหลอกดัน ’ประชามติ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายหวังปลุกกระแสผลักดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้

เมื่อล่าสุด บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาส่ง “สัญญาณ” หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติอาจจะกระทบต่อกำหนดเวลาการเลือกตั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำมาตลอดว่าจะมีขึ้นในปี 2560

“ส่วนที่หลายคนกังวลว่าจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ผมไม่ทราบ ไม่สามารถตอบได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด สำหรับการเลือกตั้งปี 2560 จะมีการเลื่อนไปหรือไม่ ผมพูดไม่ได้ แต่ว่าเราพยายามทำตามโรดแมปทั้งหมด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

มองเป็นอย่างอื่นได้ยากนอกจากเป็น “แผนสับขาหลอก” ดึงเอาจุดที่ประชาชนส่วนใหญ่ “กังวล” มาเป็นเงื่อนไข “ตัดตอน” กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่มีความพยายามรณรงค์จากหลายฝ่าย

ประเด็นแรก ในแง่การยืดโรดแมปร่นเวลาการเลือกตั้งออกไปนานเกินปี 2560 ย่อมเป็นไปได้ยาก และยังไม่เป็นผลดีกับ คสช. หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม

เมื่อกำหนดเวลาตามโรดแมปนี้ถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ประกาศกลางเวทีสหประชาชาติ หากบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติย่อมส่งผลเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ

แถมจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงการค้า การลงทุนกับต่างชาติ ที่มีแต่จะซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองภายในให้ยิ่งย่ำแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มป่วน กลุ่มต้าน ตลอดจนกลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์ใช้โอกาสนี้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.ในอนาคต โดยการชูประเด็นเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช.

ประเด็นเรื่องการขยับเวลาเลือกตั้งที่หยิบยกมาขู่นั้นจึงน่าจะพุ่งเป้าหวังผลไปที่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ยังต้องลุ้นว่าจะผ่านฉันทามติของประชาชนหรือไม่

สอดรับไปกับการส่งสัญญาณผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ตั้งแต่การปูพรมส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ พร้อมงัดกฎระเบียบขึ้นมาสกัดเสียงต้านไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดความเห็นในสิ่งที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหา

เพราะประเมินแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติรอบนี้ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของ คสช. มีปัญหาและตอกย้ำข้อกังขาเรื่องความต้องการอยู่ในอำนาจมากยิ่งขึ้น

จับประเด็นจาก พล.อ.ประวิตร ยกตัวอย่างกรณีต่อข้อกังวลเรื่องหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้ว คสช.จะอยู่ในอำนาจต่อนั้น คือการอยู่เพื่อทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จ

ส่วนรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็เป็นเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรืออาจนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปี 2550 หรือฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ มาปรับใช้ให้สอดคล้องเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

“อาจต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ดำเนินการว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง คสช.ต้องประชุมกันและไม่เคยพูดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้หรือไม่ใช้ เพราะไม่ทราบต้องขึ้นอยู่กับ กรธ. และหากการลงประชามติไม่ผ่านจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 หรือไม่ ก็ไม่ยืนยันและไม่ได้พูดแบบนั้น ขออย่านำไปเป็นประเด็นเพราะ คสช.ทำตามโรดแมป แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะผ่าน” พล.อ.ประวิตร ระบุ

ต้องยอมรับว่าในแง่เนื้อหาจุดดี จุดเด่น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจะปลุกกระแสให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แบบเห็นผล

การหยิบยกประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจออกเสียงประชามติมากกว่า เน้นไปที่เรื่องเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะการหยิบประเด็น “เลือกตั้ง” ที่หลายฝ่ายตั้งตารอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญหรือต่อต้านรัฐธรรมนูญ หากมีอันต้องขยับเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปย่อมไม่เป็นที่ประสงค์กับทุกกลุ่ม

แถมยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล กลัวว่าหากกรณีไม่ผ่านประชามติอาจกลายเป็นข้ออ้างให้ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจยาวขึ้นจากกำหนดเดิม จนมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช. ประกาศความชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะทำอย่างไร แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน

การส่งสัญญาณขู่เรื่องขยายวันเลือกตั้ง จึงมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่มากก็น้อย แถมยังจะเป็นประเด็นให้ถูกโจมตีในอนาคต

 

เดินหน้าชน “ธรรมกาย” สะท้านถึงเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432526

เดินหน้าชน "ธรรมกาย" สะท้านถึงเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเดินหน้าขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอีกครั้ง ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร จากกรณีมีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคเงินจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาคดียักยอกและฉ้อโกงทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

เดิมทีดีเอสไอได้ให้ศาลออกหมายจับมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ศาลยกคำร้องของดีเอสไอ โดยให้เหตุผลสำคัญว่าพระธัมมชโยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็ยังคงคัดค้านการพยายามให้ศาลออกหมายจับของดีเอสไอต่อเนื่อง โดยอ้างถึงอาการอาพาธที่อยู่ในระหว่างการรักษาของแพทย์

ถึงกระนั้น การที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับตามคำขอของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 เป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้ทุกอย่างเดินหน้าตามที่ดีเอสไอต้องการ เป็นการขยับก้าวคดีตามกระบวนการยุติธรรมไปอีกระดับ

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากคดีนี้ คือ การเอาจริงเอาจังของรัฐบาล

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้ลงมาติดตามความคืบหน้าของคดีด้วยตัวเอง แต่การที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม แสดงความคิดเห็นถึงคดีดังกล่าวในทำนองพร้อมเอาผิดเต็มที่ ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมปล่อยให้คดีผ่านเลยไปได้ง่ายๆแน่นอน

“เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมายก็ขอให้ไม่ต้องกลัว ถ้าจำเป็นต้องไปก็ต้องไปเพื่อให้คดีจบให้ได้” (16 พ.ค.)

“ได้สั่งการให้ดีเอสไอติดตามกรณีวัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมระดมคนในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยอ้างกิจกรรมสัปดาห์วิสาขบูชา หากมีสิ่งใดแอบแฝง ส่งสัญญาณว่าอาจนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดำเนินการ” (4 พ.ค.)

“ไม่หนักใจ และไม่มีใครจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้ได้บางครั้ง แต่วันหนึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ถ้าไม่ผิดจะยืดเยื้อไปทำไม” (3 พ.ค.)

จากคำพูดต่างกรรมต่างวาระของ พล.อ.ไพบูลย์ ไม่ต่างอะไรกับการมอบนโยบายของรัฐบาลว่าต้องเอาคดีวัดพระธรรมกายขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มาก่อน

สาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลพลเรือนในอดีตไม่ค่อยจะยุ่งกับวัดพระธรรมกายในทางคดีความเท่าไหร่ แม้วัดพระธรรมกายจะถูกครหาในเรื่องต่างๆ พอสมควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าวัดพระธรรมกายมีศิษย์ที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นเครือข่ายจำนวนมาก

แต่ละพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจึงเห็นว่าการเข้าไปข้องแวะกับวัดในลักษณะดังกล่าว เหมือนกับการไปทำลายฐานเสียงพรรคการเมืองตัวเองโดยไม่จำเป็น

ทว่า สำหรับรัฐบาลปัจจุบันกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น โดยการเดินหน้าชนกับวัดพระธรรมกายครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่หวังผลไปถึงการสลายมวลชนเสื้อแดงทางอ้อมด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าวัดพระธรรมกายมีความแนบชิดกับเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยพอสมควร มีหลายครั้งที่ปรากฏภาพคู่กันของบิ๊กการเมืองในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงกับศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งหนึ่ง นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เคยบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2558 ในทำนองว่าวัดพระธรรมกายเป็นฐานกำลังสำคัญของคนเสื้อแดง

“รุกโจมตี วัดพระธรรมกาย อย่างดุเดือดเมามัน ด้วยข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์…เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายล้างกลุ่มพระสงฆ์ ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช. ฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างชัดแจ้ง” ถ้อยคำของหมอเหวงในอดีต

การจะคุมวัดพระธรรมกายให้อยู่หมัดได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกตามกระบวนการยุติธรรมด้วยการเอาคดีเข้าสู่ศาลให้เร็วที่สุด

ถ้าปล่อยให้คดีล่าช้าออกไป จนทำให้ดีเอสไอไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ย่อมไม่มีทางที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตจะเข้ามาให้ความสำคัญกับคดีนี้แน่นอน เพราะไม่ต้องการแตะเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อฐานเสียงของตัวเอง

ดังนั้น คดีวัดพระธรรมกายที่ดีเอสไอกำลังขะมักเขม้นนี้ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบั่นทอนกำลังของพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีกำลังพอที่จะมาเอาคืน คสช.ในอนาคต เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น คสช.จะต้องเป็นฝ่ายที่ตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ปูพรมแจงร่างรธน. เดิมพันอนาคตคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432305

ปูพรมแจงร่างรธน. เดิมพันอนาคตคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งวิเคราะห์แล้วหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถือเป็นฉบับที่ 2 ของ คสช.มีอันต้องสะดุดอีกรอบ ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือและทำลายความเชื่อมั่น คสช.ไม่น้อย

ไม่แปลกที่ คสช.จะส่งสัญญาณดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบบเต็มสูบ

ล่าสุดกับขั้นตอนการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมจัดอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย หรือ ครู ก. ในวันที่ 18-19 พ.ค.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล

โดยคัดเลือกอาสาสมัครจากคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1.เป็นคนดี ไม่ด่างพร้อย และเป็นที่ยอมรับ 2.มีความเป็นกลางทางการเมือง ถ้าใครไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือคิดว่าไม่เป็นกลางก็ไม่ควรอาสาเข้ามา และ 3.เป็นคนที่มีทักษะทางการพูด หรือเคยเป็นวิทยากรมาก่อน

ที่สำคัญ หากส่องดูรายละเอียดจะพบการทำงานที่มีความชัดเจนโดยแบ่งกลุ่มวิทยากรครู ก.ออกเป็น 9 กลุ่ม ที่จะไปชี้แจงและเรียนรู้ เพื่อให้สามารถกระจายทั่วถึงทุกภูมิภาคและพื้นที่ทุกจังหวัด จากนั้น ครู ก.ก็จะทำหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ สภาองค์กรชุมชน หรือครู ข. ในช่วงเดือน มิ.ย.ต่อไป

หลักสูตรวันแรกจะเป็นเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของประชาชน หน้าที่ของรัฐ การเมือง เรื่อง สส.-สว. การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนวันที่สองเป็นการตอบประเด็นข้อซักถามต่างๆ ในลักษณะของการแบ่งกลุ่ม

ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นการเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงเนื้อหาสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการเมือง ภาคประชาชน ส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีในจุดอ่อนที่ล้วนแต่จะซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญ

การปูพรมสื่อสารกับประชาชนแบบเคาะประตูบ้านทำความเข้าใจรอบนี้ จึงเป็นปฏิบัติการ “เชิงรุก” ที่จะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูล “แก้เกม” ประเด็นที่ถูกถล่มในช่วงเวลาที่ผ่านมา

แถมเตรียมฮอตไลน์สายด่วน เพื่อให้ ครู ก.และครู ข.ต่อสายตรงมายัง กรธ.โดยตรง เมื่อพบปัญหาที่อาจจะตอบคำถามไม่ได้ พ่วงกับแอพพลิเคชั่นไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับวิทยากรเพิ่มเติมด้วย

ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่ประชาชนทั่วไปจะอ่านรายละเอียดในทุกหมวด ทุกมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ การส่งตัวแทนไปชี้แจงตรงถึงชาวบ้านย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ

แถมยังได้โอกาสชี้แจงประเด็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีว่า ในมุมมองของ กรธ.มีเจตนารมณ์และเหตุผลในการเขียนเนื้อหาแต่ละมาตราอย่างไร รวมทั้งต้องพิจารณาประกอบบริบทและเงื่อนไขของสถานการณ์ขณะนี้จนทำไมต้องออกมาเป็นเนื้อหาอย่างที่เห็น

นอกจากยุทธการเดินเคาะประตูทุกหลังคาเรือนแล้ว อีกด้านหนึ่ง กรธ.จะฝากคลิปเสียงและสคริปต์เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเปิดเสียงตามสายจากวิทยุชุมชน พ่วงด้วยการเปิดเพลงที่ประพันธ์และขับร้องจากศิลปินที่ให้ความร่วมมือแต่งเพลงเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ

จำแนกออกเป็นแต่ละพื้นที่เริ่มตั้งแต่ภาคกลางเป็นเพลงแหล่และเพลงโทนของ ชินกร ไกรลาศ ภาคใต้เป็นเพลงของ เอกชัย ศรีวิชัย ภาคอีสานเป็นเพลงหมอลำของ จินตหรา พูนลาภ และภาคเหนือเป็นเพลงสะล้อซอซึง จาก ธีรวัฒน์ หมื่นทา ศิลปินพื้นเมือง

นอกจากเวทีที่ กรธ.จะลงพื้นที่ไปตามกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ช่วยลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงประชามติด้วย

ในช่วงวันใกล้ๆ ทำประชามติอาจจะมีการทำความเข้าใจผ่านสถานีโทรทัศน์อีกยก

คู่ขนานไปกับการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจโดยบุคลากรของกองทัพ นักศึกษาวิชาทหารตลอดจนเจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข อำนวยความสะดวกให้กับวิทยากรในการทำงาน

อีกด้านหนึ่ง การนำเสนอข้อมูลของฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังถูกตีกรอบอย่างเข้มงวดด้วย พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ตลอดจนคำสั่ง คสช.ที่ยากจะออกมานำเสนอความคิดความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญได้ยาก

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำการเอาจริงเอาจังกับเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.

 

ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432092

ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงจะไม่ใช่การ “ประณาม” แต่หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่แสดงจุดยืนความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างละเอียดก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาหลายส่วนกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่มากก็น้อย

แถมยังอาจจะพัฒนากลายเป็นแรงกดดันที่สำคัญ จนทำให้รัฐบาล คสช.ต้องดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลายมาตรการที่คุมเข้มการแสดงออกในเวลานี้

เกล็น เดวีส์ ระบุผ่านสื่อมวลชน แสดงความไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึง
การจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออก สร้างบรรยากาศของการข่มขู่  และทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง

อีกทั้งการข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งสหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือน ส.ค. เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”

ไม่เพียงแค่สหรัฐเท่านั้นที่ออกมาขยับเรื่องนี้ เพราะไม่กี่วันก่อนหน้าในเวทีการเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

จะพบว่าหลายชาติให้ความสนใจสอบถามถึงบรรยากาศที่สิทธิในประเทศไทยถูกกระทบ และหลายคำถามในวันนั้นก็ยังไม่มีคำตอบที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้นในอนาคต

ต้องยอมรับว่ายิ่งเข้าใกล้ช่วงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิการแสดงความคิดความเห็นกลับยังถูกปิดกั้น และอาจเข้มงวดกว่าในช่วงหลังรัฐประหารด้วยซ้ำ สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะหลายฝั่งคาดหวังว่าในช่วงก่อนออกเสียงประชามติ ควรเปิดให้มีการอภิปรายจุดเด่นจุดด้อยกันอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการยอมรับให้เป็นกฎกติกาสูงสุดของประเทศ

ที่ผ่านมาเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ทั้งภาคการเมือง ภาควิชาการ ไปจนถึงภาคประชาชน ต้องการให้รัฐบาล คสช. เปิดช่องการแสดงความคิดความเห็นมาโดยตลอด

ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงข้ามด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ และคำสั่ง คสช. กลายเป็นกฎเหล็กสกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นได้อย่างที่ควรจะเป็น

คู่ขนานไปกับการเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งคุมตัวฝากขังหลายกรณี แต่อีกด้านกลับเป็นการปลุกแนวร่วมออกมาเรียกร้องรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองเข้าพบข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหประชาชาติ เพื่อให้จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติ และเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์กระทุ้งอีกรอบขอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ระบุว่า ตามที่กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ในสังคมไทยได้ร่วมกันเรียกร้องให้กระบวนการทำประชามติต้องเปิดกว้าง มีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ อย่างรอบด้าน

ทั้งหมดเป็นแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.เวลานี้ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าการห่วงใยเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพราะเขาไม่ได้มาเห็นและรับรู้เรื่องในประเทศ เรื่องศาลทหารก็ดำเนินการตามกฎหมายทุกๆ ประเทศก็ใช้มาตรการกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรไปละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย

แถมส่งสัญญาณไม่ปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลและ คสช.ต้องเดินหน้าตามโรดแมป เพราะประเทศต่างๆ เขาติดตามอยู่ว่าเราเดินตามโรดแมปหรือไม่ ถ้ายังมัวแต่มาเตะขาเตะแข้งกันแบบนี้ โรดแมปก็ไม่เดิน ซ้ำร้ายพวกผมที่ทำงานขณะนี้คงแย่แน่นอน”

ตราบที่ทุกอย่างยังเป็นเช่นนี้ไม่มีการแก้ไข แรงกดดันจากต่างชาติจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติในอนาคต

 

ดันสูตรปรองดอง’เอนก’ จี้’ประวิตร’ร่วมผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431660

ดันสูตรปรองดอง’เอนก’ จี้’ประวิตร’ร่วมผลักดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มกับข้อเสนอเรื่องกฎหมายรอกำหนดโทษของ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อหลายฝ่ายออกมารุมถล่มว่าจะนำไปสู่ความ “ขัดแย้ง” มากกว่า “ปรองดอง” ที่สำคัญข้อเสนอดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นการตัดตอนนำข้อเสนอมาเพียงแค่บางส่วนไม่ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด

วานนี้ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พะเยาว์ อัคฮาด มารดาพยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และ ภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในฐานะตัวแทนจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน แถลงผลักดันให้เดินหน้าทำตามข้อเสนอของกรรมการชุดนี้ที่มี 6 ข้อ เพื่อคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างปี 2548-22 พ.ค. 2558 และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำอีก ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปให้ครบทุกๆ ด้านอย่างเป็นองค์รวม 6 ภารกิจที่จะสร้างความปรองดองในการนำชาติไปสู่สันติสุข

 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง ทบทวนเอกสารและสังเคราะห์ความรู้จากข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองที่เคยมีมา ถอดบทเรียนจากองค์ความรู้ รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ผลที่ได้รับ คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องและคนในสังคมเข้าใจมุมมองของกันและกันเกี่ยวกับสาเหตุความขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่การกำหนดโจทย์และวิธีการคลี่คลายความขัดแย้งและป้องกันเหตุที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต

2.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง รวบรวมและตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุแรงจูงใจเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและมีความเหมาะสมของสถานการณ์ ผลที่จะได้รับ คือ ทำให้สังคมได้สรุปบทเรียน เกิดสำนึกร่วมกันในการป้องกัน
มิให้ประเทศต้องประสบกับวิกฤตอีก

3.การอำนวยความยุติธรรมการสำนึกรับผิดและการให้อภัย นำกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษเพื่อนำหลักการของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและกระบวนทรรศน์เรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ ผลที่จะได้รับ คือ การรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องคดี ประเภทคดี สถานะคดี จำแนกเป็น 1.ความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 2.ความผิดอาญาโดยแท้ 3.ความผิดทั้งแบบ 1 และ 2 นอกจากนี้ยังเป็นการให้ผู้กระทำผิดได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วได้สำนึกผิดกลับมาสู่สังคม

4.การเยียวยาดูแลและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ตั้งศูนย์ประสานงานและรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ทำฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายทั้งในส่วนที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน พัฒนา ปรับปรุง จัดทำกฎหมาย กฎระเบียบที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการให้การชดเชยความเสียหายเยียวยาโดยไม่เลือกปฏิบัติ

5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน โดยพัฒนายุทธศาสตร์สันติวิธีเพื่อความมั่นคงของชาติให้เป็นหลักปฏิบัติเชิงนโยบาย ฟื้นฟู เร่งรัด ผลักดันปฏิรูปโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เฝ้าระวังสถานการณ์ ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ปะทะรุนแรงกับประชาชนหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ปฏิรูป-กำกับบทบาทของสื่อมวลชนให้เป็นไปตามจรรยาบรรณโดยนำเสนอเนื้อหาสาระที่สร้างสรรค์ไม่ยุยง บิดเบือนข้อเท็จจริงจนเกิดความเกลียดชัง

อดุลย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของเสรีเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาที่ชุดเอนกทำไว้ ไม่ได้บอกว่า ข้อเสนอนี้ผิดหรือถูก แต่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศชาติจะต้องสร้างความปรองดอง อยากฝากถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ว่า การออกมาเบรกข้อเสนอของเสรีนั้นไม่ถูกต้อง

“ความปรองดองในชาติ คือ สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของประเทศจะต้องสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของนายเสรี หรือแนวทางของคณะกรรมการปรองดอง สปช.ที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมในวันข้างหน้า พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้มีบารมีตัวจริง ดำเนินการเหมือนเป็นนายกฯ หรือใครก็ตามใน คสช. หากดำเนินการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ญาติวีรชนพฤษภา 35 จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” อดุลย์ กล่าว

พะเยาว์ กล่าวว่า ข้อเสนอเสรีเหมือนหักด้ามพร้าด้วยเข่า คดีเกี่ยวกับผู้สูญเสียหลายคดียังคงดำเนินอยู่ อย่างคดีลูกสาว ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ชี้แล้วว่า เสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า แนวทางของเสรีจึงคือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แกนนำจากทุกสีทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่ญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้อะไรเลย หากรัฐบาลนี้อยากจะผลักดันเรื่องความปรองดอง ก็ไม่คัดค้าน แต่วิธีการจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่น คดียึดสนามบินจะได้รับการพักโทษ แต่กลับไม่ครอบคลุมคดีเผา

ภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาเตรียมนำเสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมและเป็นที่ยอมรับจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองในทุกกรณี โดยจะดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของแกนนำก็จะเปิดช่องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งจะต้องมี “การสำนึกรับผิด” ซึ่งจะต่างจากคำว่า “ยอมรับผิด” ส่วนกรณีหลังจากนั้นจะเป็นการพิจารณาต่อไปว่าควรออกเป็นกฎหมายพิเศษหรือไม่ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม สังคมมีความพร้อมหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเปราะบาง และที่ผ่านมาได้นำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งการนิรโทษกรรมจะไม่รวมคดีทุจริต คดีมาตรา 112