คสช.ไม่ล้มประชามติ อุ้มร่างรธน.สู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431647

คสช.ไม่ล้มประชามติ อุ้มร่างรธน.สู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะถามเวลานี้ในวงสนทนาปัญหาบ้านเมืองคุยกันถึงประเด็นไหนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

หลายคนกำลังมีคำถามว่า ผลของประชามติจะออกมาเป็นแบบใด “ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติผ่าน” “ร่างรัฐธรรมนูญผ่านอย่างเดียวแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน” “ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่าน” หรือ “ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแต่คำถามพ่วงผ่าน”

ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นอย่างไร ย่อมมีผลต่อการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เช่น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านอย่างเดียว ทุกอย่างก็เดินหน้าไปตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางเอาไว้ โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.และจัดตั้งรัฐบาลจากพลเรือนในปี 2560

หรือถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.จะทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขปัญหาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งปี 2560 หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวสำหรับดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งย่อมทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนจากปี 2560 ออกไป

แต่ก่อนจะมีคำถามว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ เวลานี้กำลังมีอีกคำถามที่ถูกขบคิดไม่ต่างกัน คือ จะมีการประชามติหรือไม่ เข้ามาแทรกด้วย

เดิมทีต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามเช่นนี้ขึ้นมา เพราะมองว่าในเมื่อ คสช.ตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อบัญญัติกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คสช.ย่อมมีความตั้งใจให้การประชามติเกิดขึ้น เพราะถ้า คสช.ไม่ได้คิดเช่นนั้น ก็คงไม่ลงทุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบัน บรรยากาศทางการเมืองที่เคยสงบกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นในทางลบต่อร่างรัฐธรรมนูญบานปลายไปจนถึงการทำงานของ คสช. มิหนำซ้ำมีกระบวนการที่ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 112 ซึ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงได้ไล่จับเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

สถานการณ์ความวุ่นวายที่เริ่มเกิดขึ้นนี้ เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ถึงกับเคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่นำไปสู่การตีความได้ว่าอาจยุติการทำประชามติ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา

“กฎหมายเขาว่าอย่างไรก็ทำไป ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ทำไม่ได้คือทำไม่ได้ มาประท้วงกันทำไม่ได้ แล้วจะดันประชามติได้หรือไม่ ก็เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เลือกได้หรือไม่ เสนอกันไปมาจนตีกัน จนเลือกตั้งไม่ได้ วันนี้เสนอแล้วถ้ายังตีกันอีก แล้วจะทำยังไง ก็กลับที่เดิมทุกอย่าง เหนื่อยเปล่า”

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนั้น นับว่าสร้างความประหลาดใจในทางการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นท่าทีที่ไม่เคยออกมาจากผู้นำประเทศมาก่อน ถ้าจะมีอาการหัวเสียกับฝ่ายการเมืองก็เป็นแค่การบอกว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ถึงขั้นที่บอกว่าจะต้องล้มการประชามติ จึงเริ่มมีการวิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเอาจริง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ทางการเมืองบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของความน่าจะเป็นแล้ว ประเมินได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังจะให้การทำประชามติเดินหน้าต่อไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557

จุดสังเกตที่ทำให้มองได้ว่าการประชามติจะมีอยู่ต่อไป คือ การระดมทรัพยากรของรัฐเพื่อช่วยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งในกรณีที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครเร่งศึกษาและทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญก่อนลงพื้นที่พบประชาชน หรือการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ กรธ. ควงแขนไปชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญด้วยกัน แบ่งเป็น สนช.และ สปท.รับผิดชอบอธิบายคำถามพ่วงที่ให้ สส.และ สว.ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วน กรธ.ทำหน้าที่หลักในการแจกแจงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เกี่ยวกับคำถามพ่วง

จากความเคลื่อนไหวตรงนี้เอง ย่อมมองได้ว่า คสช.เอาจริงเอาจังกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หนำซ้ำยังมีความต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วย อย่างน้อยเพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.อยู่ในอำนาจต่อจนถึงวันเลือกตั้ง

ที่สำคัญ การล้มประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางคัน ย่อมไม่ต่างอะไรกับการเสียคำพูดต่อประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เสียหายยิ่งกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น โอกาสที่ประชามติจะไม่เกิดขึ้น จึงมีความเป็นไปได้น้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลย แต่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่นั้น คสช.ต้องลุ้นตัวโก่งจนถึงบัตรลงคะแนนใบสุดท้าย

 

นิรโทษกรรมรอบใหม่ ครกนี้เข็นไม่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431428

นิรโทษกรรมรอบใหม่ ครกนี้เข็นไม่ขึ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข็นไม่ขึ้นกับแนวคิดล้างผิดรอบใหม่ผ่านการออกกฎหมายรอการกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง ตามที่ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

จุดเด่นของกฎหมายนี้จะทำให้คดีสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษา ซึ่งคดีที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้จะเป็นคดีความผิดรุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีแกนนำบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบินหรือสี่แยกต่างๆ ที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง แต่ทำเลยเถิด เกินเลยทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมตามมา แต่จะไม่รวมถึงคดีทุจริต ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

ทว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีอันสะดุดตั้งแต่ออกตัวจนประเมินแล้วไม่น่าจะไปถึงฝั่งเมื่อหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับเรียงหน้าออกมาปฏิเสธไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แถมวิเคราะห์ว่าจะนำไปสู่ความ
“ขัดแย้ง” มากกว่า “ปรองดอง”

ปิดประตูด้วยท่าทีจากบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาส่งสัญญาณไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนสั่งการ เป็นเรื่องที่ทาง สปท. คิดและทำกันเอง

“ไม่รู้ว่าจะออกมาทำให้เกิดความขัดแย้ง ยุ่งยากทำไม สถานการณ์ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว ขอปล่อยให้เดินตามโรดแมปดีกว่า เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญออกมาเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากันต่อไป”

มีอันทำให้ท่าทีของเสรีเปลี่ยนไปก่อนออกมายอมรับสภาพว่า “เมื่อข้อเสนอออกมายังไม่ทันเดินหน้าก็มีเสียงคัดค้าน จึงไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้”

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องการ “ล้างผิด” รอบนี้ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ ประการแรก เพราะท่าทีที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยดังจะเห็นจากทุกสีเสื้อ และแต่ละกลุ่มการเมืองรีบออกมาปฏิเสธข้อเสนอแนะนี้ ยืนยันจุดยืนเดิมต้องการพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ปรองดองได้ มีวาระซ่อนเร้น ต้องการช่วยบางฝ่ายและเล่นงานบางฝ่าย ดังจะเห็นว่าข้อเสนอที่เสรีระบุนั้นเอื้อกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เท่านั้น แต่จงใจข้ามเหตุการณ์ทางการเมืองของ นปช. หรือของคนเสื้อแดง

ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า ทางแกนนำ กปปส.ทุกคนไม่ร้องขอให้มีการล้างผิดในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างที่กระทำไปตัดสินใจดีแล้ว ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

“การปรองดองคงไม่มีใครปฏิเสธ แต่ไม่ควรเอามาเหมารวมกับการนิรโทษกรรม หรือการล้างผิดในรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งการนิรโทษกรรมเพื่อล้างความผิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าทำแบบเหมาเข่งสุดซอยเหมือนในยุครัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ใช่ปรองดอง”

เหตุผลประการต่อมา คือเงื่อนไขที่จะพ่วงมากับกฎหมายรอกำหนดโทษ ซึ่งมีหลายเรื่องที่หลายฝ่ายไม่อาจยอมรับ เริ่มตั้งแต่เงื่อนไขแรกผู้ต้องหาต้องยอมรับความผิดในชั้นศาลก่อน เงื่อนไขนี้ย่อมทำให้หลายคนยากจะยอมรับได้ เพราะเท่ากับยอมรับว่าเป็นคนทำผิด สวนทางกับที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธมาโดยตลอด

ทว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กลุ่มต่างๆ ไม่อาจยอมรับได้ คือข้อห้ามเล่นการเมืองในอนาคต ต้องยอมรับว่าหลายคนที่ติดร่างแหความผิดนั้นเป็นบุคลากรทางการเมืองในหลายพรรคและอิสระ แถมยังมีแนวโน้มเตรียมตัวเข้าสู่ถนนการเมืองตามโรดแมป นี่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายไม่พร้อมรับการล้างผิดรอบนี้

ยังไม่รวมกับเงื่อนไขปลีกย่อยอย่างมาตรการ อื่นๆ มาควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดอีก อาทิ การห้ามชุมนุมการเมือง การห้ามปลุกปั่นก่อความวุ่นวาย

หลายฝ่ายมองว่านี่เป็นการเดินตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แรกสอดรับไปกับข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน

แต่ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมการฯ ยังออกมาโต้แย้งข้อเสนอของเสรี เพราะเป็นเพียงแค่การหยิบยกเนื้อหามาเพียงด้านเดียว เป็นการเสนอเพื่อเหตุผลทางการเมือง ไม่ครอบคลุมถึงเนื้อหาในทุกด้านตามที่คณะกรรมการชุดของกรรมการชุดเอนกที่เสนอมา 6 ด้าน จนทำให้เกิดแรงต้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแกนนำที่ยังมีคดีอยู่

ดังนั้น ถ้าดูจากท่าทีของแต่ละฝ่าย มีความเป็นไปได้สูงที่การปรองดองตามสูตรที่เสรีเสนอมานี้จะยังไม่ได้รับการตอบรับ เพราะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ยังรับกันไม่ได้ คงต้องไปดูว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่รัฐบาลจะส่งมอบประเทศคืนผ่านการเลือกตั้ง จะมีการใช้อำนาจพิเศษเพื่อสร้างความปรองดองหรือไม่แทน

 

ยูเอ็นรุกละเมิดสิทธิ ศึกหนัก “คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431201

ยูเอ็นรุกละเมิดสิทธิ ศึกหนัก "คสช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้ที่คณะผู้แทนไทยนำโดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม จะนำเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ด้านหนึ่งเวทีนี้จะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยออกมาชี้แจงว่าต่างประเทศยังเข้าใจประเทศไทยผิดในบางเรื่อง โดยเฉพาะหลักการทางสิทธิมนุษยชน

แต่อีกด้านหนึ่งเวทีนี้อาจเป็น “ด่านหิน” ของรัฐบาลไทยที่จะต้องชี้แจงตอบคำถามต่อชาวโลก ยิ่งในหลายคำถามที่ปรากฏก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้แจงให้เกิดความชัดเจน

ล่าสุดมีสมาชิกสหประชาชาติ 14 ประเทศ ได้ยื่นคำถามเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในไทย เรื่อยไปจนถึงความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ล่วงหน้า อาทิ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย นอร์เวย์

ส่องดูคำถามล่วงหน้าจากเบลเยียม ที่ถามว่ารัฐบาลไทยจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับที่ได้ลงนามไปเมื่อปี 2012 เมื่อใด?

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาที่จะให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่?

รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และจะรับรองว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและจะได้รับการเคารพสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) หรือไม่?

รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะตอบรับคำร้องขอในการเยือนจากคณะผู้เขียนรายงานพิเศษหรือไม่?

อีกด้าน สาธารณรัฐเช็กถามว่า ภายใต้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คสช.ได้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดต่อสถาบัน การก่อจลาจล ปลุกระดมฝูงชน สนับสนุนการแบ่งแยกและละเมิดคำสั่ง คสช.ในศาลทหารแทนศาลพลเรือน ในประเด็นนี้ไทยจะทบทวนแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในการประกันตัวภายใต้พันธกรณีของไทยที่มีต่อไอซีซีพีอาร์หรือไม่?

แถมยังสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ “ค่ายปรับทัศนคติ” และ “หลักสูตรปรับทัศนคติ” ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่รัฐบาล คสช.จะชี้แจงได้ เมื่อพฤติกรรมการกระทำในช่วงที่ผ่านมาหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทั้งการคุมตัวประชาชน นักวิชาการ ที่ออกมาแสดงความคิดความเห็นต่างจาก คสช.

อีกทั้งการชี้แจงในเวทีนี้จะเป็นการ “ผูกมัด” รัฐบาล คสช.ที่จะต้องยึดถือปฏิบัติในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และอาจถูกหยิบยกมาต่อรองกับ คสช.ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

ที่สำคัญนี่จะเป็นการดึงต่างชาติให้เข้ามาจับตาสถานการณ์ภายในประเทศ และกลายเป็นแรงบีบทางอ้อมให้รัฐบาล คสช.ต้องรีบลด ละ เลิก บรรดากฎหมายที่เป็นเครื่องมือนำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิในเวลานี้

ต้องยอมรับว่าสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามดึงต่างชาติเข้ามาเป็นแรงหนุนบีบให้ คสช.ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้ อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล คสช. และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทันที

อีกด้านหนึ่ง วีรดา เมืองสุข บุตรสาว วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสหภาพยุโรป กรณีที่ คสช.ควบคุมตัววัฒนา หลังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 จนถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ โดยต้องการให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลเข้ามาตรวจสอบการจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.

แรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการต่างๆ ของ คสช.นับจากนี้จะเป็นศึกหนักที่ คสช.ต้องเผชิญต่อไปในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ย้อนโมเดลปรองดอง จากรัฐบาลพลเรือนถึงยุคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431198

ย้อนโมเดลปรองดอง จากรัฐบาลพลเรือนถึงยุคทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์เป็นหนึ่งในนโยบายของทุกรัฐบาล ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่าให้ความสำคัญพอสมควร โดยเป็นหนึ่งในการทำงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะประกาศต่อสาธารณะว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

ล่าสุด คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้เสนอแนวคิดการสร้างความปรองดองขึ้นมา คือ การเสนอกฎหมายรอการกำหนดโทษ โดยให้คดีสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษา

สำหรับคดีที่จะเข้าข่ายได้รับการรอการกำหนดโทษ เช่น กรณีแกนนำบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบินหรือถนนที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่าตัวเองกระทำผิดในชั้นศาลก่อน แต่ไม่รวมถึงคดีทุจริต มาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

ตามขั้นตอนหาก กมธ.ชุดนี้จัดทำรายงานเสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอให้ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบก่อนส่งให้กับรัฐบาลดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยให้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ซึ่งในรายงานที่เสนอให้รัฐบาลมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ดังนี้

“หากรัฐบาลมีความประสงค์จะนำ ‘การนิรโทษกรรม’ มาใช้ในการเสริมสร้างความปรองดอง สิ่งสำคัญที่ควรทำ คือ การดำเนินการในหลายระดับอย่างเป็นกระบวนการ โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อตกลงระหว่างคู่ขัดแย้ง สร้างให้เกิดบรรยากาศที่พร้อมรองรับการปรองดองและมีความเข้าใจในขอบเขตของการนิรโทษกรรมในระดับสังคมในวงกว้าง

ในขั้นเริ่มต้นควรเป็นการนิรโทษกรรมสำหรับ ‘คดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง’ ซึ่งหมายความถึงบรรดาการกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมือง โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ขอบเขตในการกำหนดประเภทคดีที่จะได้รับการนิรโทษดังกล่าวข้างต้นไม่รวมถึงการกระทำความผิดอาญาโดยเนื้อแท้, ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

ย้อนกลับไปในอดีตเคยพยายามและผลักดันให้เกิดกระบวนการการสร้างความปรองดองมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เน้นหนักค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งใหญ่มาอย่างการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 โดยมีการรายงานที่เผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะถึง 2 ฉบับ

ฉบับที่ 1 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมี คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งตั้งขั้นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์และมีวาระการทำงานจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบชำระประวัติเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองผ่านกระบวนการทางกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจด้วย

“การนิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์สุดท้ายของการปรองดอง คอป. เห็นว่า แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้สังคมเกิดความปรองดอง แต่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีความขัดแย้งสูงไปสู่สังคมแห่งการปรองดองนั้น การนำการนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

โดยพิจารณาองค์รวมของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและคำนึงถึงมาตรการที่สอดรับกันระหว่างการสนองความต้องการ ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด การทำความเข้าใจกับความจริงที่เกิดขึ้นและสาเหตุของความขัดแย้ง การให้ผู้กระทำความผิดต้องชดเชยเยียวยา หรือแสดงความรับผิดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและต่อสังคมจนผู้ที่มีความขัดแย้งต่อกันในอดีตเกิดความเข้าใจ และให้อภัยหรือประนีประนอมกันเพื่อการนิรโทษกรรมได้”

ฉบับที่ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2554-2555 ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานออกมาในรูปแบบทางวิชาการ และได้มีข้อเสนอเพื่อการสร้างความปรองดองแบ่งเป็นระยะเวลาดังนี้

“ระยะสั้น การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขข้อกล่าวอ้าง ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 ดำเนินดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลง และโอนคดีทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดําเนินการใหม่แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว

ทางเลือกที่ 2 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และให้ดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติโดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ

ทางเลือกที่ 3 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และไม่นําคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ระยะยาว ออกแบบภาพอนาคตของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับและยึดถือร่วมกัน โดยการเปิดพื้นที่่ให้มีการพูดคุยกันถึงลักษณะความเป็นประชาธิปไตยของไทยที่คนในสังคมยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ และวางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ไม่ว่าจะเป็นยุครัฐบาลหรือรัฐบาลพลเรือน การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องทำให้สำเร็จ แต่เมื่อมีข้อเสนอออกมาแล้ว กลับมีคำถามตัวใหญ่ตามมาว่ารัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมหรือไม่

 

กม.ประชามติ ปิดกั้นเสรีภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430964

กม.ประชามติ ปิดกั้นเสรีภาพ?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2559 โดยกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่สกัดกั้นผู้เห็นต่าง และให้ฝ่ายเห็นชอบสามารถดำเนินการได้ทางเดียว

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมองต่อเรื่องดังกล่าวว่า กฎหมายประชามติที่ออกมา ถ้ามองบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย  ในเชิงวิชาการของตะวันตก ถือเป็นการลิดรอน สกัดกั้น

ทั้งนี้ ถ้ามองในมิติสถานการณ์จำเป็นขณะนี้ จะบอกว่าเป็นการปิดกั้นคงไม่ถูก เพราะกฎหมายที่ออกมาสามารถให้วิจารณ์ได้ แต่ต้องเป็นในเรื่องของเนื้อหาสาระ ไม่ใส่อารมณ์ อีกทั้งกฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีผลกับทุกฝ่ายทั้งเชียร์และปฏิเสธ

ส่วนกรณีที่มองอีกฝ่าย เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ กกต. มีสิทธิแจงเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ก็ทำเฉพาะอธิบายถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ในร่างเท่านั้น ไม่สามารถไปบอกว่าเลือกอย่างนั้น ซึ่งทำไม่ได้ เพราะกฎหมายใช้บังคับทุกฝ่าย

“มันอาจไปกระทบประชาธิปไตยที่บอกว่าเสรีภาพ แต่ในบริบทความจำเป็น ซึ่งอย่าลืมว่าสภาวะนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย และจะมองว่าหรืออธิบายว่าเป็นการปิดกั้น ไม่ชัดขนาดนั้น เพราะกฎหมายนี้ใช้กับทุกฝ่าย แม้กระทั่ง กกต. กรธ.เองมีสิทธิทำได้ แค่ให้รายละเอียดเท่านั้น”

จักษ์ วิเคราะห์ถึงจุดประสงค์ที่บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 สเต็ป 1.ให้เห็นว่าไม่แฟร์ เกิดความคลางแคลงใจ และ 2.สร้างสิ่งที่ไม่สง่างามให้กับรัฐธรรมนูญหากผ่าน โดยนำไปสู่เป้าหมายหลัก คือ แก้ไขเปลี่ยนแปลงหากมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

“เหมือนกรณีรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีการเคลื่อนไหวเรื่อยๆ ให้รับๆ ไปก่อนค่อยแก้ ซึ่งเป็นวาทกรรม คือ ต้องรับ สุดท้ายก็มีเป้าหมายทางการเมือง แต่เรื่องนี้บางส่วนก็แสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ แต่คนที่ขับเคลื่อนการเมือง เป้าหมายอันแรก คือ ไม่ผ่านก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ผ่านไม่ผ่าน รับไม่รับ เป็นการแสดงให้เห็นว่าประชาชนเลือกข้างใด แต่หากไม่ผ่าน คสช.ลำบาก หากผ่านรัฐธรรมนูญถูกแก้ไข”

จักษ์ สะท้อนสิ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว เนื่องมาจากส่วนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เปิดประเด็น หากเรื่องดังกล่าวผ่านไม่ผ่าน ก็จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ทำให้หลายฝ่ายไม่กลัว เพราะถ้าไม่ผ่าน เลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นการเมืองไม่กลัว ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ผ่าน ไม่รู้เป็นไง อันนี้น่ากังวลให้กับฝ่ายการเมือง

ขณะที่ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง มองว่า เหมือนรณรงค์ได้อย่างเดียว คือ ให้รับในลักษณะเปิดโอกาสให้กับฝ่ายยกร่าง คือ กรธ.สามารถอธิบายฝ่ายเดียว และแน่นอนก็ต้องอธิบายถึงข้อดีรัฐธรรมนูญนี้ ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามไม่ให้พูด จึงเหมือนกับไม่ให้โอกาสฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีโอกาสเท่าเทียมกันในการอธิบาย เพื่อให้ประชาชนหรือคนทั่วไปได้รับทราบข้อดีข้อเสียรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่

“อยากเสนอให้เปิดเวที ในเมื่อ กกต.ดำเนินการจัดการเวทีได้ ก็ควรเปิดโอกาสช่วง 3 เดือน ทั้งโทรทัศน์ สถาบันการศึกษา  ให้ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญดีเบตกับฝ่ายไม่เห็นด้วยในข้อใดบ้าง เพราะถ้ากฎหมายใดเป็นในลักษณะไม่ให้โอกาสคน ก็เหมือนกับกาต้มน้ำอัดมานานก็ระเบิด ถ้าเปิดให้พูดแสดงความเห็นหลายหลากทั้งข้อดีและเสีย บรรยากาศทางการเมืองก็ผ่อนคลายลง และหลายฝ่ายจะมองว่ารัฐบาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย”

อดีต กกต.รายนี้ ระบุอีกว่า แม้รัฐบาลไม่ให้พูดทั้งฝ่ายรับและไม่รับ แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่ เพราะ กรธ.ได้ออกมาเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยจัด ครู ก. ครู ข. คือ ฝั่งที่พูดข้อดีของรัฐธรรมนูญทั้งหมด ฝั่งไม่เห็นด้วยไม่มีเวทีไปพูดโต้แย้ง ยิ่งเป็นเหมือนลักษณะมัดมือชก คนรู้สึกต่อต้าน มากกว่าเปิดให้ระบาย เป็นสิ่งไม่เป็นธรรม และทำให้รู้สึกว่าต่อต้านรัฐธรรมนูญต้องดำเนินต่อไปแม้ประชามติผ่านแล้วก็ตาม อารมณ์ไม่เห็นด้วยก็เพิ่มพูน

แม้มีข้อเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น แต่จะทำประชามตินี้ควรเปิดให้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะเวทีรัฐธรรมนูญ แต่ควรเปิดเรื่องกฎหมายปรองดอง จะทำให้ความกดดันที่ประชาชนมีความรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อรัฐบาล ให้เห็นว่าให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

ด้าน ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า กฎหมายประชามติมีข้อดี คือ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ โดย กกต.ออกมากำหนด 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คนไม่ทราบรายละเอียดได้ประพฤติปฏิบัติถูกต้อง

ขณะที่ข้อเสีย คือ ประชามติหัวใจหลักไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน บนพื้นฐานเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้กรอบประชาธิปไตย ฉะนั้นถ้าออกกฎหมายหรือกลไกใดๆ ที่มากเกินไป การมีส่วนร่วมของประชาชนจะถูกลดทอนไปมากเท่านั้น

“การทำประชามติไม่ควรจะเป็นเรื่องการห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือห้ามแสดงความเห็น แต่ต้องเป็นในรูปแบบการสร้างโอกาสเรียนรู้ให้ประชาชน เช่น ฝ่ายสนับสนุนฝ่ายเห็นต่างก็พูดได้ ให้เกิดการรับฟังรอบด้าน นี่คือหัวใจที่ทำให้ประชามติมีคุณค่า และถ้ากฎหมายประชามติสามารถเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็น ก็เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านมาสูงมาก แม้มีหลายฝ่ายบอกว่าโอกาสไม่ผ่านสูง แต่คิดว่าผ่านมีมากกว่า เพราะผู้อยู่ในอำนาจรัฐมีความได้เปรียบจากกลไกต่างๆ”

นอกจากนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างเป็นสิ่งน่าคิด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม หมายถึงกติกาที่ทุกคนต้องรู้ต่อการเป็นเจ้าของร่วม ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านโดยอาศัยเพียงข้อบังคับกฎหมายอย่างเดียว แต่ขาดความชอบธรรมทางการเมือง การได้รับการยอมรับจะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เมื่อถึงการบังคับใช้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ทั้งเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. ที่มานายกฯ การจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นปัญหาที่ไล่เรียงไปเรื่อยๆ แม้แต่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์จะมีบ้างเป็นระยะ ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นวงเล็กๆ ไม่ใช่วงกว้างถึงขั้นชุมนุมต่อต้าน แต่ถามว่าถึงขั้นเปลี่ยนแปลงกลไกในการลงประชามติหรือรัฐธรรมนูญเลยหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

 

คสช.ก้าวพลาด… แนวร่วมแรงต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430963

คสช.ก้าวพลาด... แนวร่วมแรงต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จุดเสี่ยงที่สำคัญในช่วงปลายโรดแมปอยู่ตรง “แนวต้าน” ที่เพิ่มจำนวนและความเข้มข้น มาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลานี้

แม้ที่ผ่านมา คสช.จะ “ตัดไฟแต่ต้นลม” พยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ให้มีพื้นที่แสดงออกได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

แถมในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติ คสช.ยิ่งคุมเข้มเป็นพิเศษป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการงัด “ยาแรง” มาสกัดกลุ่มต้านแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพ์ ไปจนถึงคำสั่ง คสช.ที่สะกดจนแทบไม่เหลือช่องให้ออกมาเคลื่อนไหวได้

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้ฝักฝ่ายต่างๆ ได้เสนอข้อมูลความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงประชามติ แต่ คสช.ก็ยังไม่มีทีท่าจะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น ตรงกันข้าม ด้วยกฎกติกาที่ออกมาใหม่ยิ่งจะปิดกั้นการแสดงความเห็นมากขึ้น

สุดท้ายนี่จะกลายเป็นแรงบีบที่รอวันปะทุ แถมยังเป็นการผลักให้มวลชนที่เคยสนับสนุน คสช. หรือกลุ่มตรงกลาง ผันตัวไปอยู่ตรงข้าม คสช.มากขึ้น

โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

เข้าใจได้สำหรับบางกลุ่มที่อิงแอบอยู่กับฝั่งการเมืองที่สุดท้ายต้องถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่หลายรอบ แต่สำหรับหลายกลุ่มที่ต้องการแสดงความคิดความเห็นต่อกฎกติกาสูงสุดที่จะใช้ปกครองประเทศในอนาคต ไม่ควรจะถูกเหมารวมและปิดกั้นแสดงความคิดเห็นไปทุกกรณี

ชัดเจนผ่านกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ยิ่งถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติ ยิ่งปลุกให้กลุ่มต้านออกมาชุมนุมมากขึ้น หาก คสช.คิดจะใช้แต่ยาแรงต่อเนื่องโดยไม่ผ่อนคลายความเข้มงวดอาจทำให้เครือข่ายต่างๆ ผนึกกำลังเข้มแข็งขึ้น

สถานการณ์ดูจะเข้มข้นมากขึ้นเมื่อ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” เข้าพบผู้แทนสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติที่จะเป็นการดึงให้ต่างชาติเข้ามาร่วม “กดดัน” การดำเนินการของ คสช. ขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ตรวจสอบ และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว

สอดรับกับการคุมตัว พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดา สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ที่ถูกคุมตัวไปสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รับทราบข้อกล่าวหาหมิ่น มาตรา 112-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

กรณีนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ชี้แจงไม่ชัดเจนถึงข้อความที่เข้าข่ายผิดมาตรา 112 หรือไม่ก็ตาม แต่ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดกระแสตีกลับ มองว่านี่เป็นการกระทำที่รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น หากยังเป็นเช่นนี้แนวร่วมที่จะออกมาต่อต้าน คสช.ย่อมจะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น

อีกด้านหนึ่งแนวร่วมที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็มีแววว่าใกล้แตกหัก

ปมแรกมาจากกระแสข่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมจะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่จะทำให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังถูกโยงว่ามีความพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สวุรรณ บิ๊ก คสช. หรือไม่ ด้วยแล้วยิ่งทำให้ปมนี้สะเทือนความเชื่อมั่น คสช.รุนแรง

ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ และญาติพี่น้องผู้สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ยุติถอนฟ้อง

จังหวะไล่เลี่ยกับที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. กล่าวในการบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตอนหนึ่ง กระทบไปถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล คสช.ว่าแผนการที่ลึกซึ้งและอำมหิตที่สุดคือ “โครงการประชารัฐ” ที่ให้ลูกเจ้าสัวลงไปช่วยธุรกิจระดับล่าง แต่สุดท้ายก็เป็นการผ่องถ่ายการผูกขาดธุรกิจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนรวยเข้าหุ้นกับคุณไม่นานมันก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจคุณ ไม่มีวันที่จะให้เจริญเติบโตต่อไป

ปรากฏการณ์ที่กลุ่มต่อต้าน คสช.เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช. แถมสุ่มเสี่ยงจะกระทำไปถึงโรดแมปที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

 

ม.44 ไม่ปลด “สุขุมพันธุ์” “บิ๊กตู่” กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430832

ม.44 ไม่ปลด "สุขุมพันธุ์" "บิ๊กตู่" กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานะของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พบความไม่โปร่งใสในโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของ กทม. งบประมาณ 40 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายถึงผลสรุปการทำงานของ คตง.ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตรา 44 และ 46 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน

ตามขั้นตอนทางกฎหมายนั้น คตง.เตรียมส่งข้อมูลให้ โดยจะเร่งส่งสำนวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ รวมถึงศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อส่งเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ด้วย

ทันทีที่ คตง.มีผลสอบออกมา ส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องแถลงชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.

“เพราะว่าสิ่งที่ผมได้ตอกย้ำมาโดยตลอดในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา คือ กทม.ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบทุกอย่าง ผมได้พูดมาตลอด ผมไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไรที่ผิดกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียวครับ ดังนั้นสิ่งที่ สตง.ได้ทำไปก็สอดคล้องกับหลักการในการบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร” หนึ่งในใจความสำคัญของการแถลงของผู้ว่าฯ กทม.

แน่นอนว่าสถานะในทางกฎหมายของผู้ว่าฯ กทม.ยังครบถ้วนอยู่ทุกประการ ทั้งในฐานะยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ และการดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะมติของ คตง.ไม่ใช่การชี้มูลความผิดเหมือนกับอำนาจของ ป.ป.ช. ที่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุคคลใดแล้วบุคคลนั้นจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

แต่ต้องไม่ลืมว่านอกจากการส่งคดีไปตามขั้นตอนตามกฎหมายปกติแล้ว คตง.ยังได้ใช้ช่องทางพิเศษด้วยผ่านการขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 เพื่อจัดการกับกรณีนี้

ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อพักงานผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่

แม้การใช้มาตรา 44 จะเป็นอำนาจโดยสมบูรณ์ของหัวหน้า คสช. แต่กับกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องถือว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะมีเหตุผลด้านกฎหมายและการเมืองค้ำคออยู่

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาจากการเลือกตั้งของคน กทม.ถึง 1,256,349 คะแนน ประกอบกับคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น โดยความเห็นของ คตง.ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. หรืออาจต้องเลยไปถึงการสู้คดีในชั้นศาลด้วย

หากหัวหน้า คสช.หักด้ามพร้าด้วยเข่าผ่านการใช้มาตรา 44 อาจจะเป็นการที่ไม่เหมาะในทางกฎหมายเท่าไหร่นัก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเลือกปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแทนมากกว่า

สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลล่าสุดจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นที่หัวหน้า คสช.จะใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการกับกรณีนี้ เพราะกำลังมีการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ไต่สวน

อีกเหตุผลที่มองข้ามไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ทางการเมือง โดยในแวดวงการเมืองต่างรู้กันพอสมควรว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส. และอย่างที่ทราบ แกนนำ กปปส.รายนี้ออกมาประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 สั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมกระทบต่อแรงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำคัญกับ คสช.อย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นแค่การบอกว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึงการแสดงออกของประชาชนที่จะบอกว่ายอมรับหรือไม่ยอบรับ คสช.ด้วย

เมื่อความชอบธรรมทางกฎหมายยังมีไม่พอ ผนวกกับปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ได้สนับสนุนเท่าไหร่ จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นการใช้มาตรา 44 เข้ามามีบทบาทในคดีนี้ เว้นแต่วันหนึ่งเกิดกระแสกดดันหนัก วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้

 

ยังไม่ถึงคิวปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/620059

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ค. 2559 05:01

 

ม้วนเสื่อแต่ไก่โห่ตามคาด โมเดลปรองดอง ตามสูตรใหม่ “กฎหมายรอการกำหนดโทษ”

ภายใต้การดำเนินการของโต้โผใหญ่ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

จบเห่ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกสตาร์ต ตามการส่งสัญญาณปรามดังๆจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ไม่รับพิมพ์เขียวปรองดองเวอร์ชั่นใหม่ให้ล้างผิดคดีความทางการเมืองแก่แกนนำทุกกลุ่ม ทุกสีเสื้อ หากกล้ายอมรับสารภาพผิดถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป

ในภาวะที่ตัวต้นเรื่องถึงกับตัดพ้อดังๆ “วันนี้ไม่เห็นด้วยกับผมไม่เป็นไร อีกหน่อยติดคุกกันหมดก็นึกถึงผมเอง”

สะท้อนอารมณ์ผิดหวังปนอาการน้อยใจที่โมเดลปรองดองไม่ได้รับไฟเขียวจาก คสช.

โปรเจกต์สร้างสันติสุข สลายสงครามสีเสื้อยังจุดไม่ติด ถูกยัดเก็บใส่ลิ้นชักไปอีกฉบับ

แต่อย่างน้อยก็ช่วยกระตุกแผนปรองดองที่ระยะหลังดูจะถูกดอง เงียบหายไปดื้อๆ ให้กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมอีกครั้ง

หลายฝ่ายร่วมปลุกกระแสสร้างความปรองดอง อาทิ อดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง ยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ก็ออกมาขายฝันโมเดลใหม่

รอตั้งไข่ร่างกฎหมายอำนวยความยุติธรรม ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยึดสาระสำคัญจากรายงานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง มาวางหลักเกณฑ์

ล้างผิดให้ประชาชนและแกนนำทุกสีอย่างมีขั้นตอนรัดกุม

กระทุ้ง คสช.อย่าละเลยการสร้างความปรองดอง

แต่ในรูปการณ์ที่ความขัดแย้งในสังคมยังมีหัวเชื้อคุกรุ่นอยู่ ท็อปบูตก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม ปลดชนักปักหลังคดีความการเมืองแก่หัวโจกทุกสีเสื้อให้ตีปีกกันล่วงหน้า

สถานีปรองดองยังต้องตีตั๋วรอ ให้ถึงเวลาและโอกาสที่เหมาะสม

ไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งใส่ สู้เก็บไว้เป็นช้อยส์ สร้างเหลี่ยมต่อรองในอนาคตก็ยังไม่สาย

ยังไม่ให้ราคาเสียงเรียกร้องแนวทางสร้างความปรองดองจากกลุ่มต่างๆ

ในอารมณ์ที่ คสช.ยังเล่นบทขึงขังต่อเนื่องตั้งแต่การจับกุมกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่เคลื่อนไหวแหย่ คสช. การจับกุมกลุ่มทำเพจล้อเลียนผู้นำรัฐบาล

ไปจนถึงการเปิดปฏิบัติการปูพรมต่อเนื่องลุยโซนอิทธิพลแดงตัวพ่อ เมืองปากน้ำ จำนวน 14 จุด

บุกค้นรัง “เดอะเงาะ” วรชัย เหมะ และ ประชา ประสพดี สองตัวจี๊ดฝีปากกล้า จ.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ตรวจยึดอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก

ในช่วงไล่เลี่ยกับที่ “เดอะเงาะ” เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์โจมตี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จนถูกนำไปเชื่อมโยงกับปฏิบัติการเหยียบจมูกขาใหญ่เมืองปากน้ำเที่ยวนี้

คสช.ยังกระชับกระบองยักษ์ สะกดทั้งกลุ่มนักศึกษา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักการเมือง และกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ไม่ให้เคลื่อนไหวแตกแถว สร้างความวุ่นวาย

เมินแรงกดดันจากโลกภายนอกที่แสดงความเป็นห่วงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ตามสัญญาณของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ที่ขอเคลียร์แรงต้าน ฝ่าด่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญตามโรดแม็ปให้ลุล่วงก่อน และยืนยันประเทศไทยไม่มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

ไม่แคร์ท่าทีของ นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย อ่านเอกสารแถลงการณ์แสดงความไม่สบายใจ และวิตกกังวลต่อการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง การนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ให้สื่อมวลชนฟังต่อหน้าต่อตานายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ขณะที่ท่าที “บิ๊กตู่” ก็ยังเล่นบทดุให้สัมภาษณ์โซ้ยกลับแรงๆใส่ฝ่ายโจมตีรัฐบาลอยู่เป็นประจำ ตอบโต้ฝ่ายเห็นต่างแบบช็อตต่อช็อต ไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อมวลชนก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย

ดูยังไงก็ไม่เป็นใจต่อบรรยากาศความปรองดองที่หลายฝ่ายอยากเห็นในช่วงการทำประชามติ

สะท้อนอาการห่วงแรงเสียดทานจากกลุ่มในประเทศจะเป็นตัวแปรสำคัญ ฉุดการทำงานของรัฐบาลไม่ให้เดินหน้าไปตามโรดแม็ป

ต้องเคลียร์แรงต้าน สยบแรงกระเพื่อม ก่อนถึงคิวปรองดอง.
ทีมข่าวการเมือง

รอให้พลาด‘เปิดคาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619502

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 พ.ค. 2559 05:01

 

เป็นไปตาม “โจทย์บังคับ”

ตามธง มุ่งฝ่าด่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทุกกลไกก็ต้องขยับตาม รวมทั้งในคิวร้อนมาตรการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. “ปราบปรามผู้มีอิทธิพล” ทยอยเปิดปฏิบัติการกันเป็นระลอกๆ

ล่าสุดกำลังทหารจาก พล. ร. 2 รอ.-พล.ร.9 และทีมตำรวจสันติบาล สนธิกำลังปฏิบัติการที่เมืองปากน้ำ จ.สมุทรปราการ เข้าตรวจค้นพื้นที่ 10 กว่าจุด พุ่งเป้าไปที่บ้านพักของนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และบ้านของนายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ

ตรวจยึดทั้งอาวุธ วิทยุสื่อสาร แผ่นซีดี ปูพรมสแกนละเอียดยิบ

คิวต่อเนื่องจากปฏิบัติการตรวจค้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีอดีตนักการเมือง

ตามสัญญาณ ตัดให้ถึงต้นตอแรงเสียดทาน เบรกแรงกระเพื่อม

ประกอบกับการขยับกลไกรัฐ มาตรการกฎหมาย สารพัดกฎเหล็กสยบแรงต้าน

ธงดันร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่าน สะบัดแรง

ขณะที่ฝ่ายต้าน ทั้งขั้วการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว กลุ่มกิจกรรมเครือข่ายขบวนการนักศึกษา แม้ออกมาโวยข้อห้ามสารพัดตามกฎหมายประชามติไม่ชัด แต่เจอไม้แข็งยาแรงสกัด

ก็เริ่มจะแหยงๆกันไป

โดยเฉพาะค่ายเพื่อไทย แต่หลังจาก พ.ร.บ.ประชามติประกาศใช้ มีสัญญาณปลุกเร้าไม่เอากฎกติกาประเทศใหม่ แว่วว่าแถลงการณ์พรรคฉบับต่อมาที่เตรียมไว้แล้วถูกติดเบรกจากบิ๊กเบิ้มที่ถือดุลในพรรค

ธงเพื่อไทยในโหมดประชามติยังไม่สะบัดแรง ตามธีม “รบไป-เจรจาไป”

แต่ที่ “อำนาจพิเศษ” ต้องพลิกแนวต้านไปที่แนวรบใหม่ กับภาวะ “โดนล้อม” จากโลก องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆดาหน้ากดดันหนัก ทีมไทยแลนด์ต้องระดมไปชี้แจง เคลียร์ชาติตะวันตกกันเหนื่อย

“โลกกดดัน” เป็นอีกปัจจัยที่ “อำนาจพิเศษ” ต้องตั้งรับหนัก

ล่าสุด พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช. ระบุ เป็นเรื่องที่ สมช.ต้องกำหนดท่าที โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้สั่งให้แบ่งกลุ่มประเทศมหาอำนาจ เป็นกลุ่มประเทศตะวันตก-ตะวันออก

เอกซเรย์บิ๊กๆโลก แยกมิตร-แยกอริให้ชัดไว้

แต่นั่นก็ยังเป็นปัจจัยภายนอกที่ยังถูไถ อ้างความเป็นส่วนตัว เรื่องภายในกันไปได้

ที่น่าห่วงคือ “ปัจจัยเสี่ยง” กระตุกแรงต้านที่ก่อขึ้นเอง

ล่าสุดกับไอเดีย เสนอกฎหมาย “รอการกำหนดโทษ” จากนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรียกแขกจากทั่วทิศ

จน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม รีบบอกปัด

พี่ใหญ่โบ้ยของร้อน เบรกสูตรแหลมๆ

หรือคิว ป.ป.ช.เตรียมพิจารณาปม “ถอนฟ้อง” คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ที่เกี่ยวโยงกับคนในครอบครัว “บิ๊กรัฐบาล” รายการนี้ก็ดูจะชะลอไป หลังยั่วแขกรอบแรกแห่มากันตรึม

ไม่แพ้อีกคิวใหญ่จากค่ายเพื่อไทย แหย่แรงๆ กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเรียกตัวชาวบ้าน-ผู้นำท้องถิ่นไปชีิ้แจงทำความเข้าใจ

หลังจากร่วมกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ตรวจสอบโครงการจ้างองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ขุดลอกหนองพล ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก

คนค่ายเพื่อไทยฉวยช่อง ดาหน้ากันออกมากระตุก ทั้งปมละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่พลาดทิ่มประเด็นความไม่ชอบมาพากลบิ๊กโปรเจกต์ของ อผศ. ที่เคยเป็นเป้ามาก่อนหน้านี้

กระแทกจุดแข็ง “ปราบโกง” ของ คสช.

อ่านทางกันคิวนี้ ขั้วต้านหลักอย่างค่ายเพื่อไทย ถึงแม้ธงต้านร่างรัฐธรรมนูญยังเล่นได้ไม่เต็มรูปเต็มแรง แต่ที่เริ่มชัด เริ่มจัดขบวนทัพลุยในอีกแนวรบสำคัญ

ทิ่ม “ปมโกง” ปัจจัยเร้าระดับ “หัวเชื้อ” ชั้นดี

อำนาจพิเศษพลาด “เปิดคาง” เมื่อไหร่ ขยายแผลได้ทันที.

ทีมข่าวการเมือง

‘แต้มบวก’ อำนาจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/618981

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 พ.ค. 2559 05:01

 

อารมณ์ค้าง ฉุนโดนสื่อวิจารณ์ไม่มีผลงานไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นั่นก็เลยนำมาซึ่งปรากฏการณ์ฮือฮา เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ทุบโต๊ะเปรี้ยงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี สั่งเลิกการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 2559 นี้

“ที่ผ่านมาพอเพียงหรือยังกับผลเสียที่เกิดขึ้นมา ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องสารหนัก”

หักดิบกันแบบไม่ให้ทันได้ตั้งตัว ไม่กลัวเอกชนฟ้อง ก็เลยได้อกได้ใจ รับเสียงเชียร์กระหึ่มจากนักอนุรักษ์ในการหยุดขบวนการทำลายป่าไม้ ยุติการผลาญทรัพยากรธรรมชาติจากการขุดหาแร่ทองคำ ไหนจะเรื่องของสารพิษตกค้างที่ส่งผลต่อชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่

และโดยสถานการณ์ที่เข้าบรรยากาศพอดีกับสภาพเมืองไทยกำลังตกอยู่ในภาวะร้อนแล้งสาหัสเข้าไปทุกที มองไปมีแต่เขาหัวโล้น ป่าต้นน้ำโดนทำลายเหี้ยน

เป็นผลงานโบแดงของรัฐบาลที่โชว์ให้เห็นด้านบวกของอำนาจพิเศษ

โดยสถานการณ์กู้ภาพลบที่ คสช.กำลังตกเป็นจำเลยสังคมโลกฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตามฉากล่าสุดที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและกองเชียร์เสื้อแดงแห่ไปรับ “เด็จพี่” นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กับนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเดียวกัน ที่ได้รับการปล่อยตัวตามเงื่อนไขการพักโทษจำคุก

พ้นทุกข์พ้นเคราะห์ออกจากเรือนจำ

และก่อนหน้านั้นคณะตุลาการศาลทหารฯ ก็ได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหา 8 คนที่โดนดำเนินคดีในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

กรณีทำเพจเฟซบุ๊กล้อเลียนผู้นำรัฐบาล คสช.

ผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการปลดปล่อย ในจังหวะไล่เลี่ยกับการที่รัฐบาลคสช.ส่งทีมนายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เดินทางไปรายงานและชี้แจงต่อสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) 14 ประเทศเรื่องการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศ รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เคลียร์คำถามร้อนๆจากชาติตะวันตก

แต่แน่นอนไม่ว่าจะตอบคำถามกันยังไง ประเมินจากท่าทีล่าสุดของ “พี่เบิ้มขาใหญ่” อย่างสหรัฐอเมริกาที่สื่อยักษ์อย่างเอเอฟพีใช้คำว่า “อดีตพันธมิตรที่ใกล้ชิดของไทย” ได้ประณามรัฐบาลทหารไทยต่อกรณีการจับกุมมารดา “จ่านิว” นายวิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.

ชี้เลยว่าจะก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับคำมั่นของไทยในพันธสัญญาระหว่างประเทศต่อการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

สหรัฐฯกระตุกสัญญาณยกระดับกดดันปมละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในขณะที่จับอารมณ์นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ก็สวนหมัดเปรี้ยงเลยว่า ประเทศไทยมีเรื่องส่วนตัวที่ประเทศอื่นไม่ควรยุ่ง โดยเฉพาะภาวะบ้านเมืองที่จะต้องดูแลให้สงบเรียบร้อย ไม่ต้องการให้เกิดความปั่นป่วน

เน้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการคุมแรงกระเพื่อม

โดยเงื่อนไขย้อนแย้งกัน มันก็ยากที่จะเคลียร์แรงเสียดทานจากต่างประเทศ ซึ่งจะมาในรูปของมาตรการแซงก์ชั่นทางด้านเศรษฐกิจ

เพิ่มโจทย์ยากๆในการบริหารภาวะปากท้องชาวบ้านของรัฐบาลทหาร

ตามรูปการณ์บีบให้เหลือ “ทางเดียว” ที่ คสช.จะประคองหมากอำนาจพิเศษล้อไปตามแรงเสียดทาน นั่นคือการเดินหน้าตามโรดแม็ปไปสู่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และมุ่งสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่ได้ให้สัญญาประชาคมไว้กับนานาชาติ

จำเป็นต้องสลับฉากให้รัฐบาลเลือกตั้งตามเงื่อนไขโลกสากล

ส่วนจะซ่อนกลคุมอยู่เบื้องหลัง นั่นก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง.
ทีมข่าวการเมือง