จุดโดนจี้แล้วหงุดหงิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/618409

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 พ.ค. 2559 05:01

 

ตั้งใจมาตั้งแต่บ้านเลย

ว่ากันตามแอ็กชั่นที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.อาศัยฉากการเยี่ยมชมงานอีเวนต์ของหน่วยงานต่างๆก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี

ได้ทีโยงความตามท้องเรื่อง โซ้ยกลับพวกโจมตีรัฐบาล

ไล่ตั้งแต่การใช้กิจกรรมรณรงค์สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาฉะพวกคนชั่ว แช่งพวกบิดเบือนโจมตีรัฐบาลให้ตกนรก

ต่อเนื่องกับการฉวยป้ายข้อความสไตล์เด็กแนว “โกรธฝุดๆแว้ว” มาถือโชว์ แล้วก็บอกเลยว่า โมโหสื่อที่เขียนวิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไร

ทั้งๆที่วันนี้รัฐบาลพยายามทำให้ทุกอย่าง

หรือการแกล้งพูดกับหนูน้อยที่ใส่ชุดรำโชว์มโนราห์เป็นเชิงว่า ถ้าอนาคตหนูไม่ดีให้โทษพวกผู้ใหญ่ในวันนี้ เพราะลุงตู่พยายามทำดีที่สุดแล้ว

ว่าแล้วก็พาลไปถึงคนผมน้อยๆ พวกเซียนเศรษฐกิจที่เก่งนักหนาชอบพูด เขียนวิจารณ์รัฐบาล แต่ตอนตัวเองเป็นรัฐบาลไม่รู้จักทำ

ซึ่งจับใจความ แกะรอยตามรูปพรรณสัณฐานก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน

คนที่เข้าข่ายโดน “บิ๊กตู่” พาดพิง น่าจะเป็นรายของ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีมือเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ที่โดนเรียกปรับทัศนคติในค่ายทหารมาแล้วหลายรอบจากการชอบวิจารณ์ปมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.

เจ้าเก่าขาประจำที่มีพฤติกรรมล่อเป้า ยั่วตบะท่านผู้นำมาเป็นระยะ

รอบนี้ “เสี่ยพิชัย” ผลงานเตะตา “บิ๊กตู่” อีกแล้ว

แต่จุดที่น่าสังเกตจริงๆ มันอยู่ตรงอาการโดนจี้ปมเศรษฐกิจแล้วต่อมฉุนกำเริบ

โดยเฉพาะกับการที่ “บิ๊กตู่” ก็ยอมรับสภาพกันในทีเลยว่า ไม่เข้าใจพวกที่วิจารณ์ให้รัฐบาลต้องจริงจังมากกว่านี้ แต่เงินก็ไม่ค่อยมี เอาเงินที่ไหน รายได้ไม่มีสักบาท แล้วทำลายความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ความเชื่อมั่นของรัฐบาลทุกวัน แล้วเงินจะมาได้ยังไง

มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนสภาวการณ์แท้จริงทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ ณ ห้วงปัจจุบันไม่ได้เกินเลยไปกว่าสิ่งที่หลายฝ่ายเฝ้าดูด้วยความห่วงใย ในเมื่อนายกรัฐมนตรีหลุดปากออกมาเลยว่า เงินไม่ค่อยมี จะเอาเงินที่ไหนรายได้ไม่มีสักบาท

โดยสภาพรัฐบาลกำลัง “ถังแตก”

ตามรูปการณ์อย่างที่เห็นกัน เศรษฐกิจไร้สัญญาณด้านบวก

ปัจจัยภายในประเทศไม่เอื้อซ้ำด้วยภาวะภัยแล้งขั้นสาหัส ในขณะที่แรงเสียดทานจากภายนอกประเทศก็ส่อเค้าไม่สู้ดี

ตามสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.ต้องส่งตัวแทนเข้ารายงานและชี้แจงในการประชุมทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

โดยแนวโน้มที่พอจะคาดเดาได้ ตามเงื่อนไขการเมืองภายในที่ย้อนแย้งกับหลักสากล

ไม่ว่าจะอธิบายกันอย่างไร แรงกดดันจากต่างชาติยากจะปลดล็อกได้ ตราบใดที่ประเทศไทยยังอยู่ภายใต้บรรยากาศรัฐบาลทหารใช้อำนาจพิเศษ

ซึ่งนั่นก็โยงเป็นเงื่อนไขในการเคลียร์ “ธงแดง” การกู้สถานการณ์ด้านมาตรฐานการบินพลเรือนที่โดนพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกาสั่งแบนสายการบินตรงจากเมืองไทย ที่ยังไม่คืบไปไหน

ในขณะที่สถานการณ์ส่อ “ใบแดง” ชาติตะวันตกจ่อแบนสินค้าประมงจากประเทศไทยก็กำลังเคลียร์กันเครียดในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

นี่เป็นเงื่อนสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” เองก็ปฏิเสธไม่ออก

แถมโต้กลับได้ไม่ถนัดปากเหมือนอาการที่สวนหมัดกลับพวกที่วิจารณ์ในเมืองไทย

“โกรธฝุดๆ” ยังไง ก็ทำได้แค่ “กัดฟัน” ขอความเห็นใจจากฝรั่งเท่านั้น.
ทีมข่าวการเมือง

ใส่ลิ้นชักอีกตามเคย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617871

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 พ.ค. 2559 05:01

 

ศาสตร์ความเชื่อตามวิถีเมืองเกษตรแบบไทยๆสืบทอดมาแต่โบราณกาล

ผลจากการเสี่ยงทายเนื่องในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ พระโคเลือกกินข้าว ข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี

พระโคกินงา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกินน้ำและหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

แนวโน้มตามคำทำนายน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ดี

อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนคนไทยได้ “ใจชื้น” ขึ้น ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะร้อนแล้งจัด ท่ามกลางความอึดอัดของสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ส่อเค้าวิกฤติไปหมดแทบทุกด้าน

แต่ที่ไม่ต้องเสี่ยงทายก็สถานการณ์ทางการเมือง กับปัจจัยเบื้องหน้าก็ทำนายได้เลยวุ่นแน่

ตามท้องเรื่องล่าสุดนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดปฏิบัติ “เขี่ยลูก”

เปิดเกมชง “ปรองดอง” เวอร์ชั่นใหม่

ภายใต้เงื่อนไขที่จ่อเสนอแผนให้รัฐบาล คสช.พิจารณา “พิมพ์เขียว” โละโทษทางการเมือง คดีความผิดเล็กน้อยหรือมีเจตนาไม่ร้ายแรง อาจมีนโยบายรัฐไม่ดำเนินคดีต่อ เช่นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือถอนฟ้อง

หรือในคดีที่มีความผิดรุนแรงมาก ก็ให้มีการแก้ปัญหาโดยตัวบทกฎหมาย ใช้วิธีการออกพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดรอการกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง ทำให้คดีสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องมีการตัดสินหรือฟังคำพิพากษา

โดยกรณีนี้จะใช้กับฐานความผิดใหญ่ๆ เช่น คดีแกนนำการเมืองบุกยึดสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน หรือสี่แยกต่างๆที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง แต่ทำเลยเถิดเกินเลย

แบไต๋ ยกตัวอย่างกันชัดๆ

มันก็แน่นอนมุกปรองดองเวอร์ชั่นนี้ อานิสงส์ตกอยู่กับแกนนำม็อบพันธมิตรฯที่ติดชนักคดียึดสนามบิน

และในจังหวะบังเอิญพอดิบพอดีกับอาการเฮี้ยวของม็อบพันธมิตรฯที่ขยับเคลื่อนไหวต่อต้านกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ซึ่งมีการโยงไปถึงการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในจำเลยร่วม ในฐานะน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และอดีตผู้บังคับบัญชาที่สนิทกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสาร-ราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบัน

ในอารมณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯขู่ฮึ่มๆหากไม่มีการทบทวน เจอม็อบแน่

โดยจังหวะตั้งแง่วัดใจกันระหว่างม็อบพันธมิตรสายเหลืองกับฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช. ท่ามกลางบรรยากาศไหลเข้าเหลี่ยมต่อรอง

การโยนมุกปรองดองเวอร์ชั่นใหม่ หนีไม่พ้นถูกมองมีอะไรซุกอยู่ในกอไผ่

แต่ที่แน่ๆจากเงื่อนไขไม่รวมคดีทุจริต คดีตามมาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์ มันก็ชัดเจนเช่นกัน อานิสงส์ไม่ได้ส่งถึงแนวร่วมคนเสื้อแดงที่เจอข้อหาเผาเมืองในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 โดนดำเนินคดี ติดคุกติดตะรางกันมาก่อนหน้านี้ บางส่วนก็โดนข้อหาละเมิดมาตรา 112 อยู่ในเรือนจำ

รวมถึงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังติดบ่วงทุจริตโครงการจำนำข้าว อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่มีคดีถูกกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันค้างอยู่เต็มศาล

งานนี้ไม่ได้อานิสงส์ผลบุญแต่อย่างใด

ตามฟอร์มนี้มันก็ไม่แปลกที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. จะออกมาฟันธงได้ทันที การเสนอกฎหมายดังกล่าวจะเป็นคุณกับคดีแกนนำม็อบพันธมิตรฯบุกยึดสนามบินที่อัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต เนื่องจากเป็นการก่อการร้ายสากล

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่และทำอย่างเป็นระบบ

จับอาการ “ทักษิณ” กับ “เสื้อแดง” ไม่ยอมจบแบบเจ็บฝ่ายเดียวแน่

และก็แทงหวยได้ ปรองดองเวอร์ชั่นใหม่ต้องเก็บใส่ลิ้นชักอีกตามเคย.

ทีมข่าวการเมือง

ผ่ากติกาประชามติเกรงสารพิษตกค้าง : เดินสายกลางก่อนวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617019

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 พ.ค. 2559 05:01

 

จะกลายเป็นความเผชิญหน้ากัน

เสียงสะท้อนเตือนของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ผ่านไปถึงอำนาจรัฐที่ควบคุมกติกาการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

หลังจาก กกต.ออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ มีเจตนาเพื่อสร้างความสงบ แต่ในทางปฏิบัติอาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบได้

โดยกำหนดสิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ และสิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้ 8 ข้อ ซึ่งไปขยายความ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้การกระทำบางอย่างที่ไม่เป็นความผิด กลายเป็นความผิด เช่น คำว่ารณรงค์ กฎหมายไม่ได้เขียนตรงไหนว่าห้ามรณรงค์

แต่เขียนเรื่องการห้ามปลุกระดม กกต.ควรที่จะไปอธิบายให้ชัดเจนคำว่าปลุกระดมคืออะไร หรือการกระทำความผิดอันใดถือว่าผิด โดยมีตัวอย่างประกอบและยึดหลักในมาตรา 61 เป็นสำคัญ

ขอย้ำว่าอย่าไปขยายความกฎหมายหรือไปใช้ถ้อยคำภาษาที่มากกว่ากฎหมายกำหนดไว้ ประชาชนจะไม่ให้ความร่วมมือ

เพราะหวาดระแวง หวาดกลัวว่าจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี จะถูกมองได้ว่าเป็นกฎหมายที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อตั้งเป้าหมายจะเอาผิด เอาโทษประชาชนทั่วๆไป มากกว่าสนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ

ระเบียบของ กกต.ควรมีเจตนารมณ์สนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง

แต่ กกต.กลับเขียนใส่รายละเอียดมากจนเกินไป ทั้งข้อที่ประชาชนทำได้และข้อห้ามไม่ให้ประชาชนทำ เลยยิ่งถูกตีความไปได้ว่า หาก 6 ข้อทำได้ ถ้าไม่ใช่ 6 ข้อที่กำหนดไว้ถือว่าเป็นความผิดหมด ก็จะไปขัดมาตรา 7 พ.ร.บ.ประชามติ ในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ขอแนะนำว่าหาก กกต.เห็นว่ามีใครหรือกลุ่มบุคคลใดมีการกระทำความผิด หมิ่นเหม่ หรือกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ประชามติ กกต.น่าจะแจกใบเหลืองก่อน หรือมีคำสั่งเตือนก่อน เพื่อเตือนว่าการกระทำนี้ต้องห้าม อาจจะผิดกฎหมายได้

และต้องติดตามดูบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกเตือนว่าจะยุติการกระทำในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ หากยังฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ กกต.อาจจะเดินหน้าดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ภายใต้ข้อสันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น

เมื่อทำได้แบบนี้จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกดีขึ้นกับการทำประชามติ สังคมก็ยังยอมรับ ไม่เกิดการต่อต้าน ไม่เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน

และประชาชนจะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า สิ่งใดก็ตามที่จะไปแสดงความคิดถ้าเข้าข่ายความผิด กกต.จะแนะนำก่อน เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิดกฎหมาย ถือเป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.ประชามติ

ขณะที่การกระทำใดที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ ขอให้ดูว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับการทำประชามติ โดยหลักแล้วเป็นความผิด แบบนี้ชัดเจนไม่มีปัญหา

และยังมีหลักสำคัญอีกอันหนึ่งในกฎหมาย ที่มีเจตนารมณ์ป้องกันไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ถ้าเป็นความวุ่นวายและมีเป้าหมายสำคัญว่าจะเป็นการกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียงในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดก็ตาม

หากเป็นการกระทำที่มุ่งเป้าหมายให้คนไปลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนหรืองดออกเสียง ถ้าชี้แจงตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเป้าหมายสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ป้องกันความวุ่นวาย ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หลักการ พ.ร.บ.การทำประชามติมีอยู่แค่นี้

มีวิธีที่ กกต.จะแก้ไขได้อย่างไรในขณะนี้ เพราะระเบียบของ กกต.ที่ออกมาทำให้ประชาชนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นอึดอัด นายเสรี บอกว่า วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่ กกต.ควรจะปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติม

เพื่อให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่สำคัญสนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ

ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าเห็นว่าการกระทำใดเป็นความผิด กกต.จะต้องเข้าไปสอบสวนในเรื่องเหล่านี้ก่อนว่า สิ่งที่คนกระทำผิดสุจริตหรือไม่ ไม่อยากให้มีการวินิจฉัยโดยเร่งด่วน

เพราะบางทีอยู่ที่พฤติการณ์ของคดีว่าทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ผิดต่อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆไปแจ้งความเลย แบบนี้อาจจะกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนรู้สึกว่าตั้งใจจะเอาผิดเอาโทษมากเกินไป

ในหลักเกณฑ์ที่ กกต.ประกาศออกมา มีเรื่องใดที่น่าเป็นห่วงที่สุ่มเสี่ยงจะกระทำความผิดได้มากที่สุด นายเสรี บอกว่า สุ่มเสี่ยงทุกข้อ เพราะไปสร้างเงื่อนไขขึ้นมา มีโอกาสที่จะ กลายเป็นความผิดได้หมด

เช่น กำหนดว่าสื่อมวลชนสามารถเสนอข่าว รายงานข่าวได้ตามจริยธรรมการประกอบวิชาชีพที่รับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย

เขียนแบบนี้สื่อมวลชนทำงานไม่ได้เลย เสนอข่าวกลายเป็นความผิดไปหมด เพราะไปบังคับว่าต้องเป็นกลาง อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนนำเสนอมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ได้แสดงความเป็นกลาง แต่เสนอข่าวตามข้อเท็จจริง

หรือมีคนทำผิดกฎหมายฉบับนี้ สื่อมวลชนก็นำเสนอข่าวนี้แล้วจะเป็นกลางได้อย่างไร ฉะนั้นเมื่อมีคนทำผิดกฎหมาย สื่อมวลชนนำเสนอ ตามข้อเท็จจริงย่อมไม่ผิดกฎหมาย

แต่ถ้าสื่อมวลชนมีเจตนาปลุกระดม ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ถึงจะเข้าข่ายความผิด

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กมธ.เป็นห่วงการโพสต์ การแชร์ข้อความเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย นายเสรี บอกว่า การโพสต์ การแชร์ว่า ไม่รับ หรือเห็นด้วย ไม่เข้าข่ายความผิด เพราะไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรง ถ้อยคำที่เป็นเท็จ หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่

เช่น แชร์ว่าไปชุมนุมที่นี้เพื่อจะปลุกระดมข่มขู่ต่อต้านหรือสนับสนุน แบบนี้เข้าข่ายมีความผิด เพราะมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวาย หัวใจสำคัญอยู่ที่เจตนาให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ ถ้าไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายจะโพสต์ จะแชร์ล้วนทำได้หมด

ฉะนั้นทางออกที่ดี กกต.ควรออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนในลักษณะเช่นนี้ ประชาชนจะได้เบาใจและให้ความร่วมมือออกไปโหวตทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การทำประชามติ ปรากฏว่าฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กลับไม่มีปากมีเสียง มีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นเท่ากับฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ควรจะแก้ไขอย่างไร นายเสรี บอกว่า การแสดงความคิดเห็นจะต้องพูดได้ทั้งสองฝ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกัน

เรื่องนี้ กมธ.ได้หารือได้ข้อสรุปว่าจะทำเป็นข้อแนะนำเสนอ กกต. เพราะหลักเกณฑ์ของ กกต.ไปขัดกับมาตรา 7 ที่วางไว้สวยหรูว่า การเสนอความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ทำได้ แต่หลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ออกมากลายเป็นแสดงความคิดเห็นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย

สุดท้ายจะไปสร้างเงื่อนไขระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีโอกาสจะสร้างความขัดแย้งใหม่ได้อีก

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การทำประชามติจะกระทบต่อการสร้างความปรองดองอย่างไร นายเสรี บอกว่า เป็นคนละเรื่อง ขณะนี้การศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองใกล้จบแล้ว

มีเรื่องของการเยียวยาและคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งมีทางออกทั้งสองกรณี รอให้ผ่านที่ประชุม สปท.และจะนำเสนอรัฐบาลต่อไป

ขณะที่การทำประชามติ กกต.จะต้องทำงานให้หนักหลังจากพักงานมานาน และจะต้องให้ความสำคัญว่าการกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อย่าไปสร้างความรู้สึกหรือสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนแบ่งข้าง แบ่งฝ่าย

ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติความขัดแย้งขึ้นมาอีกรอบ.

ทีมการเมือง

ผ่าสถานการณ์“โรคแทรก”ระหว่างทางประชามติ : ปะทุเชื้อเก่า เขย่าคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616681

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 พ.ค. 2559 05:01

 

ชุ่มปอดกับมหกรรมหยุดยาว 5 วัน ตั้งแต่ 5–9 พฤษภาคม

ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เปิดทางให้ประชาชนได้ใช้วันหยุดเดินทางออกต่างจังหวัด จับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ในห้วงวิกฤติด้านการส่งออกยังไม่กระเตื้อง ตัวเลขจีดีพีติดลบไร้สัญญาณด้านบวก

ตามสภาพการณ์ที่ต้องหันมาพึ่งการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก อย่างน้อยก็เป็นโอกาสของมนุษย์เงินเดือนได้พักผ่อนหย่อนใจ หยุดงานไปเที่ยวผ่อนคลายอากาศร้อนแต่ที่หยุดไม่ได้ เพราะต้องเร่งเดินหน้าตามปฏิทินโรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามา

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ข้อสรุปร่วมที่จะใช้เวทีเดียวกันลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ

เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ เพิ่มความสับสนให้ชาวบ้าน

โดยกำหนดแนวทางการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยหรือ “ครู ก.” เพื่อเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในระดับจังหวัด จังหวัดละ 5 คน

ตามคุณสมบัติเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับ มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีทักษะทางการพูด หรือเคยเป็นวิทยากรมาก่อน โดยจะมีการอบรมครู ก. ในวันที่ 18-19 พฤษภาคมนี้

จากนั้น ครู ก. จะทำหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ หรือ “ครู ข.” ในช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนในระดับหมู่บ้านจะใช้ยุทธการเดินเคาะประตูทุกหลังคาเรือน และการจัดประชุมหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โดยเฉพาะการแจกคลิปเพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเปิดเสียงตามสายจากวิทยุชุมชน และจะเปิดเพลงที่ประพันธ์และขับร้องจากศิลปินที่ให้ความร่วมมือแต่งเพลงเกี่ยวกับสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ

ประกอบด้วยภาคกลางเป็นเพลงแหล่และเพลงโทนของศิลปินอาวุโสชินกร ไกรลาศ ภาคใต้เป็นเพลงของเอกชัย ศรีวิชัย ภาคอีสานเป็นเพลงหมอลำ โดยศิลปินจินตหราพูนลาภ และภาคเหนือเป็นเพลงสะล้อซอซึงจากนายธีรวัฒน์ หมื่นทา ศิลปินพื้นเมือง

อัดสารพัดกลยุทธ์ ปฏิบัติการ “เจาะตรง” ถึงกลุ่มเป้าหมาย

ภายใต้บรรยากาศที่ยังอึมครึม คลุมเครือ แบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ออกประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ

ขึ้นป้าย 6 ข้อทำได้ ประกอบด้วย

1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจนไม่กำกวม

อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน

6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวโดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ ประกอบด้วย

1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

2.การนำเข้าข้อมูล (โพสต์) อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูล (แชร์) ในลักษณะดังกล่าว

3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขายการแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไปเพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง

7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง

แต่นั้นก็ยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในทางปฏิบัติ

สุดท้ายเลยต้องรวบรัดตัดความแบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯสรุปออกมาในโทนเดียวกัน

ถ้าไม่ชัวร์ ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า

มันก็ไม่แปลกที่จะกระตุกแรงเสียดทาน ยั่วอาการการท้าทาย

โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่แสดงออกอย่างแหลมคม

ล้อไปตามกระแสสังคมโลกยุคใหม่ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐบาลทหาร

ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่จัดกิจกรรมต่อต้านอยู่เป็นระยะ ตามจังหวะที่นักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆแสดงตัวแสดงตนออกมาเป็นแนวร่วม

ล่าสุดเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองก็รวมตัวเข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ให้ช่วยตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาลทหาร คสช.

ไม่กลัวตกเป็น “เป้าล่อ” ของทหาร

และก็เป็นสถานการณ์ที่ คสช.ก็ไม่เสี่ยงลุยหักดิบ อย่างดีก็แค่จับแล้วปล่อย เพราะไม่สามารถหยั่งได้ถึงอันตรายที่แฝงไว้ใน “หัวเชื้อใหม่” ซ่อนอยู่ใต้จุดยืนของปัญญาชน

ซึ่งไม่ได้โยงกับผลประโยชน์ทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง ในสถานการณ์ที่หัวเชื้อใหม่ก็ล่อแหลม ในจังหวะที่หัวเชื้อเก่าก็กลับมาปะทุ

ตามปรากฏการณ์ต่อเนื่องหลังทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไล่ตามล็อกตัวกลุ่มเป้าหมายจำนวน 8 ราย ที่มีพฤติการณ์ต่อต้านการทำงานของ คสช.รวมถึงรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

“เชือดไก่ให้ลิงดู” ขู่พวกโจมตี คสช. ป่วนประชามติ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา 2 ใน 8 ผู้ต้องหาที่ศาลทหารอนุมัติการฝากขัง ถูกสั่งฟ้องเพิ่มในความผิดมาตรา 112 ฐานหมิ่นเบื้องสูง

ที่สำคัญมีการสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการ ไม่ใช่แค่รายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุดแค่นั้น

แต่มันปรากฏชื่อของ “หนุ่มโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในข่ายโดนไล่บี้เช็กบิลด้วย

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ โดยปฏิบัติการไล่ทุบ “กล่องดวงใจ” ของ “ทักษิณ”

ตามฟอร์มย่อมหนีไม่พ้นอาการตอบโต้รุนแรงจากนายใหญ่

และในจังหวะเดียวกับปมร้อนๆที่แกนนำและเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯก็ขยับออกมาเคลื่อนไหว ต่อต้านกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ซึ่งมีการโยงไปถึงการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในจำเลยร่วมในฐานะน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และอดีตผู้บังคับบัญชาที่สนิทกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบัน

ในอารมณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯขู่ฮึ่มๆ หากไม่มีการทบทวน เจอม็อบแน่

“ทักษิณ” กับ “พันธมิตร” เสื้อเหลือง

เสื้อแดง ปัญหาเดิมที่ซุกไว้ หัวเชื้อเก่ากำลังปะทุรอบใหม่

จากเงื่อนไขไม่ยอมตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ

และตามรูปการณ์ไม่น่าจะหยุดแค่นี้ จากคดีที่สะสมไว้ในศาล ผลจาก 10 กว่าปีของวิกฤติความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างมีพฤติการณ์ใช้ “กฎหมู่”

ปลุกระดมคนออกมาโค่นล้มชิงเกมอำนาจ ลากม็อบออกสู้กันบนถนน

ทำให้ม็อบพันธมิตรฯต้องพ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน ฝั่ง “ทักษิณ” ก็เจอข้อหาเผาบ้านเผาเมือง หรือแม้แต่คิวของม็อบ กปปส.ก็ยังติดบ่วงคดีขัดกฎหมายด้านความมั่นคงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”

โดนชนักปักหลัง ดิ้นไม่หลุดด้วยกันทั้งนั้น

ในขณะที่จุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง ความขัดแย้งต้องแก้ด้วยกฎหมาย ก็เป็นอะไรที่หนีไม่พ้นต้องว่ากันตามกรรม

แกนนำที่แฝงตัวอยู่ในแต่ละขั้วอำนาจต้องชดใช้ผลของการกระทำ

ซึ่งนั่นก็คงไม่ยอมกันง่ายๆ และโอกาสเสี่ยงเกิดโรคแทรกจากเงื่อนไขขัดแย้งเก่าจึงมีเค้าเป็นไปได้สูง

หัวเชื้อเก่าปะทุ หัวเชื้อใหม่อันตราย

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ คสช.เลือกการใช้ไม้แข็ง เดินยุทธศาสตร์กดดันแรงกระเพื่อม คุ้มกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเส้นทางไปสู่การทำประชามติ

ตามภาวการณ์ที่เหมือนปิดรูระบาย ยั่วแรงดันฝ่ายต้านล้นทะลัก

โดยบรรยากาศไหลเข้าสู่ภาวะแตกหัก สารพัดปมเสี่ยงๆจ่อตรงหน้า

ต้องลุ้น คสช. “แน่น” พอจะรับมืออยู่หรือไม่.

ทีมการเมือง

ลือลวงในจังหวะมั่วๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616578

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 พ.ค. 2559 05:01

 

เทศกาล “ปล่อยของ”

เป็นห้วงที่ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวกระซิบปากต่อปาก รวมทั้งส่งต่อแชร์ว่อนโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ล่าสุดมีการปลอมเว็บเพจหนังสือพิมพ์ แชร์ต่อ “ข่าวปลอม” ระบุ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. ถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพัก ทำเอาบรรดาคนใกล้ชิดนายสุเทพต้องมาปฏิเสธข่าวกันวุ่น

“ลุงกำนัน” ยังอยู่ดี ไม่ได้ถูกยิง

โดยนายวิทยา แก้วภราดัย สปท. อดีตแกนนำ กปปส. ชี้เป้าตัวการไปที่ฝ่ายจ้องปั่นป่วนเจ้าเดิม ขณะที่นายถาวร เสนเนียม อดีตบิ๊ก กปปส.ระบุ มีผู้ไม่หวังดี ดิสเครดิตรัฐบาล

โยงเรื่อง “ลุงกำนัน” ไปถึงความมั่นคงของอำนาจพิเศษไปโน่น

ก็อย่างว่า ข่าวลือข่าวลวงมักจะโผล่ในช่วงฝุ่นตลบ กรณีข่าวนายสุเทพถูกยิงก็บังเอิญเกิดขึ้นในห้วงที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังกระเพื่อมหนัก ขุนศึกขุนพลเครือข่ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดาหน้าออกมาถล่มโครงการอุโมงค์ไฟของ กทม.

แฉข้อมูลโครงการฉาวของ กทม. บี้ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นรายวัน

ทั้งจ่อยื่นส่งเรื่องให้องค์กรตรวจสอบ และ ศอตช. ศูนย์ปราบโกงรัฐบาล กระทั่งกระตุก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ม.44 สั่งพักงาน “คุณชายหมู”

จนถูกมองเป็นเกมสกัดดาวรุ่ง เบรกพิมพ์เขียว “ลุงกำนันสุเทพ” ที่เคยมีข่าวเตรียมปั้น “คุณชายหมู” สู่ดวงดาว ควบคู่ไปกับความเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำ กปปส.ทยอยตบเท้ากลับสู่ต้นสังกัดเก่า

เป็นสัญญาณรุกคืบ “ยึดพรรค”

โดยเฉพาะกรณีนายถาวร คัมแบ็กประชาธิปัตย์ จัดเตรียมสถานที่ทำงาน เลือกปักหลักที่ห้องทำงานเก่าของลุงกำนัน เหมือนเป็นนัยยื่นเงื่อนไขขอ “แชร์อำนาจ”

ถ้าเก้าอี้หัวหน้าพรรคเป็นของ “อภิสิทธิ์” โควตาเลขาธิการพรรค ก็ต้องแบ่ง

ถ้าไม่ให้ก็ยึดเรียบ อะไรทำนองนั้น

เมื่อข่าวไม่เป็นมงคลของ “ลุงกำนัน” โผล่ช่วงนี้พอดี จนถูกมองความเกี่ยวโยงกัน

แต่ก็ยังฟันธงไปที่ “ต้นตอ” ปล่อยข่าวลือได้ยาก

มือที่ 1 มือที่ 2 มือที่ 3 ยังเป็นไปได้หมด

และที่ฝุ่นตลบพร้อมกับกระแสข่าว “ลือ” เหมือนกัน กรณีมีกระแสข่าวกดดันให้ “รัฐมนตรีลาออก” ข่าวร้อนที่เปิดออกมาโดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว “บิ๊กป้อม” ระบุ คนที่โทรศัพท์ขู่

รมว.คลัง “จิตไม่ปกติ” ไม่มีอะไรในกอไผ่

ทั่นรองฯเปิดข่าวเอง ดับข่าวเองเสร็จสรรพ

กระนั้นก็ตาม คิวนี้ก็คนมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องคน “จิตไม่ปกติ” ธรรมดาๆแน่

โดยเฉพาะเมื่อย้อนไปถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ผ่านมามีข่าวลักษณะเดียวกันเป็นระยะๆ ทั้ง รมว.คลังจ่อถูกปลดมั่ง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ-รัฐมนตรีเตรียมไขก๊อกมั่ง จนครั้งนี้

ว่ากันว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทำงาน “ไม่เข้าขา” ระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับ รมต.ทีมเศรษฐกิจที่อยู่นอกเครือข่าย “สมคิดกรุ๊ป” โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม

จนถูกจับตาเมนูพิเศษ “เกาเหลา” ตำรับใหม่

โยงไปถึงการบริหารงาน การเบียดซีนเด่น ชิงคุมเค้ก เมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตัวเลขเศรษฐกิจ ไปจนกระทั่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่นัวเนียถึงขั้นแบ่งฝ่ายซัดกัน

“เด็กผู้นำเครือข่ายพี่ใหญ่”

ข่าวลือยังโฟกัสไปที่สไตล์นักกลยุทธ์การตลาด-นักยุทธวิธีท็อปบูต ในกลเกมอำนาจระยะยาว

ส่วนจะหวังผล “แซะเก้าอี้-ป่วนสถานการณ์” หรือ

“ต่อรอง” ยังไม่ชัด

ที่แน่ๆข่าวลือข่าวลวงโผล่ช่วงมั่วๆ ในห้วงที่ผู้นำตีธงเลือกตั้ง วางกรอบเวลาทำงานชัด

แต่ละฝ่ายเลยเริ่มขยับ “ปล่อยของ-ออกของ” กันแรงเป็นธรรมดา

และคงจะสาวถึง “ต้นตอ” ข่าวลือข่าวลวงได้ยาก.

ทีมข่าวการเมือง

ตีธงชัดแต่ยังอึมครึม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616069

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 พ.ค. 2559 05:01

 

บรรยากาศประเทศไทยก่อนถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ อะไรทำได้-ไม่ได้ ถึงกฎหมายประชามติประกาศใช้แล้วก็ต้องตีความ กกต.ออกระเบียบกฎเกณฑ์ 6 ข้อทำได้ 8 ข้อห้ามกฎเหล็ก ต้องอธิบายหลายรอบ

ก็ยังไม่เคลียร์

หนำซ้ำหลายเรื่อง ทั้ง กกต. นายกฯ รองนายกฯ หรือฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ออกมาแจกแจงก็ยังดูเหมือนไปคนละทิศละทาง สรุปได้แค่ว่า อะไรที่หมิ่นเหม่ขัดข้อกฎหมาย ก็อย่าไป “เสี่ยง”

เพราะแค่ “ยืนเฉยๆ” ก็โดนมาแล้ว

ทั้งหมดทั้งปวงก็คงขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจ” ของฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย และฝ่ายอำนาจรัฐ กับกฎเหล็กที่งัดมาใช้แล้ว ทั้ง พ.ร.บ.ประชามติ-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-กฎหมายอาญา ม. 116–112

รวมทั้งกระบองยักษ์ ประกาศคำสั่ง คสช.

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ฮึ่มๆอีกครั้ง ประกาศเรียกตัวกลุ่มก่อความเคลื่อนไหวมาปรับทัศนคติหลายครั้งแล้ว ต่อไปถ้าปรามไม่อยู่

คงต้องงัดกฎหมายกฎเหล็กมาใช้อย่างเข้มข้น

กระนั่นก็ดี ความไม่ชัดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจุดนี้ก็ยังไม่เคลียร์ เอายังไงกับกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ โดยเฉพาะขั้วการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังยึกยักเสียงแตก

ขั้ว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค และบรรดากุนซือยังตั้งแง่ ขณะที่ “ขั้วกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาฯ กปปส. ส่งแกนนำม็อบกลับต้นสังกัดหมดแล้ว ชูจั๊กกระแร้เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญเต็มเหนี่ยว

ในห้วงศึกชิงอำนาจในพรรคเริ่มเดือด ทีมลุงกำนันจ้องยึดขั้ว “อภิสิทธิ์” ต้านเต็มแรง

แถมบี้กลับหนักๆในคิวร้อนฉ่า โปรเจกต์อุโมงค์ไฟของ กทม. ลัดวงจรช็อตใส่ “ผู้ว่าฯหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. สะเทือนแนวร่วม “ท่อน้ำเลี้ยง” ลุงกำนัน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งสัญญาณแรง ลุยรุกรบ ขยับต้านร่างรัฐธรรมนูญ “ขายพ่วง” คิว “โค่น” เพราะประเมินล่วงหน้าหากต้านเข้าเป้า สถานการณ์จะกระเพื่อมหนัก

มีช่องให้พลิกเกม ขย่ม “อำนาจพิเศษ” ต่อเนื่องไปเลย

แต่อีกทางก็มีกระแสข่าว รายการนี้อาจเป็น “ลิเกการเมือง” เล่นหลายหน้าหลายบท

คิวนี้แค่ขย่มกันเล็กๆน้อยๆ เพิ่มน้ำหนักต่อรอง

ขณะที่ฝ่ายถือครองอำนาจบางส่วนก็คอยดึงจังหวะ ไม่ได้ไล่บี้กันเต็มแรงเหมือนกัน

ความไม่ชัดเจน ยังไม่เว้นแม้แต่ในขั้ว “อำนาจพิเศษ” เอง ถึงจะตีธงลุยดันร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านสุดแรง ใช้สารพัดกฎเหล็ก งัดของแข็งสยบแรงต้านแรงเสียดทาน

แต่อีกทางก็ยังถูกดักทางจากแกนนำ นปช. ประเมินสถานการณ์ที่เริ่มวุ่นวาย อาจเพราะฝ่ายถืออำนาจไม่แน่ใจในเป้าหมาย จึงงัดไม้แข็งมาใช้ จนเป็นตัวเร่งเร้ากระแสปั่นป่วน

หรือจะซ่อนแผน ล้มประชามติเสียเอง

กระทั่งที่ถูกมองว่าเกิด “ตัวแปรใหม่” ขึ้นมาเอง กรณี ป.ป.ช.ตั้งคณะทำงานพิจารณาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยในคดีสลายม็อบกลุ่มพันธมิตรฯปี 2551 จนบรรดาคนเสื้อเหลืองดาหน้าออกมาคัดค้าน

ฮึ่มๆอาจนัดรวมตัวต้าน ขู่ปลุกม็อบกันอีกแล้ว

ปมร้อนวัดใจ “ฝ่ายถือดุล” อำนาจพิเศษแต่ละขั้ว พร้อมรับมือหรือไม่ กับประเด็นแหลมๆ โอกาสที่จะทำให้ขั้วที่เคยเป็นแนวร่วมจับมือในเป้าหมายหลวมๆ

หันมาเปิดเกมขย่มเขย่ากันเต็มรูปแบบก็มี

ล้อไปกับสถานการณ์ภาพรวม ศึก “3 ก๊ก” ประเทศไทยยังไม่นิ่ง หาจุดแชร์ไม่ลงตัว

สลับกันชิงเหลี่ยม เล่นเกมอำนาจกันเป็นระยะๆ

เรียกว่า อีก 3 เดือนกว่าจะถึงด่านประชามติ วัดดวงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฝุ่นคงตลบไปมากกว่านี้

ในสถานการณ์ที่แม้ คสช.จะตีธงเดินสู่โรดแม็ปเลือกตั้ง

แต่อะไรๆหลายเรื่องยังไม่ชัด

สถานการณ์ยังคลุมเครือ ขมุกขมัว และวังเวง.
ทีมข่าวการเมือง

ทุบ ‘ชายหมู’ ตัดท่อ กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615575

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 พ.ค. 2559 05:01

 

ระทึกอกระทึกใจไปตามๆกัน

กับการที่คนระดับเบอร์หนึ่งของฝ่ายความมั่นคงรัฐบาล คสช.อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาให้ข่าวเองเลย

มีรัฐมนตรีในรัฐบาลถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้ลาออกจากตำแหน่ง

โดยมีรายงานว่ารัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายดังกล่าวคือนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

ตามระดับความซีเรียสของสถานการณ์ถึงขั้น พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้สายข่าวและเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบแล้ว ไม่นานคงทราบ

และในจังหวะที่ล้อไปกับยุทธการ “นครปฐมร่มเย็น” ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. นำตำรวจสนธิกำลังทหารเข้าลุยค้นรังของนักการเมืองดัง เครือข่ายผู้มีอิทธิพลใน จ.นครปฐม เจอคลังแสง อาวุธปืนจำนวนมาก

ฉากบู๊ๆรับกับข่าวแหลมๆเสียวๆพอดิบพอดี

แต่ที่สุดเลยก็จบลงตรงที่ พล.อ.ประวิตรเปิดเผยว่า หลังไล่ตามจนรู้ตัวคนที่โทร.ขู่รัฐมนตรีให้ลาออกแล้ว พบว่าเป็น “คนบ้า” จับได้แล้ว ทำคนเดียว เจอเบอร์โทร.เป็นร้อย มีเบอร์ของตนเองด้วย และเชื่อว่าไม่ได้ทำเป็นขบวนการ

เป็นอัน “จบข่าว” ไม่ต้องเอาไปขยายผลเบื้องหน้าเบื้องหลังให้เสียเวลา

ตรงกันข้ามกับข่าวใหญ่ที่ยังไงก็บานปลายแน่ ตามสถานการณ์ที่ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตั้งโต๊ะแถลงด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดดุดัน ขู่ฟ้องดะทั้งสื่อมวลชนและคนที่กล่าวหาทุจริต

รีบเคลียร์ตัวเองไม่มีความผิด

หลังโดนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้มูลความผิดมีเอี่ยวกับการกระทำผิดทุจริตและฮั้วประมูลในโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้งบประมาณเกือบ 40 ล้านบาท

ลำพังกระแสภายนอกก็หนักหนาพอดูอยู่แล้ว

แต่ที่ส่อแววสาหัสกว่าก็คือคิวของคนในค่ายเดียวกันเอง ในสถานการณ์อย่างที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เปิดปฏิบัติ “รุกฆาต” ตั้งแท่นชงเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.)

เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.สั่งพักงานผู้ว่าฯ กทม.ตามมาตรการเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 50 องค์กร

เพราะ กทม.เป็นองค์กรใหญ่ที่มีการทุจริตมากที่สุด มีการทุจริตและฮั้วในทุกเรื่อง ถ้านายกฯยังไม่รีบดำเนินการก็จะมีการทุจริตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ไล่บี้ “โทษแบน” ให้พ้นเก้าอี้ไปเลย

แน่นอนในมุมของบท “มือปราบทุจริต” ก็ว่ากันไป ในมาตรฐานหรูๆของยี่ห้อประชาธิปัตย์ แบบที่คนกันเองตรวจสอบคนพรรคเดียวกันโดยไม่มีการละเว้น

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ มันก็มีหมากการเมืองแฝงอยู่เป็นผลพลอยได้

ตามท้องเรื่องที่โยงถึงศึกสายเลือด การชิงเหลี่ยมอำนาจการคุมประชาธิปัตย์ ที่กำลังฟัดกันระหว่างทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.

ส่อหักดิบกันแรงๆตามร่องรอยความขัดแย้งที่ร้าวลึก

และตามท่าทีที่แสดงออกสื่อก่อนหน้า ก็ชัดเจนว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์นั้น ยืนอยู่ฝั่งของ “ลุงกำนัน” มีฝ่าย กปปส.ถือหาง

แน่นอนโดยรูปการณ์ทำให้ฝั่ง “อภิสิทธิ์” เสียเปรียบในเรื่องของ “น้ำเลี้ยง” ตามเส้นทางยุทธปัจจัยจาก กทม.น่าจะส่งให้ทีมงาน “ลุงกำนัน” มากกว่า

แต่งานนี้ถ้าไล่บี้โทษแบน “คุณชายหมู” จี้ “บิ๊กตู่” พักงานเก้าอี้ ผู้ว่าฯเมืองกรุงได้

เท่ากับทีม “อภิสิทธิ์” ตัดกำลังทีม กปปส.ลงไปเยอะ.
ทีมข่าวการเมือง

อย่ามองข้ามตัวแปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615081

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 พ.ค. 2559 05:01

 

“ระวังตัวด้วย”

น้ำเสียงเครียดๆของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. หันกลับมาต่อปากต่อคำกับ “เจ๊ยุ” นางยุวดี ธัญญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ที่พูดลอยๆกลางวงเลยว่า “เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน”

กระตุกบรรยากาศซีเรียสในคิวที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

พร้อมกับถือโอกาสขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ยกเลิกกฎหมายที่ยังเป็นข้อจำกัดของสื่อมวลชน โดยเฉพาะคำสั่ง คสช.ที่ 97/2558 และ 103/2558

แต่โดน “บิ๊กตู่” บอกปัดนิ่มๆ แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ

สรุปตามอารมณ์ก็คือ ท่านผู้นำไม่ได้อินไปกับบรรยากาศวันเสรีภาพสื่อมวลชนสากล ไม่สนนักข่าวจะขอให้ลดโทนกฎหมายเข้มๆ

และก็แน่นอน ขนาดสื่อยังไม่ได้รับการตอบสนองขอผ่อนกฎเหล็กในการทำหน้าที่นำเสนอข่าวสาร ก็ไม่ต้องพูดถึงในส่วนอื่นๆที่จะได้รับการผ่อนปรน

โดยเฉพาะคนของเครือข่ายฝ่ายต่อต้านที่กำลังโดนไล่บี้เช็กบิล ตามสถานการณ์ทหารเปิดแนวรบในโลกโซเชียลมีเดีย ลุยจัดการนักรบคีย์บอร์ดของกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

จัดหนัก ไม่เว้นแม้แต่ข้อหาล้อเลียนผู้นำ

ทหารไม่สนกระแส ไม่แคร์สื่อกันแล้ว

แนวโน้มแบบที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช.แถลงเสียงเขียวภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก

ส่งสัญญาณลุยปะฉะดะ พวกเกะกะจับให้หมด

ใครก่อความวุ่นวาย พวกหน้าเก่าหน้าใหม่ที่จ้องก่อความวุ่นวาย ถ้ากวนจะไม่ปล่อยไว้

ในสถานการณ์สะท้อนท่าทีของรัฐบาลทหาร คสช.เดินหน้ายกระดับความเข้มข้นของอำนาจพิเศษคุมเกมในโหมดกำลังเข้าสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

กดแรงกระเพื่อมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ไม่ได้เอื้อสักเท่าไหร่

ในปรากฏการณ์แบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ

6 ข้อทำได้ 8 ข้อห้ามทำ

ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามกับความคลุมเครือๆในทางปฏิบัติ

ไปๆมาๆก็รวบรัดตัดความ ตามมุกที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สรุปออกมาในโทนเดียวกัน

ถ้าไม่ชัวร์อย่าเสี่ยงดีกว่า

สรุปเอาเป็นว่า โดยข้อกฎหมายยังไม่ชัด แต่ถ้าขัดหูขัดตา คสช.โดนแน่

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์เข้มๆที่รัฐบาลยกระดับการคุมเกมป่วนของฝ่ายต่อต้าน กดแรงกระเพื่อมไม่ให้กระเทือนการทำประชามติ

ล็อกเป้าโฟกัสไปที่การคุมแรงป่วนทางการเมืองเป็นหลัก

มันก็ยังมีปัจจัยที่แทรกเข้ามาเป็นตัวแปร

ตามข้อมูลในหน้าข่าวเศรษฐกิจ ที่ระบุบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงใกล้เปิดเทอมไม่คึกคักแต่อย่างใด ชุดนักเรียนใหม่ รองเท้า อุปกรณ์การเรียนขายไม่ออก

ในสถานการณ์ผู้ปกครองรัดเข็มขัดเต็มที่ เพราะไม่มีเงิน

หันไปที่สถานการณ์ในตลาดสด ราคาผักผลไม้ก็พุ่งสูงลิบจากภาวะภัยแล้ง ผลผลิตลดน้อย หมูไก่ก็พากันขึ้นราคา ทำให้แม่บ้านจับจ่ายใช้สอยได้ของไม่เต็มตะกร้า

อารมณ์คนพาลหงุดหงิด เดือดร้อนปัญหาเศรษฐกิจ กระทบปากท้อง

คสช.เผลอมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด.
ทีมข่าวการเมือง

‘พี่ตู่’ ไม่หักกระดอง ‘ปู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614551

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 พ.ค. 2559 05:01

 

“เมย์เดย์” วันแรงงานม็อบบางตา

ไม่มีฉากของม็อบเย้วๆส่งเสียงโหวกเหวกข้างทำเนียบรัฐบาล หรือแม้แต่ภาพการปิดถนนประท้วงตามโรงงานเหมือนในสถานการณ์รัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านๆมา

แค่มุกเดิมเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามฟอร์ม

ในจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.สบช่องปรามผู้ใช้แรงงานอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง บิดเบือนทำให้รัฐบาลของตัวเองทำงานยากขึ้น

จากนี้ไปจนถึงวันลงประชามติ 7 สิงหาคม ขอให้ช่วยกันอย่าให้วุ่นวาย

ตามอารมณ์ของผู้นำที่น่าจะเพิ่มระดับมั่นใจ ยังไร้สัญญาณอันตราย ประเมินบรรยากาศม็อบแรงงาน คาดการณ์สถานการณ์มวลชนที่เบาบาง

ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของ คสช.เบาใจไปเปลาะหนึ่ง

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ยังร้อนแรงต่อเนื่อง อุณหภูมิทางการเมืองล่าสุดที่เติมดีกรีด้วยคิวของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กกระตุกต่อมความจำ “พี่ตู่”

ย้อนศรกันในทีเอาสิ่งที่พี่เคยสอนไว้กลับมาเตือนสติพี่เอง

ว่ากันด้วยเรื่องของการเปิดใจรับฟังความเห็นต่าง การไล่ทุบฝั่งตรงข้าม มุ่งเอาแต่กฎหมายมาใช้บังคับคนให้ทำงานตามคำสั่ง

จะยิ่งทำให้สถานการณ์มันแย่และเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

ลีลาแรงลึกสไตล์ “ปูนิ่ม” ที่นานๆจะเปิดหน้ามาปะทะกันตรงๆ โดยเฉพาะกับอดีตคนคุ้นเคยอย่าง “บิ๊กตู่” ที่เคยร่วมงานกันมาระยะหนึ่ง

นั่นแสดงว่า สถานการณ์มาถึงจุดหยั่งเชิงวัดใจ

“น้องปู” เปิดเกมกระตุก “พี่ตู่” ในห้วงจังหวะที่ท็อปบูตเดินเกมแรง ทหารเปิดแนวรบโลกโซเชียลมีเดีย ไล่ล็อกนักเลงคีย์บอร์ดที่โพสต์ถล่มรัฐบาล คสช.ขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายฝ่ายต้านแบบถึงลูกถึงคน ล็อกตัวส่งศาลทหารฝากขังรวดเดียว 7-8 ราย

โฟกัสไปที่ระดับแกนหลักอย่าง “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มนปช. “หนูหริ่ง” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด

ล่าสุดแกะรอยไปถึง “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และหลานรักของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

ชักใยอยู่เบื้องหลังเฟซบุ๊กดิสเครดิต พล.อ.ประยุทธ์

ตามรูปการณ์เกมรุกของทหาร น่าจะไม่หยุดแค่ปลาซิวปลาสร้อย

หลังจากประเมินแล้ว ความเคลื่อนไหวแฝงเหลี่ยมการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่าจุดไม่ติด ในสภาพที่ยังไปกันคนละทิศคนละทาง ระหว่างทีมงานเสื้อแดงกับทีมงานพรรคเพื่อไทย

ในสถานการณ์แบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังที่ฉายเดี่ยวโชว์ “นายใหญ่” ดังคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร

นอกนั้นก็พวกผลุบๆโผล่ๆในแนวรบโซเชียลฯ

อย่างดีก็แค่แหย่ เลี้ยงกระแส ประคองคะแนนเสียงรอลงสนามเลือกตั้ง นั่นก็ทำให้ทหารจับทางได้ แยกแยะพวกเหลี่ยมแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง

โดนไล่บี้จัดหนัก หักดิบแบบไม่สนกระแส

ต่างจากการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์อย่างแหลมๆ คมๆของเหล่าปัญญาชน นักวิชาการ นักศึกษามหาวิทยาลัย ต่อต้านวิถีปฏิบัติของ คสช.ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ทหารแค่จับแล้วปล่อย ไม่กล้าลุยหักดิบแรงๆ

เช่นเดียวกับสถานะของ “ยิ่งลักษณ์” ที่คะแนนต้นทุนหน้าตักยังหนา

กองเชียร์ยังแน่นปึ้ก เรตติ้งยังติดลมบน

จับอาการแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ปราศรัยกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในงาน “เมย์เดย์” พูดกันเป็นนัย อย่าไปคิดว่าเดี๋ยวเขาเข้ามาแล้วจะปรับค่าแรงเป็น 400-500 บาท มันเป็นไปไม่ได้ ข้าวเกวียนละเท่าไหร่ไม่รู้ เดี๋ยวก็มาอีก เชื่อสิวันนี้อยู่ในคลังขายไม่ออก ขายไม่ได้ มีข้าวปลอมปนเยอะแยะ ผิดถูกไม่รู้ พูดไปก็โดนด่าอีก แต่ไม่กลัว

ยึกๆยักๆ เอาจริง “พี่ตู่” ก็ยังไม่หักกระดอง “น้องปู”.
ทีมข่าวการเมือง

เปิดยุทธการดอกไม้หลากสีก้าวข้ามวิกฤติ:ปูทางประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613815

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 พ.ค. 2559 05:01

 

เป็นอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในช่วงเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมือง โดยร่วมก่อตั้งเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

พลันเหตุการณ์เริ่มตั้งเค้าจะซ้ำเติมวิกฤติประเทศอีก นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เป็นแนวร่วมยืนอยู่แถวหน้า ช่วยระดมต่อสายทุกฝ่าย ทุกสี ทุกขั้ว มาลงชื่อสนับสนุนคำแถลงว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถ้อยแถลงดังกล่าว มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง จนเกิดกระบวนการดอกไม้หลากสีได้อย่างไร นายบัณฑูร ขอเฉลยผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยบอกถึงผู้ที่มาร่วมลงชื่อแต่ละคนไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง

เพราะทุกคนต่างมีประสบการณ์ มีบทบาททางวิชาการ ทางการเมือง สังคม ย่อมมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่มีใครบังคับให้ร่วมลงชื่อได้ใ

นสาระของคำแถลงยังเป็นจุดร่วมเชิงกระบวนการทำประชามติ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต้องทำตามสิทธิพื้นฐานทางการเมือง มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ไม่เอามาตรการทางความมั่นคงมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ

และมีทางเลือกโดยต้องหาคำตอบใช้ชัดเจนก่อนการทำประชามติ เพื่อเป็นส่วนประกอบการตัดสินใจของประชาชนว่ากรณีไม่ผ่านจะเป็นอย่างไรต่อไป

ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ร่วมลงชื่อและคำแถลง ก็เป็นการคิดริเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองจะเขม็งเกลียว ตึงเครียด

เป็นการรวมกันเฉพาะกิจ ไม่มีโครงสร้างตายตัว เพื่อสร้างลานเสวนาเป็นพื้นที่กลางที่ปลอดภัย ตามตัวชื่อภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Platform of concerned citizen ซึ่งต้องการให้ทุกคนมาใช้พื้นที่ “ลานพลเมืองเสวนา” ทำความเข้าใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ตรงนี้จะเป็นตัวจุดประกายริเริ่มให้คนออกมาช่วยกันสร้างลานพลเมืองเสวนาทั่วประเทศ เพื่อช่วยปลุกความตื่นตัวของประชาชนว่า ก่อนไปใช้สิทธิควรเข้าใจสาระร่างรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอ ตัดสินใจด้วยความเป็นอิสระ

ขณะนี้ทุกคนตระหนักดีว่าการใช้อำนาจของประชาชนในวันที่ 7 ส.ค.นี้มีความสำคัญ และนับจากนี้เป็นต้นไปกระบวนการทำให้คนมีความพร้อม มีความเข้าใจที่จะไปออกเสียงอย่างมีคุณภาพ ก่อนที่จะถึงในวันที่ 7 ส.ค.ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เพราะเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะสร้างการยอมรับและทำให้เกิดการคลี่คลายปมความขัดแย้ง ความอึดอัดทั้งหลายได้

ถ้ากระบวนการนี้เดินไปได้ตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับ การใช้สิทธิเสรีภาพทำได้เต็มที่ ถ้าทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ตรงนี้จะเป็นโอกาสสร้างการเรียนรู้กิจกรรมประชาธิปไตยครั้งสำคัญ

สุดท้ายเราก็มีความหวังหลังจากตกอยู่ในโหมดความขัดแย้งมากว่าทศวรรษ แบ่งสีทางการเมือง ถูกจับแยกว่าใครเป็นพวกใคร และมีสมมติฐานว่าแต่ละฝ่ายจ้องอยู่แต่จะสร้างความขัดแย้ง ไม่สามารถหาจุดร่วมกันได้

จึงอยากทดลองให้สังคมได้เรียนรู้ หรือพิสูจน์ว่าเมื่อมาถึงจังหวะสำคัญของเหตุการณ์บ้านเมือง จะมีโอกาสเห็นร่วมกันในสาระบางเรื่องที่จะก้าวข้ามสี ก้าวข้ามความขัดแย้ง จุดยืนและความต่างทางการเมืองที่ยังมีอยู่

เป็นจุดร่วมบนกระบวนการประชามติต้องเดินไปบนกติกาแบบนี้ เห็นด้วย เห็นต่างสามารถพูดกันได้ มีพื้นที่ปลอดภัย จะต้องทดลองว่าเราสามารถสร้างความเห็นร่วมแบบนี้ได้หรือไม่

เมื่อเริ่มลงมือทำตอนแรกก็ลุ้นจะมีคนเข้าใจและร่วมลงชื่อหรือไม่ พอผ่านไปสักสองสามวันสังคมเห็นแล้วว่าถึงเวลาที่จะก้าวข้ามโหมดเป็นศัตรูอย่างเดียวบ้าง จุดร่วมบางอย่างบ้าง

นี้แหละเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แม้มีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยที่ไม่แตกแยก ไม่ใช้ความรุนแรง

ขอย้ำว่าหลักการในกิจกรรมนี้จะเดินหน้าโดยยึดถือกติกากฎหมาย เราต้องบอกว่าสังคมไปถูกทำให้เข้าใจผิด เพราะการทำประชามติไม่ใช่มาจำกัดความเห็น แต่ต้องส่งเสริมให้คนแสดงความเห็นก่อนไปทำประชามติ

ถ้ายึดตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า การแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ. ประชามติ

แต่ถ้าเลยเส้นไปถึงขั้นเป็นเท็จ บิดเบือน สัญญาว่าจะให้ แลกเปลี่ยน ขู่เข็ญ คุกคาม รณรงค์ให้รับหรือไม่รับมีความผิด

เราจะยึดถือกติกานี้ภายใต้กิจกรรมที่จะเดินต่อไปหลังจากมีคนมาร่วมลงชื่อ และยังเปิดรับอยู่ผ่านทางอีเมล free.fair.referendum@gmail.com และในเร็ววันนี้จะเปิดเฟซบุ๊กชื่อ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” เพื่อสื่อสารแจ้งการจัดกิจกรรมหรือเวทีสัมมนาต่างๆ

หลังจากนี้จะทำกิจกรรมตามสิ่งที่แถลงไว้ ข้อสังเกตจากคำแถลงไม่ได้เรียกร้องต่อ คสช. แต่เป็นคำแถลงขอให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ศิลปิน ดารา ซึ่งมีช่องทางอินสตาแกรมสามารถ สื่อสารบอกต่อให้คนอ่านร่างรัฐธรรมนูญ ทำความเข้าใจ ไปศึกษาดูก่อน ตัดสินทำประชามติ

เนื้อหาตรงไหนไม่เข้าใจให้มาร่วมเวทีที่เราจะจัดขึ้น ตั้งใจว่าคลี่และศึกษา แลกเปลี่ยนมุมมองในหมวดสิทธิเสรีภาพ กระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้คนที่เข้าร่วมเข้าใจเนื้อหารัฐธรรมนูญ

ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมมาร่วมกันทำให้คำที่อยู่ในคำแถลงเกิดความเป็นจริง ดังตัวอย่างที่เราพูดก่อนการทำประชามติ จะต้องมีความชัดเจนว่าถ้าประชามติไม่ผ่าน จะมีทางเลือกเดินต่อไปอย่างไร

ซึ่งคนที่สนใจ คนที่ร่วมลงชื่อและคนที่สนใจ แต่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ สามารถเข้าร่วมเวทีที่ชวนกันคิดในเรื่องนี้ เพื่อหาทางเลือก เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับมากที่สุด ไม่ให้วนกลับไปร่างแล้วล้ม ร่างแล้วไม่ผ่านอีก

รวมถึงคำถามพ่วงต้องหาทางออกด้วยว่ามีผลแค่ไหน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน จะมีผลต่อการเอาเนื้อหาในคำถามพ่วงไปแก้สาระในรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะเปิดให้สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงผ่าน เป็นโจทย์ขึ้นมาว่าจะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีสาระของคำถามพ่วงที่ให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯด้วยจะมาอยู่ในร่างฉบับใหม่

เป็นโจทย์บังคับกลายๆ ตามกติกาที่บอกว่าเสียงประชามติคือเสียงตัดสินว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 20/3 หรือไม่ หลังจากมี 20/1 ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ 20/2 ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ภาคประชาชน ภาคการเมืองที่ยืนอยู่คนละขั้ว จะปรับบทบาทร่วมกันอย่างไร นายบัณฑูร บอกว่า ทำงานร่วมกันเชิงกระบวนการ

แต่เชิงเนื้อหา จุดยืนทางการเมือง สาระของมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นข้อจำกัด เห็นต่างกันได้ ทุกคนแสดงความ คิดเห็นได้อย่างอิสระ อดีต ส.ส.ทุกพรรคที่ร่วมลง ชื่อสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

นี้คือความพยายามทดสอบว่าสังคมไทยพร้อมจะมีจุดร่วมในบางเรื่อง แม้เห็นต่างทางการเมืองได้หรือไม่ อาจจะเป็นความหวังของการก้าวจากโหมดที่มองทุกอย่างเป็นศัตรู ถ้าทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

จะคลี่คลายความขัดแย้งที่ขึงตึง เขม็งเกลียว และไม่เป็นไปอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า เลือกตั้งกลับมา ฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งก็ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ และกลับไปสู่การใช้อำนาจพิเศษอีก

วันนี้เรามีความพยายามหรือควรจะทำอย่างไร เพื่อที่จะช่วยกันไม่ให้วนกลับไปจุดเดิม ไปสู่วงจรความขัดแย้งแบบเดิม ตรงนี้เป็นบททดลองทางสังคมที่ทุกฝ่ายเริ่มเห็นปัญหาร่วมกันขยับออกมาจากจุดเดิม

เมื่อเดินหน้าลานเสวนาไปได้จนถึงวันที่ 6 ส.ค. ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร นายบัณฑูร บอกว่า สังคมจะมีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น

สามารถพูดคุยแสดงความเห็นที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งรับ ฝ่ายหนึ่งไม่รับ ก็อยู่ร่วมกันได้โดยไม่แตกแยกรุนแรง หลังจากไม่มีพื้นที่และบรรยากาศแบบนี้มานาน

ถ้าทำแบบนี้ได้ ไม่ว่าผลการทำประชามติจะออกมาอย่างไร

ในอนาคตสังคมไทยย่อมมีแสงสว่าง.

ทีมการเมือง