ชี้อันตราย คสช.ใช้“ยาแรง”ตัดไฟป่วนประชามติ : เสี่ยงโรคแทรก ซ้อนวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613439

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 พ.ค. 2559 05:01

 

“ตับแลบ” ทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น

โดยสภาพอากาศเมืองไทยที่สะท้อนตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่รายงานโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตัวเลขขึ้นถึงจุดพีคต่อเนื่องกัน สาเหตุมาจากสภาพร้อนอบอ้าว

ต้องเปิดแอร์ เปิดพัดลม ช่วยบรรเทาภาวะที่เหมือนอยู่ข้างเตาเผา

ขณะที่ข่าวพยากรณ์อากาศหลายพื้นที่ยังมีโอกาสที่อุณหภูมิจะไต่ระดับสูงกว่านี้ขึ้นไปอีกตามปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตั้งฉาก

นั่นหมายถึงว่า ยังไม่ถึงจุดร้อนสูงสุดแต่อย่างใด

และนั่นก็ล้อกันไปเลย ตามสภาพอากาศยังไม่คลายความอบอ้าว โดยสถานการณ์ที่ตีคู่ไปกับอุณหภูมิกรุ่นๆ ทางการเมืองที่ทวีความร้อนแรงต่อเนื่อง

ตามท้องเรื่องวนอยู่ในโหมดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ที่มีการยกระดับความเข้มข้น ตามฉากบู๊ดุดันบทถึงลูกถึงคน เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 บุกเข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขอนแก่น

เดินแผนรุกเร็วแบบไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

ล็อกเข้าค่ายทหารสอบเค้นข้อมูล ก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คสช.เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อนำสำนวนไปยื่นขอศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับจำนวน 8 ราย

ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ซึ่งต่อมาศาลได้อนุมัติออกหมายจับ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยั่วยุปลุกปั่นและกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

และทั้งหมดถูกนำตัวไปฝากขังผลัดแรกที่ศาลทหารกรุงเทพ

ขณะเดียวกันก็มีการแถลงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายกฎหมาย คสช. นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กับ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง โดยมีการแสดงผังล้ม คสช.ที่มีการโยงถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

เครือข่ายครอบคลุมไปถึงสื่อและเว็บเพจของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ฝ่ายต่อต้าน คสช.

โดยมีการระบุว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง พบการกระทำที่เป็นการต่อต้านการทำงานของ คสช.รวมถึงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาล

มีภาพและข้อความถูกเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กต่างๆ

และข้อความเหล่านั้นส่งผลให้เกิดการกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนในระดับที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น ในลักษณะของการยั่วยุปลุกปั่น

สรุปว่าอยู่ในขั้นเป็นภัยต่อความมั่นคง

ตามปรากฏการณ์ คสช.ตีธง เปิดแนวรบโลกโซเชียลมีเดียตามยุทธศาสตร์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ไล่ทุบเครือข่ายเสื้อแดง ปรามนักเลงคีย์บอร์ดไม่ให้ปั่นกระแสโจมตี คสช.ต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ในจังหวะที่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้

ล้อไปกับสัญญาณเข้มๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ประสานเสียงโทนเดียวกัน

พร้อมจัดหนักให้พวกท้าทายกฎหมาย

และไม่ใช่แค่ขู่ แต่ลุยเอาจริงเลย

โดยพฤติการณ์สวนกระแส ไม่แคร์เสียงวิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สนการเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) เข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติ

กระตุกภาพเผด็จการทหารไล่บี้ฝ่ายไม่เห็นด้วย

แน่นอน ในเชิงของยุทธศาสตร์ มันคือการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” โดยสถานการณ์ที่เข้าใจได้ถึงความจำเป็นในยุทธศาสตร์ของทหารต้องใช้ “ยาแรง” กดแรงกระเพื่อม

คุมอาการป่วนของฝ่ายต่อต้านแบบเฉียบพลัน

ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สถานการณ์ประชามติมาถึงจุดสำคัญตามโปรแกรมที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีคิวลงพื้นที่ชี้แจง “ขายตรง” ร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนในต่างจังหวัด

ตามอาการแหยงๆแบบที่เจ้าตัวยอมรับเลยว่า เตรียมใจพบกลุ่มป่วน หลัง 2 พรรคการเมืองใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มีท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

ซึ่งนั่นก็ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องการันตี คสช.จะดูแลความสงบให้การลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีการกระทำความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ

ขู่เสียงเขียวเลยว่า ถ้ามีจะลงโทษสถานหนัก

จับอาการซีเรียสมันก็ชัดว่า สถานการณ์มาถึงจุดเสี่ยง งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.น่าจะชั่งน้ำหนักแล้ว ถ้าขืนปล่อยไปแบบนี้ โดยไม่มีการคุมแรงกระเพื่อม

มีหวังประชามติวุ่นวายแน่

และอีกนัยหนึ่ง ทหารก็น่าจะหยั่งกำลังฝ่ายต้าน ประเมินการเคลื่อนไหวที่เจือแฝงเกมการเมือง โดยเฉพาะขบวนการที่โยงกับกลุ่มเสื้อแดง นปช.และพรรคเพื่อไทย

เครือข่าย “ทักษิณ” ก็ยังไปกันคนละทิศคนละทาง

สังเกตได้จากตัวละครเอกอย่างนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง ก็เน้นโชว์เดี่ยว ไม่ได้เคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยสักเท่าไหร่

ฟืนของขั้วอำนาจเก่าจุดไม่ติด

การชิงจังหวะตัดไฟแต่ต้นลมจึงไม่น่าจะเสี่ยงมากในห้วงนี้

กระนั้นก็ดี ก็ยังไม่ได้หักดิบกันแรงๆเสียทีเดียว

ประเมินจากรูปการณ์ “จับแล้วปล่อย” หลายกรณีที่ทหาร ตำรวจมีการล็อกตัวขบวนการเคลื่อนไหวไปนั่งเฉยๆในสถานที่ควบคุม แล้วต่อมาก็ปล่อยตัวเป็นอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายวัฒนาที่โดนล็อกเข้าค่ายปรับทัศนคติ หรือเครือข่ายของ “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำเครือข่ายฝ่ายต้านขาประจำ

ในอารมณ์ที่ คสช.ก็ยังไม่ได้บังคับโทษอย่างขึงขัง

ยังดึงเกมประคองสถานการณ์ไม่ให้อยู่ในโหมดรุนแรง เด็ดขาดจนเกินไป

ไม่พร้อมเสี่ยงวัดดวงเหมือนกัน

นั่นก็เพราะโดยเงื่อนสถานการณ์อีกมุมหนึ่งมันก็มีเค้าลางที่แฝงอันตราย แบบที่ยากจะหยั่งได้

ในส่วนของพวกที่ยังไม่ชัดว่าโยงกับกลุ่มผลประโยชน์แฝงทางการเมือง

ตามปรากฏการณ์อย่างที่แนวร่วม “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ซึ่งประกอบไปด้วยเยาวชน นักศึกษา นักวิชาการ ประชาชนคนชั้นกลาง เคลื่อนไหวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

แสดงการต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหารอย่างแหลมคม

กระตุกกระแสสังคมมาต่อเนื่อง โยงเรื่องดิสเครดิตคสช.มาตั้งแต่ปมร้อนการทุจริตหัวคิวโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จนมาถึงการเร้ากระแสต้านรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เล่นเกมไล่จับกับทหารแบบไม่กลัวของแข็ง

หรือในอารมณ์แรงลึก แบบที่อาจารย์หญิงด้านสิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแจกใบปลิวรณรงค์ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่หน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไม่ได้แยแสว่าจะเป็นการฝืนคำสั่งของ คสช.

ขณะเดียวกันก็เริ่มเป็นกระแสลามไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย กับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนิสิตนักศึกษาในการกดดัน คสช. เรียกร้องให้มีการเปิดกว้างในการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นทางการเมืองเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรี

การแสดงออกของชนชั้นปัญญาชน ดีกรีเข้มขึ้นตามลำดับ

สะท้อนว่า สังคมคนรุ่นใหม่ โลกยุคใหม่ ไม่เห็นด้วย รับไม่ได้กับวิธีการใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการกับสังคมประเทศไทย

ให้เดินตามธงของรัฐบาลที่ถืออำนาจพิเศษ

และนั่นก็เป็นอะไรที่สอดรับไปในทิศทางเดียวกับนานาประเทศ สังคมโลกที่เฝ้าจับตาความเป็นไปในประเทศไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลทหาร คสช.

เรียกร้อง กดดันให้คืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตย

ที่แน่ๆโดยผลกระทบของการฝืนวิถีของโลกยุคใหม่ และยังมีพฤติการณ์เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้รัฐบาลทหารของไทยต้องถูกกดดันผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการติด “ธงแดง” โดนแบนจากสหรัฐอเมริกาในด้านของมาตรฐานการบินพลเรือน

หรือที่กำลังลุ้นหนักกับสถานการณ์ “ใบเหลือง” ที่กำลังจ่อเข้าขั้น “ใบแดง” ในการแบนสินค้าทางด้านประมงไทยจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

ต้องกู้สถานการณ์กันมือเป็นระวิง

ตามสภาวะยิ่งตอกย้ำซ้ำภาวะวิกฤติเศรษฐกิจให้ยิ่งสาหัสกันไปใหญ่

และนั่นก็จะเสี่ยงต่อ “ภาวะแทรก” ในทางการเมืองได้ง่ายๆ

โดยเงื่อนไขยากๆ มันจึงเป็นอะไรที่ คสช.ต้องระวัง ในสถานการณ์ที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” ตัดไฟป่วนประชามติ

แต่อีกมุมก็ต้องคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคแทรก

กลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ.
“ทีมการเมือง”

แรงต้านเริ่มขยายวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613337

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 เม.ย. 2559 05:01

 

“Startup Thailand 2016” โปรเจกต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในมิติใหม่ตามยุทธศาสตร์ชาติ

โชว์ศักยภาพประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสร้างผู้ประกอบการ นักคิด นักสร้างสรรค์รายใหญ่ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในระดับนานาชาติ

โดยนำระบบเทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามามีบทบาทควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ตามการโหมโรงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่เพิ่งเปิดตัวนิทรรศการที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หมายมั่นปั้นมือสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งในและต่างประเทศ มาช่วยกอบกู้เชิดหัวเศรษฐกิจไทย ในสถานการณ์ที่หลายปัจจัยยังไม่เป็นใจเอื้อต่อรัฐบาลเรือแป๊ะ

ในสภาวะที่ “บิ๊กตู่” ต้องเร่งไขลานภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปลุกความเชื่อมั่น กวักมือทวงความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนกลับมาโดยเร็ว

เข็นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาตีปี๊บเสริมภูมิต้านทานรัฐบาลไม่ให้บกพร่อง ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ ในภาวะที่บรรยากาศการเมืองกำลังไต่เพดานระอุ

สร้างความหงุดหงิดให้เบอร์หนึ่ง คสช.ต้องออกมาร่ายยาวปลุกความสามัคคี ระหว่างเป็นประธานพิธีเปิด บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ทำเนียบรัฐบาล

ระบายความในใจ ชี้แจงเหตุผลที่ออกอาการหงุดหงิดทุกวัน เพราะเกลียดคนที่เปิดประตูให้ข้าศึกเข้ามาทำลายประเทศ

เจตนากระทบชิ่งไปถึงปัญหาคุกรุ่นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่เคลื่อนเข้าสู่โหมดประชามติอย่างเป็นทางการ ภายหลังจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว

กลายเป็นหัวเชื้อเรียกแขกจากฝ่ายเห็นต่างให้ออกมาท้าทายกฎหมายประชามติ และอำนาจท็อปบูตอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ปรากฏการณ์ที่ฝ่ายท็อปบูตเล่นบทเฮี้ยบจับกุม 8 นักรบไซเบอร์ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี เล่นงานข้อหาหนัก ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2550 พ่วงมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา

ฐานสร้างเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” โดยใช้ถ้อยคำที่มีผลทางจิตวิทยายุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนไม่เชื่อถือ กระด้างกระเดื่องต่อ คสช. ขัดต่อแนวทางบริหารราชการและรักษาความสงบของสังคม

โชว์แผนผังแฉขบวนการโค่น คสช. เชื่อมโยงไปถึง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด

ฝ่ายอำนาจพิเศษออกแรงบล็อกเต็มที่ เคลียร์แนวรบโซเชียลมีเดีย กำราบนักเลงคีย์บอร์ด ไม่ยอมให้ใช้โลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ปลุกระดม สร้างแรงกระเพื่อมในสังคม

เล่นบทโหดเชือดไก่ให้ลิงดู ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม

จูนกันได้ติด

ต่อเนื่องกับช็อตแยกเขี้ยว โชว์เพาเวอร์กองทัพ ไล่จับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ การจับกุมผู้มีอิทธิพล แกนนำมวลชนในพื้นที่ การไล่ยึดขันแดง แบบเก็บทุกรายละเอียด

ไม่เว้นกระทั่งเหตุการณ์หยุมหยิม การล็อกตัวนักศึกษาที่รวมกลุ่มนัดแสดงกิจกรรมยืนเฉยๆ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกควบคุมตัวจากการโพสต์เฟซบุ๊ก

ฉายภาพแรงกดดันและอารมณ์ตึงเครียดของรัฐบาลและ คสช.ที่ออกอาการระแวงไปหมดทุกอย่างกับการแสดงออกของฝ่ายเห็นต่าง ในห้วงที่แรงต้านประชามติชักไหลแรงขึ้นเรื่อยๆ

ผลัก คสช.อยู่ในวงล้อม ถูกเพ่งเล็งใช้อำนาจตามอำเภอใจ จนไม่สามารถกระดิกตัวทำอะไรได้

จากซีนขาประจำของนักการเมืองอาชีพ มาสู่คิวนักศึกษากลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ออกแอ็กชั่นเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายทหาร

ล่าสุดขยับมาสู่วงนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่จัดอยู่ในกลุ่มไม่มีผลประโยชน์การเมืองแอบแฝง ยังไม่รวมถึงกลุ่มแฟนคลับ

สีเสื้อต่างๆที่มีธงปักไว้ในใจแล้ว

ต่างพร้อมใจประกาศจุดยืน ส่ายหน้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิประชาชน

แรงต้านชักเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ขยายผลไปยังทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกสีเสื้อ

แม้จะงัดยาแรงมาขู่ มาทุบสารพัดแบบ แต่ไม่สามารถสะกด

แรงต้านให้ลดลง ดูตามรูปการณ์แล้ว กลับมีแนวโน้มขยายวงท้าทาย คสช.มากยิ่งขึ้น

ถูกบีบให้จนตรอก สั่งสมแรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.
ทีมข่าวการเมือง

โฟกัสกระแสไหลรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/612867

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 เม.ย. 2559 05:01

 

ตั้งใจปิดปากตัวเองเหมือนกัน

อ่านทางตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ออกตัวล่าสุด “จะเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นสาระไม่ได้”

โดย “บิ๊กตู่” ยอมรับว่าใจร้อน แต่ไม่ได้รังเกียจใคร ไม่มีเรื่องการเมือง แต่อยากให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า หลุดจากปัญหา จะติด “กับดัก” ตัวเองต่อไปไม่ได้แล้ว

ย้ำความตั้งใจ งดตอบโต้การเมืองอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เปรยไว้หลายรอบ

ในห้วงประเทศไทยเริ่มเดือด ด้วยปมประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ฝุ่นเริ่มตลบอบอวล

เพราะในจังหวะที่ติดเบรกปาก อีกทางหนึ่ง แรงต้านแรงเสียดทานก็เริ่มจะขยายวง กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการทำประชามติ มีข้อห้ามและบทลงโทษตามกฎหมายในเรื่องการแสดงท่าทีและความเห็น

เสียงอื้ออึงจน “อำนาจพิเศษ” ต้องไล่สแกนคลื่นความถี่กันเป็นระวิง

ล่าสุดบุกรวบตัว 10 รายที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ล็อกแกนนำจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวขัดคำสั่ง คสช. ไล่ล้างผู้มีอิทธิพล ล็อกตัวแกนนำมวลชน ไล่กวดไล่จับ “ขันแดง” ในพื้นที่ต่างๆกันยังไม่จบ

รวมทั้งคดีตาม พ.ร.บ.ประชามติ ที่มีโทษแรง จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท กรณีการปลุกป่วน ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ชักจูงให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นำร่องเชือดไก่ให้ลิงดู-เขียนเสือให้วัวกลัว รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

แล้วที่เพิ่มดีกรีร้อนขึ้นอีก กับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ตามที่รัฐบาลชง สนช.พิจารณาเพื่อยกระดับคุมเข้มโลกออนไลน์ ในห้วงกระแสต้านเริ่มลามโซเชียลมีเดีย

ในคิวที่ “บิ๊กตู่” ออกตัวจะ “ไม่พูด” แต่ถึงเวลา “ลุยเลย”

และปมที่ละสายตาไม่ได้เช่นกัน กับความเคลื่อนไหวของนักวิชาการ เครือข่ายปัญญาชน ล่าสุดกรณีที่อาจารย์หญิงสถาบันสิทธิมนุษยชน ม.มหิดล เดินแจกเอกสาร “โหวตโน” ก็ไม่ได้มาแบบฉายเดี่ยว

แต่ร่วมในเวทีแถลงข่าวของกลุ่ม “พลเมืองผู้ห่วงใย”

กลุ่มที่มีรายชื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรม เอ็นจีโอ นักธุรกิจ นักการเมืองร่วมลงชื่อ 100 กว่ารายชื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วมคัดค้านการเรียกตัวคนเห็นต่างไปปรับทัศนคติ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญต้องเปิด “ทางเลือก” ให้สังคมรู้ กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่าน 100 กว่าราย “พลเมืองผู้ห่วงใย” เริ่มถูกสแกนลึก

เพราะคิวนี้มาแปลก ขานชื่อทุกขั้วฝ่ายทุกสีเสื้อ โฟกัสชัดที่นักการเมืองบิ๊กเนมล้วนๆ

ทั้งชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์-จาตุรนต์ ฉายแสง-พงศ์เทพ เทพกาญจนา-วันมูหะมัดนอร์ มะทา-สุรนันทน์ เวชชาชีวะ จากค่ายเพื่อไทย

สาธิต ปิตุเตชะ-รัชดา ธนาดิเรก-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช-กษิต ภิรมย์-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ จากพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำมวลชนแนวร่วม กปปส. และยังมีนายสมศักดิ์ ปริศนา-
นันทกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา รวมทั้ง “ครูประทีป อึ้งทรงธรรม” เอ็นจีโอในเครือข่าย นปช. ฯลฯ

สลายสี-สลายเสื้อ สมานฉันท์โดยไม่ต้องบังคับ

ชนิดมีข้อสงสัยให้หน่วยข่าวรัฐต้องสแกนลึก ถึงเบื้องหน้าและ “เบื้องหลัง” คิวนี้มีมือประสาน ดีลรายชื่อเข้ากลุ่มเป็นใคร มีมือดีที่ไหน หรือมือที่มองไม่เห็นบงการแผน “จัดตั้ง” อยู่หลังฉากหรือเปล่า

แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ข้อสังเกต ข้อสงสัย

แต่ที่แน่ๆ ถ้ามองนอกเหนือไปจากกลเกมการชิงเหลี่ยม ประเมินตามสถานการณ์ ทุกฝ่ายในสังคมเริ่มรู้สึกเป็นห่วงในทิศทางบ้านเมือง ในจังหวะที่กระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญส่อวุ่นวาย

กระแสสังคม กระทั่งจากคนในฝ่ายที่เป็นแนวร่วม “อำนาจพิเศษ” เอง ก็เริ่มตั้งคำถามถึงกรณีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ออกโรงไล่บล็อกไล่สกัดเป็นรายวัน

ปิดกั้นกันเกินเหตุหรือเปล่า

นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่า กระแสไหลไปทิศทางเดียวกันจนเป็นคิวรวมตัว “เฉพาะกิจ”

เป็นประเด็นที่ “อำนาจพิเศษ” ละเลยไม่ได้เหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง

เชือดไก่คุ้มกัน ‘มีชัย’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/612263

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 เม.ย. 2559 05:01

 

เปิดฉาก “เชือดไก่ให้ลิงดู” ขู่พวกคิดลองดีกันจะจะ

ตามปรากฏการณ์ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ให้ดำเนินคดีกับกองทุนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ฐานมีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ที่มีความรุนแรง หยาบคาย ก้าวร้าว

มีเจตนาที่จะชักจูงให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 61

ในจังหวะต่อเนื่องกับปฏิบัติการล็อกทันควัน วันเดียวกันทหารไล่ตามจับศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของร้านราเมงในจังหวัดขอนแก่น พร้อมกับผู้จัดการร้านที่พฤติการณ์อยู่ในข่ายโพสต์เฟซบุ๊กขัดคำสั่ง คสช.

คุมตัวเข้าสอบเครียดในค่ายทหาร

ขณะเดียวกันก็มีการควบคุมตัวพลเรือนในพื้นกรุงเทพฯอีกหลายราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความถล่ม คสช.และร่างรัฐธรรมนูญ

และ 2 รายในจำนวนนั้น ก็เป็นคนที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. ออกมาโวยว่า ทหารอุ้มน้อง คนคุมเพจเฟซบุ๊กให้ตัวเองไปรีดข้อมูล

สุ่มล็อกเป้ากันแบบไม่ให้ทันตั้งตัว

ท็อปบูตเคลียร์พื้นที่แนวรบโซเชียลมีเดีย

โดยสถานการณ์รัฐบาล คสช.ยกระดับความเข้ม เดินเกมถึงลูกถึงคน ภายหลังพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ล้อตามสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ประสานเสียง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม รวมถึง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช.ยืนยัน

พร้อมจัดหนักให้พวกท้าทายทันทีที่กฎหมายบังคับใช้

งานนี้เห็นกันแล้วว่า “เอาจริง” ไม่ได้ขู่กันเล่นๆ

และในสถานการณ์ที่น่าจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็เป็นฉากที่ทหารปูพรมลงพื้นที่ตรวจค้นบ้านนักการเมือง บุกถึงรังเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ไล่ตั้งแต่จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ ฯลฯ

เอกซเรย์อาวุธ ยาเสพติด สิ่งของผิดกฎหมาย

เป้าหมายกำราบเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่แน่นอนว่าต้องมีส่วนเกี่ยวโยงกับนักการเมือง ไม่ลักษณะของเครือญาติ ก็ต้องเป็นผู้สนับสนุน หัวคะแนน

ตามแผนเคลียร์แรงเสียดทาน กดแรงกระเพื่อมให้นิ่งที่สุด

อีกทั้งจุดที่น่าสังเกต ตามจังหวะการเทกแอ็กชั่นแรงๆของทหาร มันก็เป็นสถานการณ์ก่อนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีโปรแกรมลงพื้นที่ชี้แจง “ขายตรง” ร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนในต่างจังหวัด

ในอาการแหยงๆแบบที่เจ้าตัวยอมรับเลยว่า เตรียมใจพบกลุ่มป่วน หลัง 2 พรรคการเมืองใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มีท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

ซึ่งนั่นก็ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องการันตี คสช.จะดูแลความสงบให้การลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีการกระทำความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ

ขู่เสียงเขียวเลยว่า ถ้ามีจะลงโทษสถานหนัก

ดักทางพวกจ้องป่วนทีมงาน “มีชัย” โดนของแข็งแน่

อย่างไรก็ดี นาทีนี้ยังเห็นแค่การไล่บี้นักเลงคีย์บอร์ด จัดแนวรบกับเครือข่ายฝ่ายต้านและกลุ่มเสื้อแดงในโซเชียลมีเดียที่ผลุบๆโผล่ๆไม่กล้าท้าทายท็อปบูตโดยตรง

ผิดกับคิวของอาจารย์หญิงด้านสิทธิมนุษยชนของมหา-วิทยาลัยมหิดลออกแจกใบปลิวรณรงค์ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่หน้าจุฬาฯ ซึ่งทหารก็แค่ตามล็อกตัวไปพูดจา

ยังไม่บุ่มบ่ามเดินเกมแรงกับพวกปัญญาชนของจริง.
ทีมข่าวการเมือง

ข้ามช็อตโหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611659

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 เม.ย. 2559 05:01

 

โดยจังหวะสั่นสะเทือนวงการสงฆ์อีกรอบ

จากการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขออนุมัติหมายจับ “ธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดธรรมกายในคดีฟอกเงินสหกรณ์เคหะยูเนี่ยน ติดๆกันกับปฏิบัติการรวบตัวเจ้าของบริษัทนำเข้ารถโบราณที่พัวพันกับคดีรถเบนซ์โบราณของ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

2 ปมร้อนๆที่ทำให้ข่าวพระเบียดแทรกขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

ตามจังหวะข่าววงการผ้าเหลืองมากลบกระแส แย่งพื้นที่ข่าวการเมืองวุ่นๆ ว่าด้วยเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระดับความป่วนมาถึงจุดที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งไล่บี้เช็กบิลรวดทั้งฝ่าย กปปส. และแนวร่วม นปช.

ฐานตั้งโต๊ะแถลงจุดยืนประชามติร่างรัฐธรรมนูญขัดคำสั่ง คสช.

ในอารมณ์แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เตือนนิ่มๆถึงกลุ่มการเมือง ทางที่ดีไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงล่อแหลมในระยะนี้ เพราะ คสช.จำเป็นต้องปรามความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไว้ก่อน

โดยรูปการณ์ที่รัฐบาล คสช.ตั้งท่าบล็อกแรงกระเพื่อมเต็มที่

แต่กระนั้นก็ไม่วายมีรายการลองของ ฝืนประกาศิตท็อปบูต แบบที่อาจารย์หญิงด้านสิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแจกใบปลิวรณรงค์ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่หน้าจุฬาฯ ทำให้ทหารต้องตามล็อกตัวกันจ้าละหวั่น

สถานการณ์ประชามติยังอยู่ในโหมดของการท้าทาย

แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศเดิมพัน สถานการณ์ปั่นป่วนลองเชิงรัฐบาลทหาร อีกทางหนึ่งมันก็แฝงไว้ด้วยพัฒนาการเดินหน้าไปสู่สนามเลือกตั้ง

ตามความเคลื่อนไหวหลังฉาก ไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่กำลังอยู่ในห้วงปรับทัพรับการกลับเข้ามาของกองทัพ กปปส. ที่จะดันนายถาวร เสนเนียม ขึ้นแท่นเลขาธิการพรรค

ส่อหักดิบกันแรงๆตามสไตล์ค่ายที่มีวินัยสูง

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเองจะสังเกตได้ว่าพวกที่เคลื่อนไหวต้านรัฐธรรมนูญก็จะมีแต่ทีมของคนเสื้อแดง นปช.เป็นหลักกับนายวัฒนา เมืองสุข ที่โชว์เป็นศิลปินเดี่ยว เน้นดังคนเดียว

แต่อดีต ส.ส.ส่วนใหญ่จะพากันก้มหลบต่ำ พร้อมๆกับที่มีข่าวความเคลื่อนไหวในกลุ่ม ส.ส.ที่เดินทางไปรดน้ำสงกรานต์นายใหญ่ กลับมาถ่ายทอดคำสั่งของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร บอกให้ลูกพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้ง

ขณะที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เดินหน้ากระตุกเรตติ้งในโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเปิดคอลัมน์ “เก็บมาเล่า” ในเฟซบุ๊ก เอารูปเก่าๆมาเล่าเรื่องแชร์กับแฟนคลับ

ตามฟอร์มเจ้าตำรับโคตรเซียนการตลาดเน้นเหลี่ยมเลี้ยงกระแส

เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ 2 ป้อมค่ายใหญ่ ขยับเข้าโหมด แต่งตัวพร้อมลงสนามเลือกตั้งได้ทันทีที่สัญญาณนกหวีดดัง

แต่ที่กำลังร้อนแรงก็คือความเคลื่อนไหวของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก

โฟกัสจากคิวล่าสุดที่ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา บุตรสาวของ “พญามังกรสุพรรณฯ” นายบรรหาร ศิลปอาชา ยืนยันจะสานเจตนารมณ์บิดา เดินหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาต่อไป

โดยมีรายงานข่าววงในว่า แกนนำพรรคกำลังมีการชั่งใจเลือกระหว่าง “ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายคนเล็ก หรือนายนิกร จำนง คนสนิทนายบรรหาร ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคตามแผนที่ “พญามังกรสุพรรณฯ” ได้วางไว้

มุ่งรักษาพื้นที่ภาคกลาง ยึดฐานหลักของ “บรรหาร”

ตามสถานะพรรคชาติไทยพัฒนานี่แหละ “พิมพ์นิยม” ตรงกับเงื่อนสถานการณ์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องการให้รัฐบาลใหม่ไม่แข็งจนยากต่อการควบคุม

ล้อกับมุมที่ร่างรัฐธรรมนูญ “บอนไซ” พรรคใหญ่ เปิดทางพรรคเล็ก ประกอบกับสัญญาณการล้างกระดานให้จดทะเบียนพรรคกันใหม่ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคใหม่ พรรคเก่า หรือแม้แต่การเปิดทางให้ลงสมัคร ส.ส.กันแบบอิสระโดยไม่ต้องสังกัดพรรค

จากเงื่อนไขที่เอื้อขนาดนี้ ทำให้นักเลือกตั้งอาชีพบิ๊กเนมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ จ่อแหกป้อมค่ายเพื่อแจ้งเกิดทางการเมืองด้วยตัวเอง รวบรวมกำลังตั้งเป็นพรรคขนาดเล็กหรือพรรคท้องถิ่น

ขานรับนโยบายหนุนพรรคเอสเอ็มอี

เปิดทาง “สตาร์ตอัพ” ทางการเมือง.

ทีมข่าวการเมือง

สุดท้ายของ ‘บรรหาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611020

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 เม.ย. 2559 05:01

 

บรรยากาศแห่งความอาลัยแทรกสถานการณ์อุณหภูมิร้อนๆกับการถึงแก่อนิจกรรมของ “พญามังกรสุพรรณฯ” นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย ที่นับเป็นการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญ ผู้มีส่วนสร้างสีสันเติมความฉูดฉาดให้การเมืองไทย

โดยเฉพาะกับสไตล์ประนีประนอม ไม่เล่นการเมืองแบบเอาเป็นเอาตาย

ผู้ใหญ่ “คนกลาง” ล้มหายตายจากไปอีกหนึ่ง

ตามสถานการณ์มาถึงจุดที่เปิดหน้าโซ้ยกันตรงๆ ระหว่างหัวขั้วอำนาจคู่ขัดแย้ง

ในอารมณ์แรงๆแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.แฉออกอากาศ ซัด “ทักษิณ” อยู่เบื้องหลังชักใยเกมป่วนและการจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำลายรัฐบาลไทย

แล้วก็ทันทีทันใดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร สวนหมัดกลับแบบแสบๆ ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนจะทำลาย พล.อ.ประยุทธ์ได้เท่ากับผู้นำรัฐบาล คสช.ทำลายตัวเอง

“ประยุทธ์-ทักษิณ” เปิดแนวรบสงครามน้ำลายข้ามประเทศ

กระตุกลูกหาบแต่ละข้าง ขุนพลอยพยักรับลูกซัดกันนัว

ตามจังหวะเปิดตัว “เชียร์แขก” ของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ชูจั๊กแร้เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เนื้อหาตรงใจม็อบ กปปส.

ในสถานการณ์ที่ตั้งท่าล้อกันพอดี กับคิวที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดง นปช. ก็ตั้งโต๊ะแถลงประกบในวันเดียวกัน ยืนยันไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แถมเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสหภาพยุโรป (อียู) เข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

เดินหมากประกบแบบตาต่อตา วัดใจ คสช.ที่ประกาศิตห้ามรณรงค์ทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ”

จะเลือกปฏิบัติกับฝั่งไหนให้เป็นที่ติฉินนินทาปม 2 มาตรฐานหรือไม่

ที่แน่ๆสถานการณ์วนกลับมาอยู่ในห้วงก่อนการยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กปปส.แท็กทีมทหาร ซัดกับพวก “ทักษิณ” คู่ขัดแย้งหน้าเก่า เค้าลางความขัดแย้งเดิมๆ

เพิ่มเติมคือหัวเชื้อประชามติเร่งไฟเผชิญหน้า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ย้อนไปถึงสิ่งที่ “พญามังกรสุพรรณฯ” อย่างนายบรรหาร ได้โชว์เหลี่ยมคูทางการเมืองครั้งสุดท้ายในช่วงรดน้ำสงกรานต์ นั่นก็คือการบ่งบอกท่าทียอมรับได้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เพราะอยากให้ คสช.เดินหน้าจัดเลือกตั้งตามโรดแม็ป

นี่ต่างหากที่สะท้อนภาวะโดยธรรมชาติของ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ขอให้ได้ลงสนามไว้ก่อน อยากกลับเข้าสภาผู้แทนฯทุกลมหายใจ

ยึดเอาบรรทัดฐานจอมเก๋าระดับ “บรรหาร” ประเมินสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะมีอะไรถึงขั้นพลิกคว่ำพลิกหงาย แบบที่ คสช.ออกมาขู่ถ้าวุ่นวายก็ไม่ต้องทำประชามติ

อย่างดีมันก็แค่การโชว์ลีลาเลี้ยงกระแส รักษาฟอร์มนักประชาธิปไตยไว้ก่อน

แต่ของจริง นักเลือกตั้งทุกป้อมค่ายกำลังแต่งตัวเตรียมพร้อมลงสนามกันแล้ว

ตามสัญญาณแว่วๆ ศึกสายเลือดกำลังก่อตัวในพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องจัดทัพรับการขยับกลับเข้ามาของกองทัพ กปปส.

จากเงื่อนไขแรกๆที่มีแรงกดดันให้ปรับหัว เปลี่ยนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เอาไม่ลง เพราะมีเงาร่างของ “นายหัวชวน หลีกภัย” ยืนค้ำเป็นกำแพงให้

เป้าใหม่จึงเปลี่ยนไปที่การชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรค โดยการตั้งท่า “หักดิบ” ขุมข่าย “ลุงกำนัน” เตรียมส่งนายถาวร เสนเนียม เลขาธิการมูลนิธิ กปปส.เข้ามายึดโควตา เพื่อคานกับฝ่ายของ “อภิสิทธิ์”

แต่ยังติดที่ “เสี่ยไก่” นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ก็ไม่ยอมหลบให้ง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาก็ลงทุนลงแรงไปเยอะ

ประชาธิปัตย์ต้องเจอภาวะสนิมเนื้อใน กปปส.

นี่คือคำตอบที่จุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ไปกันคนละทาง.

ทีมข่าวการเมือง

“ป้าง กัมปนาท” วินมอ’ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429769

"ป้าง กัมปนาท" วินมอ'ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

นาทีนี้คนที่ฮอตที่สุดในโลกออนไลน์ หนีไม่พ้น “ป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล” วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนุ่มวัย 26 ปี ผู้ประกาศรับ-ส่งผู้โดยสารเด็กอนุบาล คนชรา คนป่วยไปโรงพยาบาล คนพิการและคนยากไร้ เรียกกระแสชื่นชมได้อย่างถล่มทลาย พ่วงท้ายด้วยฉายา “พี่วินใจหล่อ “มาเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องหลังน้ำใจอันงดงามของเจ้าของเสื้อกั๊กสีส้มเบอร์ 12 วินท่าเรือเก่า เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น้อยคนจะรู้ว่า เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 สูญเสียแม่ตั้งแต่อายุ 12 หอบกระเป๋าเร่ร่อนไปทำงานบนเรือประมง หารายได้ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟบาร์เบียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำโรงแรม

กว่าจะลุกขึ้นสู้จนเป็นพี่วินใจหล่ออย่างวันนี้ เส้นทางชีวิตของเขานั้นไม่ง่ายเลย …

ป้างเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนไประหกระเหินไปเรียนหนังสือที่จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงชั้น ป.6 จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นหลังจากแม่บังเกิดเกล้าของเขาจากไปไม่มีวันกลับ

“ผมเกิดที่สมุทรสาคร แต่ไปโตที่กาญจนบุรี เรียนแค่ป.6 แม่ก็มาเสีย ชีวิตเปลี่ยนเลย ต้องกลับสมุทรสาครไปหางานทำ สมัครเป็นเด็กในเรือประมงอวนลาก แต่ทำได้ 5-6 เดือน ก็ออกมาอยู่กับเพื่อนที่พัทยา มีมอเตอร์ไซค์คันนึงเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น กลางคืนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่บาร์ ต่อมาก็ไปสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงแรมกระทั่งอายุได้ประมาณ 20 มานั่งคิดว่า เฮ้ย ไปขับวินดีกว่า”

ป้างเลือกเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะเชื่อว่าอาชีพนี้เป็นนายตัวเอง ขยันก็ได้มาก ขี้เกียจก็ได้น้อย ไม่มีใครกดดันนอกจากตัวเราเอง รายได้พอเพียงกับชีวิต ถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 7 ปีแล้วที่สวมเสื้อกั๊กสีส้ม

“อยากทำวันไหนก็ทำ อยากหยุดวันไหนก็หยุด เจอผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบทั้งที่เอาเปรียบและช่วยเหลือเรา มันก็ได้ประสบการณ์ดี บางคนลงรถแล้วบอกจ่ายเงินไปแล้วนะ ผมงงเลย เถียงกันไปกันมาผมก็ยอม บางคนผมเรียกค่าโดยสารแค่ 15 บาท เขายื่นให้ 20 ไม่ต้องทอนก็มี มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่ารับฝรั่งนักท่องเที่ยวขึ้นมา เขาเมามาก ผมพาไปส่งถึงห้องเลย แกยื่นแบงค์ดอลล่าร์ให้หลายใบ ผมตกใจบอกไม่เอาๆ เยอะไป หยิบมาแค่ใบสองใบเอง”เขาหัวเราะให้กับความซื่อของตัวเอง

ก่อนจะมาเป็นพี่วินใจหล่อ หนุ่มสกินเฮดรายนี้เคยเป็นวัยรุ่นจอมเกเร เที่ยวเตร่ ริลองยาเสพติดมาแทบทุกชนิด

“ตอนเป็นเด็ก ก็เหมือนวัยรุ่นเกเรทั่วไป เที่ยวไปเรื่อย เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ลองมาหมดแล้วครับ จนมาทำงานเป็นวินมอเตอร์ไซค์นี่แหละ เลิกหมดเลย พอแล้ว ไม่เอา ขนาดบุหรี่ยังเลิก”

ส่วนแนวคิดที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจประกาศรับส่งผู้โดยสารฟรีนั้นมาจากแนวคิดสั้นๆแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ อยากทำความดี

“คิดเองครับ อยากทำบุญ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเจอพระสงฆ์เดินอยู่ริมถนน เลยจอดรถ ชวนท่านขึ้นมาแล้วพาไปส่งที่ท่ารถ จากนั้นก็ทำมาตลอด เจอพระ คนแก่ รับไปส่งตลอด ไปส่งท่ารถบ้าง ท่าเรือบ้าง โรงพยาบาลบ้าง ทำเป็นประจำนานเป็นปีแล้ว มีความสุข สบายใจ จนเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดแรงบันดาลใจ สกรีนข้อความมันไว้ที่หลังเสื้อเลยว่ารับส่งฟรี พระ คนแก่ ผู้เจ็บป่วย เด็ก คนพิการทำเสร็จ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ 091 406 7020 แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก มีคนเอาไปแชร์เยอะ กระแสดีมาก บางคนโทรมาจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ในตรอกซอยลึกๆ ไม่มีรถเข้าถึง เขาก็จะโทรมา ถ้าป่วยพิการ ผมก็ไม่เอาเงินหรอก”

เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตมอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ วันหนึ่งผมกำลังขับรถอยู่ จู่ๆ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า เราเห็นเป็นคนแรก รีบจอดรถลงไปดูพบคนเจ็บขาหัก ผมโทรหากู้ภัยทันทีและพาเขาขึ้นรถกู้ภัยไปส่งถึงโรงพยาบาล ได้ช่วยคนสำเร็จมันรู้สึกดี ทุกวันนี้เจอกันอยู่ เขาจำผมได้ ประทับใจมากครับ”

ก่อนจากกัน ป้างฝากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ทุกคนทำความดี ไม่ว่าจะอาชีพไหน ขอให้ซื่อสัตย์สุจริตกับตัวเอง และอย่าเอาเปรียบผู้อื่น

“อยากให้ทุกคนทำดีกันมากๆ ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ทำได้ ผมเองอยู่เมืองพัทยาก็อยากบอกให้คนที่นี่ทำดีกับทุกคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงรังแกเขา ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ ผมจะตั้งใจทำเรื่องดีๆแบบนี้ตลอดไปครับ” วินมอเตอร์ไซค์ร่างอวบพนมมือไหว้สุดสวย พร้อมรอยยิ้มหวาน

นี่คือวีรกรรมของป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล วินมอเตอร์ไซค์เบอร์ 12 แห่งท่าเรือเก่า พัทยา นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มน้ำใจงามที่หัวใจน่ายกย่องยิ่งนัก

 

 

 

“ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง” อนุทิน ชาญวีรกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429570

"ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง" อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สปอตไลต์การเมืองสาดมายัง เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ “ตัวแปร” ที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต บ้างว่าด้วยชื่อชั้น บารมี และบุคลิกไร้ศัตรูทางการเมืองเข้าได้กับทุกฝ่าย แถมยังคุยรู้เรื่องกับ คสช. อาจมี “ส้มหล่น” เป็นตาอยู่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ไม่ยาก

ท่ามกลางบรรยากาศเตรียมนับถอยหลังไปสู่วันออกเสียงประชามติเลือกตั้ง เสี่ยหนูเปิดห้องทำงาน ณ ตึกชิโน-ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ออกตัวว่าเห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยบริบทของการเมืองที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองสุดขีด มีประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาชนได้แสดงความ
คิดเห็นเต็มที่ ก็อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

“สภาพประเทศไทยวันนี้ ผมว่าอะไรก็ตามที่ทำให้มีการเลือกตั้ง ก็ทำไปเถอะ มันต้องเอาสิทธิที่หายไปกลับคืนมา เหมือนใครติดหนี้เยอะ สมมติ 100 บาท มัวจะไปมุ่งเอามาครั้งเดียว ไม่เปิดให้ผ่อนส่ง เจรจา เราอาจเสียไปทั้ง 100 บาท คนเบี้ยวก็อาจเสียชีวิต เพราะเราจ้างคนไปตีหัว คือ แพ้ทั้งคู่”

แต่ถ้าถามว่าส่วนตัวรับได้หรือไม่ ตรงนี้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมือง เคารพเฉพาะมติประชาชน คือ ประชามติ ไม่ได้หมายความว่าตัวเองไม่มีจุดยืน ต่อให้มีจุดยืน แล้วสมมติประชาชนบอกว่ารับ แล้วในฐานะหัวหน้าพรรคบอก บอยคอตไม่ส่งคนเลือกตั้งได้หรือ ถ้าทำไปก็ไม่เคารพประชาชน

“ผมคิดว่าในการทำการเมืองอิงประชาชนไว้ดีที่สุด ที่คนกลัวเรื่ององค์กรอิสระจะเข้ามาเกี่ยวกับการบริหารงานรัฐบาล แต่ในเมื่อผมเข้ามาเป็นมืออาชีพ ก็ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และความมุ่งมั่นของตัวเอง ไม่ต้องกลัวอะไร เผลอๆ ท่านเหล่านั้นอาจจะมาชี้แนะแนวทาง ช่วยกันบริหารบ้านเมือง”

ใครเลือกผมเป็นนอมินี เตรียมผิดหวังได้เลย

หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอื้อประโยชน์กับพรรคขนาดกลาง อนุทินกลับมองว่าเป็นการคาดเดา ในส่วนของพรรคเราขายนโยบาย ไม่สนใจว่าเราจะได้เปรียบเสียเปรียบกับวิธีการเลือกตั้งซึ่งตราขึ้นมาใหม่ ไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส. หรือผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าไปคิดแต่ตรงนั้นจะประมาท จนลืมนึกถึงแก่นแท้พรรค ที่ต้องให้ประชาชนเชื่อถือ

ส่วนที่มองว่า ภูมิใจไทย แนบแน่นกับ คสช. จนอาจถูกวางบทบาทให้มาเป็นนอมินีนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า ตั้งแต่มี คสช.มา ยังไม่เคยได้พบปะกับ คสช.แม้ครั้งเดียว ความแนบแน่นระหว่าง คสช.กับพรรคการเมือง จะมาบอกแบบนั้นไม่ได้ เพียงแต่ว่า อันไหน คสช.ทำแล้วดี ก็ออกมาให้กำลังใจ

ทั้งนี้ ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยเพราะเป็นพรรคการเมือง แล้ว คสช.ทำอะไรจะผิดหมด ตรงนี้ไม่ได้กลัว แต่ต้องการให้บ้านเมืองถูกส่งกลับมาโดยเร็ว การค้านในสิ่งที่ คสช.ทำ มันสักแต่จะให้เกิดความยุ่งยาก มีเหตุให้โรดแมปถูกขยายออกไป เพราะฉะนั้นทำดีต้องสนับสนุน ไม่สนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว อย่าให้ไปอีก 5 ปีเลย

“ใครเลือกผมเป็นนอมินีเตรียมผิดหวังได้ ผมมีประสบการณ์ ผมรู้นอมินีเป็นยังไง เหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว ไม่มีทาง ผมจะไม่มีนอมินี และจะไม่ยอมเป็นนอมินีกับใคร เพราะผมเติบโตมาแบบนี้ ทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ‘ขี่เสือว่ายากขี่หนูยากกว่า’”

ถ้าเป็นนายกฯ แบบไม่สง่างาม ขอเป็นคนสนับสนุน

สำหรับที่วิเคราะห์ว่าภูมิใจไทยจะเป็นตาอยู่มานั่งเก้าอี้นายกฯ นั้น ก็เป็นการคาดคะเน ซึ่งทางทฤษฎีนี่ใช่เลย สมมติหลังการเลือกตั้งมีพรรค ที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แต่พรรคที่ 1 และ 2 มีที่นั่งในสภาเยอะไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตามทฤษฎี พรรคที่ 3 และ 4 ก็น่าจะเป็นตัวแปร

“ผมคิดว่าเราต้องดูวันนั้นว่า พรรคที่ 1, 2, 3 มากี่คน สมมติได้ 251 เสียง แล้วไม่มีใครร่วมด้วย ก็อยู่ไม่ได้
พรรคที่ 1 ได้ 220 เสียง พรรคที่ 2 ได้ 150 เสียง แล้ว 150 เสียงจะไปแย่ง 220 ตั้งรัฐบาลได้หรือ ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันเกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว

เราต้องบริหารรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยความระมัดระวัง เคารพ และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองวิ่งเข้าไป คำตอบผม ไม่ต้องพูดต่อ
เมื่อพรรค 220 เสียง ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วพรรคขนาดกลางที่มี 30, 40, 50 เสียง จะไปตั้ง จะเป็นได้กี่วัน ความเสียหาย ขัดแย้ง เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมไม่เซย์ เยสหรือโน เพราะยังไม่รู้ผล พูดตามหลักสากล

ถ้าผมเป็นโดยไม่มีความสง่างาม หรืออธิบายให้ประชาชนฟังได้ว่า ทำไมเราถึงมีบทบาทแบบนี้ ผมเลือกเป็นคนคอยสนับสนุน จะเป็นผลดีที่สุดให้กับบ้านเมือง สมมติว่าหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าผลการเลือกตั้งบังคับให้ทุกฝ่ายหันหน้าหาทางออก วันนี้พูดได้ว่า ไม่ได้คุยกับใคร ไม่ต้องเจรจา แฟร์ๆ ยอมรับ แฟร์เกม

สิ่งที่กำหนดว่าอนาคตบ้านเมืองเป็นอย่างไร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา สิ่งที่กำหนดอย่างแรก คือ ผลของการเลือกตั้ง ผลเลือกตั้งออกมา ประชาชนที่เข้าใจการเมือง จะรู้ทันทีเลยว่าอะไรจะเกิดไรขึ้น ไม่ต้องเดา”

ผมรู้ตัวเอง ขอทวงสิทธิตามสถานะ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อคนเป็นนายรัฐมนตรี 3 ชื่อ เหมือนบีบให้ต้องไปแข่งเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินกล่าวว่า “แน่นอน ถ้าเกิดฟลุก ได้ 200 เสียง ถ้าสมมติผมได้ ซึ่งฝันกลางวัน ผมไม่ยอมให้ใครเป็นแน่ แต่ถ้าได้ 30-40 เสียง (หัวเราะ) ผมก็ไม่กล้าผมรู้ตัวเอง เราจะทวงสิทธิตามสถานะที่มี น้ำหนัก 50 กก.จะไปท้าต่อยกับ ไมค์ ไทสัน เหรอ”

ส่วนบางสูตรที่อยากได้นายกฯ คนกลางที่ไม่ใช่ 2 พรรค ที่เป็นขั้วขัดแย้งนั้น อนุทินมองว่า หากไปรับตำแหน่งนายกฯ แทนที่จะขัดแย้ง 2 พรรค ก็จะเป็น 3 พรรคบ้านเมืองจะได้อะไร

“ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่หวังเป็นผู้นำประเทศหรือหวังอะไรทั้งสิ้น ถ้ามันต้องรับก็ต้องรับ แต่ทำอย่างไรรับแล้วสง่างาม เพราะฉะนั้นผมคิดทุกมิติ มิติแย่สุด คือ เป็นตาอยู่  แล้วผมก็จะถูกตาอิน ตานา จ้วงทุกวัน ผมจะไม่ได้มองไปข้างหน้า ได้แต่มองข้างหลัง และผมก็คงไม่ยอมให้ใครมาจ้วงผมฝ่ายเดียว คุณเอามีด ผมเอาปืนซัดกลับ มันไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บ้านเมืองได้อะไรผมไม่มีทางที่จะเป็นผู้ถูกกระซวกฝ่ายเดียว พื้นฐานนิสัยผมผม 1+1 เท่ากับ 2 คิดง่าย อ่านง่าย”

ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว

ถามว่าในฐานะตัวแปรจะวางหลักอย่างไรว่าจะสนับสนุนพรรคที่ได้ที่ 1 หรือที่ 2 อนุทินตอบว่า ต้องดูผลการเลือกตั้ง สมมติพรรคได้ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องสมมติแถวๆ นั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวไม่ฉวยโอกาสเอาความได้เปรียบเป็นตัวแปร คนเราเมื่อกล้าปฏิเสธตำแหน่งทั้งที่มีโอกาสมาแล้ว มันต้องไม่กลัวอย่างอื่น สำหรับตัวเองเลิกคิด ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง แต่ต้องเป็นประชาชน

“ถ้าหวังว่าจะเป็นตัวแปร ผมคงนั่งกับคุณได้ไม่เกิน 15 นาที ผมต้องวิ่งไปนั่งหาวิธีการ หรือคนโน้นคนนี้ แต่เมื่อผมสามารถบอกตัวเองแล้วว่า อย่าเป็นตาอยู่หรือนักฉวยโอกาส อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ จากผลของการเลือกตั้ง ผมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ประเทศไปได้ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่อยากเป็นมากกว่า นายกฯ รองนายกฯ หรือประธานรัฐสภา”

ถามว่าประเมินหรือยังว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นแค่ไหน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ถ้าคิดตรงนั้นเมื่อไหร่ ความประมาทผมจะเกิดโดยธรรมชาติ หรือคิดเอาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 หรือจัดเขตให้ได้มากที่สุด

“เราต้องเอาหลักการเมืองที่แท้จริงก่อน ถ้าไปเล่นรองหมด ก็หมดตัว ไม่อย่างนั้นก็เอาไปคนละหมื่นคะแนน มันไม่ได้ เพราะว่าเกิดมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกก็พลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ เปรียบเสมือนคนที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะสร้างเรือ สร้างบ้านมาด้วยกัน ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้

…ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ ไปเลือกทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี เป็นตัวแทนประชาชน ไม่ต้องไปถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

นักการเมืองค้าน รธน. เพราะอยากมีอำนาจ

อนุทินประเมินว่า ที่ร่างรัฐธรรมูญฉบับนี้มีเสียงค้านจากพรรคการเมือง ก็เป็นเฉพาะระดับหัวๆ ที่ค้าน สส.ก็ยังอยากเลือกตั้ง ส่วนที่หัวออกมาค้านก็เพราะอยากเป็นนายกฯ มีอำนาจเยอะ ถึงค้าน ส่วนตัวก็มองว่าดี มีโอกาสเป็นนายกฯ ตามสูตรตาอยู่ หรือบางทีตัวเองเกิดเพี้ยน คปป.หรือสภา ก็ช่วยดึงขาหน่อย หากยุคนี้สมัยนี้ใครคิดเข้ามาหาประโยชน์จากบ้านเมือง ก็ควรไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า ในแถบประเทศแอฟริกาทุกวันนี้โทษเข้าคุกมันกระจอกแต่โทษทางสังคมกระทบไปถึงลูก เมีย ญาติ เพื่อน เจ็บมาก

…สิ่งที่ยากทางการเมือง คือ คุณทำอะไรชั่วไว้ แล้วพยายามทำให้มันเดิน มันโคตรยาก ถึงยากที่สุด ถ้าลองมีแผลในตำแหน่งนายกฯ น่าดูเช่นกัน ยกตัวอย่างเหมือนตำแหน่งของผมในบริษัท ถ้าเอาเงินบริษัทไป 100 ล้านบาท โดยไม่ต้องขออนุมัติบอร์ด แล้วไปซื้อ ปูน เหล็ก ปิกอัพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปซื้อโรลส์-รอยซ์ให้ตัวเอง ผมก็อยู่ไม่ได้”

ยอมเป็นนั่งร้านให้บ้านเมืองเดินต่อได้

แม้นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เป็นนายกฯ แต่หากต้องปฏิเสธก็ไม่เสียดาย ยอมเป็นนั่งร้าน แต่ให้บ้านเมืองเดินไปได้ดีกว่า หากนายกฯ ทำตัวเพี้ยนก็ไม่ต้องรอให้องค์กรอิสระหรือใครมาตรวจสอบ เขาจะเป็นคนเตือนนายกฯ ด้วยตัวเอง หากไม่ฟังก็มีวิธีการทำให้หายเพี้ยน เช่น รัฐบาลเสนอกฎหมายมาก็ไม่เข้าไปโหวตให้ แค่นี้ก็ยุบสภาหรือให้พรรคเดิมเสนอนายกฯ ใหม่ ดีกว่าปล่อยให้ผู้นำไปสร้างความเสียหาย อย่างน้อยก็น่าจะได้คะแนนสงสารจากประชาชน หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรเด็ดๆ ให้บ้านเมืองทีนึงแล้วเลิก ไปสร้างคอนโดตรงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (หัวเราะ)

“มีคนมาบอกว่า ถ้ามาถึงตรงนี้ถ้าไม่ได้นายกฯ แสดงว่าผมวาสนาไม่ถึง ผมบอกไม่ใช่ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นนายกฯ แสดงว่าบ้านนี้ไม่มีวาสนาได้ผม ตั้งใจขนาดนี้แล้วเดือดร้อนอะไร เพราะนายกฯ อำนาจไม่เท่าประธานชิโน-ไทย ชี้ผิดเป็นถูกได้ เพราะเป็นคนให้โบนัสเงินเดือน

…ผมเดินเข้ามาตึกนี้ยังมีคนเปิดลิฟต์ให้ มีคนชื่นชมเรา เซ็นเช็คซื้อของ 600 ล้าน ปูน ทราย เสา เหมือนกับได้เอ็กเซอร์ไซส์ เราผู้รับเหมา เรายังเป็นผู้ซื้ออยู่ พวกนี้ทำให้เราไม่โลภมาก ไม่หลงใหล เพ้อเจ้อในอำนาจจอมปลอมที่เรามีอยู่ เพราะตรงนี้มันคือทุกสิ่ง บริษัทผมไม่มีหนี้ ไม่มีสิน ไม่มีอะไร ยังไงผมก็อยู่ของผมแบบนี้” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ดันถนนเชื่อมประเทศ แทนรถไฟเร็วสูง

แม้จะได้สะท้อนมุมมองต่างๆ ต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกมาทิศทางไหน สำหรับพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่ เอ่ยปากชัดเจนถึงเรื่องนี้พร้อมเลือกตั้ง “ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อหนึ่งสัปดาห์”

อนุทิน ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่า นิ่งมาก ซึ่งต้องชื่นชมทุกฝ่าย ไม่มีการแสดงออกอย่างที่เรียกว่ารุนแรง ต่างฝ่ายอยู่ในเกมตัวเอง คงไม่มีใครเชียร์อย่างเดียว ถ้าค้านก็ค้านอย่างสมเหตุสมผล อยู่ในแวดวงที่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นของแต่ละคน แต่ไม่มีการปลุกปั่น ปลุกระดมให้ออกมาต่อต้าน

“ผมคิดว่ารอ 2 เดือนกว่ามันจะมีจุดหักเหของการเมืองจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไป โค้งแรก คือ ประชามติ สำหรับตัวผมเอง เคารพประชามติหากบอกเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีแผนรับการเห็นด้วย แต่ถ้าบอกไม่เห็นด้วย ผมก็จะต้องมีแผนการปฏิบัติทั้งผมและของพรรค จะมีร่างใหม่หรือหยิบของปีไหนมาใช้ เราไม่มีส่วนรับรู้ เราได้หมด”

ส่วนที่มีการมองรัฐธรรมนูญนี้เอื้อกับพรรคขนาดกลาง อนุทิน ย้ำชัดว่า เป็นการคาดเดา ส่วนตัวและพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหาร ที่ได้ให้ยุทธศาสตร์ไป ไม่สนใจว่าจะได้หรือเสียเปรียบ พรรคยังมั่นคงกับนโยบายในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ที่ถูกยกเลิกไป

“ผมยังเชื่อมั่นทั้ง 4 นโยบายพรรค จะทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากอาการป่วย เพื่อวางรากฐานให้ดีก่อนที่จะวิ่ง ฉะนั้น ถ้าพูดแล้วไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส.หรือเรื่องผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าผมคิดตรงนั้น จะประมาท มัวไปเน้นจนลืมนึกถึงว่าแก่นแท้พรรค ต้องให้ประชาชนเชื่อถือว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีต่อได้”

อนุทิน ขยายความต่อว่า ถ้ายึดตรงนั้นความประมาทจะเกิดโดยธรรมชาติ เอาที่ 2 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 ถ้าไปเล่นรองหมดก็หมดตัว หากมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกจะพลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เปรียบเสมือนครอบครัว เพราะสร้างเรือน สร้างบ้านมาด้วยกัน

“ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้ ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ไปทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี ผมเป็นตัวแทนประชาชนไม่ต้องถึงอภิปรายไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องมาจากบรรยากาศที่อึมครึม ไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงินจึงไม่ลงทุน แต่เป็นเพราะคนไม่กล้าลงทุนทั้งที่มีเงิน ด้วยหวังว่าจะรอดูให้เกิดความชัดเจนในอนาคตค่อยลงทุน หรือหากทอดเวลานานออกไปอาจทำให้สามารถซื้อสินค้าได้ถูกขึ้น

อนุทิน การันตีว่า เศรษฐกิจที่แย่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของคนหมดตัว หากวันหนึ่งเกิดความชัดเจนเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น แต่ถึงวันที่เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ต้องมีทั้งคนที่ได้กำไรและขาดทุน ไม่ใช่เศรษฐกิจดีแล้วทุกคนต้องขึ้นหมด หรือเศรษฐกิจแย่แล้วทุกคนจะลงหมด

ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงที่มีแนวคิดจะทำนั้น ต้องมาดูความสามารถและความต้องการที่แท้จริง เมื่อเทียบกับถนนที่เชื่อมโยงทั้งประเทศ อันไหนจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน หากทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ นำเข้าวัสดุอุปกรณ์กว่า 80% ต่างจากสร้างถนนเชื่อมโยงใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สามารถสร้างงานภายในประเทศได้มากกว่า

“เทียบงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ที่จะนำไปใช้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่การทำถนนเชื่อมภายในประเทศ ใช้เงินแค่ 1 ล้านล้านบาท แต่เงินไม่ได้ออกข้างนอก เงินเอาไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ในเมืองไทย ทั้ง ปูน หิน เหล็ก จะทำให้เงินจำนวนนี้หมุนอยู่ในประเทศสร้างมูลค่าไปอีกหลายรอบ”

อนุทิน ชี้แจงให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเรื่องนี้ว่า หากจะบอกว่าคิดอะไรโลว์เทค ก็ขอเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ลุล่วงก่อน จากนั้นถึงเวลาจะมาต่อยอดทั้งรถไฟความเร็วสูงหรืออะไรไฮเทคทั้งหลาย ค่อยต่อยอดภายหลังได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมาดูว่าอะไรทำได้หรือไม่ ทำแล้วเหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่า

“สรุปวันนี้ เราต้องสนับสนุนให้ผู้บริหารประเทศ ซึ่งก็คือรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์ ให้เขาเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้ จากนั้นเรื่องที่เหลือเราค่อยมาสานต่อ”

อนุทิน บอกว่า จนถึงขณะนี้มีคนสนใจเข้าพรรคไม่น้อย แต่เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหนักๆ สร้างความโศกเศร้าในระบบการเมืองไทย ดังนั้น ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ใจเย็นๆ มีเวลาปีกว่าๆ การเมืองไม่ยาก นโยบายที่ดีเก็บไว้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน แล้วก็เข้าใจประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศอื่น ก๊อบปี้ อเมริกา ญี่ปุ่น มีแบบนี้ ต้องมี แต่ต้องหาอะไรที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องความต้องการประเทศ

เป็นคำถามที่หลายฝ่ายอยากรู้เล่นการเมืองอย่างไรถึงไม่มีศัตรู และอยู่มาถึงวันนี้ได้กับทุกฝ่าย อนุทิน ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกว่า จะเรียกว่าเข้าได้กับทุกฝ่ายก็เหมือนไม่มีจุดยืน แต่จริงแล้วเป็นคนเข้ายาก สมมติถ้าคนโทรหาแล้วไม่อยากคุย ก็ไม่มีทางเจอ คือ มีระยะของตัวเอง

แต่คนที่ทำให้โกรธหรือเป็นศัตรูตลอดชีวิต คือ คนที่ทำร้ายครอบครัว ดูถูกบุพการี คนมาทำให้ลูกเสียใจ คนที่ทำร้ายตนอย่างแรง อย่างนี้เป็นศัตรูกันทั้งชาติ ทว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ การทำงาน หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ต่างกัน อาจมีไม่พอใจแต่เคลียร์ง่าย

“บางคนบอกผมเป็นคนกระโชกโฮกฮาก คิดไรก็พูด เพราะผมเป็นคนแบบนี้ จะเป็นแบบนี้ มนุษย์เกิดต่างกัน คนที่เป็นบุคลิกแบบนี้ แต่ถ้าในใจคิดอีกอย่างก็เป็นอย่างที่เขาพูด ผมคิดอย่างไรก็พูดเพื่อให้เห็นว่าผมคิดแบบนี้ มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธ์ ไม่มีเจตนาฆ่าใครหรือทำร้ายใคร ผมเกลียด ผมไม่พอใจ รักคนได้ แต่ต่างคนคนละชีวิต แต่อย่ามาข้ามถนนผม ถ้าคนที่เกลียดมาข้ามอาจเจอบางอย่าง”

ส่วนจะเป็นกาวใจให้ปรองดอง อนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า “ถึงเวลากาวไหลเอง” ทุกอย่างมันต้องมีสถานการณ์ช่วยบังคับด้วย ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศไม่ถึงทางตัน เพราะความขัดแย้งในบ้านเมืองเกิดจากอุดมการณ์ทางความคิด บนพื้นฐานปฏิบัติต่างกัน ดังนั้น สบายมาก

“จับสองคนมานั่ง ไม่ต้องมีกาวใจ เอานวมสองคู่มาให้ เราอาจอาเจียน เพราะเกิดกอดคอกันออกมา ผมเชื่อว่าคนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นความน่ารักของคนไทย ผมอาจซึมซับความคิดพ่อผมมา วันๆ ไม่สอนอะไร ส่งสุภาษิตจีน ฝรั่ง มาให้ มีอันนึงที่จำจนตายคือ มีศัตรูหนึ่งคน มากเกินไป มีเพื่อนพันคนน้อยเกินไป หรือสุภาษิตจีน อดทน อดกลั้น อย่าเอาเปรียบใคร อย่าให้ใครเอาเปรียบ คนบางคนมาคุยเพื่อเอาเปรียบผม ก็รู้ ผมยอมหรือไม่ยอม วันนี้เราอยู่สภาพนี้เรายอม ถ้าวันนึงอยู่อีกสภาพนึง เราไม่ทำแบบนั้น เราแฟร์ คนเคยเอาเปรียบเราต้องอาย แล้วคิดว่ามาเป็นศัตรูทำไมกับคนคนนี้ ผมมีแต่คนอิจฉา ไม่มีคนเกลียด”

แนบแน่น “เนทิน-อนุวิน”

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองหลายคนจับตาถึงความสัมพันธ์กับเนวินในเรื่องนี้ อนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน ยังเป็น เนทิน กับ อนุวิน เพราะสนิทกันมาก แต่เนวินห่างการเมืองไปจนต้องดึงขากลับมา แต่ก็สะบัดออก คือ ค่อนข้างไปอินกับฟุตบอลเยอะเกินไป บางครั้งไปหาเพื่อคุยการเมือง แต่ก็พูดเพียง 5 นาที อีกชั่วโมงครึ่งคุยแต่เรื่องฟุตบอล ทำให้ระยะหลังไม่อยากไป คนเลยบอกว่าห่างกัน แต่ต่างคนต่างทำมาหากิน

“เขาก็ทำบริษัทรถแข่งกับฟุตบอลที่ได้ทุ่มทุนอลังการงานสร้างลงไป เอาให้คุ้มทน เขาคงรู้แล้วว่านรกมีจริงในทางธุรกิจ เปิดร้าน หาสปอนเซอร์ อีเวนต์ คนแคร์กระเป๋าตัวเอง การเมืองก็เป็นรอง เลยยังไม่มีอะไรต้องมานั่งสุมหัวกัน ก็ปล่อยให้เขาเฮฮาไปก่อน ต่างคนต่างแยกกันไป ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”

“ผมกับเขามันลึกเกินกว่า เหมือนญาติพี่น้อง ขนาดทะเบียนบ้านผมก็อยู่ในบ้านเขา เราคบทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2551 หุ้นส่วนกันมา 8 ปี ผ่านปีที่ 7 มาได้ ก็น่าจะผ่าน ค่อยไปกังวลตอนปีที่ 21 เพราะว่ามันต้องมีอะไรเข้าใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างสร้างประโยชน์แต่ละคนได้ ยังวินๆ ฉะนั้น ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม ความแน่นแฟ้นไม่ใช่ว่าได้เจอกันทุกวัน อยู่ในศาลเจอกันทุกวัน สืบพยานทุกวัน คนนั้นโจทก์ คนนั้นจำเลย”

 

“พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429019

"พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

“ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง” หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428497

"ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง" หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

สายวันนั้นที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ แจ้งวัฒนะ คุณหมอสาวสวยวัย 28  กำลังมุ่งมั่นสนอกสนใจน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือดอย่างแข็งขัน

เธอปรากฎตัวในชุดเสื้อกาวน์ กางเกงสแลคสีเทา ผมสีน้ำตาลสลวยประบ่า ดวงตาแวววาว จมูกโด่งได้รูป รวมๆแล้วตรงกับนิยามคำว่า “น่ารัก”ได้ไม่ยาก และไม่แปลกที่ชื่อเสียงของเธอจะเข้าขั้นฮอตถล่มทลายในโลกโซเชียล

“มาทราบเรื่อง เพราะเพื่อนส่งภาพที่คนอื่นเขาแชร์กันมาให้ดู รู้สึกงงๆ แปลกๆเหมือนกัน (ยิ้มเขิน) เพราะปกติใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้มีคนมาสนใจ มาให้ความสำคัญอะไรมากมาย”

หมอแนน ณฐพรรษ สัตวแพทย์คนดังประจำ‎โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองได้รับเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังภาพการทำงานปกติอันแสนธรรมดาดันกลายเป็นหนึ่งในภาพฮอตที่สุดในโลกออนไลน์

และแน่นอน …ใครๆต่างพากันถามหาเธอกันจ้าละหวั่น

อยู่กับน้องหมา-เเมว มาตลอดชีวิต

หมอเเนน เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530  ที่กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิต 28 ปีที่ผ่านมา “บ้านของเธอ” ไม่เคยขาดสัตว์เลี้ยง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่ถือเป็นตัวจุดประกายให้เลือกเดินในเส้นทางสัตวเเพทย์ พูดง่ายๆว่า สภาพเเวดล้อมทุกอย่างรอบตัวคือเบื้องหลังที่คอยหล่อหลอมให้เธอเป็นคุณหมอมาตลอด

ไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษที่จุดประกายให้คิดว่า ‘โตมาฉันต้องเป็นสัตวแพทย์นะ’ เท่าที่จำความได้ที่บ้านจะมีแมวหรือหมาวนเวียนมาหาตลอด ไม่เคยซื้อมาเลี้ยงเอง เก็บมาเลี้ยงทั้งหมด เลี้ยงเท่าที่เลี้ยงไหว ตัวสองตัว ก่อนเลี้ยงคุณพ่อคุณเเม่จะถามก่อนตลอดว่ารับผิดชอบไหวไหม ไม่ไหวอย่าเลี้ยง จนเรียนจบมัธยม ถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่ชอบสายแพทย์อยู่แล้ว รู้สึกว่าถ้าได้ทำงานกับสัตว์ที่เราชื่นชอบเเละรัก น่าจะทำให้มีชีวิตการทำงานมีความสุขและไม่เครียด เลยเลือกเข้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ”

นอกจากการเลี้ยงดูน้องหมาน้องแมวตามประสาคนรักสัตว์ทั่วไป ความเป็นสัตวแพทย์ของเธอนั้นฉายแววมาตั้งแต่วัยเด็กจากประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อช่วยทำคลอดให้กับเจ้าเหมียวสาวท้องแรก

“สมัยเรียนประถมเคยร่วมกับคุณพ่อช่วยแมวสาวท้องแรกทำคลอด เขายังกัดรกไม่เป็น เราเลยช่วยเอารกออก แล้วผูกสายสะดือให้ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ทั้งแม่และลูกเเข็งเเรงปลอดภัย มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะ ได้ช่วยแมวที่เราเลี้ยง แถมยังได้ดูแลลูกเขาตั้งแต่วินาทีเเรกที่ลืมตาดูโลก รู้สึกโอเคและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ”น้ำเสียงของเธอบ่งบอกความภาคภูมิใจ

เป็นสัตวเเพทย์ไม่ใช่เเค่รัก เเต่ต้องเข้าใจด้วย

หลังเรียนจบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์สาวคนนี้ได้เข้าทำงานประจำที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งมีความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฎิบัติหน้าที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“ตอนเป็นเด็ก เราเเค่รักเเละอยากดูเเล มองเห็นชีวิตความเป็นไปของพวกเขาระดับหนึ่ง พอได้เข้ามาเรียนก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เรียนรู้ชีวิตสัตว์เพิ่มเติมเยอะแยะมากมาย ทำให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทั้งพฤติกรรม ความเป็นไปของโรค อาการดีขึ้นเป็นอาการอย่างไร แย่ลงเป็นอย่างไร ภาวะฉุกเฉินแล้วเป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเรียนจบได้เข้าทำงาน ได้สัมผัสของจริง ก็เข้าใจมากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งกว่าเดิม จนสามารถคาดการณ์ประเมินทิศทางของโรคร้ายได้ บางคนถามว่าเราเสียใจไหมเมื่อพบกับความสูญเสีย มันก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับฟูมฟาย เพราะเข้าใจสิ่งที่มันดำเนินไปมาตลอด

ทุกวันนี้สัตวแพทย์สาวมีความสุขเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้หยอกเย้ากับกับน้องหมา น้องแมว และเห็นอาการเจ็บป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน

“เรามีความสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการเป็นคนรักสัตว์ ทุกวันนี้การได้เล่นกับตัวนั้นทีตัวนี้ที ได้เห็นอาการป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริงๆมันก็มีช่วงเครียดบ้าง เพราะหน้าที่และภารกิจของเรา ต้องแบกรับความคาดหวังจากเจ้าของสัตว์ แต่เราชอบนะ เพราะแง่หนึ่งความเครียดเป็นเหมือนตัวเร่งให้เราตื่นตัว ไม่ประมาทในการทำหน้าที่ ย้ำกับตัวเองเสมอว่าต้องใส่ใจสัตว์ทุกตัวที่ได้ดูแล ทุกเคสมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมันกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง เรายิ้มมีความสุขเสมอ เหมือนงานที่ทำมันสำเร็จลุล่วง”

อย่าซื้อมาเลี้ยงเพื่อปล่อยมันทิ้ง

สงครามขัดเเย้งระหว่างคนรักหมาและคนเกลียดหมาเป็นประเด็นพิพาทปรากฎตามหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ปฎิเสธไม่ลงว่าต้นเหตุของหมาจรจัดเกิดจากการละเลยทิ้งขว้างของเจ้าของ

หมอแนน แสดงความเห็นว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงสัตว์ แค่รักอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องรู้จักประเมินความพร้อมของตัวเอง วางแผนอย่างรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เสมือนพันธสัญญาว่าเราจะดูแลเขาตลอดไป

“จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แน่นอนว่าต้องเริ่มจากความรักและมีความพร้อมที่จะเลี้ยงก่อน ถ้าไม่รัก ไม่พร้อม ก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะเขาไม่ได้อยู่กับเราแค่เดือนหรือสองเดือน แต่อยู่กันเป็น 10 ปี บางตัว 15 ปี ก่อนเลี้ยงต้องวางแผน คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆนานา มองระยะยาว เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงลูก ถ้าคิดสั้นๆ ง่ายๆ เลี้ยงตามแฟชั่น มันก็เสี่ยงที่สัตว์ของเราจะกลายเป็นภาระและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่น จนกลายเป็นปัญหาสังคมตามมามากมายไม่จบไม่สิ้น

สำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่ก้าวร้าวในปัจจุบันนั้น สัตวแพทย์หญิงคนนี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที

“การจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จริงๆ มีกระบวนการอยู่แล้ว แต่การปฎิบัติต้องรวดเร็ว หากล่าช้า เพิกเฉย ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาในชุมชน และจะยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างคนรักหมาและเกลียดหมาให้ทะเลาะกันต่อไปไม่จบ เหมือนอย่างที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ดีเลยที่เราจะเเก้ปัญหาด้วยความรุนเเรง”หมอแนน ณฐพรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ต่อความสวยของหมอเเนนทั่วทั้งสังคมออนไลน์ เธอยืนยันว่า ไม่ได้หลงใหลใคร่ปลื้มกับกระแสดังกล่าว แต่จะขอเดินหน้าพัฒนาฝีมือสั่งสมประสบการณ์ในอาชีพสัตวแพทย์เพื่อน้องหมาน้องแมวที่รักต่อไป