ส่องนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่” พิธีกรรมก่อนบริหารชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595459

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 17:27 น.

ส่องนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่” พิธีกรรมก่อนบริหารชาติ

คำแถลงฉบับนี้เรียงร้อยถ้อยความสวยหรูแต่ยังประเมินไม่ได้จะทำตามที่หาเสียงได้หรือไม่

…………….

โดย โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยสอง กำลังออกจากแท่นสตาร์ทบริหารบ้านเมืองอย่างเป็นทางการสักที ซึ่งตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 25 ก.ค.นี้

ล่าสุด รัฐบาลได้จัดพิม์หนังสือแถลงนโยบายของครม.ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 66 หน้า แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นผู้นำแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา

ส่วนที่สองเป็นนโยบายหลัก 12 ด้าน ส่วนที่สามนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง ส่วนที่สี่ เป็นภาคผนวก อธิบายถึงการตรากฎหมมายเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญหมวดการปฏิรูปประเทศ

พิจารณาจากนโยบายรัฐบาลฉบับดังกล่าว ให้ความสำคัญด้านการศึกษา ตั้งแต่จะมีการปรับปรุงงบประมาณสนับสนุนการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมกับจะมีการปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และทบทวนรูปแบบการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เหมาะสม ด้วย

ขณะเดียวกันมีการนำเสนอไว้ในนโยบายเร่งด่วน ว่า ต้องการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ให้ทันกับโลกยุคดิจิทัล ดังข้อความที่ว่า

“การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ ในระบบดิจิทัล ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตำบล ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ…”

ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในส่วนแรกของถ้อยแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า “เราจะร่วมกันสร้าง “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ไม่ใช่ “การเติบโตเชิงปริมาณ”

พลิกดูนโยบายครม.ชุดนี้ นำไปเทียบเคียงกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆที่ร่วมรัฐบาล จะมีนำมาบรรจุไว้ในนโยบายฉบับนี้หรือไม่ พบว่า เป็นการเขียนไว้ชัดเจนบางเรื่องและไม่ชัดเจนบางเรื่อง เช่น กรณีที่พรรคพลังประชารัฐ ให้ความสำคัญบัตรวิเศษประชารัฐ ก็มีการระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วนว่า

“จะมีการปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพของประชาชน”

ส่วนกรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศเอาใจผู้ใช้แรงงานล่วงหน้า โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐเกทับขึ้นค่าแรงถึง 425 บาท ในนโยบายเล่มนี้ ระบุไว้กว้างๆว่า “ การยกระดับศักยภาพของแรงงาน โดยยกระดับรายได้ค่าแรงแรกเข้าและกลไกการปรับอัตราค่าจ้างที่สอดคล้องกับสมรรถนะแรงงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชน”

หรือนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐไม่ได้แสดงจุดยืนที่จะแก้ไข มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลบางพรรคแสดงท่าทีเพื่อเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ทำให้การจัดทำนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องอยู่ในนโยบายเร่งด่วน

ทว่า พรรคร่วมรัฐบาลตกลงปลงใจให้กำหนดไว้ในข้อที่ 12 ซึ่งจัดลำดับไว้เป็นข้อสุดท้ายอีกต่างหาก พร้อมกับนำเสนอแบบกว้างๆเท่านั้น ว่า “สนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชนและการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”

แม้นโยบายบางเรื่องกำหนดไว้กว้างๆ หรือ ไม่จำเป็นต้องบรรจุไว้ในหนังสือฉบับนี้ เช่น กรณีนโยบายกัญชาเพื่อการรักษาโรค ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต้องมีการนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ในวาระอันใกล้นี้ โดยจะต้องมีการเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกันอีกหลายฉบับ หรือนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นๆอีกที่ตกสำรวจ

นั่นอาจยังไม่สำคัญ เท่ากับ การใช้งบประมาณเพื่อบริหารนโยบายท้้งหมดทั้งปวง โดยพล.อ.ประยุทธ์ ใช้โอกาสนี้แถลงไว้ตอนท้ายด้วยว่า ” ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลนี้ คาดว่างบประมาณอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี  ในขณะที่รายได้จากภาษีของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดพัฒนาระบบจัดเก็บภาษีของรัฐให้มีความครอบคลุมมากขึ้น มุ่งเน้นการขยายฐานภาษีและปรับโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรม…”

แสดงให้เห็นว่า การจัดเก็บภาษีอย่างเข้มข้นอาจเป็นความชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆ ก็เพื่อเติมเงินเข้ารัฐให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศตามนโยบายต่างๆนั่นเอง !!!

ฉนั้น การแถลงของพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับเอกสารกว่า 66 หน้า โดยจะอ่านเรียงตามตัวอักษรไปเรื่อยๆให้ลื่นไหลยาวนานอย่างไรก็ตามแต่  อาจสะท้อนได้ถึงถ้อยคำที่ถูกนำมาเรียงร้อยเหล่านี้เป็นไปด้วยความสวยหรูแสดงเจตนาเน้น 12 ด้าน 12 เร่งด่วน ให้สำเร็จลุล่วงตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญก่อนบริหารประเทศเท่านั้น

หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับ“รัฐนาวาบิ๊กตู่” จะนำนโยบายแปลงไปสู่การปฏิบัติตามที่เคยสัญญาหาเสียงไว้อย่างไรบ้าง จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะล่มปากอ่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ปมขาดคุณสมบัติตามหลอน’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595420

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 21:13 น.

ปมขาดคุณสมบัติตามหลอน'บิ๊กตู่'

การที่ศาลรธน.รับพิจารณาคุณสมบัติ”บิ๊กตู่”ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายค้านซักฟอกนโยบายในสภาหนักหน่วงขึ้น

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณี ส.ส.ฝ่ายค้าน 7 พรรค ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา160 (6) และมาตรา 98 15) กรณีเป็นลูกจ้างหรือพนักงานหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่ นั้น ย่อมทำให้เก้าอี้ นายกรัฐมนตรีของบิ๊กตู่ สั่นคลอน อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายในเวที การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. นี้ เพื่อขยายบาดแผลให้บิ๊กตู่ ลดความน่าเชื่อถือลง โดย “สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย บอกว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวหมายถึงการมีน้ำหนักเบื้องต้นต่อปัญหาในคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ระบุให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลง และเป็นโอกาสที่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับการอภิปรายของส.ส.พรรคฝ่ายค้าน

แม้เรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของบิ๊กตู่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของ”ศรีสุวรรณ จรรยา”เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ไปแล้วว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะไม่เข้าองค์ประกอบเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง 4 ข้อ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัย ที่ 5/2543 คือ 1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 และข้อ 4 จึงถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบในการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมา จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และยังใช้อำนาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ด้วย ดังนั้น การที่ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐไม่ขัดกฎหมาย จึงให้ยุติการวินิจฉัย และไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทว่าประเด็นที่น่าสนใจ อยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ออกมาฟันธงว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยร.ต.อ.เฉลิม อธิบายว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 98 ซึ่งมีข้อห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมีทั้งหมด 18 อนุมาตราด้วยกัน แต่อนุมาตราที่เป็นข้อต้องห้าม คือ มาตรา 98 (15) ความว่า บุคคลใดเป็นพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ข้อห้ามข้อนี้ ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1มิ.ย.2560 เพราะเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ในนามหัวหน้า คสช. ได้มีหนังสือเรียก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มารายงานตัว แต่ นายสมบัติ ไม่มา พล.อ.ประยุทธ์ จึงดำเนินคดี นายสมบัติ ต่อสู้คดีตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ สุดท้าย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก็ตัดสินว่า นายสมบัติ มีความผิด เพราะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จึงขาดคุณสมบัติมาตรา 98 (15)

นอกจากนี้ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 160 มีใจความสรุปว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับมาตรา 160 ซึ่งมีทั้งหมด 8 อนุมาตราด้วยกัน แต่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดและต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ความว่า การจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 98 (15) แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15) จึงมีคุณสมบัติขัดตามมาตรา 160 (6) ซึ่งไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้

นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งได้ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีเนื้อหาสาระ ความหมายของคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ซึ่งระบุว่า เจ้าพนักงานของรัฐ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีตำแหน่ง หรือ เงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งจากข้อกฎหมายโดยมีคำพิพากษาเป็นหลัก และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 4 จึงมีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ

ฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับปมขาดคุณสมบัติไว้พิจารณา ผนวกกับการที่ฝ่ายค้านรุกเขย่า ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประมาทไม่ได้ เพราะนี้เป็นเพียงแค่การถูกตรวจสอบยกแรกของการเริ่มเข้าสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งจากนี้ไปเมื่อไม่มีมาตรา 44แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกตรวจสอบหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีกส่วนจะทนได้หรือไม่อีกไม่นานรู้กัน

ล้ม’ค่าแรง400-ลดภาษี10%’!!!ฉุดรัฐบาลลุงตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595406

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ล้ม'ค่าแรง400-ลดภาษี10%'!!!ฉุดรัฐบาลลุงตู่

การที่พรรคพลังประชารัฐบิดพลิ้วไม่ยอมทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ย่อมทำให้เครดิตรัฐบาลลุงตู่สมัย2ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก

ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา แม้นโยบายของรัฐบาล ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มีกำหนดการแถลงต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 25-26ก.ค.นี้ ซึ่งในเบื้องต้น 2 นโยบายหลัก ที่พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศในช่วงเลือกตั้ง ต้องล่มลงไปเป็นท่า เพราะไม่สามารถทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ได้ คือนโยบายขึ้นค่าแรง 400-425 บาทกับนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 %

ทั้งนี้ นโยบายขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 400 บาท นั้น “กอบศักดิ์ ภูตระกูล”โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน เพราะการขยับขึ้น 400 – 425 บาทในทีเดียวจะมีผลกระทบต่อภาคเอกชนแน่นอน

ด้าน”สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โยนให้ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการไตรภาคีทั้ง 3 ฝ่ายต้องพูดคุยเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม และจะขึ้นค่าแรงเท่าไหร่

ในขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งต้องมารับหน้าเสื่อ จากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ต้องค่อยๆทำ ยังไม่สามารถขึ้นได้ทันทีแม้ค่าจ้างแรงงาน 400 บาท จะเป็นเงินไม่มากนัก แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมหากเกิดเงินเฟ้อขึ้นมา ดังนั้นต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งไม่ใช่เร็วๆนี้

ในขณะที่ นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 % นั้น “อุตตม สาวนายน”หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรมว.คลัง ก็ได้ออกมาปฏิเสธเช่นกันโดยระบุว่า นโยบายด้านภาษีของพลังประชารัฐที่หาเสียงไว้ ไม่ได้หมายถึงการลดภาษีเป็นตัวเงินตรงๆ แต่หมายถึงการทบทวนโครงสร้างภาษี เพราะว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่ เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอัตราจัดเก็บห่างกันพอสมควร คือ 35 % กับ 25% จึงควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาในรายละเอียดร่วมกัน

ฉะนั้นทั้ง 2นโยบายดังกล่าวข้างต้นจึงต้องล้มไปโดยปริยาย และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วไม่ได้ทำตามที่ได้ประกาศหาเสียงไว้ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อรัฐบาลลุงตู่ลดฮวบลงไปอีก และการที่รัฐบาลมีภาพติดลบตั้งแต่ยังไม่เข้าบริหารประเทศโอกาสที่จะเรียกความเชื่อมั่นศรัทธากลับคืนมายากขึ้นเท่าตัว ซึ่งทั้งหมดเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าลุงตู่สมัย2จะอยู่ได้นานแค่ไหน

https://www.facebook.com

รัฐบาลหมู่บ้านกระสุนตกอยู่ได้… แต่ไร้ความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/594774

  • วันที่ 13 ก.ค. 2562 เวลา 18:22 น.

รัฐบาลหมู่บ้านกระสุนตกอยู่ได้... แต่ไร้ความเชื่อมั่น

แม้ภาพติดลบสักเพียงใด จะไม่ทำให้รัฐบาลนี้ล้มลงอันใกล้ เพราะ”250ส.ว.-องค์กรอิสระ- กองทัพ” พร้อมค้ำให้”บิ๊กตู่” ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

หลังรายชื่อคณะรัฐมนตรีบิ๊กตู่สมัย2/1ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าการชื่นชม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหน้าตาคณะรัฐมนตรีชุดนี้ล้วนเป็นคนหน้าเดิมๆที่เคยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นรัฐมนตรีกันมาแล้ว โดยไม่มีใครมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องผลงาน แต่ในทางกลับกันรัฐมนตรีบางคนโดดเด่นในเรื่องความเป็นสีเทา มีคดีติดตัว เคยถูกป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบ บางคนอยู่ระหว่างพิจารณาคดี บางคนถูกทักท้วงเรื่องคุณสมบัติ จึงทำให้ภาพลักษณ์ รัฐบาลลุงตู่สมัย 2 กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ติดลบตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงาน

ทั้งนี้มีรัฐมนตรี ถึง 14 จาก 35 คน ที่ติดปมดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย

1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ซึ่งก่อนจะมีการจัดตั้งครม.มีกระแสถึงขั้นพรรคร่วมรัฐบาลตั้งเงื่อนไขไม่เอา พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็นรัฐมนตรี เพราะจะถูกมองเป็นจุดอ่อนย้ำภาพการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน แต่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ หอบหิ้วมาจนสำเร็จ

แม้ พล.อ.ประวิตร จะยอมถอยไม่คุมเก้าอี้ รมว.กลาโหม เพื่อลดเป้ากระแสโจมตีเหลือเพียง รองนายกรัฐมนตรี แต่ข้อกล่าวหาในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ครบ ทั้งปมการจัดซื้อเรือดำน้ำ การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพ ปมนาฬิกาฉาวที่ยืมเพื่อนมา เรื่องกรณีบิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เรื่องโครงการขุดลอกแหล่งน้ำขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)

2.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย (พปชร.) ซึ่งเหนียวแน่นกับกระทรวงมหาดไทยไม่ยอมย้ายไปไหน แม้พรรคร่วมรัฐบาลยังต้องถอยฉากไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระทรวงนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องโรงไฟฟ้าขยะ

3.นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรคพปชร. ช่วงนี้ตกเป็นเป้าและถูกโจมตีกรณีร่วมเป็นบอร์ดธนาคารกรุงไทยในอดีต ลงมติปล่อยกู้สินเชื่อแก่เครือกฤษดามหานครรวมหมื่นล้านบาท ซึ่งคนอื่นๆมีความผิด แต่นายอุตตม ไม่ถูกสั่งดำเนินคดี

4.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (พปชร.) ยังมีคดีในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้ายในการชุมนุมของ กปปส.ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และปมถือหุ้นสื่อ ในนามบริษัท แปซิฟิค เอ็กซ์คลูซิฟ ซิตี้ คลับ จำกัด อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

5.พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี (พปชร.) ติดคดีในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย ในการชุมนุมของ กปปส.ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

6.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร(พปชร.) ถูกกล่าวหาคดีสินบนโรลส์รอยซ์ในช่วงเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลไทยรักไทย และ ป.ป.ช. มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน

7.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์(พปชร.) ข้อหาขาดคุณสมบัติ พัวพันยาเสพติดในออสเตรเลีย รวมถึงการทำธุรกิจหลายอย่าง และการเป็นยี่ปั๊วขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงภาพลักษณ์ของของผู้มีบารมีกว้างขวาง

8.นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ก่อนหน้านี้ถูก สตง.ตรวจสอบกรณีดำรงตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา ปี 2558-2559 มีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่สมาคมกีฬาจังหวัดสงขลา จำนวนกว่า 22 ล้านบาทเศษ ต่อมาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีมติว่า การอุดหนุนเงินดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ และมีคำสั่งให้เรียกเงินคืน

9.ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม(ปชป.) ติดปมคดีในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้ายในการชุมนุมของ กปปส.ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

10.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข (ปชปง)ติดปมต้องห้ามเรื่องถือหุ้นสื่อในนามบริษัท พี.ที.รุ่งเรืองคอนกรีต จำกัด

11.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ซึ่งมาแทนพี่ชาย”ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่”ลุงตู่”ไม่ปลื้มภาพลักษณ์ ติดปมปัญหาในสมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี มีโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย จ.อุทัยธานี ที่ส่งมอบงานไม่ได้ จนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สั่งยุติโครงการ และสอบสวนการใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท ในโครงการนี้

12.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ (ภท.) ปมเคยถูกศาลพิพากษาตัดสินกรณีสร้างโรงงานบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 1,200 ไร่ และศาลตัดสินว่ามีความผิดและให้ดำเนินการแก้ไข นอกจากนี้ยังถูกร้องให้ตรวจสอบกรณีอาจออกโฉนดที่ดินโรงงานโดยมิชอบ

13.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย รมว.แรงงาน ติดปมถือหุ้นสื่อในนามบริษัท เจ.ซี.ฟู๊ด คอร์ทส จำกัดซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา

14.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ติดปมถือหุ้นสื่อในบริษัท เอส.ซี.เค.แลนด์ จำกัด ซึ่งระบุในวัตถุประสงค์ตั้งบริษัทว่าประกอบกิจการสื่อสารมวลชน อยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ 7 พรรคฝ่ายค้าน เข้าชื่อกัน 101 คน ยื่นหนังสือถึง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งนายชวน ได้ส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แล้ว และ อยู่ระหว่างจะรับพิจารณาหรือไม่อย่างไร

แม้รัฐมนตรีทั้ง14คนดังกล่าวข้างต้น จะได้ก็ออกมาปฏิเสธว่า ข้อครหาต่างๆนั้น ได้เคลียร์ไปจนหมดสิ้นแล้ว รวมถึงคดีของบางคนที่อยู่ในระหว่างที่ศาลจะพิจารณา ก็เชื่อมั่นจะหลุดพ้นข้อกล่าวหาอย่างแน่นอน แต่เมื่อภาพรัฐบาลลุงตู่ชุด 2 นี้ มีรัฐมนตรี เกือบครึ่งหนึ่ง ถูกตั้งข้อสงสัยว่า มีประวัติส่อจะผิดกฎหมาย ขาดคุณสมบัติ มีสีเทา ซึ่งน่าจะเป็นสถิติสูงสุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลลุงตู่สมัย2/1ดิ่งสุดๆซึ่งยังมองไม่เห็นว่า”ลุงตู่”จะทำให้รัฐบาลเรือเหล็กกลับฟื้นคืนมาได้อย่างไร

ขณะเดียวกันหากถามว่าแล้วรัฐบาลลุงตู่ชุดนี้ จะอยู่ได้นานแค่ไหน ท่ามกลางภาพลักษณ์ติดลบรัฐมนตรีสีเทา เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ ความแตกแยกในพรรคพปชร. และการมีพรรคร่วมรัฐบาลมากถึง 19 พรรคที่พร้อมจะต่อรองในเรื่องผลประโยชน์ทุกเวลา คำตอบคืออยู่ได้ไปเรื่อยๆ ชนิดที่ต้องลุ้นกันเป็นระยะๆ ซึ่งในทางการเมืองตราบใดที่มีการจัดผลประโยชน์ลงตัวก็ยังสามารถอยู่กันได้อย่างไร้ปัญหา แต่ตราบใดที่ผลประโยชน์ขัดกันก็ต่างแยกย้าย

ทว่าถึงนาทีนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมจะเลือกตั้งใหม่ เพราะยังขาดสะเบียงกรัง อีกทั้งยังมีความสุขกับการเข้าไปบริหารกระทรวงที่ได้ต่อรองกันมา เฉกเช่นเดียวกับรัฐมนตรีของกลุ่มต่างๆในพรรคพลังประชารัฐ ก็มีความสุขกับการเข้าไปนั่งเป็นเสนาบดี จนลืมอดีตความขัดแย้งไปก่อน ยังไม่คิดตีรวนรัฐบาล ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องรอให้ งบประมาณ โครงการต่างๆได้รับการอนุมัติผ่านไปก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี และเมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องไปลุ้นกันอีกที

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรัฐบาลจะติดลบสักเพียงใด จะไม่ทำให้รัฐบาลนี้ล้มลงอันใกล้ เพราะอำนาจ กลไก เดิมที่ถูกวางไว้จากการยึดอำนาจมา ทั้งส.ว.250 คน องค์กรอิสระ กองทัพ ก็เพียงพอที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างมั่นคง เว้นแต่ประชาชนจะลุกฮือมาขับไล่อย่างในอดีต ซึ่งเป็นไปได้ยากแทบเป็นศูนย์ เพราะกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอ่อนแอเกินกว่าจะรวมตัวกันได้ในยามนี้

ถอดรหัสครม.ใหม่’บิ๊กตู่’โชว์เบ็ดเสร็จกินรวบ’สามมิตร-พรรคร่วม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/594528

  • วันที่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 19:36 น.

ถอดรหัสครม.ใหม่'บิ๊กตู่'โชว์เบ็ดเสร็จกินรวบ'สามมิตร-พรรคร่วม'

โฉมหน้าครม.เป็นไปตามโผ”บิ๊กตู่”โชว์อำนาจเบ็ดเสร็จคุมกองทัพลดบาทแกนนำพปชร.จัดแถวพรรคร่วมสู้ศึกเสียงปริ่มน้ำ

รายชื่อคณะรัฐมนตรี 35 คน ประกาศออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามโผก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าการจัดครม.ครั้งนี้ “บิ๊กตู่”คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ยึดทั้งกองทัพ ลดบทบาทแกนนำพลังประชารัฐและขี่พรรคร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีควบรมว.กลาโหม นั้นก็เพื่อเอากองทัพมาอยู่ในมือ ไม่ให้ถูกมองว่าขาลอย เพราะกองทัพถือเป็นส่วนสำคัญในการค้ำรัฐบาลให้มีเสถียรภาพที่มั่นคงแข็งแรง ยิ่งในสภาวะที่รัฐบาลนี้มีเสียงปริ่มน้ำและมีความเปราะบางเช่นนี้ ยิ่งต้องทำให้เห็นว่าผู้นำรัฐบาลเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพเท่านั้น ถึงจะสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือได้

แม้จะไม่มีภาพของความขัดแย้ง ระหว่าง”บิ๊กตู่”กับ”บิ๊กป้อม”ระหว่าง 5ปีที่อยู่ร่วมกันมา แต่เมื่อมาถึงยุคที่ผ่านการเลือกตั้งและไม่มีมาตรา 44 คุมกันแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเอาอำนาจทางทหารมาทดแทนอำนาจในฐานะหัวหน้าคสช.ที่หายไป เพื่อเดินหน้าในการบริหารประเทศอย่างมั่นคง เพระถ้าอำนาจทางทหารยังอยู่กับบิ๊กป้อมจะทำให้”บิ๊กตู่”ดูไร้พลัง เพราะถูกมองว่าต้องพึ่งพิง”บิ๊กป้อม”ตลอดเวลาซึ่งอาจจะนำมาสู่ความหวาดระแวงต่อกันได้โดยเฉพาะในหมู่คนใกล้ชิด

นอกจากเอากองทัพมาอยู่ในมือแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข็มแข็งด้วยการไม่ยอมทำตามคำขู่”กลุ่มสามมิตร”ในพรรคพลังประชารัฐ ที่ต่อรองตำแหน่งให้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นรมว.พลังงาน “อนุชา นาคาศัย” เป็นรมช.คลัง ด้วยการขู่จะทบทวนการร่วมรัฐบาล แต่ผลที่ออกมา กลุ่มสามมิตร ได้เป็นรัฐมนตรีเพียง สองคน คือ “สุริยะ” เป็นรมว.อุตสาหกรรม “สมศักดิ์” เทพสุทิน เป็นรมว.ยุติธรรม ส่วน “อนุชา” ไร้วาสนาเก้าอี้รัฐมนตรี

ในขณะที่เก้าอี้ รมว.พลังงาน ตกเป็นของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เอาอยู่ จนกลุ่มสามมิตรต้องยอมศิโรราบไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไร ซึ่งเท่ากับเป็นการลดบทบาทแกนนำกลุ่มต่างๆของพรรคพลังประชารัฐลงไปด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ “บิ๊กตู่”ยังเดินเกมเหนือชั้น ด้วยการส่งรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐมาคุมพรรคร่วมรัฐบาลอีกชั้นหนึ่งในกระทรวงสำคัญๆอย่างรมว.เกษตรฯและรมว.คมนาคม โดย กระทรวงเกษตรฯ แม้ จะยกให้ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรมว.เกษตรฯ แต่ได้จัดรัฐมนตรีช่วยมาแบ่งงานไปถึง 3 คนซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงที่มีรัฐมนตรีช่วยมากที่สุด คือ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” จากพรรคภูมิใจไทย “ประภัตร โพธสุธน” พรรคชาติไทยพัฒนา และท้ายสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งถูกส่งมาเป็นคนสุดท้ายเพื่อคุมพรรคร่วมทั้งหมด โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของผู้กองธรรมนัส ที่สังคมขุดคุ้ยเพื่อสกัดก่อนหน้านี้

ขณะที่กระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกยกให้เป็นโควต้าภูมิใจไทย โดย “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นรมว.คมนาคม แต่มีรัฐมนตรีช่วยถึง 2คน คือ “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ”รมช.คมนาคม จากพรรคพลังประชารัฐ ลูกชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และ นายถาวร เสนเนียม จากพรรคประชาธิปัตย์

งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะนำพารัฐบาลเรือเหล็กชุดเสียงปริ่มน้ำไปได้นานแค่ไหนท่ามกลางคลื่นลมการเมืองที่รุนแรง อีกไม่นานรู้กัน

เบื้องลึก13ส.ส.ภาคใต้ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/592480

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 21:17 น.

เบื้องลึก13ส.ส.ภาคใต้ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี

พลังประชารัฐสงบแล้วหลังบิ๊กป.สยบกลุ่มส.ส.”ใต้-อีสาน”หยุดเคลื่อนไหวทวงเก้าอี้รัฐมนตรี

ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการเคลื่อนเรียกร้องเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคพลังประชารัฐของกลุ่มส.ส.ภาคใต้ และกลุ่มส.ส.อีสาน ภายใต้การนำของ”เอกราช ช่างเหลา” หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นัดเคลียร์ใจกับ บิ๊กป. ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ5จังหวัด ย่านสามเสน จนเป็นที่เข้าใจ ก่อนนำมาแถลงยุติการเคลื่อนไหว โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว แต่ได้มีการตกปากรับคำให้มีรัฐมนตรีมาผู้ดูแล และจะได้เก้าอี้เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และประธานกรรมาธิการ ไปปลอบใจแทน

ความจริงเบื้องหน้าเบื้องหลังในการออกมาทวงตำแหน่งของส.ส.กลุ่มด้ามขวานหรือกลุ่มส.ส.ภาคใต้นั้น มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมสัมมนา ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2562 โรงแรม เดอะ ซายน์ พัทยาเหนือ จังหวัดชลบุรี โดย ครั้งนั้น มีส.ส.ใต้ร่วมเซ็นชื่อ กัน 10 คน ส่วนอีก 3 คน ซึ่งเป็นส.ส.ในพื้นที่ 3จังหวัดภาคใต้ไม่ได้เซ็นชื่อด้วย เพราะมองว่าคนละกลุ่มกัน

ทั้งนี้เหตุที่กลุ่ม 10 ส.ส.ชิงเคลื่อนไหวในครั้งนั้น เพราะประเมินกันว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ได้แต่งตั้ง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หรือ บิ๊กเจี๊ยบอดีตสนช. เพื่อนร่วมรุ่นตท.12ของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นคีย์เเมนสำคัญในการดูเเลการเลือกตั้งภาคใต้ จนชนะเลือกตั้ง13 เขต ที่ทางกลุ่มส.ส.ใต้ต้องการผลักดันให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เป็น สว.นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กลุ่มส.ส.ภาคใต้ของพวกเขาจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี

ครั้นเมื่อ พล.อ.อกนิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวชูโรง ถูกแต่งตั้ง เป็นส.ว.ไปแล้ว ทางกลุ่มส.ส.ใต้ไม่มีทางเลือก จึงหันมาชู พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) อดีตสส.สงขลา และเพื่อนร่วมรุ่นตม.12 พล.อ.ประยุทธ์ อีกคน ซึ่งเป็นผู้มีบทบาท รองลงมาจาก พล.อ.อกนิษฐ์ ในการทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งในภาคใต้ เป็นรัฐมนตรีแทน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้มีการยื่นหนังสือผ่านไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยมีการประสานให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเคลียร์และรับหนังสือไป

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ส.ใต้ดังกล่าวนั้น ไม่เป็นผล เพราะทางแกนนำพรรคพลังประชารัฐมองว่า ได้มีการตอบแทนกันไปหมดแล้ว นั้นคือแกนนำคนสำคัญทั้งในที่ลับและที่ได้มีการเปิดเผยตัว ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะได้ส.ส.ทางภาคใต้ ถึง 13 คน นั้น ได้รับการแต่งตั้งเป็นส.ว.ถึง 8 คนแล้ว ซึ่งประกอบด้วย 1.พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช.เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ประยุทธ์ 2.พล.ต.กลชัย สุวรณบูรณ์ อดีตสมาชิกสนช. อดีตส.ว.ชุมพร และเพื่อนร่วมรุ่น12ของ พล.อ.ประยุทธ์ 3.พล.อ.บุญธรรม โอริส อดีตสปท. 4.พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาค 4

5.นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต) 6 .นายอับดุลฮาริม มินซาร์ อดีตสปท.7.นายอนุมัติ อาหมัด สนช. และ 8.นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ อดีตประธานกกต.นครศรีธรรมราช ส่วน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ปฏิเสธไม่ขอเป็นส.ว.เนื่องจากต้องการลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

ทั้งหมดจึงไร้น้ำหนักในการต่อรอง งานนี้ว่ากันตามจริง คนที่เดินเกมพลาด คือ”พล.อ.อกนิษฐ์” ที่ได้ส่งรายชื่อคีย์แมนสำคัญ ที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งไปให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งเป็นส.ว.กันหมด จึงทำให้กลุ่มส.ส.ใต้อดเป็นรัฐมนตรีกัน

โฉมหน้าขุนพลเศรษฐกิจบิ๊กตู่สมัย2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/592072

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 21:02 น.

โฉมหน้าขุนพลเศรษฐกิจบิ๊กตู่สมัย2

เปิดตัวขุนพลทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลบิ๊กตู่สมัย2ใครเป็นใคร จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยขนาดไหนอีกไม่นานรู้กัน

หัวใจสำคัญของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาคือคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ครม.เศรษฐกิจ เพราะถือเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้มีผลในทางปฏิบัติ เพื่อทำให้ประชาชนได้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น ซึ่งความกินดีอยู่ดีดังกล่าวนั้น ผู้คนโดยทั่วไปใช้เป็นมาตรฐานวัดว่ารัฐบาลนี้บริหารประเทศสอบผ่านหรือไม่ผ่าน

ดังนั้นการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้กติการเลือกตั้ง ในครั้งนี้นั้น ย่อมเป็นความหวังของผู้คน ที่กำลังรอคอยให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ที่นับวันจะมีความรุนแรง ขึ้นให้ประสบผลสำเร็จโดยเร็ว

สำหรับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นดรีมทีม ในการที่จะมาสร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชนในครั้งนี้ จะผสมผสานกันใน 3 พรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีในด้านเศรษฐกิจนั้น ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เป็นอดีตรมว.อุตสาหกรรม สมัยที่ผ่านมา

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายอนุชา นาคาศัย รมช.คลัง ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็น เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชาย นายเนวิน ชิดชอบ และเป็นอดีตประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) ในรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐรมช.คมนาคม ส.ส.นครราชสีมา เป็นบุตร นายวิรัช รัตนเศรษฐ และนางทัศนียา รัตนเศรษฐ นักการเมืองจังหวัดนครราชสีมา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ “จุรินทร์”เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิ รมช.พาณิชย์ และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน 1 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชวน 2 และรมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ หรือกำนันป้อหรืออีกฉายา “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” ประธานบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้สอบตก ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอดีตรมว.แรงงาน ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อดีตเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ถือเป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่ง

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นส.ส.สุพรรณบุรี เคยดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.ในหลายกระทรวง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นอดีตรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลบิ๊กตู่ในช่วงที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.พลังงาน เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ อดีตเป็นรองนายกรัฐมนตรี รมว.คมนาคม รมว.อุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร และอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด ( มหาชน) หรือ ปั้มพีที สามีของนางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิกของพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

ดรีมทีมเศรษฐกิจของครม.ชุดผสม3พรรคนี้ จะเป็นความหวังที่จะทำให้ประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศได้หรือไม่ อีกไม่นานได้รู้กัน

ศึกชิงเก้าอี้รมว.พลังงาน’สามมิตร-บิ๊กตู่’เจ็บทั้งคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/593800

  • วันที่ 02 ก.ค. 2562 เวลา 19:52 น.

ศึกชิงเก้าอี้รมว.พลังงาน'สามมิตร-บิ๊กตู่'เจ็บทั้งคู่

จบไปแบบดราม่าศึกชิงเก้าอี้กระทรวงพลังงาน”กลุ่มสามมิตร”วัดใจ”บิ๊กตู่”รอเช็กบิลกันช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แม้ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มสามมิตร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะได้ร่วมแถลงกันแถลงยุติศึกทวงเก้าอี้รัฐมนตรีและศึกภายในพรรคพลังประชารัฐ โดยมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว

“การแถลงวันนี้ แค่อยากชี้ให้เห็นว่า กลุ่มสามมิตร จะไม่สร้างปัญหาให้นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคงทราบข้อมูลแล้ว เราเลยมาตกลงกันเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสบายใจ และไปทำงานเพื่อประเทศชาติ ใครจะอยู่ตรงไหนยังไง เรามอบอำนาจเด็ดขาดให้นายกฯตัดสินใจ”นายสุริยะ ระบุ

ทว่าบาดแผลที่กลุ่มสามมิตรออกดับเครื่องชนของกลุ่มสามมิตร เพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีและประกาศขับไล่”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์”พ้นเลขาธิการพรรค นั้น ย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของครม.ชุดใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ทรุดต่ำลงไปอีก จากเดิมที่ภาพพจน์ไม่ค่อยจะสวยหรูเท่าใดนัก

ทั้งนี้เพราะกว่าจะโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พล.อ.ประยุทธ์ น่วมไปพอสมควร เนื่องจากถูกถล่มทั้งเรื่อง คุณสมบัติ การสืบทอดอำนาจ และการใช้อำนาจผ่านทั้งองค์กรอิสระ กลไกอำนาจรัฐเอาเปรียบฝ่ายตรงกันข้ามในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงการลากตั้งส.ว.250 คน ตลอดไปจนถึงการตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำด้วยความทุกลักทุเล

อย่างไรก็ตามในทางการเมืองนั้น มองว่า การประกาศสงบศึกของกลุ่มสามมิตรนั้น ก็น่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราว เพื่อวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า จะพิจารณาจัดสรรตำแหน่งให้กับกลุ่มสามมิตร ตามข้อเรียกร้องหรือไม่ คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ต้องเป็นรมว.พลังงาน ถ้าไม่ได้ทุกอย่าง ก็พร้อม”ระเบิด” ออกมาในจังหวะที่เหมาะสม ในโอกาสที่จะเอื้ออำนวยให้กลุ่มสามมิตรกระทำการได้เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในทางกลับกัน หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยอมให้ “สุริยะ”นั่งรมว.พลังงาน เท่ากับว่า ยอมทำตามการต่อรองของกลุ่มสามมิตร ก็จะทำให้”บิ๊กตู่”เสียรังวัด โดยเฉพาะจุดแข็งของบิ๊กตู่ที่มีภาพลักษณ์เป็นคนที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จะถูกทำลายลง บิ๊กตู่จะเสียอำนาจการปกครองในพรรคพลังประชารัฐ เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโผเก้าอี้รัฐมนตรีได้เลย และต่อไปในอานาคต แต่ละกลุ่มก็จะต่อรองเอาเป็นแบบอย่างได้

ขณะเดียวกันหากหวย รมว.พลังงาน ไปออกที่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์”เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตามที่”บิ๊กตู่”ผลักดันก็จะทำให้”สนธิรัตน์”ผิดคำพูดที่ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มสามมิตร

ฉะนั้นงานนี้ไม่ว่าจะออกทางไหน”บิ๊กตู่”มีแต่เสียกับเสีย เพราะภาพลักษณ์ของการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ถูกมองว่าที่ล่าช้า เพราะมีการต่อรองเก้าอี้กันในพรรคพลังประชารัฐซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ส่วนกลุ่มสามมิตรก็จะกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกมองว่าชอบต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบที่เป็นผลลบต่อความศรัทธาของรัฐบาลบิ๊กตู่และพรรคพลังประชารัฐ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การออกมาขู่ของกลุ่มสามมิตร ยังได้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นไร้เสถียรภาพมาก อาจล่มได้ทุกเวลา เพราะลำพัง แค่ศึกภายในกันเอง พรรคเดียวกันเอง ยังคุยกันได้ยากขนาดนี้ แต่หากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะขนาดไหน และทั้งหมดนี้คือสภาพของรัฐบาลบิ๊กตู่สมัย 2 ที่ดูเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ส่วนจะอยู่ได้นานขนาดไหนต้องตามกันไม่กระพริบ

เชื้อความรุนแรงกัดกร่อนรัฐบาล” บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/593589

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2562 เวลา 18:40 น.

เชื้อความรุนแรงกัดกร่อนรัฐบาล" บิ๊กตู่"

หากปล่อยให้เพาะเชื้อความรุนแรงขยายตัวย่อมทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้น

*********

โดย อสนีบาต

“ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่น่าเป็นครั้งสุดท้าย”

ต่อเหตุการณ์ เมื่อวันที่28 มิ.ย.62 กลุ่มคนปริศนาจำนวน 4 คน รุมทำร้าย “สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” หรือ“จ่านิว” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.62 ห่างกันเกือบครบเดือนจากเหตุการณ์ล่าสุด “สรวิญช์” ถูกกลุ่มคนร้ายประมาณ 5 คน ขี่มอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อคเข้ารุมทำร้ายที่ป้ายรถเมล์แถวถ.รัชดาภิเษก

จำนวนคน พฤติการณ์เข้าทำร้ายมีจำนวนใกล้เคียงเสียเหลือเกิน เพียงแต่ครั้งล่าสุด ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บหนักกว่าครั้งแรกถึงขั้นรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ออกปากว่า ” นี่ต้องการทำร้ายถึงกับให้พิการหรือปางตายกันเลยทีเดียว”

ย้อนกลับไปสมัยคสช.เรืองอำนาจ “จ่านิว” เคยถูกกลุ่มทหารอุ้มข้ามกำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

เดชะบุญกล้องวงจรปิดทำงานจึงกลายเป็นข่าวทันที ข้อมูลจาก”โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ระบุ

กรณีที่เกิดขึ้นกับ “จ่านิว” ครั้งล่าสุด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะนายกรัฐมนตรีสมัยสองสั่งการ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เรียกประชุมด่วนเร่งคลี่คลายหากลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดี

ถือเป็นความกระตือรือร้นของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่อการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องประชาชนที่อยู่ในบ้านเมืองอย่างยิ่งนัก

ถึงขนาด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและรมว.กลาโหมสื่อสารผ่านโฆษกกระทรวงกลาโหมให้ออกมาประกาศนโยบายด้านความมั่นคง “การใช้ความรุนแรงทางสังคมจะปล่อยให้เกิดขึ้นกับใครไม่ได้เด็ดขาด”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ“จ่านิว” ครั้งนี้ รัฐบาล”บิ๊กตู่” ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

ช่างไม่เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. และคงไม่ต้องกล่าวถึงเหตุการณ์“จ่านิว” โดนนายทหารอุ้ม ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ก่อนครั้งนี้ เรื่องราวเงียบหายเข้ากลีบเมฆ

ท่ามกลางคำถามตามมา จะต้องปล่อยให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผบ.ตร.จึงเครื่องร้อนสั่งประชุมคลี่คลายคดีโดยเร็ว (ถ้าเบื้องบนไม่สั่งมาก็อยู่นิ่งๆไปอย่างนั้น)

หรือเป็นมาตรฐานของผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในการติดตามดำเนินคดีไปแล้ว กล่าวคือ

-หากการถูกทำร้ายไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก ยังไม่ต้องกระวีกระวาดติดตามดำเนินคดี โดยมองแค่ว่า เป็นปัญหาส่วนตัวบ้าง ทะเลาะวิวาทตามปกติบ้าง ปรับแค่ 500 บาทแล้วจบไป เป็นต้น

-เพราะเป็นเพียงแค่ผู้เห็นต่างยืนฝั่งตรงข้ามรัฐบาล แค่ชายตามองเท่านั้น

หรือเป็นมาตรฐานของผู้อยู่ในอำนาจทางการเมืองทีว่าหาก”จ่านิว” ยืนอยู่ฟากรัฐบาลเกิดโดนทำร้าย ก็อาจได้รับการปฏิบัติ ด้วยการติดตามจับกุมอย่างรวดเร็ว???

ไม่ว่าจะเป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาล หรือแม้แต่ประชาชนตาดำๆ ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เจ้าหน้าที่ดูแลบ้านเมืองไม่ควรปล่อยผ่านมองว่าธุระไม่ใช่มิใช่หรือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพรัฐบาลคสช. ตลอดห้าปีซึ่งประกาศนโยบายแรกๆ ในการเข้ามาสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ก็ดูจะไม่ได้ผลนัก

เพราะในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นอกจากถูกดำเนินคดี  ก็ยังมีเหตุการณ์ลอบทำร้าย พร้อมกับการหายตัวอย่างเป็นปริศนา

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ”โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานีหรือกรณี“สุุรชัย แซ่ด่าน” ไม่อาจทราบชะตากรรม แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงกลุ่มคนในรัฐบาลในทางไม่สู้ดี

จริงอยู่ยังไม่ปรากฎหลักฐานยืนยันชัดรัฐบาลคสช.ทำให้บุคคลเหล่านี้หายสาบสูญแต่ความเป็นรัฐบาลมิอาจปฏิเสธที่จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีต่อสาธารณะชน

ดีกว่าปล่อยผ่านเหมือนเช่นกรณี“จ่านิว”ถูกทำร้ายรอบสอง  ทำให้สังคมมองภาพการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย่ในยุคพล.อ.ประยุทธ์ เรืองอำนาจต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน

สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ถึงขั้นต้องทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันนักเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเดียวกัน

ฟากการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบทางการเมืองย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือต่อผลที่กำลังตามมา

เพราะทันทีที่นักเคลื่อนไหวรายหนึ่งรายใดถูกทำร้ายร่างกายย่อมเข้าทางฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวโจมตี

นักการเมืองฝ่ายไม่สนับสนุนรัฐบาล องค์การสิทธิมนุษยชนสากลพร้อมกระโดดจับประเด็น “จ่านิว” นำมาสร้างประโยชน์ให้ตนเอง รุมขย้ำใส่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการดูแลพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สิน

“เป็นเรื่องที่รับรู้กันอยู่แล้ว ทางการเมืองจะต้องออกมาสูตรนี้” รัฐบาลควรกลับมาทบทวนสิ่งที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้างมิใช่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายเห็นต่างรุมถล่ม

รัฐบาล “บิ๊กตู่”ต้องคำนึง ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม แต่เขาคือประชาชนคนไทย

การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยหากปล่อยให้บ่มเพาะเชื้อความรุนแรงขยายตัวออกไปยิ่งทำให้รัฐบาล”บิ๊กตู่” ทำงานยากขึ้น

โดยเฉพาะกับถ้อยแถลงหลังรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯนายกรัฐมนตรีสมัยสอง”ต้องการสร้างสรรค์สังคมให้มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์…”

…จะทำสำเร็จหรือไม่…  

ยิ่งตั้งรัฐบาลช้า..ยิ่งดีกับบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/593398

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2562 เวลา 21:09 น.

ยิ่งตั้งรัฐบาลช้า..ยิ่งดีกับบิ๊กตู่

ช้าๆได้พร้าเล่มงาม”บิ๊กตู่”ไม่เร่งตั้งรัฐบาล วางเกมดึง”อำนาจ-ม.44″อยู่ในมือให้นานที่สุด

การตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัย 2 ถึงนาทีนี้ ก็ยังไม่เสร็จสิ้น ท่ามกลางการรอคอยของภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ที่อยากเห็นหน้าตารัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะได้สร้างความมั่นใจและการวางแผนการลงทุนในอนาคตเสียที ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.2562 จวบจนถึงปัจุบัน วันที่ 27 มิ.ย.2562 รวม 3 เดือน 3 วัน เข้าไปแล้ว

ทั้งนี้มีหลายฝ่ายสงสัยทำไม จนถึงขณะนี้ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ถึงยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่11 มิ.ย. ที่ผ่านมา และโผการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็นิ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่รีบร้อน ที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้จบ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีทั้ง35 คน และยืนยันว่า กลางเดือนหน้าจะได้รัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งหากพิเคราะห์คำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว คำว่า”กลางเดือนหน้าจะได้รัฐบาลนั้น”น่าจะยังไม่รวมถึงขั้นตอนการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง คืออย่างน้อยอีก 15 วัน ถึงจะทำให้รัฐบาลใหม่สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์

หากว่ากันตามข้อเท็จจริง การจัดตั้งรัฐบาลในอดีตนั้น เมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรี แล้ว จะมีการเร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและรีบแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็วที่สุด ไม่มีการปล่อยให้คาราคาซังเหมือนอย่างในปัจจุบัน เพราะถ้าหากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะทำให้เกิดปัญหากับรัฐบาลได้ ยิ่งเป็นรัฐบาลผสม จะมีการเคลื่อนไหวแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีกันในแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงแรงกดดันจากภาคเอกชนต่างๆ เพราะจะทำให้กระทบกับการลงทุน ซึ่งดีไม่ดีอาจทำให้รัฐบาลล่มได้

ทว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งรีบจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เพราะยิ่งตั้งรัฐบาลช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ มากเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ชุดที่มาจากการยึดอำนาจ นั้น ยังมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการณ์เหมือนอย่างในอดีต และที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถใช้มาตรา 44 ได้ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับหน้าที่

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการตั้งรัฐบาล เพราะการอยู่ในรัฐบาลชุดเดิม ย่อมมีอำนาจมากกว่า จะอนุมัติงบประมาณโครงการบิ๊กๆอะไรก็ทำได้ เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลมาคัดค้านหรือแบ่งเค้ก เหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งกำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลกันอยู่ เนื่องจากต้องแบ่งกระทรวงความรับผิดชอบไปให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆไปบริหารจัดการการแทน ซึ่งกว่าจะผ่านแต่ละเรื่อง แต่ละโครงการต้องออกแรงชี้แจงกันจนเหงื่อตก หรืออาจจะถูกตีตกไปเลยก็เป็นได้

นอกจากนี้การมี มาตรา44 อยู่ในมือเสมือนเป็นดาบวิเศษ ย่อมทำให้อำนาจไม่ลดลง อีกทั้งการยังอยู่ในรัฐบาลชุดเดิม ก็จะปลอดภัยจากการถูกตรวจสอบในสภา เพราะไม่จำเป็นต้องไปตอบกระทู้ถามสด หรือญัติในสภา ซึ่งฝ่ายค้านจองกฐินกันอยู่ในเวลานี้ รวมถึงยังจะได้อานิสงส์ในเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีไปในตัวด้วย เนื่องจากผู้ที่เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรี จะถูกตรวจสอบดิสเครดิต จากบุคคลภายในและภายนอก รวมถึงการยื่นให้องค์กรอิสระวินิจฉัย อย่างกรณีว่าที่ 4 รัฐมนตรี ที่ถือหุ้นสื่อ หากมีปัญหาก็อาจต้องปรับเปลี่ยนก่อนเป็นรัฐมนตรี โฉมหน้าครม.จะได้หมดจดไม่ตกเป็นครม.เต้าหู้ยี้

ฉะนั้นการปล่อยให้ล่าช้าไม่เร่งตั้งรัฐบาล “บิ๊กตู่”มีแต่ได้กับได้ แต่หากตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จเมื่อใดอำนาจ”บิ๊กตู่”จะลดลงทันที ไม่มีมาตรา 44 มาคุ้มกัน ถึงเวลานั้น”บิ๊กตู่”จะต้องถูกตรวจสอบเต็มที่ ส่วนจะอดทนอดกลั้นได้แค่ไหน อีกไม่นานรู้กัน