“ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู” ส.ศิวรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673

"ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู" ส.ศิวรักษ์

เรื่อง….อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ….พรพรหม สาตราภัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย

หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อต้านคือ รอยมลทินจากข้อครหาหลายประการ ตั้งแต่คดีครอบครองรถหรู การรับรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสดหนัก 1 ตันจากวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะการปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ให้ต้องปาราชิก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2535 โดยเฉพาะมาตรา 7 ใจความสำคัญระบุว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง วรรคสอง เมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบตามมติของ มส. ให้เสนอสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสชั้นรองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

ข้อเท็จจริงอยู่ตรงที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปัจจุบันมีอายุย่าง 89 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2538 ถือว่าอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ที่สำคัญยังดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  

นั่นหมายความว่า “สมเด็จช่วง” คือผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” นักคิด นักเขียน และปัญญาชนคนสำคัญ จะมาวิเคราะห์ถึงปมปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อันสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของวงการพุทธศาสนาเมืองไทย

มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ต่อต้านสมเด็จช่วงไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช เพราะธรรมกาย

ถ้าสมเด็จช่วงได้ขึ้นเป็นพระสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู คุณไปดูได้ การเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาที่ผ่านมา สายธรรมกายขึ้นตรงเลย วัดธรรมกายตอนนี้มีสาขาเกือบทั่วโลก มีการตั้งสมณศักดิ์ในต่างประเทศเยอะแยะไปหมด ธรรมกายทั้งนั้น และวัดธรรมกายมาจากวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงก็เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ธัมมชโย แกปกป้องพระธรรมกายมาตลอด ธรรมกายมีเงินและอำนาจมากมายมหาศาลที่จะซื้อกรรมการมหาเถรสมาคมได้แทบทั้งหมด

ผมเคยเขียนหนังสืออกมาเล่มหนึ่งซึ่งเจ้าคุณประยุทธ์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม)  ชี้ให้เห็นเลยว่า ธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป หมายความว่าไม่ได้สอนตามพระพุทธเจ้า แต่สอนให้ต่อต้านพระพุทธเจ้า สิ่งที่ธรรมกายสอนตรงข้ามกับพระพุทธเจ้าสอนทั้งหมด พระพุทธเจ้าสอนให้คนละความโลภ โกรธ หลง ธรรมกายเขาสอนให้เพิ่มความโลภ เอาเงินถวายมากๆเป็นของดี จะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้เห็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมันโกหกตอแหลทั้งนั้น  ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เห็นพระพุทธเจ้า เพ่งลูกแก้วแล้วได้นั่นได้นี่

เวลานี้มันนับถือศาสนาใหม่กันหมด ศาสนาทุนนิยม ศาสนาบริโภคนิยม คนก็มาทางนี้เยอะ แม้กระทั่งพวกที่ไม่ได้อยู่ในธรรมกาย วัดต่างๆสอนให้คนนับถือชูชก ชูชกเป็นตัวเลวร้ายในพระเวสสันดรชาดกเลย เขาบอกไอ้นี่ขอเก่ง บางวัดหล่อองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่เลย บนบานแล้วได้ บางวัดหล่อเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นคำสอนที่ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า ฝ่ายต้านเลยกลัวว่าถ้าสมเด็จช่วงขึ้น โอกาสที่จะพังก็เร็วขึ้น

นี่คือเหตุผลที่พุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) ออกมาต่อต้าน

มองสมเด็จช่วงอย่างไร

พูดตรงไปตรงมา สมเด็จช่วงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ ท่านเป็นคนน่ารัก ไอ้มลทินนี่เคยมีเรื่องอื้อฉาวสมัยก่อน พวกในคณะสงฆ์เขาปิดกันเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วแกก็เปิดเผยว่าธัมมชโยเป็นลูกศิษย์แก เคยบวชให้ก็ต้องสนับสนุน นี่แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่งแกก็ naive (ไร้เดียงสา) ไม่เห็นโทษของธรรมกาย เห็นไหมตอนออกมาบิณฑบาตเดินบนดอกไม้ ยังบอกนุ่มตีนดี (หัวเราะ) ถ้าเทียบเรื่องมลทินแกก็ไม่เลวร้ายไปกว่าสมเด็จองค์อื่นๆหรอก

ข้อสำคัญคือ ฝ่ายมหานิกายเขาต่อสู้ว่าถ้าไม่ได้แกก็กลัวฝ่ายธรรมยุติกนิกายจะมา เพราะฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราชนานเต็มทีแล้ว ตั้งแต่วัดราชบพิธ วัดมกุฎ วัดบวร มหานิกายเป็นประเดี๋ยวเดียวเอง อย่างสมเด็จเกี่ยวเป็นสังฆราชแป๊บเดียวก็ตาย ทีนี้เลยอยากให้มหานิกายขึ้นบ้าง มันเป็นเรื่องแบ่งพวกกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร

ว่ากันว่าสมเด็จช่วงมีพาวเวอร์มากในมหาเถรสมาคม

ธรรมดา ก็ท่านเป็นประธานนี่ครับ พระเขาก็กลัว จะเอาเงินของพวกธรรมกายมาทำอะไรก็ได้ สามารถซื้อใครก็ได้

แต่ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2505 สมเด็จช่วงมีสิทธิอันชอบธรรมโดยสมณศักดิ์

ก็ต้องเป็นไปตามนั้น วิษณุ(เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี)เขาก็ออกมาพูดแล้วว่าคสช.ไม่ขัด คนที่ยับยั้งได้คือนายกรัฐมนตรี แต่คงไม่กล้า สุดท้ายก็คงเป็นสมเด็จช่วงนั่นแหละ

แต่ถ้าถามความเห็นผม ไม่ควรจะให้เป็นเลยสมเด็จช่วงเนี่ย (หัวเราะ)

เป็นไปได้ไหมว่าอาจเว้นวรรคการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช แล้วไปแก้กฎหมายสงฆ์ก่อน

เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มหาเถรสมาคมไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ ประยุทธ์ก็ไม่กล้าแตะต้องเรื่องนี้ เมืองไทยมันเต็มไปด้วยคนแหยทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าเลยสักคน การแก้กฎหมายนี่มันต้องใช้ความกล้า

ยกตัวอย่าง สฤษฎ์ (จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะการก่อตั้งมหาเถรสมาคมให้สงฆ์ปกครองกันเอง) เขาเป็นเผด็จการ เขายุบพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ทิ้งเลย แล้วเอาฉบับใหม่มาใช้ เพราะเขาเด็ดขาด เป็นเผด็จการที่มีความกล้า แต่ประยุทธ์เป็นเผด็จการที่แหย มันผิดกัน

อีกอย่างคณะรัฐมนตรีนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องคณะสงฆ์ ขณะที่สฤษฎ์เข้าใจเพราะมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นมันสมอง หลวงวิจิตรวาทการแกเป็นคนร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 แต่ดันกะล่อนเปลี่ยนมาเข้าพวกกับฝ่ายสฤษฎ์เลยยุบทิ้ง หลวงวิจิตรวาทการแกรู้เรื่องพระดี แกจบเปรียญ 5 ประโยค เปรียญ 6 ประโยค รัฐบาลนี้ไม่มีใครรู้เรื่องพระ

สมณศักดิ์ต่างๆจำเป็นแค่ไหน

เดิมทีสมัยก่อนเมื่อสิ้นสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคมจะปรึกษาหารือคัดเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุด ใครบวชพรรษาสูงสุดคนนั้นได้เป็นสังฆราช ต่อมาเบื่อก็เลยให้คนที่ได้สมณศักดิ์ก่อนใครขึ้นเป็นสังฆราชโดย Automatic เลย ไม่สนใจเรื่องพฤติกรรม

ผมเคยพูดกับอาจารย์ปรีดี (พนมยงค์ หนึ่งในคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484)ว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์ ขุน หลวง พระ พระยา เลิกหมดเลย แต่ดันไม่เลิกสมณศักดิ์ของพระ ตรงนี้ถือว่าผิดพลาด ไอ้สมณศักดิ์นี่มันทำให้พระเป็นศักดินา สมณศักดิ์เป็นสิ่งที่ต้องยกเลิก

มหาเถรสมาคมนี่ก็ต้องยุบทิ้ง ยกตัวอย่างกรณีลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าธัมมชโยต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมกลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่น เมื่อคราว กิตฺติวุฒฺโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน คราวนั้นมหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง

กรณีธัมมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม

 ถ้าไม่มีมหาเถรสมาคม ไม่มีคณะปกครองโดยสงฆ์ด้วยกันเอง จะวุ่นวายไหม

ยกตัวอย่างพม่ามีพระมากกว่าเมืองไทย มีหลายนิกาย แต่ไม่มีมหาเถรสมาคม หลายอย่างพระพม่าก็แย่กว่าพระไทย หลายอย่างก็ดีกว่า พระพม่าเขาถือตามปรัมปราคติ ถือตามสายครูบาอาจารย์ พระที่ดีในเมืองไทยเหลืออยู่สายเดียวตอนนี้คือ สายอาจารย์ชา (พระโพธิญาณเถร หรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) ท่านสอนให้ลูกศิษย์เข้มงวดกวดขันในพระธรรมวินัย สูบบุหรี่ก็ไม่ได้ จับเงินจับทองก็ไม่ได้

ผมเคยส่งพระไพศาล วิสาโล (เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ) ไปอยู่ที่ลอนดอน ตอนนั้นพระสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์  อดีตเจ้าอาวาสวัดอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) เป็นสมภาร ท่านบอกว่าพระไพศาลมาก็ได้ แต่ต้องเอาลูกศิษย์มาด้วย พระเดินทางคนเดียวจับเงินจับทองไม่ได้ เข้มงวดมาก หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้

มหาเถรสมาคมจะทำอะไรได้ จับเงินจับทองกันทั้งนั้น

ที่ผ่านมา การแต่งตั้งพระสังฆราชอยู่ในความสนใจของประชาชนไหม

พูดตรงๆ ประชาชนไม่เคยสนใจเรื่องยศช้างขุนนางพระ ประชาชนเขาสนใจแต่พระข้างบ้านเขา เขาไม่สนใจพวกพระยศถาบรรดาศักดิ์ ยศถาบรรดาศักดิ์นี่เรื่องในวังทั้งนั้น มีคนพูดว่าศาสนากับพระมหามหากษัตริย์ต้องไปด้วยกัน ผมว่าเลอะ มันต้องแยกจากกัน

ยกตัวอย่างสวนโมกข์เก่าที่ท่านพุทธทาสเคยอยู่ เป็นวัดที่ติดกับหมู่บ้านมุสลิม มีเรื่องสมภารนอนกกผู้หญิง รุ่งเช้าชาวบ้านเอากางเกงไปถวายให้สึกเลย เพราะเขาเห็นว่าพระต้องบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ใครก็ได้ หัวเมืองทางภาคอีสานนี่เยอะเลย สร้างวัดกันเยอะ แต่ไม่มีพระ ทำยังไงรู้ไหม เอาตาแก่อย่างผมมาบวช บางทียังอยู่กับเมียอยู่เลย ตกเย็นกินเหล้า เขาต้องการแค่คนมาทำบุญ ทำพิธีบังสุกุล เพราะเชื่อในรูปแบบ แต่ไม่เข้าใจสาระที่แท้จริงของศาสนาพุทธ

นายกฯมีอำนาจเข้ามาจัดการเรื่องนี้ไหม

ผมบอกคุณแล้ว ประยุทธ์เป็นคนแหย ตอนเกิดเรื่องธรรมกาย ทีแรกก็ทำท่าเข้มแข็ง ตั้งคณะกรรมการ เอา มโน(นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) มาด้วย มโนเคยเป็นเบอร์สามของธรรมกาย เขารู้ความชั่วร้ายสารพัด แต่ผ่านไปได้สักพักเดียวก็แหย เลิก อาจเป็นเพราะธรรมกายมีเงิน มีอำนาจเยอะ เขาก็คงกลัว ไม่กล้าสู้

มโนเขารู้เรื่องเยอะ สามารถทำให้ธรรมกายพังได้ไม่ยาก เพราะหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตมาแล้วว่าธัมมชโยเป็นปาราชิก หมดความเป็นพระแล้ว ชัดเจน สอง คดีมันขึ้นไปถึงอัยการเตรียมสั่งฟ้องแล้ว แต่ภายหลังสั่งให้ถอนฟ้อง ทังที่มันผิดกฎหมาย แค่ทำตามรูปแบบธรรมกายก็พังแล้ว แต่ก็ไม่ทำ

อย่าลืมว่าประยุทธ์เขาเป็นเผด็จการ เผด็จการมีทั้งข้อดีข้อเสีย อาจารย์พุทธทาสเคยพูดว่า ‘เผด็จการโดยธรรม’ หมายถึงถ้าคุณกล้าตัดสินใจก็สั่งได้ทันทีเลย ความดีของเผด็จการมันอยู่ตรงนี้ คุณใช้อำนาจส่วนตัวสามารถทำให้ดีได้ แต่ส่วนมากมันเสียเพราะตรวจสอบไม่ได้

มีอะไรอยากฝากไปยังมหาเถรสมาคมไหม

มหาเถรสมาคมตอนนี้มันเหมือนไม้หลักปักขี้ควาย พูดกับมันไม่รู้เรื่อง แต่ละองค์ใหญ่ทั้งนั้น ยศ ช้าง ขุนนาง พระ มันหลง แถมเงินก็เยอะ

ถ้ารัฐบาลเก่งจริงก็ให้พระพวกนี้เปิดบัญชีทรัพย์สินให้หมดสิครับว่ามีเงินมากขนาดไหน และคนทำบุญกับพระก็เอาไปลดหย่อนภาษีได้ เท่านี้ก็สุุดยอดแล้ว คุณรู้รึเปล่าเงินเดือนพระเงินเดือนเท่าไหร่ เจ้าคุณได้เดือนละกี่หมื่น เมื่อก่อนถวายเงินพระกันเป็นของเล่นเลย 5 บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้เป็นหมื่นๆ คนชิบหายก็เพราะพระพวกนี้ไม่น้อย เรื่องพวกนี้ควรจะเลิก เลิกแล้วพระไม่อดตายหรอก

พระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ สมัยเป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ท่านเคยประกาศว่าทุกวัดต้องตรวจสอบบัญชีได้หมด พระมีค่าตัวบาทเดียว โกงเงินเขาบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระแล้ว ตอนหลังมีการรวมฝั่งพระนครเข้ากับฝั่งธนบุรี พวกพระฝ่ายพระนครก็กลัว สุดท้ายเลยเล่นงานจนท่านจะหลุดจากตำแหน่ง

ฝ่ายต่อต้านประกาศว่าถ้าตั้งสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช จะเดินขบวนปิดกรุงเทพฯ

พวกนี้คุยโม้ ทำไม่ได้หรอก แต่ถ้ารวมตัวกันนี่ทำได้นะ ยกตัวอย่างสมัยก่อน พระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) เป็นพระภิกษุจากภาคอีสาน ตอนนั้นผู้คนยังรังเกียจคนอีสานที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต ท่านมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังฆมนตรีด้านการปกครองที่มีบทบาทในการส่งพระไทยไปเรียนที่พม่า ทั้งยังได้เดินทางไปยุโรปและนำแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์ให้ก้าวหน้า จึงเป็นที่ไม่พอใจของธรรมยุตและพระผู้ใหญ่บางรูปในมหานิกาย มีการร่วมมือกันต่างๆ จนนำไปสู่การใส่ร้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ท่านติดคุกอยู่ 5 ปี แต่ไม่ได้สึก นุ่งผ้าขาวแทน ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา จนต่อมาศาลตัดสินว่าท่านไม่มีความผิด จึงคืนตำแหน่งและสมณศักดิ์ให้ สุดท้ายท่านได้รับตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ รักษาการณ์สมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จพระญาณสังวรจะขึ้นมาเป็นสังฆราช

แต่สำหรับพุทธะอิสระ ผมไม่รู้ว่าเขามีน้ำยาแค่ไหน

สุดท้ายคิดว่าการแต่งตั้งสังฆราชครั้งนี้จะยืดเยื้อไหม

ไม่หรอกครับ ประยุทธ์ต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจัดการให้มันเสร็จๆไป ทิ้งไว้จะยืดเยื้อมากกว่า ผมเดานะ อาจจะผิดก็ได้

 

“แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว” สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 20:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410297

"แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว" สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด/ภาพ….วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยน่าจับตามองขึ้นทันที เมื่อหนึ่งในแคนดิเดต ผู้ท้าชิงขั้วอำนาจเก่านั้นปรากฎชื่อของ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 10 โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

ชื่อของ “บิ๊กอ๊อด” กำลังสร้างความฮือฮาให้วงการฟุตบอลไทย หลายคนมองว่า เขาคือคนที่มีภาษี มีความสามารถ มีเพาเวอร์ เเละบารมี เพียงพอที่จะพลิกหรือเปลี่ยนขั้ววงการฟุตบอลไทยได้

วันนี้หนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อโปโลขาว ปักข้อความ FAIR  อันเป็นนโยบายสำคัญในการชิงตำแหน่ง  เปิดบ้านหลังโต ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่มาของการลงสมัคร พร้อมประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า

“วันนี้วงการฟุตบอลไทย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว”

อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัครนายกสมาคมฟุตบอล

มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก อย่างแรกคือ การบริหารจัดการองค์กรภายในสมาคม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าไม่โปร่งใส ไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก แก่งแย่งชิงดี ทะเลาะเบาะแว้ง จนเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องต่างๆ รวมทั้งสูญเสียศรัทธาจากแฟนฟุตบอล

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีผู้บริหารของสมาคมฟุตบอล ไปแก้ไขข้อบังคับลักษณะการปกครอง ตามธรรมนูญ ฟีฟ่าใหม่  โดยข้อที่ 77 ระบุว่า “สมาคมและสมาชิก” ถือเป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมด ในการจัดการแข่งขันที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของสมาคม แต่กลับมีการไปตัดคำว่า “สมาชิก” ออก จนมีสมาชิกไปฟ้องร้องต่อศาล และศาลตัดสินลงโทษนายกสมาคมและเลขาธิการ แต่คดีนี้ยังไม่สิ้นสุดเนื่องจากมีการ ยื่นอุทธรณ์

เหตุผลที่สอง  หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ และความไม่เป็นธรรมของสมาคมฟุตบอลฯ ที่ไม่สามารถชี้แจงรายรายรับรายจ่ายให้กับสมาชิกได้ บอกแค่ว่าใครอยากรู้ให้ไปเปิดเว็บไซด์ดูเอาเอง ซึ่งหากมีความบริสุทธิ์ใจในการเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องชี้แจงทุกเดือนก็ได้ เพียงแค่ปีละ 2 ครั้งก็ยังดี

ตัวอย่างคือ งบดุลของสมาคมฯประจำปี 2556 มีการแจ้งรายได้จากค่าบัตรผ่านประตู ในการแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิ คัพ ปี 2012  นัดชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติไทยกับสิงคโปร์ ที่สนามศุภชลาศัย นัดนั้นมีแฟนบอลเข้าชมเต็มสนาม ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน ราคาบัตรตั้งแต่ 100 200 จนถึง 500 บาท แต่งบดุลของสมาคมฟุตบอลฯ กลับระบุรายได้จากบัตรเข้าชมไว้เพียง 46,660 บาทเท่านั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจน ถึงความผิดปกติในเรื่องเงินๆ ทองๆ

เหตุผลที่สาม การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ซึ่งได้รับการร้องทุกข์จากสโมสรสมาชิกจำนวนมาก หลายคนบอกว่าผู้บริหารสมาคมได้ใช้อำนาจของตัวเองไปบังคับให้กรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่เอนเอียง เข้าข้าง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ทีมที่เป็นพรรคพวกของตัวเองหรือทีมใกล้ชิดสนิทสนม จนนำมาสู่ความเสียหายระยะยาว

ระยะยาวยังไง

ลองไปดูเหตุแฟนบอลทะเลาะวิวาท ทำร้ายผู้ตัดสิน พวกนี้มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากความรู้สึกของแฟนบอลที่มีต่อการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินทั้งนั้น เขามองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม ขัดสายตาคนดู เชื่อเถอะว่าวันนี้แฟนบอลดูบอลเป็น ยอมรับความพ่ายแพ้ได้ หากเป็นไปเพราะจังหวะฝีมือ ไม่มีการเกกมะเหรกเกเร ส่วนใหญ่ที่ทะเลาะกันเพราะมองว่า การตัดสินของกรรมการนั้นไม่ถูกต้อง ค้านสายตาในระดับที่ยอมรับไม่ได้

ผมเห็นว่าการแทรกแซงกรรมการจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยุติธรรมมันส่งผลเสียในระยะยาว ทีมที่ได้รับการช่วยเหลือจากการตัดสินจะไม่พัฒนา ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เกม เพราะคอยจ้องแต่จะหาตัวช่วย ขณะที่สโมสรอื่นๆที่เสียเปรียบก็ไม่อยากจะพัฒนาตัวเอง ลงทุนแต่ละครั้ง 10-20 ล้าน หรือ 100 ล้าน แต่สุดท้ายมาแพ้แค่เสียงนกหวีด เรื่องนี้ในที่สุดก็ส่งผลเสียต่อทีมชาติ ขาดความน่าเชื่อถือในระดับโลก ทั้งหมดเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คนในวงการฟุตบอล ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา

อีกจุดหักเหที่ตัดสินใจเข้ามาลงสมัครครั้งนี้ ก็คือ ความวุ่นวายในเกมการแข่งขันระหว่าง สตูล ยูไนเต็ด และ ขอนแก่น ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2558 ที่แฟนบอลบางส่วนได้ยกพวกเข้าไปทำร้ายผู้ตัดสิน เนื่องจากไม่พอใจการตัดสินที่ค้านสายตา งานนั้น สุดท้ายมีตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์ ถูกสั่งย้าย ผมแปลกใจ มันเกี่ยวอะไรกัน ตำรวจห้ามไม่ได้หรอก คนเยอะขนาดนั้นจะตีกัน จริงๆ ต้นเหตุมันเกิดจากความไม่ยุติธรรมในสนามต่างหาก

ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้รับเม็ดเงินจากทางไหนบ้าง

เท่าที่ทราบสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดูแลบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด และการแข่งขันทุกทัวร์นาเมนต์ของทีมชาติไทยทั้งชายและหญิง ไปจนกระทั่งฟุตซอล การแข่งขันพวกนี้มีสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุน มีลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ค่าบัตรเข้าชม และการจำหน่ายของที่ระลึก นี่คือแห่งที่มาหรือรายรับหลักของสมาคมฟุตบอลฯ

ยอดรวมๆ ผมว่าน่าจะอยู่ในราวหลักพันล้าน แต่ยังไม่ทราบว่ากี่พันล้าน เพราะยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูทั้งหมดอย่างละเอียด

แล้วนโยบายสู้ศึกครั้งนี้ของคุณคืออะไร

หัวใจของการทำงานผม คือ “FAIR” โปร่งใส และเป็นธรรม

FAIR 1 คือ ปรับปรุงการบริหารงานของสมาคมให้เป็นองค์ธรรมมาภิบาล โปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้สมาชิกและผู้แทน มีส่วนร่วมกับการบริหารงานมากที่สุด โดยจะมีการปรับโครงสร้างสภากรรมการใหม่ ประกอบด้วยผู้แทนจากลีกภูมิภาค 6 คน โดยเลือกกันมากเองภูมิภาคละ 1 คน ผู้แทนดิวิชั่น 1 จำนวน 4 คน ผู้แทนไทยพรีเมียร์ลีก 4 คนและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารจำนวน 4 คน รูปแบบนี้เชื่อว่าการบริหารงานของสมาคมจะโปร่งใสและเป็นธรรม

ตอนนี้จะเห็นว่า ผู้สมัครกรรมการสมาคมของผมทั้ง 18 คนเป็นตัวแทนจากสโมสรทั้งนั้นไม่ได้มี นาย ก นาย ข  ที่ไปคัดมาเป็นพิเศษ เป็นตัวแทนคนของของสโมสรจริงๆ เพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนในการบริหารสมาคม รับรู้ รับทราบ รับฟัง ขณะเดียวกันก็ช่วยกันคิด ตัดสินใจ และช่วยกันรับผิดชอบ

FAIR 2 ปรับปรุงการบริหารสิทธิและประโยชน์  รายรับ รายจ่าย ของสมาคมฟุตบอลฯ โดยเปิดเผยและกระจายงบประมาณให้เพื่อนสมาชิกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

FAIR 3 ปรับโครงสร้างบริษัทจัดการแข่งขันฟุตบอลลีก ให้ทุกสโมสรในลีกนั้นได้สิทธิเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหาร ต่างจากปัจจุบันที่บริษัทไทยพรีเมียร์ลีกถูกบริหารโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ผิดกับอารยประเทศที่เจริญแล้ว ตัวอย่างเช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขาเปิดโอกาสให้ตัวแทน 20 ทีมในทุกสโมสรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ทำให้เกิดความโปร่งใส เนื่องจากทุกสโมสรจะทราบที่มาของรายได้ และเม็ดเงินที่ถูกกระจายออกไป  การมีส่วนร่วมตรงนี้เป็นพื้นฐานความแข็งแกร่งของสโมสร

FAIR 4 ทุกเกมในสนามต้อง Fair Play ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งวันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกสโมสรต้องเจอคือ การทำหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินบางกลุ่ม

FAIR 5 การพัฒนาทีมชาติไทย ต้อง FAIR กับทุกสโมสรและ FAIR กับเด็กๆ ทุกคน ต้องสร้างทีมชาติไทยขึ้นมาด้วยการวางรากฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยผมจะสร้างอะคาเดมี่ ของทีมชาติไทย เปิดโอกาสให้ทุกสโมสร ส่งนักฟุตบอลระดับเยาวชนเข้ามาพัฒนาอย่างเท่าเทียมด้วยมาตรฐานสากล โดยสมาคมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป้าหมายคือ ภายใน 5 ปี ทีมชาติไทยชุดอายุ 17 ปี และ 19 ปี จะต้องไปให้ถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ความแข็งแกร่งสมาคมฟุตบอลฯ นำไปสู่อะไร

เมื่อโครงสร้างสมาคมฟุตบอลแข็งแกร่ง มีความโปร่งใส ยุติธรรม สโมสรสมาชิกก็จะแข็งแรงตาม และยังส่งผลให้ทีมชาติแข็งแรงไปด้วย

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สโมสรเหมือนร้านตลาด เต็มไปด้วยวัตถุดิบ หมู เห็ด เป็ดไก่ ที่เราต้องช่วยกันพัฒนาให้มีคุณภาพ พร้อมให้โค้ชทีมชาติได้เลือกสรรหา เพื่อนำมาปรุงอาหารให้มีรสชาติอร่อย กลมกล่อม วัตถุดิบดีก็เหลือเพียงแต่โค้ชที่เป็นเสมือนกุ๊ก คอยจัดการปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นให้ดี แต่วันนี้สโมสรแต่ละแห่งยังไม่แข็งแรงพอ วัตถุดิบไม่ดี ต่อให้โค้ชดีแค่ไหน ทำอย่างไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นต้องเสริมสร้างสโมสรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บางคนมองว่าธุรกิจฟุตบอลดูแลยาก เงินรางวัลน้อยไม่คุ้มทุน รายได้หลักมากจากสปอร์เซอร์ หลายทีมเมื่อสปอนเซอร์หลักถอนการสนับสนุน มีการเบี้ยวค่าเหนื่อยนักเตะ ทีมแตก จนกระทั่งยุบทีม เรื่องนี้มีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

ผมตั้งใจบริหารให้สมาคมฟุตบอลมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินนั้นมาสนับสนุน อุดหนุนสโมสรสมาชิกให้มีความเข้มแข็ง

เบื้องต้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ จัดสรรงบประมาณอุดหนุนสโมสรสมาชิกอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง  โดยสร้างระบบโบนัสขึ้นมาทุกตำแหน่งในตารางมีความหมายโดยได้รับเงินรางวัล และเพิ่มงบอุดหนุนพิเศษ ตัวอย่างเช่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 1 จะได้เงินอุดหนุนค่าเดินทาง เมื่อเป็นทีมเยือนนัดละ 1 แสนบาท ส่วนดิวิชั่น 2 เมื่อเป็นทีมเยือนจะให้นัดละ 5 หมื่นบาท เป็นต้น

ได้ฟังเสียงสะท้อนจากสโมสรต่างๆบ้างไหม

ที่ได้ฟังมากที่สุดคือ เรื่องความยุติธรรม การลงโทษที่ไม่มีมาตรฐาน ความผิดรูปแบบเดียวกัน บางทีมโดน 3 ปีบ้าง 5 ปี บ้าง ไม่มีกติกาชัดเจน ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสมาคมฟุตบอล บริหารงานแบบร้านก๋วยเตี๋ยว หรือเถ้าแก่ร้านของชำ คือ ตัดสินใจคนเดียว ไอ้นี่มาซื้อของกูขาย 10 บาท ไอ้นี่ 8 บาท ไอ้นี่ลดให้เยอะหน่อยเหลือ 5 บาท น้องรักกู เอาลูกชิ้นไป 5 ลูก ถ้าเกียจ ให้มันแค่ลูกเดียวพอ แล้วแต่ความพึงพอใจ

ตอนนี้วงการฟุตบอลเติบโตจนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว งานระดับชาติ ระดับโลก การบริหารต้องเปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้า มีหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ภายใต้การบริหารของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แบบนี้ถึงจะแข่งกับโลกเขาได้ ไม่ใช่ทำแบบเดิม

มีกระแสข่าวว่า กรรมการแจกใบเหลืองใบแดงจำนวนมาก เพื่อทำยอดเป็นค่าปรับส่วนตัว

เวลาคุณขับรถฝ่าไฟแดง ถูกตำรวจเขียนใบสั่ง คุณก็ต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพัก เงินส่วนนั้นจะถูกโอนไปที่กระทรวงการคลัง และ กทม. ก่อนจะถูกหักส่วนแบ่งมาให้กับตำรวจ

แต่วงการฟุตบอลไม่ใช่อย่างนั้น ผมได้รับการร้องทุกข์จากหลายสโมสรว่า เงินค่าปรับจากใบเหลืองใบแดง ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวใครก็ไม่รู้ ตรงนี้เป็นคำถามที่สมาชิกสโมสรเขาสงสัยและเคลือบแคลง จนอดตั้งข้อสังเกตกันไม่ได้ว่า ผู้ตัดสินแจกใบเหลือง ใบแดง เพื่อทำยอดหรือเปล่า

ร้ายกว่านั้น บางครั้งเมื่อกรรมการถูกกำหนดให้ตัดสินเข้าข้างฝ่ายไหน ก็ลามไปถึงเรื่องการพนัน ทีมไหนมีโอกาสชนะก็ไปเล่นการพนันเสียเลย 

ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งจะมีนโยบายยอดเยี่ยมขนาดไหนก็มักแพ้ให้คุณวรวีร์เสมอ เพราะอะไร

เพราะกฎกติกามันถูกล็อค และไม่เปิดช่องให้คนอื่นมีโอกาสเข้าแข่งขัน กติกามันถูกวางไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม บางคนอยู่ในวงการมายาวนาน ย่อมมีความผูกพันกับสโมสรต่างๆ ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์แก่กัน จนเกิดเป็นระบบอุปถัมภ์

ใครก็รู้ว่าการเข้ามาสู่อาณาจักรฟุตบอลนั้นเป็นเรื่องยาก วันนี้ผมเสี่ยงเข้ามาก็มีหลายคนเป็นห่วง บอกคุณจะเข้ามาทำไม ไม่รู้เหรอ วงการนี้คนนอกไม่มีทางเข้ามาได้ แต่ผมคิดว่าเรากำลังนำสิ่งดีๆมานำเสนอ หากสมาชิกคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงก็ต้องร่วมมือกับผมคือเลือกผม ถ้าไม่เลือก ก็เอวัง ผมก็กลับบ้าน วันนี้อยู่ที่ว่าทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง

ครั้งนี้ผมเชื่อว่าสมาชิกที่อึดอัด เริ่มกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเอาจริง หน่วยก้านดี ความสามารถสูสี ในอดีตเขาไม่กล้า เพราะหากสมมุติคนที่เขาสนับสนุนพลาดท่าแพ้ขึ้นมา เขาจะซวย ถูกกลั่นแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ มีบางทีมเล่าให้ผมฟังว่าโดนสองใบแดง สิบใบเหลือง สองลูกโทษในเกมเดียว

มีคนบอกว่าสมยศจะกลายเป็นมาเฟียฟุตบอลคนใหม่ เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีความสนิทสนมกับคุณเนวิน

ผมลงสมัครเพราะเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่สมาคมฟุตบอลจะต้องเปลี่ยนแปลง จะได้หรือไม่อยู่ที่เสียงสนับสนุนจากสมาชิกทุกสโมสร ผมต้องแคร์ทุกๆเสียง เพราะทุกเสียงมีความหมาย

หลายคนบอกว่าผมได้รับการสนับสนุนจากคุณเนวิน ก็ใช่ เพราะเขามีหนึ่งเสียง ผมก็ต้องให้ความสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าผมสนิทกันแล้ว ผมจะไม่สนใจคนอื่น ผมต้องสนใจ เพราะทุกสโมสรมีความสำคัญและมีหนึ่งเสียงเท่ากัน นโยบายต่างๆที่พูดออกมาก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้สโมสรใดเพียงสโมสรเดียว ทุกสโมสรต่างได้รับสิทธิเสมอภาคกัน

วันนี้ใครประกาศว่าจะเลือกผม ผมจะไปหาเลย เป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่หากได้รับเลือกแล้ว ไม่ใช่ว่าผมต้องไปอยู่ใต้อาณัติใคร หรือตกอยู่ในพันธะกรณีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณเนวินหรือใครก็ตาม การทำงานของผมถือเอาความถูกต้อง โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ไม่มีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ กลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายป้ายสีกันแน่นอน

ที่สำคัญ ผมคิดว่า คุณเนวินไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากผมหรอก ที่ผ่านมา ผมอยู่ข้างนอก เขาก็ได้แชมป์มา 4 สมัยติดต่อกัน ปีนี้ก็คว้าไปอีก 5 ถ้วย คุณเนวินสนับสนุนผม เพราะอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาบอกอยากเตะฟุตบอล 11 ต่อ 11 ไม่ใช่ 11 ต่อ 14 เขาไม่เห็นต้องแคร์ผมเลย นี่คือข้อเท็จจริง

ส่วนใครบอกว่า ผมจะกลายเป็นมาเฟียกลุ่มใหม่ โธ่…ในเมื่อชาวบ้านเขาด่าว่าคนในสมาคมทำไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ผมเป็นตำรวจ ถ้าเข้ามาแล้วทำอย่างเขา ผมก็เลวยิ่งกว่าเขาน่ะสิ ทำแบบนี้ถามหน่อยว่าผมจะอยู่ได้อย่างไร

เข้าไปแล้วจะล้างบางขั้วอำนาจเก่าให้หมดไหม

ผมไม่ใช่คนบ้าที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อะไรที่ไม่ดี แน่นอนต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ใครไม่ดีต้องให้โอกาสแก้ไข พัฒนา ส่วนอะไรที่มันดีอยู่แล้ว ต้องส่งเสริม

หลายคนสงสัยว่า เปลี่ยนขั้วอำนาจแล้ว ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองจะถูกเด้งจากการเป็นโค้ชแน่ นี่ผมไม่ได้บ้านะ จะไปเด้งเขาทำไม เมื่อวันนี้ซิโก้เขาทำได้ดีอยู่แล้ว สร้างความสุขให้กับคนไทย ขืนผมไปเปลี่ยนก็เหมือนผมฆ่าตัวตาย มีแต่จะสนับสนุน ทำอย่างไรให้ทีมชาติดีกว่านี้

มีการวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้เป็นนายกสมาคมฟุตบอลขึ้นอยู่ที่ว่าคนนั้นเป็นคนของพรรคการเมืองไหน

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลครั้งนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่มีพรรคการเมืองใดๆสนับสนุน จะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสโมสรสมาชิกไม่ใช่เพราะพรรคการเมือง

มีใครใหญ่กว่าคุณวรวีร์ ที่ทำให้คะแนนเสียงหักเหได้ไหม

คราวนี้ผมว่ามันเป็นมิติใหม่ที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะผมไปไล่คุณวรวีร์ หรือมีใครไปกลั่นแกล้ง ไม่ใช่เลย แต่เป็นเพราะเขาทำตัวเอง  ใครจะไปบังคับฟีฟ่าให้ลงโทษแบนเขา 90 วันได้ ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้น วันนี้จริงๆแล้วผมว่า แฟนบอลต่างหากล่ะที่เขาไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว

แล้วทีมฟุตบอลหญิงล่ะ มีนโยบายอย่างไรบ้าง

ผมทำงานได้กับทุกคน ถ้าผมได้เป็นนายกสมาคม ผมยินดีสนับสนุนคุณแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซํา) คุมทีมฟุตบอลหญิงเต็มที่ คุณแป้งมีฝันอยากสร้างลีกฟุตบอลหญิงในประเทศ ซึ่งผมพร้อมพัฒนา ผมไม่เคยมองว่าเขาเป็นคนละขั้วกับเรา ถ้าทำดี เราจะปฎิเสธได้อย่างไร คุณแป้งเขาสร้างทีมฟุตบอลหญิงไปบอลโลกเลยนะ

ถ้าให้พูดถึงตัวเอง ในความเป็นนักบริหาร คุณเป็นประเภทไหน

ปรัชญาในการทำงานของผม ยึดถือหลักเกณฑ์ความถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เมื่อมีความยุติธรรมเหล่านี้แล้ว ความเท่าเทียม ความเสมอภาคจะมาเอง และเป็นที่มาของคำว่า Fair ไง โปร่งใส ยุติธรรม เสมอภาค และเท่าเทียม

ผมว่าคนไทยเราชอบแฟร์ๆ อยู่แล้ว อย่าเอาเปรียบ ถ้าเอาเปรียบกู เดี๋ยวกูหาทางเอาเปรียบมึงบ้าง แบบนี้มันเลยเกิดความแตกแยกในวงการฟุตบอล

 

ในฐานะผู้ท้าชิงประมุขลูกหนัง คุณเล่นบอลเป็นไหม

(หัวเราะ)  ผมเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยถอดรองเท้าเล่น เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนมาตลอด อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็เป็น เล่นตำแหน่งแบ๊คขวา แต่ตอนนี้ชอบเล่นกองหน้า

ชอบนักฟุตบอลคนไหนเป็นพิเศษ

ผมชอบนักฟุตบอลที่สร้างโอกาสให้ตัวเอง และทำสกอร์ได้ ปัจจุบันคือพวกเมสซี่ โรนัลโด้ พวกนี้นอกจากเก่งแล้ว ต้องอยู่ถูกที่ถูกเวลาด้วย ในสมัยเป็นเด็ก นักฟุตบอลไทยที่ผมชอบคือ ยรรยง ณ หนองคาย  ปรีชา กิจบุญ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ส่วนในเมืองนอก อดีตผมชอบ เอริก คันโตน่า เพราะเป็นแฟนแมนยู แต่ตอนนี้เป็นแฟนเลสเตอร์แล้ว (หัวเราะ)

ถ้าล้มเหลวจากการลงสมัคร คิดจะตั้งทีมฟุตบอลของตัวเองไหม

ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ถ้าไม่ได้รับเลือกก็กลับบ้าน ผมเป็นคนชิลๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่คนยึดติด แพ้ก็แพ้ ไม่เห็นเสียหาย บางคนบอกแพ้แล้วเสียชื่อ อับอาย ผมไม่คิดอย่างนั้น ต้องฆ่าตัวตายเสียเมื่อไหร่ เรานำเสนอสิ่งดีๆ ถ้าเขาไม่เอา ก็กลับบ้าน มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

จะบอกว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชิวิตผม มันรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว เหมือนตอนเป็น ผบ.ตร. ผมไม่ได้คิดจะเป็นเลย ช่วงเดือน ธ.ค.ปี 57 ผมวางแผนจะไปเที่ยว เวนิส ลอนดอนด้วยซ้ำ แต่ต้องยกเลิก เพราะได้เป็น ผบ.ตร. เช่นเดียวกับปีนี้ ตอนแรกตั้งใจจะไปเที่ยวอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย ชีวิตถูกวางไว้แล้วว่าจะทำอะไร แต่ทุกอย่างต้องยกเลิก เพราะลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอล ผมกำลังจะบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่ผมเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง ถ้าเลือกทำสิ่งใดแล้ว เต็มเหนี่ยว ทุ่มเท ชนิดบ้างาน ที่สำคัญเป็นคนแปลก คิดไม่เหมือนคนอื่น ถ้าทำดี ผมต่อยอด ถ้าไม่ดี เราพลิกเลย เพราะผมคิดว่าถ้าทำแล้วต้องทำให้ดีกว่าเขา คิดได้แค่เขา อย่าทำ

วันนี้ต้องถามสมาชิกฟุตบอลว่า ท่านอยากเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ไหม บ้านวันนี้ ผุพัง หลังคารั่ว สกปรกรกรุงรัง อยากจะเปลี่ยนไหม ถ้าอยาก เปิดโอกาสให้ผม ผมจะปัดกวาด เช็ดถู ปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้สะอาดและน่าอยู่จนทุกคนชื่นชอบ แต่ถ้าท่านพร้อมจะอยู่ในสังคมแบบเดิม บรรกาศแบบเดิม ก็ตามใจ ผมเป็นเพียงผู้เสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหาเท่านั้น.

 

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ “ปลดบอร์ด สสส.” แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 18:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410051

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ "ปลดบอร์ด สสส." แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ, ธนพล บางยี่ขัน

แรงกระเพื่อมก่อตัวทันทีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)งัดไม้แข็งใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 7 ตำแหน่ง ที่มาจากสัดส่วนภาคประชาสังคม

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่อาจเป็น “ยาแรง” สำหรับเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้งบไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จนอาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่จะผลักเอ็นจีโอที่เคยยืนอยู่ฝั่ง คสช.ให้กลายไปเป็นศัตรู

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปกว่านี้ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา คุณหมอเอ็นจีโอที่ออกตัวว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง สสส. และ คสช. คุมนโยบายรัฐและหนุนให้ภาคประชาสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานล่าง ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์วิเคราะห์ ปรากฏการณ์ “ผิดคิว” ที่เกิดขึ้น และแนวโน้มทางออกในอนาคต

หมอพลเดช มองว่า คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 รอบที่ 3 นี้เป็นเรื่องปกติ ต่อไปก็อาจมีรอบที่ 4 เป็นกลไกการทำงานตามปกติ เพียงแต่รอบนี้มีเรื่อง สสส. พ่วงเข้ามาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตรวจสอบแล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต แต่คำสั่งที่ออกมากลับไปมัดเป็นพวงเดียวกับกรณีอื่นที่เป็นเรื่องทุจริต

ทั้งที่กรรมการที่มีรายชื่อทั้ง 7 ท่าน ล้วนแต่เป็นคนดี ทำงานสาธารณะ เพื่อประโยชน์สังคม แล้วท่านมีมูลนิธิของท่าน บางท่านถูกตั้งหรือเป็นกรรมการอยู่ก่อนแล้ว หรือทำมานานแล้ว และด้วยผลงานเป็นที่ยอมรับทำให้ สสส.เชิญท่านมาเป็นกรรมการหรือส่งรายชื่อเข้ามาสู่กระบวนการสรรหา

…ที่น่าเสียใจคือเอารายชื่อเหล่านี้ไปปนกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามย่อมกระทบกับความรู้สึกของท่านเหล่านั้นและเสียหายทางจิตวิทยา โดนแบบนี้ก็เฮิร์ต เป็นที่น่าเสียใจ และเห็นใจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน ถ้าจะรู้สึกดีกว่านี้ควรแยกคำสั่งออกมาเป็นคนละส่วนมากกว่ามามัดรวม”​

ถามว่าคำสั่งที่ออกมาดูรุนแรงเกินไปหรือไม่ นพ.พลเดช ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า น่าเสียใจ ถ้าทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ก็จะดีกว่า แต่มันเกิดไปซะแล้ว เราต้องมาคิดว่าจากนี้ไปจะเป็นยังไง เพราะต้องยอมรับว่ากระบวนการของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ก็ทำงานตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน หากเป็นความเห็นของคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไร แต่เมื่อเป็นความเห็นหลักๆ ของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ออกมาทำนองเดียวกันว่ามีลักษณะที่น่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเป็นนายกฯ อันนี้ก็ลำบาก เพราะหน่วยงาน 3 หน่วยงานออกมาเห็นไปในทางเดียวกัน หากไม่ทำอะไรสายบังคับบัญชาก็จะรวนไปหมด เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนคนเดียว เพราะฉะนั้นน่าเห็นใจนายกฯ และ พล.อ. ไพบูลย์

“พอเห็นอย่างนี้ต้องฟันไป แต่แทนที่จะมัดพวงรวมกับกรณีทุจริต น่าจะเขียนเฉพาะกรณีนี้ หรือเขียนเวิร์ดดิ้งให้ชัดเจนว่ากรณีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต เป็นเรื่องความไม่เหมาะสม หรือประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ให้องค์กร ควรจะแยกล็อต ออกมาก็จะเบาต่อความรู้สึกเยอะ กระทบต่อความรู้สึกน้อยลง”

อีกทั้งข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นก็ยังไม่ใช่ เพราะ​คนเหล่านี้ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่ไปพิจารณาให้ทุนไปทำประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว กรณีนี้จะไปใช้เหมือนกับเรื่องประโยชน์ทับซ้อนแบบภาคธุรกิจไม่ได้

“แต่ทางสังคมเข้าใจว่าอธิบายได้ยากว่าบริสุทธิ์ใจ ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่มีปัญหา แต่เชื่อถือได้เพราะไม่มีหลักฐานที่จะไปพิสูจน์ความทุจริตคอร์รัปชั่น คุณไม่มีหลักฐานว่าเขาได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ว่าอธิบายกับสังคมลำบากมาก”​

นายกฯ เป็นคนเจรจา หาทางออกด้วยตัวเอง

นพ.พลเดช กล่าวว่า ดังนั้นจึงต้องไปปรับแก้กฎระเบียบให้รัดกุม ต่อจากนี้ไปถ้าคุณเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วมาเป็นกรรมการ สสส.​องค์กรคุณจะต้องไม่รับทุนจาก สสส. ต้องเลือกเอาอันหนึ่ง ลาออกจากที่ใดที่หนึ่ง อย่าเป็นพร้อมกันสองที่ อย่างนี้มีเหตุมีผล

“ตรงนี้มีการแก้กฎระเบียบให้รัดกุม แต่ก่อนอาจหละหลวม ซึ่งมีทั้งหมด 26 ข้อที่แก้ไปแล้ว มอบให้ปิยะสกล รมว.สาธารณสุข และ สสส. ไปประชุมร่วมกัน รอบแรกแก้ไปแล้ว 26 ข้อ เตรียมเอาเข้าที่ประชุมบอร์ด เตรียมรายงานนายกฯ จากนายกฯ ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบการใช้เงินของ สสส.ที่ผ่านมา

…กระบวนการที่จะทำตรงนี้จะเสร็จวันที่ 15 ม.ค.นี้จะจบ แต่พอดีมีเพิ่มมาอีก 3 ข้อ จากเดิม 26 ข้อ เป็น 29 ข้อ กำลังรอเอาเข้าที่ประชุมบอร์ดวันที่ 15 ม.ค. แล้วค่อยรายงานนายกฯ ขณะที่กรรมการคนที่เป็นปัญหาก็เตรียมลาออก บางคนลาออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคำสั่งนี้มาวันที่ 5 ม.ค.”

ถามย้ำว่า คำสั่งปลด 7 กรรมการที่ออกมา “ผิดคิว” หรือ “ตั้งใจ” ที่จะให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้ นพ.พลเดช คิดสักพักก่อนตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะแยกออกมาเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 4 หรือเป็นคำสั่งพิเศษต่างหาก การที่รอบนี้มาพ่วงคำสั่งนี้ด้วยความร้อนรน
เช่นนี้ ไม่รู้ว่าด้วยเจตนาอะไร​

ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นแผนที่ต้องการสกัดไม่ให้คนจากฝั่งภาคประชาชนไม่ให้มานั่งเป็นผู้จัดการ สสส.คนใหม่นั้น นพ.พลเดช มองว่าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องของความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แล้วแต่ใครจะวิเคราะห์ คนหนึ่งมีพื้นฐาน ทัศนคติแบบหนึ่งก็จะวิเคราะห์ไปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน

“ผมไม่วิเคราะห์ แต่คิดว่าในทางเทคนิคมันมีข้อที่อาจจะเรียกว่าความบกพร่องผิดพลาด หรือมีข้อจำกัดในกระบวนการ เพราะทางฝั่งที่จะออกคำสั่งอันนี้ เขาอาจจะไม่รู้ … แต่เมื่อนายกฯ ​เซ็นคำสั่งไปแล้ว ประกาศไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เหมือนแก้ไขไม่ได้ ผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ รู้สึกไม่สบายใจและพยายามแก้ปัญหา”

ทั้งนี้ เป็นสิทธิที่บางกลุ่ม บางเครือข่าย จะออกมาเคลื่อนไหว เพราะเรื่องที่ออกมากระทบความรู้สึก ก็อาจมีการแสดงออกบ้าง ซึ่งหวังว่าตัวนายกฯ ผู้ที่เกี่ยวข้อง พล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งมีความตั้งใจดีจับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นดีอยู่แล้ว ส่วนตัวเชียร์เต็มที่

“ผมหวังว่าท่านจะหนักแน่นต่อเรื่องความไม่พอใจสังคม หรือเครือข่ายที่ออกมา ท่านเป็นทหาร แต่ตอนนี้ท่านอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะต้องพร้อมถูกเยาะเย้ย วิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ แต่เห็นใจท่าน ท่านไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ อาจรู้สึกเซนซิทีฟ ซึ่งหวังว่าท่านจะไม่เซนซิทีฟมากเกินไป เขามีปฏิกิริยาก็ต้องปล่อย เรามีหน้าที่อธิบายและหาทางออก”

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ได้เชิญตัวเขาและคนที่เกี่ยวข้องมาหาทางออก เริ่มตั้งแต่ประเด็นโครงการที่ยังค้างคารอการพิจารณาอยู่ ซึ่งหากโครงการที่ใช้งบเกิน 5 ล้านบาท ต้องผ่าน คตร. กลั่นกรอง ซึ่งทำให้กระบวนการเพิ่มขั้นตอนใช้เวลานาน และส่วนใหญ่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง

“​เพราะความเข้าใจเรื่องสุขภาพ สุขภาวะ มิติกว้าง เขาไม่เคยอยู่ในแวดวงนี้ก็อาจเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นเราบอกเรื่องสุขภาพสังคม สุขภาวะสังคมเป็นไง เขาฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เขาคนละแวดวง เมื่อเป็นแบบนี้โครงการต่างๆ เมื่อไปถึงเขาและให้เขาเป็นคนกลั่นกรองเขาก็ไม่เข้าใจหมด เขาจะเข้าใจทุกเรื่องได้อย่างไร ยิ่งเรื่องในวงการแพทย์ วงการสาธารณสุข เป็นคนละฝั่ง มันก็ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน เข้าไปสิบยี่สิบโครงการถูกบล็อก ตีกลับมา กระบวนการล่าช้า”

ประเด็นนี้ทางออก คือ นายกฯ บอกแนวปฏิบัติ ระยะยาวโครงการที่คาอยู่ทั้งหมดจะปลดล็อกทั้งหมดเร็วๆ นี้ โดย คตร. หลังแก้ระเบียบ 29 ข้อ ที่จะผ่านความเห็นชอบในวันที่ 15 ม.ค.นี้ หากผ่านบอร์ด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานบอร์ด สสส. ก็จะทำหนังสือถึงนายกฯ และทำถึง คตร. ขอให้ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบที่ทำอยู่

“จากนั้นก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ มันจะปลดหมดเลยไม่มี คตร.มายุ่ง เหมือนดำน้ำอึดอีกนิดเดียวก็จะเห็นปลายทางแล้ว เพราะวันที่ 15 ม.ค. จะเห็นปลายทาง​ นายกฯ พูดประเด็นนี้ บอก พล.ร.อ.ณรงค์ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธาน คตร.​ไปจัดการตรงนี้ซะ ผมรอเซ็นปลดล็อก ผมว่าท่านเป็นคนหาทางออกให้เป็นคนเจรจาด้วย บอกณรงค์ ชาตอุดมไปทำอย่างนี้นะ ตัวท่านอยู่ตรงนี้ เมื่อเขาเป็นคนออกมาตรการ ก็ต้องเป็นคนปลดล็อกมาตรการตามระบบราชการ”​

เปิด 3 แผน ผ่าทางตัน 4,000 โครงการ

ขณะที่โครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการที่ติดขัดนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.โครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.สสส. 6 ข้อ ก็ไม่ต้องตีความเรื่องสุขภาวะ มิติแคบ มิติกว้าง ถ้าทำตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ต้องให้ผ่าน แต่จะมีความเห็นว่างบประมาณสูงเกินไป ก็เป็นความเห็นให้ปรับแก้ได้ แต่ต้องให้ผ่าน

2.โครงการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐ ที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจฐานราก สุขภาวะสังคม นายกฯ บอกอันนี้ต้องให้เขา เป็นนโยบายที่สั่ง พล.อ.ชาตอุดม พล.ร.อ.ณรงค์ และ 3 ส่วนที่ไม่ใช่ ทั้งข้อ 1 และข้อ 2 ถ้ามีข้อแก้ไขก็ไปปรับแก้กันต่อไป

“ตรงนี้ท่านหาทางออกในการบริหารจัดการเสร็จเรียบร้อย เป็นนิมิตหมายที่ดี ผมไม่รู้ว่าเหมือนกับรู้สึกว่าคำสั่งแบบนี้เคยมี คือเซ็นคำสั่งแล้วรู้สึกพลาดไปหน่อย แต่ดีที่ท่านแก้เกมไว วันรุ่งขึ้นบังเอิญผมจะต้องมีประเด็นไปปรึกษากับนายกฯ อยู่แล้ว ท่านก็เชิญมาหลายคน”​

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ช่วยคลายปัญหาต่อไปอีกว่า สำหรับในส่วนของบอร์ด 7 คนนั้น นายกฯ ถามว่าต้องสรรหาใหม่หรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าบอร์ดก็ยังทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะมี 21 คน ออกไป 7 คน เหลือ 14 คน องค์ประกอบยังครบองค์ประชุม

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของบอร์ดมี 3 ส่วน คือ การเมือง ราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งมี 9 คน แต่เมื่อภาคประชาสังคมขาดไป 7 คน เหลือ 2 คน ในแง่นี้ก็อาจเสียสมดุล แต่ยังทำงานต่อไปได้

“นายกฯ ให้แนวไว้ว่าไม่ต้องสรรหา หรือสรรหาไม่ครบก็ได้ เพราะว่าให้ออกไปก่อนเพื่อให้มีการชี้แจง ก็สามารถทำได้ ตรงนี้แฟร์ดี ออกไปก่อน แต่ถ้าท่านไหนไม่มีปัญหา เข้าใจผิด ก็ต้องคืนให้เขา ก็ต้องกลับมาได้ อยู่ที่กรรมการบอร์ดที่เหลือ เป็นเรื่องที่ทางบอร์ดต้องตัดสินใจ”

ประชาสังคมต้องใจเย็น ใช้เหตุใช้ผล

ถามว่าจากคำสั่งเรื่องนี้จะทำให้ปัญหาบานปลายในอนาคตหรือไม่ หลังมีหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว นพ.พลเดช กล่าวว่า อดีตมาอย่างนี้แล้ว แต่มันยังมีทางออก ถ้ายังมาติดตรงจุดเดิม มันไปต่อไม่ได้ หรือทะเลาะกันโดยไม่จำเป็น

“แต่ว่ามันก็ห้ามกันไม่ได้ บานปลายไม่บานปลาย ขึ้นอยู่กับภาคประชาสังคม จะใช้เหตุใช้ผล ข้อเท็จจริง แต่ดูจากความพยายามในการแก้ปัญหาของนายกฯ ผมพูดได้เต็มที่เพราะอยู่ในนั้น ส่วนกรรมการท่านใดจะมีปฏิกิริยาเป็นสิทธิของท่าน ผมเคารพ แต่ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ เพราะจะทำให้สังคมเกิดบานปลาย บ้านเมืองเราจะเจอเรื่องราวอีกเยอะ”

นพ.พลเดช กล่าวว่า พอดีตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. หลายคนยังไม่เห็นว่ามีทางออก ก็เป็นธรรรมดาที่จะมีอารมณ์ บางคนเขียนบทความลงเฟซบุ๊ก เขาเหมือนถูกปล่อยหมัด แต่เราเห็นความตั้งใจดีทุกคน ทางนายกฯ มีความตั้งใจเสียสละ ท่านถูกแซะ ถูกซักฟอกทุกวัน เราเป็นท่านก็หนัก

“เราฟังทั้งหมดมีทางออก ผมเชื่อว่าพี่น้องเราที่กำลังฮึ่มๆ พอถึงจุดนั้น บางทีไม่ต้องอธิบาย มันจะคลายตัวไปเอง ถ้าวันนี้ไปพยายามอธิบาย สวนกระแสอารมณ์ ก็อาจกระแทกเราไปอีก”

ส่วนคำถามที่ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาจากความขัดแย้งภายในแวดวงสาธารณสุขหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า ปนๆ กัน แต่ว่าเรื่องนี้จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่ มันมีความเป็นมายาวนาน เรื่องของแนวคิดใหม่กับแนวคิดเก่าในกระบวนการสุขภาพ สาธารณสุข

“ส่วนเรื่องการตัดสินใจออกคำสั่งครั้งนี้ เราไม่รู้ ต้องถามคนออกคำสั่ง ไม่ควรเดา คนมีอำนาจหน้าที่ ทั้ง พล.อ.ไพบูลย์ ทั้งนายกฯ มีข้อมูลรับมาหลายทางเหลือเกิน จะทางโปรคอน จะไปปิดกั้นเขาให้ฟังข้อมูลด้านเดียว เชื่อด้านเดียวไม่ได้”

สำหรับความเป็นห่วงว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกไปปลุกปั่นสร้างปัญหาแทรกซ้อนหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า อยากฝากให้แง่คิดพี่น้องเครือข่ายเอ็นจีโอภาคประชาสังคมท้องถิ่น ที่ทำงานกับ สสส. ห่วงใย เป็นเดือดเป็นแค้น ตั้งสติ ตอนนี้มีทางออกหมดแล้ว

อยากให้ตั้งสตินิดหนึ่ง แน่นอนเราเสียใจ เราไม่พอใจ ไม่แฮปปี้ แต่มันผ่านไปแล้ว ต้องกลับมาดู หาทางออก ทุกคนรับบัญชาพร้อมๆ กัน จะเบี้ยวทีหลัง
ไม่ได้ นายกฯ บอก ถ้าปรับแก้ระเบียบ
26 ข้อ แล้วคุณส่งมาผมก็อนุมัติ ก็จบ เข้าใจกันเปล่า ซักซ้อมด้วยนะ ชาตอุดม ท่านณรงค์ เข้าใจตรงกัน นายกฯ รอเซ็นอย่างเดียว

“ในใจท่านนายกฯ คิดอะไรไม่รู้ แต่ไม่มีใครไม่เคยทำงานพลาด บางทีเรารู้สึกพลาดอะไรไปบางอย่างต้องกลับมาแก้ ซึ่งแก้ทันควันแบบนี้ผมก็ซูฮกเหมือนกัน” นพ.พลเดช กล่าว

24 ซีอีโอตัวช่วยเศรษฐกิจประชารัฐ

“แนวคิดสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีจุดกำเนิดเกิดมาจากแนวคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ดึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นแม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ โดยผนึกกำลังกับภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้แตกต่างและมีผลบวกมากกว่า “ประชานิยม”

ในฐานะมือไม้คนสำคัญ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฉายภาพของการต่อยอดและการผลักดัน “ประชารัฐ” ว่า หากจะให้ประชารัฐเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วต้องมีการขับเคลื่อน 3 กลไกด้วยกันคือ 1.กลไกระดับชาติ ต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการประชารัฐระดับชาติเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มิเช่นนั้นงานที่เกิดขึ้นจะ
กลายเป็นคนต่างคนต่างทำ งานจะไม่สัมฤทธิผล

2.กลไกระดับจังหวัดที่จะเป็นผู้ที่รับนโยบายมาปฏิบัติ เช่น อาจจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานโดยมี ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ 3.กลไกระดับอำเภอ ซึ่งจัดให้เป็นเวทีสาธารณะตามอำเภอ เพื่อมาติดตามโครงการต่างๆ ของชุมชน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ นักธุรกิจท้องถิ่นและนักวิชาการ

“แต่จากวันที่คิกออฟมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2558 จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว กลไกคณะทำงานยังไม่เกิด ซึ่งเมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ผมมีโอกาสได้เจอกับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลประสานงานกับเครือข่ายประชารัฐ ซึ่งท่านบอกกับผมว่ากลไกต่างๆ ที่ท่านได้เสนอมาวันนี้ยังไม่เกิดขึ้นเลยนะหมอ และผมก็ย้อนถามท่านไปว่าแล้วจะทำยังไงต่อ ท่านก็บอกว่าท่านอาจารย์สมคิด ยังไม่อยากให้ตั้ง เพราะมองว่าให้ดำเนินการในลักษณะปกติดีกว่า ไม่ต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ หางบประมาณจากตรงนั้นตรงนี้มา ไม่ต้องไปรบกวนนายกฯ ซึ่งถ้าถามผมว่าทำงานได้ไหม ผมตอบว่าทำได้”

นพ.พลเดช อธิบายต่อว่า หากไม่มีกลไกมาขับเคลื่อนจะไม่แรงผลักดัน เมื่อมีกระบวนการ เป้าหมายชัดเจนแล้วต้องเคลื่อนขบวน เดินหน้าต่อ แต่ถ้าเคลื่อนทัพไปแล้วต้องไปคุ้ยเขี่ยหางบประมาณมา อย่าลืมว่าทุกกิจกรรมต้องใช้เงินทั้งสิ้นแต่ภาคประชาสังคมไม่มีเงิน ถ้าเป็นแบบนี้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไม่ได้แน่ แต่ในเมื่อมันไม่ได้เราก็ไม่ได้หยุดที่จะทำ เรามีใจให้ช่วยทำเต็มที่ โดยทุกๆ 2 เดือน จะมีเวทีประชุมกันตามปกติ มีรองนายกฯ สมคิด มี นพ.ประเวศ วะสี มาเป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนงานอยู่ตลอด

“แต่ก็จะขับเคลื่อนได้เท่านี้เพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีกระสุนดินดำ ถ้าคนทำงานยิ่งคิดงานมากก็จะยิ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องไปหาเงินเอง ดังนั้นเวลาที่ผ่านมาจึงหมดไป แต่ผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง สู้กันไปมา ทำให้สังคมไทยเกิดความหวาดระแวง ไม่ค่อยไว้วางใจกัน พอพูดถึงองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ซึ่งท่านคงแยกไม่ออกว่าเอ็นจีโอไหนมีแนวทางแบบไหน เพราะเอ็นจีโอมีทั้งสุดทางขวา และสุดทางซ้าย แต่พวกเราเป็นทางสายกลาง ท่านอาจจะแยกไม่ออก เพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอ

ส่วนเรื่องของงบประมาณของภาคประชารัฐที่จัดไว้ พร้อมแล้วสำหรับไปลงหมู่บ้าน จังหวัด แต่เหตุใดไม่จัดตั้งกลไกขึ้นมาแทนนั้น นพ.พลเดช ชี้แจงว่า งบที่ลงไปสู่จังหวัด กองทุนหมู่บ้าน เป็นคนละส่วนกัน มีกติการะเบียบกำกับอยู่ เราจะไปนำเงินนั้นมาเป็นส่วนจัดกระบวนการ หรือมาจัดเวทีต่างๆ คงไม่ได้ ส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่รัฐให้ไปผ่านทางจังหวัด ท้องที่ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะต้องเสนอโครงการมา โดยมีนายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งก็ได้ส่งสัญญาณห้ามไปกินหัวคิวเด็ดขาด เพราะมีข่าวออกมามากว่าเงิน 5 ล้านบาทมีการแบ่งหัวคิวกันเรียบร้อย

“การหักหัวคิวหรือทุจริตถ้าใครกล้าในยุค คสช.แบบนี้ผมคิดว่ามีสิทธิที่หัวจะกระเด็น การตรวจสอบยุคนี้ง่ายจะทุจริตยาก เพราะมีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้มากขึ้น ไหนจะมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) คอยดูแลอีก แล้วส่งผลให้งบ 5 ล้านบาทที่คิดว่าจะให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับไม่ได้ช่วยได้จริง เพราะงบปล่อยไม่ออก เพราะนายอำเภอไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ขยาด

นพ.พลเดช เล่าด้วยว่า ได้มีโอกาสนั่งคุยในโต๊ะอาหารกับ นพ.ประเวศ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดย สมคิดบอกว่า งบประมาณในส่วนนี้ 4 หมื่นล้านบาท ผ่านไปแล้ว 4 เดือน พึ่งจะอนุมัติไปได้เพียง 44 ล้านบาท จะเห็นว่ามันน้อยมาก รัฐบาลระวังมากจึงตรวจสอบเข้มงวด แต่เมื่อระวังมากก็เสียอย่าง

นพ.พลเดช เสนอทางออกว่า รัฐบาลควรมีงบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่มากอำเภอละไม่เกินแสนบาท นำไปสร้างกระบวนการเสริมในการตรวจสอบ รู้ ติดตามความก้าวหน้า เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ฉลาดขึ้น แต่ที่ผ่านมางบประชานิยมคืองบที่ไหลตรงไป โดยไม่ลงทุนในกระบวนการตรวจสอบ ดูถูกดูแคลนเอ็นจีโอทั้งหลายว่าเป็นนายหน้าค้าความจน ที่ในยุคทักษิณตัดตัวกลางเหล่านี้ออกแล้วนำงบลงไปโดยตรงส่งถึงรากหญ้า โดยไม่เห็นคุณค่าภาคประชาสังคม

“ดังนั้นประชารัฐจึงต้องมีตัวกลางแปรเปลี่ยนเม็ดเงินให้เป็นปัญญาจะได้ยั่งยืน ซึ่งเสนอไปนานแล้วแต่รัฐบาลยังไม่เห็นความจำเป็น ยิ่งเมื่อ สสส.ถูกทุบด้วยแล้ว งบในส่วนของภาคประชาสังคมก็หงายเก๋งเลย ทีนี้ก็ยากลำบากพอสมควร จึงได้บอกว่า ต้องให้นายกฯ ช่วยปลดล็อกปัญหางบการทำโครงการต่างๆ ให้สะดวกขึ้น ไม่อย่างนั้นภาคประชารัฐและในส่วนของอื่นจะยิ่งแย่ โดยคำสั่งมาตรา 44 ที่กระทบต่อคนสำคัญภาคประชาสังคมใน สสส. ทำสะเทือนไปหมด”

นพ.พลเดช กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของภาคประชารัฐที่เมื่อต้นปี 24 ซีอีโอ ที่ได้เข้านายกรัฐมนตรี โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 12 ชุด ซึ่งในชุดที่ 5 เป็นชุดคณะทำงานเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยที่ประชุมล่าสุดเห็นถึงทิศทางที่ดีตั้งความหวังไว้ว่าถ้านายกฯ และ สมคิด สามารถที่จะให้ภาคธุรกิจมาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและมีใจแบบนี้ จะเป็นทางออกที่ดีของบ้านเมืองได้เหมือนกัน

เวลานี้การทำงานในส่วนของประชารัฐและเศรษฐกิจฐานราก ในส่วนงบประมาณที่มาแรงกว่างบจาก สสส. คือภาคธุรกิจ เขาเข้ามาไม่ได้ขออะไร เขามีเงินมากกว่านั้นเยอะ เขาสามารถมาช่วยได้เยอะสิ่งที่เห็นแนวคิดดีๆ จากคนรุ่นใหม่ เช่น ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น  โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างปัญหาต่างๆ ไว้ ด้วยการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่จะเป็นกระแสทางเลือกที่จะมาลดช่องว่าง โดยจะทำให้เกิดขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ ร่วมกับการทำธุรกิจภาคเกษตร โดยภาคธุรกิจจากปูนซีเมนต์ไทย, บางจาก, ปตท. เข้ามามีส่วนสนับสนุนพื้นที่ร่วมทำโครงการดังกล่าว

ข้อสงสัยที่ว่าการที่ภาคธุรกิจเข้ามาสานต่อนโยบายเศรษฐกิจและประชารัฐ ภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public-Private Steering Committee) จะได้อะไรจากตรงนี้ หมอพลเดช อธิบายว่า นักธุรกิจไทยได้ผ่านบทเรียนจากสังคมมาก และบทเรียนนั้นทำให้เขารู้ว่าธุรกิจของเขาจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะปล่อยให้สังคมมีช่องระยะที่หางแบบนี้ไม่ได้ ในท้ายที่สุดแล้ว จะเกิดมิคสัญญีกาลียุค สงครามกลางเมือง คนจะฆ่ากันตาย เพราะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจสร้างขึ้นมาทุกอย่างจะจบหมด เมื่อบ้านเมืองเกิดสงคราม เศรษฐีกับยาจกจะเท่ากันเป็นตายเท่ากัน

สำหรับความก้าวหน้าในส่วนของภาคประชาสังคม และเศรษฐกิจฐานรากภาคประชารัฐในอนาคต หมอพลเดชวาดฝันไว้ว่า มีความตั้งใจว่าปี 2559 เราจะตะลุยทำงานเพื่อตรึงพื้นที่สร้างกลไกและลักษณะความเป็นประชารัฐขึ้นมาทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาคประชาสังคมได้ทำไว้ก่อนแล้ว 2 ปี ที่เรียกว่าโครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคลื่อนมาตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ สมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์ประเวศ วะสี ขับเคลื่อน โดยเราเปลี่ยนแปลงความคิดที่จะสร้างสังคมแนวราบ สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ อีกส่วน คือ ศูนย์ประสานภาคีพัฒนาทุกจังหวัด (ศปจ.) ที่มี 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยทุกจังหวัดจะผนึกกำลัง 2 ส่วน คือ ภาคประชาสังคมในจังหวัดกับหอการค้าจังหวัด และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาทำนโยบายประชารัฐ นายกรัฐมนตรีก็มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาสังคมเสริมกำลังทำงานร่วมกับกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดไปด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มา กรอ.จังหวัดพลัสขึ้นมา เมื่อทุกอย่างมีทางออกแบบนี้ เชื่อว่าในเดือน ก.พ.เป็นต้นไป การขับเคลื่อนการทำงานทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และปัญหา สสส. ถูกปลดล็อก ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ จากนี้เราไม่มีเวลามาก เราต้องมีเป้าหมายว่าภายใน 3 เดือน

 

“ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม” ศ.นพ.ประเวศ วะสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/409545

"ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม" ศ.นพ.ประเวศ วะสี

“เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม”

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ที่ โรงแรมเดอะสุโกศล ถึงการปลดบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของคสช. และเป็นความผิดพลาดในการบริหารประเทศ ทั้งนี้การยึดอำนาจมันไม่ยาก แต่การบริหารประเทศมันยาก เพราะต้องจัดการเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ทีนี้การบริหารประเทศ ต้องมีคนที่ช่วยทำงานเรื่องที่ยากๆ แล้วต้องมีคนสนับสนุน

ศ.นพ.ประเวศ  กล่าวว่า ถ้ามาดูงานขององค์กรตระกูลส. ไม่ว่าจะ สปสช. หรือ สสส.ก็ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาลทำงานที่ยากๆ เช่น ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ เพราะมันไม่มีหน่วยงานราชการที่ไหนทำได้ จึงต้องเกิดสององค์กรนี้ขึ้นองค์กรตระกูลส. จำเป็นต้องคงความอิสระ มีความคล่องตัว และทำโดยอำนาจไม่ได้ จึงต้องเปิดพื้นที่ทางสังคม และทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องมือช่วยรัฐ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ควรจะดีใจที่มีองค์กรเหล่านี้ ช่วยทำเรื่องยากๆ ให้

ราษฎรอาวุธโส กล่าวว่า คสช. อาจจะพลาด เพราะมีคนไปฟ้อง เพราะงานพวกนี้มันจะมีคนที่ไม่ชอบ เพราะเป็นความแปลกไปจากการเป็นอำนาจรัฐ ซึ่งการยึดอำนาจรัฐทุกครั้งเลยจะมีคนไปฟ้องคนที่ตัวไม่ชอบ เหมือนตอน 6 ต.ค. 2519 ก็มีคนไปฟ้องตำรวจว่าหมอประเวศว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (หัวเราะ) คราวนี้ก็มีคนไปฟ้องคสช.ว่าตระกูลส.เป็นระบบทุจริต

“เมื่อพบว่า ทั้งสปสช. ทั้งสสส.ไม่มีการทุจริต เจอแต่การตีความต่างกันเรื่องสุขภาพ กว้าง-แคบ เช่น สวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาพไหม สสส.ว่าเกี่ยวเพราะเอาคนตั้งเยอะไม่ไปกินเหล้า หรือสนัเบสนุนนักข่าวไม่เกี่ยวกับสุขภาพ สสส.ยืนยันว่าเกี่ยว เพราะถ้าสื่อสารมันดีมันเกี่ยว เพราะถ้ารู้ข่าวที่มีคุณภาพดี คนมันได้ปัญญาก็เกี่ยวกับสุขภาวะ แต่ทีนี้เขาก็เอาเรื่องพวกนี้ไปโฆษณาให้เขาเสียหายว่าใช้เงินผิดประเภท ทั้งที่เป็นเรื่องตีความต่างกัน”ศ.นพ.ประเวศ ระบุ

“แต่คนตรวจสอบกลับไปโฆษณาว่ามีประโยชน์ทับซ้อน มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาใช้อำนาจตรวจสอบโดยไม่รู้บริบท

เขาอาจจะไม่ชำนาญเรื่องยุทธศาสตร์สังคม ถนัดยุทธศาสตร์การสู้รบ แต่เมื่อเข้ามารับผิดชอบบ้านเมือง มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าเยอะ เหมือนสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ รบชนะแคว้นต่างๆ เก่งมาก หวังว่าจะอยู่ได้หมื่นปี แต่อยู่ได้ 15 ปีแค่นั้นก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการบริหารประเทศมันยาก มันต้องรู้ว่าใครดี ใครไม่ดี ใครตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ แล้วก็ต้องรักษามวลชน ซึ่งทางคสช.ก็ต้องเรียนรู้ว่ากำลังทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วต่อไปก็ต้องทำให้ดีขึ้น เพราะยังต้องทำงานให้กับบ้านเมืองไปอีกระยะ”ศ.นพ.ประเวศกล่าว

 

“ถ้าไร้ยุทธศาสตร์ รถไฟไทยจะล้มเหลว” ประมวล สุธีจารุวัฒน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/409217

"ถ้าไร้ยุทธศาสตร์ รถไฟไทยจะล้มเหลว" ประมวล สุธีจารุวัฒน

โย…วรรณโชค ไชยสะอาด

แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นที่ฐานระบบราง กลายเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ซึ่งกำลังตกเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ของผู้คนในสังคม

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระบบรางคนสำคัญเมืองของไทย เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนในฐานะนักวิชาการระบบขนส่ง ตั้งแต่อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร ปี 2556 ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการคมนาคมระบบราง สภาผู้แทนราษฎร ปี 2555 คณะทำงานพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับแผนการพัฒนาบุคลากรด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางราง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปี 2554

วันนี้เขาจะมาปูพื้นฐานเรื่องรถไฟไทย โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญแท้จริงของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่จะนำไปสู่รถไฟความเร็วสูงในอนาคต

รถไฟไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ขนส่งระบบราง” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยล่าอาณานิคม โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่อยู่ล้อมรอบประเทศไทย ราวปี พ.ศ.2398 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรโปรดให้อัครราชทูตนำเครื่องราชบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งรวมถึง “ขบวนรถไฟจำลอง” ย่อส่วน พร้อมเสนอที่จะทำระบบรางให้กับไทย เมื่อพิจารณาบริบทแวดล้อมในขณะนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ว่านั่นอาจจะเป็นการสนับสนุนการล่าอาณานิคมของอังกฤษ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฎิเสธด้วยเหตุผลว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีระบบราง

ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้กำเนิดกิจการรถไฟในไทย ก็ทรงเลือกแนวทางที่จะบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โปรดเกล้าฯให้บริษัทแห่งหนึ่งของอังกฤษทำหน้าที่สำรวจเส้นทางรถไฟ และโปรดเกล้าฯให้บริษัทแห่งหนึ่งจากสหพันธรัฐเยอรมนีเป็นผู้เดินรถ โดยแนวเส้นทางแรกที่ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้าง คือ เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา และอีกเส้นทางไปยังเชียงใหม่ เป้าหมายของระบบรางในช่วงนั้นถูกใช้เพื่อการปกครอง และการตรวจราชการแผ่นดิน

เกร็ดสำคัญที่ควรทราบคือ แนวรถไฟสองสายแรกของราชการไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีทางกว้าง 1.435 เมตร หรือทางมาตรฐาน (standard gauge) สันนิษฐานว่าเป็นการต่อต้านการรุกคืบของการล่าอาณานิคม ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยในขณะนั้นล้วนใช้ทางกว้าง 1 ม. ทั้งสิ้น แต่ในเวลาต่อมาระบบรางของไทยก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทางกว้างขนาด 1 เมตร (meter gauge) ทั่วประเทศ

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน

ทำไมต้องเปลี่ยนขนาดรางกว้างเหลือ 1 เมตร

ในช่วงรัชกาลที่ 5 รางรถไฟไทยมีขนาดความกว้างทาง 1.435 ม. ทั้งสิ้น แต่ล่วงมาถึงช่วงรัชกาลที่ 6 ปรากฎว่าระบบรางของไทยมีการใช้ขนาดทางปะปนกันทั้งขนาดทาง 1 ม. และ 1.435 ม. แยกเป็นระบบรถไฟสายเหนือและระบบรถไฟสายใต้

ระบบรถไฟสายใต้ใช้ขนาดทาง 1 ม. ตามเงื่อนไขสัญญาการกู้เงินก่อสร้างเส้นทางซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยนั้นกู้ยืมจากอังกฤษ กระทั่งปี พ.ศ.2460 เมื่อมีโครงการก่อสร้างสะพานพระราม 6 เชื่อมต่อระบบรางของรถไฟสายใต้และสายเหนือ จึงมีการเปลี่ยนรางรถไฟเส้นทางขนาด 1.435 ม. มาเป็น 1 เมตรทั้งหมดทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อประโยชน์ในการบริหารอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุง ทั้งเส้นทางและตัวรถไฟ

แล้วรถไฟในเมืองเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าเรามองดูจุดเริ่มต้นของรถไฟ จะเห็นว่ามันเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองเหตุผลทางการเมือง การดูแลอาณาประชาราษฎร์ และการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 100 ปี ประเทศพัฒนาขึ้น ผู้คนในเมืองเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นมาก ถนนไม่เพียงพอ กลายเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขปัญหาจราจร

บทสรุปของเรื่องนี้ คือที่มาของโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ของกรุงเทพมหานคร เปิดให้เดินรถในปี พ.ศ.2542  โครงการต่อมาคือรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA หรือ รฟม.)  เปิดเดินรถในปี พ.ศ.2549 และสุดท้ายโครงการที่ 3 คือ รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (SARL) โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เป็นเจ้าของ ดูแลเองทั้งหมด เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ.2553

สังเกตได้ว่าทั้ง 3 โครงการ มีเจ้าของโครงการที่แตกต่างกัน  ปัญหาจากการมีหน่วยงานดูแลที่แตกต่างกันคือ เรื่องของการบูรณาการระบบและการเชื่อมต่อ ทุกวันนี้ไม่มีสถานีเชื่อมต่อที่สะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารอย่างแท้จริง เรียกได้ว่าการออกแบบไม่ได้ใช้ผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง เมื่อต้องเปลี่ยนสายเราต้องเดินออกจากอีกอาคารของรถไฟสายหนึ่ง ไปเข้าอีกอาคารของรถไฟอีกสายหนึ่ง หากเทียบกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือหลายประเทศในยุโรปแล้ว จุดเชื่อมต่อจะถูกออกแบบให้รวมอยู่ในอาคารเดียวกัน เผลอๆ อยู่บนชานชาลาเดียวกัน หรือผู้โดยสารอาจเปลี่ยนสายโดยไม่รู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะมีการออกแบบให้มีบริการแบบวิ่งข้ามระบบ (run-through service)

อนาคตของระบบรถไฟฟ้าในเมือง 10 สาย ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามแผนแม่บทของกระทรวงคมนาคม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะเป็นลักษณะแยกส่วนแบบนี้ เพราะเท่าที่ทราบก็ไม่ได้มีการคิดถึงการเชื่อมต่อแบบบูรณาการทั้งระบบ เพื่อความสะดวกสบายโดยมีผู้โดยสารเป็นศูนย์กลางตั้งแต่แรก

แอร์พอร์ตเรลลิงก์

ถ้าดูเฉพาะรถไฟในเมือง ดูเหมือนว่า “แอร์พอร์ตเรลลิงก์” จะไม่ประสบความเร็จ เพราะอะไร

โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ คือระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยาน 3 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา ทั้งระบบมี 3 เฟส  เฟสแรกคือ พญาไท – สนามบินสุวรรณภูมิ เฟสสอง พญาไท – สนามบินดอนเมือง และเฟสสาม สนามบินสุวรรณภูมิ – สนามบินอู่ตะเภา แต่ปัจจุบันการพัฒนาโครงการนั้นแล้วเสร็จเพียงแค่เฟสเดียว คือ พญาไท – สุวรรณภูมิ มีลักษณะการเดินรถ 2 แบบ คือ ซิตี้ไลน์ ที่จอดทุกสถานี และรถด่วน หรือเอ็กซ์เพรสไลน์ วิ่งยาวจากสถานีมักกะสัน ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่จอดระหว่างทาง

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้สถานีมักกะสันเป็น “ซิตี้แอร์เทอมินอล” เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ที่ผู้โดยสารสามารถเช็คอินและส่งสัมภาระไปกับขบวนรถไฟที่สถานีมักกะสันส่งตรงไปที่เครื่องบินได้เลย แต่ปัญหาก็คือ ผู้ใช้บริการแบบเอ็กซ์เพรสไลน์นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จำนวนเฉลี่ยรวมเพียงวันละ 20-30 ราย เนื่องจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ ขาดการประชาสัมพันธ์ น้อยคนจะรู้ว่ามีให้บริการเช็คอินที่สถานีมักกะสันด้วย ปัจจุบันได้มีการระงับการให้บริการระบบเอ็กซ์เพรสไลน์ลงชั่วคราว

ย้อนกลับไปตอนเปิดดำเนินการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สั่งซื้อรถไฟมา 9 ขบวน เป็นเอ็กซ์เพรสไลน์ 4 ขบวน ซิตี้ไลน์  5 ขบวน แต่เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่สามารถจัดหาอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุงได้ตามเวลา ในที่สุดก็ต้องจอดเอ็กซ์เพรสทิ้งไว้ 1 ขบวน ถอดอะไหล่ออก แล้วนำไปใช้ซ่อมบำรุงให้กับ 8 ขบวนที่เหลือ ปัญหาของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนหนึ่ง คือบริษัทผู้ให้บริการเดินรถอย่าง SRTET ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. ไม่ได้เป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจาก รฟท. การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านทั้งบอร์ดของตัวเองและ รฟท. ทำให้กระบวนการจัดซื้อต่างๆ ซึ่งโดยปกติต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการจัดซื้อตามระเบียบการจัดซื้อของกระทรวงการคลัง ไม่สอดคล้องกับเงื่อนเวลาของกระบวนการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอะไหล่  ต่างจากกรณีของบีทีเอสและเอ็มอาร์ทีที่มีโมเดลทางธุรกิจต่างออกไป

มาถึงยุคเมกะโปรเจคต์ อะไรคือที่มาของรถไฟความเร็วสูง

ตามโครงการ “แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย” ตั้งแต่ยุค 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลที่แล้วจนถึงยุคของ คสช. มีการอ้างเหตุผลและแรงผลักดันต่างๆ ที่ทำให้ไทยต้องมีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง

1.ประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากระบบรางในสัดส่วนน้อยมาก ทั่วประเทศมีทางรถไฟประมาณ 4,000 กม. และเป็นทางเดี่ยวมากถึงราวๆ 3,600 กม. ทางคู่เพียง 300 กม. ผิดกับ ถนนที่มีเป็นแสนกม. 2.ต้นทุนต่อหน่วยของการขนส่งสินค้า ถนนมีต้นทุน 1.72 บาทต่อตัน-กม. ราง 0.93 บาท/ตัน-กม. ทางน้ำ 0.64 บาท/ตัน-กม  วันนี้เราใช้โหมดขนส่งทางถนนถึง  90 % แปลว่า เรากำลังใช้โหมดการขนส่งที่แพงที่สุด ในปริมาณมากที่สุด 3.ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่บอกกันว่าอันดับด้านโครงสร้างพื้นฐานของเราสู้คนอื่นเขาไม่ได้ 4.การเชื่อมต่อกับ เออีซี ทั้งหมดคือแรงกดดันหลักที่มักถูกใช้เป็นเหตุผลให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมไปถึงการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วย

ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตอนนี้คืออะไร

ปัญหาคือเราไม่เคยได้ยิน “ยุทธศาสตร์ของชาติ” ที่แน่ชัดว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ไม่มีแผนรองรับอย่างรอบด้าน มีแผนกับไม่มีแผน จุดจบนั้นต่างกัน ว่ากันตามจริงโดยพื้นฐานแรงกดดันต่างๆที่มักยกมาอ้างกัน (driver of change) ไม่เคยถูกอธิบายด้วยข้อมูลพื้นฐานของประเทศกันแบบจริงๆ จังๆ ซึ่งควรจะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง ก่อนจะมาถึงสารพัดโครงการต่างๆ ที่รวมกันมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท ตรรกะของประเทศมีปัญหา เรามองไม่เห็น “ความเชื่อมโยง” จากยุทธศาสตร์ไปถึงโครงการที่เรากำลังจะทำ

ผมไม่ปฎิเสธการพัฒนาประเทศ แต่เราต้องการความชัดเจน กำหนดยุทธศาสตร์ วางแผนการใช้งานกันแล้วหรือยัง เคยตั้งคำถามผ่านสื่อไปหลายครั้งว่า ถ้าเรามีเงินจำกัด รถเบนซ์กับรถกระบะเราเลือกอะไร รถเบนซ์ดูแพง หรู หวือหวา เซ็กซี่ แต่ถ้าเราเป็นเกษตรกร เราคงไม่เลือกรถเบนซ์ เพราะรถกระบะจะมีประโยชน์กับเรามากกว่า

เราบอกว่าอยากได้รถไฟฟ้าความเร็วสูง แต่ถามว่าคุณไปเชียงใหม่ หนองคาย หรือหัวหิน บ่อยแค่ไหน ชีวิตคนๆ หนึ่งถ้าไม่ได้มีธุรกิจอะไรที่นั่นจะเดินทางไปเชียงใหม่บ่อยที่สุดสักกี่ครั้ง รถไฟฟ้าความเร็วสูงมันดูหวือหวา แต่สิ่งที่ต้องถามคือ จะมีปริมาณการใช้สูงแค่ไหน ถ้ามีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน รู้ว่ากำลังจะใช้ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงไปทำอะไร มีแผนธุรกิจ มีแนวทางบริหารการซ่อมบำรุง พัฒนาอุตสาหกรรม บุคลากรรองรับ โดยเฉพาะด้านเทคนิคและวิศวกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตัวเลข 5 แสนล้านบาท ถ้ามีเหตุผลชัดเจน เคาะเครื่องคิดเลขแล้วคุ้มค่า อย่างไรก็ต้องทำ แต่ไม่มีแผนรองรับ ไม่มียุทธศาสตร์ ไร้แผนระยะยาว ต่อให้ราคาแค่  3 แสนล้าน ก็ไม่ควรทำ หรือต่อให้จีนใจป้ำ บอกจะทำให้ฟรี ก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่า ผลดี-ผลเสียคืออะไร เป็นการชักศึกเข้าบ้านหรือไม่ มีผลกระทบไปถึงอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีในประเทศหรือเปล่า ถ้ามีผลเสียมากกวาผลดี ต่อให้แจกฟรีก็ไม่ควรเอา

ถ้าต้องการทำทางเชื่อมโครงการไทย-จีน คำถามแรกคือ โมเดลธุรกิจระหว่างเส้นทางนี้เป็นอย่างไร มีสินค้าใดบ้างที่ไทยจะขายจีน และจีนจะขายไทย จะเอาสินค้าไทยไปลงที่จุดไหนของจีนบ้าง สอง ถ้าคิดเรื่องการท่องเที่ยว ช่วยอธิบายยุทธศาสตร์ ระหว่างไทยและจีนอย่างชัดเจนได้ไหม กระทรวงการท่องเที่ยวไม่เห็นพูดอะไร  สาม มีแผนดำเนินการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อทำให้ไทยสามารถพัฒนาต่อยอดเทคโลยีต่อไปในระยะยาวได้อย่างไร และสี่ แผนการพัฒนาเทคโนโลยี และโดยเฉพาะบุคคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอย่างไร

หลายคนบอกว่า สร้างก่อนแล้วการพัฒนาจะตามมาเอง

การออกแบบเส้นทางทำให้พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคแตกต่างกัน ลองดูบีทีเอสกับเอ็มอาร์ที  บีทีเอสมีผู้ใช้บริการหนาแน่นทั้งวัน เพราะตลอดเส้นทางผ่านศูนย์การค้าขนาดใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปหมด แต่เอ็มอาร์ทีไม่ได้ผ่านศูนย์การค้าขนาดใหญ่จำนวนมากเหมือนบีทีเอส ทำให้ปริมาณการใช้งานมีลักษณะสูงแค่สองช่วง คือเช้าและเย็น คนไปทำงานในตอนเช้า และเดินทางกลับบ้านในตอนเย็น ช่วงเวลาระหว่างวันจะค่อนข้างโล่ง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับบริษัทนัก ระบบขนส่งมวลชนจะมีประโยชน์เมื่อแนวเส้นทางผ่านไปในบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนสูง

ตรงนี้เป็นกรณีตัวอย่างว่าปริมาณผู้โดยสาร ส่งผลกระทบต่อการผลกำไรหรือขาดทุน คำถามแรก คือการทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมจังหวัดใหญ่อย่าง กทม.และเชียงใหม่ หรือหนองคายนั้น วันนี้ปริมาณผู้โดยสารเยอะขนาดไหน ถ้าเยอะจริงนั่นคุ้ม แต่ถ้าไม่เยอะอย่างที่คิดล่ะ

ต้องถามว่า ความจำเป็นคืออะไร หากเอาเงินหลายแสนล้านไปลงทุนในสิ่งที่มีผู้ใช้มากกว่า สัดส่วนคนใช้สูงกว่า ก็อาจมีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่มากกว่า ตัวอย่างเช่น เช้าๆ คุณเคยเห็นเด็กนักเรียนห้อยโหนอยู่ตามท้ายรถสองแถว ซ้อนกันอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ถ้าเราสามารถปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะระบบรถเมล์ในกรุงเทพฯ ให้มีคุณภาพสูงกว่านี้ จะดีกว่าไหม ผมไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา ถ้าคุณมีเงินเยอะ คุณทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้ามีเงินจำกัด เราก็ควรจัดสรรในสิ่งที่เหมาะสมและมียุทธศาสตร์มากกว่า

นอกจากขนส่งผู้โดยสารแล้ว เหตุผลที่ต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงก็เพื่อขนส่งสินค้าด้วย

การส่งสินค้าทางถนนหรือทางรถไฟมันมี 2 ทิศทาง คือ ขาไปและขากลับ คำถามคือ ถ้าบังเอิญสินค้าเป็นแบบเดียวกันล่ะ ถ้าในที่สุดแล้วกลายเป็นว่าจีนผลิตได้มากกว่า ราคาถูกกว่า เผลอๆ คุณภาพดีกว่า จะทำอย่างไร สินค้าจากจีนจะไหลมาไทยมากกว่าสินค้าไทยจะไหลไปจีนหรือเปล่า ที่ร้ายกว่านั้น เหตุผลที่จีนอยากเชื่อมต่อกับเรา เพราะเราสามารถเป็นทางผ่านในการกระจายสินค้าไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

จีนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต้องทำอะไร เพื่ออะไร ยุทธศาสตร์ของเขาชัด แต่เราสิ มีใครพูดหรือยังว่าจะเอาอะไรไปขายที่จีน ปริมาณเท่าไหร่ ขายที่ไหน ตรรกะของเรื่องนี้คือความต้องการค้าขาย ต้องเป็นแรงกดดันให้เกิดการพัฒนา แล้วค่อยพิจารณาทางเลือกว่ามีอะไรเป็นไปได้บ้าง เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีแรงกดดันจากผู้ใช้ อย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว กดดันให้กระทรวงคมนาคมสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ พูดง่ายๆว่า ดูผ่านๆเหมือนจะมี แต่จริงๆ เราไม่มียุทธศาตร์

ล่าสุดเห็นว่ารัฐบาลจับมือกับจีน ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงแต่เป็นความเร็วปานกลาง

ตรงนี้น่าสนใจ ตอนนี้เรามีโครงการปรับปรุงทางคู่เดิม 1 เมตร ทั่วประเทศ และ ก็มีโครงการทางคู่ใหม่ 1.435 เมตร ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะเอารถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม. มาวิ่งบนรางนี้ คำถามคือ แนวเส้นทาง 1.435 เมตรนั้น ทับซ้อนกับเส้นทางเดิมที่เรามีอยู่แล้วหรือไม่  ถ้าไม่ก็ยังพอยอมรับได้ แต่ลองคิดดูนะ ถ้าไปเลือกแนวเส้นทางใหม่ ต้องใช้เวลาในการเวนคืนที่ดิน ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีขั้นตอนต่างๆไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่รัฐบาลประกาศแล้วว่าจะทำเลย ฉะนั้นมันหนีไม่พ้นต้องใช้เขตทางเดิมของ รฟท. กลายเป็นทางคู่ 2 ระบบ ตีขนานกันไประหว่างราง 1.435 เมตรกับ 1 เมตรเดิม

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ทางคู่ 1 เมตรเดิม ถ้าปรับปรุงเส้นทางและเปลี่ยนหัวจักรรถใหม่ที่วันนี้มีอายุเฉลี่ย 30 – 40 ปี คุณก็สามารถวิ่งได้ในระดับ 160 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วในระดับปานกลางเหมือนที่รัฐบาลอยากได้ รู้อย่างนี้แล้วคุณจะทำรถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม.บนเส้นทาง 1.435 เมตร คู่ขนานกับราง 1 เมตรเดิม ไปเพื่ออะไร

ตามตรรกะมันไม่มีทางจบลงที่รถไฟความเร็วปานกลางแน่ๆ เพราะไม่มีคำอธิบาย ถ้าจบแบบนี้จะตอบคำถามไม่ได้ว่า ทำไมต้องทำสองระบบที่มีความใกล้เคียงกันในเขตทางเดียวกันด้วย แต่อาจจะเริ่มดูมีเหตุมีผลมากขึ้น ถ้ากลายเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นย้อนศรกลับไปหาความขัดแย้งเดิมที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลที่แล้วที่นำไปสู่การประท้วงขนาดใหญ่ และการรัฐประหารในที่สุด

มีคนบอกว่า ขนาดราง 1.435 เมตร ปลอดภัย เป็นสากล และสะดวกในการเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ

รถไฟตกรางบ่อยครั้งไม่ได้เกี่ยวกับขนาดทาง ลองดูข่าวเมื่อปี 2557  รถไฟตกรางที่มอสโก รางนั้นกว้างตั้ง 1.520 เมตร หรือเหตุการณ์รถไฟตกรางที่อินเดียเมื่อปี 2558 รางนั้นมีความกว้างถึง 1.676 เมตร สาระสำคัญเรื่องความปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่ขนาดความกว้างทาง หากแต่อยู่ที่การบำรุงรักษาและการเดินรถ รถไฟที่โตเกียวเขากว้างแค่ 1.067 เมตรเท่านั้นเอง คือกว้างกว่าไทยแค่ 6-7 ซม. แต่ฝีมือในการบำรุงรักษาเขาสูงมาก

การอ้างว่า “เพื่อวางมาตรฐานใหม่สำหรับอนาคต” เวลาพูดคำว่ามาตรฐานใหม่ ผมจะบอกว่า ทางมาตรฐานหรือ “สแตนดาร์ดเกจ” ขนาดทางกว้าง 1.435 เมตรนั้นเป็นเพียงมาตรฐานยุโรป อย่าพาลไปคิดว่ารางรถไฟขนาดทางกว้าง 1 เมตรของไทยไม่ได้มาตรฐาน เป็นคนละเรื่องกัน ความกว้างของรางในโลกนี้มีหลายแบบ มีหลายระบบมาก

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อกับต่างประเทศ เวลาคนบอกว่า คุณต้องทำทางกว้าง 1.435 เมตร เพื่อจะได้เชื่อมต่อกับจีน พูดแบบนี้ถูกครึ่งเดียว เพราะการเชื่อมต่อมีหลายระดับ เช่น วิ่งผ่านกันไปได้เลย (run-through service) หรือใช้ชานชลาร่วมกัน เมื่อเดินออกมาจากตู้รถไฟขบวนหนึ่ง ก็เปลี่ยนรถไฟด้วยการเดินข้ามมาขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง หรืออาจเป็นการเชื่อมต่อระบบโดยใช้อาคารเดียวกัน หรือแม้แต่จะอยู่กันคนละอาคาร แต่สามารถไปหากันได้ด้วยการเดินเท้า แบบนี้ก็ถือว่ามีการเชื่อมต่อ ฉะนั้น การเชื่อมต่อระหว่างไทยกับจีน เราวิ่งมา 1 เมตร แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นของจีน 1.435 เมตร แบบนี้ก็เรียกว่ามีการเชื่อมต่อได้ ไม่ได้แปลว่าเรามีแค่ทางเลือกเดียวที่จะทำระบบเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าทางกว้าง 1.435 เมตรเท่านั้น

อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาที่ไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟ ช่วยขยายความตรงนี้อีกทีได้ไหม

ประเทศเรามีปัญหาเรื่องผลิตภาพต่ำ ใช้แรงงานมากในงานที่สร้างรายได้น้อย อยู่ในกลุ่มประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งหมายถึงประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข และการผลิตนวัตกรรมต่ำหมด ศักยภาพของทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราโตไม่ทันระดับการพัฒนาของเทคโนโลยี ต่างชาติมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยไม่ใช่มาเพราพื้นฐานของเราดี แต่เพราะค่าแรงของเราถูก อยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง

ผมมองว่า ในเมื่อวันนี้ เรากำลังจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องนำเข้ารถไฟฟ้าเป็นปริมาณมาก อย่างน้อยมี 10 เส้นทางจะเกิดขึ้นในเมืองและรอบๆ ต้องการปริมาณรถไฟหลายร้อยตู้ แบบนี้เรามีทางเลือกสองทางคือ 1.ทยอยซื้อจากต่างประเทศเข้ามา ด้วยวิธีคิดแบบเดิม 2.ชักชวนต่างชาติให้มาตั้งโรงงานผลิตในไทย เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่โตโยต้าตั้งโรงงานผลิตในไทย เราต้องเริ่มกระบวนการดูดซับเทคโนโลยีผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transfer) ช่างฝีมือคนไทยจะได้เรียนรู้กระบวนการประกอบและผลิตชิ้นส่วนต่างๆของรถไปด้วย อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทานจะต้องโตไปด้วยกัน วันข้างหน้า ถ้าเราเก่งพอ ก็ส่งทีมทำงานวิจัยและพัฒนา  (R&D) เรียนรู้คู่กันไป อีก 5-10 ปี ข้างหน้า เราอาจจะทำรถไฟฟ้าของเราเองก็ได้

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ตอนนี้เขาไปทำสัญญาพัฒนาบุคคลากรกับบริษัทรถไฟชื่อดังของฝรั่งเศส มีโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตรถไฟกับจีน รวมถึงตั้งโรงงานผลิตรถไฟฟ้าในประเทศได้แล้วอย่างน้อย 2 โรงงาน

หมายถึงวันนี้รัฐบาลจะคิดเพียงแค่เรื่องการเดินทางอย่างเดียวไม่ได้

ใช่ คนทั่วไปคิดแค่ว่า เราจะซื้อรถไฟยี่ห้ออะไรมาใช้ แต่ไม่เคยคิดไปถึงการเตรียมการพัฒนาคน หรือพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่ต้องรู้คือ ถ้ายังซื้อแบบเดิมก็จะเจอปัญหาแบบเดิม ชิ้นส่วนต้องนำเข้า ต้องว่าจ้างบริษัทต่างประเทศดำเนินการซ่อมบำรุงอยู่เสมอ ผมเห็นว่าถึงเวลาเสียทีที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติให้ชัดเจน ไม่ใช่คำพูดสวยๆที่ไม่มีรูปธรรม

เป้าหมายขอรถไฟคือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้องใช้รถไฟเป็นเครื่องมือในการพัฒนา จากนี้ไปซื้อรถไฟต้องกำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรม ประเทศที่จะขายให้เราต้องมีกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่พาการฝึกอบรม พาเราไปดูงานช่วงสั้นๆ เหมือนไปเที่ยว กลับมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ผมมักพูดเล่นอยู่เสมอว่า วิชาวิศวกรรมที่เราเรียนๆกัน เหมือนเป็นวิชาปราบมังกร และน่าเศร้าว่าที่ผ่านมาดูเหมือนเราจะไม่มีมังกรในประเทศ รถไฟควรเป็นมังกรตัวใหม่ที่รัฐบาลใช้กลไกต่างๆสร้างขึ้น แล้วเตรียมพัฒนาคน พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ๆออกไปปราบมังกร ถ้าทำได้เราก็จะจับเทคโนโลยีที่สูงขึ้นต่อไปได้

ถ้าไม่คิดจะทำเองสักที ทยอยซื้อรถไฟไปทีละสายๆ จนปริมาณรถไฟฟ้าที่ต้องการเหลือน้อยลงๆ เมื่อนั้นในที่สุดจะถึงจุดที่การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่คุ้มอีกต่อไป ตอนนี้คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด เป็นจังหวะเวลาที่ต้องทำ แต่การพัฒนาที่ว่าแค่กระทรวงคมนาคมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทย์ฯ กระทรวงพานิชย์ กระทรวงเหล่านี้ต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกันแบบ strategic partnership

เรื่องนี้ แม้ในที่สุดจะมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2558 ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงว่า แต่ละกระทรวงที่อยู่ในคำสั่งนั้นจะเข้าใจในภารกิจของตัวเอง และสามารถร่วมมือกันพาประเทศไทยไปในทิศทางที่ควรจะไปหรือไม่ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

พลิกกฎหมายหาคำตอบ “ยิงโจรในบ้าน” ติดคุกหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413324

พลิกกฎหมายหาคำตอบ "ยิงโจรในบ้าน" ติดคุกหรือไม่?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพจากกล้องวงจรปิดวินาทีที่เจ้าของร้านเพชรแห่งหนึ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงใส่หัวขโมยที่ย่องเข้ามากลางดึกจนร่วงบันไดเสียชีวิต รวมทั้งเหตุการณ์ที่เจ้าของหอพัก อ.บางปะหัน จ.อยุธยา ตื่นขึ้นมาพบแก๊งขโมยรถกำลังก่อเหตุ จึงตัดสินใจยิงใส่กลางหลังโจรหนึ่งนัดจนได้รับบาดเจ็บ เผื่อสกัดการหลบหนี

คลิปวีดีโอนี้สร้างความระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง มิต่างจากฉากอันน่าตื่นเต้นในภาพยนตร์

คำถามที่หลายคนสงสัยเกิดขึ้นตามมาคือ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตน เมื่อโจรขึ้นบ้าน เจ้าของบ้านตื่นมาเจอกลางดึก แล้วเกิดการต่อสู้  ก่อนจบลงด้วยการใช้อาวุธปืนยิงโจรตายคาบ้าน แบบนี้ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่

ป้องกันตัวหรือทำเกินกว่าเหตุ?

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ เจ้าของเว็บไซต์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย www.tanaiwirat.com อธิบายให้ฟังว่า “การป้องกันตัว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 คือ เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง

“หมายความว่า กรณีมีโจรมาปล้นแล้วเข้ามาทำร้ายเรา ตรงนี้เราสามารถป้องกันตัวได้ แต่การป้องกันตัวนั้น ต้องเพื่อให้เขาหยุดการกระทำ ตัวอย่างเช่นโจรเข้ามาจะทำร้ายเรา เราอาจจะยิงขา หรือ ยิงแขน เพื่อให้หยุดการกระทำ ถ้าทำไปโดยสมควรแก่เหตุตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบ ไม่มีความผิด

แต่กรณีที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เช่น คนร้ายได้ลักทรัพย์ไปแล้ว และอยู่ระหว่างหนีออกไป แทนที่จะยิงแขนขาโจรเพื่อให้หยุด แต่กลับไปยิงหมายเอาชีวิตของคนร้าย ตรงนี้ต้องถือเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ อย่างไรก็ตามเคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาที่ 469/2500 คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ถึงใต้ถุนบ้าน ไม่ทราบว่าคนร้ายมีอาวุธอะไร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงว่าคนร้ายมีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน  เจ้าของบ้านยิงปืนไปถูกคนร้ายตาย ศาลท่านตัดสินว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องดูเป็นกรณีไป”

คลิปขณะเกิดเหตุคนร้ายปล้นร้านเพชร ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา https://youtu.be/jtC2syWNV6U

ใช้ปืนอย่างมีสติ

ภายใต้ความเชื่อว่า หากเจ้าของบ้านอยากป้องกันตัว ให้ยิงขู่ขึ้นฟ้า หรือยิงแขน ยิงขาให้บาดเจ็บ ดีกว่ายิงใส่หลังหรือยิงใส่จุดสำคัญเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิต

ทนายวิรัช มองว่า หลักการตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญามีจุดประสงค์ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย แต่ไม่ได้ความว่าอนุญาตให้ฆ่าคนโดยไม่มีความผิด กฎหมายต้องการใช้เพื่อป้องกันของบุคคลผู้สุจริต ดังนั้นการยิงขู่ หรือ ยิงขา ย่อมทำไปเพื่อป้องกัน แต่การยิงใส่หลังนั้นย่อมหมายถึง ต้องการเอาชีวิต ไม่สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 68

“ขณะเดียวกัน ถ้าบ้านไม่มีปืน แต่คว้ามีดมาสู้โจรแล้วแทงตาย หรือใช้ไม้กอล์ฟตีหัวตาย ถามว่าแบบนี้ผิดไหม เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2509 เรื่องมีอยู่ว่า คนตาย (คนร้าย) เห็นจำเลย จึงก้มลงหยิบมีดพร้าที่อยู่ใกล้ๆ ยาวประมาณ 12 นิ้ว แสดงว่าจะฆ่าจำเลยในทันทีที่หยิบมีดได้ ถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จึง จำเลยจึงใช้มีดฟันไป 1 ทีที่ซอกคอ กรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีเจ้าของหอพักยิงโจรลักรถที่อยุธยา ยิงใส่หลังบาดเจ็บ โดยที่โจรไม่มีอาวุธ การป้องกันลักษณะโจรหนีไปแล้วการยิงลักษณะนี้อาจเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ แต่ในบางคดีศาลอาจมองว่าเป็นการป้องกันที่พอสมควรได้ เพราะยิงเพียงนัดเดียว แต่อย่างไรก็ดีผู้ยิงก็อาจใช้ประโยชน์จากมาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ได้”

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา เจ้าของบ้านที่ยิงโจรตายเคยมีใครติดคุกไหม ศาลจะเห็นใจไหม

“เคยมีฎีกาที่ 405/2490 เรื่องก็มีอยู่ว่า มีคนร้ายเข้ามาในไร่ในเวลากลางวัน ต้องการที่จะลักพืชผัก แต่เจ้าของกลับใช้ปืนยิงจนคนร้ายเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันแต่เกินกว่าเหตุ ซึ่งในลักษณะนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 69 ได้วางหลักว่า ถ้าเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่าความจำเป็นนั้น อนุญาตให้ศาลลงโทษน้อยกว่าความผิดเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็อาจจะไม่ลงโทษผู้กระทำนั้น”

นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ แนะนำไปยังเจ้าของบ้าน การป้องกันต้องหมายถึงเป็นการป้องกัน ไม่ได้หมายถึงเอาชีวิต การกระทำต้องทำไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินและสมควรแก่เหตุ ดังนั้นการใช้ปืนต้องใช้ความระมัดระวัง มีสติในการใช้

ฆ่าโจรไม่ติดคุก?

พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “รู้ไว้ไม่ตายโหง” และเว็บไซต์  http://www.angkul007.com/index_007.php เคยตอบคำถามที่ว่า “ฆ่าโจรไม่ติดคุก”http://www.angkul007.com/knowledge-article.php?id=48 ไว้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ดังนี้

สำรวจทรัพย์สินมีค่า และจดจำตำหนิรูปพรรณ ทรัพย์สินบางอย่างมีหมายเลขกำกับอยู่ด้วย ต้องจำให้หมด เมื่อท่านจำได้แล้วต้องสามารถถ่ายทอดให้ผู้สืบสวนทราบและเข้าใจถูกต้องด้วย สิ่งที่ช่วยท่านได้เป็นอย่างดีก็คือ ท่านควรจะถ่ายรูปและจดบันทึกรายละเอียดไว้ ทรัพย์สินบางอย่างต้องทำตำหนิไว้เป็นพิเศษ สินค้ายี่ห้อเดียวกัน รุ่นและแบบเดียวกัน จะเหมือนกันหมด หมายเลขประจำเครื่องส่วนมากเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ สามารถดึงออกได้ ท่านต้องทำตำหนิของท่านไว้อีก และจดจำไว้ด้วยว่า ทำตำหนิอะไร อยู่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้ช่วยท่านได้เมื่อมีการพิสูจน์ในชั้นสอบสวนหรือในการพิจารณาชั้นศาล

ควรติดสัญญาณป้องกันขโมย เดี๋ยวนี้มีจำหน่ายมากมายหลายบริษัท ราคาไม่แพง มีทั้งการตรวจจับการเคลื่อนไหว การตรวจจับความร้อนชนิดเปิดปุ๊บดังปับ แบบหน่วงเวลา ถ้าจะให้สมบูรณ์ก็ติดโทรทัศน์วงจรปิดไว้ด้วย

ถ้ามีงบประมาณน้อย ไม่สามารถติดสัญญาณกันขโมยได้ ก็ติดเหล็กดัดเข้าไปก่อน จากการที่ผมเคยซักถามพวก “ตีนแมว”ที่ถูกจับ พวกมันบอกว่า ถ้าบ้านไหนติดเหล็กดัดก็จะผ่านเลยไป เลือกขึ้นบ้านที่ง่ายๆ แต่ถ้ามี “ใบสั่ง” (หมายถึง มีข้อมูลว่าที่บ้านนั้น ๆ มีของมีค่าที่ผู้ออก “ใบสั่ง”ต้องการ) ยังๆก็ต้องโดนแน่

อย่าให้คนที่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนสนิทเข้าไปเห็นทรัพย์สินมีค่า หรือรู้รายละเอียดภายในบ้าน อาจถูกออก “ใบสั่ง” ได้ ผู้ที่มาให้บริการในบ้าน เช่น ช่างแอร์ ช่างกำจัดปลวก ช่างประปา ช่างซ่อมต่างๆ ท่านอย่าได้ไปเกรงใจคนงานพวกนี้ ถ่ายหรือจดบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ปัจจุบันที่ติดตามตัวได้ รวมทั้งโทรศัพท์ที่ติดต่อ

เด็กรับใช้ในบ้านต้องทำประวัติไว้โดยละเอียดทุกคน ให้ทราบถึงภูมิลำเนาเดิม ตลอดจนญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้านกำนัน สถานีตำรวจท้องที่

บ้านใครที่มีสุนัขเฝ้าบ้านก็อย่าได้ไว้ใจ 100 % ถ้าเป็นฝีมือโจรอาชีพ รับรองว่าโดนยาเบื่อตายเรียบ

เก็บปืนไว้ให้ห่างมือโจร ท่านมีอาวุธปืนหรือเปล่า ถ้าบ้านท่านไม่ได้ติดสัญญาณชนิดที่ใครบุกรุกจะมีเสียงเตือนที่ใกล้หูท่านก่อน ระวัง ท่านจะแถมปืนให้กับคนร้ายไปด้วย นั่นคือ โจรมันจะบุกเข้าไปห้องนอนท่านเสียก่อน คนที่มีปืนส่วนมากจะเอาอาวุธปืนซ่อนไว้ใต้หมอน โจรมันก็รู้ เพราะมันก็เป็นคนธรรมดา เวลาคนรู้สึกตัวว่ามีขโมยเข้าบ้าน สิ่งแรกจะหยิบอาวุธปืนใต้หมอน ระวัง โจรมันคอยท่าอยู่ที่หัวนอนท่าน พอท่านเอื้อมมือหยิบปืน มันก็จะซัดท่านก่อน ติดสัญญาณป้องกันดีที่สุด

วิธียิงโจรตายโดยไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายให้สิทธิ์ท่านในเรื่อง ป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ และเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ ถ้าครบองค์ประกอบ ชอบด้วยกฎหมาย ยิงมันเลยครับ ท่านไม่มีความผิด

คำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” คือ ท่านเป็นฝ่ายถูกหรือชอบธรรม ท่านเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนคนร้ายเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมาย บุกรุกเข้าบ้านท่านในยามวิกาล ( ไม่ใช่โกรธใครแล้วไปอุ้มเขาเข้ามานะ อันนี้ไม่ได้) ถ้าเป็นเวลากลางวันต้องให้รอบคอบหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นยิงเอาคนกำจัดปลวกเข้า จะติดคุกเอา ทั้งนี้ดูที่เจตนา เจตนามันอยู่ในใจ มันก็ต้องดูที่การกระทำ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ถ้าเข้ามายามวิกาล เจ้าของบ้านเขาหลับนอนหมดแล้วยังเข้ามาทำไม หรือประตูบ้านก็มีดันงัดแงะเข้ามาทางหน้าต่าง อย่างนี้ถ้าไม่ประสงค์ต่อชีวิตก็ต้องเข้ามาเอาทรัพย์แน่ ยิงเลย

แต่มีข้อระมัดระวังอีกนิดคือ ต้อง “สมควรแก่เหตุ”ด้วย ข้อนี้ไม่ยาก ดูว่าคนร้ายมีอาวุธหรือเปล่า อาวุธต้องให้มันสูสีกันด้วย ไม่ใช่คนร้ายมีแต่มือเปล่าๆดันไปยิงเข้าให้ มันไม่ได้ คนร้ายมีแต่มือเราใช้ไม้หน้าสามพอสูสี ข้อนี้ไม่ต้องลำบากใจ หาอาวุธมีดปลายแหลมขนาดใบมีดยาวสักคืบยัดใส่มือให้ก็ยังไหว มีดกับปืนถือว่าสูสี

อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องเป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยวิธีอื่นใด อย่างเช่นคนร้ายเข้าไปในห้องนอน ถืออาวุธมีดปลายแหลม ใบมีดยาวเกือบศอกโดดเขาแทงท่าน ท่านยืนอยู่ในระยะห่างประมาณวาเศษ ถ้าปล่อยให้มันแทงท่านตายแน่ จะโดดหนีก็ไม่พ้นแน่ ท่านไวกว่าหยิบอาวุธปืนยิงใส่แสกหน้าโจรตาย อย่างนี้ท่านไม่ผิด เข้าหลักเกณฑ์ป้องกันตัวโดยชอบ

 

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412525

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นาทีนี้คงไม่มีอะไรเด่นเกินกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ทั้งดารา นักร้อง ดีเจ เน็ตไอดอล หรือแม้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ต่างก็เช่าหามาบูชาเลี้ยงดูจนกลายเป็นเรื่องปกติ

สรรพคุณที่ถูกอวดอ้าง คือ หากใครได้ลองเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ เอาอกเอาใจ พาไปเที่ยว ฯลฯ ลูกเทพเหล่านั้นจะช่วยบันดาลให้ผู้เลี้ยงมีโชคลาภ ร่ำรวยเงินทอง

เรื่องนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว วิเคราะห์ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพ ว่า หากชาวพุทธหลุดจากหลักธรรมแล้ว ก็จะคลำหาฤทธิ์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลักธรรมที่จะช่วยให้คนร่ำรวยหรือมีฐานะจริง คือ ความขยัน รู้จักเก็บออม ไม่ก่อหนี้ และประพฤติตัวดี

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธควรจะยึดถือ

“เหมือนช่วงกระแสฟีเวอร์จตุคามรามเทพ คนไทยก็คลำหาฤทธิ์เพราะยังไม่เจอหลัก อยู่ในระหว่างคลำ ถ้าวันใดเจอหลักมันจะเลิกหาฤทธิ์ หลายคนมโนไปเองว่าถ้าอุ้มแล้วจะร่ำรวย พูดง่ายๆ ว่าคนพลัดหลัก ก็คลำหาฤทธิ์มันเป็นคนมักง่าย อยากรวยง่ายๆ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้เป็นสังคมพลัดหลักเที่ยวคลำหาฤทธิ์”

พระนักเทศน์ชื่อดัง ตั้งคำถามว่า ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าอุ้มตุ๊กตาลูกเทพแล้วรวยนั้น ถามว่าคนที่เขาทำมาขายนั้นมันโง่เป็นควายกินหญ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นคุณล่ะ ทำขายตัวละหมื่นแล้วเขาเอาไปอุ้มจนรวยเป็นล้าน ถามว่าคุณจะทำขายหรือทำไว้อุ้มเองให้รอบเอว

“คนไทยคิดในเรื่องของเหตุผลเหล่านี้ต่ำเกินไป เลยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนขายที่ทำออกมาจำหน่าย ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้รับความนิยมเพียงชั่วครู่เท่านั้นเหมือนจตุคามรามเทพ ทุกวันนี้โยนทิ้งกันเกลื่อนกลาด”

พระพยอม กล่าวต่อไปว่า หากตุ๊กตาลูกเทพทำให้รวยจริงมันต้องเกิดการเฟื่องฟู ไม่ใช่ทำให้เศรษฐกิจทรุดลงๆ แต่เพราะตุ๊กตาลูกเทพเกิดมาหรือเปล่า จึงทำให้สติปัญญาของคนอ่อนลง เลยหากินอะไรกันโง่ๆ มัวงมงาย และจนกันอย่างนี้ ถ้ามันเกิดแล้วทำให้คนรวยได้จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันมาเกิดช่วงที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ตุ๊กตาลูกเทพเป็นตัวซวย มันทำให้คนจนหนักกว่าเดิมอีก

พระนักเทศน์ชื่อดัง ย้อนอดีตให้ฟังว่า อย่างเณรแอ ยอดฝีมือเรื่องไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงเรื่อง “กุมารทอง” ทุกวันนี้โยนทิ้งเป็นของไร้ค่าเยอะแยะ เราไปมัวแต่งมงาย รวมถึงศาลพระพรหมเอราวัณที่เราไปกราบไหว้กัน แถมมีตั้ง 4 หน้า 8 ตา พอเขาเอาระเบิดมาวางไว้ทำไมไม่เห็น แต่คนก็ไปงมงายศรัทธาอยู่ได้

“เวลานี้ต้องเชื่อในหลักของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่ว่าชาวพุทธพลัดหลักก็เที่ยวคลำหาฤทธิ์ รวมถึงการแก้ปีชง การไหว้ราหู ที่ต้องใช้ของดำไหว้ ก็นำไก่ขาวไปย้อมเป็นสีดำไปหลอกราหูอีก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นคนงมงายขนาดนี้มาก่อน” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงทัศนะเรื่องความเชื่อ

นอกจากนี้ พระพยอม ยังอธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ไสยศาสตร์และมนตร์ดำกลับมานิยมอีกครั้ง เพราะชาวพุทธเข้าใจหลักในศาสนาน้อยเกินไป มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ชาวพุทธเข้าใจหลักศาสนาตัวเองเพียง 17% ส่วนอีก 83% ไม่เข้าใจ นั่นคือกลุ่มคนที่ไปมุ่งหาความศรัทธาอื่น ความศรัทธาไม่อยู่กับองค์พระรัตนตรัย ใจโลเล เหมือนคำที่หลวงพ่อปัญญา บอกไว้ว่าชาวพุทธนั้นหลายใจนับถือไปทั่ว

พระพยอม กล่าวถึงความเสื่อมศรัทธาในศาสนาว่า การที่พระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปลุกเสกทำพิธีตุ๊กตาลูกเทพถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะผู้นำคำสอนทางศาสนาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ส่วนบางวัดก็เฝ้าดูเรื่องอุปสงค์อุปทาน จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ มาตอบสนองสังคมที่โหยหาย พระจึงทำป้อนให้ บางคนก็หมดเนื้อหมดตัวไป

“สังคมเราป่วยทางความเข้าใจในหลักศาสนา เลยไม่มีธรรมะโอสถเยียวยา มุ่งหาไสยศาสตร์ น่าเป็นห่วงขอร้องสื่ออย่าไปตีข่าวเหล่านี้มาก หากเราไม่กระพือความนิยมก็ไม่แรง” พระนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ “เชฟหมี” หรือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ ยังคงเป็นความเชื่อในแบบเก่า เพราะสังคมไทยเดิมมีความเชื่อเรื่อง “กุมารทอง” มาอยู่แล้ว เพียงแต่มีตัวรูปแบบใหม่เกิดขึ้น มันจึงมารับใช้ความเชื่อแบบเดิมของเราเท่านั้น

“ตุ๊กตาลูกเทพอาจแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่นตรงที่มันเกี่ยวข้องกับโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ได้เกิดการแพร่หลาย โดยมีกระแสความนิยมจากคนดังเหล่าดาราเลยกลายเป็นความนิยม เหมือนกับสมัยที่จตุคามรามเทพโด่งดัง จึงได้รับความสนใจ อีกอย่างคือไปผูกกับความหวือหวาของธุรกิจบางอย่างที่สร้างขึ้นมารองรับเรื่องลูกเทพ เช่น เปิดสอนหนังสือ รับเลี้ยงดู ฯลฯ เลยกลายเป็นจุดสนใจของสังคมขึ้นมา”

นักวิชาการรายนี้ ระบุอีกว่า สังคมไทยแม้เทคโนโลยีจะดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานความเชื่อและความคิด เพราะฉะนั้นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมันก็วนเวียนอยู่ในความคิดความเชื่อชุดเดิม สังคมไทยยังคงวนอยู่แบบเดิม แต่มันจะถูกพัฒนาในเชิงรูปแบบและรายละเอียดเท่านั้น สังคมไทยยังโบราณและอยู่ในวิถีผี พราหมณ์ และพุทธ ถ้าเราเข้าใจมันได้และมองในเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร

 

“รุมประชาทัณฑ์”…เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412445

"รุมประชาทัณฑ์"...เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คล้อยหลังเหตุการณ์ชายหนุ่มขี้เมาจอดรถกีดขวางการจราจร พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวาย และไล่เตะรถยนต์คันอื่น หนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ

งานนี้ปิดฉากลงด้วยการที่บรรดาไทยมุงทั้งหลายพร้อมใจกัน “สามัคคีบาทา” ผู้ก่อเหตุ จนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์สนั่นเมือง

คำถามที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสะใจคือ การใช้วิธี “ศาลเตี้ย-รุมประชาทัณฑ์” ผิดกฎหมายหรือไม่?

ปฐมเหตุความคับแค้น

จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของการรุมประชาทัณฑ์นั้นนับว่าน่าสนใจ 

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปมนุษย์นั้นต้องการความสงบอยู่แล้ว แต่หากถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ทำให้โกรธแค้นไม่พอใจ อาจนำไปสู่สภาวะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกด้วยท่าทีลักษณะรุนแรงได้

“เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เมื่อถูกท้าทาย ทุกคนจะเริ่มมีอารมณ์ แต่การแสดงออกในรูปความรุนแรงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีชนวน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายเสื้อขาวขี้เมาคนนั้น หลังจากอาละวาดบนท้องถนนอยู่พักใหญ่ หลายคนในบริเวณนั้นต่างถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ถูกสร้างอารมณ์ร่วมหมู่ ทุกคนพยายามควบคุมอารมณ์และเฝ้าดูสถานการณ์ จนกระทั่งชายเสื้อขาวจุดชนวนสำคัญขึ้นด้วยการชกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นเป็นตัวชี้ขาดที่ทำให้อารมณ์ร่วมแห่งความไม่พอใจและหมั่นไส้ในตัวของทุกคนเผยออกมา ขณะที่มีหลายคนเข้าผสมโรงด้วย”

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากการรุมประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกครั้งที่มักมีที่มาจากความโกรธแค้นผู้ต้องหา เมื่อมีโอกาสเจอต้นเหตุแห่งความโกรธแค้น ประกอบกับมีตัวจุดชนวน นั่นคือ มีคนเปิดฉากทำร้าย ก็เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดการรุมประชาทัณฑ์ ด้วยรากฐานจากความไม่พอใจที่พร้อมจะแสดงออกมาอยู่แล้ว

“ประเทศส่วนใหญ่ เมื่อผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักไม่เกิดการรุมประชาทัณฑ์ขึ้น เนื่องจากพลเมืองของเขาเข้าใจว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันยังมีความอ่อนไหวต่อการถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้งนี้การแสดงออกของประชาชนแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับนิสัยและวัฒนธรรม คนไทยเรามักอยากรู้อยากเห็น มีปฎิกิริยาการแสดงออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกับผู้คนในประเทศอื่น”

อย่างไรก็ตาม นักอาชญวิทยารายนี้ บอกว่า เรื่องที่น้อยคนนักจะรู้คือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำแผนประกอบคำรับสารภาพ  นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหา ญาติพี่น้อง หรือทนายความ สามารถปฎิเสธที่จะทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษา

เป็นที่รับรู้กันว่า ในระบบยุติธรรม ผู้พิพากษามีหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎหมายในการตัดสินคดีความ ดังนั้นประชาชนอย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง ด้วยการนำกฎหมู่มาใช้แทนกฎหมาย

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า รุมประชาทัณฑ์หมายถึงการทำร้ายร่างกาย เป็นอากัปกิริยาของคนจำนวนหนึ่งที่ทำกับอีกบุคคลหนึ่ง หลังจากมีความเห็นว่าบุคคลนั้นทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดหรือขัดความรู้สึกของเขา ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ประชาชนไม่ควรทำ เนื่องจากทุกคนควรเคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ยหรือผู้พิพากษาเสียเอง

“เราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิพากษา ภาษาโบราณเขาเรียกว่า ‘ให้เป็นไปตามกบิลเมือง’ หรือตัวบทกฎหมาย การตัดสินใจลงมือด้วยตัวเองและทำร้ายร่างกายผู้ที่เราเห็นว่าผิดอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลังได้ หากถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ทางที่ดีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า อย่างกรณีชายหนุ่มเสื้อขาวที่เมาสุราแล้วไปแสดงพฤติกรรมเกะกะระรานคนอื่น ท้ายที่สุดก็โดนไปหลายข้อหา สาสมแล้วกับที่สิ่งที่เขาทำลงไป

สำหรับประชาชน เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้มีสติ ระมัดระวังตัวเอง แต่หากถูกทำร้ายก่อน กฎหมายได้ออกแบบไว้ค่อนข้างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าเราจะรอโดนอย่างเดียว สามารถยกมือป้องกันร่างกายหรือสวนกลับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เขาทำร้ายเราได้ หรือเรียกว่าป้องกันตนได้สมควรแก่เหตุ สู้ได้ในระดับป้องกันและยับยั้ง” 

ป้องกันตัวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ (tanaiwirat.com) ให้ความเห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีที่ไทยมุงเข้า”รุมตื้บ”หนุ่มเสื้อขาว อาจเข้าข่ายป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68

“หลังจากชายเสื้อขาวตรงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจึงช่วยกันรุมประชาทัณฑ์เพื่อไม่ให้ทำร้ายตำรวจได้ ในทางกฎหมายอาจมองเป็นการป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ได้ เพราะเจตนาการรุมทำร้ายก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการทำร้าย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งการกระทำเพื่อการป้องกันให้ชายคนดังกล่าวหยุดการกระทำนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเป็นการกระทำเกินเลยกว่าเหตุ มีเจตนาทำร้าย อาจต้องรับผิด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น”

วิรัช บอกว่า ประมวลกฏหมายอาญานั้นได้วางหลักชัดเจนในฐานความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ดังนี้

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปีอันตรายสาหัสที่ว่านั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แนวทางที่ถูกต้องคือประชาชนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยับยั้งอารมณ์ และโต้ตอบเหตุการณ์เฉพาะหน้าในระดับที่สมควรแก่เหตุ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือสติ ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย.

 

“ตุ๊กตาลูกเทพ” นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412183

"ตุ๊กตาลูกเทพ" นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

เรื่องและภาพ…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพคนอุ้มตุ๊กตาขึ้นรถไฟฟ้า เที่ยวห้าง กินข้าวในร้านอาหาร เข้าสปา ยันใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ด้วยท่าทีประคบประหงมดูแลราวกับลูกน้อย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถล่มทลาย

บ้างส่ายหัวมองว่าเสียสติ บ้างสะกิดให้เพื่อนดูด้วยสายตาเหยียดหยาม ขณะที่อีกหลายคนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

ทั้งหมดนี้คือหลากหลายปฏิกิริยาที่คนจำนวนไม่น้อยมีต่อ “ตุ๊กตาลูกเทพ”

ลูกเทพฟีเวอร์

รู้จักตุ๊กตาลูกเทพไหม?

ตุ๊กตาลูกเทพ ดัดแปลงมาจากตุ๊กตารีบอร์น เบบี้ (Reborn Baby Dolls) ตุ๊กตาของเล่นชื่อดัง ทำจากวัสดุไวนิลที่มีความนิ่มในตัว ลงสีผิว แต่งหน้าทาปากจนคล้ายคลึงกับเด็กทารกจริงๆ ในต่างประเทศนิยมเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายหงา แต่ในเมืองไทยมีการเอาตุ๊กตาไปทำพิธีกรรมปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ เพื่อบูชาภายใต้ความเชื่อว่าชีวิตจะรุ่งเรือง

“กระแสตุ๊กตาลูกเทพดังมาเกือบปีแล้ว ดังเพราะดาราดังๆพากันอุ้มออกสื่อ ชาวบ้านเลยแห่เลี้ยงตาม สมัยก่อนจะเล่นกันเฉพาะกลุ่มคนรักตุ๊กตาเท่านั้น แต่หลังๆมีการนำตุ๊กตาเปล่าๆมาให้หลวงพ่อปลุกเสกลงอาคม แล้วใช้คำเรียกว่าลูกเทพ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหม่ในวงการของขลัง เดี๋ยวนี้มีร้านขายตุ๊กตาลูกเทพผุดขึ้นเป็นร้อยๆเจ้า มีทั้งขายอย่างเดียว รับเจิม ไม่ก็เป็นแพ็คเกจตั้งแต่ขาย เจิม ทำผม แต่งหน้า ชุดเสื้อผ้า หลายวัดถึงขนาดลงทุนทำเอง วัดนี้สร้างแล้วดัง วัดอื่นก็ทำตาม แข่งกันดุเดือดมากๆ

คำบอกเล่าของ คิงส์-เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อ ‘บ้านลูกเทพ’

ตุ๊กตาลูกเทพในปัจจุบันราคาเริ่มต้นตัวละ 399-19,999 บาท มีหลายรุ่นหลายเกรด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ พนักงานออฟฟิศ ดารา แม่ค้า นักศึกษา มีตั้งแต่เลี้ยงไว้แก้เหงายันบูชาไว้เป็นของขลังติดตัว

การนำตุ๊กตาเปล่าๆไปเจิม ทำพิธีปลุกเสกลงอาคม มันก็เหมือนเวลาเราไปเจอพระเกจิอาจารย์ที่วัดดังๆ แล้วเอากระเป๋าสตางค์ เอารถยนต์ไปให้ท่านเจิม สิ่งของเหล่านั้นมันผ่านการทำพุทธาภิเษก หลายคนจึงเชื่อว่าในตัวตุ๊กตามีพลังงานศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ ผมย้ำกับลูกค้าเสมอว่า ถ้าคิดจะพาน้องเขาไปเลี้ยงก็ควรหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ตุ๊กตาเป็นเพียงกุศโลบายให้คนเลี้ยงทำความดี การทำบุญเยอะๆบุญกรรมที่ทำมันจะสัมพันธ์กับสิ่งที่เราร้องขอ  ไม่ใช่ว่ามัวหลงงมงายว่าตุ๊กตาเป็นวัตถุให้โชคให้ลาภโดยเจ้าของงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลย ลูกค้าหลายคนเริ่มจากไม่เชื่อก่อน พอทดลองเอาไปเลี้่ยงแล้วเห็นผล เคยป่วยก็หายป่วย เคยเป็นหนี้ก็หมดหนี้ ทำมาค้าขึ้น ชีวิตดีอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้เลยแห่มาพิสูจน์กันใหญ่”

เห็นได้จากศิลปิน ดารา คนดัง ต่างเปิดตัวว่าเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพอย่างไม่อาย อาทิ ดีเจบุ๊คโก๊ะ- ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล กับน้องวันใส  ไฮโซม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา กับตุ๊กตาลูกเทพที่ชื่อน้องน่านฟ้า กัสจัง- จีราร์ พิทักษ์พรตระกูล กับน้องตาหวาน กระต่าย- ทรรศิกา ยุติมิตร กับน้องซาราห์ แม้แต่มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และดัง- พันกร บุณยะจินดา ที่เลี้ยงไว้หลายตัวและมักจะอุ้มตุ๊กตาลูกเทพไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเสมอ

ดีเจบุ๊กโกะ-ดัง พันกร สองดาราที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

จากปากโน้นสู่ปากนี้ แพร่สะพัดไปทุกวงการปานไฟลามทุ่ง ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อยอดตามมามากมาย เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตา ทำผม แต่งหน้า สอนพิเศษ รับจ้างพาลูกเทพไปทานข้าวนอกบ้าน ฯลฯ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากๆคือ บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่หันมาเกาะกระแสลูกเทพฟีเวอร์กันอย่างคึกคัก ด้วยการออกแคมเปญใหม่เพื่อให้บริการตุ๊กตาลูกเทพโดยเฉพาะ เช่น สายการบินไทยสมายล์จำหน่ายตั๋วโดยสารที่นั่งสำหรับตุ๊กตาลูกเทพ พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มเหมือนเดิมผู้โดยสารทั่วไป นครชัยแอร์ก็เตรียมเปิดขายบัตรโดยสารตุ๊กตาลูกเทพให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ ทั้งยังกำชับให้พนักงานให้บริการตุ๊กตาลูกเทพเหมือนผู้โดยสารคนหนึ่ง ร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังอย่าง Hot Pot และ Neta Grill จัดโปรโมชั่นอิ่มไม่อั้น หลังจากพบว่าที่ผ่านมามีลูกค้าหอบหิ้วลูกเทพมารับประทานอาหารกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งด่ายิ่งดัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว” สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง

อุ้มพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆในร้านเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก เข้าร้านอาหารพร้อมตักแบ่งใส่จานราวกับเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ พาไปสระผมในร้านเสริมสวย ขึ้นรถไฟฟ้าจนผู้โดยสารคนอื่นต้องลุกให้นั่งเพราะคิดว่าเป็นเด็ก แม้กระทั่งใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ปรนนิบัติราวกับตุ๊กตาตัวนั้นมีชีวิตจิตใจ

ในฐานะผู้เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ คิงส์บอกอย่างอารมณ์ดีว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างจากเด็กเห่อของเล่นใหม่

“เหมือนคุณซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ก็อยากพกไปอวดคนอื่นด้วยความภาคภูมิใจ แต่บางครั้งก็ยอมรับนะว่ามันเยอะเกิน เช่น ไปร้านสุกี้แล้วต้องให้พนักงานจัดเก้าอี้เด็ก หาจานชามช้อนส้อม ตักให้กินเหมือนคน โอเค เข้าใจว่าเป็นความสุขส่วนตัว แต่บางทีเขากำลังทำให้ลูกเทพเป็นกุมารทอง ให้กินข้าวกินน้ำ เอาของไปเซ่นไหว้ มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น

เขาบอกว่า ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อะไรที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าเยอะ ไปละเมิดคนอื่น ก็ต้องยอมรับคำตำหนิ

เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อดัง

“กระแสคนด่าตุ๊กตาลูกเทพไม่กระทบยอดขายเลยครับ ยิ่งด่ายิ่งดังด้วยซ้ำ ยิ่งคนพูดถึงคนก็ยิ่งให้ความสนใจเยอะ อย่างวันนี้ขายได้ตั้ง 40 ตัว ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนตอนโดนถล่มเพจด้วยถ้อยคำหยาบคายจนต้องปิดเพจหนี คนก็ยังตามมาซื้อถึงบ้าน

นักธุรกิจตุ๊กตาลูกเทพเงินล้านรายนี้ทิ้งท้ายว่า กระแสลูกเทพฟีเวอร์ก็เหมือนแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป

“กระแสมันเห่อขึ้นมา เดี๋ยวก็แผ่วลง สุดท้ายก็จะเงียบ และกลับไปสู่กลุ่มคนเล่นตุ๊กตาเล็กๆเหมือนเดิม แต่ถึงกระแสจะเงียบ เราก็ยังขายตุ๊กตาเปล่าๆเหมือนเดิม คนยังซื้อไปเป็นของเล่นหรือของขวัญ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการปลุกเสก

สังคมคนเหงา

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนเหงา

“ยุคนี้เป็นสังคมของคนเหงา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมันน้อยมาก ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูได้จากประเทศไทยเป็นอันดับสองของโลกที่เล่นไลน์มากที่สุด สูงกว่ายุโรป อเมริกาเสียอีก เล่นกันตั้งแต่เด็กยันคนแก่ เพราะไม่รู้จะคุยกับใครเลยไปคุยกับโทรศัพท์มือถือ แต่คุยโทรศัพท์มือถือมันไม่พอ จู่ๆมีตุ๊กตาลูกเทพขึ้นมา รูปร่างหน้าตาน่ารัก ทันสมัย แถมพ่วงมาด้วยความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเชื่อด้านไสยศาสตร์ของคนไทย คราวนี้เลยเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน พาไปเที่ยว กินข้าว ยิ่งแฟชั่นกำลังบูม อุ้มไปไหนก็ยิ่งเท่ คนให้ความสนใจ เลยกลายเป็นประชันขันแข่งเลี้ยงอวดกัน

หลากหลายพฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว”ของกลุ่มคนเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

นักจิตวิทยารายนี้ยืนยันว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือเป็นโรคจิต เป็นเพียงอาการเห่อตามแฟชั่นเท่านั้น

“เห่อไม่นานเดี๋ยวก็เลิก วันข้างหน้าถ้ามีของใหม่ๆ พ่อเทพ แม่เทพ ก็หันไปเห่อแทน ปัญหาอยู่ตรงถ้าเห่อมากไปจะกลายเป็นหลงงมงาย ขอแนะนำว่าภาวะซึมเศร้า หงอยเหงา ว้าเหว่ ควรหันไปพูดคุย ไปปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี มีประโยชน์กว่านั่งคุยกับตุ๊กตาเยอะ

ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนวิทยา อธิบายถึงปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ว่า เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

“พื้นฐานคนไทยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะคว้าทุกอย่างที่เป็นกระแส ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพก็กำลังเป็นกระแสที่พีคสุดๆ แต่ยังไงก็ตามผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะค่อยๆถดถอยไป เพราะกระแสนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง กระแสตุ๊กตาลูกเทพเกิดขึ้นได้โดยต้องอาศัยดาราดังมาช่วย แตกต่างจากสมัยจตุคามรามเทพเฟื่องฟู พอลุกฮือก็ลามไปทั่วทุกวงการ ทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็เอากับเขาด้วย ตุ๊กตาลูกเทพเป็นนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์ พัฒนาจากตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาดิน มาเป็นตุ๊กตาไวนิล แต่งหน้าทาปากทันสมัย ก็คล้ายๆกับกุมารทอง รักยม ลูกกรอก พวกไสยศาสตร์การเลี้ยงผีที่อิงแอบอยู่ในศาสนาและวัฒนธรรมไทยมาเป็นร้อยๆปีนั่นแหละ

นักศาสนาวิทยาชื่อดังระบุว่า ถ้าขุดให้ลึกลงไปมากกว่าเรื่องความเชื่อ สิ่งที่สังคมควรตระหนักคือ สิทธิมนุษยชน

“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่ 2 ประการที่ต้องยอมรับคือ สิทธิในการนับถือศาสนา หรือสิทธิในการเชื่อ และปฏิบัติตามความเชื่อเชิงศาสนา ตรงนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมีอย่างเสมอภาคด้วย สังคมต้องให้สิทธิตรงนี้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันสิทธิอีกด้านหนึ่งที่ต้องตามมาด้วยกันคือ สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น หมายความว่าถ้าคุณมีสิทธิที่จะเชื่ออะไรก็ตาม คนอื่นก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของคุณ ตราบที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

ส่วนการอุ้มตุ๊กตาไปไหนมาไหนก็ต้องดูว่าการกระทำนั้นมันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมดีของสังคมหรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าคุณเข้าร้านอาหาร แล้วอยากจะพนมมือสวดมนต์เช่นเดียวกับชาวคริสต์อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหาร หรือชาวมุสลิมสวมชุดปกปิดหน้าตา แบบนี้กระทบความรู้สึกในแง่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมหรือไม่ บางคนห้อยจตุคามรามเทพองค์ใหญ่โต แขวนเครื่องรางของขลังพะรุงพะรัง มันสร้างความรำคาญให้คนอื่นหรือเปล่า

เท่าที่ดูกระแสตุ๊กตาลูกเทพในขณะนี้ ผมมองว่ายังอยู่ในฐานะที่พอรับได้ อาจจะรำคาญ หลอน ตลก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดชี้หน้าด่ากันตรงๆ ขณะเดียวกันเจ้าของร้านที่ไม่พอใจก็มีสิทธิ์ที่จะติดป้ายห้ามตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในร้าน เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวังคือ คนที่ชอบเอาภาพส่วนตัวของคนอื่นมาด่าในทางเสียๆหายๆ อาจเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คนที่ไปด่าเขาต่อหน้าก็อาจเจอข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าได้

ปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ นอกจากจะสะท้อนความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมายาวนานแล้ว ยังสะท้อนด้วยว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคลระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน

 

 

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @bookko , @dunkphunkorn และเฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

 

ย้อนปม “เจ้าคุณเสนาะ” งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412094

ย้อนปม "เจ้าคุณเสนาะ" งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ย้อนรอยประเด็น งบประมาณ 67 ล้านบาทที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว อันเป็นสาเหตุในการปลดและตรวจสอบ “เจ้าคุณเสนาะ”

สร้างความตกตะลึงให้กับวงการสงฆ์กับกรณีที่ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มรณภาพภายในกุฏิเมื่อวันที่ 25 ม.ค. โดยพบว่าสาเหตุที่มรณภาพเกิดจากการอัตวินิบาตกรรม

ผู้ใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุการมรณภาพในครั้งนี้อาจมาจากความเครียดส่วนตัว หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวัดสระเกศเมื่อเดือนเม.ย.58 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.58 มหาเถรสมาคมได้มีมติปลด เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และให้พักงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จากความผิดปกติของการใช้งบประมาณในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท

ปมปัญหาใหญ่ที่ทำให้พระพรหมสุธีต้องหลุดจากตำแหน่งบริหารและพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ก็คือ เงินหลวง 67 ล้านบาท ที่รัฐบาลอุดหนุนเพื่อใช้จ่ายในงานออกเมรุสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2557 แต่เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปตรวจสอบเพื่อดูความโปร่งใส สตง.จึงไปตรวจ แต่ก็ถูกขวาง สตง.จึงต้องร้องเรียนไปยังสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงได้ไฟเขียว

เมื่อตรวจสอบจึงได้พบพิรุธในการใช้เงินก้อนดังกล่าว เช่น ใช้งบ 11 ล้านบาท ทำโต๊ะหมู่บูชาถวายวัดต่างๆ เมื่อตามไปดูพบว่าโต๊ะหมู่บูชามีเจ้าภาพสร้างเรียบร้อย

เงินอีก 15 ล้านบาท ไปอยู่ที่กองทุนพระไตรปิฎก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างว่าเพื่อเผยแผ่พระไตรปิฎก ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพ

ยอด 41 ล้านบาท ใช้ในรายการอื่นๆ เช่น ทำย่าม ทำตาลปัตร ค่าถวายพระ ค่าแรงคนที่มาช่วยทำงาน แต่ที่น่าสงสัย ใช้ไป 7 ล้านบาท เพื่อทำปกพระไตรปิฎก

ข้อสังเกต สตง.คือใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่มีวินัยในการใช้เงิน พร้อมกับบอกว่าวัดน่าจะใช้เงินที่ประชาชนบริจาคมา 50-60 ล้านบาท ทำของถวายพระก่อน ขาดแล้วจึงใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ จึงอยากตรวจเงินบริจาคด้วยว่าใช้กันอย่างไร

ทั้งนี้ มหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าคุณเสนาะ 2 ชุด ได้แก่ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเงินบริจาควัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สำหรับชุดที่ 2 คือ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณจัดงานพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน

ต่อมาเมื่อ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็ได้มีการสะสางบัญชีค่าใช้จ่ายและนำเงินคืนรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พระพรหมสิทธิ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 25 มิ.ย. 2558 เรื่อง การตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ถึง นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ความว่า บัดนี้วัดสระเกศได้ดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพิธีพระราชทานเพลิงศพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 42,325,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ซึ่งเกี่ยวกับการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพได้เบิกจ่ายเงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้น จึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งเงินอุดหนุนจำนวนคงเหลือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของทางราชการและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น วัดสระเกศฯ ส่งเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาเทเวศน์ เลขที่ 00509638 สั่งจ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2558 จำนวน 25,225,000 บาท จำนวน 1 ฉบับให้แก่ พศ. ด้วย