ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409835

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การใช้มาตรา 44 ให้ 7 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) ต้องพ้นจากตำแหน่ง ได้สร้างความไม่ไว้วางใจ และความหวาดระแวงให้กับภาคประชาชนอย่างถึงขีดสุด เสมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ให้ต้องออกมาเปิดตัวในฐานะ “ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน” ภายใต้การรวมตัวของหลายสิบองค์กรภาคี

สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ นับตั้งแต่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบ สสส. เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กระบวนการทำงานหลายอย่างในองค์กรต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะการยุติการจ่ายเงินให้หลายร้อยโครงการ จนภาคประชาชนน้อยใหญ่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ถึงขั้นที่ว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ต้องออกมาเตือนรัฐบาลด้วยตัวเองว่า คสช.กำลังทำพลาด

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 1 ใน 7 กรรมการที่ถูกปลด บอกว่า การปรับบทบาท สสส.มีมาแล้ว 3 รอบ คือ 1.ความพยายามเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ ที่ให้ยกเลิกภาษีเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) 2.วิกฤตหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้ความเชื่อมโยงผ่านชื่อกรรมการและโครงการที่ได้รับทุน เพื่อให้ สสส.ต้องปรับ พ.ร.บ. ซึ่งก็อยู่ระหว่างปรับระเบียบแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะปรับระเบียบภายในเสร็จสิ้น ก็เกิดขั้นตอนที่ 3 คือการปลดบอร์ดโดยใช้มาตรา 44 ซึ่งไม่เคยมียุคไหนที่ สสส.ถูกควบคุมผ่าน 3 สเต็ป ภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับ สสส.มาก” นพ.ยงยุทธ ระบุ

นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟังอีกว่า ขณะนี้องค์กรทำงานไม่ได้เลย เพราะวิธีที่ คตร.เข้ามาตรวจสอบโครงการที่เกิน 5 ล้านบาท หรืองบเก่าทั้งหมด ทำให้ 1 ใน 4 ของ 2,000 กว่าโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหมด ถูกแช่แข็งไว้กว่า 500 โครงการ ซึ่งวิธีการพิจารณาของ คตร.ก็ทำแบบไม่ทันการณ์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการเพื่อเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ทำไม่ได้หมด เพราะว่าไม่มีเงิน

“เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะพอไม่มีเงินภาคีก็ทำงานไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาทุจริต หรือต่อต้านรัฐบาลทั้งหมด เขาทำงานด้านสุขภาวะ ซึ่งก็คือการช่วยงานรัฐบาลทั้งนั้น” นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟัง

“วันนี้มีการยัดเยียดวาทกรรมให้ สสส. ซึ่งสังคมควรได้รับความเข้าใจ เช่น การที่ คตร.เอารายชื่อมูลนิธิ รายชื่อโครงการมารวมกัน แล้วบอกว่าคนพวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จริงมันไม่เกี่ยวข้องเลย เช่น ผมเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อเด็ก ผมเข้าประชุมปีละ 2 ครั้ง เราไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน และโครงการเหล่านั้นก็ไม่เคยผ่านการพิจารณาของผมเลย ซึ่ง คตร.ก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับผม หรือสอบสวนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่มีการนำบัญชีไปปลดทันที” นพ.ยงยุทธ อธิบาย

คุณหมอยงยุทธ บอกอีกว่า หลังจากนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะมีการปลดล็อกการทำงานของ คตร.ตามที่นายกฯ สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงต้องให้มีการเลือกบอร์ดชุดใหม่ที่โปร่งใส ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ภาคีและภาคประชาชนเลิกระแวงสงสัยรัฐบาล

ขณะที่ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง บอกว่า ตอนนี้โครงการที่เขาดูแลต้องยุติการจ้างงานให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 10 คน รวมถึงต้องค้างจ่ายเงินให้กับล่ามที่เป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเขตพื้นที่สูง จ.เชียงราย หลังเงินถูกแช่แข็งจาก สสส. มากกว่า 2 ล้านบาท รวมถึงเงินเดือนของตัวเขาเองก็ถูก
ฟรีซจาก สสส.ด้วยเช่นกัน

“พอข่าวออก ไม่มีการจ่ายเงินลงไป ในพื้นที่ก็มองเราว่าเป็นพวกทุจริต การทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็ยากกว่าเดิม โดยที่ สสส.ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงมาว่าทำไมจึงต้องระงับการจ่าย และไม่มีความชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ทุกวันนี้เราก็ได้แต่รออย่างเดียว” เขาระบุ

วิวัฒน์ ไม่เชื่อว่าการประชุมบอร์ด สสส.เพื่อคลี่คลายปัญหาการแช่แข็งเงิน รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการดำเนินงานในวันที่ 15 ม.ค.นี้ จะทำให้โครงการของเขามีความชัดเจนมากขึ้น

“เราไม่เชื่อว่าจะมีข่าวดี เพราะที่บอกจะปลดล็อก ก็เหมือนจะเป็นความเชื่อของ คุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นโครงการที่มีอยู่ก็คงต้องเคลียร์ รอการตรวจสอบ และปีต่อไปก็คิดว่าอาจจะไม่ได้รับทุนจาก สสส.อีกแล้ว” วิวัฒน์ ระบุ

 

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409598

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เป็นการเริ่มพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หลังจาก กรธ.ได้ประชุมเพื่อวางหลักการตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญตรงการพิจารณาเนื้อหาที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทั้งในส่วนของบุคคลและสื่อมวลชน

เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น กรธ.ยังยืนยันในหลักการเดิมเหมือนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

กล่าวคือ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพอะไรบ้าง แต่เปลี่ยนวิธีการเขียนใหม่ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพทุกประการ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคมแล ประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ กรธ.หลายคนถกเถียง คือ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านการอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงหรือไม่ จนทำให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กรธ.จึงร่วมกันกำหนดเนื้อหาในมาตรา 26 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมโดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุหรือจะกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” ถ้อยคำส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 26

ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ กรธ.ได้ให้ความสนใจและเห็นตรงกันในหลักการว่าสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้ให้หลักประกันไว้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่ กรธ.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร

อย่างมาตรา 32 บัญญัติคำว่า “การไขข่าวอันเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กรธ.บางส่วนสอบถามกลางที่ประชุมว่า คำว่าการห้ามไขข่าวในที่นี้ครอบคลุมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้ต้องมีการตรากฎหมายมาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากเดิมที่สื่อมวลชนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน

ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ยืนยันว่า ในมาตรา 32 เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ จะตัดคำว่าการไขข่าวออกไป โดยเปลี่ยนเป็น “การกระทำใดอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ” แทน

จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้ให้ความเห็นชอบกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายประเด็น เช่น ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่ง กรธ.ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองผ่านการป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง

โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นและมีเสรีภาพทางวิชาการ การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชัง”

ไม่เพียงเท่านี้ กรธ.เห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการในการสร้างความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่สำคัญ 2 ประการ

1.กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนให้กับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะต้องเปิดเผยรายละเอียดให้กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทราบตามระยะเวลาที่ คตง.กำหนด และให้ คตง.ประกาศให้ประชาชนทราบ พร้อมกับจะไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยว่าหากหน่วยงานรัฐใดไม่ดำเนินการตามที่กำหนดจะถือว่าผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั้นมีความผิดด้วย

2.กรณีสื่อมวลชนของรัฐ จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ โดยต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายการเมือง ซึ่ง กรธ.จะบัญญัติมาตรการป้องกันต่อไป

ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาเห็นว่าในส่วนของเสรีภาพการพูด ความคิดเห็น และการแสดงออกนั้น กรธ.เห็นควรให้เพิ่มเติมหลักการว่ามีเงื่อนไขข้อจำกัดขึ้นใหม่นอกเหนือจากการกระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมของสังคม สิทธิของผู้อื่นแล้ว ผู้พูดหรือผู้แสดงออกยังห้ามที่จะใช้สิทธิในการก่อให้เกิดความขัดแย้ง  หรือการใช้วาทกรรมจนนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม

“นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการปรองดองในรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้เขียนไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็สอดแทรกไว้ในหลายมาตรา การห้ามใช้เฮตสปีชก็เพื่อป้องกันการใช้วาทะเชือดเฉือนทำร้ายกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก” อมร กล่าว

ขณะที่ อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. อีกคนชี้แจงว่า มีอีกหลายประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ การย้ายความคลุมเครือของมาตรา 7 กรณีที่ไม่มีบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ต้องตีความถกเถียงกันเอง

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 12 ม.ค.จะเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ

 

ถอดบทเรียนคดี “ดีเจเกียร์R” เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 19:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409550

ถอดบทเรียนคดี "ดีเจเกียร์R" เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ไม่น่าเชื่อว่า แค่เหตุการณ์กระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆบนท้องถนนจะลุกลามบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

เมื่อ นายภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ หรือดีเจเก่ง ถอยรถกระบะชนรถคู่กรณี หลังมีเรื่องกระทบกระทั่งเบียดแซงกัน โดยเจ้าตัวอ้างว่าถูกชนท้ายก่อน แต่ภายหลังมีพลเมืองดีถ่ายคลิปวีดีโอไว้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าโกหก ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างถล่มทลาย สุดท้ายเลยถูกสังคมรุมประณาม ถูกดำเนินคดีข้อหาหนัก หนำซ้ำยังอาจถูกเพิกถอนใบขับขี่อย่างถาวร

อนาคตต้องมาดับวูบเพราะความอารมณ์ร้อนของตัวเองแท้ๆ

สังคมอดทนต่ำ

คดีนี้นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึง “อุณหภูมิร้อนระอุบนท้องถนน” ได้เป็นอย่างดี เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร และพร้อมที่จะบันดาลโทสะได้ทุกเมื่อ

จากถ้อยคำสบถ สู่ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย อาจถึงขั้นฆ่ากันตายได้ง่ายๆ

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ปัจจุบันเมืองไทยได้เข้าสู่ ‘ยุคสังคมเมือง’ ผู้คนต่างใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ การอยู่ร่วมกันในสังคมก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ไปถึงจุดหมายของตัวเอง ขณะเดียวกันแต่ละคนล้วนมีปัญหาสะสมในใจ เมื่อเจอปัญหาการจราจรคับคั่งบนท้องถนน ก็ง่ายที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน

“สาเหตุของการกระทบกระทั่งกันบนท้องถนน มี 3 ปัจจัยคือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บวกกับ การบริหารจัดการอารมณ์ และ พื้นฐานบุคลิกภาพของแต่ละคน จุดเดือดของคนเราไม่เท่ากัน การแสดงออกทางอารมณ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเดือดแล้วหันไปสู่วิธีจัดการให้สงบ แต่บางคนเดือดแล้วเลือกใช้วิธีรุนแรง ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงแตกต่างกัน”

สอดคล้องกับความเห็น พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) บอกว่า ปัญหากระทบกระทั่งบนท้องถนนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน ทว่าพ.ศ.นี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหารถติดสะสมเพิ่มขึ้น คนเครียดมากขึ้น พอเกิดเรื่องก็พร้อมที่จะฟิวส์ขาด

“ที่สำคัญต้องยอมรับว่า วินัยจราจรของคนไทยค่อนข้างต่ำ ทุกคนเอาเปรียบกันเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด บางคนขับขี่รถมาดีๆแต่เจอการเอารัดเอาเปรียบวันแล้ววันเล่าก็เก็บสะสมความไม่พอใจไปเรื่อย จนวันหนึ่งทนไม่ไหวเกิดบันดาลโทสะ ระเบิดความรุนแรงออกมา

“วินัยจราจรบ้านเราวิกฤตมาก วัดได้จากสถิติของสถาบันวิจัยด้านคมนาคม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ไทยติดอันดับ 2 ของประเทศที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในโลก มีตัวเลขอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 44 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 คน เทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 100,000 คน“รองผบก.จร.กล่าว

เพิกถอนใบขับขี่ ยาแรงได้ผลชะงัด?

แม้ความบาดหมางของดีเจคนดังกับคู่กรณีจะลงเอยด้วยดี ทว่าขั้นตอนทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดินแดงรวบรวมสำนวนพยานหลักฐานฟ้อง 3 ข้อหา ประกอบด้วย ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายทางร่างกายและจิตใจ และ ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ ส่งให้พนักงานอัยการ ขณะเดียวกัน สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า หากสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดชัดเจนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2558 และพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 อาจพิจารณาพักใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และหากตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำ ก็สามารถยกเลิกใบอนุญาตขับขี่ฉบับดังกล่าวอย่างถาวร

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และการกำหนดระยะเวลางดเว้นไม่ให้ขับรถบนท้องถนนช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถือเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และรักษาความสงบเรียบร้อยบนท้องถนน คัดกรองผู้ขับรถที่ไม่มีคุณภาพออกจากท้องถนนเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ

กรณีเพิกถอนใบขับขี่ต้องดูพฤติการณ์ว่ารุนแรงแค่ไหน กระทบต่อความสงบเรียบร้อยบนท้องถนนไหม ถ้าไม่กระทบมากก็อาจใช้วิธีพักใบขับขี่ชั่วคราว 1 ปี เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตัว แต่ถ้าศาลพิจารณาแล้วว่าถ้าปล่อยให้ขับรถต่อไปจะเป็นอันตราย ก็อาจให้เพิกถอน ซึ่งหากเพิกถอนแล้วยังขับรถ มีโทษจำคุก 2 ปี

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ พฤติกรรมที่ไม่สมควรจะขับรถ ยกตัวอย่างคดีไฮโซหนุ่มขับรถไล่ชนคนบนทางเท้าจนเสียชีวิต  เราเคยประสานไปยังกรมขนส่งทางบกเกี่ยวกับการประเมินสภาพทางจิตใจและสภาพร่างกายของผู้ขับรถ เนื่องจากที่ผ่านมาพอได้ใบขับขี่แล้วก็สามารถต่ออายุได้เลยเมื่อครบกำหนด 5 ปี แต่การเช็คความพร้อมทางด้านจิตใจและร่างกาย ถ้ามีปัญหามีผลต่อการขับรถก็อาจไม่ต่ออนุญาตขับขี่ให้ เดาง่ายๆว่า รถบนท้องถนน 100 คัน มันอาจจะมีสักคนที่สภาพจิตสภาพร่างกายไม่เหมาะกับการขับรถ แต่ดูไม่รู้ จนกระทั่่งเกิดเหตุ อาการถึงได้ปรากฎออกมาให้เห็น

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก เพิ่งบังคับใช้ประกาศกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถสำหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2558 โดยกำหนดให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยไม่ใช่จากเหตุขาดคุณสมบัติเรื่องอายุ ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 จะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ จนกว่าจะพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ  หากจะขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่อีกครั้งจะต้องเข้าสู่กระบวนการ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถรายใหม่ที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตมาก่อน ซึ่งจะได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี และสำหรับกรณีที่ใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพ จะไม่มีการออกใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพทดแทนแต่อย่างใด

จงใจ-เจตนา…ประกันไม่จ่าย

คำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบก็คือ กรณีตั้งใจชนรถคันอื่นเพราะบันดาลโทสะ ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองหรือไม่?

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย อธิบายว่า ตามหลักกฎหมายและหลักการประกันภัยของทั่วโลกระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ถ้าหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการ “จงใจและเจตนา”

“หลายครั้งมีเคสคนใจร้อนขับชนคู่กรณี แล้วบอกกว่า ‘ไม่เป็นไร รถผมประกันชั้นหนึ่ง’ ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ไม่ได้ทุกเคสว่าเขาเจตนาหรือไม่ ต้องดูจากสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก สำหรับเคสล่าสุดที่เกิดขึ้นมีภาพชัดเจน ไม่ต้องรอดูสำนวนของพนักงานสอบสวน ดูคลิปวีดีโอก็เห็นชัดเจนว่าเป็นการเจตนาชน บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ กรมการขนส่งทางบกควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะมีสิทธิ์สอบใบขับขี่ว่า คนที่จะมาขับรถบนท้องถนนร่วมกับรถคันอื่นได้ควรมีวุฒิภาวะแค่ไหน  นอกจากนี้ยังคิดไปถึงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของผู้ขับขี่ที่จะมาทำประกันภัยรถยนต์ ที่ผ่านเราอิงจากตัวรถเป็นหลัก แต่ต่อไปอาจต้องอิงจากตัวผู้ขับขี่ คนไหนมีพฤติกรรมขับรถประมาทซ้ำซาก ชนบ่อย ต้องมีการบันทึกประวัติการเกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมการขับขี่

คลิปวีดีโอ…หลักฐานสำคัญยามคับขัน

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ จะมาไขข้อข้องใจถึงกรณีจงใจถอยรถชนรถคันอื่นว่าเข้าข่าย “พยายามฆ่า” หรือไม่

“ข้อหาพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือ 289 และ 80 หมายถึงผู้กระทำความผิดมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือชีวิตของคู่กรณี หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น แต่การกระทำผิดกระทำไปไม่ตลอด หรือ การกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  อธิบายง่ายๆคือ ข้อหาพยายามฆ่านั้น  ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาฆ่าตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่บรรลุผลนั่นคือความตายของผู้อื่น ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องดูว่า การถอยหลังชนมีเจตนามุ่งต่อชีวิตหรือเพียงทรัพย์สิน ถ้ามุ่งทรัพย์สินคือรถยนต์ก็จะผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ถ้ามุ่งเอาชีวิตก็เข้าข่ายพยายามฆ่า”

นักกฎหมายรายนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากภาพถ่าย หรือคลิปวิดิโอ รวมทั้งทำการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถโต้แย้งได้ และสุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

“ต้องยอมรับภาพและคลิปต่างๆเป็นประโยชน์มากต่อพยานหลักฐาน ในต่างประเทศใช้กล้องวงจรปิดในที่สาธารณะ เวลามีการทำร้ายร่างกายหรือทะเลาะวิวาทกัน เมื่อมีความเห็นเป็นไปในแนวทางขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ก็จะอาศัยกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าใครบ้างกระทำความผิด ใครเป็นผู้ลงมือ ในแง่ของกล้องก็ต้องบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็รวมถึงพลเมืองดีที่ใช้มือถือถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานด้วย”

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือป็นกรณีศึกษาน่าสนใจที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาจากอารมณ์ชั่ววูบนั้น สร้างความเสียหายได้มากมายอย่างคาดไม่ถึง.

 

ผ่าทำเลทอง “อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409356

ผ่าทำเลทอง "อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ปี 2559 นับเป็นอีกหนึ่งปีทองของการลงทุนภาครัฐ เพราะมีหลายบิ๊กโปรเจกต์ด้านคมนาคมที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้า ซึ่งการลงทุนของภาครัฐในปีนี้เป็นความหวังใหญ่ของภาคเอกชนที่คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง และเป็นโครงการที่นักพัฒนาที่ดินจับตามองด้วย หากมีความชัดเจนก็พร้อมร่วมวงจับจองพื้นที่ลงทุนใกล้โครงการคมนาคมเหล่านี้

โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นโครงการที่บรรดานักพัฒนาที่ดินให้ความสนใจมากที่สุด เพราะเป็นการเปิดหน้าดินใหม่ และหากประเมินจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบัน โครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก อาคารสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

สำหรับ 4 เส้นทางใหม่สร้างอนาคต นอกจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบันที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รถไฟฟ้า 4 เส้นทางใหม่ ได้แก่ 1.สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ที่ปัจจุบันเพิ่งเริ่มก่อสร้าง 2.สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ยังไม่ผ่าน) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) กำลังรอผ่าน PPP ฟาสต์แทร็กก่อน แล้วถึงจะเสนอเข้า ครม. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือน พ.ค.ปีนี้ ล้วนสร้างความสนใจให้กับทั้งภาคนักลงทุนและภาคประชาชน

หากวิเคราะห์ถึง 4 เส้นทางอนาคตต้องยอมรับว่า สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด เพราะเริ่มโครงการแล้ว โดยช่วงสถานีที่ 1-สถานีที่ 5 (สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีศักยภาพโดดเด่นที่สุด เพราะใกล้เมืองมากที่สุด และเชื่อมต่อมาจากสถานีหมอชิตผ่านบริเวณห้าแยกลาดพร้าว มีครบทั้งศูนย์รวมแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ อาคารสำนักงาน และมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ก็เป็นช่วงที่ราคาที่ดินและราคาคอนโดมิเนียมแพงมากแล้วเช่นกัน

ปัจจุบันผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม จึงเริ่มไปปักธงบริเวณสถานีสายหยุดและสถานีสะพานใหม่แทน ส่วนสถานีอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของหน่วยงานรัฐ พัฒนาไม่ได้ และอีกหนึ่งข้อจำกัดของบริเวณเกาะแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ในช่วงกลางถึงปลายคือ เป็นพื้นที่ควบคุมความสูงของตัวอาคาร เพราะอยู่ใกล้สนามบิน ราคาที่ดินจึงขึ้นไปแซงหน้าประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินได้จริง

สำหรับรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทาง คือ สายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีชมพู จะเริ่มเป็นรถไฟฟ้าที่ขยายไปยังพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ และรอยต่อกรุงเทพฯ มากขึ้น วิ่งเข้าชุมชนเดิม ซึ่งจะช่วยยกคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิมให้ดีขึ้น ส่วนการเปิดหน้าดินใหม่จะเป็นลักษณะการกว้านซื้อตึกแถวเก่ามารื้อทิ้งสร้างเป็นโครงการใหม่ หรืออาจนำตึกแถวเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับความเจริญที่เข้ามา

ขณะที่ทำเลฮอตเกาะแนวรถไฟฟ้าทั้ง 3 เส้นทางดังกล่าว ในระยะสั้นช่วง 5-10 ปีนี้ จะมีไม่กี่บริเวณเท่านั้นที่จะเกิดตลาดคอนโดมิเนียมได้ เช่น สายสีส้ม พื้นที่ที่จะได้รับอานิสงส์คือ 2-3 สถานีที่อยู่ใกล้สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ส่วนสถานีอื่นๆ ยังมีบ้านแนวราบเป็นทางเลือก ส่วนสายสีเหลือง บริเวณที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวประมาณ 6-7 สถานี ตลาดคอนโดมิเนียมจะเป็นที่นิยม ราคายังไม่แพงมาก ส่วนแถวศรีนครินทร์อาจจะมีคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทบ้าง แต่ก็ยังมีบ้านแนวราบให้เลือกจำนวนมาก

ส่วนสายสีชมพู เส้นทางนี้ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่ามีหลายสถานีที่ไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นได้ ทั้งสายสีแดง สายสีเขียวสะพานใหม่ และสายสีม่วง แต่โอกาสในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะกระจุกตัวบริเวณทางด่วนศรีรัช-ห้าแยกปากเกร็ด (โซนเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ) มากที่สุด เพราะบริเวณแจ้งวัฒนะ 14-ทางด่วนศรีรัช (โซนเมืองทองธานี) พัฒนาจนเต็มที่มากแล้ว ส่วนบริเวณหลักสี่-ศูนย์ราชการ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐพัฒนายาก

ทั้งนี้ ข้อจำกัดของทั้ง 4 เส้นทางรถไฟฟ้าใหม่เหล่านี้ ส่วนใหญ่คือผังเมืองปัจจุบันยังไม่สอดรับกับการมีรถไฟฟ้า มีหลายพื้นที่มีข้อจำกัดในการพัฒนา ซึ่งต้องรอดูว่านอกจากรัฐบาลจะเร่งเครื่องลงทุนโครงการรถไฟฟ้าแล้ว จะมีนโยบายด้านผังเมืองที่เปลี่ยนไปหรือไม่

จากบทเรียนในอดีตที่มีหลายโครงการมีกระแสข่าวว่าจะมีการก่อสร้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มี ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจริงๆ จะยังไม่เข้าไปปักธงลงทุน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนด้านงานก่อสร้างจริงๆ แม้ว่าการเข้าไปลงทุนจังหวะนั้น จะทำให้ต้นทุนที่ดินสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ชัวร์ว่าเข้าไปแรกๆ แต่โครงการไม่เกิดจริง ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงโครงการเพิ่งเริ่มมีความชัดเจนเช่นนี้ กลุ่มแรกที่จะเข้ามาคือ กลุ่มนักเก็งกำไรที่ดิน

6 แนวก่อสร้างปัจจุบัน

รถไฟฟ้า 6 เส้นทางทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นทำเลสุดฮอตที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและค้าปลีก เข้าไปปักธงลงทุนกันมาแล้ว เพราะทั้ง 6 เส้นทางมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก โดยเริ่มจาก 4 เส้นทางแรกก่อน คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) เป็นซิตี้ เรล (City Rail) ยุคแรกๆ ต่อจากแอร์พอร์ตลิงค์ ที่วิ่งจากเมืองออกไปชานเมือง เป็นการเปิดหน้าดินใหม่ในทุกสถานี ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการประมาณกลางปี 2559 นี้แล้ว

ส่วนสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก รวมถึง สายสีเขียวส่วนต่อขยายฝั่งธนบุรี (กรุงธนบุรี-บางหว้า) กำลังเป็นทำเลใหม่ที่เติบโตมาก เพราะว่าเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นปัจจุบันและใกล้เมืองมากที่สุด

ทั้ง 4 เป็นทำเลคอนโดมิเนียมระดับกลาง ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท (บางสถานีที่ไกลออกไปก็จะเริ่มต้นต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือต่ำกว่า 1 ล้านบาท) รองรับกลุ่มคนที่ต้องทำงานในเมือง แต่ไม่สามารถจับต้องราคาคอนโดมิเนียมในเมืองได้ เพราะแพงมากแล้ว ซึ่งแม้ว่าตามแนว 4 เส้นทางรถไฟฟ้านี้ ปัจจุบันโดมิเนียมจะโอเวอร์ซัพพลาย แต่ผู้ประกอบการล้วนมองว่า แนวโน้มจะดีขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการจริง คล้ายกับเส้นอ่อนนุช-แบริ่ง ในอดีตเคยล้นตลาด แล้วก็ปรับตัวดีขึ้นหลังรถไฟฟ้าวิ่ง

สำหรับรถไฟฟ้า อีก 2 สายสำคัญ คือ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) จะเป็นรถไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับแอร์พอร์ตลิงค์ นั่นคือ วิ่งตามแนวรถไฟสายเก่า มีระยะทางยาว แต่มีความถี่ของสถานีไม่มาก วิ่งออกจากจุดศูนย์กลาง คือ สถานีกลางบางซื่อไปยังชานเมืองของทั้งฝั่งเหนือกรุงเทพฯ (รังสิต) และฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)

ทำเลเกาะฝั่งขึ้นเหนือไปทางรังสิต จะเห็นภาพของตลาดคอนโดมิเนียม เกิดขึ้นมากกว่าฝั่งตลิ่งชัน เพราะฝั่งรังสิตเติบโตมาก่อนที่จะมีรถไฟฟ้าแล้ว มีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง มีแหล่งงานใหญ่ มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างฟิวเจอร์รังสิต ในอนาคตจะมีเซ็นทรัล มีอิเกีย มีเมการังสิต เรียกว่าความเจริญเกิดขึ้นไปนานแล้ว ราคาที่ดินจึงแพงมาก บ้านแนวราบย่านนี้จึงราคาสูง ปัจจุบันจึงเกิดคอนโดฯ 8-9 แสนบาทถึงล้านต้นๆ

ส่วนฝั่งตลิ่งชัน ด้วยข้อจำกัดด้านผังเมืองปัจจุบัน ที่จำกัดการพัฒนา เอื้อกับการสร้างบ้านหลังใหญ่เป็นหลัก และยังไม่มีห้างใหญ่ หรือแม่เหล็กใหญ่ๆ ที่ผ่านมาจึงเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัยราคาแพง คอนโดมิเนียมยังเกิดน้อยมาก จึงต้องดูเช่นกันว่าภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดินในผังเมืองของย่านนี้หรือไม่ หากเปลี่ยน จะเป็นจุดหักมุมสำคัญในการพลิกโฉมพื้นที่ย่านนี้

โครงการเดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์

โซนซีบีดี ยังร้อนแรง

จากภาพรวมทำเลรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่สำหรับทำเลทองของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็น โซนซีบีดี หรือทำเลศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมืองปัจจุบัน ได้แก่ สุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี เป็นย่านที่ราคาที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย ตารางวาละไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ส่วนราคาขายคอนโดมิเนียมเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 1.5-2 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.)

สำหรับปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุด เพราะจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ในย่านนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้วอีกไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ ซึ่งคาดว่าราคาขายในแต่ละโครงการจะร้อนแรงพอสมควร เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาท/ตร.ม. เพราะเป็นโครงการบนต้นทุนราคาที่ดินใหม่ที่ค่อนข้างสูง

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ขณะที่ย่านห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานานและเติบโตมาต่อเนื่อง ปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่เกิดขึ้น ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

เออีซีบูมพื้นที่เขตศก.พิเศษ

จากภาพรวมรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่ทำเลทองในกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็นโซนซีบีดีปัจจุบัน หรือทำเลใจกลางเมืองสุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี ซึ่งปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุดในโซนนี้ เป็นย่านธุรกิจ อาคารสำนักงาน ค้าปลีกชั้นนำ และที่อยู่อาศัยราคาแพงทั้งแนวราบและแนวสูง กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและต่างชาติ

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ อัตราค่าเช่าถูกกว่าโซนซีบีดีปัจจุบัน แต่สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ตึกใหม่ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ส่วนห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานาน และเติบโตมาต่อเนื่องแล้วยิ่งปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่ หรืออาคารเก่าถูกเทกโอเวอร์เพื่อปรับปรุงใหม่ให้เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปีนี้ ประกอบกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของภาครัฐ ก็จะทำให้เกิดทำเลทองใหม่ๆ บริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยแผนพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะที่ 1 เริ่มปี 2558 ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ตาก สระแก้ว ตราด มุกดาหาร สงขลา และล่าสุดได้เพิ่มหนองคายเข้ามาอีก 1 จังหวัด ส่วนระยะที่ 2 เริ่มปี 2559 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย กาญจนบุรี นครพนม และนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษทุกแห่งจะกระจายอยู่ตามแนวชายแดนที่มีด่านผ่านแดนหรือด่านศุลกากร

หากวิเคราะห์ภาพรวมของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ระยะ รวม 10 จังหวัดแล้ว จังหวัดที่มีโอกาสเกิดทำเลทองมากที่สุด คือ ตาก สระแก้ว สงขลา และเชียงราย ส่วนกาญจนบุรีต้องรอดูความชัดเจนของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีก่อนจึงจะเห็นภาพโอกาสในการเกิดทำเลทองได้

เริ่มด้วย จ.ตาก พื้นที่ที่ค้าขายชายแดนคึกคักมากที่สุดอยู่ใน อ.แม่สอด ซึ่งปัจจุบันมีการคมนาคมที่สะดวก ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำรวจพบว่า การค้าขายชายแดนที่เติบโตต่อเนื่องที่รอยต่อชายแดน จ.ตาก ทำให้ตากมีค้าปลีกขนาดใหญ่ครบ โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างมีเกือบครบทุกแบรนด์ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นมาก เริ่มเกิดตลาดคอนโดมิเนียมขึ้น

จ.สระแก้ว บริเวณด่านคลองลึก (ตลาดโรงเกลือ) อ.อรัญประเทศ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าระหว่างประเทศที่คึกคักมาก มีพื้นที่ติดกับบ้านปอยเปต อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันเริ่มมีโครงการอาคารพาณิชย์ นอกตลาดโรงเกลือมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทั้งอาคารพาณิชย์และคอนโดมิเนียมมีทั้งสำเร็จกับต้องทบทวนใหม่

จ.สงขลา แม้ไม่มีเออีซีสงขลาก็คึกคักอยู่แล้ว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เพราะมาเลเซียนิยมเข้ามาเที่ยว โดยเมื่อกล่าวถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจริงๆ คือ อ.สะเดา ปัจจุบันอาจยังไม่เห็นการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ชัดเจน แต่เริ่มมีนักลงทุนชาวมาเลเซียมาซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ในสะเดาเพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้า เข้ามาซื้อโรงงานผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน

จ.เชียงราย นอกจากเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว การเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ส่งผลดีให้เกิดการท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศจีนและลาว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวโตและเริ่มมีโรงแรมขนาดเล็กลงทุนมากขึ้น ส่วนค้าขายชายแดนก็เติบโต เริ่มมีการสร้างศูนย์จัดเก็บสินค้า รับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเชียงราย-ลาว-จีน มีถนน R3A ไปจีน ปัจจุบันทุนอสังหาฯ รายใหญ่จากส่วนกลางหลายรายเข้ามาปักธงพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรแล้ว กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและคนจีน

 

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413431

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่องเนื้อหาในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าโรดแมปสู่การเลือกตั้งที่เดิมเคยวางไว้ว่าจะเกิดขึ้นเดือน ก.ค. 2560 คงต้องขยับออกไปอีกประมาณปลายปี 2560

จากแผนเดิมตามสูตร 6-4-6-4 รวมระยะเวลา 20 เดือน เริ่มจากระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ประชามติ 4 เดือน จัดทำกฎหมายลูก 6 เดือน และจัดการเลือกตั้ง 4 เดือน

มาเป็นแผนใหม่ 6-4-8-5 ที่เปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกจาก 6 เดือน เป็น 8 เดือน และจัดการเลือกตั้งจาก 4 เดือน เป็น 5 เดือน

ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกรวม 10 ฉบับ จนต้องเพิ่มเวลานั้น มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายว่า แค่ 8 เดือนก็ถือว่า “หืดขึ้นคอ” เพราะรัฐธรรมนูญที่เราร่างถือเป็นโครงสร้างใหม่จำเป็น ต้องทำให้กลไกมันเดินหน้าได้ด้วยกฎหมายลูก

“ถ้าหาคนมาร่วมร่างเพิ่มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็อาจลดไปได้สัก 2 เดือน การร่างกฎหมายลูกเราจะทยอยทำ เมื่อฉบับไหนเสร็จก็จะส่งให้ สนช.พิจารณา เราจะไม่ทำทั้งหมดให้เสร็จจนครบเวลา 8 เดือน แล้วค่อยส่ง”

ไม่ต่างจากในส่วนของการจัดการเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เดือนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหาก ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั้นเป็นโมเดลใหม่ทั้งหมด จำเป็นต้องมีการตระเตรียมซักซ้อมความเข้าใจกันใหม่หมด

แม้จะเป็นการลงคะแนนบัตรเดียวแล้วคำนวณได้ทั้ง สส.เขต และ สส.สัดส่วน แต่เนื่องจากเป็นระบบใหม่ ทำให้ต้องวางแผนและเตรียมการกันใหม่หมด จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งในอดีต

ทาง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงว่า กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมี 5 ฉบับ หาก 5 ฉบับนี้เสร็จ ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หากไปคำนวณในขั้นตอนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็อาจสั้นลงได้ ซึ่งเท่าที่ดูระยะเวลามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร

แน่นอนว่าระยะเวลาที่ขยับเพิ่มจากโรดแมปเดิมอีก 3 เดือน ในทางปฏิบัติจริงแทบจะไม่มีผลอะไรมากนักหากนับจากกรอบเดิม 20 เดือน หรือหากจะนับตั้งแต่ระยะเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่ก็รวมเกือบ 3 ปี

แต่ปัญหาอยู่ตรงหลายฝ่ายตั้งตารอ “การเลือกตั้ง” ซึ่งถือเป็นกลไกที่จะยืนยันว่าบ้านเมืองกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช.กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ถึงที่ผ่านมาจะมีโรดแมปมาตั้งแต่รัฐประหารว่าบ้านเมืองจะมีเลือกตั้งในห้วงเวลาไหน แต่ทว่า “สัญญาณ” และ “ท่าที” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในช่วงที่ผ่านมามักจะสร้างความสับสนแถมลดความเชื่อมั่นมาโดยตลอด

ทั้งเคยระบุว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ บางครั้งถึงขั้นระบุว่าหากปั่นป่วนมากๆ จะปิดประเทศบ้าง จนทำให้สังคมเริ่มคลางแคลง

เช่นเดียวกับ “ความเชื่อมั่น” ในสายตาต่างชาติ ที่เฝ้ารอความชัดเจนจะเข้ามาค้าขายหรือลงทุนในประเทศ จนไม่อาจตัดสินใจทำอะไรได้

การที่โรดแมปมาขยับร่นออกไปอย่างเป็นทางการอีก 3 เดือน จึงถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและจะกระทบไปถึงการค้าการลงทุนซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่มีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งในช่วงนี้ที่องค์กรระหว่างประเทศเริ่มจับตาสถานการณ์ภายในประเทศไทย โดยเฉพาะท่าทีการดำเนินการต่อกลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาล ที่ถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ล่าสุด เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ยังกล่าวระหว่างเข้าเยี่ยมคารวะ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยระบุว่า “หวังว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ตามโรดแมป”

ยิ่งในส่วนของบรรดานักการเมืองที่ตกงานมาเกือบสองปีและกำลังเฝ้าอดทนรอจนถึงวันเลือกตั้ง การเลื่อนเวลาออกไปยิ่งจะทำให้ถูกมองว่านี่เป็นแผนการยื้ออยู่ในอำนาจ

สะท้อนผ่านท่าทีของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่านี่เป็นการโกหกหน้าด้านๆ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญต้องรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเตรียมออกกฎหมายใดให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาดักคอว่าเป็นแผนที่ต้องการอยู่ในอำนาจนานๆ หรือไม่

“เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเช่นนี้ ประชาชนมองเห็นถึงเจตนาเตะถ่วงซื้อเวลา จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ประชาชนตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในชั้นประชามติให้ได้ เพราะเห็นเจตนาประวิงเวลาชัดเจน”

การขยับโรดแมปเลือกตั้งออกไปเช่นนี้ จึงไม่เป็นผลดีต่อ คสช. รวมทั้งไม่เป็นผลดีต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เหลือ ที่สำคัญหากบานปลายหนักขึ้นย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างที่ คสช.ทำมาพังทลาย

 

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413233

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 255 ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และสมาชิก สนช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่รัฐสภา สภาฯ และวุฒิสภา หรือเป็น สส.หรือ สว.ตามลำดับ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่ สนช.ทำหน้าที่ หากมีตำแหน่งว่างลง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นสมาชิก สนช.แทนก็ได้

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ สมาชิก สนช.จะรับสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือ สว.มิได้ เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งสมาชิก สนช.ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้
ใช้บังคับ

มาตรา 256 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา 257 ให้ คสช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ให้หัวหน้า คสช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีผลบังคับได้ต่อไป

มาตรา 258 ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการตามมาตรา 269 (การปฏิรูปประเทศ) ต่อไปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ สปท.สิ้นสุดลง

มาตรา 259 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็นดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

(3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(7) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง จะจัดทําขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ และต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

เมื่อได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจากคณะ กรธ.แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ

เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการ กรธ. ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือดํารงตําแหน่ง สว.ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่ง

มาตรา 260 ให้ดําเนินการเลือกตั้ง สส.และจัดให้มีการเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติตามมาตรา 259 ทั้งหมดมีผลใช้บังคับแล้ว

มาตรา 261 ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา 270 บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช.หรือของหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 257 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คําสั่ง การ กระทํา ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น เป็นประกาศ คําสั่ง การกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําดังกล่าวให้กระทําเป็นพระราชบัญญัติ เว้น แต่ประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทําโดยคําสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย

 

คสช.ทุ่มสุดตัว เดิมพันรธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413004

คสช.ทุ่มสุดตัว เดิมพันรธน.ผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้สำหรับร่างแรกรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำสำเร็จ เตรียมส่ง​ไปยังแม่น้ำ 4 สาย ทั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ (สปท.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พรรคการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่หน่วยงานต่างๆ จะส่งความคิดเห็นข้อเสนอแนะกลับมายัง กรธ. เพื่อนำความคิดความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างสุดท้าย ​เพื่อนำไปทำประชามติต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนถึงขั้นมีบางกลุ่มเริ่มออกมาขยับเตรียมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

​แต่สำหรับ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นอีก “กลไก” สำคัญที่จำเป็นต้องผลักดันไปจนถึงปลายทาง​

เปิดทางให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ที่สุดท้ายจะต้องคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องเกิดขึ้นในปี 2560

สาเหตุสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติและประกาศใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศนั้น

ประการแรก เพื่อลดข้อครหาเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” หากจำได้ที่ผ่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ​ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกตีตกตั้งแต่ด่านแรกในชั้นการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ​นั้น ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยื้ออยู่ในอำนาจแบบแยบยล

เพราะการกลับมาตั้งต้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกรอบ ​จะทำให้กำหนดเวลาเดิมต้องร่นออกไปจากเดิมอย่างน้อย 6 เดือน และย่อมทำให้การอยู่ในอำนาจของ คสช.ขยายเวลาตามไปด้วย

แต่รอบนี้หากทุกอย่างเดินไปตามอีหรอบเดิม แรงเสียดทานเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ”​ ยิ่งหนักมากขึ้น และไม่เป็นผลดีต่อ คสช.

โดยเฉพาะหลังจาก คสช.อยู่ในอำนาจมาเกือบ 2 ปี คะแนนนิยมเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง แถมยังมี​มรสุมที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะหนักหน่วงยิ่งขึ้น การอยู่ในอำนาจนานเกินไป จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี​

ประการที่สอง การเร่งทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จย่อมเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่ประกาศต่อชาวโลก ส่วนผลพลอยได้ที่จะตามมาคือการเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ อันจะเป็นผลดีต่อการค้าขาย ลงทุน ก่อนช่วงเปลี่ยนผ่าน

อันจะช่วยผ่อนคลายหรือบรรเทาความรุนแรงจาก​สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่ประเมินว่าปี 2559 จะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา

ประการต่อมา หากร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ได้สำเร็จ ย่อมจะทำให้กลุ่มซึ่งคอยจะขัดแข้งขัดขา คสช. หรือออกมาสร้างความปั่นป่วนล้มร่างรัฐธรรมนูญไม่มีประเด็นไปขยายผลเพิ่มเติม

แถมจะทำให้ให้กลุ่มการเมืองเตรียมเดินหน้าลงสนามเลือกตั้ง แทนที่จะเอาเวลามาสร้างความปั่นป่วน คสช.ที่จะทำให้บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นร้อนแรงขึ้น

อีกด้านหนึ่ง คสช.​ไม่ต้องเกรงว่าจะถูกเช็กบิลย้อนหลัง เพราะหลายประเด็นมีอยู่ในบทเฉพาะกาล ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมรัฐประหาร หรือการวางกลไกที่จะรับไม้ต่อการปฏิรูป หรือการเปิดช่องนายกฯ คนนอก รวมทั้ง​อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ก็ยังไม่ถูกริบคืน ซึ่งเป็นเหมือนไม้ตายในมือ คสช.

​ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นเหมือนเดิมพันที่ คสช.ต้องเร่งผลักดันให้สำเร็จ สอดรับไปกับ “สัญญาณ” ที่ส่งมาจาก คสช.เป็นระยะ

เริ่มตั้งแต่ท่าทีของ มีชัย ที่ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อกำหนดรายละเอียดผลการทำประชามติให้มีความชัดเจน รวมทั้งขั้นตอนต่อไปในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

หลายเสียงสะท้อนตรงกันว่า นี่เป็นอีกแรงบีบที่จะทำให้กลุ่มคัดค้านโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะไปลุ้นกับท่าทีของ คสช.ที่ไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมการชุดใหม่มาเขียนแบบรวดเร็ว หรือหยิบรัฐธรรมนูญในอดีตมาปัดฝุ่นหรือแก้ไขเป็นบางมาตราก่อนใช้เพื่อจัดการเลือกตั้ง

การรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน จึงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า สอดรับไปกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ย้ำจุดยืนเลือกตั้งภายในปี 2560 เพิ่มแรงบีบให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ

แม้แต่ในงานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบ 58 ปี ยังกล่าวกับบรรดาทหารในงานว่า ขอให้พวกเราทุกคนไปสร้างความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแตกต่างกับฉบับที่แล้ว เพราะมีเรื่องการปฏิรูปทุกอย่างภายในประเทศ

“ผมอยากจะพูดตรงนี้ยาวๆ ในหมู่พี่น้องทหารด้วยกัน เพราะอยากจะคุยกับใครสักคนที่เข้าใจเรา มันเป็นภาระความรับผิดชอบที่กดดันผมทุกวัน เราเลยต้องทำงานหนักเพื่อให้คนเข้าใจ และต้องวางรากฐานทุกอย่าง”

นี่จึงเป็นอีกเดิมพันสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนับจากนี้

 

แม่น้ำ5สายอยู่ยาว เลือกตั้งก.ค.ปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412769

แม่น้ำ5สายอยู่ยาว เลือกตั้งก.ค.ปี’60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้พิจารณาบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว โดยมี 17 มาตรา โดย “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” โฆษก กรธ. ระบุว่า ที่ประชุมกำหนดให้องค์กรมีอยู่แล้วปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีองค์กรทำหน้าที่อย่างเดียวกันมารับหน้าที่

ขณะเดียวกันได้กำหนดคุณสมบัติ สส.และ สว.ที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนี้ มาใช้บังคับกับคุณสมบัติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

นอกจากนี้ กำหนดผู้ดำรงตำแหน่ง สนช. ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่า สส.หรือ สว. หลังประกาศการเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ใช้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อตัดประเด็นปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

ในส่วน ครม.และ คสช.ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ใหม่เข้ามาแทน สำหรับ สปท.อยู่ต่อไป 1 ปี หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นจำนวน 10 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ระเบียบวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง

ทั้งนี้ ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือนนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ รวมทั้งให้อยู่ต่อจนกว่าสนช.ได้ผ่านร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญทั้ง 10 ฉบับเรียบร้อย จึงจะพ้นหน้าที่ และกรธ.ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองได้ 2 ปีหลังพ้นตำแหน่ง

นอกจากนี้ สนช.ต้องรีบพิจารณาแต่ละฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน การเลือกตั้ง สส.และ สว. เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องประกาศใช้มีผลบังคับแล้ว ให้จัดการเลือกตั้งภายใน 5 เดือน หรือ 150 วัน โดยทั้งหมดเป็นความคิดเบื้องต้น ซึ่งอาจมีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงได้

“ชาติชาย” อธิบายว่า การที่ กรธ.ให้ สปท.อยู่ต่อ 1 ปี เพื่อเร่งทำงานปฏิรูปประเทศให้เสร็จ เพราะเป็นองค์กรเสนอแนะการปฏิรูป ดังนั้นอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลนำผลการคิดปฏิรูปไปผลักดัน แต่ระหว่างนั้นจะออกกฎหมายอะไรก็ต้องไปเสนอกับรัฐบาล

อย่างไรก็ดี บทเฉพาะกาลเช่นนี้จะทำให้โรดแมป คสช. จากเดิมที่วางไว้ 6-4-6-4 ขยายเป็น 6-4-8-5 ในช่วงการทำกฎหมายลูกและการกำหนดวันเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่ง คสช.ก็วางกรอบทำงานไว้ กรธ.ก็วางกรอบของตัวเอง

“การเลือกตั้งใหม่ภายใน 150 วัน หลังจากกฎหมายเลือกตั้งเสร็จก่อน การเปลี่ยนผ่านก็ต้องดำเนินการในตรงนั้น โรดแมปยังเป็นไปตาม คสช. สมมติเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในประมาณเดือน ก.ค. หรือต้นเดือน ส.ค. แล้วแต่กรณี กว่าจะทูลเกล้าฯ และโปรดเกล้าฯ ลงมาก็ประมาณเดือน ส.ค. ก็นับเลยว่าทำงาน 8 เดือน และมาที่สภา 4 เดือน นับหลังจากนั้นไปอีก 150 วัน ก็มีการเลือกตั้ง ก็ประมาณเดือน ก.ค. 25 60”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการกำหนดวันเลือกตั้งจำเป็นต้องรอให้กฎหมายลูกเสร็จพร้อมกันหรือไม่นั้น “ชาติชาย” บอกว่า เรื่องนี้เป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่มันจะเป็นเรื่องยาก เพราะต้องทำให้กฎหมายการเงิน การคลัง ของรัฐเสร็จก่อนด้วย เพราะมันจะไปเกี่ยวข้องกับการเสนอนโยบาย การใช้เงิน เพราะวินัยการเงินการคลังเริ่มจากสัญญาหรือเป้าหมายที่จะใช้แล้วภายใน 8 เดือน กรธ.ไม่ได้หมายความว่าวันสุดท้ายจะมายื่นทั้งหมด เพราะก็อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ ถ้า กรธ. 8 เดือนทำไม่เสร็จก็ต้องพิจารณาตัวเอง

สำหรับการใช้อำนาจของ คสช.ในบทเฉพาะกาลมีอำนาจเหมือนปกติ เพราะมีการเขียนคุ้มครองให้มีอำนาจใช้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ไม่ใช่รักษาการเนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเหมือนรัฐบาลปกติ เมื่อหมดรัฐบาลเลือกตั้งก็ต้องรักษาการไปจนกว่ารัฐบาลใหม่เข้าสู่ตำแหน่ง ก็หมดวาระไปวันนั้น

ขณะที่ข้อกังวลการใช้อำนาจของ คสช.ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนมีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะมาตรา 44 ระหว่างช่วงหาเสียงและการเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้สิ่งที่เกินคาดการณ์ได้ แต่มาตรา 44 ใช้ยามมีเหตุจำเป็นและเจตนา นายกฯ ก็อยากให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ดังนั้นเป็นธรรมดามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใช้บังคับอยู่จนกว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้

“ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องมีสะพานไม่เช่นนั้นจะเกิดสุญญากาศทางอำนาจ ขณะเดียวกันบทเฉพาะกาลยังไม่ได้มีการเขียนว่าห้ามใช้อำนาจ แต่บางเรื่องยังต้องเป็นอำนาจที่มีแต่เดิมอยู่ เพราะเขียนคุ้มครองไว้ให้สามารถทำงานได้” ชาติชาย ระบุ

ทั้งหมดนี้ยังต้องตามติดรายละเอียดเนื้อหาทั้ง 17 มาตรา ของบทเฉพาะกาล เพราะยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีการแถลงออกมา ทุกอย่างจึงยังอึมครึม

 

ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412763

ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาประกาศจุดยืนแบบ​เสียงดังฟังชัดอีกรอบ “ไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง”​

นับเป็นการตอกย้ำ​ใน “สัญญาประชาคม” ตามที่เคยประกาศไปแล้วในเวทีสหประชาชาติ ว่าเส้นทางตามโรดแมปหลังจากนี้จะเดินไปตามขั้นตอนและมีการเลือกตั้งในปี 2560 อย่างไม่มีบิดพลิ้ว

นอกจากจะสยบกระแสข่าวเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” แล้วนี่ยังถือเป็นอีกมาตรการที่ช่วย “ลดแรงเสียดทาน” จากมรสุมที่รุมเร้ารัฐบาล คสช.ในเวลานี้

ที่สำคัญสถานการณ์การเมืองขณะนี้เปราะบาง หากพลาดพลั้งอาจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาต้อง “สะดุด” หรือ “พังทลาย” ลงไปอย่างน่าเสียดาย

​ด่านแรก “ร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเวลานี้กระบวนการจัดทำเดินมาจนถึง “ทางสองแพร่ง” โดยสุดสัปดาห์นี้ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานจะจัดทำร่างแรกสำเร็จ และส่งต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้ กรธ.ปรับแก้ไขต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็นจากหลายฝ่าย จนถึงขั้นมีบางกลุ่มประกาศตัวเตรียมออกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 อีกด้านยังเป็นการส่งสัญญาณ​ผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติกลายๆ

เพื่อตัดปัญหาไม่ต้องไปลุ้นกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป หากจะต้องมีการร่างกันใหม่ในอนาคต

แถมสอดรับไปกับท่าทีของมีชัย ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อกำหนดกรอบความชัดเจนในการนับคะแนนการลงประชามติ รวมทั้งไม่ต้องไปกำหนดขั้นตอนหลังจากการลงประชามติ กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ดังจะเห็นจากท่าทีของ คำนูณ สิทธิสมาน อดีตโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มองว่า ถ้าพอใจโหวตให้ร่างฉบับนี้ที่เห็นรายละเอียดแล้วแน่นอนผ่านไป ก็ได้เลือกตั้งแน่ภายในปี 2560 แต่ถ้าตัดสินใจโหวตไม่ให้ผ่าน ก็ต้องลุ้นเอาเอง ไม่รู้จะได้เลือกตั้งเมื่อไร

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับ ‘สิบเบี้ยใกล้มือ’ เอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของ ไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” คำนูณ ระบุ

การที่ไม่มีกรอบว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร จึงเป็นการบีบให้กลุ่มค้านต้องคิดหนักหากค้านจนร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้ว คสช.จะเดินต่อไปอย่างไร

“เขาทำประชามติกันเมื่อไหร่ในเดือน ก.ค. 2559 ใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ผ่าน ผมก็จะทำให้มันเลือกตั้งได้ก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าเลือกตั้งไม่ได้อีกผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ก่อนหน้านี้เริ่มมีบางฝ่ายออกมา “ดักคอ” ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระบวนการทุกอย่างอาจกลับไปสู่จุดเดิม ​ตั้งแต่เริ่มตั้งกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนอาจกระทบไปถึงโรดแมปเดิมให้ต้องร่นเวลาเลือกตั้งออกไป

การตอกย้ำว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2560 จึงถือเป็นการการันตีว่า คสช.​ไม่คิดจะใช้กระบวนการประชามติเป็นแผนต่ออายุ คสช.ออกไปแบบเนียนๆ เพราะไม่ว่าผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้งปี 2560

ดังที่ ​พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ​ในกรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องหารัฐธรรมนูญมาให้เลือกตั้งจนได้​

“อาจจะมีมาตราเดียวหรือ 2-3 มาตราก็พอแล้ว คือ 1.ให้มีการเลือกตั้ง 2.เรื่องสิทธิมนุษยชน 3.เรื่องประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพไร้ขีดจำกัด พอแล้ว 3 มาตราคงไม่แตกต่างอะไรไปมากกว่านี้ หรือจะเอารัฐธรรมนูญที่มาจากต่างดาวกันหรืออย่างไร มาตราก็มีแบบนี้ทั้งนั้นอันไหนมีอยู่แล้วใช้ได้ก็ใช้ อันไหนไม่ได้ก็เติมเข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปอะไรที่พิเศษในการปฏิรูปก็ต้องใส่เข้าไป”

อีกด้านหนึ่งการที่หัวหน้า คสช. ตอกย้ำว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ยังถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักธุรกิจและต่างชาติที่รอดูความชัดเจนก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือค้าขายกับประเทศไทย

อันจะเป็นอีกหนึ่งทางแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่หนักขึ้น เมื่อต่างชาติที่เฝ้ารอจะเข้ามาลงทุน ต่างก็รอดูความชัดเจนของ คสช.ว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกนานแค่ไหน

ยิ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดในทำนองทีเล่นทีจริงหลายต่อหลายรอบว่า หากประเทศไม่สงบ ก็จะปิดประเทศบ้าง หรืออยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกยาว ยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมีปัญหา และทำให้หลายฝ่ายที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนมีอันต้องชะงัก

เนื่องจากประเมินแล้ว จุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงในอนาคต ดังนั้น คสช.​จำเป็นต้องลดเงื่อนไขที่จะทำให้ปัญหาหนักหนากว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อไปถึงปัญหาอื่นๆ ​

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบโรดแมปเดิม ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 แน่นอน

 

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412526

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องจับตามองนอกเหนือไปจากการร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังมีเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน

เดิมทีท่าทีจากฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งสัญญาณที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกออกมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ม.ค.

โดยมีการคาดการณ์ว่า คสช.และ ครม.จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.คะแนนเสียงชี้ขาดประชามติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37 วรรค 7 เขียนในลักษณะกำกวมซึ่งมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้ในทางปฏิบัติร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ

มาตรา 37 วรรค 7 ระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” จึงเกิดการวิเคราะห์ว่า ครม.และ คสช.น่าจะแก้ไขเปลี่ยนเป็นคำว่า “ถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก…” แทนบทบัญญัติเดิม เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถฝ่าด่านประชามติไปได้

2.การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เดิมทีเกิดความไม่สบายใจว่า คสช.และ ครม.จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นขนาดไหน ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในครั้งนี้อาจจะสร้างหลักประกันเพื่อความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่เป็นการปลุกระดมทางการเมือง

3.แผนสำรองหากไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดเป็นแนวทางว่า ถ้าประชาชนลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องกลับไปสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและส่งให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง ซึ่งในทางการเมืองแล้วการเขียนรัฐธรรมนูญในรอบที่สามอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมมากนัก จึงเริ่มมีการคิดว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เวลานี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยทำท่าว่าน่าจะลงมืออย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ อาจจะไม่มีการดำเนินการแล้วก็เป็นได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

“ไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อหาทางออกกรณีไม่ผ่านประชามติ เพราะถ้าระบุทางออกไว้คนจะไม่ดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนการนับผลการทำประชามตินั้น ถ้ารัฐบาลเข้าใจตรงกันว่านับคะแนนเฉพาะผู้มาใช้สิทธิ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ และหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันแทน” คำกล่าวของ มีชัย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.

ท่าทีของประธาน กรธ.มีนัยอยู่ไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า มีชัย คือ หนึ่งในสมาชิก คสช. ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ย่อมมีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือได้พอสมควร

การส่งสัญญาณไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สามารถประเมินสถานการณ์ได้ 2 มุม

มุมแรกเป็นการแสดงความมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.น่าจะผ่านประชามติและพร้อมจะทำทุกทาง เนื่องจากมาระยะหลังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักจะบอกต่อสาธารณะหลายครั้งว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติก่อน ประเทศถึงจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ คิดไว้ได้

อีกมุมย่อมมองได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นดาบสองคมที่ คสช.คาดไม่ถึง โดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อรองรับปัญหาที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

กล่าวคือ ถ้า คสช.ไปบอกทางออกในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก่อน เช่น ให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ศ. 2540 มาใช้แทน เป็นต้น อาจทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ. เพื่อต้องการให้นำรัฐธรรมนูญในอดีตมาใช้แทน เพราะต้องยอมรับมีหลายฝ่ายไม่พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนกันอยู่จำนวนมาก

เท่ากับว่าบางทีการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะช่วยให้แรงต่อต้านสงบลง

การไม่บอกทางออกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วจะทำอย่างไรนั้น เสมือนหนึ่งเป็นการบีบให้ประชาชนไปลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทางอ้อม เพราะไม่มีใครรู้ว่า คสช.ซ่อนไพ่อะไรไว้ในมือ จึงน่าจะเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป เหมือนกับที่ “คำนูณ สิทธิสมาน” เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. ตั้งข้อสังเกต

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับสิบเบี้ยใกล้มือเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” ข้อสังเกตจากคำนูณ

เหนืออื่นใด หากที่สุดแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติขึ้นมา คสช.ก็ยังมีอำนาจมาตรา 44 หรือการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างทางออกให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

เพราะฉะนั้นการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คือ การแก้เกมเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั่นเอง