“สุวัจน์” วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412293

"สุวัจน์" วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลิกล็อกตกเก้าอี้แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 7 สมัย เสียตำแหน่งสมัยที่ 8 ให้กับ ​สมบัติ เอื้อมมงคล อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย ไปแบบขาดลอย

หากพิจารณาจากผลการลงคะแนน 35-19 เสียง ​บัตรเสีย 4 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 2 เสียง จะเห็นว่า สมบัติ ชนะแบบถล่มทลายไปด้วยคะแนนเสียงที่เกินครึ่งจากสมาชิกที่มาประชุม 60 สโมสร จากทั้งหมดที่มีอยู่ 62 สโมสร ซึ่งหมายความว่าชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุหรือความบังเอิญ

ที่สำคัญการสูญเสียเก้าอี้นายกสมาคมในครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบในแง่บทบาทหน้าที่ในแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไปถึงคะแนนนิยม ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ที่ผ่านมา สุวัจน์ หันมาเอาดีด้านกีฬา และใช้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สร้างตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกเว้นวรรคทางการเมืองไป 5 ปี ไม่อาจเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองต่างๆ ได้ทุกรูปแบบ

แต่ในความเป็นจริงชื่อของ สุวัจน์​ ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากสารบบการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลายต่อหลายครั้ง ทั้งพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และ สุวัจน์ ยังถูกพูดถึงในบทบาทของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรทางการเมืองในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา

แม้คะแนนเสียงของพรรคชาติพัฒนาฯ เองจะไม่ได้มีที่นั่งมากมายจนมีผลชี้นำอะไรได้ แต่ด้วยสถานะที่ไม่ได้อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ท่าทีของพรรคจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช่วงการออกกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ

อีกทั้งชื่อของ “สุวัจน์” ยังเคยถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งใน “ตุ๊กตา” เมื่อมีการพูดถึงนายกฯ คนกลาง หลายครั้งหลายหน เพราะต้องการหาคนกลางที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคู่ขัดแย้งข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน

​ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งของสองขั้วที่รุนแรงและเรื้อรัง​ ยิ่งทำให้ “คนกลาง” เป็นที่ต้องการมากกว่าคนที่จะมาจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ที่สำคัญด้วยต้นทุนของ สุวัจน์ เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่มีคอนเนกชั่นรอบด้านสามารถเข้าได้กับทุกพรรค แม้จะมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังคงมีไมตรีกับพรรคฝ่ายค้าน

แถมอาจจะเป็นความโชคดีของ สุวัจน์ ที่ถูกโทษแบนพ้นสนามการเมือง 5 ปี ในช่วงที่สมรภูมิการเมืองดุเดือดเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน การถอยออกไปจากสมรภูมิอย่างถูกจังหวะ จึงทำให้ภาพลักษณ์ไม่บอบช้ำ หรือเอนเอียงยืนหยัดอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง สุวัจน์​ เหมือนจะรู้ตัวและพยายามถนอมเนื้อถนอมตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหว หรือมีความคิดความเห็นทางการเมืองมากนัก

บทบาทที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและมหกรรมกีฬาต่างๆ โดยเฉพาะเทนนิส ด้วยบทบาทนายกสมาคมที่ยังทำให้ชื่อของ สุวัจน์ ยังวนเวียนเป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมาสถานการณ์หลังรัฐประหารที่เคยมีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ และนายกฯ คนกลาง ชื่อของ สุวัจน์ ก็เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่มีการพูดถึง

แต่ทว่าหลังพลาดเก้าอี้นายกสมาคมสมัยที่ 8 แบบพลิกโผ สถานการณ์ทำท่าจะเปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่ “บารมี” ที่เคยเบ่งบานวันนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าลดน้อยถอยลงไป

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้อดีตนายกสมาคม 7 สมัยต้องมาตกเก้าอี้เที่ยวนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ท่าทีจาก พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อุปนายกสมาคม ที่ออกมาแสดงความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโมฆะโดยเฉพาะมติการเลือกตั้ง เนื่องจากพบมูลเหตุการล็อบบี้คะแนนเสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่า ความเห็นเรื่องนี้ดูจะไม่มีน้ำหนักมากนัก เพราะเป็นที่ชัดเจนว่า พล.อ.ธวัชชัย สนิทชิดเชื้อกับ สุวัจน์ ​ครั้งหนึ่งยังเคยสวมเสื้อชาติพัฒนาลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

​อีกด้านหนึ่งตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะนายทะเบียน ยังออกมาระบุว่า ไม่พบพิรุธหรือสิ่งผิดสังเกตที่ทำให้เรื่องนี้ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบมากขึ้น

สุวัจน์เองก็ทำได้แค่เพียงแสดงความยินดีกับคณะกรรมการชุดใหม่ และยอมรับในการตัดสินใจของสมาชิก หลังจากนี้ก็จะยังคงช่วยเหลือวงการเทนนิสเหมือนเดิม

ระหว่างนี้คงต้องรอดูว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ​

แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ต่อให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะและการเลือกตั้งครั้งใหม่ สุวัจน์ ​ถูกเลือกกลับมาเป็นนายกสมาคม แต่ไม่อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​

 

จับตาแก้เกมประชามติ ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 20:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412254

จับตาแก้เกมประชามติ ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เป็นอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองที่ยังคงคาราคาซังมาถึงปัจจุบัน เพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สงวนท่าทีต่อเรื่องนี้อยู่พอสมควร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะมือกฎหมายของรัฐบาล แย้มว่าอาจต้องมีการหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เริ่มเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกออกมาบางส่วนแล้ว

“อาจต้องมีการพูดคุยกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องขยับอะไรเป็นทางการ เดี๋ยวจะแตกตื่นว่า รัฐบาล คสช.กลัวร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ เราไม่อยากให้เกิดภาพความรู้สึกแบบนั้นในสังคม” วิษณุ ระบุ

จากคำพูดดังกล่าวของรองนายกฯ วิษณุ ทำให้ประเมินได้ในระดับหนึ่งว่า คสช.และ ครม.น่าจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ กรธ.ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว

สาเหตุที่ ครม.และ คสช.อาจจะเลือกเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงดังกล่าว เนื่องจากต้องการดูกระแสสังคมว่าจะมีความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ กรธ.ดำเนินการอย่างไร เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ครอบคลุมใน 3 ประเด็นใหญ่ที่สำคัญ ดังนี้

1.คะแนนเสียงชี้ขาดประชามติ เดิมทีในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 37 วรรค 7 ระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดการตีความไปในหลายทิศทางว่าสรุปแล้วจะใช้เกณฑ์ของเสียงข้างมากในการตัดสินประชามติอย่างไร

ฝ่ายหนึ่งมองว่าใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิในการตัดสิน หมายความว่า ถ้ามีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 20 ล้านคน แต่หากในวันลงประชามติมีผู้มาใช้สิทธิ 15 ล้านคน และมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเกิน 7.5 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ

อีกฝ่ายเห็นแย้งว่าควรต้องตีความตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 20 ล้านคน ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติได้ก็ต่อเมื่อมีประชาชนเกิน 10 ล้านคน ลงมติเห็นชอบเท่านั้น

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว จึงมีความเป็นไปได้ที่ ครม.และ คสช.จะแก้ไขในประเด็นนี้ โดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินตามบรรทัดฐานของมาตรา 9 ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

สมมติว่ามีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 20 ล้านคน หากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะต้องมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1.ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 10 ล้านคน จากทั้งหมด 20 ล้านคน 2.ใน 10 ล้านคน ที่มาออกเสียงนั้นจะต้องมีประชาชนมากกว่า 5 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

2.หลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็น รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกแบบหลักเกณฑ์ วิธีการของการทำประชามติ ซึ่งรวมถึงการแสดงความคิดเห็น แต่ปัจจุบันเริ่มมีแรงกดดันที่ต้องการให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็กในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เว้นแต่จะเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเกิดความสง่างาม ไม่ใช่ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยการที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

แน่นอนว่าเรื่องความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ คสช.และ ครม.ให้ความสำคัญ ถ้ามองในบริบทก็เป็นไปได้ที่ คสช.และ ครม.จะให้หลักประกันเรื่องการแสดงความคิดเห็นไว้ในรัฐธรรมนูญ แทนการให้ กกต.ไปบัญญัติเอาเอง

3.แผนรองรับกรณีร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ถ้ายึดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ไม่ผ่านประชามติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 และทำประชามติอีกครั้ง แต่สำหรับในทางการเมืองแล้ว ถามว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ความชอบธรรมจะมีพอเพื่อการเขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้งหรือไม่ เพราะการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญย่อมหมายถึงการปฏิเสธ คสช.โดยประชาชนด้วย

ทั้งนี้ อาจเป็นเหตุให้ คสช.และ ครม.ต้องออกแบบบันไดหนีไฟ เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ได้ทำเป็นต้นแบบเอาไว้ โดยครั้งนั้นกำหนดให้หากร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ผ่านประชามติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับไหนมาปรับปรุงและประกาศบังคับใช้ได้ ซึ่ง คสช.อาจนำแนวทางนี้มาชั่งน้ำหนักและปรับใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น การวางหมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการกำหนดอนาคตของ คสช.ด้วยมือของ คสช.เอง

 

ลอยแพ สุขุมพันธุ์ ต่างฝ่ายต่างเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411631

ลอยแพ สุขุมพันธุ์ ต่างฝ่ายต่างเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัมพันธ์ขาดสะบั้นทันทีหลัง ประชาธิปัตย์ ประกาศลอยแพ คุณชายหมู-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แบบไม่มีทางเลือก ทั้งที่รู้ว่าจบแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญการตัดสินใจครั้งนี้ยังสุ่มเสี่ยงกับคะแนนนิยมในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นอีกฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์

เหตุผลชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของประชาธิปัตย์ที่ว่า การพบปะพูดคุยระหว่างพรรคกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งที่พรรคพยายามอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.

“พรรคจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบความไว้วางใจสนับสนุนให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จึงขอแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าการบริหารของ กทม. จากนี้ถือเป็นการดำเนินการโดยเอกเทศ เนื่องจากพรรคไม่สามารถใช้ระบบและกลไกของพรรคในการช่วยสนับสนุนติดตามตรวจสอบการบริหารของ กทม.ได้”

ต้องยอมรับว่ารอยร้าวภายในระหว่างประชาธิปัตย์และ กทม. มีมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นเกิดกระแสจากภายในพรรคคัดค้านไม่ต้องการให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสนามเลือกตั้งรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 เพราะท่าที “ห่างเหิน” ไม่รับฟังเสียงสะท้อนจาก สส.ในพรรค จนกระทบกับงานพรรค งานพื้นที่ จนคะแนนหล่นวูบ

แต่สุดท้ายหลังได้แรงดันจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สามารถฝ่ากระแสต้านกลับมาลงสมัครได้อีกรอบ ก่อนจะเบียดกลับมาชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ คู่แข่งจากเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้ายไปแบบหืดขึ้นคอ

ปัญหาหลังจากนั้นหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังการบริหารงาน ก่อนจะมาเจอระเบิดลูกใหญ่กับเรื่อง “น้ำท่วม” ที่คุณชายหมูแก้ไม่ตก แถมยังหลุดปากไล่คนกรุงไปอยู่ดอย

ครั้งนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกโรงขอโทษแทนผู้ว่าฯ กทม. เพราะรู้ว่านี่เป็นแผลที่สาหัสหนักจนจะกระทบถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า

ปัญหาหนักขึ้นเมื่อ 2 ว. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และ วัชระ เพชรทอง ผนึกกำลังขุดคุ้ยเงื่อนงำความไม่โปร่งใสใน กทม.แบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดซื้อรถดูดไขมัน การเดินทางไปต่างประเทศของบรรดาบิ๊ก กทม. การจัดซื้อเปียโนให้โรงเรียนในสังกัด กทม.

การเกาะติดเรื่องทุจริตใน กทม. แบบกัดไม่ปล่อยนี้ ด้านหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้ประชาธิปัตย์ต้องถูกคู่แข่งถล่มในช่วงเลือกตั้งรอบหน้า จึงต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาและหาทางป้องกัน

แต่อีกด้านหนึ่ง นี่ยิ่งบีบให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ห่างเหินกับพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น แม้แต่ อภิสิทธิ์ ที่พยายามจะประสานเพื่อพบปะเคลียร์ปัญหายังถูกเลื่อน ถูกยกเลิก จนไม่สามารถเข้าถึงได้

ถึงขั้นต้องงัดมาตรการ “ขู่” ด้วยการทำหนังสือไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อปลดล็อกคำสั่ง ให้พรรคการเมืองกลับมาประชุม เพื่อจะขับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกจากสมาชิก หรือตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

ทว่าหลัง คสช. ไม่ตอบรับคำขอ ประชาธิปัตย์จึงต้องงัดมาตรการ “ลอยแพ” ที่แน่นอนว่าแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุก็ยังมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ยากที่จะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

การ “ตัดตอน” ความผิดทั้งหมดให้เป็นเรื่องของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพื่อรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ออกมาอย่างที่คาดหวัง อย่างมากก็ทำได้เพียงแค่ผ่อนหนักให้เป็นเบา และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาใน กทม.

สุดท้ายก็จะมาซ้ำเติมสภาพปัจจุบันที่ล่าสุด “กรุงเทพโพลล์” ระบุว่า “คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทยในยุคห้ามทำกิจกรรมพรรคฯ” ประชาธิปัตย์ อยู่ที่ 19.5% ตามหลังเพื่อไทยที่อยู่ที่ 20.3% อีกทั้งหากเปรียบเทียบกับเดือน ก.ย. 2558 คะแนนของประชาธิปัตย์ลดลงไปเกือบ 10%

ยิ่งสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงไปจากการตัดสินใจครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้ประชาธิปัตย์อ่อนแรงตามไปด้วย เมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถูกผลักให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามประชาธิปัตย์ บรรดาทีมงานที่เคยเป็นกลุ่มเดียวกันก็อาจแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง และทำให้ฐานเสียงอ่อนแอลง เปิดโอกาสคู่แข่งในพื้นที่สามารถเจาะฐานเสียงได้ง่ายขึ้น

อย่าลืมว่าฐานทีมงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ทำงานอยู่ใน กทม.นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากประชาธิปัตย์ อาทิ ผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯ กทม. และ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. หากจะต้องเลือกอยู่ฝั่งนั้นฝั่งนี้อาจจะเป็นการตัดกำลังพวกเดียวกันเอง

ยังไม่รวมกับกระแสข่าวความพยายามก่อนหน้านี้ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เตรียมจับมือกำนันสุเทพ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่สุดท้าย สุเทพออกมายืนยันว่าไม่หวนคืนสนามการเมืองและไม่คิดตั้งพรรคใหม่

ซ้ำเติมแผลเก่าเรื่องปัญหาเกาเหลากับทีมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) การมาเจอแผลใหม่รอบนี้ที่จะกระทบกับฐานเสียง กทม.อีก ย่อมไม่เป็นผลดีกับประชาธิปัตย์ แต่ทั้งหมดนี้ปรากฏการณ์ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ที่ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นผลดีกับทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และประชาธิปัตย์

 

เพิ่มอาวุธองค์กรอิสระ สะเทือนการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 22:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411607

เพิ่มอาวุธองค์กรอิสระ สะเทือนการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ในความสนใจไม่น้อย สำหรับโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างกระบวนการสรรหาก็ต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยคณะกรรมการสรรหาแบบเก่ามีองค์ประกอบ ได้แก่ 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.ประธานสภาผู้แทนราษฎร 5.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 6.บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน และ 7.บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน

ส่วนของใหม่มีความเข้มข้นในสัดส่วนของคณะกรรมการสรรหาที่มาจากสายตุลาการ ซึ่งประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภา 3.ตุลาการในศาลปกครอง ที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 4.บุคคลภายนอกที่มาจากการเลือกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระองค์กรละหนึ่งคน

ขณะที่อำนาจหน้าที่ ปรากฏว่ามีหลายส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้องค์กรอิสระมีภารกิจร่วมกัน ซึ่ง กรธ.ได้มอบภารกิจที่ว่านั้นไว้สองเรื่อง

1.การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม โดยในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 192 บัญญัติว่า “ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการและผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยธุรการขององค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้มีผลใช้บังคับ

ในการจัดทำต้องรับฟังความคิดเห็นของ สส. สว. และ ครม. ประกอบด้วย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับใช้แก่ สส. สว. และ ครม.ด้วย ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าการฝ่าฝืนจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง”

เดิมทีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ควบคุมเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องการจัดทำประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรธ.จึงกำหนดสภาพบังคับของการควบคุมเรื่องจริยธรรมให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยจะให้มีผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย หากเกิดกรณีที่มีนักการเมืองปฏิบัติที่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมทางการเมือง

2.การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอแนะการบริหารราชการแผ่นดินให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ และไม่ก่อให้เกิดผลในทางรูปธรรมเท่าไหร่ เนื่องจาก ครม.จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้

ด้วยเหตุนี้ กรธ.ได้แก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 227 ให้องค์กรอิสระ 3 องค์กร คือ ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ร่วมกันเสนอความเห็นไปยัง ครม. หากพบว่าการบริหารงานของ ครม.ในเรื่องใดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

“เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลัง ต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าวให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมกันเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย” เนื้อหาในมาตรา 227

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ได้รับภาระหน้าที่และอำนาจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการให้มีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่สำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีสถานะเป็นปลายทางของการชี้ขาดในเรื่องต่างๆ ด้วย เช่น คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยจากการกระทำผิดจริยธรรมที่เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

การเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ เป็นความตั้งใจของ กรธ.ที่ต้องการให้มีกลไกอย่างเป็นทางการสำหรับควบคุมไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งจะเป็นประตูสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานะขององค์กรอิสระที่ได้รับเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ต่างอะไรกับเหรียญสองด้าน ตรงนี้จะเป็นประเด็นให้ฝ่ายการเมืองในปัจจุบันนำไปเคลื่อนไหวระหว่างการทำประชามติว่ากำลังมีการสืบทอดอำนาจผ่านการออกแบบองค์กรอิสระ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่เริ่มไม่แฮบปี้กับร่างรัฐธรรมนูญที่ทยอยเปิดเผยออกมาเท่าไหร่นัก จึงเป็นสถานการณ์ลำบากที่ กรธ.ต้องเผชิญอีกครั้ง และต้องตัดสินใจให้ดีเพื่อไม่ให้การเมืองเกิดความขัดแย้งรุนแรง

 

บทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ชนวนระเบิดลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411386

บทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ชนวนระเบิดลูกใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญ หลังจากได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จไปแล้ว 13 หมวด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% เหลือเพียงแต่บทเฉพาะกาลเท่านั้น

บทเฉพาะกาล นับเป็นหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยหลักแล้วจะมีองค์ประกอบหลักสำคัญ 3 ประการ

1.การชะลอการบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ส่วนมากจะพบอยู่ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

หากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ โดยที่บทเฉพาะกาลไม่ได้บัญญัติเรื่องการไม่เอาคุณสมบัติของนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาบังคับใช้ชั่วคราว ก็ย่อมมีผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถทำหน้าที่นายกฯ ในระหว่างรอให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นได้

2.การกำหนดความคงอยู่หรือไม่ของบางองค์กร รัฐธรรมนูญที่ผ่านจะบัญญัติบทเฉพาะกาลส่วนนี้ไว้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน มีวาระ 7 ปี แต่ปัจจุบันมีกกต.เพียง 5 คน และดำรงตำแหน่งมาแล้วประมาณ 2 ปี ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่บทเฉพาะกาลจะกำหนดให้ กกต.ที่เหลือ 5 คนทำหน้าที่ไปได้ปกติตามวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ พร้อมกับกำหนดเวลาให้มีการสรรหา กกต.ที่เหลือให้ครบต่อไป

3.การบัญญัติให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนใหญ่จะเป็นการกำหนดว่าภายในเวลากี่ปีฝ่ายนิติบัญญัติควรออกกฎหมายอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศหรือประชาชน เช่น การกำหนดให้มีกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับในทางการเมืองแล้ว บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่ถูกจัดทำขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการรัฐประหาร จะโดนจับตาเรื่องสถานะของคณะรัฐประหารและองค์กรที่เกิดขึ้นจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์

ย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ออกแบบการเปลี่ยนผ่านอำนาจไว้เป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่การกำหนดให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่รับร่างกฎหมายมาจาก กมธ.ยกร่างฯ จากนั้นให้มีการเลือกตั้ง สส.ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ร่างกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯ ชุดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เขียนไว้ในทำนองเดียวกัน

ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี ครม.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน เช่นเดียวกับให้ สนช.ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปจนมี สส.และ สว.เข้ามาทำหน้าที่เต็มรูปแบบ

มาในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรธ.กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากอยู่พอสมควร ซึ่งเป็นผลมาจากบทเฉพาะกาลที่เตรียมจัดทำขึ้นในสัปดาห์นี้

ส่วนหนึ่งมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศเกิดความสงบ ทำให้มีปัญหาตามมาอีกมากว่าปัจจุบันการเมืองมีความสงบมากพอที่จะให้ประเทศมีการเลือกตั้งหรือไม่ ด้วยเหตุผลตรงนี้ย่อมเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะอยู่ในอำนาจนานขึ้นไปอีก หรือเรียกง่ายๆ ว่า ในปี 2560 อาจไม่มีการเลือกตั้ง

โดยความชอบธรรมที่จะทำให้ คสช.มีอำนาจต่อไปได้ คือ การกำหนดสถานะทางการเมืองของ คสช.ไว้ในรัฐธรรมนูญ

หาก กรธ.เปลี่ยนรูปแบบการเปลี่ยนผ่านประเทศที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ได้วางเป็นหลักเอาไว้ ย่อมนำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับ มาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญที่มักจะเขียนเอาไว้รับรองการทำงานของคณะรัฐประหาร ประหนึ่งการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร และเป็นการสร้างความชอบธรรมไปในตัว

แม้ว่าการเขียนบทบัญญัติลักษณะนี้จะเสมือนหนึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้ว แต่ในปัจจุบันก็เริ่มมีแรงกดดันให้ กรธ.เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการรองรับการกระทำของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะควรกำหนดขอบเขตของการรับรอง ไม่ให้คุ้มครองไปถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น บทเฉพาะกาลที่ กรธ.กำลังจะบรรจุตัวอักษรลงไปในร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางปีนี้

ถ้าเขียนออกมาโดยปราศจากข้อเคลือบแคลงในทางการเมืองทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจและการกำหนดในมาตราสุดท้ายที่ไม่คุ้มครองการทุจริต ย่อมช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องลุ้นมากนัก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่สามก็อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่ไม่น้อย

 

“ร่างแรกรัฐธรรมนูญ” เสียงค้านรุมเร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411151

"ร่างแรกรัฐธรรมนูญ" เสียงค้านรุมเร้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พาคณะไปยกร่างกันที่ชะอำ จ.เพชรบุรี ​จนเสร็จไปแล้ว 261 มาตรา เหลือเพียงแค่ส่วนบทเฉพาะกาลที่จะกลับมาพิจารณาต่อสัปดาห์นี้

ทว่าสัญญาณไม่สู้ดีนักเมื่อเสียงสะท้อนต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญที่ปรากฏเวลานี้ เต็มไปด้วยข้อท้วงติง ความเป็นห่วง จนถึงขั้นคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในหลายส่วนที่อาจบานปลายมีปัญหาในอนาคต

เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้การลงคะแนนบัตรเดียว แต่นำคะแนนมาคำนวณที่นั่งทั้ง สส.เขต และ สส.ระบบสัดส่วน ด้วยคำชี้แจงว่าจะทำให้ทุกคะแนนไม่เสียเปล่า

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกโจมตีว่าเป็นกลไกสกัดไม่ให้พรรคหนึ่งพรรคใดได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลาย หวังว่าจะเป็นช่องทางบีบให้แต่ละพรรคหันมาปรองดองจับมือกันตั้งรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ถูกมองว่าจะทำให้กลไกเลือกตั้งไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคขนาดใหญ่ เพราะสุดท้ายเสียงที่จะมีอำนาจ​จะกลายเป็นเสียงพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่จะเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล จนทำให้บางครั้งมีอำนาจมากกว่าพรรคขนาดใหญ่​ ดังจะเห็นจาก
บทเรียนในอดีต

ประเด็นถัดมาคือเรื่องที่มา สว. ​แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะปรับลดอำนาจที่สำคัญคืออำนาจ “ถอดถอน” แต่ที่มาแบบสรรหากันเอง ไขว้กันแต่ละกลุ่มสาขาอาชีพ ที่ถูกถล่มว่านอกจากไม่อาจป้องกันการฮั้วได้แล้ว ยังอาจไม่สะท้อนสภาพข้อเท็จจริงที่ให้กลุ่มสาขาอาชีพอื่นมาเลือกตัวแทนจากอีกกลุ่มสาขาอาชีพ

ดังจะเห็นจากเสียงสะท้อนของ ​วันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มองว่าวิธีการเลือกกันเองแบบไขว้น่าจะเป็นปัญหาและอาจจะทำให้ไม่สามารถคัดกรองคนดี มีความรู้ความสามารถมาเป็น สว.ได้ ​และจะทำให้เกิดการบล็อกโหวต แลกคะแนนกันเอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการใช้เงินซื้อคะแนนกันได้ ดังที่เคยปรากฏมาแล้วในบางองค์กร ซึ่งที่สุดแล้วก็จะทำให้ไม่ได้คนดี ​

“กรธ.จึงไม่ควรจะมากำหนดวิธีการแบบนี้ เพราะเป็นสิ่งชำรุดในอดีตที่ไม่ควรจะมีในรัฐธรรมนูญ”

ประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ กรธ.เห็นว่าจำเป็นต้องเปิดทางไม่ล็อกให้นายกฯ ต้องเป็น สส.เท่านั้น ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิด “ทางตัน” เหมือนในอดีต โดยระบุให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ 3 คน ก่อนเลือกตั้ง เพื่อลดข้อครหานายกฯ คนนอกที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

แต่ทางออกเรื่องเสนอชื่อ 3 ชื่อก็ไม่ยังมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เห็นว่าเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาที่จะพันกันเอง

ทั้งนี้ ตามหลักพื้นฐานแล้วนายกฯ ควรจะมาจาก สส.​ ยกเว้นกรณีที่เกิดวิกฤตที่อาจจะมีการเปิดช่องไว้ได้ แต่ไม่ใช่เป็นการเปิดไว้เป็นการทั่วไป เพราะหากเกิดวิกฤตและต้องการนายกฯ เข้ามาแก้ไขปัญหาจริงๆ แล้ว การให้พรรคเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ก็ถือจะเป็นข้อจำกัด

อีกประเด็นคือ​ผู้ที่จะเป็น สส.เขตต้องได้คะแนนมากกว่าโนโหวต ซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ เห็นว่า​ในหลายพื้นที่​ภาคใต้และภาคอีสาน ถ้ามีพรรคการเมืองไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง หรือขัดขวางการเลือกตั้ง แล้วรณรงค์ให้โหวตโน ก็จะไม่มีทางได้ผู้แทนราษฎรในเขตนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญก็จะวินิจฉัยว่าบ้านเมืองเกิดวิกฤตจำเป็นต้องมีรัฐบาลมาบริหารประเทศ เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะสามารถลงมติเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ และอยู่บริหารประเทศอีกนานๆ เท่ากับยึดอำนาจโดยไม่ต้องรัฐประหาร

ไม่ต่างจากนวัตกรรมใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดอำนาจองค์กรอิสระ 3 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งและตรวจสอบนโยบายหาเสียง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ตรวจสอบการทุจริตทุกกรณี และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในฐานะผู้ตรวจสอบเกี่ยวกับการเงินตามระเบียบ จัดการประชุมหารือร่วมกันเพื่อส่งข้อตักเตือนไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การดูแลของนายกฯ และสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่พบว่าการดำเนินงานของรัฐบาล ทั้งระดับนโยบายหรือได้ลงมือกระทำไปแล้ว ส่อว่าจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศระยะยาว

เสียงสะท้อนจากฝ่ายการเมืองออกมาทางเดียวกัน นี่อาจทำให้องค์กรอิสระที่มาจากการสรรหาซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ยิ่งกว่ากรณี​คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เคยคิดจะมีไว้เผื่อผ่าทางตัน

นี่เป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนเบื้องต้นที่ยังไม่รวมกับเนื้อหาในส่วนของ “บทเฉพาะกาล” ที่กำลังจะเริ่มต้นพิจารณาทำกัน

นับจากนี้ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะมีอีกหลายปมที่จะนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไล่มาตั้งแต่เรื่องนิรโทษกรรมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ​(คสช.)

ร่างแรกรัฐธรรมนูญนี้จึงเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ผ่านความเห็นชอบในขั้นตอนการลงประชามติ สอดรับไปกับท่าทีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มเห็นหลายฝ่ายประกาศออกตัวไปแล้ว

 

“บิ๊กตู่” ง้อหมออาวุโส เลี่ยงขยายปมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2559 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410776

"บิ๊กตู่" ง้อหมออาวุโส เลี่ยงขยายปมใหม่

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จะด้วยความผิดพลาดหรือความตั้งใจก็แล้วแต่ แต่การนำหน่วยงานตรวจสอบอย่าง คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ (คตร.) เข้าไป “เล่นงาน” หน่วยงานอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นพวก “ตระกูล ส.” หรือองค์กรในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ทำให้รัฐบาลสูญเสียแนวร่วมสำคัญที่ร่วมเชียร์กันมาตั้งแต่ต้นไปหลายคน

ที่สำคัญที่สุดคือตัว ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มาช้านาน ที่ยอมเป็น “นั่งร้าน” ให้กับโครงการ “ประชารัฐ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเชื่อมรัฐ-ภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน โดยเป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้นบ้าง หลังชะงักงันมานานหลายปี

เมื่อคำสั่งมาตรา 44 ผ่าเปรี้ยงลงมาที่บอร์ด สสส. ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหมอประเวศกับรัฐบาลทหารขาดผึงทันที พร้อมกับเสียงจากราษฎรอาวุโสที่เชือดนิ่มๆ ว่า “คสช.กำลังพลาด”

สำทับด้วยเสียงจาก นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สธ. ที่ออกมายอมรับความผิดพลาดหลังร่วม “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” โยนระเบิดลูกใหญ่ว่า รัฐบาลปัจจุบันแย่ยิ่งกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสียอีก

ขณะเดียวกัน “รอยร้าว” ก็ยังส่งผลชัด เมื่อหมอประเวศตัดสินใจยกเลิกเข้าร่วมเปิดงาน “ความสำคัญและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” อย่างกะทันหัน ด้วยเหตุที่ขุ่นเคืองกับ คสช.มาก่อนหน้า และด้วยเหตุที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ “ประชารัฐ” เต็มไปด้วยกลุ่มทุน ซึ่งรวมถึงทุน “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันก่อนหน้านี้

แม้จะมีเสียงแก้เกี้ยวจากคนใกล้ชิดรัฐบาลว่าเป็นการตัดสินใจที่ “ผิดคิว” แต่ก็ได้สั่นคลอนความไว้วางใจระหว่างประชาสังคม สังกัดประเวศ และ คสช.ไปเรียบร้อย

หากเป็นความตั้งใจก็สะท้อนชัดว่า คสช.ตัดสินใจเลือกข้างเกมการเมืองในกระทรวงหมอ ด้วยการสนับสนุนข้าราชการประจำ และสายหมอโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจเดียวกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ. ในการจัดการกับบรรดาคู่ปรับเดิม รวมถึงสถาปนาอำนาจให้สายข้าราชการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังถูก “ตระกูล ส.” แบ่งทั้งอำนาจ แบ่งทั้งเงิน ไปเป็นเวลาช้านาน

ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า เพราะเหตุใดทั้ง คตร. และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อน วปอ.รุ่นเดียวกับหมอณรงค์ จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่อง “การใช้เงินผิดประเภท” ในองค์กรตระกูล ส. อย่างคึกคักเข้มแข็งนัก ทั้งที่ในหน่วยงานราชการอื่นๆ ก็ปรากฏเรื่องการใช้เงินผิดประเภทเช่นเดียวกัน

กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ การตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญ ให้บรรดาเอ็นจี-ภาคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถออกแรงต่อต้านโครงการของรัฐได้เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ก็มักจะมี “มวลชน” หน้าคุ้นๆ เข้ามาต่อต้านอยู่เนืองๆ

ฝ่าย เสธ.จึงรู้ดีว่า หากปราศจากเส้นทางการเงินจาก สสส. ย่อมทำให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐเคลื่อนตัวได้สะดวกกว่า มีแรงเสียดทานน้อยกว่า รวมถึงถือโอกาสสร้างความสงบเรียบร้อยได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะมีการปลดบอร์ด สสส. 7 คน โดยอ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว ยังสำทับด้วยปัญหาหมักหมม อย่างการที่ คตร.ฟรีซเงินไม่ให้อนุมัติโครงการที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท กว่า 500 โครงการ จนส่งผลกระทบกับภาคีสสส.กว่า 1 หมื่นคน รวมถึงการให้กรมสรรพากรเข้าไปไล่เบี้ยภาษีย้อนหลัง จนภาคประชาชนอ่วมอรทัยกันถ้วนหน้า

ขณะที่ สปสช.ก็ถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความจำกัดการใช้เงิน รวมถึงยังไร้หัวอยู่ถึงทุกวันนี้ หลังซีอีโอถูกคำสั่งมาตรา 44 ดองหยู่หลายเดือน จนคาดว่าไม่มีโอกาสจะได้กลับมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายาม “ตามง้อ” จาก พล.อ.ประยุทธ์ เพราะรู้ดีว่าเครือข่ายตระกูล ส. และเครือข่ายเอ็นจีโอนั้นเป็นกลุ่มที่เสียงดัง รวมถึงมีบทบาทสำคัญพอสมควรในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคม-สุขภาพ รวมถึงมีความพยายามต่อรองโดย “ผู้ใหญ่” บางคนจากองค์กร สสส.

จึงมีเสียงขอโทษออกจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าการตัดสินใจของตัวเองอาจทำให้วงการหมออาวุโสไม่พอใจ รวมถึงอาจมีการคืนตำแหน่งให้กับบอร์ดบางคนที่ถูกให้พ้นไปจากตำแหน่งก่อนหน้านี้อีกด้วย

เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยให้ความขัดแย้งกับกลุ่มหมอชนบทอาวุโสเรื้อรังต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะมีปัญหาขัดเคืองกับกลุ่มที่เคยเป็นกองเชียร์รัฐบาล เนื่องจากกลุ่มนี้นอกจากจะเสียงดังแล้ว ยังมีเครดิตทางสังคมครอบคลุมเอ็นจีโอ-ภาคประชาชนทั่วประเทศอยู่มาก

การตามง้อจาก พล.อ.ประยุทธ์ ไปยังหมอประเวศ จึงยังเกิดขึ้นต่อไป ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ตระกูล ส. ต้องทำงานต่อได้ ไม่มีการส่งคนมาครอบงำ สสส. หรือ สปสช. อย่างที่มีความพยายามก่อนหน้านี้ ส่วนองค์กรอย่าง สสส. ก็จะปรามบรรดาภาคีให้เคลื่อนไหวในเรื่องที่จำกัดวงแคบในเรื่อง “สุขภาพ” เท่านั้น

ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ขอให้ดูคำสั่งคืนตำแหน่งกรรมการ สสส. รวมถึงการแต่งตั้งผู้จัดการ สสส.คนใหม่ ที่น่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

 

คสช.อุ้มยาง ซื้อเวลา ลดแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410335

คสช.อุ้มยาง ซื้อเวลา ลดแรงต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องงัดมาตรการซื้อยางนำตลาดอีก 2-3 บาท เพื่อคลี่คลายแรงกดดันจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมากดดันอย่างหนักในช่วงนี้ คู่ขนานไปกับมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางอีกไร่ละ 1,500 บาท คำนวณคร่าวๆ จะทำให้ราคาขยับขึ้นมาประมาณ 40 กว่าบาท/กก.

เรียกได้ว่าเป็น “ทางสายกลาง” ที่ไม่ถึงกับข้อเรียกร้องของเกษตรกรที่ต้องการให้ราคายางอยู่ที่ 60 บาท/กก. ขณะเดียวกันก็เพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบันที่ตกอยู่ราวๆ 3 โลร้อยบาท ​

แน่นอนว่ามาตรการที่ออกมายังไม่เป็นที่พออกพอใจของชาวสวนยาง แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

​จะเห็นว่าก่อนหน้านี้แนวทางการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นโจทย์หินที่ทางรัฐบาลยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะด้วยสภาพปัญหาที่รุนแรงจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงเรื่อยๆ การผลิตในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการยางพาราลดลงอย่างหนัก

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะงัดมาตรการต่างๆ มาบรรเทาความเดือดร้อนแต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาดีขึ้น อีกด้านมาตรการเยียวยาการเบิกจ่ายก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่รวมกับท่าทีไม่รักษาน้ำใจชาวสวนยางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนบรรยากาศเริ่มคุกรุ่น

แรงกดดันสะสมจึงปะทุออกมาในช่วงนี้ ก่อนรัฐบาล คสช.จะต้องออกมาตรการเพื่อมาดับกระแสไม่ให้บานปลายจนกระทบกับปัญหารุมเร้าอื่นๆ ในเวลานี้

แต่เอาเข้าจริงมาตรการที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การ “ซื้อเวลา” เสียมากกว่าจะสามารถแก้ปัญหาในระยะยาว หรือเห็นผลแบบยั่งยืนได้จริง

ประการแรก งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้มาตรการชี้นำตลาดที่ขีดเส้นเบื้องต้น รับซื้อจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางรวม 1 แสนตัน เป็นเพียงแค่มาตรการเบื้องต้น และชั่วคราว ที่ยากจะพยุงให้ราคาอยู่ในระดับนี้ได้นานนัก ตราบใดที่สภาพปัญหาในเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข ​

​ดังจะเห็นจากท่าทีของ ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ​ที่มองว่านี่เป็นการ​ “แก้ปัญหาที่ปลายทาง” เท่านั้น แต่ต้นทางคือผู้ผลิตที่เป็นชาวสวนยางที่ผลิตน้ำยางอยู่ รัฐต้องพยุงราคาที่ต้นทาง

มิหนำซ้ำยังกลัวว่ากลุ่มองค์กรต่างๆ จะได้รับอานิสงส์มากกว่าเกษตรกร ขณะที่เกษตรกรที่เข้าไม่ถึงองค์กรต้องยอมขายให้กับพ่อค้า แล้วถูกกดราคาเหมือนเดิม เพราะน้ำยางนั้นไม่สามารถเก็บไว้นานได้ กรีดออกมาแล้วก็ต้องขายทันที

ประการต่อมา สภาพข้อเท็จจริงที่ยาง 4.7 ล้านตัน ใช้ในประเทศเพียงแค่ 1 ล้านตัน ส่งออก 3 ล้านตันนั้น ย่อมจะทำให้ราคาในประเทศขยับสูงกว่าราคาตลาดโลกได้ในระยะยาว หรือหากทำได้ก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดช่องว่าง ซึ่งย่อมสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมา

แนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวจึงอยู่ที่เร่งรัดจัดตั้งเมืองยาง พร้อมกำหนดโซนนิ่งเพื่อไม่ให้เกิดภาวะยางล้นตลาด ​ที่สำคัญยังต้องใช้กลไก​บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการพยุงราคายางที่จะทำให้ได้ผลแบบยั่งยืน

แม้กระทั่งเพิ่มความต้องการยางพาราด้วยการเปิดช่องให้ใช้ยางพาราไปประกอบการทำถนน หรือส่งเสริมให้นำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่เห็นความชัดเจน​ ขณะที่มาตรการให้ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการที่มีสัญญาซื้อยางพาราจาก 8 หน่วยงานราชการที่รับซื้อจากผู้ปลูกไปผลิตสินค้าต่อ

​หรือจะให้คลังชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ที่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการซื้อยางพาราเก็บไว้ในสต๊อกเพิ่มที่กำลังจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้าก็เป็นมาตรการที่จะเห็นผลในช่วง​ 1 ปี​ ​แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะทำให้ราคาเพิ่มสูงได้มากน้อยแค่ไหน ​

ท่าที​รัฐบาล คสช. ที่ออกมาเร่งแก้ปัญหาราคายางในเวลานี้จึงเห็นว่าเป็นเพียงแค่การแตะในประเด็นปลายทาง ขณะที่ต้นทางแก้ปัญหาระยะยาวยังไม่เห็นความชัดเจน นี่จึงถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาลดแรงเสียดทานจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนัก

 

ปรองดองยังริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410104

ปรองดองยังริบหรี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันออกตัว สำหรับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข ที่มี พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ เป็นหัวหอกผลักดัน แต่เกิดผิดคิวจนแผนต้องเลื่อนออกไปสัปดาห์หน้า

สอดรับกับสัญญาณเบรกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาระบุว่า “ยังไม่ถึงเวลา”

ที่สำคัญหากวิเคราะห์รายละเอียด ทั้งกระบวนการทำงาน บุคคลที่มาเป็น กมธ. ตลอดจนอำนาจหน้าที่และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ คงยากจะฝากความหวังเรื่องการปรองดองไว้กับ กมธ.ชุดนี้

เริ่มตั้งแต่ประการแรกสัดส่วน กมธ. 15 คน ที่จะมาจากทุกฝ่ายเพื่อหารือเรื่องการปรองดองสร้างสันติสุข ก็เริ่มเห็นแววว่าจะไปไม่รอด เมื่อคู่ขัดแย้งโดยตรงประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมเป็น กมธ.

ทั้งฝั่ง “เสื้อแดง” ที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยืนยันชัดเจนว่า เคยประกาศจุดยืนมาแต่ต้นแล้วว่าจะไม่เข้าไปรับตำแหน่งใดๆ ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอย่างเด็ดขาด หากใครจะเข้าร่วมก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ต้องไม่เข้าไปในนาม นปช.

แถมถล่มซ้ำว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางปรองดอง เพราะเมื่อถูกชวนไปร่วมหารือแนวทางในหลายคณะก็ไป แต่สุดท้ายก็หน้าแตกอีกตามเดิม เพราะไม่มีผลใดๆ ในทางปฏิบัติ

ส่วนฝั่ง “ประชาธิปัตย์” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า พรรคจะไม่ส่งคนเข้าร่วม ถ้าใครได้รับการติดต่อคงต้องไปในนามส่วนตัว แต่เชื่อว่าไม่มีใครไปร่วม ด้วยเหตุผล กมธ.วิสามัญชุดดังกล่าว อาจพูดคุยเรื่องนิรโทษกรรมที่พรรคคัดค้านมาแต่ต้น

จะมีก็แต่เพียงทางฝั่ง กปปส. ที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิ กปปส. ออกตัวว่ายินดีที่จะเข้าร่วม หากมีการเชิญก็พร้อมให้ความร่วมมือ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กระบวนการตั้ง กมธ.ต้องเลื่อนออกไป เพราะหากเป็นเช่นนี้ สัดส่วน กมธ. 24 คน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีจำนวนทั้งหมด 14 คน อาทิ พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ พล.อ.อักษรา เกิดผล สนิท อักษรแก้ว นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล อนุศาสน์ สุวรรณมงคล อิสระ ว่องกุศลกิจ

ขณะที่อีก 10 คนที่เป็นคนนอก และมีความพยายามต่อรองขอโควตาเพิ่มนั้นมีก็จะเป็นเพียงแค่นักวิชาการและบุคคลอื่นๆ ที่ยังขาดคู่ขัดแย้งหลักที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยสร้างความปรองดอง

ดังนั้น การจะใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มสร้างความปรองดองจึงเป็นไปได้ยาก ยิ่งหากพิจารณากระบวนการทำงานแล้วยังแทบไม่เห็นความแตกต่างจากกรรมการชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาซึ่งเคยทำเรื่องนี้

ไล่มาตั้งแต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ของ คณิต ณ นคร, คณะกรรมาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์, กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ ดิเรก ถึงฝั่ง, หรือแม้แต่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์

หากไม่มี “กลไก” หรือ “อำนาจ” ที่แตกต่างไปจากเดิม ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมไม่ต่างจากเดิมคือได้รายงานสรุปข้อเสนอที่ไม่น่าจะแตกต่างจากชุดอื่นๆ ที่ผ่านมา

ไม่แปลกที่ ทิพอาภา สุฉันทบุตร มารดาของ วสุ สุฉันทบุตร ที่เสียชีวิตจากการเข้าร่วมชุมนุมหน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 จะออกตัวว่ารู้สึกหมดหวังกับคณะกรรมการปรองดองทุกชุดที่ผ่านมา เพราะไม่เคยเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความไม่จริงจังและไม่จริงใจที่จะสร้างความปรองดอง

“เคยเข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการหลายชุด ได้รับฟังแต่เรื่องซ้ำๆ จัดในโรงแรมหรู จ่ายค่าพาหนะ และสรุปผลการประชุม แต่ไม่เคยเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้” ทิพอาภา ระบุ

ยิ่งโจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” ที่หลายฝ่ายมองกันว่าเป็น “กุญแจ” ไปสู่ความปรองดองนั้น เวลานี้แต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยังเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งหากเลือกเดินหน้าไปอย่างใดอย่างหนึ่งอาจยิ่งสร้างความขัดแย้งมากกว่าจะสร้างการปรองดอง

ด้านหนึ่ง ประชาธิปัตย์ ยืนยันชัดเจนว่าไม่เอานิรโทษกรรมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ทางฝั่งเสื้อแดงหรือเพื่อไทยมีความหวังลึกๆ ที่ต้องการจะผลักดันนิรโทษกรรมเพื่อเซตซีโร่ให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ นี่จึงเป็นเส้นขนานที่ยากจะหาทางออก

ที่สำคัญที่สุดคือ “อำนาจ” ของ กมธ.ชุดนี้ ที่หากเป็นไปตามที่ พล.อ.อกนิษฐ์ ระบุว่า ก็เท่ากับเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เส้นทางปรองดอง แต่อำนาจที่แท้จริงที่จะหยิบไปปฏิบัติย่อมอยู่กับทางรัฐบาลและ คสช. ไม่ว่าจะนิรโทษกรรมหรือใช้อำนาจพิเศษเคลียร์ข้อจำกัดต่างๆ

แต่เห็นสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกตัวว่า “ยังไม่ถึงเวลา” เส้นทางปรองดองนับจากนี้จึงยังคงริบหรี่เต็มที

 

คสช.แนวร่วมถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409834

คสช.แนวร่วมถดถอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสถียรภาพและความเชื่อมั่นที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในจังหวะเดียวกับที่ “แนวร่วม” หลายกลุ่มที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่คอยสนับสนุนการทำงานเริ่มตีตัวออกห่าง

นับจาก กปปส.เริ่มจุดประเด็น “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนมีมวลชนเรือนล้านออกมาเป่านกหวีดขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย ก่อนที่ทุกอย่างเริ่มตีบตันจนสุดท้ายหนีไม่พ้นการรัฐประหาร ​พร้อมเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูป

ต้องยอมรับว่า “มวลมหาประชาชน” จากภาคส่วนต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว กลายเป็น “แนวร่วม” ไม่ว่าจะโดยสมัครใจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้

แต่ทั้งหมดต้องทำหน้าที่เสมือน “นั่งร้าน” ค้ำยันประคับประคองให้การทำงานของ คสช.ราบรื่นเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายตามโรดแมป ด้วยความหวังที่ว่านี่ จะเป็นทางออกที่พาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้ง และเป็นจุดเริ่มต้นคลี่คลายสลายความขัดแย้งเดินหน้าสู่การปรองดอง ​

นี่ทำให้เสถียรภาพในช่วงแรกของ คสช.เป็นไปอย่าง “ราบรื่น” และ “เข้มแข็ง” ยิ่งใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจัดระเบียบสังคม วินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ แผงลอย กลุ่มผู้มีอิทธิพล ยิ่งทำให้คะแนนนิยมพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

แต่ยิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ แนวร่วมที่เคยเหนียวแน่นกลับค่อยถอนตัวออกห่าง ​หลายกลุ่มมีทีท่าจะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อ คสช.ด้วยซ้ำ

เริ่มจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ภาคใต้ แถมมีจำนวนไม่น้อยที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส.อยู่หลายเดือน และส่งสัญญาณเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาผ่าทางตันเดินหน้าปฏิรูปอย่างที่ตั้งใจ

ทว่า หลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ยังเป็นโจทย์ที่รัฐบาล คสช.​ยังแก้ไม่ตก ตรงกันข้ามปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ราคายางที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงสามกิโลร้อย ทำให้ชาวสวนยางต้องออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในช่วงนี้ ยิ่งมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นดูจะไม่เป็นไปตามความต้องการ และไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

​​ยังไม่รวมกับท่าทีไม่เป็นมิตรของ พล.อ.ประยุทธ​์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ทั้งข่มขู่ กดดันกลุ่มเกษตรกรจนสถานการณ์ย่ำแย่ไปกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ที่มีปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่ยังไม่รุนแรงเท่า ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงกว่านี้ก็จะยิ่งสร้างปัญหาต่อไปในอนาคตไม่ต่างจากกลุ่มสวนยาง

แนวร่วมกลุ่มถัดมาคือเครือข่ายภาคประชาชนที่เชื่อมโยงกับองค์กรด้านสาธารณสุข ​ซึ่งสัมพันธ์กับ คสช.​สั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อ ​คสช.ออกคำสั่ง​ปลดบอร์ดกองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 7 คน ได้แก่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน สงกรานต์ ภาคโชคดี เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ สมพร ใช้บางยาง ประภัทร นิยม และ​วิเชียร พงศธร

นี่ถูกมองว่าเป็นแผนตัดแขนตัดขาเครือข่ายภาคประชาชน จนทำให้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) รวม 20 เครือข่าย ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ยิ่งเรื่องนี้​พัวพันไปกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ยังไม่มีความชัดเจน แต่กลับหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการปลดบอร์ด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เสียหายหนัก

ไม่รวมกับ 4,000 โครงการ ที่ถูกแช่แข็งไว้รอการพิสูจน์ความถูกต้องจนกระทบกับงานภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง เสมือนเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงครั้งใหญ่

“มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลยที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต” ศ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าว

แรงกระเพื่อมครั้งนี้ถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาบัญชาการหาทางออกด้วยตัวเอง เพื่อตัดตอนไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปยิ่งกว่านี้ และเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น

ยังไม่รวมกับภาคประชาชนกลางๆ​ ที่เริ่มจะไม่เห็นด้วยกับมาตรการปิดกั้นการแสดงออกหรือการกระทำที่เกินกว่าเหตุ​ หรือกลุ่มนักศึกษาหรือนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่ถูกปิดกั้นจนถึงทุกวันนี้ กลุ่มเหล่านี้นับวันยิ่งจะยืนอยู่ห่างจาก คสช.ต่อไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่การที่แนวร่วมที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.​เริ่มลดน้อยถอยลงไป ย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว และอาจสร้างปัญหาให้สิ่งที่ คสช.พยายามทำมาทั้งหมดต้องสะดุดหยุดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะกับเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ที่ต้องใช้เสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสินว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

การสูญเสียแนวร่วมจึงเป็นอีกปัจจัยที่อาจจะมีผลกระทบต่อเส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้ อยู่ที่ว่า คสช.จะแก้เกมกับสถานการณ์ตรงนี้อย่างไร