ม็อบยางอ่อนแรง คสช.อ่อนล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409591

ม็อบยางอ่อนแรง คสช.อ่อนล้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ กับความเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประกาศเตรียมออกมารวมตัวแสดงพลังให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ในขณะที่มาตรการการแก้ปัญหาจากภาครัฐในช่วงปีกว่าที่ผ่านมายังไม่เห็นทิศทางว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

ยิ่งกว่านั้นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างดุเดือด ยิ่งทำให้สถานการณ์อึมครึมมากขึ้น

“ถ้าจะออกมาชุมนุมก็ออกมา หากออกมาก็มีคดี ผมก็ทำของผมไป แต่ปัญหาราคายางตกต่ำ ผมมีการช่วยเหลืออยู่แล้ว และกำลังทำอยู่ ซึ่งการจะทำอะไรนั้นต้องใช้เงินหรือไม่”

พร้อมแจกแจงภาระงบประมาณที่ต้องใช้หากต้องชดเชยกิโลกรัมละ 30 บาท จะต้องใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเอาเงินภาษีประชาชนไปช่วยเหลือคนกลุ่มเดียวได้ ก่อนเสนอทางเลือกให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเสริม ทั้งสตรอเบอร์รี่ กล้วยหอมทอง ในสวนยางเพื่อเสริมรายได้

ต้องยอมรับว่าราคายางดำดิ่งลงเหลือเพียงแค่ 3 กิโลร้อยนั้น มาจากหลายปัจจัยที่ทับถมกันมาเรื่อยๆ ทั้งการที่เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันมากขึ้นเกือบ 4 ล้านไร่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยังไม่รวมกับเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม ปลูกยางพารามากขึ้นเช่นกัน สอดรับกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง จึงยิ่งทำให้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงหนักกว่าเดิม

ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมายังถูกมองว่าไม่ตรงจุด ยังไม่รวมกับความรู้ความสามารถของรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่องว่างที่ยังไม่มีการแต่งตัั้งผู้จัดการ และบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยมาทำหน้าที่ดูแลระบบ

สุดท้ายแรงกระเพื่อมจึงกลับมาก่อตัวอีกรอบหลังเงียบหายไปพักใหญ่ เมื่อเกษตรกรสวนยางนัดรวมตัวเพื่อหาทางออกและข้อเสนอไปยังนายกฯ พร้อมสัญญาณขู่เตรียมออกมาชุมนุม จนวิตกว่านี่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ออกมาเขย่า คสช.

แต่ประเมินแล้วพลังของม็อบสวนยางในเวลานี้ ยังยากที่จะจุดติดหรือสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.ได้ง่ายๆ

อย่าลืมว่าเกษตรกรสวนยางถือเป็นฐานเสียงสำคัญที่เคยสนับสนุน คสช.มาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเรื่อยมา แม้จะเดือดร้อนอย่างหนัก แต่เมื่อ พระสุเทพ ปภากโร ออกมาส่งสัญญาณเบรกเพื่อให้ คสช.ได้มีเวลาและสมาธิกับเรื่อง “ปฏิรูป” จนบรรดาแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวก็ต้องจำใจกัดฟันกลับไปอดทนรอต่อไป

ล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะใหม่ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ยังเล่นบทเดิม ขอให้เกษตรกรเห็นใจรัฐบาล เพราะสถานการณ์ทางการเงินไม่ค่อยดี ก่อนออกตัวยินดีร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนในการคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา

“ผมเชื่อในความจริงใจของนายกฯ ว่า ท่านตั้งใจทำ แต่ผมไม่เชื่อในทีมงานของท่าน เนื่องจากทีมที่แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีคนที่มีอำนาจจริงที่สามารถสั่งการแทนนายกฯ ได้ เช่น คนที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางของรัฐบาลที่ไม่ได้มีอำนาจสั่งหน่วยงานทุกกระทรวงได้ จนนายกฯ ต้องคาดโทษ”

อีกด้านหนึ่งเงื่อนไขการชุมนุมเวลานี้ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยทั้งรูปแบบ สถานที่ ระยะเวลา ซึ่งจะทำให้การชุมนุมปิดถนนหรือรูปแบบอื่นๆ ที่เคยทำมาในอดีตเวลานี้ไม่อาจทำได้อีกต่อไป มิฉะนั้นจะมีความผิดติดตัว

ที่สำคัญบทเรียนจากในอดีตยังช่วยสะกดไม่ให้แกนนำออกมาเคลื่อนไหว เพราะช่วงการชุมนุมปิดถนนสี่แยกอันดามัน เมื่อครั้งสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น 4 แกนนำม็อบถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับคนะ 2,500 บาท ที่ยังอยู่ในช่วงรอลงอาญา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่แกนนำชุดเดิมจะเดินหน้าออกตัวมานำการชุมนุมรอบใหม่ ทั้งที่ยังติดเรื่องรอลงอาญาอีก 2 ปี ขณะที่แกนนำหน้าใหม่ก็ไม่อยากจะเอาตัวไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเมื่อมีตัวอย่างให้เห็น หรือหากจะเดินล้ำหน้าไปมากกว่านี้ก็จะถูกตัดตอนเรียกไปปรับทัศนคติได้

บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะประชาธิปัตย์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่นั้น ก็ทำได้เพียงแค่ออกมาประกาศให้การสนับสนุนประชาชนและเป็นตัวกลางยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาล คสช. แต่ถ้าจะให้ออกมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวก็เป็นไปได้ยาก เพราะหลายคนก็ยังมีคดีอื่นที่ติดตัวมาตั้งแต่ชุมนุม กปปส.

ล่าสุด ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พาทีมไปยื่นข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนออกตัวไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวชุมนุม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่ทว่านี่ยังเป็นปมร้อนที่คอยกัดกร่อน คสช.ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หรือแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแค่โทษกลไกตลาดโลกหรือแค่โยนบาปไปให้รัฐบาลที่แล้ว

ปัญหาราคายางจึงไม่ใช่จะจบลงง่ายๆ อยู่ที่ฝีไม้ลายมือ คสช.ว่าจะสะสางเรื่องนี้อย่างไรไม่ให้ปัญหาบานปลายจนกระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่ทำมาทั้งหมด หากแก้ไขไม่ได้นี่จะกลายเป็นชนวนอันตรายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของ คสช.ที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม

 

แรงกดดัน 3 ระลอก คลื่นบนน้ำถล่ม คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409537

แรงกดดัน 3 ระลอก คลื่นบนน้ำถล่ม คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพิ่งจะเข้าสู่ปีใหม่ 2559 ไม่ทันไร แม่น้ำ 5 สายก็กำลังเจอกับกระแสกดดันอีกครั้ง และดูท่าแล้วคลื่นลมระลอกนี้จะหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรบกับแรงปะทะที่มาจากเรื่องความไม่โปร่งใสของการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ เวลานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องคอยชี้แจงวันละสามเวลาว่าไม่มีการทุจริต ทุกอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งกว่ารัฐบาลจะฝ่าคลื่นลูกนี้มาได้ ก็เหนื่อยอยู่ไม่น้อย

มารอบนี้ แม่น้ำทั้ง 5 สายได้เข้าสู่สถานการณ์ลำบากอีกครั้ง ภายหลังเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวจาก 3 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

1.กลุ่มพระสงฆ์ เมื่อปฏิทินของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใกล้เข้าสู่วันที่ 29 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อสาธารณะเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้กลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสออกตัวแรงมากขึ้นเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ กรธ.บรรจุถ้อยคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ กลุ่มพระสงฆ์ได้มีการยื่นเรื่องให้กับ กรธ.มาเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ กรธ.ยังไม่ได้มีท่าทีตอบรับหรือปฏิเสธ โดยอ้างว่าขอนำไปพิจารณาก่อน ส่งผลให้กลุ่มองค์กรชาวพุทธไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก ถึงขั้นประกาศว่าหากในร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งให้ประชาชนลงประชามติไม่ได้กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จะเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“หากพบว่าสุดท้ายแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะมีการทำประชามตินี้ ไม่มีการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทางศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเครือข่ายองค์กรชาวพุทธต่างๆ จะร่วมกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ” พระเทพวิสุทธิกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ในฐานะประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ระบุ

2.กลุ่มชาวสวนยางพารา อาจเรียกได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีพลังกดดันได้ขนาดไหน เพราะเป็นอีกครั้งที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารานัดรวมตัวเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างจริงจังในวันที่ 12 ม.ค.ที่ จ.ตรัง ซึ่งจะมีกลุ่มเกษตรกรจากหลายพื้นที่ในภาคใต้เข้าร่วมด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามชี้แจงทำนองว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ พร้อมกับมีมาตรการรองรับเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพื่อให้ราคายางพาราสูงขึ้น และมีความยั่งยืนในระยะยาว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ มีถ้อยคำสร้างความไม่พอใจให้กับเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขู่จะใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม รวมไปถึงการแนะนำให้ไปปลูกสตรอเบอร์รี่ในสวนยาง

“ถ้าจะออกมาชุมนุมก็ออกมา หากออกมาก็มีคดี ตนก็ทำของตนไป แต่ปัญหาราคายางตกต่ำ ก็มีการช่วยเหลืออยู่แล้ว…ยางทั้งหมดที่ปลูก 5 ล้านไร่ ได้ผลผลิตกี่ล้านตัน เกินหรือไม่ มันก็เป็นแบบนี้ แล้วใครทำให้ปลูกเยอะ ถ้าปลูกอย่างพอประมาณ โดยวันนี้หลายแห่งช่วยตัวเองได้ ด้วยการปลูกสตรอเบอร์รี่ในสวนยาง ปลูกกล้วยหอมทองแทรก จะปลูกอะไรก็ปลูกกันเพื่อให้เกิดรายได้ ให้อยู่กินทดแทนราคายางที่ตกไปก่อน” คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 7 ม.ค.

3.กลุ่มภาคประชาสังคม การนัดรวมตัวเพื่อแสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาลของกลุ่มเอ็นจีโอ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีฟางเส้นสุดท้ายมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ปลดกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน สงกรานต์ ภาคโชคดี เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ สมพร ใช้บางยาง ประภัทร นิยม และวิเชียร พงศธร พ้นจากตำแหน่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กับกลุ่มภาคประชาสังคมว่าเป็นความพยายามจะล้มกองทุน สสส.ที่ได้รับเงินมาจากภาษีบาปตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเอ็นจีโอ หลังจากเมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทุน สสส. และมีคำสั่งให้ระงับการอนุมัติโครงการที่วงเงินเกิน 5 ล้านบาท พร้อมทั้งขอกลั่นกรองการเบิกจ่ายงบประมาณเอง เป็นเหตุให้มีไม่ต่ำกว่า 4,000 โครงการที่ได้รับผลกระทบ

ตรงนี้เองที่ทำให้กลุ่มประชาสังคมกว่า 20 กลุ่ม อาทิ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) เป็นต้น ต้องออกมาเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 11 ม.ค. เพื่อกดดันรัฐบาล

แรงกดดันที่กำลังก่อตัวทั้ง 3 กลุ่มในขณะนี้ จริงอยู่อาจไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองในระดับที่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่อีกด้านย่อมจะมีผลให้รัฐบาลมีศัตรูเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการเสียแนวร่วมสำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในตัว เพราะการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลและ คสช.ตั้งความหวังที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ คงไม่สามารถเดินหน้าได้เพียงลำพัง

บางทีเค้าลางของคำว่า “รัฐประหารเสียของ” อาจจะได้เห็นในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

 

กกต.ชงสูตร 3 ป. โรดแมปประชามติ’59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409161

กกต.ชงสูตร 3 ป. โรดแมปประชามติ’59

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศพร้อมทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลง Mind Map ประชามติ “59” ระบุว่าจะยึดแนวทางสาม ป. คือ ป.ที่หนึ่ง ประชาชนสะดวกทั้งเวลาสถานที่ ขั้นตอน และประชาชนที่มีความจำเป็นแตกต่างกันไป ในมิติต่างๆ เช่น วันลงประชามติ 31 ก.ค. จะขยายเวลาลงประชามติจากเดิม 08.00-15.00 น. เป็น 08.00-18.00 น. เพื่อให้ประชาชนมีเวลาใช้สิทธิมากกว่าเดิม

สำหรับเรื่องสถานที่ เพื่อให้หาหน่วยลงคะแนนง่ายและสะดวก จะมีแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เครื่องจะบอกว่าใช้สิทธิที่หน่วยไหน สถานที่ พร้อมแผนที่ไปหน่วยลงคะแนน ซึ่งแม่นยำ 100% เพราะที่ผ่านมาได้มีการส่งคนไปยังสถานที่ใช้เป็นหน่วยเลือกตั้งจริง ยกเว้นบางพื้นที่ที่สัญญาณมือถือเข้าไปไม่ถึง

“แอพพลิเคชั่นนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ม.ค. พร้อมให้ดาวน์โหลดทดลองใช้ในวันดังกล่าว เวลา10.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือในการติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนรู้ตัวเองว่าใช้สิทธิที่ไหน ไปสถานที่ถูกต้องหรือไม่ บอกระยะทาง เวลาในการเดินทาง”

ขณะเดียวกัน กกต.ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ ด้วยการสำเร็จว่าอยู่ในพื้นที่ใด โดย กกต.จะจัดจุดรวมพิเศษให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุในการทำประชามติ โดยอำนวยความสะดวกทั้งรูปแบบและคูหาบัตร ซึ่งในวันที่ 15 ม.ค. เวลา09.00-12.00 น. กกต.จะเชิญผู้พิการมาทดลองใช้เครื่องมือในรูปแบบใหม่ที่ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย

ด้านเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การ์ดรีดเดอร์ในการอ่านบัตรประชาชนที่เป็นสมาร์ทการ์ด จะใช้นำร่องในบางพื้นที่ โดยประชาชนสามารถเลือกลงคะแนนแบบเดิมหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เอกสารแจ้งเจ้าบ้านสามารถฉีกตามรอยปรุขนาดเท่าบัตรประชาชนไปใช้สิทธิได้เลย

สำหรับการลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง ประชาชนสามารถแจ้งความประสงค์ลงประชามติผ่านทางอินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่าไปใช้สิทธิหน่วยใด เพื่อสะดวกต่อการเดินทาง เช่น ภูมิลำเนาอยู่ จ.แม่ฮ่องสอน แต่มาทำงานกรุงเทพฯ ก็สามารถลงทะเบียนเลือกสถานที่ได้ใน 50 เขตกรุงเทพฯ โดยต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัดก่อนลงประชามติภายใน 30 วัน เพราะการลงประชามติจะลงพร้อมกันวันเดียวทั่วประเทศ จะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้ง รวมถึงจะไม่มีการให้ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร

ป.ที่สอง ประชามติเที่ยงธรรม กกต.เปิดโอกาสให้ผู้เห็นด้วยไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นอย่างเท่าเทียม เที่ยงธรรม สามารถพูดเผยแพร่ได้ โดยจะมีการจัดสรรเวลาให้เท่าเทียม เช่น องค์กรที่ประสงค์แสดงความคิดเห็นระดับจังหวัดหรือประเทศให้มาจดทะเบียนที่ กกต. เพื่อจัดสรรเวลาออกอากาศเท่าเทียมกัน หรือรูปแบบอื่นๆ เช่น โปสเตอร์ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสร้างความเสียเปรียบได้เปรียบทางการเมือง

ทั้งนี้ กกต.เตรียมทำเอกสารชี้แจงผู้มีสิทธิเพื่อให้ตัดสินใจก่อนไปลงประชามติ ทั้งข้อเสนอและคัดค้าน รวมทั้งให้ประชาชนมีสิทธิสอดส่องดูแลการลงประชามติ ด้วยการทำแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” ให้ประชาชนสามารถแจ้ง กกต. หากพบเห็นสิ่งผิดปกติไม่เป็นธรรมไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ สามารถถ่ายภาพนิ่งหรือเคลื่อนไหวและอัดเสียงส่งให้กับ กกต.ได้ โดยจะมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี

ป.ที่สาม ประชาธิปไตยคุณภาพ การทำประชามติต้องอยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของประชาชน ในเนื้อหาระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทุกมาตราหรือเท่ากับนักกฎหมาย ก่อนตัดสินใจว่ารับหรือไม่รับ ถ้าการตัดสินใจมาจากความรู้ ก็ถือว่าเป็นคุณภาพ ดังนั้นจำเป็นต้องเผยแพร่รัฐธรรมนูญและบทสรุป เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ โดยต้องส่งถึงมือประชาชน 80% หรือ 16.7 ล้านฉบับ

ขณะเดียวกัน กกต.เตรียมจัดทำแอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้” เพื่อย่อยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนอ่านและเข้าใจง่าย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีการถามตอบกันมากและที่ประชาชนอยากรู้ สามารถดูรายละเอียดในแอพพลิเคชั่นนี้ ทั้งหมดจะเสร็จก่อนทำประชามติอย่างแน่นอน

ขณะที่การรายงานผลการนับคะแนน หากใช้ระบบเดิมจะล่าช้าแม้แม่นยำแต่ต้องนับคะแนนเป็นวัน ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วให้รายงานอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทราบไม่เกิน 3 ชั่วโมงหลังปิดหีบ และคาดว่าประกาศได้ไม่เกินเวลา21.00 น. ซึ่งเป็นการนับคะแนนจากหน่วยลงคะแนนส่งตรงมาส่วนกลางเพื่อประกาศผล คาดว่าจะรายงานผลได้ถูกต้อง 95% และเกณฑ์การออกเสียงทำประชามติไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. เพราะเป็นแค่เครื่องมือทำประชามติ

ทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิผลหรือไม่ วัดกันในสถานการณ์จริง ซึ่งอีกไม่นานจะรู้กัน

 

นิรโทษกรรม เกมยาวเรียกคะแนน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/408940

นิรโทษกรรม เกมยาวเรียกคะแนน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ปรองดอง” เริ่มขยับอีกรอบหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมารับลูก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือช่องทางอื่นแต่งตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดอง โดยไม่ต้องไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม ไปพิจารณารายละเอียด

ความชัดเจนน่าจะอยู่ที่ท่าทีส่วนตัวของวิษณุที่เห็นว่าควรออกเป็นกฎหมายชั้นธรรมดา เช่น ร่าง พ.ร.บ. หรือกลไกอื่นที่ไม่ใช่การออกกฏหมายจะง่ายกว่า เพราะหากออกเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.มันไม่ยั่งยืน เพราะเราไม่รู้ว่าสุดท้ายต่อไปจะมีการรื้อหรือไม่ เพราะการสร้างความปรองดองไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1 ปี หรือ 2 ปี

“เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องของจิตใจ ใส่ไว้ในกฎหมายไม่ได้ เหมือนกับการบังคับให้ทำเรื่องโน้น เรื่องนี้ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่หย่อนยาน ไม่ปฏิบัติตาม และการไม่ทำตามกฎหมาย สุดท้ายก็ไปจบที่ศาล ซึ่งก็คือการไม่ปรองดองอีกอย่างหนึ่ง เป็นการใช้วิธีการที่ไม่ปรองดองเพื่อบังคับให้เกิดการปรองดองมันยาก …แต่ผมว่าใช้หลักอื่นที่ไม่ต้องเขียนเป็นกฎหมายจะดีกว่า แต่บางเรื่องที่ต้องออกเป็นกฎหมาย เช่น อภัยโทษ นิรโทษกรรม ก็จำเป็นต้องออก”

ตรงกับที่ทุกฝ่ายประเมินว่า เส้นทางของการสลายความขัดแย้ง และเร่งสร้างความปรองดอง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างหลักการเบื้องต้นที่ทุกฝ่ายยอมรับและเชื่อว่าจะเป็นกุญแจไปสู่ความปรองดองได้ ก็คือ การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่แกนนำและไม่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา หรือความผิดร้ายแรงที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย

ต้องยอมรับว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังเป็นข้อเสนอที่หลายฝ่ายตกผลึกกันมาหลายชุด เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ของ คณิต ณ นคร, คณะกรรมาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์, กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ ดิเรก ถึงฝั่ง

แตกต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่หลักการส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันเรื่องต้องนิรโทษให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่แกนนำ และไม่เกี่ยวกับความผิดร้ายแรง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศปรองดองในอนาคตง่ายขึ้น

คล้ายกับสูตรของเอนกที่มองว่า การปรองดองกันต้องเริ่มจากการ “แบ่งอำนาจ” เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสีใดสีหนึ่งออกไปจากสมการอำนาจ หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาทหารออกไปจากสมการอำนาจเพื่อให้เหลือแค่สองสี ดังนั้นต้องออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไรให้ 3 ฝ่ายอยู่ด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ทหาร+พรรคการเมืองอื่นๆ 2.สีแดง พรรคเพื่อไทย 3.กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่ฝ่ายบริหารจัดการจะเป็นฝ่ายที่ไม่ใช่ 2 สี ที่จะเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างความปรองดอง

ไม่ต่างจาก ศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เห็นว่าการนิรโทษกรรมจำเป็น เพราะท้ายสุดเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำเรื่องนี้ เพื่อให้คนกลับมา คนยังติดคดีต้องขึ้นศาล ไม่มีทางที่จะทำให้กลับมาเกิดความปรองดองได้ แต่การนิรโทษกรรมต้องไม่สุดซอย ต้องนิรโทษกรรมเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุม ยกเว้นแกนนำก็ว่าไปตามคดี และถ้าถามว่ามาทำตอนนี้มันช้าไปควรจะดำเนินการให้เร็วกว่านี้

แม้แต่สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเกี่ยวกับเรื่องปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมที่จะเริ่มต้นจากการทำให้ทุกคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องการให้เสร็จภายในปี 2559 จากนั้นปี 2560 จะได้เริ่มต้นพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรมต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแค่พูดเรื่องนิรโทษกรรมในวันที่ความขัดแย้งยังมีอยู่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะหากจะไปถึงขั้นนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง หรือแตะรวมไปถึงบรรดาแกนนำของแต่ละฝ่าย สุดท้ายจะกลายเป็นชนวนขัดแย้งรอบใหม่มากกว่าการสร้างความปรองดอง ดังนั้นหลายสูตรที่ออกมาจึงมีความเห็นตรงกันที่จะเริ่มจากนิรโทษกรรมประชาชนทั่วไปก่อน

นอกจากจะไม่มีเสียงต้านเสียงค้าน อีกด้านหนึ่งยังเป็นการปูทางสร้างบรรยากาศปรองดอง ที่จะไปสอดรับกับแผนการสร้างความปรองดองของ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาในอนาคต

รวมทั้งยังจะเป็นการสร้างบรรยากาศบ้านเมืองให้เอื้อต่อการเลือกตั้ง อันจะทำให้ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญการนิรโทษกรรมรอบนี้ยังจะถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของรัฐบาล คสช.ก่อนพ้นจากตำแหน่ง อันจะช่วยกู้ภาพลักษณ์ เรียกคะแนนนิยม และฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เพราะหากประเมินแล้วในช่วงต้นปี 2560  รัฐบาล คสช.ย่อมต้องเผชิญหน้ากับทั้งปัญหาหนักหน่วง

นี่จึงเป็นการสร้างผลงานทิ้งทวนก่อนลงจากอำนาจ และตอกย้ำคำพูดที่ว่าจะทำให้การรัฐประหารครั้งนี้ไม่เสียของ

 

เปิดแฟ้มลับมหากาพย์ปลดล็อกขัดแย้ง : วัดใจ“ประยุทธ์”พิสูจน์ผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567256

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ม.ค. 2559 05:01

 

ขึ้นแท่นเป็นตำนานของพรรคประชาธิปัตย์ หลังเข้าสู่แวดวงการเมืองและปักหลักอยู่พรรคเดียวเกือบ 60 ปี มีอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

ฉายาว่า “คุณปู่” นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง

โดยกะเทาะเปลือกโครงสร้างรัฐธรรมนูญ การบริหารประเทศภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และการสร้างความปรองดอง

โดยเริ่มออกตัวก่อนว่าได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ปี 2501) เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เพราะทนต่อการทำงานในพรรคและไม่มีประโยชน์สำหรับพรรคแล้ว ฉะนั้นมุมมองดังต่อไปจะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์

มุมมองแรกเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่ให้ความเคารพนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ เป็นนักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย คงมีเจตนารมณ์ที่ดีในการร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับประเทศไทย

แต่ขณะนี้ไม่ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทราบเพียงว่ามี 251 มาตรา และเท่าที่ติดตามแทบทุกวันพบว่า ในแต่ละประเด็นมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อนำไปเทียบรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆพบว่าการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีเป้าหมายว่าจะเป็นประชาธิปไตยจ๋าเลย หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิรัฐบาลมีอำนาจมาก หรือให้ ส.ส.มีอำนาจมาก หรือให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนมาก ถ้าไร้เป้าหมายเหล่านี้มันลำบาก

จะไปเขียนรัฐธรรมนูญด้วยอักษรให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้ยุติความขัดแย้งนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เป็นนามธรรม การปรองดองต้องมาจากหัวใจและลงมือปฏิบัติ

จึงอยากเห็นรัฐธรรมนูญมีหัวใจเป็นประชาธิปไตย เน้นในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและให้ประชาชนมีส่วน มีบทบาทในการปกครองการพัฒนาบ้านเมือง และโครงสร้างของรัฐธรรมนูญควรเขียนให้ชัดเจนว่า ความยุติธรรมไม่เป็นสองมาตรฐาน เป้าหมายแบบนี้สามารถกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้

แม้กระทั่งการเลือกนายกรัฐมนตรีที่เปิดให้คนนอกเข้ามาเป็นได้ แม้จะมีเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ขอยืนยันว่านายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.

ที่มาของ ส.ว.ก็เช่นเดียวกันก็กำหนดให้มีการเลือกแบบแปลกๆ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญประเทศไหนกำหนดให้มีการเลือกตั้งแบบสลับไขว้ตามกลุ่มสาขาอาชีพ

แต่ถ้าจะให้ ส.ว.มีที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งแต่งตั้งจากสาขอาชีพต่างๆจะดีกว่า เพื่อเปิดทางให้คนเก่ง ดี มีความรู้ ความสามารถเข้ามา และต่อไปในอนาคตก็กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.ทั้งหมด

ที่ยกร่างมาไม่แน่ใจนายมีชัยยกร่างขึ้นมาด้วยความคิดเห็นส่วนตัว ด้วยความรู้หรือโดนบีบคั้น หากปล่อยให้รัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้จะไปไม่รอด ต่างประเทศไม่ยอมรับ เพราะมีหลายประเด็นที่จะต้องแก้ไข

ขณะที่การบริหารงานของรัฐบาลและ คสช. ขอย้อนกลับไปในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขอชมว่าท่านเป็นทหารที่ผ่านศึกมา ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ใช้คนเป็นใช้มือบริหารที่โปร่งใส จนสามารถแก้วิกฤติเศรษฐกิจ แก้ปัญหาของบ้านเมืองจากที่จะล้มละลายให้หายได้

กำลังจะบอกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใช้คนไม่เป็น นายพิชัย บอกว่า ส่วนตัวไม่ชอบการล้มรัฐบาลด้วยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรค พรรคประชาธิปัตย์ต้องต่อต้านระบอบเผด็จการ ต่อต้านรัฐประหาร

ฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารครั้งนี้ แต่เห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ที่จำเป็นต้องทำ แม้หัวใจไม่อยากจะทำ แต่ที่ต้องทำเนื่องจากทนนักการเมืองไม่ไหวที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ยกขบวนมาเป็นแสนๆเผชิญหน้ากันกลางถนน ทั้งที่ควรจะทะเลาะกันในสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้วกลับทำงานไม่เป็น ใช้คนไม่เป็น ตำแหน่งต่างๆที่อยู่รอบข้างล้วนเป็นนายพล แม้เหตุการเผชิญหน้าหยุดลง แต่ทั้งสองฝ่ายยังทะเลาะกันอยู่ และการแก้ปัญหาด้านอื่นไม่เดินหน้า

เศรษฐกิจแย่ จะฉิบหายได้ตราบใดที่การส่งออกยังเป็นแบบนี้ เศรษฐกิจของประเทศแย่ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ผมไม่เคยถือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นศัตรูเลย
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เขาเป็นคนดีและตั้งใจดี เสียอย่างเดียวการพูดกับผู้สื่อข่าว คนเป็นนายกฯ ควรให้ความเคารพเป็นพิเศษต่อวิชาชีพผู้สื่อข่าว ไม่อยากพูด ไม่อยากตอบคำถามก็เฉยๆ คนเป็นนายกฯ เป็นนักการเมืองยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก

ฉะนั้นสุดท้ายถ้าปล่อยให้การบริหารประเทศยังเป็นไปแบบนี้ประเทศจะไปไม่ไหว

อยากให้พรรคการเมืองปฏิรูปหรือพัฒนาอย่างไร เพื่อรองรับการปฏิรูปประเทศ นายพิชัย บอกว่า พรรคการเมืองในประเทศไทยต้องปฏิรูปทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

ในช่วงที่ 2 พรรคนี้ฟัดกันอยู่ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ผมได้เขียนลงสมุดบันทึกก่อนที่จะเสียชีวิตว่า เคยเรียกนายอภิสิทธิ์มาคุยที่บ้าน ถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความขัดแย้งไม่สามารถเขียนเป็นอักษรลงในรัฐธรรมนูญแล้วแก้ไขได้ ต้องลงมือปฏิบัติ

โดยกุญแจดอกสำคัญให้เริ่มต้นแก้ไขที่นายทักษิณ ในคดีที่ดินรัชดา ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้จำคุก 2 ปี โดยทำให้นายทักษิณยอมรับคำพิพากษาและกลับมาติดคุก จะติดกี่เดือนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนคดีอื่นไปสู้กันในชั้นศาล ถึงเวลานั้นเชื่อมั่นจะทำให้ขั้วขัดแย้งยอมรับกันได้

ถ้าทำสำเร็จนายอภิสิทธิ์และนายทักษิณจะเป็นฮีโร่ทันที ความขัดแย้งลดลง ไม่เกิดการปฏิวัติ แต่ถ้าไม่ดำเนินการตามนี้จะมีการปฏิวัติแน่

ฉะนั้นขอให้นายอภิสิทธิ์จัดเตรียมคุกดีๆ มีแอร์ เพื่อเตรียมรอรับนายทักษิณ และผมจะติดคุกเป็นเพื่อนนายทักษิณด้วย และขั้นต่อไปเมื่อมีโอกาสที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะขั้นตอนต่างๆได้ปรึกษาหารือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไว้หมดแล้ว

จากนั้นได้เดินทางไปพบนายทักษิณยังประเทศสิงคโปร์ ก็ยอมรับในหลักการที่จะกลับมาติดคุก แต่นายทักษิณมีคำถามว่า จะรับประกันถึงความปลอดภัยอย่างไร โดยเฉพาะมีคนคอยจ้องยิง

จึงบอกไปว่าจะเดินทางไปรับด้วยตัวเอง กลับมาประเทศไทยพร้อมกัน ลงเครื่องบินปุ๊บห้ามเล่นละครจูบพื้นดินให้คนหมั่นไส้เหมือนคราวที่แล้ว ขอให้ทำตรงไปตรงมาแบบลูกผู้ชาย ห้ามให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

และขึ้นรถไปโรงพยาบาลศิริราชพร้อมกัน เพื่อถวายบังคมต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยกล่าวว่าข้าพเจ้าเคยเป็นนายกฯ จากบ้านเมืองไปนาน บัดนี้กลับมาเพื่อรับโทษตามที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินไปแล้ว เสร็จแล้วไปเข้าคุกพร้อมกันจนกว่าจะมีพระราชทานอภัยโทษ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เจรจาปรองดองครั้งนี้ล่มกลางคันเพราะอะไร นายพิชัย บอกว่า ตอนนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ผมก็บอกฉิบหาย แบบนี้ทำให้แนวนโยบายปรองดองที่เดินมาเสียหายหมด

ก็พยายามหาทางพบนายสุเทพให้ได้ เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แต่นายสุเทพไม่ยอมรับสายโทรศัพท์เลย และอยากเขกกระบาลนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว

แต่กลับกลายเป็นว่าระดับคีย์แมนของพรรคเพื่่อไทย และยังให้คีย์แมนบางคนของพรรคเพื่อไทยไปปรึกษาคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของนายทักษิณด้วยว่ายอมรับแนวนี้ไปได้หรือไม่ ทุกคนเห็นด้วยตามแนวทางนี้

แนวทางนี้ต้องพับไปแล้ว ยังมีช่องทางการปรองดองอย่างไร นายพิชัย บอกว่า กลัวว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ และ คสช.จะอยู่ในอำนาจถึง 4 ปี หรือ 8 ปีหรือไม่ อันนั้นเป็นอีกเรื่อง ไม่ทราบ

แต่มาถึงวันนี้นายกฯ ควรวางตัวเสียใหม่ อย่าให้สัมภาษณ์แบบนี้ทุกวัน เพราะไม่ได้สร้างบรรยากาศการเมืองให้ดีขึ้นมา มีแต่จะทะเลาะกัน

นายกฯ ต้องริเริ่มปรองดอง เริ่มจากสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นให้เกิดขึ้นในชาติและสร้างความรักชาติ

ก่อนเป็นคนกลางเปิดเจรจาปรองดอง.

ทีมการเมือง

ถอดฟิวส์ กทม. ต่อวีซ่า “อภิสิทธิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566897

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2559 05:01

 

ศึกสายเลือด ปชป. “แต่งตัว” รับโรดแม็ปเลือกตั้ง

โลกเมืองไทยหยุดหมุนชั่วขณะกับการจากไปของพระเอกหนุ่ม “ปอ ทฤษฎี สหวงษ์”

ตามปรากฏการณ์ที่ผู้คนทุกวงการต่างร่วมแสดงความอาลัย กับการสูญเสียดาราน้ำดีของวงการที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเอกทั้งในจอและนอกจอ

บรรยากาศของความโศกเศร้าเสียใจกลบกระแสอื่นซาลงไปโดยปริยาย

ในขณะที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสาระหลักสำคัญของกระบวนการตามโรดแม็ป คสช.

ตามความคืบหน้าของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยกคณะไปทำการยกร่างกันที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยกำหนดจะเปิดเผยร่างแรกให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นกันในวันที่ 29 มกราคมนี้

และมีการตั้งฉายาให้เลยว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบทุจริต”

แต่ก็เป็นอะไรที่เหมือนจะไม่ต้องรอให้ถึงวันโชว์โฉมอย่างเป็นทางการ เอาแค่ประเด็นแหลมๆคมๆที่ทีมงานโฆษกคณะกรรมการร่างฯแพลมๆออกมาชิมลางเท่านี้ก็ “เรียกแขก” กระตุกเสียงโห่ฮาไปทั้งบาง

ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง และต้องประกาศรายชื่อให้ประชาชนทราบ อีกทั้งไม่ได้ล็อกให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.

เลยถูกดักคอว่า เป็นการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีคนนอกกันเนียนๆ

หรือการให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจในการพิจารณาร่วมกัน กรณีที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการในสิ่งที่ส่อว่าจะเกิดความเสียหายในระดับนโยบาย หากยังไม่ยุติแล้วเกิดผลเสียหายในที่สุด ถือเป็นความผิดของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

โดยเงื่อนไข ทำให้โดนตั้งแง่รัฐบาลในอนาคตอาจต้องบริหารภายใต้องค์กรอิสระ

ขณะที่ประเด็นการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการวินิจฉัยในกรณีผ่าวิกฤติประเทศ ลักษณะเดียวกันซึ่งมาแทนที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

ก็ถูกระแวงว่าเป็นการสร้างเครื่องมือใหม่มาใช้แทนการรัฐประหารของกองทัพ

ยังไม่นับระบบการเลือกตั้ง ส.ส. วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดวิธีซิกแซ็ก แต่ลักลั่นในสายตานักเลือกตั้งอาชีพที่มองคนร่างรัฐธรรมนูญไม่มีประสบการณ์

ร่างบนพื้นฐานของพวกไม่รู้พื้นฐานในทางปฏิบัติจริงๆ

ตามอารมณ์ที่นักการเมืองสะท้อนเป็นเสียงเดียวกัน “แสบ” ยิ่งกว่าฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่โดนคว่ำคะมำไป

หลายคนประกาศจุดยืนล่วงหน้าได้เลยว่า ไม่รับจับอาการ “นักเลือกตั้งอาชีพ” แทบทุกค่าย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หันมาปรองดองกันชั่วขณะ ไม่เอาด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่เวนคืนอำนาจจากนักการเมือง

แนวโน้มการฝ่าด่านประชามติจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในอีกมุมหนึ่งก็มีบางฝ่ายมองลึกไปอีกชั้น ระแวงยุทธศาสตร์ของฝ่ายเสนาธิการของ คสช.ที่อาจจะเป็นความตั้งใจในการใส่ “ยาแรง” ใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

จงใจให้แท้งซ้ำเหมือนฉบับของ “บวรศักดิ์”

เพราะต้องไม่ลืมว่า ไพ่ใบสำคัญยังอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ในกรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 หยิบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาปรับแก้ เพื่อประกาศเลือกตั้งได้เลย

โจทย์มาแบบไหน ล็อกกันได้ตามธง

ตรงนี้น่าจะเข้าเหลี่ยมมากกว่า ถ้ามองกันในมุมที่รัฐบาล คสช.จะเผื่อเกมยาวในการประคองความปลอดภัยหลังลงจากหลังเสือ

เรื่องของเกมยุทธ์ในการชิงอำนาจ ทหารไม่ได้ด้อยกว่านักการเมืองแน่

อย่างไรก็ดี แม้โดยสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัยจะยังไม่ชัวร์ว่าจะออกมาในมุมไหน ฝ่าด่านประชามติได้หรือไม่ แต่ ณ วันนี้ก็ต้องถือว่าทุกอย่างยังดำเนินไปตามโรดแม็ป

ธงนำ คสช.ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

พล.อ.ประยุทธ์ยังยืนยันทุกเวทีว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นในปีหน้า 2560

ตามสัญญาประชาคมที่ทั้งประชาชนคนไทยและนานาชาติต่างรับรู้โดยทั่วกัน

ประกอบกับบรรยากาศโดยทั่วไปก็เป็นอะไรที่ผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองเริ่มจะรู้สึกได้กับปัจจัยที่จะนำไปสู่สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง

แรงเสียดทานรัฐบาลทหารเริ่มหนาแน่นขึ้นตามลำดับ

โดยเฉพาะกับจุดอ่อน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาล คสช.ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาพืชผลเกษตรราคาตกต่ำ จนถึงจุดที่ชาวสวนยางพาราเคลื่อนไหวระดมม็อบใหญ่เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหายางพาราตกไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจเทงบประมาณเพื่อแทรกแซงราคา

ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์รัฐบาลยิ่งเสี่ยงต่อปมคอร์รัปชันแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับเองเลยว่า กังวลต่อปัญหาการทุจริตในการรับซื้อยางพารา จึงต้องกำหนดกลไกการรับซื้อที่รัดกุม โดยเฉพาะการเวียนขายยางเก่าให้รัฐบาล

ส่ออาการขยาด เสียวพวกหลุดโกง

นั่นก็เพราะปมร้อนการทุจริตหัวคิวการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ยังเป็นแผลใหญ่ให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารคอยจ้องเขี่ยให้ติดเชื้อลามเป็นบาดทะยัก แถมยังมีปมไม่โปร่งใสโผล่ออกมาเป็นระยะเศรษฐกิจก็เหนื่อย ทุจริตก็หนัก
เงื่อนบรรยากาศเข้าสู่ห้วงปลายของอำนาจพิเศษ

แน่นอน ว่ากันตามเงื่อนเวลามาถึงตรงนี้ก็อยู่ในวิสัยที่พรรคการเมืองต่างๆจะได้ขยับแต่งตัวเตรียมพร้อมสำหรับลงสนาม หลังโดนล็อกไม่ให้ทำกิจกรรมมานานเกือบ 2 ปี

แทบจะง่อยเปลี้ยเสียขาเลยก็ว่าได้

และไม่ว่ากติกาใหม่จะออกมาอย่างไร ณ เบื้องนี้ก็ต้องถือว่า 2 พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยก็ยังเป็น 2 ขั้วหลักในการชิงชัยกันในสนามเลือกตั้ง

ยังไม่เห็นวี่แววของพรรคที่สามจะโผล่มาเบียดแทรก

เรื่องของเรื่อง โดยการขยับออกตัวแรงกว่าใครและเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือคิวของค่ายเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก

ปล่อยไฟเขียวให้จัดกิจกรรมประชุมพรรคได้

ตามท้องเรื่องที่โยงต่อเนื่องกับ “ศึกสายเลือด” ภายในหมู่คนประชาธิปัตย์ ที่เปิดศึกกันเองกับทีมงานของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ

นัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเคลียร์ปัญหาภายในจัดการกับทีมงานผู้ว่าฯ กทม.ที่แข็งข้อใส่แบบที่สุดท้ายเลยก็ไม่ต้องรอให้ คสช.ปล่อยไฟเขียวประชุมพรรค ล่าสุดนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เปิดแถลงข่าวใหญ่

ประกาศ “ตัดหาง” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์เลิกสนับสนุนในทุกกรณี จากนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบใดๆ

ด้วยเหตุผลที่อ้างกันอย่างเป็นทางการว่า จุดยืนของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์มีความแตกต่างจากผู้ว่าฯ กทม. โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในด้านความโปร่งใส

ตามจังหวะต่อเนื่องจากการที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.ของพรรค ออกมาแฉประจานปมทุจริตในหลายโครงการภายใต้การบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และทีมรองผู้ว่าฯ กทม.

ทุบกันจนน่วม ขย่มกันจนเน่า ก่อนปลิดออกจากขั้ว

และก็สังเกตว่า นายจุติรีบชิงออกตัวเลยว่า การประกาศตัดขาดกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ไม่เกี่ยวกับข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือการไม่ส่งเงินบำรุงพรรคตามที่มีกระแสข่าวยุแยงให้แตกแยก

นั่นก็เพราะมันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ปฏิบัติการ “ตัดหาง” คุณชายสุขุมพันธุ์ มันเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับปรากฏการณ์ “ร้าวลึก” กระแสการพยายามเปลี่ยนหัวพรรคประชาธิปัตย์ เขี่ยนายอภิสิทธิ์พ้นจากหัวหน้าพรรค

แบบที่ตอนแรกมีชื่อของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เบียดขึ้นมาเสียบแทน โดยการสนับสนุนของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ แต่ไม่มีกระแสขานรับ ก่อนที่ชื่อของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน มวยรุ่นใหญ่ของประชาธิปัตย์ จะเปิดมาให้ฮือฮา

ตอกย้ำความพยายามโละ “อภิสิทธิ์” มีอยู่อย่างจริงจัง

ตามสภาพของคนเก่ง ดี ไม่มีรอยด่างพร้อยกับปมทุจริต คุณสมบัติเฉพาะตัวครบแต่ภาพโดยส่วนรวมที่ถือเป็นคุณสมบัติของผู้นำทางการเมืองไทยในยุคพิเศษห้วงนี้ “อภิสิทธิ์” จัดอยู่ในข่ายคนไม่มีพวก ไม่เอาใคร อย่างที่ล้มเหลวมาในการตั้งรัฐบาลภายในค่ายทหารรอบที่แล้ว

รอบนี้ท็อปบูตเลยเข็ด ฝ่ายคุมเกมอำนาจพากันขยาด

โอกาสของพรรคประชาธิปัตย์จะถูกชูขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์” ก็แทบไม่มี

ซึ่งนั่นก็ทำให้อดีตนักเรียนนอก มหาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ดจากเมืองผู้ดีอังกฤษต้องเปิดฉากสู้ ยื้อสถานะการนำประชาธิปัตย์ ด้วยการถอดฟิวส์คุณชายสุขุมพันธุ์

โชว์ภาพความผุดผ่องจากปมทุจริตคอร์รัปชัน

ย้อนศรขบวนการจ้องโละ พร้อมๆกับโชว์จุดขายที่พอจะเหลืออยู่

สานฝันกลับมาแก้ตัวในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกรอบ.

“ทีมการเมือง”

รอจังหวะช้าแต่ชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566782

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ม.ค. 2559 05:01

 

ยังไม่ถึงคราวเกมโอเว่อร์ กรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ แม้ผลสอบของกระทรวงกลาโหม เที่ยวล่าสุด จะออกมาการันตีความโปร่งใสในการดำเนินการ

แต่ปมต่อเนื่องที่มีการขยายความออกไป ยังปิดจ๊อบไม่ลง

กับกรณีล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ทหารอำพรางใบหน้า และทะเบียนรถ บุกล็อกตัว นายสรวิชญ์ เสรี-ธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ช่วงกลางดึกคืนวันที่ 20 ม.ค.

นำตัวส่งศาลทหาร เซ่นข้อหาตามหมายจับ ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน กรณีจัดกิจกรรมนั่งรถไฟไปตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมา

กลายเป็นเป้าล่อให้ฝ่ายตรงข้ามเหน็บแนมเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งคำถามเดิมๆแทงใจดำถึงการเลือกปฏิบัติ เช็กบิลเฉพาะกลุ่มที่ไม่ลงรอยกับ คสช. แต่ไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มที่เป็นกองเชียร์ของฝ่ายผู้มีอำนาจ

เปิดช่องให้ขาประจำอย่างสหรัฐอเมริกา กระทุ้งรัฐบาลไทยให้เคารพเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน เลิกปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ

ถือโอกาสดิสเครดิต ลดทอนความน่าเชื่อถือรัฐบาลท็อปบูตไปในตัว

ปมอุทยานราชภักดิ์ยังถูกเติมหัวเชื้อเลี้ยงกระแสให้คุกรุ่นต่อไป ไม่ให้มอดดับสนิท

รอเก็บไว้ผสมโรงกับปมความไม่ชอบมาพากลประเด็นอื่นๆที่ขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มออกแอ็กชั่น กล้าขุดคุ้ยการทำงานฝ่ายรัฏฐาธิปัตย์มากขึ้น

อาทิ กรณี นายดำรงค์ พิเดช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นหนังสือถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แฉความไม่ชอบมาพากลการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการหรือวันแม็ป

ที่แอบเฉือนที่ดิน 1,200 ไร่ เขตป่าสงวนป่าเขารวก ป่าเขาเมือง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต ออกจากแผนที่เพื่อเอื้อประโยชน์ช่วยกลุ่มนายทุน กันพื้นที่รีสอร์ต โรงแรมหรู ออกจากแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ

พุ่งเป้าตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีคีย์แมน คสช.นั่งเป็นเจ้ากระทรวงทั้ง “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และ “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

รวมถึงกรณี ป.ป.ช.ตรวจสอบพบการใช้งบประมาณตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล หรือโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท มีการใช้งบประมาณผิดปกติ ไม่เป็นไปตามขั้นตอนในหลายพื้นที่

จุดขายเรื่องความซื่อสัตย์ที่เคยเป็นจุดแกร่งในยุคที่ คสช.เริ่มทำงานใหม่ๆถูกสังคมตั้งคำถามจับผิดมากขึ้น

สารพัดปัญหารุมรุกเร้าทีมงานเรือแป๊ะมากขึ้นเรื่อยๆ “บิ๊กตู่” เจอแรงเสียดทานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จนเกิดกระแสข่าวลืออยากลงจากหลังเสือโดยเร็วที่สุด ไม่ขอลากยาวอยู่จนถึงโรดแม็ปปี 2560

สวนทางกับกลุ่มขั้วอำนาจเดิม ในอารมณ์ของนักเลือกตั้งที่แหยงกติกาฉบับใหม่ หลังเริ่มเห็นพิมพ์เขียวแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.นั่งหัวโต๊ะ

ทุกขั้วการเมืองส่ายหน้าไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋ “มีชัย”

ภายใต้สูตรพิสดารที่มุ่งบอนไซฝ่ายการเมือง เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระและฝ่ายข้าราชการ

ทั้งปมการเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก การให้พรรคการเมืองแจ้งชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน ต่อ กกต.เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้า การเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพ การกาบัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี

ตลอดจนการเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ผ่าทางตัน ชี้ขาดกรณีเกิดวิกฤติในประเทศ

โดยเฉพาะการวางกฎเหล็กเรื่องการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีเสียงเห็นชอบร้อยละ 10 ของทุกพรรคการเมือง เพื่อกรุยทางไปแก้กฎหมายสูงสุดของประเทศ

และหากเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญ ต้องฝ่าด่านทำประชามติอีกชั้น

วางโจทย์หิน สกัดทัพการเมืองที่จ้องเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญใหม่หลังการเลือกตั้งสมัยหน้า ไม่ให้ปลดล็อกแก้กติกาได้ง่ายๆเหมือนที่ผ่านมา

ทุกค่ายตั้งแง่ไม่เร่งรีบกระโจนลงสนาม ถ้ากติกายังเป็นพิษต่อฝ่ายการเมือง ผิดฟอร์มนักเลือกตั้งมืออาชีพในอดีตที่มักเรียกร้องให้ฝ่ายยึดอำนาจคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ไม่กล้าบุ่มบ่ามยอมให้ผ่านประชามติไปก่อน แล้วไปแก้ไขกติกาทีหลัง เหมือนเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปี 50 เพราะต่อให้ได้อำนาจกลับมาเร็ว ก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างองค์กรอิสระและฝ่ายข้าราชการ ตามกลไกที่ฝ่ายกุมอำนาจวางหมากไว้

เสี่ยงเล่นเกมเร็วแล้วไม่คุ้มกัน สู้รอจังหวะช้า แต่ชัวร์ดีกว่า.

ทีมข่าวการเมือง

ยัง ‘เชื่อมขั้ว’ กันได้ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566258

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ม.ค. 2559 05:01

 

“คุณจ่า” ทำป่วน “คุณชาย” ทำวงแตก

2 ปมร้อน ทั้งกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร 8 นาย บุกเข้าควบคุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ จากหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ส่งให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย

ตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ กรณีจัดกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์

ข้อหามั่วสุมชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. สุดท้าย “จ่านิว” พร้อมเพื่อน 3 คน ถูกส่งฟ้องศาลทหารกรุงเทพ และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ท็อปบูตไม่อดทนกับ “ของแสลง” เร่งตัดไฟแต่ต้นลม กันโรคแทรกซ้อน

แม้จะมีจุดเปรียบเทียบเหมือนกัน กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอื่นๆ มาตรฐานการจัดการแตกต่างกันหรือไม่ ถึงจุดนี้ “อำนาจพิเศษ” ก็ชินแล้ว แม้ต้องอ้อมแอ้มตอบคำถาม “เลือกปฏิบัติ”

ที่สำคัญ การตั้งด่านวางจุดสกัดก็เพื่อไม่ให้ปมราชภักดิ์ที่วงในพูดกันหึ่ง ถึงไฟเหมือนมอดลงไป แต่ไม่ดับสนิท ยังคุกรุ่นอยู่ภายใน “ไม่เคลียร์” เสียทีเดียว

ก่อนที่ไฟจะลุกอีกรอบ ต้องบล็อกสารกระตุ้นไว้ล่วงหน้า

แต่กับอีกคิวที่เลิกอ้อมแอ้มเหมือนกัน กรณีที่นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคภาค กทม. ร่วมแถลงจุดยืนคณะกรรมการบริหารพรรค

พุ่งเป้าไปที่ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ระบุพรรคไม่สามารถประสานงาน กทม.ได้มากว่า 3 เดือน ถึงจุดที่ “พรรคจะไม่ขอรับผิดชอบการบริหารงานใดๆของ กทม.อีกต่อไป”

ไม่ตะเพิดตรงๆ แต่ประกาศตัดหาง “คุณชายหมู” กันเลย

ก็เอาเป็นว่าสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร กทม. กับต้นสังกัด ปชป.ที่ง่อนแง่นกันมาพักใหญ่ มีปมเกี่ยวโยงตั้งแต่เรื่องการขาดส่งกำลังบำรุงจาก “โอเอซิส” แหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งแห่งเดียวของค่าย ปชป.

ลากถึงกรณีคิวเขย่าเก้าอี้หัวหน้าพรรคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่าไม่ตรงสเปกอำนาจพิเศษ พร้อมกับมีกระแสข่าวการดันก้นคุณชายโชว์ชื่อประชัน ให้เข้าตา “บิ๊กสีเขียว”

เกมชิงการถือดุลในค่าย ปชป.ยังอีกยาว ในห้วงขยับจัดทัพรับโรดแม็ปเลือกตั้ง

เป็นเรื่องไม่หมูของคน ปชป. เขย่ากันอีกพักใหญ่

แต่ที่ต้องจับตาเหมือนกัน สั่นสะเทือนกันภายในขั้วรัฐบาล ล่าสุดกรณีที่นายดำรงค์ พิเดช สปท. อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ออกมากระตุกถึงการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือวันแม็ป

พบว่ามีการขีดเขตพื้นที่ออกจากเขตป่าสงวน ป่าเขารวก ป่าเขาเมือง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มนายทุน

ยิงลูกลอยๆ แต่พุ่งเข้าเป้า กลายเป็นศึกวิวาทะกับ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาวันแม็ป ต้องออกมาท้า หากสงสัยให้ส่งเรื่องมาสอบถาม

อย่าเล่าผ่านสื่อ “เพราะมันน่ารำคาญ”

เสียงโวย “ดำรงค์” รอบนี้ อาจมองได้ว่าเป็น “วาระสงสัยส่วนตัว” แต่อีกสถานะนอกจากเป็น สปท.แล้ว “ดำรงค์” ยังเป็นสมาชิกตัวกลั่นของเครือข่าย “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์”

ยิงตรง “บิ๊กต๊อก” ไม่พอ ยังกระทบชิ่งไปถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่มีเจ้ากระทรวงต่อเนื่อง 2 ราย เป็นเพื่อน ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

ชนิดต้องจับตา คิวนี้ต้นเครือข่ายนายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” อย่าง “บิ๊กต๊อก” และเจ้ากระทรวงสาย “เพื่อนบิ๊กตู่” ตกอยู่ในโฟกัสถล่มของเด็กเครือข่าย “พี่เบิ้ม คสช.”

เพื่อนพ้องน้องพี่ในหมู่ท็อปบูต ยังเชื่อมฉาบไม่ราบเรียบ

ยังไม่รวม ทีมเศรษฐกิจ ที่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นักยุทธศาสตร์ เชี่ยวเกมกลยุทธ์ ชักไม่ลงล็อกกับกระทรวงเศรษฐกิจนอกการกุมบังเหียน

ทั้งคิวเมกะโปรเจกต์รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ กระทั่งคิวขบเหลี่ยมซ่อนในปม “แก้ราคายาง”

หรือที่อึกทึกมาแล้ว กับรายการงัดข้อทั้งระดับรัฐมนตรีสายสีเขียวกันเอง และในขุมอำนาจกองทัพ กับปมร้อนราชภักดิ์

“สนิมเนื้อใน” แรงกระเพื่อมภายในเครือข่ายอำนาจ

กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ให้ทั่นผู้นำต้องเร่งบริหารจัดการ.

ทีมข่าวการเมือง

‘หมองู’ ชักจะแหยงงู!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565746

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ม.ค. 2559 05:01

 

ยุทธศาสตร์การตลาดในแบบฉบับของรัฐบาลทหาร

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นำทีมรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เดินชมนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ทำจากยางพารา ซึ่งจัดขึ้นที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี
โชว์อีเวนต์ ก่อนที่ ครม.จะอนุมัติงบกลาง 2,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางพารากิโลกรัมละ 45 บาท จากเกษตรกรในระยะแรก พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินอีก 7 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้อเพิ่มเติม

และก็เป็นอะไรที่สังเกตได้ถึงการเน้นย้ำเป็นพิเศษ

แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับตามตรงเลยว่า กังวลต่อปัญหาการทุจริตในการรับซื้อยางพารา จึงได้กำหนดกลไกการรับซื้อที่รัดกุม โดยเฉพาะการเวียนขายยางเก่าให้รัฐบาล

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็กางแผนให้เห็นก่อนเลยว่า กระทรวงกลาโหมมีแผนใช้ยางประมาณ 6 พันตัน โดยเริ่มรับซื้อ 1 พันตันก่อน เพื่อนำไปผลิตยางรถยนต์ ที่นอนยาง รองเท้า

โดยจะทยอยรับซื้อไปถึงปี 2560 จะใช้ถึง 15,000 ตัน

เช่นเดียวกับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็การันตีจะเป็นการรับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรงอย่างโปร่งใส โดยกระทรวงมหาดไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคม อบจ. สมาคม อบต. สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่มีงบประมาณพอช่วยเหลือได้

ขั้นต้นกระทรวงมหาดไทยจะรับซื้ออยู่ประมาณ 5 หมื่นตัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความมั่นใจทุกขั้นตอนโปร่งใส โดยรับซื้อจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ราคารับซื้ออยู่ที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม วงเงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาท

“บิ๊กรัฐบาล คสช.” ตบเท้า การันตีโครงการแทรกแซงราคายางโปร่งใส

ต่อเนื่องจากก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ การดูแลปากท้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่รัฐบาลเตรียมจัดจำหน่ายข้าวที่อยู่ในคลังคุณภาพดีให้แก่พี่น้องประชาชน

โดยได้กำชับให้ทุกกระทรวง กรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตในกระบวนการนำข้าวออกจากคลังหรือการรั่วไหลโดยเด็ดขาด รวมถึงการตรวจสอบสต๊อกยางและการระบายยางต้องโปร่งใสเช่นกัน

จับอารมณ์ “บิ๊กตู่” ห่วงใยปมคอร์รัปชันมากจนสังเกตได้

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ เมื่อโยงกับสถานการณ์ภาพรวมที่ปมทุจริตค่าหัวคิวการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ยังเป็นแผลเรื้อรังที่พร้อมลามติดเชื้อได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันก็ยังมีปมแหลมๆเกี่ยวกับปัญหาความไม่โปร่งใสโผล่ออกมาเป็นระยะ

แบบที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ต้องปฏิเสธกระแสข่าวการยกเลิกโครงการความร่วมมือรถไฟไทย–จีน

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแพง และค่าก่อสร้างสูงถึง 5 แสนกว่าล้านบาท

เบื้องหลังยังมีข่าวลือ “นายหน้า” ทั้งไทยและจีนฟาดหัวคิวกันสะดือปลิ้น

สดๆร้อนๆก็เป็นคิวที่นายดำรงค์ พิเดช สมาชิก สปท.คนดัง หนึ่งในทีมงานใกล้ชิด “พี่ใหญ่” เดินหน้าแฉรายการสอดไส้กันแนวเขตป่าสงวนฯป่าเขารวกและป่าเขาเมือง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 1,200 ไร่ไว้ในโครงการวันแม็ปของรัฐบาล เพื่อเอื้อประโยชน์นายทุน

รัฐบาล คสช.เริ่มสะดุดมาตรฐานความโปร่งใสถี่ขึ้นตามลำดับ

แต่ที่แน่ๆ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ได้มีหนังสือสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่ผ่านคุณสมบัติโครงการโซลาร์ฟาร์มทั้ง 11 แห่งสละสิทธิการดำเนินโครงการ เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินโครงการนี้ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐปี 2556

กองทัพบกยุค “บิ๊กหมู” ชิงตีกรรเชียงชิ่งปมเสี่ยงๆก่อนใคร

เรื่องของเรื่อง ท่ามกลางสถานการณ์แกว่งๆ ที่ยังไม่ชัวร์ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ การเลือกตั้งตามโรดแม็ปจะเกิดขึ้นในปี 2560 จริงหรือเปล่า

ปมคอร์รัปชันนี่แหละคือหัวเชื้ออันตรายที่จะเป็นปัจจัยแทรกให้เกิดการพลิกผัน

ที่สำคัญรัฐบาลทหารที่อ้างเหตุยึดอำนาจจากนักการเมืองด้วยปมทุจริต ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่าตัวเองจะปลอดภัยหรือได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด

“หมองู” ตายเพราะงูมาเยอะแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ยาแรงตั้งใจให้แท้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565210

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ม.ค. 2559 05:01

 

ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 29 มกราคม ดีเดย์เปิดโฉมร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” อย่างเป็นทางการ

แค่ปมร้อนที่โยนออกมาชิมลาง ภายหลังนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยกทีมงานไป “ปลุกปั้น” กันที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

เท่านี้ก็ “เรียกแขก” กระตุกเสียงโห่ฮาไปทั้งบาง

โดยเฉพาะอาการของ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ที่ตั้งแง่ใส่ปม “พิลึกพิลั่น”

ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง และต้องประกาศรายชื่อให้ประชาชนทราบ

เหมือนเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีคนนอกกันเนียนๆ

หรือการให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจในการพิจารณาร่วมกันกรณีที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการสิ่งใดและส่อว่าจะเกิดความเสียหายในระดับนโยบาย หากยังไม่ยุติแล้วเกิดผลเสียหายในที่สุด ถือเป็นความผิดของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

โดยรูปการณ์ รัฐบาลในอนาคตอาจต้องบริหารภายใต้องค์กรอิสระ

ยังไม่นับระบบเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ยังลักลั่นในสายตาของนักเลือกตั้งอาชีพที่มองคนร่างรัฐธรรมนูญไม่มีประสบการณ์ ร่างบนพื้นฐานของพวกไม่เคยปฏิบัติจริง

เอาเป็นว่า แค่ 3–4 ปมที่ปล่อยออกมา ทำให้มีคนประกาศจุดยืนกันได้เลย

ไล่ตั้งแต่รุ่นใหญ่ระดับนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล แกนนำรุ่นเก๋าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดๆผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฟันธงไม่ใช่เฉพาะสองพรรคใหญ่ คงรวมทุกพรรคการเมือง ใหญ่น้อยด้วย

“ผมคนหนึ่งที่ขอประกาศว่าไม่รับร่าง รธน.นี้ในชั้นประชามติ น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเป็นหมื่นล้านเพียงเพื่อสนองทางออกของคนบางกลุ่มเท่านั้น”

อารมณ์เดียวกันกับคนต่างขั้วต่างค่ายอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ กับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. ประสานเสียงรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัยไม่น่าจะใช้ได้

เพราะมีการโกงอำนาจประชาชนไปแล้ว เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับบอนไซประชาธิปไตย ให้อำนาจองค์กรอิสระเหนือตัวแทนประชาชน

จะต้องรณรงค์ไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กวักมือชวนเพื่อนนักการเมืองทุกพรรคหารือกำหนดท่าทีร่วมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบะท่าตอบรับเข้าร่วม จับเข่าคุยกันตามประสาคนหัวอกเดียวกัน

ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หันมาปรองดองกันโดยอัตโนมัติ

จับอาการ “นักเลือกตั้งอาชีพ” แทบทุกค่าย ทุกยี่ห้อ แท็กทีมต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่เวนคืนอำนาจของนักการเมืองไปอยู่กับองค์กรอิสระและข้าราชการ

แนวโน้มการฝ่าด่านประชามติย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

และก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ ยี่ห้อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่ขึ้นชื่อเรื่องบทโหดกับนักการเมืองอยู่แล้ว แนวโน้มก็คงไม่ยอมปรับโทน หรือลดยาแรงที่จ่ายให้นักเลือกตั้ง

งานนี้ “ยอมหัก” มากกว่า “ยอมงอ”

ประเมินกันตามเงื่อนไขแต่ละฝ่ายก็เป็นอะไรที่ชัวร์เหมือนเล่นไฮโลเปิดถ้วยแทง โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะแท้ง ไม่ได้ใช้เหมือนฉบับ “36 อรหันต์ทองคำ” ของศิษย์เอกอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นไปได้สูง

และจุดที่น่าสนใจกว่า เมื่อคนนอกยังอ่านได้ มีหรือฝ่าย เสธ.ของทีมงาน คสช.จะมองไม่ขาด

นอกเสียจาก “ตั้งใจ” ใส่ยาแรง “ทำแท้ง” กันเอง

นั่นก็เพราะไพ่แต้มสำคัญมันอยู่ที่มาตรา 44 ที่อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ สามารถหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับแก้ เพื่อบังคับใช้ในการประกาศเลือกตั้ง

โจทย์มายังไง ใส่กันได้ตามธงเลย.

ทีมข่าวการเมือง