แรงสะท้อนมาตรา 44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564658

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ม.ค. 2559 05:01

 

ถือเป็นข่าวเศร้าประเดิมต้นปี

ในที่สุดพระเอก “ปอ ทฤษฎี” ก็สู้ต่อไปไม่ไหว พ่ายแพ้ให้กับโรคภัย เสียชีวิตลงอย่างสงบ ภายหลังนอนรักษาอาการป่วยจากไข้เลือดออกในโรงพยาบาลมานานหลายเดือน

เป็นข่าวให้แฟนคลับและประชาชนทั่วไปได้ติดตามเคลื่อนไหวมาตลอด

และแน่นอน กระแสการจากไปของพระเอก “ปอ ทฤษฎี” น่าจะสร้างความเศร้าเสียใจให้กับแฟนๆและประชาชนที่เอาใจช่วยมาอย่างต่อเนื่อง

ถึงขนาดทำเว็บไซต์ล่ม คนเช็กข่าวกันด้วยความสนใจ

การจากไปของ “ปอ ทฤษฎี” น่าจะยืดพื้นที่ข่าวไปอีกพักใหญ่ กลบข่าวอื่นไปชั่วขณะ

ซึ่งตามสถานการณ์ก็จะส่งอานิสงส์ให้รัฐบาลทหาร คสช.ที่กำลังเจอสารพัดปมร้อนรุมเร้า

ในอารมณ์แบบที่ต้องแบไต๋กันตรงๆโดยไม่อ้อมค้อม

จับอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พูดจากใจในรายการคืนความสุข เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกสาเหตุที่ไม่บ้าจี้ตามลูกยุ

ให้ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขทุกอย่าง

เพราะสุดท้ายไอ้ที่ทะเลาะกันทั้งหมดมันจะกลับมาทะเลาะกับตนเองคนเดียว

เสียวถูกรุมกินโต๊ะว่างั้นเถอะ

ที่แน่ๆตัวอย่างสดๆร้อนๆตรงหน้า ในอารมณ์อย่างที่ “รัฏฐาธิปัตย์” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ต้องเอ่ยปากขอโทษบรรดา “พี่หมอ” ออกอากาศ

อันเป็นผลสืบเนื่องจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลด 7 คณะกรรมการ (บอร์ด) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ก่อปฏิกิริยาชัดเจน การเทกแอ็กชั่นแรงๆจากหมอรุ่นใหญ่

แบบที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เตือนตรงๆเลยว่า การใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดบอร์ด สสส.เป็นความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารของ คสช. เพราะจะทำให้คนในแวดวง สสส.เกลียดรัฐบาล คสช.มากขึ้น

ต่อเนื่องกับช็อตที่ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข รัฐบาลขิงแก่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว รู้สึกผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ออกไปร่วมเดินขบวนชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันแย่ยิ่งกว่า แต่ออกไปชุมนุมไม่ได้ เพราะกลัวรัฐบาลทหาร

ก่อไฟ กระพือกระแสต้านทหารกันนิ่มๆ

เรื่องของเรื่อง คนกันเองหันมาตั้งแง่ใส่ สถานการณ์ไม่น่าเสี่ยงสำหรับทหารในยามนี้

โดยเฉพาะกับความแน่นปึ้กของเครือข่าย “คนดี” ที่แฝงอยู่

ในองค์กรพิเศษ ซึ่งสะท้อนได้จากปรากฏการณ์ของ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ที่เพิ่งไขก๊อกจากเก้าอี้ผู้จัดการกองทุน สสส.ไปไม่เท่าไหร่

เพราะผลจาก คสช.เข้าไปทลาย “ขุมทรัพย์ปู่โสม”

แต่ก็ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ให้เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่

สสส. ไทยพีบีเอส องค์กรพิเศษที่รัฐบาล คสช.เจาะเข้าไปคุมการบริหารจัดการงบประมาณ

ขุมข่ายล็อกกันไว้แน่นหนา อำนาจพิเศษยังต้องเจอกับแรงสะท้อนกลับ

กระตุกต่อม “แหยง” แรงสะท้อนกลับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบประคองอารมณ์บรรดาพี่หมอรุ่นใหญ่

แต่ลำพังแค่ปม สสส.มันยังไม่เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ “ของจริง”

เดิมพันปมร้อนการตั้งสังฆราชองค์ที่ 20 ตามปรากฏการณ์แบบที่ “พุทธะอิสระ” อาจารย์ของทีมงาน คสช.ตั้งแท่นยุให้ศิษย์เอกอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เดินหน้าหักดิบ

ตัดหน้ามติของมหาเถรสมาคมที่เสนอชื่อ “สมเด็จช่วง” วัดปากน้ำ

แน่นอนตามรูปการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ไม่บ้องตื้นตามแน่ๆ เพราะลำพังแค่ทรงตัวอยู่ตรงกลางยังลำบากเต็มที ฝั่งหนึ่งกดดันให้เดินหน้าตามกฎหมาย ประเพณีปฏิบัติ อีกฝ่ายส่งเสียงเย้วๆ

ไม่เอาด้วยกับแคนดิเดตตามคิว

“กับดักระเบิด” ลูกนี้ ถ้าเผลอเอียงซ้ายหรือเอียงขวาแค่นิดเดียว

มีสิทธิบึมใส่รัฐบาลทหาร คสช.ได้ทุกขณะ.

ทีมข่าวการเมือง

ยึดอุดร-พะเยาโมเดลผ่าทางตันวิกฤติ : “สลาย”ขั้วการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563861

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ม.ค. 2559 05:01

 

เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ ตลอดชีวิตราชการทหารอยู่บนถนนสายพิราบ จุดพลุเดินก้าวข้ามความปรองดองไปสู่สังคมสันติสุข

บนสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมยังคุกรุ่น พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ ตท.12 เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง หลังเป็นผู้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพื่อแสวงหาความปรองดอง มีสมาชิก สนช.รับรองญัตติ 53 คน กำหนดสัดส่วน กมธ.24 คน แบ่งเป็นสมาชิก สนช.14 คนและคนนอก 10 คน

แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะออกมาเปรยยังไม่ถึงเวลาตั้ง กมธ. แต่เจ้าตัวเชื่อว่านายกฯ ไม่ได้สั่งเบรก และการตั้ง กมธ.ไม่มีล่มแน่นอน

ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็ยังไม่ตกปากรับคำว่าจะเข้าร่วม เพราะหวั่นว่าจะเข้ามาพูดถึงเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรม ทั้งที่ กมธ.มีเป้าหมายดึงทุกฝ่ายมาร่วมสร้างสังคมสันติสุข ไม่ใช่เชิญมาคุยออกกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิด

ส่วนตัวก้าวข้ามเรื่องปรองดองไปแล้ว ถ้ายังยึดติดในกรอบคำว่าปรองดองและนิรโทษกรรมประเทศก็จะติดหล่ม เดินไปไหนไม่ได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า รัฐบาลที่ผ่านๆมาได้ตั้งคณะทำงานศึกษาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาหลายชุด รัฐบาลชุดนี้ในนามแม่น้ำ 5 สาย โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีคณะทำงานศึกษาปัญหาด้านนี้ ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลแก้ปัญหาดังกล่าวและการสร้างความปรองดองเยอะมาก

สังคมจึงตั้งความหวังว่า กมธ.ชุดนี้จะนำข้อมูลที่มีอยู่ เป็นเครื่องมือไปสู่การปฏิบัติแก้ไขปัญหาวิกฤติความขัดแย้ง สร้างความปรองดองอย่างไร

เพราะเชื่อว่านายทหารระดับสายพิราบออกมาจุดพลุเรื่องนี้ หลังนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 หัวหน้า คสช.ก็ขานรับเสนอให้มือกฎหมายของรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหารือกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.

จนมาถึงคิว พล.อ.อกนิษฐ์ ที่รับลูกเรื่องนี้ แสดงว่าแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะ คสช.และรัฐบาลส่งสัญญาณให้ สนช.เดินหน้าเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจมา ประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์แค่หย่าศึกชั่วคราว รอวันปะทุความขัดแย้งใหม่ นับจากวันนี้ไป กมธ.จะเสนอเครื่องมือสร้างสังคมสันติสุขให้แก่รัฐบาลหรือ คสช.อย่างไร

พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ขณะนี้ทุกคนมีความสุข บ้านเมืองสงบสุข ถามว่าบ้านเมืองสงบสุขเพราะมีอำนาจมากดหรือไม่ ถ้าอำนาจหมดไปก็จะเข้าสู่สถานะเดิม และยังใช้องค์ความรู้ในกรอบเดิมมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งหนีไม่พ้นการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือใช้มาตรา 44 มันวนอยู่ในอ่าง เราจะต้องก้าวข้ามตรงนี้ออกไปให้ได้

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ตั้งคณะทำงานศึกษาหาทางออกจากความขัดแย้ง แต่ยังไม่ได้รับการปฏิบัติ

มาถึงวันนี้ผู้นำทางการเมืองของประเทศมีเจตจำนงแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างแท้จริง และขณะนี้ทุกฝ่าย ทุกคน ทุกองคาพยพมีเจตจำนงทางการเมืองตรงกันหมด อยู่ที่ใครจะเริ่ม

และตลอดทั้งปี 58 ได้ทำงานด้านนี้และวิเคราะห์มาตลอด โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนธันวาคม แต่สังคมไม่รู้และไม่จำเป็นต้องบอกสังคม ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สังคมจะมาพูดถึงเรื่องนี้ แม้หลายภาคส่วนยังติดเรื่องปรองดอง การออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ความจริงกฎหมายไม่สามารถทำให้คนรักกันได้ เหมือนเราชอบผู้หญิงคนนี้ ก็ไปออกกฎหมายบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ มันอยู่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันโดยวิธีการใดก็แล้วแต่

วิธีสร้างสังคมสันติสุขก็เช่นเดียวกัน อยู่ดีๆจะไปออกกฎหมายบังคับให้ปรองดองไม่ได้ ต้องเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยและศึกษาหาทางออกร่วมกันให้ได้ เชื่อว่าทุกคนมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมือง

ฉะนั้นตามขั้นตอนจากนี้ไปเมื่อได้ผู้ที่จะมาเป็น กมธ.ครบ จะวางแผนการทำงานตามกรอบเวลา 180 วัน และสิ่งแรกที่ทุกคนต้องมีคือความไว้วางใจกันและกัน

เพราะขณะนี้สังคมไม่ไว้วางใจกันและกัน แตกเป็นเสี่ยง ทุกคนหวาดระแวงไปหมด ไม่กล้าพูด วิธีที่จะสร้างความไว้วางใจกันก็ต้องช่วยกันคิด เพื่อมาช่วยกันปั้นแต่งให้สังคมเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ

เช่น จะดูแลชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร จะให้ความรู้ความเข้าใจอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ พรรคการเมือง ภาคส่วนสังคมต่างๆจะเป็นอย่างไร รวมถึงจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในตอนนี้เพื่อก้าวข้ามไปสู่สังคมสันติสุขให้ได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ที่ผ่านมาเคยเป็นหัวหน้าศูนย์ประสานงานชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมีความเชี่ยวชาญชายแดนไทย-มาเลเซียเป็นพิเศษ และเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ เพื่อแก้ปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา (จคม.) โดยใช้ยุทธวิธีพูดคุยลับกับกลุ่มแยกดินแดนหลายกลุ่ม จะนำประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยสร้างสังคมสันติสุขอย่างไร พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า บริบทต่างกันอยู่แล้ว

แต่องค์ความรู้ที่สั่งสมมาสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้หลายเรื่องมาก เช่น วิธีการนำเสนอข่าวหลังเจรจาทางลับ นำไปสู่การแก้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้สำเร็จการนำเสนอข่าวระหว่างเจรจาถือเป็นโจทย์หนึ่ง เพราะถ้าเปิดหมดก็มีปัญหา ปิดหมดก็มีปัญหา ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน

จะให้แม่น้ำอีก 4 สาย โดยเฉพาะรัฐบาลและ คสช.สนับสนุนอย่างไร เพื่อให้สังคมสันติสุขเกิดขึ้นหลังจากมีการตั้ง กมธ.ขึ้นมา พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ความจริงได้ประสานไปหมดแล้ว ถ้ามีปัญหาในแง่ข้อกฎหมายจะต้องส่งมาให้ สนช.ออกกฎหมายและทุกอย่างต้องมาจบที่ สนช.

ฉะนั้นจึงต้องเริ่มที่ สนช.ไม่ต้องวนไปมา เพราะเหลือระยะเวลาตามโรดแม็ปของ คสช.เพียง 20 เดือนก็จะมีการเลือกตั้งกันแล้ว

เมื่อ กมธ.ทำเสร็จก็เปรียบเหมือนการเขียนแบบแปลนสร้างบ้าน เพื่อเตรียมขึ้นโครง ลงเสาหลัก เมื่อแบบแปลนเสร็จจะลงเสาเพื่อให้คนอื่นมาสร้างต่อไป เพื่อสร้างสังคมสันติสุขให้เกิดขึ้นในอนาคต อย่างน้อยหลังการเลือกตั้งก็จะทำให้แต่ละฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง ยอมรับกติกาที่เป็นประชาธิปไตย

นับตามกรอบเวลาจะเสร็จช่วงใกล้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญพอดี แสดงว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาจะมีการกำหนดให้ออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับการสร้างสังคมสันติสุข การออกกฎหมายอื่นๆตามมาอีก พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ไทม์มิงมันพอดีทุกอย่าง มันลงล็อกหมด

กฎหมายฉบับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสังคมสันติสุขจะโยงถึงกันหมด แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเรียกว่ากฎหมายอะไรดี

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ฟังน้ำเสียง แววตาทำไมมั่นใจว่า กมธ.ชุดนี้จะนำไปสู่สังคมสันติสุข พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า มั่นใจ
ได้คุยทางลับมาก่อน อย่างไร พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า คุยกันมาหมดแล้ว เพียงแต่ตอนนี้จะทำอย่างไรให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จถือเป็นเคราะห์กรรมของบ้านเมือง อย่างที่บอกจะต้องตั้ง กมธ.ดีกว่าไม่ทำอะไรเอาเสียเลย ดีกว่าให้ความร้าวฉานฝังรากลึกลงไปเรื่อยๆ

ขอถามย้ำอีกครั้งว่าจะมีเครื่องมืออะไรที่จะนำไปสู่สังคมสันติสุขได้ พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า เรื่องนี้ยังไม่ขอพูด จะต้องให้ กมธ.มาช่วยกันคิด

แต่จากประสบการณ์แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา จะใช้วิธีทำความเข้าใจ ยอมรับการมีตัวตนซึ่งกันและกัน ให้เกียรติกัน ไม่มองคนอื่นเป็นผู้ขัดแย้ง เคารพความคิดของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสวยงาม

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ระดับแกนนำ 2 ขั้วการเมืองเมื่อคุยกันตกผลึกแล้ว จะทำความเข้าใจกับมวลชน 2 ขั้วการเมืองอย่างไร พล.อ.อกนิษฐ์ บอกว่า ตั้งใจจูงมือทุกภาค ทุกฝ่ายลงพื้นที่เดินสายต่างจังหวัดทุกภาค พื้นที่คนเสื้อแดง พื้นที่คนเสื้อเหลืองไปทุกจุดชนิดปูพรม

โดยยึดอุดรโมเดล เป็นโมเดลในภาคอีสาน และพะเยาโมเดลเป็นโมเดลในภาคเหนือ ซึ่งได้ไปทำโครงการไว้ในช่วงที่ผ่านมา

สุดท้าย 2 กลุ่มเสื้อสี คนหมู่บ้านมีทั้งคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จึงเห็นความหวังที่จะก้าวข้ามความปรองดองสู่สังคมสันติสุข

แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันก้าวข้ามความขัดแย้งให้ได้.

ทีมการเมือง

ผ่าสถานการณ์ คสช.เผชิญวิกฤติ “ดื้อ” อำนาจ : ติดล็อกน้องพี่ อุดตันขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563532

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2559 05:01

 

ฝนตกในฤดูหนาว ลมฟ้าอากาศแปรปรวน

ไม่ต่างจากบรรยากาศปั่นป่วนที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมอย่างหนัก

โดยเฉพาะจากปมร้อนๆที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ขยับรวมตัวเคลื่อนไหวใหญ่ กดดันให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย

ทำสถิติตกต่ำสุดในรอบหลายสิบปี

สถานการณ์มาถึงจุดที่นั่งกันไม่ติด เจอไฟลนก้นไปตามๆกัน

ไม่ใช่แค่รัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น แรงกดดันยังกระแทกชิ่งไปถึง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ต้องกระโดดออกมาแสดงตัวแสดงตน

ชงแนวคิดให้รัฐบาลรับซื้อยางจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 60 บาท

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯก็ต้องออกโรงเล่นบทหัวหอก แสดงตัวเป็นกระบอกเสียงให้ชาวสวนยางในการส่งสัญญาณขู่รัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

พูดกันแรงถึงขั้นเสนอให้ปลดรัฐมนตรีและพวกที่ทำงานไม่ทันปัญหา

เลิกเกรงอกเกรงใจทหาร ตามรูปการณ์ที่ทุกฝ่าย อ่านทางได้ “สุเทพ–ถาวร” ทีมงาน กปปส.ต้องเทกแอ็กชั่นโชว์กลุ่มชาวสวนยางปักษ์ใต้ที่ถือเป็นแนวร่วมหลัก

หลังจากที่โดนวิจารณ์แกมเหน็บแนมว่านิ่ง “อมสากกะเบือ” มานาน เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฐานเสียงภาคใต้ก็อยู่เฉยไม่ได้

ตามบทที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมอดีต ส.ส.ปักษ์ใต้ ออกมาเรียกร้องเชิงกดดันให้รัฐบาลทหาร คสช.เร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต่างฝ่ายต่างกระโดดโหนชาวสวนยาง

ไม่เว้นแม้แต่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังแสดงความห่วงใยพี่น้องชาวสวนยางที่ราคาตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย ทั้งๆที่สมัยอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยางกิโลกรัมละ 60 บาท ยังโดนม็อบปิดถนนประท้วง

พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมตกขบวนไล่บี้กดดันรัฐบาลทหาร

ตามสถานการณ์โดนต้อนหนักอยู่ฝ่ายเดียว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็ปฏิเสธข้อเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ปัญหาราคายางแบบเร่งด่วน

เพราะงบประมาณเหลืออยู่อย่างจำกัด

เนื่องจากขณะนี้ รัฐบาลได้ใช้งบประมาณที่มีอยู่ 2.5 ล้านล้านบาท สำหรับงบประจำไปแล้ว 2 ล้านล้านบาท และจำเป็นต้องใช้ในการดูแลด้านอื่นๆด้วย

หากนำเงินไปอุดหนุนยางพาราเรื่องเดียว จะบิดเบือนกลไกตลาดได้

แต่แน่นอน ตามรูปการณ์ที่บีบคั้น ปัญหาความเดือดร้อนปากท้องของชาวบ้านรอไม่ได้ ที่สุดก็ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง 1 แสนตัน โดยจะซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ที่ปัจจุบันยางแผ่นอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท

ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยืนยันภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพาราว่า ที่ประชุมมีมติให้รับซื้อยางแผ่นดิบ 1 แสนตันจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 45 บาท

โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นผู้จัดซื้อรีบกู้สถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า ผ่อนแรงกดดันชั่วขณะ

แต่ตามสภาพการณ์ ความเป็นจริงก็อย่างที่รู้กัน วิกฤติราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดโลก โยงกับเงื่อนไขราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทะรูดทะราด โอกาสที่ราคายางจะดีดกลับไปสูงเหมือนเดิมแทบเป็นไปไม่ได้

ในระยะยาว พืชยางพาราจำเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เกินวิสัยที่รัฐบาลจะอุ้มได้ตลอดไป

เรื่องของเรื่องเลย จากปมราคายางร้อนๆที่ลวกมือรัฐบาลทหาร ต้องกู้สถานการณ์กันแบบไฟลนก้น ด้านหนึ่งมันก็เป็นอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล

แต่อีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันสะท้อนปัญหาเชิงบริหารของทีมรัฐมนตรีท็อปบูต

ล่าช้าเกินไป ไม่ทันต่อสถานการณ์อย่างที่มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกระแสข่าวลือในการปรับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่ง

เนื่องจากทำงานแบบทหารมากเกินไปเข้าไม่ถึงเกษตรกร ไม่มีความเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาสินค้าทางการเกษตรมากพอ

ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่เจ้าตัวบ่นกลางวงประชุมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ รู้สึกเสียหน้าอย่างแรงที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงอื่นมาจัดการแก้ปัญหาราคายางพาราแทน

กลายเป็น “รอยโหว่” เกิดขึ้นมาในรัฐบาล

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ฉัตรชัยตกเป็นเป้าตำบล

กระสุนตก จุดอ่อนที่หลายฝ่ายประเมินว่าจะทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นอีกหลายเท่า

เพราะไม่ใช่แค่ยางเท่านั้น ยังมีข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่นๆที่จ่อรออยู่

ดูแล้วเหนื่อยหนักแน่

และมาถึงตรงนี้ก็รู้มือกันแล้ว วันเวลาผ่านไปกว่าปีครึ่งของทีมงาน คสช. ความจริงมันค่อยๆปรากฏขึ้นมา “ตำตาตำใจ” อย่างปฏิเสธไม่ออกว่า ทหารเชี่ยวชาญเฉพาะยุทธศาสตร์การรบ

แต่ในเชิงการบริหารราชการแผ่นดินยังไม่ทันต่อสถานการณ์

ซึ่งมันก็โยงไปถึงสภาพการณ์ปัญหาในภาพรวมของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ต้องเผชิญภาวะอุดตันด้านขับเคลื่อน ปั่นเนื้องานไม่ออก

ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ทำได้แค่ “ขับ” แต่รัฐบาลไม่ “เคลื่อน”

ครั้นจะอ้างเรื่องข้าราชการเกียร์ว่างแบบที่เจอปัญหาในช่วงแรกๆที่รัฐบาลทหารเข้ามาใหม่ๆ มันก็อ้างได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ตามสถานการณ์ที่ผ่านมาปีครึ่ง รัฐบาลทหาร คสช.ได้ทำการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการเครือข่ายอำนาจเก่าไปแทบเหี้ยนหมดแล้ว

คุมเกมไว้ได้ทั้งหมด แบบเต็มไม้เต็มมือ

แต่เมื่อยังเดินเนื้องานไม่ได้ตามเป้าหมายอย่างที่ควรจะเป็น ก็ต้องถือเป็นความบกพร่องของคนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงเองนั่นแหละที่ต้องรับไป

โยนกลองให้ข้าราชการไม่ได้อีกแล้ว

และก็ไม่ใช่แค่คิวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้นที่ดูจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหา

หันไปที่กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ยังมะงุมมะงาหรากับสภาพปัญหาภัยแล้ง ทั้งๆมีสัญญาณเตือนมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ผ่านมาว่าหนักแน่

แต่แผนงานรับมือภัยแล้งกลับยังไม่ชัดเจน

ออกแนวเน้นแต่งานอีเวนต์ ประเมินมาตรการเตรียมรับมือปัญหา ไม่สมกับสถานะที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลักที่มีหน่วยงานในสังกัด เครือข่าย เครื่องมือเครื่องไม้ครบกว่าหน่วยงานอื่น

ซึ่งแน่นอน ถึงเวลาภัยมาก็คงแก้ปัญหากันแบบตาลีตาเหลือก

แต่กระนั้นก็ดี ถึงแม้ตามสภาพการณ์อย่างที่เห็นๆกัน ทีมงานรัฐมนตรีท็อปบูตเจอปัญหาในเชิงบริหารล่าช้าไม่ทัน

ต่อสถานการณ์ โฟกัสกระทรวงสำคัญเกรดเอ ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ

มันก็เป็นอะไรที่คงยากต่อการเปลี่ยนแปลง

ตามสถานะอย่างที่รู้กัน พล.อ.ฉัตรชัยไม่ใช่ตะเกียงขาดไส้ เพราะเป็น “เพื่อนรัก” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความไว้วางใจอย่างมาก ถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญมาตลอดตั้งแต่ รมว.พาณิชย์ จนมาถึง รมว.เกษตรฯ เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ ก็คือ “พี่รอง” ในทีมบูรพาพยัคฆ์ ที่สถานะแน่นปึ้กมาตลอดในการคุมเกมความมั่นคง ร่วมกับ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร และ “น้องเล็ก” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์

เชื่อได้เลยว่า พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ฉัตรชัยจะยังแน่นปึ้ก

ตามฟอร์มทหารอาชีพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่นับถือพี่ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ขายเพื่อน

แต่ไม่ได้หมายถึงว่า จะไม่มีการขยับปรับอะไรกันเลย ปล่อยให้การขับเคลื่อนงานอุดตันต่อไป

ในเมื่อติดล็อกเงื่อนไขเพื่อน น้อง พี่ มันก็ต้องมีทางอื่น

อย่างน้อยเลย มันก็น่าจะต้องมีการปรับทัศนคติในการทำงานกันใหม่ เปิดใจคุยกันระหว่างเพื่อน พี่ น้อง ที่ต้องประคองเรือแป๊ะเดินหน้าต่อไป

ตามสถานการณ์อำนาจพิเศษที่ไม่ขลังเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

สะท้อนจากอาการ “ดื้อ” อำนาจปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากปฏิกิริยาแข็งขืน การใช้อำนาจตามมาตรา 44

ชัดเจนสุดคือการโละบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ก่อแรงกระเพื่อมจากเครือข่ายแพทย์ เอ็นจีโอ สื่อ ในการขวางทหารล้วงขุมทรัพย์ปู่โสม

แต่นั่นก็ไม่น่าหนักใจเท่าอารมณ์ของม็อบเกษตรกรสวนยางที่ขยับเคลื่อนไหวใหญ่กดดันรัฐบาล

โดยไม่สนกระบองยักษ์ ไม่กลัวอำนาจพิเศษ

นั่นก็เพราะธรรมชาติของคนไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อ ไม่มีค่าขนมส่งลูกไปโรงเรียน ไม่มีเงินผ่อนบ้าน รถกำลังจะถูกยึด

หูอื้อฟังอะไรไม่ได้ยินแล้ว กลัวอดตายมากกว่ากลัวปืน

และถึงตอนนี้ รัฐบาลทหาร คสช.ก็น่าจะสัมผัสได้ กับระดับความพึงพอใจของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากจุดเริ่มที่หวังให้ทหารเข้ามานำการปฏิรูป เริ่มแปรสภาพเป็นความหดหู่

ความเดือดร้อนปากท้องนำมาซึ่งความท้อแท้สิ้นหวัง

ง่ายต่อการถูกปลุกให้ลุกฮือได้ทุกขณะ.

“ทีมการเมือง”

“สันติสุข” ยังริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563426

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ม.ค. 2559 05:01

 

กองกำลังติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ “ไอเอส” เปิดเกมเขย่าขวัญชาวโลกอย่างต่อเนื่อง

คราวนี้เสียงบึมสนั่นเมือง ขยับมาที่ใจกลางกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงประเทศอินโดนีเซีย เป็นพื้นที่สมรภูมิเดือด เกิดขึ้นในช่วงกลางวันแสกๆ ย่านแหล่งช็อปปิ้งศูนย์การค้าชื่อดัง “ซารีน่า” และร้านกาแฟ “สตาร์บัค”

มีทั้งเสียงระเบิดและเสียงปืนยิงกราดไปทั่วเมือง ดวลเดือดสนั่นกรุง ระหว่างกองกำลังก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิต 7 ราย มีผู้ก่อการร้ายถูกเด็ดหัวไป 5 ราย อีก 2 รายเป็นพลเมือง ซึ่งมีชาวต่างประเทศรวมอยู่ด้วย

เลียนแบบโศกนาฏกรรมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่ในครั้งนั้นมีเหยื่อ

สังเวยปฏิบัติการโหดไปถึง 132 ราย

ถือเป็นการก่อเหตุร้ายในกรุงจาการ์ตาครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากเมื่อปี 2552 เคยเกิดเหตุวางระเบิดโจมตีโรงแรม 2 แห่ง จนมีผู้เสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บกว่า 50 คนมาแล้ว

ภัยก่อการร้ายลุกลามไปเรื่อยๆ เสียงระเบิด เสียงปืนยังไม่หมดสิ้นไปจากโลกใบนี้

มิหนำซ้ำยังแฉลบเข้าสู่โซนอาเซียน เพื่อนบ้านของไทย ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องขยับ

รับสถานการณ์ ไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท

สั่งจับตาเฝ้าระวังเต็มพิกัด ตามจุดเสี่ยงสถานที่สำคัญ สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ตลอดจนสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทย

ไม่สามารถอุ่นใจได้ แม้การข่าวจะยืนยันว่าไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอส

ในเมืองไทย ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ แต่เพื่อความไม่ประมาท จำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงรัดกุมไว้ก่อน

เพราะที่ผ่านมาเคยมีหนังสือเตือนภัยจากหน่วยข่าวกรองของรัสเซียถึงการเข้ามากบดานของกลุ่มไอเอส 10 คน ในพัทยา ภูเก็ต และ กทม.มาแล้ว

ภาวะสันติสุขของชาวโลกยังเกิดขึ้นได้ลำบาก ในห้วงเวลามหาอำนาจหลายประเทศ

ยังไม่ลงรอยกัน ขบเหลี่ยมแย่งชิงผลประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับคิวปรองดองในเมืองไทย ณ เวลานี้ ที่ยังอยู่ห่างจากคำว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ดีลปรองดองล่าสุดภายใต้ชื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข” ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช. ที่ติดยี่ห้อเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นหัวหอก ทำท่าว่าจะล่มกลางคัน

โปรเจกต์ยักษ์จับคู่ขัดแย้งทุกสีเสื้อมาเคลียร์ใจให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของมือประสานป้ายแดง ส่อเค้าสะดุดหัวคะมำตั้งแต่ไม่ทันจะเริ่มตั้งไข่

หลังถูก “บิ๊กตู่” ส่งสัญญาณแตะเบรกแบบนิ่มๆถึงการตั้ง กมธ.เสริมสร้างสังคมสันติสุขว่า “ยังไม่ถึงเวลา”

ผู้มีอำนาจตัวจริงขอใส่เกียร์ถอยกลับไปตั้งหลัก ไม่กล้าเสี่ยงเดินสุ่มสี่สุ่มห้า

ขณะที่หัวโจกคู่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆทั้งกลุ่ม นปช. กปปส. พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พากันฉากหลบไม่เข้าร่วมวงเจรจาในรอบนี้ มีเพียงแค่แกนนำระดับหางแถวเข้าร่วมเป็นไม้ประดับ

ชื่อชั้นของ “บิ๊กเจี๊ยบ” มือดีลที่คุ้นเคยกับปัญหาในพื้นที่ด้ามขวานประเทศไทยมาหลายสิบปี เคยฝากฝีมือกล่อมโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ให้กลับใจกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเมื่อครั้งในอดีต

ยังไม่ใช่แม่เหล็กดึงดูดให้คีย์แมนสายต่างๆกระโจนขึ้นเวทีหย่าศึกการเมือง

แนวโน้มการปรองดองส่อโดนแช่แข็ง ชะงักอยู่กับที่ ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายกล้าแหย่ คสช.มากขึ้น อำนาจกระบองยักษ์ตามมาตรา 44 ไม่ขลังเหมือนสมัยที่ยึดอำนาจใหม่ๆ

เสถียรภาพและความเชื่อมั่นของฝ่ายกุมอำนาจผุกร่อนลงไปเรื่อยๆตามเวลาที่อยู่นานขึ้น

แนวร่วมที่เคยเป็นพันธมิตรคอยดันหลังทีมงานเรือแป๊ะ ไม่อยากอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนเก่า อาทิ กลุ่มชาวสวนยางพารา เครือข่ายประชาชน และเอ็นจีโอ ชักมีน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ คสช.มากขึ้นทุกขณะ

สะท้อนให้เห็นจากกรณี นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุในทำนองว่า กรณีออกไปร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นความผิดมหันต์ในชีวิต เพราะปัจจุบันประเทศแย่ยิ่งกว่า แต่ออกไปเดินไม่ได้ เพราะกลัวรัฐบาลทหาร

แสดงออกชัดเจนถึงอารมณ์ผิดหวังกับพลพรรคท็อปบูต แต่ขยับอะไรไม่ได้

และไม่ต้องพูดถึงโจทก์เก่าที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ที่ยังผูกใจเจ็บกับฝ่ายกุมอำนาจอย่างต่อเนื่อง

มิตรมาตีจาก คู่อาฆาตก็ไม่ลงรอยกัน แสงสว่างปรองดองเลยยิ่งริบหรี่.

ทีมข่าวการเมือง

ไม่ง่ายอย่างข่าวลือแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562938

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ม.ค. 2559 05:01

 

คนละอารมณ์กันเลย

ฉากหนึ่งของคนว่างงาน อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมงานพรรคเพื่อไทยได้ร่วมฉลองงานเลี้ยงปีใหม่กันอย่างคึกคัก สมาชิกมากันครบหน้าครบตาทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก

อดีตผู้นำหญิงบอกขอบใจลูกทีมที่ไม่ทอดทิ้งกันแม้ในยามที่ผ่านสถานการณ์ยากลำบากที่สุด พร้อมขอให้รอวันเวลากลับมาทำงานร่วมกัน

ถึงขั้นนี้ก็ยังชูมือสู้ต่อ แม้จะสะบักสะบอมเต็มทีกับอีกด้านหนึ่งในมุมของคนกำลังเจองานเข้า ตามกระแสข่าว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกอาการน้อยใจ บ่นกลางวงข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ

เพราะรู้สึกเสียหน้าอย่างแรงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.สั่งการให้กระทรวงอื่นมาจัดการแก้ปัญหาราคายางพาราแทน

ด้วยศักดิ์ศรีของขุนทหารอยากไขก๊อกให้รู้แล้วรู้รอดไป

เบื้องต้นมันสะท้อนมาตรฐานความอึดต่อแรงเสียดทานของนักการเมืองอาชีพที่ทนทุกสถานการณ์ กับรัฐมนตรีท็อปบูตที่ไม่จำเป็นก็ไม่อยากเผชิญภารกิจโหดหิน เสี่ยงต่อเกียรติประวัติด่างพร้อย ตามสถานะของมวยคั่นเวลาที่มาทำหน้าที่แค่ชั่วครู่ชั่วยาม

ซึ่งนั่นก็คงเลี่ยงไม่ทันแล้วสำหรับ พล.อ.ฉัตรชัย ที่วันนี้ตกอยู่ในโซน “ตำบลกระสุนตก”

โดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาราคายางพาราจนกลายสภาพเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาล ถึงขนาดที่มีกระแสข่าวเป็นตัวเต็งที่จะโดนปรับพ้นเก้าอี้

กาชื่อ พาดหัวข่าวยักษ์กันเลย

ชื่อของ พล.อ.ฉัตรชัยถูกขึงพืดสังเวยวิกฤติยางพารา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังเป็นแค่ข้อมูลจากแหล่งข่าวประสงค์ให้เป็นไปตามธงเป้าหมาย แต่ไม่ประสงค์ออกนาม จึงยังเชื่อตามข่าวไปเลยไม่ได้

เพียงแต่โดยรูปการณ์ ว่ากันตามมุมที่สื่อให้น้ำหนักมากพอจะจับมาพาดหัวไม้ แสดงว่าข้อมูลที่ได้น่าจะมาจากแหล่งข่าววงในรัฐบาลด้วยกันเอง

ไม่ใช่เลื่อนลอยไร้ที่มาที่ไปเสียทีเดียว

ที่แน่ๆก็เป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ออกมาเคลียร์กระแสข่าวเลยว่า พล.อ.ฉัตรชัยจะน้อยใจได้อย่างไร เพราะตนเองก็ไม่ได้เข้าไปนั่งเป็น รมว.เกษตรฯ แค่มาช่วยกันในระยะเวลาสั้นๆ โดยที่งานทุกอย่างก็ต้องอาศัยรัฐมนตรีและคนในกระทรวงเกษตรฯเป็นหลักอยู่แล้ว

แกะรอยตามนี้ มันก็มีอะไรให้เห็นเค้าอยู่รางๆ

โดยปมทางใจระหว่างเจ้าภาพหลักกับทีมที่ถูกส่งเข้ามาจัดการภารกิจแทน

และก็เป็นอะไรที่ยิ่งตอกย้ำตามกระแสข่าวต่อเนื่องที่มีการพูดถึงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่นักข่าวยิงคำถามใส่ ในขณะที่เจ้าตัว พล.อ.ฉัตรชัยบอกปัดว่าไม่จำเป็น

แต่ก็ไม่ปฏิเสธหากเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

ตามนัย รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีปัญหาในเชิงบริหาร ต้องหาคนมาช่วยรับมือปัญหา

เรื่องของเรื่องก็อย่างที่เห็นๆกัน ตามสภาพการณ์ของปัญหาวิกฤติยางพาราที่ทีมงานรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯไม่รู้จักวิธีการประคองกระแส แม้แต่การลงพื้นที่ไปบรรเทาอารมณ์ความเดือดร้อนของชาวสวนยางในยามหน้าสิ่วหน้าขวานก็ใช้คนอื่นไปแทน
ไม่เด้งรับปัญหาเร็ว เหมือนนักการเมืองอาชีพที่จมูกไว

ปล่อยจนลามถึงจุดที่ม็อบเริ่มขยับเคลื่อนไหว นักเลือกตั้งอาชีพออกมาบลัฟตีกินกระแส แชร์แต้มกันไปทุกพรรคทุกค่าย

ปล่อยรัฐบาลทหารกลายเป็นจำเลย แก้ปัญหาไม่ได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้จะเห็นจุดอ่อนอยู่ตรงหน้า แต่ พล.อ.ฉัตรชัยก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดไส้ ในฐานะเพื่อนซี้ร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์มาแต่ไหนแต่ไร แน่นปึ้กแค่ไหนวัดได้จากการถูกวางไว้ในกระทรวงสำคัญ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ

การปรับออกจากเก้าอี้จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเชื่อข่าวลือง่ายๆ

ตามฟอร์มทหารอาชีพแบบที่รู้ๆกัน

ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน.

ทีมข่าวการเมือง

ปมอันตรายของจริง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562393

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ม.ค. 2559 05:01

 

แค่บังเอิญยังเป็นเรื่องซะได้

ในอารมณ์ที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ต้องออกโรงเคลียร์ภาพนั่งร่วมโต๊ะกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ แค่ไปร่วมงานแต่งลูกสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา

ต้องให้เกียรติเจ้าภาพตามมารยาท ไม่มีการซูเอี๋ยแต่อย่างใด

กระแนะกระแหนคนที่คิดไปไกล ควรแยกให้ออกระหว่างสนามรบกับงานแต่งงาน

เรื่องของเรื่อง ว่ากันตามปรากฏการณ์สะท้อนอารมณ์ของพวกที่จ้องแบ่งขั้วแบ่งข้าง ทั้งแนวร่วม นปช.และเครือข่าย กปปส.ยังขัดหูขัดตากับภาพที่แกนนำขั้วขัดแย้ง “ตุ๊ดตู่” กับ “ลุงกำนัน” มานั่งพูดจาปราศรัยกันอย่างใกล้ชิด

มันจึงเป็นอะไรที่สะกดยากกับคำว่า “ปรองดอง”

ตามท้องเรื่องแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. แตะเบรกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสันติสุข สั้นๆชัดๆ “ยังไม่ถึงเวลา”

สรุปเลยว่า ฟาวล์ไปตามระเบียบ

และก็ไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังแต่อย่างใด ในอารมณ์ที่ผู้คนในสังคมก็ชาชินแล้วกับมุกปรองดองที่แป๊กมาตลอด กรรมการไม่รู้กี่ชุดต่อกี่ชุดที่ตั้งมาก่อนหน้าทำการศึกษาเสร็จแล้วก็ไม่ได้นำไปใช้

พับใส่ลิ้นชักจนไม่มีที่เก็บแล้ว

อีกทั้ง ณ วันนี้ก็ไม่ได้มีแนวโน้มอะไรที่จุดประกายความหวังขึ้นมา ตรงกันข้ามกับบรรยากาศที่สัมผัสได้ ความขัดแย้งขั้นรุนแรงกำลังลุกลามเข้าไปในพุทธอาณาจักร

กับปฏิบัติการ “หักดิบ” การแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 20 ของราชอาณาจักรไทย

ที่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนสุด

ตามฉากและตัวละครตามท้องเรื่องที่ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส.พร้อมคณะได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมกับมอบรายชื่อประชาชน 3 แสนรายชื่อ

คัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หัวหน้าคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

พร้อมตั้งแท่นชงให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในการคัดสรรพระเถระผู้ทรงธรรม ทรงวินัย มีพระจริยวัตรงดงาม เป็นที่ยอมรับและเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป นำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานแต่งตั้ง

สอดรับกับแนวร่วมอีกด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อคัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

โดยให้รอจนกว่าคดีของ “ธัมมชโย” แห่งสำนักธรรมกาย ยุติก่อน

และก็ถูกตีความเหมือนจะรับมุกกันเป็นนัย ตามท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พูดภายหลังรับทราบการยื่นคัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

“ผมบอกแล้วว่าให้ไปแก้กันให้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ ผมก็เสนอชื่อให้ไม่ได้”

กระตุกภาพใกล้ชิดระหว่าง “พุทธะอิสระ” กับทีมงาน คสช.ขึ้นในมโนทันที

ขณะเดียวกันก็มีข่าวที่ค่อนข้างยืนยันได้ว่าที่ประชุมลับกรรมการมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 5 มกราคม ได้มีมติเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นสู่กระบวนการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แล้ว

ตามคุณสมบัติตรงๆก็คือ “สมเด็จช่วง”

และก็ได้จังหวะชิงเหลี่ยมกดดันเต็มๆ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช.เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์แสดงจุดยืนกรณีแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า จะยึดตามกฎหมายคณะสงฆ์ หรือเลือกที่จะเชื่อฟัง “พุทธะอิสระ” ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของ คสช.
ส่อลากผู้นำรัฐบาลทหารเข้าสู่โซนอันตราย

อย่างที่รู้ๆกัน วังวนเรื่องของสงฆ์ปมทางศาสนาเป็นความเชื่อแบบไทยๆที่ยากหยั่งถึง

ถ้าดึงเกมไม่ดี มันคือ “ชนวนระเบิด” แตกแยกรุนแรง.

ทีมข่าวการเมือง

ใครดึงขา ‘นายกฯลุงตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561848

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ม.ค. 2559 05:01

 

“ใครหรือครับ”

เล่นเอาตอบไม่ถูกเลยก็แล้วกัน กับคำถามที่หนูน้อยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ย้อนถาม “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่แอบบ่นกับเด็กๆที่มาร่วมรณรงค์วันครูว่า ลุงเหนื่อย ต้องทำงานหนักหลายเท่า แต่ก็มีพวกที่ชอบดึงขาลุงด้วย

“ใครที่ชอบดึงขา” คำตอบที่คนทั่วไปก็อยากรู้จากปาก “นายกฯลุงตู่” เหมือนกัน

โดยเฉพาะในจังหวะที่เข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้พอดิบพอดี ตามอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้อนถาม “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะเอาเงินจากไหนไปอุดหนุนราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท

หงุดหงิดใส่พวกจ้องปัดแข้งปัดขารัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ “คนกันเอง”

ยิ่งเป็นอะไรที่อ่านทางกันได้ ตามยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่ว่ามีคนจำเป็นต้องอาศัยเหลี่ยมการเมืองในการเล่นบทกดดันรัฐบาลทหาร
เพื่อผ่องแรงเสียดทานให้ตัวเอง

เพราะไม่เช่นนั้น “ลุงกำนัน” กับนายถาวร เสนเนียม ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก็จะตอบคำถามแนวร่วม กปปส.สายสวนยางปักษ์ใต้ลำบาก

ตอนโค่นระบอบทักษิณระดมเต็มที่ พอเดือดร้อนแล้วมีแต่คน “อมสากกะเบือ”

เกมนี้เลยต้องฝืนขัดใจ ชิ่งท็อปบูต เล่นคนละบทกับทหารไปก่อนชั่วขณะ

แต่ตามสภาพการณ์แห่งปัญหาแท้จริงก็อย่างที่เห็นๆกัน ไม่ใช่แค่ “นายกฯลุงตู่” เท่านั้นที่แนะนำให้ชาวสวนยางเปลี่ยนไปปลูกสตรอเบอรี่ กล้วยหอม เพื่อเพิ่มรายได้แทน

แม้แต่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ผู้อาวุโสใหญ่แห่งค่ายประชาธิปัตย์ ยังออกมาขานรับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมแนะให้คนใต้ปลูกสะตอ ลูกเนียง แทนยางพารา

นั่นก็เพราะเงื่อนไขบังคับราคายางพาราถูกล็อกโดยกลไกตลาดโลก

เทียบกันง่ายๆ วันนี้ราคาน้ำมันดำดิ่ง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีที่ใช้ทดแทนกันได้ ราคาถูกกว่ายางพารา แล้วจะมีใครบ้องตื้นซื้อของแพงกว่า

อนาคตไม่ใช่แค่ 3-4 กิโลร้อย ราคาอาจไหลไปลึกกว่านั้น

ตามรูปการณ์ อย่างเก่งรัฐบาลก็ทำได้แค่กู้สถานการณ์เฉพาะหน้า แบบที่ล่าสุดมติ ครม.รับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรปริมาณ 1 แสนตัน โดยให้สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กระทรวงต่างๆไปทำโครงการก่อสร้างโดยใช้วัสดุจากยางพารา
กระตุกชีพเกษตรกรในระยะสั้น ระยะยาวราคายางไม่มีทางจะกลับมาเหมือนเก่า

พืชยางพาราจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดปฏิรูปกันครั้งใหญ่

เรื่องของเรื่อง เจอไฟต์บังคับก็ว่าหนักแล้ว แต่ปัญหาที่หนักกว่าของรัฐบาลทหารคือรัฐมนตรี ทีมงานผู้บริหารกระทรวงที่รับผิดชอบกับราคาพืชผลเกษตร ไม่มีเหลี่ยมในการประคองกระแส รับมือกับปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าเหมือนนักการเมือง

ยังติดสไตล์การทำงานในแบบของทหาร เน้นซ้ายหันขวาหัน

มันเลยไม่ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้องของชาวบ้าน

ปล่อยจนม็อบเริ่มขยับเคลื่อนไหว

ครั้นจะใช้อำนาจพิเศษ กระบองยักษ์ที่ถืออยู่ในมือในการปรามขู่ แบบที่ “นายกฯลุงตู่” บอกไม่จำเป็นไม่อยากใช้อำนาจ บาตรใหญ่กับใคร

สถานการณ์ตอนนี้อำนาจพิเศษ “ไม่ขลัง” เหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

เอาเป็นว่าจับอารมณ์ ประเมินจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏการณ์ต่อต้านกรณี พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการจัดการกับผู้บริหารองค์กร ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ พัวพันการทุจริต

ไม่ว่าจะเป็นการปลดบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การเด้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือการปลดนักการเมืองท้องถิ่น

ชักจะมีอาการแข็งขืนกับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์

นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงปฏิกิริยาแรงๆจากม็อบเกษตรกรที่กล้าฝืนกฎเหล็กห้ามเคลื่อนไหวภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

นั่นก็เพราะอารมณ์คนหิว ความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้อง

มันกลัวอดตาย มากกว่าอย่างอื่น.

ทีมข่าวการเมือง

หนังม้วนเก่ายังฉายซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561309

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ม.ค. 2559 05:01

 

เอาเข้าจริงถึงจะขู่ฮึ่มๆใส่ชาวสวนยาง งัดกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะมาเบรกม็อบ

เสียงเข้มปัดอัดฉีดดันราคายางตามข้อเรียกร้อง 60 บาทต่อกิโลกรัม เพราะมีภาระงบประมาณ

แต่ถึงเวลา “บิ๊กตู่” ก็เอ่ยปาก “ไม่ใช่คนใจร้าย”

นอกจากสั่งให้ 8 กระทรวงรับซื้อยางมาแปรรูป ทำถนน พื้นเบาะสนามกีฬา ฯลฯ

ล่าสุดถึงยังออกอาการฉุนเฉียวกับข้อเรียกร้องจาก “คนเคยคุ้น” อย่าง “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯที่ขอให้ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 อุ้มราคายาง 60 บาทต่อกิโลกรัม

“จะเอาเงินที่ไหนมาอุ้ม ตอบมาสิ”

แต่อีกทาง “บิ๊กตู่” ก็ยอมรับว่าเป็นห่วงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ระบุรัฐบาลและ คสช.กำลังพิจารณาหาแนวทาง “รับซื้อยาง” ในราคาที่สูงขึ้น เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

ถึงงัดไม้แข็ง แต่ “นายกฯลุงตู่” ก็แฝงไม้นวม

เมื่อประเมินท่าที “กำนันเทือก” และอดีตแกนนำ กปปส. กระทั่งคนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฐานเสียง “ชาวสวนยาง” ซ้อนทับกันอยู่

เมื่อปมราคายาง “4 กิโลร้อย” กระทบฐานแฟนคลับ

ไม่แค่เพียงเรียกร้องรัฐบาลช่วย ยังกระตุกลุงกำนันให้ร่วม “รู้ร้อนรู้หนาว”

ไฟต์บังคับต้องออกโรง ไม่ให้เสียยี่ห้อ “ขวัญใจชาวสวนยาง”

ถึงแม้อีกทางก็เอ่ยปากปรามชาวสวนยางให้เคลื่อนไหวในกรอบกฎหมาย ติดลูกเกรงอกเกรงใจ “นายกฯลุงตู่” กันอยู่ ในจุดที่ “คนเคยคุ้น” ต่างก็รู้ทาง เล่นเนียนบทใครบทมัน

คุมเกมไม่ให้โรคแทรกจน “วงแตก” บานปลาย

แต่อีกเรื่องที่ร้อนตีคู่มาคราวเดียวกัน กับข้อเสนอที่กลับมาฉายซ้ำอีกรอบ ประเด็น “ปรองดอง” แก้วิกฤติประเทศ ล่าสุดหลังจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชงให้ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 ตั้งทีมศึกษาปมปรองดอง

เรื่องถูกโยนต่อให้ฝ่ายกฎหมายรัฐบาล และทีมออกกฎหมาย แล้วก็เป็นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. โดดรับลูก เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเสริมสร้างสันติสุข ดึงทุกขั้วฝ่ายขัดแย้งมาร่วมวง

ล่าสุดมีชื่อ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช. เป็นเต็งจ๋านั่งเก้าอี้เป็นประธาน กมธ. โดยเจ้าตัวออกมาระบุรายละเอียดการทำงาน คณะกรรมาธิการฯจะมีกรรมาธิการ24 คน เป็น สนช.14 คน

และผู้ที่มีแนวคิดสันติวิธี-กลุ่มผู้เห็นต่างอีก 10 คน

เพื่อทำหน้าที่ศึกษาพิมพ์เขียวการสร้างสันติสุข ส่งต่อ คสช.และรัฐบาล

ที่น่าสนใจ พล.อ.อกนิษฐ์ยอมรับ จะพิจารณาการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หากเป็นหลักประกันได้ว่าสังคมจะสันติสุข หากเห็นพ้องต้องทำในแง่กฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ สนช.ดำเนินการ

หนังม้วนเดิม “ปรองดอง” ในชื่อใหม่ “สันติสุข”

และไคลแมกซ์อยู่ที่ปม “นิรโทษกรรม” ที่ยังเห็นต่างกับการล้างผิด “สุดซอย–กลางซอย”

หนนี้ก็อีหรอบเดิมมีปมนิรโทษทีไร “ปรองดอง-ปรองเดือด” ทุกที

โฟกัสที่ “บิ๊กตู่” คิวนี้มีชื่อ เพื่อน ตท.12 ที่ไว้วางใจอย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” มานั่งกุมบังเหียนนำทีมศึกษาเรื่องการสร้างสันติสุข

ถึงจะถูกมองว่าฉายซ้ำทำบ่อย ตั้งทีมศึกษากันมา 3–4 รอบแล้ว

ทั้งทีม คอป.ที่นำโดย ดร.คณิต ณ นคร คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปฯ ชุดนายดิเรก ถึงฝั่ง สมัยเป็น ส.ว. และล่าสุดคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. ที่มี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นำทีมเดินสายพูดคุยกับแกนนำขั้วฝ่ายต่างๆ จนได้ผลสรุปเสนอนายกฯไปแล้ว

รวมผลศึกษาทำกันมาหลายแฟ้มหลายปึ๊ง เอามาแช่ไว้

คิวนี้เลยไม่วายถูกมองเป็นเพียงคิวเรียกแต้มของอำนาจพิเศษ เจาะรูระบายแรงกดดัน

กระทั่งมองเป็นแค่การสร้าง “โรงงิ้ว โรงละคร เล่นปาหี่”

กระนั้นก็ดี เพราะปมแก้วิกฤติขัดแย้งแตกแยก เป็นโจทย์สำคัญที่ คสช.ต้องเข้ามาใช้อำนาจพิเศษแก้ไข โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่”
ส่งสัญญาณ “โยนหินกัน” หลายรอบ

ก็ต้องจับตา ถึงที่สุดแผนปรองดองตำรับ “แป๊ะรังสรรค์” จะถึงฝั่งฝันหรือไม่

โดยเฉพาะคิว “นิรโทษ–ล้างผิด” รีเซตประเทศในลำดับถัดไป.

ทีมข่าวการเมือง

วางกลไกป้องกันติดหล่มขัดแย้ง : เปิดประตูปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560673

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ม.ค. 2559 05:01

 

มื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราก็ยังคงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ แต่มันมีทางออกที่ดีขึ้น”

นายอุดม รัฐอมฤต อนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และโฆษก กรธ. บอกผ่านไปถึงสังคม ระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง หลังคณะอนุกรรมการฯ รายงานผลการศึกษาต่อ กรธ.

ผลการศึกษาดังกล่าวจะนำไปประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในด้านการสร้างความปรองดอง ซึ่ง กรธ.จะวางกลไกเอาไว้ในหมวดต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทางตันทางการเมืองและป้องกันไม่ให้การเมืองกลับไปสู่วิกฤติความขัดแย้งอีกครั้ง

จะวางกลไกให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างไร ขอให้เกาะติด กรธ.ไปประชุมระหว่าง 11-17 ม.ค. ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อพิจารณาเรียงตามมาตราว่าจะต้องเพิ่มเติมหรือตัดสิ่งใดออกไปบ้าง

ก่อนนำกลับมาทบทวนความถูกต้องด้วยความรอบคอบและจะเปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสาธารณชนในวันที่ 29 ม.ค.นี้

สำหรับผลศึกษาของคณะอนุกรรมการฯ ที่ส่งให้ กรธ.มีสาระที่น่าใจ หลังจากได้นำข้อมูลที่หลายฝ่ายได้พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริง อาทิ ผลการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำบทสรุปเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 53 ที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

เอกสารเรื่องแนวทางสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลศึกษาของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

ผลงานรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของประเทศตูนีเซียกรณีปัญหาอาหรับสปริง การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนผ่านในแต่ละประเทศ และความขัดแย้งในแต่ละประเทศ ในต่างประเทศความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากอุดมการณ์ ความไม่เสมอภาค

แต่ในประเทศไทยจะไปบอกแบบนั้นไม่ได้ ขั้วการเมืองต่างๆล้วนอยู่ในทุกสังคม ไม่ใช่ระหว่างคนระดับบนกับระดับล่าง ทั้งหมดเป็นเพียงการใช้วาทกรรมทิ่มตำฝ่ายตรงข้าม

สิ่งเหล่านี้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อใช้สำหรับการพิจารณาข้อเท็จจริง นำไปประกอบศึกษาข้อเท็จจริงปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคม โดยเฉพาะในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งให้ได้เสียก่อนว่า ใครคือคู่ขัดแย้งหลัก ขัดแย้งในเรื่องใด ก่อนเดินหน้าศึกษาการสร้างความปรองดอง

พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 10 ปี ถือเป็นครั้งแรกที่ใช้โทรทัศน์ สื่อดิจิตอล วิทยุชุมชน เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งขยายตัวออกไปอย่างรุนแรงและกว้างขวาง

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสาเหตุความขัดแย้งในสังคมไทย

เกิดจากปัญหาการทุจริต ประพฤติมิชอบของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ในเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่งของข้าราชการระดับสูง การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญของการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ฉะนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นโดยเร็วและสร้างกลไกหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติวิธี การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว จะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์และใช้ความรุนแรงในอนาคตได้

เมื่อได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยภาพรวมแล้วคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้น เป็นการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อมุ่งหวังการแย่งชิงอำนาจรัฐ ซึ่งมีการใช้อาวุธและความรุนแรงกระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่ครอบครองอำนาจรัฐก็ใช้ความรุนแรงเพื่อมุ่งรักษาอำนาจรัฐเอาไว้

และยังเกิดจากการเลือกปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมถูกโจมตีมี 2 มาตรฐาน

คณะอนุกรรมการฯ จึงนำมาพิจารณาสร้างกรอบแนวทาง ขั้นตอนการดำเนินการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การเยียวยาบุคคลที่ได้รับความสูญเสียหรือที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง

เพื่อนำไปสู่กระบวนการส่งเสริมความปรองดองระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความขัดแย้งกันว่า จะทำการปรองดองระหว่างบุคคลใด ในเรื่องอะไร จะปรองดองอย่างไร และเมื่อไหร่

โดยเห็นว่าควรกำหนดแผน การดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 1.การสร้างบรรยากาศที่ดีนำไปสู่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยหยุดพฤติกรรมการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกันผ่านช่องทางการสื่อสารรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะสังคมออนไลน์

รัฐบาลควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอันเป็นสาเหตุในการสร้างความขัดแย้ง

และควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อยุติความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม เช่น การห้ามชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หยุดพฤติกรรมการปลุกปั่นของแกนนำแต่ละฝ่าย ซึ่งยังคงสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องให้ประชาชนหลงเชื่อเป็นไปตามวาทกรรมของตน

2.จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ ผ่านกระบวนการเจรจาของคู่ขัดแย้งให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยจะต้องประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

3.การใช้กระบวนการเยียวยา นิรโทษกรรม หรืออภัยโทษผ่านการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คู่กรณีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด แล้วจะพิจารณาเรื่องการเยียวยา นิรโทษกรรม อภัยโทษตามกระบวนการของกฎหมาย ยกเว้นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและคดีอาญาร้ายแรง

นายอุดม บอกว่า ทั้งหมดเป็นหลักการที่เราพยายามศึกษา โดยคิดถึงกลไกการปรองดอง สุดท้ายการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคงจะต้องให้แต่ละฝ่ายลดราวาศอกหรือเปิดเวทีให้แต่ละฝ่ายเข้ามาพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ก่อนเดินหน้าเข้าสู่แผนการสร้างความปรองดอง

ขณะที่การป้องกันความขัดแย้งหรือผ่าทางตันทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนใหญ่จะนึกถึงการจัดตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาหรือไม่ หรือควรมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ หรือมีมาตรการพิเศษเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่

เพื่อนำมากำหนดลงไปในรัฐธรรมนูญ แต่มาตรการเหล่านี้มันแก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว เพราะปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกวัน เราจึงมองไปถึงความเป็นไปได้ที่ให้องค์กรของรัฐ องค์กรอิสระ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล จะต้องทำงานตามปกติ ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้กลไกตามรัฐธรรมนูญขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ไม่เกิดข้อครหา 2 มาตรฐาน

และยังเติมเต็มด้วยการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา กฎหมายต้องทำ ให้เท่าเทียม ใช้กฎหมายเคร่งครัด การปฏิรูปสื่อสารมวลชน การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รับลูกนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ซึ่งจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดอง โดยให้ตัวแทนรัฐบาลไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.กำลังเดินหน้าตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมา คำถามคือกระบวนการปรองดองของ กรธ.กับของรัฐบาล สนช. จะไปบรรจบกันตรงไหน

นายอุดม บอกว่า กรธ.ได้สื่อสารถึงรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลคงจะแก้ไขปัญหาปรองดองเฉพาะหน้า ขณะที่ กรธ.จะมองภาพแก้ไขปัญหาในระยะยาวไม่ให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งในอนาคต

เรามีความหวังว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จะสามารถปรับกลไกต่างๆให้เข้าที่เข้าทางตามระบบปกติ แต่ไม่ใช่หลังประกาศรัฐธรรมนูญสถานการณ์จะดีขึ้นทันที เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรธ.จำเป็นจะต้องออกแบบกลไกมาบังคับ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ในช่วงหนึ่ง เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปตามครรลอง

สุดท้ายการเมืองก็ยังคงเดินฝ่าวิกฤติต่อไปอีกพอสมควร ซึ่งจะชัดเจนขึ้นเมื่อมีบทเฉพาะกาล ที่จะกำหนดกลไกที่ต้องทำเร่งด่วน ทำเฉพาะหน้า เพิ่มยาแรงตรงไหนบ้าง

ถึงวันนั้นคงพอเห็นความหวังรำไรว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น.

ทีมการเมือง

ข้าศึกปัญหา ชี้ชะตา คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560266

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ม.ค. 2559 05:01

 

จับตาสูตร “แฝงอำนาจ” ม.44 เหนือโรดแม็ป

บรรยากาศฉลองปีใหม่ค่อยๆเจือจาง ห้วงเวลาแห่งความสุขก็ค่อยๆลดน้อยถอยตามลงไปด้วย

ในจังหวะที่บรรยากาศของความทุกข์ที่ถูกกลบไว้เริ่มผุดขึ้นมาสร้างความยากลำบากให้ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร คสช.ที่ต้องเจอกับโจทย์หนักๆตั้งแต่ต้นปี

สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนบทเป็นคนพูดน้อยลง ให้สัมภาษณ์นักข่าวโดยจำกัดเวลานับได้เป็นนาที

ทำตัวเป็น “Good guy” เด็กดีในสายตาสื่อมวลชน

เรื่องของเรื่อง ผู้นำรัฐบาลทหารที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไม่เสี่ยงให้พฤติกรรมส่วนตัว โดยเฉพาะอาการฉุนเฉียวปากไวสร้างปมปัญหาให้คนหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ท่ามกลางอารมณ์ของสังคมที่หงุดหงิดง่ายขึ้นทุกวัน

ตามสภาพปัญหาที่ลามถึงปากท้องชาวบ้าน

ประเมินจากสถานการณ์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า อาการเดือดร้อนขั้นสาหัสของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ต้องเผชิญกับภาวะราคายางตกลงไปเหลือ 3–4 กิโลร้อย

ถึงขั้นไม่มีเงินส่งลูกเรียน ต้องขึ้นป้ายขายทิ้งสวนยาง

จับทางจากบรรดาแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน เริ่มขยับระดมมวลชนกดดันรัฐบาลให้ช่วยเหลือ โดยไม่สนอำนาจพิเศษ เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหว

เพราะยังไงก็กลัวอดตายมากกว่า

และนั่นก็จะไปผสมปนเปกันกับสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ชาวไร่พืชอื่นๆที่หนีไม่พ้นต้องเผชิญความยากลำบากจากภาวะภัยแล้ง

ตามระดับน้ำในเขื่อนหลักๆลดต่ำกว่าร้อยละ 50

โดยฉากที่เห็นอยู่ข้างหน้า ชาวบ้านต้องเปิดศึกแย่งน้ำ เกษตรกรทำการเพาะปลูกไม่ได้ ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว และอาการ “กลัวอดตาย” ก็จะลามเป็นกระแสไม่พอใจรัฐบาล

แน่นอน “ความรู้สึกร่วม” ย่อมง่ายต่อการปลุกม็อบชุมนุมทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่เข้าทางฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ซึ่งรอจังหวะอยู่แล้วในการเขี่ยหัวเชื้อไฟ

สร้างเงื่อนไขให้เกิดการพลิกเกมอำนาจ

ในสถานการณ์เดิมพันสำคัญ คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวก็คืบมาถึงจุดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดสืบพยาน

นั่นหมายถึงการนัดฟังคำพิพากษาอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

ตามจังหวะที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายา “โหร คมช.” ผู้ใกล้ชิดกับขุมอำนาจท็อปบูต ก็เปิดคำทำนายทายทักเป็นเชิงส่งสัญญาณนำร่อง

ฟันธงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหนีคดีออกนอกประเทศในช่วงกลางปีนี้ ซ้ำรอยกับพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ขู่กดดัน กระตุกเหลี่ยมวัดใจกันในที

จะหนีหรือจะสู้ ทีมงาน “นายใหญ่” ต้องรีบตัดสินใจ

ยิ่งเป็นอะไรที่เหมือนย้ำวาทกรรม 2 มาตรฐาน ตามปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติยกคำร้องกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.จนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเกือบ 100 ศพ เมื่อปี 2553

สร้างความไม่พอใจ กระตุกต่อมแค้นของแนวร่วมเสื้อแดงให้ระอุกลับมารอบใหม่

แทบไม่ต้องพูดถึงความปรองดอง อารมณ์สมานฉันท์

วันนี้พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มเสื้อแดงตกอยู่ในสถานการณ์โดนต้อนจนมุม ต้องสู้ทุกรูปแบบ

ไหนจะเงื่อนไขจากฝ่ายเดียวกันกับ คสช.ที่อาจจะลามเป็นไฟ

ทั้งปัญหาการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่มีตัวละครสำคัญอย่าง “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส.และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคลื่อนไหวให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจ มาตรา 44 ในการสรรหาประมุขฝ่ายสงฆ์

การเมืองเข้าแทรกแซง “การวัด”

เสี่ยงเป็นชนวนขัดแย้งครั้งใหญ่ในหมู่พุทธศาสนิกชน

หรือการใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการปลดบอร์ดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กระตุกแนวร่วมกลุ่มเอ็นจีโอ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ รวมตัวกันต่อต้านการแทรกแซงองค์กร สสส.ที่ถือเป็นขุมทรัพย์ปู่โสม

กลายเป็นปมที่ทหารต้องชนกับขุมข่าย “คนฉลาด”

ถ้าพลาด พล.อ.ประยุทธ์จะตกเป็นจำเลยสังคมทันที

ไม่เว้นแม้แต่กรณีความปั่นป่วนวุ่นวายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลามกระทบชิ่งมาถึงรัฐบาล คสช. จากการขอไฟเขียวให้พรรค การเมืองดำเนินการกิจกรรมจัดประชุมพรรคได้

ตามเหลี่ยมเป้าหมายที่มีการจับทางทีมงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเปิดเวทีในการจัดการอัปเปหิ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โทษฐานที่ทำตัวเป็น “รัฐอิสระ” ไม่ส่งเครื่องบรรณาการ

ที่สำคัญยังไปร่วมมือกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ในการเปิดยุทธการยึดค่ายประชาธิปัตย์ หวังล้างบางขั้วของ “อภิสิทธิ์”

งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังปิดประตูล็อก ไม่เปิดให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

แต่แรงกดดันไหลมาจุกอยู่ที่ปากประตูแล้ว ตามจังหวะที่นักเลือกตั้งน่าจะเร้ากระแสในการเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเปิดไฟเขียวให้ขยับทำกิจกรรมทางการเมือง

เพราะการยึดอำนาจผ่านมากว่า 1 ปีกับ 7 เดือนเข้าไปแล้ว

ที่สำคัญการปฏิรูปตามโรดแม็ปก็ยังมองไม่เห็นปลายทาง ตามโปรแกรมที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยกคณะไป “เกลา” ถ้อยคำกันที่ชายทะเลชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ก่อนกลับมาเปิดโชว์รัฐธรรมนูญร่างแรก

โดยขั้นตอนยังต้องปลุกปล้ำกันอีกหลายยก

และตอนจบยังต้องลุ้นว่าจะผ่านด่านประชามติหรือไม่

แต่ในขณะที่เส้นทางตามโรดแม็ปยังต้องลุ้นรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เป็นเงื่อนไขหลักของรัฐบาลเข้ามาเป็นตัวแปรในการเพิ่มหรือลดแรงเสียดทาน

ตามรูปการณ์ที่เห็นแล้วเหนื่อยแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ต้องเจอกับโจทย์ยากๆทั้งเงื่อนไขภายในประเทศที่ต้องอัดฉีดมาตรการกระตุ้นกันไม่หยุด

ล่าสุดยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศ ตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน

กดดันเศรษฐกิจโลกให้ป่วนกันไปใหญ่

ที่แน่ๆนี่คือเงื่อนไขเดิมพัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะเป็นแรงดันหรือแรงฉุดรัฐบาลทหาร คสช.

ภัยแล้ง สินค้าเกษตรตกต่ำ ซ้ำด้วยประเด็นแหลมๆ คมๆ ปมตั้งพระสังฆราช การแตะขุมทรัพย์ สสส. การขอไฟเขียวของพรรคการเมืองในการทำกิจกรรม

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สารพัดปมที่เปรียบปัญหาเป็น “ข้าศึก” ที่รัฐบาลทหารซึ่งขันอาสามาถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ต้องเผชิญ

ในเครื่องหมายคำถาม คสช.จะรับมือไหวหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจใน “พระเดช” ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 จะเอาอยู่หรือเปล่า

เอาเป็นว่า 1 ปีกับ 7 เดือน ทีมงานท็อปบูตน่าจะประเมินศักยภาพตัวเองเทียบกับความยากของโจทย์ปัญหาประเทศไทยกันได้แล้ว

และทั้งนี้ทั้งนั้นว่ากันตามหลักการที่ยึดมาตลอด

ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันจะพยายามทำทุกอย่างให้มีการเลือกตั้งให้ได้ แม้ร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ผ่านประชามติ ขณะนี้มีวิธีแล้วแต่ไม่บอก และหลังสุดนี้ยังมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาช่วยสำทับ คสช.ต้องเดินหน้าทุกอย่างตามโรดแม็ปให้เร็วที่สุด ก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลใหม่กลางปี 2560

ถ้าไม่มีเหตุพลิกผัน ว่ากันตามปฏิทินก็ต้องมีเลือกตั้งตามวันเวลา

ที่แน่ๆประเมินจากอาการขยับของนักเลือกตั้งอาชีพ “จมูกไว” ยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ขอประชุมพรรค ดำเนินการปรับเปลี่ยนผู้บริหารกันใหม่

ซึ่งมองอีกด้านหนึ่งก็เหมือนการเคลื่อนไหวเตรียมแต่งตัวรอล่วงหน้า

ที่สำคัญมันก็ล้อกระแสกับสูตรการเมืองที่เขย่ากันออกมา ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ประเมินกันว่ารัฐบาลทหารลากต่อไปไม่ไหว

ต้องปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้งเพื่อผ่องสถานการณ์

สูตรแรก พรรคขนาดเล็ก พรรคขนาดกลาง ทั้งค่ายเก่า ค่ายใหม่ รวมเสียงกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยตัดพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ออกไป

สูตรสอง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคขนาดกลางเข้าร่วม ตัดทิ้งพรรคเพื่อไทย

สูตรสาม ทุกพรรครวมกันเป็นรัฐบาลแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีคนนอก

ทั้งหมดทั้งปวง จะเห็นว่าทุกสูตรที่ออกมา ในหมายเหตุว่า รัฐบาลทหารต้องมั่นใจใน “อำนาจแฝง” สามารถคุมเกมรัฐบาลใหม่ต่อไปได้ ไม่ปล่อยให้อำนาจหลุดมือง่ายๆ

เสี่ยงเสียของซ้ำซาก

และประเมินจากพื้นฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ที่เหนือกว่าเงื่อนไขตามโรดแม็ป

มีอำนาจยืดหดการเลือกตั้งได้ตามสถานการณ์.

“ทีมการเมือง”