‘ปัจจัยสมคิด’ ทำเคลิ้ม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560163

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ม.ค. 2559 05:01

 

เจี๊ยวจ๊าวทั่วไทย

ก็คงไม่มีใครต่อว่าต่อขานเป็นแน่ ในวันที่เสียงของน้องๆหนูๆจะดังจ้อกแจ้กจอแจสักแค่ไหนก็ตาม สำหรับวันเด็กแห่งชาติ ที่หลายหน่วยงาน องค์กรต่างๆร่วมกันจัดกิจกรรมสำหรับ “อนาคตของชาติ”

ที่เป็นไฮไลต์ทุกปี ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ทำงานของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ปีนี้จัดเต็มเพื่อเด็กๆ นอกจากกิจกรรม รางวัล ของขวัญเต็มพิกัด

ยังเปิดห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ให้เด็กๆได้หย่อนก้นสัมผัสเก้าอี้นายกฯ

ที่พลาดไม่ได้ พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์ภูเวียง จ.ขอนแก่น ขนหุ่นไดโนเสาร์จำลองมาจัดแสดงที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ปรับพื้นที่เป็นจูราสสิกเวิลด์ อภินันทนาการจากผู้นำ

“เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” ก็อย่าลืมท่องคำขวัญวันเด็กของ “ลุงตู่” กันด้วย

ก็ถือเป็นอีกคิวเด่นของผู้นำ ในห้วงที่ปมร้อนๆส่อเดือดปุดๆตั้งแต่ต้นปี ตามสถานการณ์ที่ประเมินกันได้ เข้าสู่ขวบปีที่ 2 ของ “อำนาจพิเศษ” เส้นทางไม่ราบเรียบ ที่สำคัญคือภาคเศรษฐกิจยังติดหล่ม

ปัญหาปากท้องชาวบ้านยังแก้ไม่ตก

ถึง “แม่ทัพกวง” ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จะปาฐกถาพิเศษ “เศรษฐกิจไทยปี 59 มองไปข้างหน้า โอกาสและความท้าทาย” ที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดแผนฟื้นเศรษฐกิจปี 2559

ทั้งปลุกการส่งออกให้ฟื้นตัว ตั้งเป้าโตพรวดพราด 5 เปอร์เซ็นต์ กระตุ้นการบริโภคประชาชน เร่งลงทุนภาครัฐ นำการลงทุนเอกชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว

เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ช่วยเหลือเกษตรกร หนุนกองทุนหมู่บ้านฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ เดินหน้าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรับโครงสร้างภาษี

เหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกตัว

ที่สำคัญ “แม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาล” ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจปี 2559 จะปั่นให้ทะลุเป้า เพราะการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ คิดจากแบบจำลองที่มีตัวแปร ไม่ว่าการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายรัฐบาล

แต่ต้องเติมอีกตัวแปรคือ “สมคิด” ที่ไม่ได้นั่งกอดเข่าดูเขาทำนาย เข้าไปด้วย

เป็น “สมคิดแฟกเตอร์” ปลุกความเชื่อมั่น ชนิดที่ฟังแล้วเคลิ้มตามกันเลย

แต่อีกทางก็มีช่วงสะดุดเล็กๆในยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” กับเครือข่ายใหญ่ที่เคยเป็นฐานหลัก อย่างภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ ที่กำลังกระทบจากแผนปฏิรูปของ “อำนาจพิเศษ” จ่อรื้อล้างองค์กรเครือข่าย

จนฐานหลัก “ประชารัฐ” โคลงเคลง เริ่มดึงจังหวะถอยห่าง

ยังไม่รวมการที่หลายฝ่ายเริ่มโฟกัส โผรายชื่อคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในวงเล็บ
คำว่า “ประชารัฐ” แยกย่อยเป็นคณะทำงาน 12 ชุด นอกจากตัวแทนรัฐบาลยังประกอบไปด้วยผู้บริหารภาคเอกชน นายแบงก์ เจ้าของห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกยักษ์ใหญ่

คิวเพชรคิวทอง ระดม “เจ้าสัว” มาสร้างความเข้มแข็งฐานราก

มหาเศรษฐีจะมาช่วยแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านกันแล้ว

พร้อมกับข้อสงสัยถึงความจริงใจของภาคธุรกิจ เอกชน บริษัทห้างร้านยักษ์ใหญ่ รวมทั้งที่มองในแง่ร้าย หรือเป็นแค่รายการจัดที่จัดทาง รองรับของ “คนชั้นบน” กับผลประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐ

ถึงคิวนี้ ทีมงาน “ดร.สมคิด” จะเต้นทันทีที่มีการปล่อยโผ “ทีมเจ้าสัวประชารัฐ” ออกมาปัดว่าเป็นเพียงรายชื่อเบื้องต้น มีเงื่อนแปลงสารหวังผล

แต่อีกทางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครือข่ายใหญ่นักธุรกิจ ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ของประเทศ

“สมคิดเน็ตเวิร์ก” สายเจ้าสัว ไม่ธรรมดาจริงๆ

เพียงแต่ว่า เมื่อถึงจุดที่โดนจับจ้อง “ดร.สมคิด” ก็คงต้องเลี้ยง

ดุลให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องนโยบาย มาตรการต่างๆที่ออกมา จะ “เทน้ำหนัก” อย่างไร ไม่ให้ถูกมองเอียงไปทางขั้วฝ่ายคนชั้นบนในสังคม

กลุ่มคนที่ถือความได้เปรียบอยู่แล้ว

ในจังหวะที่ภาคประชาสังคมเองก็สะดุดกับไฟต์บังคับที่องค์กรและวัตถุประสงค์จะดีเลิศแค่ไหน แต่ถึงจุดที่ต้องยอมรับ เปิดกว้างกับการตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส

ภาค “ประชาสังคม” เครือข่ายใหญ่ มีโอกาสถอยห่างจากโมเดล “ประชารัฐ” ไปทุกที

ถึงมี “ปัจจัยสมคิด” แต่ก็ยังเหนื่อยที่จะไปถึงเป้าหมาย

“ประชารัฐ” โมเดลจริง.

ทีมข่าวการเมือง

ขาเสี้ยมรอจังหวะป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559667

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ม.ค. 2559 05:01

 

เล่นบทเฮี้ยบตั้งแต่ต้นปี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

กระชับกระบองยักษ์มาตรา 44 ออกคำสั่งพักงานชั่วคราวเจ้าหน้าที่รัฐ ลอต 3 รวดเดียว 59 ราย โดนหางเลขกันระนาวทั้งข้าราชการฝ่ายพลเรือน ฝ่ายท้องถิ่น อาจารย์ และนักวิชาการ

รวมไปถึงการล้างบาง “แดนขุมทรัพย์” บอร์ดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อีก 7 ราย แทบเกลี้ยงสต๊อก ข้อหาใช้งบประมาณภาษีบาปไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน

มีหัวขบวนใหญ่อย่าง นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตรองประธานบอร์ด สสส. ติดร่างแหอยู่ในแบล็กลิสต์เที่ยวนี้ด้วย

“บิ๊กตู่” โดดเล่นของร้อน แซะขาเก้าอี้หัวโจกเอ็นจีโอด้วยตัวเอง

เบ็ดเสร็จดองข้าราชการสีเทาไป 3 ลอต เซ่นดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 รวมแล้ว 175 ราย ในรอบ 8 เดือน ถูกแช่แข็งยาวๆให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบการทุจริตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

หันมาเอาจริงเอาจังกับมาตรการกำราบโกงอีกครั้ง ใช้อำนาจพิเศษกรุยทางขุดรากถอนโคนทุจริต ในยามที่อำนาจปกติไม่สามารถทำได้

เสริมภูมิต้านทาน กู้ภาพลักษณ์ความใสสะอาดกลับคืนมา

หลังเสียศูนย์เจอข้อครหาโครงการอุทยานราชภักดิ์ จนเสียรังวัดเรื่องความโปร่งใสที่เป็นจุดแข็งของรัฐบาล คสช. ในช่วงปีที่ผ่านมา

เรือแป๊ะใช้ยาแรงออกสตาร์ตปีลิงไฟ ตามการประเมินที่คาดว่า สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และปัจจัยจากภายนอกประเทศจะทวีความรุนแรง หนักหนาสาหัสมากขึ้น

เห็นได้จากปรากฏการณ์ในช่วงปลายปี 58 เป็นต้นมาที่คนจากขั้วการเมืองเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ขยับลองของรัฐบาล “ลุงตู่” บ่อยครั้งมากขึ้น

โดยเฉพาะเครือข่ายพรรคเพื่อไทยที่ส่งลูกทีมปูพรมลับฝีปากโจมตีทีมงานเรือแป๊ะต่อเนื่อง ทั้งเรื่องผลงานรัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจ และการทวงความเป็นธรรมโครงการจำนำข้าว

ขณะที่นางสิงห์ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ตระเวนลงพื้นที่เร้ากระแสมวลชนถี่ยิบ ยั่วฝ่ายความมั่นคงให้ตามประกบติดทุกฝีก้าว ในช่วงที่คดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการจำนำข้าว กำลังจะเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกในกลางเดือน ม.ค.นี้

ได้จังหวะโชว์ปล่อยของ แจกปฏิทินปีใหม่รูปคู่ดูโอ้ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” แหย่

ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ต้องออกคำสั่งห้าม ไล่บล็อกกันอุตลุด และเรียกตัวแกนนำในพื้นที่มาปรับทัศนคติ

กระตุ้นต่อมปรี๊ดระดับบิ๊ก คสช.ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ออกโรงถล่มยับเยิน ไล่ถามหา ความเหมาะสม เหน็บแนมอยากได้ไปบูชากันหรืออย่างไร

กลายเป็นโรคกลัวปฏิทินขึ้นสมอง

ฝ่ายความมั่นคงตรึงบทเฮี้ยบต่อเนื่อง คุมเกมฝ่ายตรงข้ามห้ามแตกแถว ไม่ให้ออกลูกซ่าเคลื่อนไหวจนเกินขอบเขตเหมือนที่ผ่านมา

ไม่เว้นแม้แต่อดีตคนเคยรักอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ยังถูก “บิ๊กตู่” ตวาดเสียงเข้มใส่ ไม่อนุญาตให้ประชุมพรรค เพื่อกวาดบ้านแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคของตัวเอง

ตัดไฟแต่ต้นลม จัดระเบียบพรรคการเมือง บล็อกช่องทางไม่ให้รวมตัวทำกิจกรรมได้อย่างเปิดเผย

ในยามที่สถานการณ์รอบด้านไม่เป็นใจ หลายปัญหารอกระหน่ำซ้ำเติมอยู่

ที่เห็นอยู่โทนโท่คือ ปัญหายางพาราราคาดิ่งเหว 4 กิโล 100 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปี

ชาวสวนยางโอดครวญรอวันตาย เด็กนักเรียนภาคใต้ต้องส่ง ส.ค.ส.ช่วงวันเด็ก อ้อนวอนถึง “ลุงตู่” ให้ช่วยแก้ปัญหาราคายางพารา ช่วยครอบครัวอีกทาง

ดูรูปการณ์เข้าขั้นเดือดร้อนหนัก ชาวสวนยางเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 อุ้มราคายางให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท มีสิทธิเลยเถิดไปถึงการรวมตัวออกมาชุมนุม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา

จน “บิ๊กตู่” ต้องรีบตีลูกขู่ ห้ามปลุกม็อบ ถ้าออกมาจะถูกดำเนินคดี

ม็อบชาวสวนยางฯส่อเค้าระอุ รอเวลาทดสอบอำนาจพิเศษ

ปัญหาเดิมๆย้อนรอยกลับมาสร้างความกดดันให้รัฐบาลอีกครั้ง หากแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไหลเข้าทางก๊วนผสมโรง รอขยายแผลสร้างความปั่นป่วนเพิ่ม

คุมพวกฉวยจังหวะเสี้ยมไม่อยู่หมัด ทีมงานเรือแป๊ะคงได้

จุกอกตั้งแต่เริ่มศักราชใหม่.

ทีมข่าวการเมือง

ตามธงล้างกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559104

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ม.ค. 2559 05:01

 

แม่นไม่แม่นยังไม่รู้

จากคิวที่ “อีที” หมอดูชื่อดังของพม่าทำนายว่า “เดอะมาร์ก” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะรีเทิร์นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบสอง

แต่ที่แน่ๆ ณ เบื้องนี้ ส่อเค้าว่าจะเป็น “ทุกขลาภ” ซะมากกว่า

จากสถานการณ์ที่เจ้าตัวนายอภิสิทธิ์กำลังเผชิญแรงเสียดทานอย่างหนัก โดยเฉพาะจากคนในค่ายเดียวกันเองที่เปิดยุทธการ “โละ” ออกจากเก้าอี้แม่ทัพประชาธิปัตย์

แบบว่า “เขย่า” กันไม่หยุด

ล่าสุดมีการขุดปมคุณสมบัติตามคำพิพากษาศาลแพ่งที่ชี้ว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ยุค พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ให้ปลดนายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการจากปมการใช้ สด.9 ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
นั่นหมายถึงการสมัครเข้ารับราชการทหารไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น

โดยมีการตีปี๊บจากคนในพรรคด้วยกันเอง ปล่อยทุ่นออกมาให้คนนอกได้เข้าใจตรงกันว่า “อภิสิทธิ์” อาจเข้าเงี่ยงกฎหมายขาดคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส.

เพิ่มน้ำหนักความจำเป็นในการสรรหาหัวหน้าพรรคใหม่

รับกับจังหวะที่มีชื่อของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โผล่เข้ามาเป็นแคนดิเดต เบียดแย่งเก้าอี้จ่าฝูงค่ายประชาธิปัตย์

ต่อเนื่องกับกระแสข่าว “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.หนุนหลัง “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. แต่เข็นไม่ขึ้น เลยฟาวล์ไป

ความพยายามโละ “อภิสิทธิ์” มาเป็นซีรีส์ ต่อเนื่องเป็นฉากๆ

และถึงแม้จะได้ซือแป๋ใหญ่อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาการันตี กรณีของนายอภิสิทธิ์เกิดจากคุณสมบัติการเข้ารับราชการไม่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการทุจริต ถือเป็นคนละกรณีกับเงื่อนไขที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงไม่เข้าข่ายต้องห้ามลงสมัคร ส.ส.แต่อย่างใด

“อุ้ม” กันให้เห็นๆ

มันก็ใช่ว่าจะการันตีสถานะของ “อภิสิทธิ์” ในการนำทัพประชาธิปัตย์ต่อ

เพราะถ้าจับอาการที่สะท้อนจากลูกหาบ “สายตรง” อย่างนายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดชัดเลยว่าความพยายามในการกำจัดนายอภิสิทธิ์ออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคจะยังมีอีกต่อไป

เพราะมีบางฝ่ายมองนายอภิสิทธิ์เป็นอุปสรรคขัดขวางการนิรโทษกรรม

ที่สำคัญยังมีการพาดโยงไปถึงปมที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยออกมาระบุแนวคิดให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด โดยอ้างว่าเพื่อความเสมอภาคในการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง

จึงเท่ากับว่าจะต้องมีการประชุมพรรคเพื่อสรรหากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และมาสอดคล้องกับกรณีล่าสุดที่บังเอิญมีคนเสนอตัวพร้อมเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งๆที่ยังไม่หมดวาระจากการเลือกกรรมการบริหารพรรคเมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา

คนประชาธิปัตย์รู้แกว ทีมงานของ “เดอะมาร์ก” ปักใจซะแล้ว

เกมโละ “อภิสิทธิ์” เป็นหนึ่งในโปรแกรมตามโรดแม็ป

ฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ตามยุทธศาสตร์ล้างกระดาน “นักเลือกตั้งอาชีพ” ตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ค่ายเก่า ค่ายใหม่

และตามท้องเรื่องก็จะโยงต่อเนื่องไปถึงการขยับเตรียมพร้อมรับพิมพ์เขียวการเมืองตามสูตรของฝ่ายคุมเกมก่อนปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้ง

เพราะอีกฟากฝั่งหนึ่งก็เป็น “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. ที่ถูกสะกดรอยตามความเคลื่อนไหวในการเล่นบท “ตัวเชื่อม” เครือข่ายพรรคเพื่อไทยกับทีมงานท็อปบูต

ส่วนที่มาเงียบๆแต่แรงด้วยจังหวะที่ลงล็อกตรงสถานการณ์ ตามคิวของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ที่มีการหยั่งเชิงเช็กกระแสกันในหมู่นักเลือกตั้งอาชีพระดับบิ๊กเนม

ชื่อนี้พอจะขึ้นชั้นได้หรือยัง.

ทีมข่าวการเมือง

ปรับโหมดพลังถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558597

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ม.ค. 2559 05:01

 

2 นาที 47 วินาที ตัวเลขที่นักข่าวจับเวลา “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประเดิมการทำงานศักราชใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล และอีก 7 นาที 30 วินาที ในการให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.วันถัดมา

ภายหลังประกาศในรายการคืนความสุขฯจะปฏิรูปตัวเอง พูดให้น้อยลง หงุดหงิดให้น้อยลง

ปรับลุคเป็น “good guy” เด็กดีในสายของสื่อ

งานนี้ถือว่าเอาจริงเอาจัง ตามยุทธศาสตร์ “บิ๊กตู่” ต้องปิดปลายคาง กลบจุดอ่อน หลังรับรู้กระแสสังคม บทอารมณ์ร้อนปากร้ายทำให้เสียเหลี่ยมเสียแต้มไปเยอะในรอบปีที่ผ่านมา

ยิ่งเป็นอะไรที่สถานการณ์เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ผ่านมาถึงปีที่สองของรัฐบาลทหาร เรตติ้งของ “นายกฯลุงตู่” ไม่ติดลมบนเหมือนตอนยึดอำนาจใหม่ๆ

มันจึงไม่ควรเสี่ยงทำอะไรให้ขัดหูขัดตาประชาชน จุดชนวนให้โดนหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ดึงจังหวะผ่อนคันเร่งไว้ปลอดภัยกว่า

ตรงกันข้ามกับจังหวะที่ต้องเหยียบคันเร่งแรงขึ้นทุกขณะ กับฉากที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความเคลื่อนไหวให้ติดตามตลอดในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา

เดินสายกันแบบ “นันสต๊อป” แบบที่พาลูกชายเล่นน้ำทะเลที่พัทยา อีกวันไปเที่ยวเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ล่าสุดแวบทำบุญในภาคอีสาน ลงพื้นที่พบปะกองเชียร์ที่จังหวัดขอนแก่น

และตามฟอร์มต้องอัพเดตลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยึดพื้นที่โซเชียลเน็ตเวิร์กรายวัน

ที่สำคัญมันยังมีเหลี่ยมเร้ากระแส โดยจังหวะที่ปฏิทินปีใหม่รูปคู่ “ยิ่งลักษณ์” กับพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นปมร้อนให้ฝ่ายความมั่นคงส่งทีมไล่บี้ไล่บล็อก

เข้าล็อกเกมเลี้ยงเรตติ้งของโคตรเซียนการตลาด

เอาเป็นว่าคาดการณ์ตามไฟต์บังคับ อดีตนายกฯผู้นำหญิงต้องเร่งเกมมวลชน

เร้ากระแสกองเชียร์เพื่อลุ้นวัดดวงวัดใจ

ในสถานการณ์ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดสืบพยานคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ตกเป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ตามสัญญาณเร้าๆแบบที่ “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต นั่ง “ทางใน” ยืน “ทางนอก” บอก “ยิ่งลักษณ์” ต้องหนีคดีไปต่างประเทศไม่เกินกลางปีนี้

ขืนยี่ห้อ “ทักษิณ” นิ่ง ก็เท่ากับรอรับชะตา

สรุปประเมินอาการทั้ง 2 ฝ่าย ที่กำลังปรับโหมดเข้าสถานการณ์เดิมพัน ตามเงื่อนไข “นายใหญ่” ต้องขยับเกมมวลชนยื้อสู้คดีจำนำข้าวไม่ให้น้องสาวเสี่ยงคุก ในขณะที่หัวขบวน คสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องปรับยุทธศาสตร์ประคองอำนาจพิเศษที่เริ่มไม่ขลัง

ต่างฝ่ายต่างพลังถดถอยด้วยกันทั้งคู่

และที่กำลังถดถอยสุดๆไม่แพ้กัน กับความพยายาม “ยกเครื่อง” กันใหม่ สถานการณ์ฝุ่นตลบในพรรคประชาธิปัตย์

ที่มีชื่อของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน มวยรุ่นเก๋าของประชาธิปัตย์ โผล่มาท้าชิงเก้าอี้แม่ทัพกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

แม้จะปฏิเสธกันตามมารยาทฉากหน้า แต่ถ้าไม่มีไฟ คงไม่มีควัน

ที่แน่ๆก่อนหน้านั้น มันก็มีการชงชื่อของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เข้ามาประกบกับนายอภิสิทธิ์ โดยมี “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.เป็นโปรโมเตอร์ถือหางฝ่าย “คุณชายหมู”

แต่กระแสไม่รับ มวยหลักเข็นไม่ขึ้นเลยต้องฟาวล์ไป

เรื่องของเรื่อง โดยฉากโยงต่อเนื่อง เกมโละ “อภิสิทธิ์” มันน่าจะเป็นผลพวงจากอาการผิดหวังของ “ลุงกำนัน” ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงโค่นรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” หักนอมินี “ทักษิณ” ได้อีกคำรบ

แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับไม่สมกับที่เสี่ยงตายเดินนำม็อบมา

“ทวงบิล” ออกอากาศก็เจอมุกเขี้ยวของทหาร ต้องหลบไปบวชนานนับปี

อะไรไม่เท่ากับว่า ทีมงาน กปปส.ก็ถูกตั้งแง่รังเกียจในการหวนกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะภาพพวกนิยมม็อบนอกสภาขัดกับเจตนารมณ์พรรค

คิวนี้เลยต้องหักดิบ ถึงขั้นยึดค่ายกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

ผ่องแรงเสียดทานก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558073

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ม.ค. 2559 05:01

 

ไม่มีเหตุตูมตามให้อกสั่นขวัญกระเจิง เป็นปีใหม่ที่สงบเรียบร้อยกว่าทุกปี

เพราะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศเลยว่า ปีใหม่นี้อยู่เฝ้ายามประเทศไทย ไม่เดินทางไปไหน

มียามปักหลักรักษาความปลอดภัย พวกป่วนเลยขยับไม่ออก

ในขณะที่ความสูญเสียบนท้องถนนก็สถิติไม่พุ่งแรง จากมาตรการเฮี้ยบๆแบบทหารที่จัดการกับพวกเมาแล้วขับ ยึดรถ ยึดใบขับขี่
จับจริง ยึดจริง ทั้งรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ โดนกันไปนับพันคัน ช่วยบรรเทาสถานการณ์ ลดตัวเลขบาดเจ็บล้มตายลงได้ชะงัด

เอาเป็นว่า เท่าที่สัมผัสความแตกต่างได้ บรรยากาศปีใหม่ประเทศไทยภายใต้การจัดการโดยรัฐบาลทหาร คสช. อย่างน้อยก็ทำให้บ้านเมืองกลับมาอยู่ในกฎเกณฑ์ ตามระเบียบแบบแผน

คนไทยได้ฉลองกันได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนที่แล้วมา

แต่นั่นก็ว่ากันคนละเรื่องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มไต่ระดับความร้อนแรง ตามสัญญาณให้ตามเค้าลางได้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ตามสูตรอิงกับคำทำนายของหมอดู ศาสตร์ความเชื่อแบบไทยๆ

เน้นเฉพาะไฮไลต์พวกที่เรตติ้งติดท็อปแถวหน้า นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายา “โหร คมช.” ได้เปิดนิมิตของหลวงปู่ฤาษีเกวาลัน ฟันธงไม่เกินกลางปี 2559 นี้

อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะหนีออกไปนอกประเทศ

ในลักษณะต้องเดินทางยาวแบบเดียวกับพี่ชาย คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เพราะต้องรับกรรมไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะรับกรรมจากข้อผิดพลาดต่อประเทศ เป็นกรรมที่หนักมาก

เรื่องของเรื่องอย่างที่รู้กัน ยี่ห้อ “โหรวารินทร์” ไม่ได้เก๋าเฉพาะการนั่ง “ทางใน” แต่ยังเจือสมกับการนั่ง “ทางนอก” ที่มาจากข้อมูลดิบของลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นขุนทหารใหญ่และเหล่าคุณนาย

การันตีจากผลงานที่ผ่านมา โหร คมช.ทายแม่นเกินร้อยละ 50

ประกอบกับสถานการณ์ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดสืบพยานคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ตกเป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมนี้

เอาเป็นว่าเจ้าตัว “ยิ่งลักษณ์” ก็คงจะเริ่ม “ดีดลูกคิด” ตามโหรวารินทร์แล้ว

แต่ที่ร้อนแรงจนโดนทหารค้อนขวับตามแบบฉบับการทำนายของโหร “โสรัจจะ นวลอยู่” ฉายา “นอสตราดามุสเมืองไทย” ที่ทายเปรี้ยงเลยว่า สถานการณ์การเมืองไทยจะร้อนแรงตั้งแต่เริ่มต้นปี 2559 จากสิ่งต่างๆที่ก่อชนวนมาตั้งแต่ปลายปี 2558

จะเป็นหนทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน

ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจที่จะตกหนักกว่าปี 2558 ภัยแล้งที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็น คนในเมืองเกิดการแย่งชิงน้ำประปา

ชาวนาชาวไร่ไม่มีน้ำทำนา เขื่อนแห้งเป็นทะเลทราย ผนวกกับมีแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่ก่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในปี 2559-2560 โดยประเทศตะวันออกกลางเป็นผู้จุดชนวน การทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานต่างๆก็ถูกเปิดโปง

เรียกว่าเป็น “ปีอภิมหาวิปโยค” ของประเทศไทย

ฟังแล้วมีแต่หดหู่ หมอดู “มองโลกในแง่ร้าย” เกินเหตุไป

แต่มันก็ล้อกับข่าวที่เห็นกันตรงหน้า แม้แต่การแจกปฏิทินรูปคู่ของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังกลายเป็นปมร้อนที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจสั่งบล็อกไม่ให้กระเทือนความมั่นคง ขณะที่ปมทุจริตหัวคิวการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ก็ไม่จบใน “เขตทหารห้ามเข้า” ถูกลากไปเขย่ากันต่อในองค์กรอิสระ

แนวโน้มสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักก็เหลือต่ำกว่าร้อยละ 50 ภัยแล้งส่อขั้นสาหัส ไหนจะสถานการณ์โลกที่ซาอุดีอาระเบียเริ่มตึงเครียดกับอิหร่าน กระตุกวิกฤติตะวันออกกลาง

หลายปรากฏการณ์ล้อตามคำทายเป๊ะ

และถึงแม้จะไม่ได้เป็นผลโดยตรงกับคำทำนาย แต่มันก็โยงกันได้ตามรูปการณ์

ตามจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนกรานจะพยายามทำทุกอย่างให้มีการเลือกตั้งให้ได้ แม้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ผ่านประชามติ ขณะนี้มีวิธีแล้วแต่ไม่บอก

ตอกย้ำด้วย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ช่วยสำทับการเดินหน้าตามโรดแม็ป รัฐบาล คสช.ต้องรีบขับเคลื่อนทุกอย่างให้เร็วที่สุด ก่อนส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามากลางปี 2560

รีบโยนธง ระบายแรงเสียดทานกันก่อนเลย.

ทีมข่าวการเมือง

โค้งสุดท้ายออกแบบรัฐธรรมนูญ : สร้างกลไกผ่าทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557430

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ม.ค. 2559 05:01

 

อนาคตของประเทศไทยจะเดินไปสู่ทิศทางใดหลังเปิดศักราชใหม่ ติดตามความในใจผู้ออกแบบโครงสร้างประเทศ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยบอกถึงความคืบหน้า หน้าตาของตัวรัฐธรรมนูญร่างแรกที่ใกล้คลอดในช่วงปลายเดือน ม.ค.2559 ซึ่ง กรธ.ได้พิจารณาโครงสร้างทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เหลือเพียงแต่บทเฉพาะกาลที่จะเชื่อมต่อกันอย่างไรกับข้อเสนอแนะขององค์กรต่างๆ หรือของพรรคการเมือง กำลังไล่ดูว่าข้อเสนอต่างๆที่เข้ามามีบัญญัติไว้หรือยัง และถ้าเป็นข้อเสนอที่เป็นแนวคิดใหม่ กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ จะต้องค่อยๆไล่ไปทีละประเด็น

พอเสร็จร่างแรกแล้ว หลัง กรธ.ไปรับฟังความคิดเห็นมาจะปรับแก้ได้มากแค่ไหน นายมีชัย บอกว่า ขึ้นอยู่กับข้อเสนอว่าสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน สามารถแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ดีกว่า กรธ.คิดเอาไว้หรือไม่

ถ้าดีกว่า กรธ.ก็ต้องยอมรับ เพราะ กรธ.เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น คงไม่ได้ไปตั้งเป้าว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนใหญ่เมื่อรับฟังมาแล้วก็นำมาปรับเรื่อยมา จนกระทั้งถึงจุดหนึ่งเราอธิบายได้หมดก็จบ ตรงไหนอธิบายไม่ได้ก็ปรับแก้ ไม่ได้ไปหักพร้าด้วยเข่าซะทีเดียว แต่ถ้าใครพูดเอามันอย่างเดียวก็ไม่รู้จะฟังไปทำไม

ตอนนี้ยังรับฟังอยู่จนถึงร่างสุดท้าย บางเรื่องก็ฟังด้วยความตระหนก จะเรียกว่าช็อกก็ว่าได้

เช่น สภาผัวเมีย เราคิดว่าเมื่อเปลี่ยนที่มาของ ส.ว. เปลี่ยนอำนาจของวุฒิสภา ความจำเป็นที่จะไปห้ามก็ไม่มี ปรากฏว่าถูกโจมตีมากว่าจะไปเอาสภาผัวเมียมาอีก ก็กำลังคิดทบทวนว่าเราเข้าใจอะไรผิดหรือไม่

เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) เสร็จ ก็จะเข้าสู่ช่วงรณรงค์การทำประชามติร่าง รธน. ใน ช่วงนี้ กรธ.จะทำความเข้าใจว่าร่าง รธน.ในแต่ละเรื่องต้องการแก้ปัญหาอะไร เอาปัญหาเหล่านั้นไปเล่าทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามันมีจริงหรือไม่ เมื่อมีจริงแล้วจะแก้ด้วยวิธีนี้จะขัดข้องอย่างไร

พร้อมจะชี้ให้เห็นหัวใจสำคัญของร่าง รธน. ซึ่งกำหนดให้ยอมรับนับถือสิทธิของประชาชนให้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาพูดกันลอยๆมานานแล้วถึงประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมกับกระบวนการทางการเมือง

คราวนี้จะทำให้ชัดเจนและเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จับต้องได้

หัวใจอีกดวงของรัฐธรรมนูญที่สำคัญ คือพยายามทำการเมืองให้สะอาด ขจัดการทุจริตให้พ้นไป เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่สำคัญ ถ้าไม่มีการทุจริตทุกอย่างก็ง่ายขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งกันจะน้อยลงไป

สุดท้ายคนจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ต่างจิตต่างใจ ต่างทัศนคติ เปรียบเหมือนผู้หญิงที่ว่าสวย ก็จะมีบางคนบอกว่าตรงนั้นไม่สวยตรงนี้ไม่สวยได้ นานาจิตตัง

แต่ถ้าทุกคนคิดถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นส่วนรวม ก็คิดว่าอยู่ในวิสัยที่จะผ่านการทำประชามติได้

ในช่วงการทำประชามติ เป็นห่วงขั้วการเมืองอย่างไรที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนถึง

จุดดี จุดเสียของรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้รับร่าง รธน. นายมีชัย บอกว่า ถึงช่วงนั้นเชื่อว่าประชาชนจะตื่นตัวกันมากขึ้นและเปิดกว้างที่จะรับฟัง

ไม่ว่าพรรคการเมืองบางพรรคที่พยายามระบุว่า กรธ.จะเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการบิดเบือนอย่างชัดเจนและพูดเท็จ

เพราะพรรคการเมืองเท่านั้นที่จะเอาคนนอกมาเป็นนายกฯได้ ไม่ใช่ กรธ. เนื่องจากพรรคการเมืองจะประชุมพรรคและประกาศให้ประชาชนทราบก่อนวันที่จะเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งว่าใครที่จะเป็นนายกฯสำหรับพรรคการเมืองนั้น

เวลาที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก็จะเลือกผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองนั้นเสนออย่างตรงไปตรงมา ฉะนั้นอย่าไปโทษใคร ทั้งหมดอยู่ที่ ส.ส.และพรรคการเมือง

เมื่อ กรธ.ได้อธิบายใน แต่ละประเด็นให้ประชาชนเข้าใจเท่าที่จะอธิบายได้แล้ว ร่าง รธน.จะผ่านหรือไม่ล้วนอยู่นอกเหนือขีดความสามารถของเรา แต่เป็น ความรับผิดชอบของพรรค การเมืองนั้นๆที่ไปทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่าน ก็ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองกันไป จะไปโทษใครไม่ได้

อุปสรรคอะไรที่จะทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ นายมีชัย บอกว่า ไม่ทราบ เพราะ กรธ.21 คนทำดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาของเราจะร่วมกันคิดได้

คงไม่ซ้ำรอยร่าง รธน.ฉบับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน นายมีชัย บอกว่า ร่าง รธน.ฉบับนายบวรศักดิ์ถูกสกัดในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่ร่าง รธน.ฉบับนี้จะไปชี้ขาดโดยการทำประชามติ

จะไม่มีเหตุแทรกซ้อนใดๆเกิดขึ้นก่อนเดินหน้าสู่ประชามติ นายมีชัย บอกว่า ก็ไม่น่าจะมี เดาไม่ออก

ถ้าผ่านการทำประชามติก็ต้องอยู่ต่อทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้รัฐธรรมนูญบังคับได้เต็มตามรูปแบบที่เราต้องการ ถ้าร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ กรธ.ก็กลับบ้าน

มันมีทางออกอย่างไรถ้าร่าง รธน.ไม่ผ่าน นายมีชัย บอกว่า ตอนนี้ ทำให้ดีที่สุด จะไปคิดล่วงหน้ามันปวดหัวเปล่าๆ จะไปตอบล่วงหน้าแบบนี้ไม่ได้

ศรัทธาของประชาชนต่อกองทัพและรัฐบาล มีผลต่อการทำประชา– มติอย่างไร นายมีชัย บอกว่า ก็มีส่วนเพราะรัฐบาลและแม่น้ำสายต่างๆ จะต้องระดมกำลังไปช่วยรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ด้วยกรณีใดๆ ก็ควรดูในเนื้อหาด้วยว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะหยุดชะงัก เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่อีก

มีคนกล่าวหาว่าเป็นเนติบริกร รับใช้เผด็จการและตั้งแต่เป็นประธาน กรธ.โดนก้อนอิฐก้อนปูนมาเยอะแยะ ตรงนี้รู้สึกอย่างไร นายมีชัย บอกว่า ไม่รู้สึกอะไร เพราะต้องไปดูคนที่กล่าวหากำลังรับใช้ใคร รับใช้ประชาชนหรือรับใช้คนคนเดียว แล้วที่มากล่าวหาเราทั้งที่เรารับใช้ประเทศ

และที่ทำไปไม่ได้ทำไปตามใครสั่งเป็นวันๆ แต่ กรธ.ทำตามความรู้ ความสามารถ ความคิด ความอ่าน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้ยืนยันว่าไม่ได้ร่าง รธน.เพื่อเปิดทางให้ทหารหรือใครเข้ามาสืบทอด อำนาจ นายมีชัย บอกว่า ไม่ใช่ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่ที่พรรคการเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น และการร่าง รธน.ก็เป็นไปตามหลักสากล เช่น เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ยาวนัก สามารถแก้ไขได้ รับรองสิทธิของประชาชน

ยังมีมาตรการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะห้ามไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเอางบประมาณไปใช้ ซึ่งจะมีกลไกมาดูแลตรงนี้จนเป็นที่สุดยุติว่ามีการ แปรญัตติเอางบประมาณไปใช้

พอใช่ปั๊บ ส.ส.ที่โหวตในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะกลับมาไม่ได้ คณะรัฐมนตรีที่ลงมติให้แปรญัตติเพิ่ม เพื่อแปรงบประมาณให้ ส.ส.ก็ต้องไปทั้งคณะ

ขณะที่ระดับผู้อำนวยการ อธิบดี ปลัดกระทรวง ที่ทำโครงการ ในฐานะข้าราชการประจำจะไปลงโทษทันทีไม่ได้ แต่จะเขียนไว้ว่าถ้ารู้แล้วไม่มีหนังสือทักท้วงไว้จะต้องรับผิด

โดยเฉพาะระดับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะรู้ดีที่สุด จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ กลไกนี้เป็นยาแรง เพราะต้องการแก้คอร์รัปชัน

ส่วนในหมวดการปฏิรูปปรองดอง ความจริงเราสร้างกลไกปกติในเชิงปรองดองอยู่เป็นระยะอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปรองดอง ไม่ให้การเมืองเอาแพ้เอาชนะจนกระทั่งคอขาดบาดตาย

ไม่ให้การเมืองถึงทางตัน ซึ่งถ้าเกิดสงสัยเรื่องอะไรจะมีที่ไป ให้ชี้ ได้ว่าที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร เมื่อชี้แล้วก็จะมีทางออก ไม่มีทางตัน

แต่ในตัวบทบัญญัติที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นทันทีทันใด ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไร ตอนนี้ยังไม่มี

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มีข้อเสนอให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าไม่ให้กองทัพทำรัฐประหารได้อีก กรธ.จะออกแบบอย่างไร นายมีชัย บอกว่า ไม่มีประโยชน์ไปเขียนห้ามไว้ถึงเวลาก็ถูกฉีกอีก

ฉะนั้นจึงออกแบบกติกาไม่ให้การเมืองมันถึงทางตันเอาไว้.

ทีมการเมือง

จับตาสถานการณ์หลัง“ผ่าน”บรรยากาศความสุข : ทุกข์ภัยแล้ง การเมืองซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557250

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ม.ค. 2559 05:01

 

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป

ในบรรยากาศที่พี่น้องประชาชนคนไทยเสร็จจากการเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ สถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มต้นสัปดาห์แรกของปี 2559

ก้าวเดินตามวิถีชีวิตกันต่อไป

ในเงื่อนสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลทหารคสช.จะต้องรับมือกับงานหนักๆ หลังจากบรรยากาศ ความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้กลบปมทุกข์ไว้มากมาย

ถึงเวลาต้องเผชิญสภาพความจริงที่เลี่ยงไม่ได้

ที่แน่ๆปัญหาเร่งด่วน ฉุกเฉิน ก่อนอื่นใดเลย กับภาวะทางธรรมชาติที่ยากแก่การควบคุม สถานการณ์ภัยแล้งขั้นรุนแรง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วน

ตามสัญญาณที่เตือนกันมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ผ่านมา

จากภาวะฤดูฝนที่สั้น ฝนตกน้อย โดยเฉพาะพื้นที่เหนือเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ฯลฯ เหลือน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา

ต่ำกว่าร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่งของความจุเขื่อน

แน่นอนโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องบริหารจัดการน้ำให้พ้นฤดูแล้งปี 2559 ให้ได้

โดยปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ ไม่ต้องพูดถึงการส่งให้ภาคการเกษตร

อย่างที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศเชิงรณรงค์ ขอความร่วมมือให้เกษตรกร ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งการเลื่อนการปลูกข้าวนาปีออกไปจนถึงกลางปี

ถ้าฝืนปลูกไปก็ไม่มีน้ำส่งให้ เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงเสียหายเอง

เพราะต้องกันน้ำไว้สำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม รวมถึงการสำรองน้ำไว้ใช้ในต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2559

ตามรูปการณ์ส่อเค้าปั่นป่วนวุ่นวายจากสถานการณ์แย่งน้ำ

ถ้าตำรวจ ทหาร คุมไม่ดี มีหวังชาวบ้านตีกันตาย

แต่ที่แน่ๆเมื่อชาวนาปลูกข้าวไม่ได้ เกษตรกรขาดรายได้ มันก็หนีไม่พ้นกระทบวงจรเศรษฐกิจ ตามสภาพความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านรากหญ้า

อารมณ์หงุดหงิดพาลถึงบรรยากาศทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่จะโยงต่อเนื่องกันกับฉากที่จะตามมาแน่ ม็อบเกษตรกรเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหา กดดันให้นายกฯและหัวหน้า คสช.รับผิดชอบ

ซึ่งนั่นก็จะเข้าทางฝ่ายการเมืองที่รอหัวเชื้อในการป่วนสถานการณ์

เจาะยางรัฐบาลทหาร คสช.

ในจังหวะที่คดีความสำคัญคืบเข้าสู่ห้วงลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

โดยเฉพาะคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในคดีปล่อยปละละเลยให้ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจะเข้าสู่กระบวนการสืบพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่ที่น่าจะรู้ผลพลิกคว่ำพลิกหงายก่อนก็คือกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจีกับบริษัทจากสาธารณรัฐประชาชน จีน ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถูกขึงพืดอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทีมงาน “นายใหญ่” โดนต้อนเข้ามุม รอโดนน็อก

ตามสถานการณ์เร้ายุทธศาสตร์เกมมวลชนในการค้านเกมการต่อสู้

ในขณะที่กระแสทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ลากยาวข้ามปี ก็คงไม่จบแค่การแถลงผลสอบของกองทัพบกหรือคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม

เพราะปมร้อนมันไหลลามเกิน กว่าเขตทหารห้ามเข้าไปแล้ว

แนวโน้มฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารก็คงไม่เลิก “เขี่ยแผล” ให้เชื้อลามเป็นบาดทะยัก

ล้อไปกับภาพเชิงซ้อนการหักเหลี่ยมกันเองในหมู่ขุนทหาร ตามปรากฏการณ์

ที่เห็นได้จากการจับคู่ปะทะคารมกัน ออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็นคิวของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก หรือคิวของ พล.อ.อุดมเดชกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

ตอกย้ำรอย “สนิมเนื้อใน”

ห้องเครื่องอำนาจพิเศษไม่ได้แน่นปึ้กเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

นั่นหมายถึงแรงกระเพื่อมภายในจากหัวเชื้อความขัดแย้งที่ถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษก็คงจะโผล่กลับมาท้าทายกระบองยักษ์มากขึ้น

ไม่แหยงท็อปบูตเหมือนช่วงเพิ่งยึดอำนาจ

ในขณะที่แรงเสียดทานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ตามเงื่อนไขกดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้คืนประชาธิปไตยก็คงจะเข้มข้นขึ้น

ตามเงื่อนเวลาของการยึดอำนาจที่ทอดยาวมา 2 ปี เข้าไปแล้ว

ประกอบกับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคมปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดกว้างในการติดต่อกับนานาชาติมากกว่าที่ผ่านมา

สถานการณ์โลกล้อมประเทศไทยก็ยิ่งหนีไม่ออกแรงกระเพื่อมภายใน แรงเสียดทานภายนอก นี่คือสถาน- การณ์ความยากลำบากที่รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเผชิญความจริง หลังบรรยากาศแห่งความสุขผ่านพ้นไป

ความทุกข์ที่กลบไว้โผล่กลับมาเต็มไปหมด

หันไปที่ภารกิจหลักตามสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชนในการขอใช้อำนาจพิเศษเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ยกเครื่องประเทศไทย ความคืบหน้าตามโรดแม็ปก็น่าจะอยู่ตรงคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศปฏิทินไว้แล้วว่า

จะเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสาธารณชน ในวันที่ 29 มกราคมนี้

โดยที่ก่อนหน้านั้น ในระหว่างวันที่ 11–17 มกราคม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยกคณะไปประชุมนอกสถานที่กันที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อพิจารณาเนื้อหา ตรวจภาษาและความสอดคล้องของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง

เปลี่ยนสถานที่จากคิวของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยกคณะไปประชุมนอกรอบเพื่อเคลียร์เนื้อหารัฐธรรมนูญก่อนเปิดร่างสุดท้ายกันที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนางงามสีชมพูจะถูกคว่ำไป

งานนี้นายมีชัยคงถือเคล็ด ไม่อยากให้ซ้ำรอย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามขั้นตอนถือว่าเป็นแค่ร่างรัฐธรรม-นูญร่างแรก ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่อย่างใด

ยังต้องมีการปรับแก้กันอีกหลายยก

มีเวลาปลุกปล้ำ ยื้อยุดฉุดกระชากกันอีก 3 เดือน

ตามปฏิทินที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ วางไลน์การทำงานไว้ หลังวันที่ 29 มกราคม ที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้หน่วยงานนำไปเผยแพร่ต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น

จากนั้นภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และบุคคลทั่วไป จะส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะทำการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 20 มีนาคม

จากนั้นวันที่ 21–28 มีนาคม จะทำการตรวจสอบความสอดคล้องของถ้อยคำ วันที่ 29 มีนาคม ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก่อนทำพิธีส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาลในวันที่ 30 มีนาคม

ตามเงื่อนเวลาที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดให้ยกร่างฯภายใน 180วัน

ขั้นตอนต่อจากนั้นรัฐบาลก็จะนำร่างฯส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นการจัดออกเสียงประชามติในเดือนกรกฎาคม

กลางปีได้ลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

แต่นาทีนี้ยังไม่ต้องพูดถึงโอกาสร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

เพราะตามรูปการณ์คงได้ซัดกันแหลกระหว่างฝ่ายนิยม “เลือกตั้ง” กับฝั่งดัน “ลากตั้ง”

ตามไฟต์บังคับ โจทย์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจที่ต้องทำให้นักเลือกตั้งอ่อนแอ

ไม่เหิมจนเกินไปเหมือนปรากฏการณ์ที่ผ่านมา แบบที่พรรคเดียวยึดที่นั่งเกินครึ่งสภา เจ้าของบริษัทกดปุ่มออกกฎหมายพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้

นั่นก็หมายถึงคำตอบสุดท้าย แบบฟอร์มร่างรัฐธรรม-นูญฉบับนายมีชัยก็คงไม่ต่างจากพิมพ์เขียวฉบับของนายบวรศักดิ์ที่โดนคว่ำไป

โดยเฉพาะปมที่ยื้อกันมาต่อเนื่องนั่นคือ การเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่มาของ ส.ว.ลากตั้ง หรือวิธีการคิดคะแนนเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน

แน่นอนทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ประสานเสียงค้านเซ็งแซ่

ยังไม่นับบทเฉพาะกาลที่มีการจับตาประเด็นนิรโทษกรรมให้กับผู้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ รวมทั้งปมของคณะกรรมการพิเศษทำหน้าที่ติดตามควบคุมรัฐบาล เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุเป้าหมาย

นักเลือกตั้งอาชีพช่วยกันขย่มหนักแน่

และนั่นก็จะส่งผลไปถึงโอกาสฝ่าด่านประชามติที่เสียงชาวบ้านอยู่ในระบบหัวคะแนนจัดตั้งนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม จับสัญญาณจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดไว้ชัดถ้อยชัดคำในการแถลงผลงานรัฐบาลเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยืนยันพร้อมรับผิดชอบกับผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ได้ตั้งธง ตั้งความหวังสักเท่าไหร่

เชื่อเลยว่าเตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้อยู่แล้ว.

“ทีมการเมือง”

วาทะ “หัวกะทิ” สะท้อนเส้นทางปฏิรูปประเทศ ยื้อยุดฉุดกระชาก-วิบากปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556881

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ม.ค. 2559 05:01

 

ขวบปีที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นปีแห่งความหวังของคนไทย ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายของบ้านเมือง จะต้องมีการ “ปฏิรูปประเทศ” ครั้งใหญ่ ร่างกฎกติกาใหม่ เพื่อใช้ในการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ สันติ แม้จะมีความคิดความเห็นที่แตกต่าง

อันเนื่องมาจากบทเรียนความเจ็บปวดกว่าทศวรรษ เกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งหลายรอบ และล่าสุดวิกฤติถูกคั่นจังหวะไม่ให้ลุกลามบานปลาย โดยกรรมการกลางอย่าง คสช. ที่เข้ามายึดอำนาจพร้อมโบกธงสัญญาณจัดระเบียบประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ และเร่งการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ

ในกำหนดการตามที่ประกาศเป็นกรอบพันธสัญญาต่อประชาชน ที่เรียกว่า “โรดแม็ปเลือกตั้ง” เป็นพิมพ์เขียวประเทศ

ทั้งนี้ ในกระบวนการยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ มีกลุ่มคนสำคัญเกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายที่ถือครองอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ แม่น้ำ 5 สาย รวมทั้งกลุ่มตัวแทนฝ่ายต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะระดับ “หัวกะทิ” ที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศ และโฉมหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมา

ในโอกาสนี้ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ได้หยิบยก “วาทะปฏิรูป” ของบรรดา “หัวกะทิ” ที่สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความเป็นไปของบ้านเมืองในปี 2559
ร่ายมนต์โรดแม็ป

ถึงเวลานี้ผู้คนคงคุ้นเคยกันดีกับลีลาพลิ้วไหวของผู้นำประเทศอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กับความครบเครื่องเรื่องสไตล์ของผู้นำรายนี้ หลายครั้งถูกนำมาใช้กับประเด็นร้อนๆ

โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปประเทศและการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลังจากเริ่มต้นเข้ามายึดอำนาจ “บิ๊กตู่” ประกาศโรดแม็ปเลือกตั้งใน 1 ปี แต่เมื่อเริ่มมีแรงกระเพื่อม ก็ต้องขึงขัง “ต่อต้านมากๆทำโรดแม็ปช้า อย่ามาโทษกัน”

รวมทั้งต้องเคลียร์ปมระแวงกฎกติกาใหม่จะซ่อนคิว “ลากยาวอำนาจ” ทั้งไอเดีย ปฏิรูป 2 ปี ก่อนเลือกตั้ง-รัฐบาลแห่งชาติ-นายกฯคนกลาง “ไม่ต้องระแวง ผมไม่อยากเป็น ไม่อยากอยู่ต่อ”

เช่นเดียวกับข้อเสนอต่างๆ ทั้งการนิรโทษกรรม การสร้างความปรองดอง “ผู้ถือดุลอำนาจพิเศษ” ถูกมองว่ายังกั๊ก ยึดหลักการ “ปรองดองไม่ใช่การยกโทษ” คนทำผิด “ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน” รวมทั้งขายไอเดียทีมคุมเกมประเทศหลังเลือกตั้งตำรับ คปป. “ก็แค่ร่มคันหนึ่ง” ไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน ไม่ได้ครอบงำ

อีกจุดสำคัญ หลัง สปช.โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “เดอะปื๊ด” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทุกโฟกัสย้อนกลับไปที่ “บิ๊กตู่” จนต้องอ้อมแอ้ม “ต้องเหนื่อยต่อ” ระบุถึงคิวนี้สะดุดแต่ “ไม่เสียของ” เพราะได้รับรู้เสียงสะท้อน “การปรองดองไม่เกิดขึ้นแล้ว” แถมยังใช้ช่วงฝุ่นตลบ ขยับปฏิทินอำนาจไปถึงกลางปี 2560 “ยืดโรดแม็ป” แบบตั้งหลักค้านกันไม่ทัน

โดยเฉพาะคำว่า “โรดแม็ป” ได้กลายเป็น “คาถามหานิยม” ที่ “บิ๊กตู่” นำมาร่ายมนต์สะกดแรงต้านฉมังนัก ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหนฝ่ายใด ออกมายึกยักเมื่อไหร่ก็เจอสวนขู่ “ไม่สงบก็ไม่ต้องเลือกตั้ง” ต้องชะงักกันไป

ที่น่าสนใจคือแรงกดดันภายนอก ประเทศมหาอำนาจกระตุกให้คืนประชาธิปไตยเป็นระยะๆ ผู้นำไทยก็ใช้ท่าไม้ตายแจง “โรดแม็ป” ทั้งแผนเดิมและสูตรใหม่ 6-4-6-4 แต่ไม่รู้ผิดคิวยังไง “บิ๊กตู่” มีหลุด ถ้าฝ่ายการเมืองไม่เลิกปลุกระดม “จะปิดประเทศก็ปิดไป” ช็อกกันถ้วนหน้า จนต้องมีช็อตแก้ไข “จะปิดประเทศก็ได้ แต่อันตรายฉิบหาย”

รวมทั้งที่เป็นวรรคทอง เลกเชอร์ประเทศ “ต้นตำรับประชาธิปไตย” สหรัฐอเมริกา “จะตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งโลกใส่ไม่ได้” เป็นสัญญาณให้ต้องติดตาม “สูตรประชาธิปไตยแบบไทยๆ” กันต่อไป

คาถา “โรดแม็ป” ของทั่นผู้นำถูกหยิบมาร่ายมนต์ถี่ยิบแน่ แต่จะขลังขมังเวทย์อีกนานแค่ไหน??

ปรุงสูตรพิสดาร

รับไม้ต่อยกร่างรัฐธรรมนูญลอตสอง ถึงคราว “มีชัย ฤชุพันธุ์” กูรูกฎหมายตัวพ่อลุยเอง หลังถูก “บิ๊กตู่” ปิดห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า กล่อมสองต่อสองยอมเซย์เยส โดดขึ้นหลังเสือนั่งแท่นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

แถลงเปิดใจเสียงดังฟังชัดในวันแรกที่รับตำแหน่งว่า “ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีหน้าที่ให้ความร่วมมือตามกำลังความสามารถ ไม่อาจเห็นแก่ความสุขสบาย” จึงต้องมา “ทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน”

ขึ้นนั่งหัวโต๊ะนำทีม 21 อรหันต์ ลุยรีไซเคิลร่างรัฐธรรมนูญฉบับศิษย์รัก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ผุดโมเดล ไทยแลนด์โอนลี โชว์ระบบเลือกตั้งสูตรพิสดาร “จัดสรรปันส่วนผสม” กาบัตรใบเดียวได้ทั้ง ส.ส.ระบบเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

โดยไม่เขี่ยทิ้งปมแสลงใจฝ่ายการเมือง “นายกฯคนนอก” แถมผุดไอเดียใหม่ ให้พรรคการเมืองแจ้งชื่อ 5 แคนดิเดตที่จะมานั่งเก้าอี้นายกฯให้ชาวบ้านรู้ล่วงหน้า กลายเป็นเป้าล่อเรียกแขก ถูกสายฮาร์ดคอร์การเมืองแท็กทีมถล่มแสบสัน ตั้งชื่อรัฐธรรมนูญฉบับ “วิตถาร” มีไว้สืบทอดอำนาจ

แต่ “มีชัย” ไม่มีลูกเหวี่ยงให้เห็น ตอบโต้แบบนิ่มๆ “ไม่เข้าใจ การให้ประชาชนรู้รายชื่อนายกฯล่วงหน้า วิตถารอย่างไร” และ “นี่คือประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิรับรู้ก่อนได้”

แม้แต่คิว คสช.ร่อนพิมพ์เขียวสเปก 10 ข้อ รัฐธรรมนูญในดวงใจ เสิร์ฟตรงถึงมือ กรธ. ขอเปิดทางให้เหล่าท็อปบูตได้แสดงออกจุดยืนการเมือง พ่วงนิรโทษกรรมกองทัพล่วงหน้า กรณีใช้อำนาจทหารโดยสุจริต

แต่ยี่ห้อมือโปร “มีชัย” ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาโชกโชน เสียงแข็งใส่กลับ “กรธ.ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อเสนอ คสช.ทั้ง 10 ข้อ” พร้อมประกาศยืนยันไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อมาสกัดพรรคการเมืองใด

เชฟใหญ่ปรุงรัฐธรรมนูญสูตรพิสดารฝ่าด่านประชามติสำเร็จหรือไม่ อีกไม่นานได้รู้กัน!!!


ไฟต์บังคับนายห้าง

เปิดเกมรุก-รับทำสงครามน้ำลายข้ามน่านฟ้า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ณ แดนไกล เปิดศึกข้ามประเทศ เบิ้ลบลัฟ ยุแหย่ไม่มีหยุด

นำร่องจากเหตุคนแดนไกลถูกกระทรวงต่างประเทศถอนพาสปอร์ต 2 ฉบับ ฐานให้สัมภาษณ์สื่อแดนกิมจิ ซัดองคมนตรีฮั้วทีม “ลุงกำนัน” เปิดทางชุดสีเขียวทำรัฐประหาร

เลยเจอแจกแพ็กเกจ “ยกเลิกหนังสือเดินทาง” กระตุกอารมณ์ปรี๊ดนายใหญ่ ต้องรีบโพสต์อินสตาแกรมโต้กลับจากแดนดูไบ แผ่เมตตาให้ผู้มีอำนาจ ยกคำพระปลอบใจตัวเอง “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง ทุกสิ่งไม่มีอยู่จริง” ตบท้ายระบุ “กฎหมายและปืนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากเมตตาเท่านั้น”

ถึงคราวฉลองเบิร์ธเดย์ 66 ปี ของอดีตผู้นำพเนจร เปิดบ้านพักเมืองดูไบฮัมเพลงมายเวย์ ไม่สะท้านเกมถอนพาสปอร์ต แหย่ คสช.กลับ อาสาเป็นกุนซือช่วยทีมเรือแป๊ะแก้เศรษฐกิจ เอ่ยสั้นๆว่า “บอกมา ถ้าอยากให้ไปช่วย”

ถัดมาอีก 2 เดือน คนแดนไกลโฉบไปโผล่แดนสแกนดิเนเวียร่วมงานเลี้ยงแฟนคลับเสื้อแดงที่ฟินแลนด์ สบช่องหยันฝีมือบริหารงาน คสช. ทำบ้านเมืองถอยหลัง ปลุกสาวกร่วมกอดประชาธิปไตย ต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “เดอะปื๊ด” ตราหน้าเป็นกติกา “เลวร้ายที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ”

ฝั่ง “บิ๊กตู่” ตามล้างบารมีนายใหญ่ต่อเนื่อง ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ถอดยศเปลี่ยนสถานะ พ.ต.ท.เหลือแค่นำหน้านาม “นายทักษิณ” แปรสภาพเป็นคนธรรมดา

เลยกลายเป็นไฟต์บังคับอดีตนายกฯ ถูกต้อนหลังกระแทกฝา โดนทั้งถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ ถึงคราวต้องออกโรงชนอีกรอบ ร่อนคลิปวีดิโอผ่านโลกออนไลน์ แขวะ “ทำตัวเป็นเด็กๆ ทำแต่เรื่องเล็กๆเอามาเป็นผลงาน”

ทิ้งบอมบ์โหวกเหวกเสียงดัง จ้องเปลี่ยนสนามปรองดองเป็นการล้างเผ่าพันธุ์!!!

เรดาร์เรือแป๊ะ

หวนคืนสู่วงอำนาจหนนี้ “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ จัดเต็ม ไม่เสียยี่ห้อ “โคตรเซียนกฎหมาย” แถมรอบรู้หยิบยกประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และสัพเพเหระ ประกอบการอธิบายความข้อกฎหมายด้วยแบบฉบับเฉพาะตัว

ภารกิจของมือกฎหมายระดับอ๋อง “สมองเพชร” เริ่มต้นทันที หลังคณะท็อปบูตแต่งเครื่องครบ รายนี้ก็คิดคำให้ฉายาเรียกขานเครือข่ายอำนาจพิเศษเป็น “แม่น้ำ 5 สาย” และให้คำจำกัดความ “เรือแป๊ะ” จนติดตลาด

การคิดรังสรรค์คำ ยังรวมถึงเมื่อ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กำลังซิ่งห้อแรดปั้นแต่ง รธน. “แกงส้ม” จนร่างกติกาใหม่ ทำท่าจะกระฉอก “เรือแป๊ะ” มือกฎหมายรุ่นพี่ต้องยกวรรณคดีรามเกียรติ์มาสะกิดแรงๆ “อย่าเหาะเหินเกินลงกา” แต่อีกทาง เมื่อ ดร.บวรศักดิ์ต้องพ้นตำแหน่ง ญาติผู้พี่ก็ยังเชียร์ปลอบใจ “ต้องยกย่องท่าน ยังยิ้มได้เมื่อภัยมา”

แต่ที่เด็ดสุดคือการตอบคำถามเกี่ยวกับปมร้อนเนื้อหาร่าง รธน. มือกฎหมายรัฐบาลจะอธิบายเป็นฉากๆ ยกข้อดี–ข้อเสียครบ น้ำเสียงลีลาหลากหลาย ทั้งเนิบนาบ นุ่มนิ่ม จี๊ดจ๊าด กระทั่งหนักหน่วงดั่งช้างถีบ ถึงแม้หลายหนต้องถอดรหัส แต่ก็พอเห็นทิศทาง “สัญญาณอำนาจพิเศษ” จาก “เรดาร์เรือแป๊ะ” ที่ชื่อ “วิษณุ”

โดยเฉพาะปมร้อน ทั้งมาตรา 35 รธน.ชั่วคราว เจ้าตัวแจงเป็นเพียงกรอบ “ไม่แคบหรือกว้างไป” ส่วนข้อเสนอห้ามคนโกงเลือกตั้งตลอดชีวิต ดร.วิษณุ ยกโมเดลกฎหมายท้องถิ่นก็มี “แล้วระดับชาติจะให้คนคดโกงเข้ามาหรือ” ขณะที่ระบบเลือกตั้ง ส.ส.รูปแบบใหม่ “สัดส่วนผสม-จัดสันปันส่วน” รองนายกฯแจงเพื่อ “ไม่ให้เสียงตกน้ำ”

ที่พลาดไม่ได้ ประเด็น คปป.ที่อ๋องกฎหมายเมื่อยปากตอบหลายรอบ บอกเป็นกลไกแก้วิกฤติ ยุติปมขัดแย้ง “เหมือนร่มจะกางๆหุบๆก็ได้” ถ้าไม่มี “เดี๋ยวก็ยึดอำนาจกันอีก” ส่วนปมร้อน “นิรโทษกรรม” รองนายกฯส่งเสียงเชียร์ แต่ขอ “นิรโทษแค่ครึ่งซอย”

แต่ที่ “ดร.วิษณุ” ปรี๊ดแรง ก็คิวแจงโรดแม็ปเฟส 2 สูตร 6-4-6-4 ถูกคนการเมืองวิจารณ์ว่ายืดเยื้อ เลยแง้มไต๋หนักๆเป็นเหตุผลสวน กฎหมายลูกอาจมีเงื่อนไขยุบพรรคทุกค่าย ต้องใช้เวลาตั้งกันใหม่ “เชื่อว่ามีสูตรพิสดารนี้ด้วย” เลยโดนรุมสกรัมทันที ถูกจวกเป็นสูตรพิลึก วิตถาร ของนักวิชาการจอมพิสดาร

แต่ไม่ว่าจำกัดความอย่างไร วันนี้ “สุดยอดเนติบริกร” ทำหน้าที่ “เรดาร์เรือแป๊ะ” สมบูรณ์แบบแล้ว!!!

ติดเกราะยุติธรรม

โดนมรสุมไล่บี้ไล่ต้อนถล่มไม่หยุดไม่หย่อน จนทำให้ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหันมาร่ายคาถาเรียกหา ความยุติธรรม เป็น “เกราะ” ปกป้องตัวเอง

ไล่ตั้งแต่ถูก สนช.ลงมติถอดถอนท่วมท้นตามธงเรือแป๊ะ 190 ต่อ 18 เสียง เซ่นพิษบริหารโครงการจำนำข้าวผิดพลาด พาประเทศเจ๊งยับ 5 แสนล้านบาท ถูกอัปเปหิไปนั่งข้างสนาม 5 ปี ปิดเส้นทางกลับมาครองอำนาจ ได้แต่กลืนเลือดคร่ำครวญ “ประชาธิปไตยได้ตายไปแล้ว พร้อมกับหลักนิติธรรม”

ช่วงคิวร้อนๆร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “เดอะปื๊ด” ผุดองค์กรใหม่ “คปป.” ยัดไส้ท้ายรายการ กลายเป็นสายล่อฟ้าเรียกเสียงยี้จากทุกค่ายการเมือง รุมถล่มปมสืบทอดอำนาจ คสช. โดยเครือข่ายเพื่อไทยขยับชักธงรบ ปล่อยลูกทีมเจาะยางร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์” บรรเลงตามน้ำขวางพิมพ์เขียวกติกาประเทศ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่รับไม่ได้” กระหน่ำเฟซบุ๊กซ้ำ “บ้านเมืองจะสงบสุข จำเป็นต้องมีกติกาที่เป็นธรรม”

เดินเกมโต้กลับอยู่ไม่ทันไร เจอคีย์แมนเรือแป๊ะ “ดร.วิษณุ เครืองาม” งัด พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เล่นงานซ้ำไล่บี้ทวงหนี้อดีตนายกฯหญิง โทษฐานทำจำนำข้าวเจ๊ง มีแววถูกฟ้องถึงขั้นล้มละลาย

“อดีตนายกฯปู” โดนไล่บี้หนัก ต้องสู้ยิบตา วิ่งโร่ยื่นหนังสือทวงความเป็นธรรมถึง “นายกฯตู่” เรียกร้องรัฐบาลใช้วิธีสู้คดีในศาลแพ่ง แทนการใช้วิธีทางปกครองเล่นงาน แต่ไม่ได้รับการแยแส

เจอกลยุทธ์เรือแป๊ะบีบต้อนให้จนกระดาน ทำได้แค่ตัดพ้อ “ดิฉันคงไม่อยู่ในฐานะจะเรียกร้องอะไรหลังจากนี้ แม้แต่คำว่าความเป็นธรรม เพราะทุกอย่างคงจะดำเนินการไปตามที่รัฐบาลนี้ต้องการ”

แปรสภาพนางสิงห์ที่เคยเรืองอำนาจ ต้องมาวิ่งพล่านหาความเป็นธรรม!!!


ร่ำหลักการตามน้ำ

เป็นอีกตัวแทน “ขั้วตัวแปร” อำนาจการเมือง ความคิดความเห็นของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องปฏิรูป การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างไรก็ต้องเงี่ยหูฟัง

ด้วยลีลาไม่ต่างจากอดีตเจ้าสำนัก จนเคยได้ฉายา “ใบมีดโกนน้อย” มาแล้ว แม้บางครั้งเหมือนยึดหลัก แต่บางทีก็ไหลตามน้ำตามกระแส และในโหมดปฏิรูปมักโผล่ช่วงไคลแมกซ์ ปมร้อนกำลังเดือดปุดๆ

อย่างกรณีมีผู้เสนอเพิ่มอำนาจนายกฯชงกฎหมายพิเศษ-คณะกรรมการปรองดองฯ ปั้นกฎหมายอภัยโทษ มองว่า “จะนำไปสู่ความขัดแย้ง” ส่วนปมนิรโทษกรรม เจ้าตัวบอก “มีคนจับประชาชนเป็นตัวประกัน หวังได้เรื่องนี้ด้วย” ถามย้ำดังๆ “ทำไมเราจะย้อนไปสู่สถานการณ์วิกฤติอีก”

เช่นเดียวกับข้อเสนอปรองดอง “เดอะมาร์ค” โชว์ภูมิ “ต้องตีโจทย์ขัดแย้งให้แตกก่อน” ขณะที่รายการ “รัฐบาลแห่งชาติ” เจ้าตัวออกแนวหล่อ “หากวิธีคิดเพื่อแบ่งสรรผลประโยชน์ ไม่ใช่การแก้ปัญหา” และที่ค้านแหลกคือปมแหลม “คปป.” มองเป็นเรื่องอันตราย “ทำลายหลักตรวจสอบถ่วงดุล” เป็นรูปแบบ “รัฐซ้อนรัฐ”

รวมทั้งสูตร “นายกฯคนนอก” ที่ทำท่ามาแน่ “เดอะมาร์ค” ชี้ไม่ควรเดินถอยหลัง “เราพัฒนามาถึงจุดที่นายกฯมาจากการเลือกตั้งตามหลักสากลแล้ว” แต่ไม่วายแง้มช่องยกเว้น “ผู้นำลากตั้งช่วงวิกฤติ” ที่เชียร์ตรงๆคือระบบเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วนผสม ส.ว.เลือกตั้งจากกลุ่มสาขาอาชีพ เมื่อเคยทุกแบบแล้ว “น่าจะลองเลือกตั้งโดยใช้ฐานอื่น”

นอกจากเนื้อหากฎกติกาใหม่ บางจังหวะ “เดอะมาร์ค” ไม่พลาดสะบัดปากใบมีดโกนใส่ เป้าหลักคือ “ดร.ปื๊ด” ที่โต้เดือดหลายหน “อย่ามาตั้งท่าทะเลาะกับนักการเมือง” จะมีก็ราย “บิ๊กตู่” ที่ติงเบาๆ ให้ระวังเงื่อนปม “อยู่ในอำนาจต่อ” แตะนิ่มๆ “นายกฯอาจต้องทุกข์ใจในระยะที่ 3” เมื่อส่งงานต่อหลังเลือกตั้ง “สิ่งที่ทำมาจะสูญเปล่าหรือไม่”

ถือเป็นอีกรายที่พยายามยึดโยง “หลักการ” แม้โอนเอน “ตามน้ำ” บ้าง ก็มีสไตล์เอ่ยอ้างให้ดูหรูเข้าไว้!!

“ทีมการเมือง”

แลหน้าการเมืองปี 2559 : ปีเปลี่ยนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556506

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ม.ค. 2559 05:01

 

วันที่ 1 มกราคม นับเป็นวันแรกของศักราชใหม่ คนทั่วโลกถือเป็นวันดี ตามโอกาสที่กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่วงรอบใหม่

เป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2559 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้ไป

จากปี 2558 ที่ทีมของเราชี้ว่าเป็นปี “ฝ่าด่านปฏิรูป”

ซึ่งก็ถือว่าผิดการคาดการณ์ไปพอสมควร ตามสถานการณ์อย่างที่เห็นกันอยู่ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญตามโรดแม็ปไปสู่เป้าหมายการปฏิรูป

ยังไม่คืบหน้าตามแผนที่ทีมงาน คสช.ได้กะการกันไว้

เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดนคว่ำในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

แท้งตั้งแต่ด่านแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องออกคำสั่งแต่งตั้ง “21 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ตั้งกระดาน เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

และตามปฏิทินที่นายมีชัยประกาศแล้วว่า จะเปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกของ “21 อรหันต์ทองคำ” ให้สาธารณชนได้เห็นกันในวันที่ 29 มกราคม 2559

ท่ามกลางแรงเสียดทาน เสียงโห่ฮาที่ได้ยินตลอดเมื่อมีการโยนหินถามทางปมแหลมๆ

“ปล่อยของ” ออกมาหยั่งกระแส

แต่ก็แน่นอน ไม่ว่าจะโห่กันอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับยี่ห้อ “มีชัย” จะพลิกแพลงแปลงรูปไปแบบไหน ประเด็นสำคัญที่แปะข้างฝาไว้ได้

ยังไงก็ต้องมีการเปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก กำหนดสเปก ส.ว.ลากตั้ง และทีมงานพิเศษที่มีอำนาจตามประกบรัฐบาลใหม่เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุถึงเป้าหมายปลายทาง

เพราะมันคือโจทย์บังคับจากฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ

ตามกรอบเงื่อนไข 5 ข้อที่นายมีชัยแถลงตั้งแต่วันตัดสินใจรับตำแหน่ง ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ในกรอบพิมพ์เขียวที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 35 ล็อกเอาไว้

ซึ่งนั่นก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน นักเลือกตั้งอาชีพแท็กทีมกันขวางสุดตัวแน่

และก็จะส่งผลถึงการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติในเดือนกรกฎาคม 2559

ที่แน่ๆตามรูปการณ์ที่ทีมงาน คสช.น่าจะต้องเตรียมแผน 3 แผน 4 ไว้ในการเผื่อรองรับสถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัยอาจต้องแท้งซ้ำคิวของนายบวรศักดิ์

ต้องหาทางออกฉุกเฉินไว้สำหรับการระบายแรงกดดัน

เพราะถึงตรงนั้น กระแสเร่งเร้าให้รัฐบาลทหาร คสช.เปิดไฟเขียวสนามเลือกตั้ง คงดังมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตามสถานการณ์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังส่อยืดเยื้อ ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองก็มีแนวโน้มร้อนแรงขึ้นตามเงื่อนเวลาของอำนาจพิเศษที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 3

ตามปรากฏการณ์ที่ “ตอ” เริ่มโผล่ให้เห็นจากประเด็นร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี กลาย คงไม่เงียบหายไปง่ายๆกับรายการทุจริตชักหัวคิวการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่กระแสลากยาวข้ามปี

ตามรูปการณ์ที่มีปมโผล่มาให้สะกิดเขี่ยแผลไปได้เรื่อยๆ

ลำพังฝ่ายต่อต้าน พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง รวมถึงขบวนการนักศึกษา โหมตีปี๊บประจาน ดิสเครดิตมาตรฐานความโปร่งใสของรัฐบาลทหาร คสช.

แค่นี้ก็เอาล่อเอาเถิดกันไม่เลิก

และนั่นก็คงโดนตอบโต้ด้วยผลในทางคดีแบบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ รวม 11 คน ที่ร่วมกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์

ตามจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และฝ่ายคุมเกมอำนาจ พยายามเคลมกระแสให้เป็นปมของการชักเย่อกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ในห้วงเวลาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มนัดไต่สวนพยานในคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป

ตามโปรแกรมที่คาดกันว่าผลการตัดสินจะออกมาภายในปีเดียวกันนี้

โดยรูปเกมคงบี้กันสนุก ชิงกระแสเบิ้ลกันเต็มที่ฝ่ายเครือข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ปลุกเร้าปมเน่าอุทยานราชภักดิ์ อีกฝ่ายทีมรัฐบาล คสช.ก็แก้ลำด้วยการย้ำไปที่แผลเก่ารายการทุจริตจำนำข้าว ช่วยกันเติมหัวเชื้ออุณหภูมิร้อนๆทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่จะไปกดทับซ้ำสถานการณ์ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ วิ่งสู้ฟัดมาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา

จากการอัดสารพัดมาตรการกระตุ้นชีพจรธุรกิจเอสเอ็มอี การเร่งผลักดันประมูลเมกะโปรเจกต์รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ การจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมมาตรการด้านภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เทเงินลงทุนกระตุ้นการไหลเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ

โดยเฉพาะการเบรกปัญหาความเดือดร้อนไม่ให้ลามถึงปากท้องรากหญ้า

แต่นั่นก็ยังได้แค่ประคองสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจให้ทรงๆ ยังไม่มีใครเชื่อว่าฟื้นจริงอย่างที่ทีมของนายสมคิดพยายามตีปี๊บเรียกความมั่นใจ

ที่แน่ๆต้องมาเจอกับโจทย์หนักขึ้นอีกในปี 2559

ตามคิวปัญหาร้อนๆที่จ่อรออยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นปมร้อนจากมาตรฐานด้านการบินที่แม้จะสอบผ่านมาตรฐานความปลอดภัยการบินยุโรป (EASA) ได้แบบฉิวเฉียด แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการติด “ธงแดง” ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA)

“พี่เบิ้ม” ยังกั๊ก ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้

เพราะโอกาสที่มาตรฐานการบินของไทยจะถูกลดชั้นลดเกรดก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งในกรณีถ้ากระบวนการแก้ปัญหายังล่าช้าตามมาตรฐานระบบราชการไทย

และแน่นอน ถ้าธุรกิจการบินมีปัญหาก็หนีไม่พ้นส่งผลเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศไทย

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ทำให้เมืองไทยถูกสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในจุด “เทียร์ 3” ก็ยังไม่มีสัญญาณด้านบวกที่จะได้รับการขยับขึ้น

ตรงกันข้ามกลับมีประเด็นด้านลบเข้าไปใหญ่ จากการที่ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศออสเตรเลีย เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตเนื่องจากคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบดูแล มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลในรัฐบาล กองทัพ รวมทั้งตำรวจไทย

ประจานปมค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ย่ำแย่หนักเข้าไปใหญ่

และในที่สุด ถ้าเคลียร์กันไม่ออก ก็หนีไม่พ้นมาตรการ “แบน” จากนานาชาติ แบบที่มีการนำร่องโดยสมาชิกสภาสหรัฐฯ รณรงค์ให้ชาวอเมริกันใช้จริยธรรมส่วนตัวในการงดซื้อสินค้าทางประมงจากประเทศไทย เพราะปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์

มันก็ยิ่งฉุดรั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้โงหัวไม่ขึ้น

แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือสถานการณ์ทางด้านความมั่นคง อันเป็นปัจจัยหลักของรัฐบาลทหารที่บริหารประเทศภายใต้อำนาจพิเศษ

จากภาพเชิงซ้อน “สนิมเนื้อใน” อาการทางใจระหว่างบิ๊กท็อปบูตที่สะท้อนออกมาในท่ามกลาง

ปมร้อนทุจริตชักหัวคิวโครงการราชภักดิ์

มีการฉวยจังหวะ “หักหน้า” กันชัดๆ

ไม่ว่าจะคิวของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก หรือคิวของ พล.อ.อุดม-เดช กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

มันตอกย้ำความไม่ลง รอยกันในทีมงาน คสช.

บ่อนเซาะเสถียรภาพด้านความมั่นคงของรัฐบาลทหาร

อีกทั้งตามเงื่อนสถานการณ์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ที่ภายในกองทัพจะมีการปรับย้ายขุนทหารระดับคุมกำลังรบหลัก ต่อเนื่องไปถึงคิวโยกย้ายใหญ่ในเดือนตุลาคมปลายปี 2559 ถึงฤดูเกษียณ ตามจังหวะต้องปรับทัพ จัดกำลังกันใหม่

โดยเฉพาะตำแหน่ง “จ่าฝูง” ที่ พล.อ.ธีรชัย จะครบเกษียณ

นั่นก็หนีไม่พ้นแรงกระเพื่อมในหมู่ขุนศึกทีมบูรพาพยัคฆ์กับขุนพลวงศ์เทวัญที่ต้องชิงดุลอำนาจในกองทัพ หลังจากที่ทีมนักรบตะวันออกครองกองทัพ บกมานาน

และตามจังหวะการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในหมู่ท็อป-บูต ก็น่าจะโยงไปถึงการปรับเปลี่ยนในรัฐบาลที่จะต้องปรับ ครม.เพื่อรองรับสถานการณ์

รวมถึงการปรับโครงการสร้างอำนาจในทีมงาน คสช.

จึงแทบจะเรียกได้เลยว่า ปี 2559 เป็นปีแห่งการ “เปลี่ยนอำนาจ”

อะไรไม่เท่ากับว่า สำรวจหัวเชื้ออันตราย ทั้งแรงกระเพื่อมทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปมความมั่นคง

ที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญในปี 2559

เทียบกับภูมิคุ้มกันรัฐบาลทหารที่ถูกทำลายลงไปจากสถานการณ์ตามโรดแม็ปที่ยืดเยื้อ การทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่โผล่มาทำลายความคาดหวังของประชาชน

ตามเงื่อนสถานการณ์ มันจึงเต็มไปด้วย “เหตุเหนือความคาดหมาย”

ยากต่อการคาดเดาจริงๆ.

“ทีมการเมือง”

เหลียวหลังการเมือง 2558 : ปีสนิมในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556163

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ธ.ค. 2558 05:01

 

วันเวลามีแต่เกียร์เดินหน้า ไม่มีเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลัง

เมื่อโลกหมุนมาครบ 365 วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา

ที่เราให้นิยามไว้เลยว่า “ปีสนิมในอำนาจ”

ตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากฉากอำนาจประเทศ ไทย ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คุมเกมบริหารภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ด้วยสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 เป็นอาวุธ

กดขบวนการป่วนมุดลงใต้ดิน ไม่กล้าโผล่ขึ้นมาท้าของแข็ง

โดยสถานการณ์แรงปะทะจากภายนอกมีบ้างแต่ก็เบาบางเต็มที แบบที่ฝ่ายต่อต้าน เครือข่ายพรรคเพื่อไทย แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช. โดนล็อกความเคลื่อนไหว

ตามยุทธศาสตร์ของทหารที่ส่งคนประกบถึงบ้าน ล็อกจนกระดิกไม่ออก

แต่ถ้าล้ำเส้น ไม่เชื่อฟังก็เรียกเข้าปรับทัศนคติในเขตทหาร

ส่วนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่ายก็ติดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่สามารถทำได้แม้แต่การจัดประชุมพรรค

อย่างเก่งก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร คสช.กันพอแก้คัน

หรือแม้แต่แรงกดดันจากต่างประเทศที่บอยคอตรัฐบาลจากการรัฐประหาร ตามเหลี่ยมที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช.เดินหมากกระตุกกระแสโลกล้อมประเทศไทย

แต่เอาเข้าจริงก็ยังมีเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการชิงเหลี่ยมความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนในหมู่ประเทศมหาอำนาจเป็นตัวแปร

จึงไม่เห็นมีชาติไหนแน่จริง กล้าตัดขาดกับรัฐบาลทหารไทย

เป็นอันว่า แรงปะทะจากภายนอกแทบไม่ระคายผิว ทำอะไรรัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้ ตามสภาพที่เอื้ออำนวยให้ ทั้งอำนาจพิเศษ ทั้งกระแสสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มอบฉันทามติให้รัฐบาลทหาร คสช.ถือธงนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศ

แรงส่งเต็มที่ “เรือแป๊ะ” น่าจะแล่นฉิว

แต่อย่างที่เห็นตลอดช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา การบริหารภายใต้อำนาจพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.กลับมีอาการติดๆขัดๆตลอดเวลา

และส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการเครื่องสะดุดจากภายใน

ปมเหตุเกิดมาจากขุมข่ายอำนาจพิเศษด้วยกัน ขบเกลียวกันเอง ตามปรากฏการณ์ที่แม่น้ำ 5 สาย อันประกอบไปด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไหลย้อนเส้นทาง ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

และยิ่งสแกนให้ลึกลงไป ภายในแม่น้ำแต่ละสายก็มีปัญหาไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน พอถึงจุดหนึ่งที่ผลประโยชน์ขัดกัน ก็เริ่มเกิดปัญหา “สารตกค้าง” ทำให้น้ำขุ่นเป็นโคลน

ไล่ตั้งแต่ในหมู่ขุนทหาร คสช.ก็เหยียบตาปลากัน จากปัญหาสายตรง สายอ้อม น้องรัก น้องชัง ขณะที่ในทีม ครม.ก็แบ่งเป็นคนของพี่ใหญ่ เครือข่ายของน้องเล็ก แม้แต่ในทีม สนช. สปช. ทีมอรหันต์ยกร่างรัฐธรรมนูญก็มาจากร้อยพ่อพันแม่ คนละสาย คนละขั้ว ต่างฝ่ายต่างมีธง มีวาระแฝง

ถึงจุดที่ต้องจัดแถวในแนวเดียวกัน ก็เลยคุมเกมกันไม่อยู่

และผลจาก “สนิมเนื้อใน” ก็ทำให้การขับเคลื่อนงานบริหารของรัฐบาล คสช.ไม่เป็นไปตามโปรแกรมที่วางกันไว้ ยิ่งกดทับสภาพการณ์ปัญหาที่ยากๆให้ยิ่งกันไปใหญ่

เริ่มกันตั้งแต่ “หัวใจ” ของการยึดอำนาจการปกครอง การก่อกำเนิดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันเป็นเงื่อนไขหลักตามโรดแม็ปนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน

ถึงตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญ กติกาใหม่ของประเทศไทยก็ยังส่อแววยืดเยื้อ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดนตีตกตั้งแต่ในชั้นของสภาปฏิรูปฯ

ด้วยปฏิบัติการของ สปช.เสียงใหญ่ทำแท้งกันเอง

ที่สำคัญ โดยรูปการณ์เคลื่อนไหวของ สปช.สายที่วิ่งล็อบบี้เสียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ ก็ยังมีการโยงกับขุมอำนาจ คสช.ที่ส่งสัญญาณให้ล้มกระดานเพื่อไปเริ่มต้นกันใหม่

ตามเหลี่ยมทอดเวลาอำนาจพิเศษออกไป

และถึงนาทีนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีหลัก ประกันว่าจะออกมารูปร่างหน้าตาอย่างไร ได้ใช้หรือไม่ ตามบรรยากาศที่ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะนักการเมืองที่โห่ฮาใส่ตลอดเวลา

แนวโน้มฝ่าด่านประชามติเหนื่อยแน่

โดยเฉพาะถ้ามองไปถึงพัฒนาการในการสร้างความปรองดอง ที่เห็นผลแค่หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ คสช.เข้ายึดอำนาจจากฝ่ายการเมือง

สลายฉากการเผชิญหน้า ทำให้วิกฤติความขัดแย้งเบาลงชั่วขณะ

แต่ถึงวันนี้ ตามรูปการณ์ที่สัมผัสบรรยากาศได้ ดีกรีความแตกแยกในหมู่ขั้วขัดแย้งยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกกดไว้ภายใต้อำนาจพิเศษ และหัวเชื้อพร้อมปะทุขึ้นมาใหม่ในทันทีที่ คสช.อ่อนแรง

สรุปเลยว่า ภารกิจอันเป็นหัวใจหลักของการยึดอำนาจยังไม่คืบหน้าในขณะที่อาการ “สนิมเนื้อใน” ยังทำให้รวนไปถึงสถานการณ์การบริหารของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะการประคองภาวะความยากลำบากทางด้านเศรษฐกิจ

แบบที่เห็น กว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจผ่าทางตัน ด้วยการตัดสินใจ “หักดิบ” ดึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ โละ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเก่า ออกจากเก้าอี้

ก็รอจนความมั่นใจของนักลงทุนแทบไม่หลงเหลือ

นั่นก็เพราะติดตรงที่สถานะเบื้องหลัง “หม่อมอุ๋ย” เป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเครือข่าย “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” ต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่พักใหญ่

และในจังหวะที่เกิดภาวะหลุมดำการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสถานการณ์มันก็มีปมที่ตอกย้ำซ้ำเข้าไปอีก ทั้งการจัดอันดับประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “เทียร์ 3” จากปัญหาการค้ามนุษย์ ไหนจะโดน “ธงแดง” เรื่องมาตรฐานทางการบิน ซึ่งล้วนแล้วแต่กดทับเศรษฐกิจที่ยากๆให้หนักเข้าไปใหญ่

ถึงตอนนี้งานหินเลยตกอยู่กับนายสมคิดที่ต้องวิ่งสู้ฟัด ลากเดิมพันรัฐบาลทหาร คสช.ในการประคองสถานการณ์ไม่ให้ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

เพราะถ้าถึงอารมณ์นั้น มันจะกระตุกแรงต้านไปสู่จุดอันตราย

โดยเฉพาะในอาการที่ “สนิมเนื้อใน” ได้ลามไปเกาะภาวะด้านความมั่นคง ทั้งๆที่ว่ากันว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักของรัฐบาลทหาร ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ตามภาพ “เชิงซ้อน” ที่เกิดจากปมร้อนทุจริตชักหัวคิวโครงการอุทยานราชภักดิ์

ที่คนภายนอกได้เห็นคิว “หักเหลี่ยม” กันเองในหมู่ท็อปบูตหลายจังหวะ

โฟกัสจากตัวละครเอกตามท้องเรื่องคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ยอมรับเองเลยว่า มีการเรียกรับค่าหัวคิวในการก่อสร้าง

โดยสถานการณ์ที่เหมือนจะ “หนีไม่ออก” จากการที่นายทหารคนสนิทยศพันเอกได้หนีออกนอกประเทศ และนายทหารยศพลตรีที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ก่อนโดนออกหมายจับทั้งสองคน

แต่ผลจากนั้นก็ลุกลามบานปลาย แบบที่ว่าประกาศเขตทหารห้ามเข้า ก็ยังเอาไม่อยู่

ตามปรากฏการณ์ที่คนนอกดูแล้วก็แปร่งๆ กับการที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลสอบคณะกรรมการชุดของกองทัพบก ยืนยันไม่มีการทุจริตเฉพาะในส่วนของกองทัพบก

แต่โยนเรื่องการชักหัวคิวให้ไปถาม พล.อ.อุดมเดชเอง

นั่นก็ทำให้กระแสโยงไปถึงอาการเหยียบตาปลากันมาตั้งแต่ช่วงการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ อาการทางใจระหว่าง พล.อ.ธีรชัยกับ พล.อ.อุดมเดช มีมาตลอดซึ่งก็ฟ้องด้วยภาพที่ พล.อ.ธีรชัยได้จัดการปรับเปลี่ยนโผโยกย้าย แม้กระทั่งภูมิทัศน์ในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถูกดำเนินการในยุคของ พล.อ.อุดมเดชใหม่ทั้งหมด

จนพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตรต้องบอกให้ พล.อ.ธีรชัยใจเย็นๆ

ไม่ใช่แค่คิวของ พล.อ.ธีรชัยเท่านั้น สถานการณ์ยังมาถึงคิวของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์เป็นเชิงยอมรับว่ามีการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์แน่ ภายหลังการเข้าพบของนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.

สร้างความไม่พอใจให้ พล.อ.อุดมเดช ถึงกับทวงทักเรื่องความเหมาะสมในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ

และก็เหมือนกันกับคิวของ พล.อ.ธีรชัย ตามกระแสย้อนโยงไปถึงปมอดีตที่ พล.อ.อุดมเดชกับ พล.อ.ไพบูลย์เคยเป็นคู่แคนดิเดตชิงเก้าอี้จ่าฝูงทัพบกกันมา

อาการกินใจในหมู่ท็อปบูต มันสะท้อนถึงภาวะสนิมเนื้อในของฝ่ายคุมเกมความมั่นคง

กลายเป็นแรงกระเพื่อมจากด้านในที่ส่งผลมากกว่าแรงเสียดทานจากฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่เครือข่ายนักศึกษา

เล่นเอา “เรือแป๊ะ” ทำท่าจะเกยตื้นง่ายๆ

ทั้งหมดทั้งปวง เมื่อประเมินภาวะ “สนิมในอำนาจ” ที่กระทบภารกิจหลักในการร่างรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป เพิ่มความยากลำบากในการประคองสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สำคัญกว่านั้นคือการบ่อนเซาะทำลายความปึ้กในเสถียรภาพด้านความมั่นคง

ในเครื่องหมายคำถาม ถ้าประเมินสถานการณ์ในรอบปี 2558 เทียบกับภารกิจเป้าหมายของรัฐบาล คสช.

คำตอบที่ได้ทำให้ทีมของเราต้อง “ถอนหายใจลึกมาก”

จากความหวังที่ประชาชนคนไทย วาดฝันรัฐบาลทหาร คสช.จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่บรรเจิดจ้าในช่วงแรกของการยึดอำนาจ

กลายเป็นอารมณ์โหวงเหวงว้าเหว่ เข้ามาแทนที่.

“ทีมการเมือง”