ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577558

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 07:44 น.

ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกฐานเสียงที่ เข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งคือการผนึกกำลังระหว่าง สส. สก. สข. ในพื้นที่ แต่ทว่าการเลือกตั้งรอบนี้หลายพื้นที่ถูกกระแสดูด ทั้งอดีต สส. และ สก.บางส่วนย้ายไปสังกัดพรรคอื่น จนคาดการณ์กันว่าอาจส่งผลต่อเก้าอี้โดยรวม

สรรเสริญ สมะลาภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. ประเมินว่า การที่ สส. สก.ของพรรคย้ายออกไปนั้นย่อมมีผล กระทบต่อการเลือกตั้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนหนึ่งอดีต สส.ที่ย้ายออกไปก็ไม่กลับมาลงเลือกตั้ง ขณะที่ สก.ที่ย้ายไปแล้วมาลงแข่งก็เป็นไปได้ว่าจะตัดคะแนนบ้างแต่ไม่เยอะ

“สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นแล้วกลับมาลงแข่งกับอดีต สส.ของประชาธิปัตย์นั้น จะเห็นว่าช่วงที่อยู่ในตำแหน่งทั้งคู่ก็ทำงานและมีผลงานร่วมกัน ซึ่งก็เป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า สก.ที่เขาย้ายไป เขาทำงานในพื้นที่เพราะมีพรรคหนุนหลัง ไม่อย่างงั้นก็ทำงานไม่ได้ ต่อให้ย้ายพรรคไปก็ไม่ใช่ผลงานส่วนบุคคล ดังนั้นอาจจะตัดคะแนนเราบ้าง แต่ไม่ได้ดึงไปเยอะจนทำให้เราแพ้”

รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ มั่นใจว่า ในส่วนของพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นเขตของอดีต สส.ของพรรคอยู่นั้นจะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งได้ทุกเขต เพราะหากพิจารณาจากช่องว่างความห่างของคะแนนอย่างเขตที่เคยชนะพรรคเพื่อไทย 5,000 คะแนน ก็น่าจะยังพอรับมือไหว

สำหรับ สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นมีทั้งหมด 13 คน  ส่วนใหญ่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 5 คน ภูมิใจไทย 4 คน เพื่อไทย 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พลังท้องถิ่นไท 1 คน ส่วนอีกหนึ่งคน พีรพล กนกวลัย สก.เขตพญาไท ลาออกจากพรรคไปแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวว่าไปอยู่พรรคไหน

ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายเขตจะพบว่า เขตที่ สก.ย้ายออกไปพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง น่าจะชนะ ทั้งเขตที่ สก.ย้ายไปพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นเขตที่ประชาธิปัตย์แข็งแรง เช่น เขตพระนคร หรือในส่วนที่ สก.ย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น่าแพ้

สรรเสริญ มองว่า จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 33 เขต ประชาธิปัตย์ชนะ 23 เขต แต่ครั้งนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ประเมินแล้วประชาธิปัตย์ไม่น่าจะได้น้อยกว่า 24 เขต ซึ่งหากดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าได้เพิ่ม สส.แค่คนเดียว แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะหากมองจากจำนวนเขตที่แพ้ คราวที่แล้วแพ้ 10 เขต คราวนี้น่าจะแพ้เหลือเพียงแค่ 6 เขต

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะ ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ลงแข่งหลายเขต แต่ก็ เชื่อว่ามีโอกาส เพราะปัจจัยที่จะชี้ขาดแพ้ชนะ ไม่ได้ดูแค่หน้าเก่า หน้าใหม่อย่างเดียว แต่จะ ต้องดูแรงสนับสนุนในพื้นที่ หมายถึงคะแนนเก่าที่มีอยู่ กระแสพรรค กระแสหัวหน้าพรรค นโยบายพรรค ตัวผู้สมัครก็มีผลเยอะ ถ้าเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถจะมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ก็ได้รับเลือกตั้ง

“พูดง่ายๆ ว่ามันมีหลายตลาด ไม่ใช่เรื่องของพรรคอย่างเดียว หัวหน้าพรรคอย่างเดียว หรือนโยบาย ตัวผู้สมัคร การทำประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย แต่อีกด้านการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานก็ต้องทำงาน หนักให้ประชาชนมั่นใจว่าเขามาทำประโยชน์ให้ได้ มีเหตุผลที่ประชาชนฟังแล้วน่าเชื่อถือ”

ยกตัวอย่าง เขต หมอเอ้ก-คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตบางซื่อเต็มและดุสิตครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยากด้วยหลายปัจจัย ทั้งเป็นพื้นที่ของ ชัชวาลย์ คงอุดม หรือ ชัช เตาปูน และ ชื่นชอบ คงอุดม ลูกชายที่เคยเป็นอดีต สส.ของพรรคก็ย้ายออกไป แม้ครั้งนี้ จะไม่ลงสมัคร แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้

ประเมินแล้ว 4 เขตที่ถือว่ายากที่สุดในพื้นที่ กทม.สำหรับประชาธิปัตย์ ได้แก่ ดอนเมือง สายไหม บางเขน และลาดกระบัง ซึ่งยุทธศาสตร์จะต้องช่วยกันระดมคนในพรรคไปลงพื้นที่หาเสียง จากประสบการณ์การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ทั้งเขตดอนเมือง ของ แทนคุณ จิตต์อิสระ และบึงกุ่ม ของ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งตอนแรกประชาธิปัตย์ไม่ชนะ แต่เมื่อระดมคนไปช่วยสุดท้ายก็กลับมาเอาชนะได้

การลงพื้นที่ก็ต้องขอความร่วมมือแฟนคลับ ประชาชนที่ศรัทธาในพรรค ไม่ใช่แค่ขอคะแนนเฉยๆ แต่ต้องให้เขาไปบอกต่อข้างบ้าน ข้างซอย คนที่ทำงาน ให้ช่วยกระจายอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนตัวผู้สมัครก็ต้องขยันพบพี่น้องประชาชน พูดให้เขาเชื่อว่าตัวเขาและพรรคจะทำประโยชน์ให้ พี่น้องประชาชนได้ยังไง

โดยพื้นที่ดอนเมืองครั้งนี้ได้ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ลงพื้นที่ทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านมา 3 ปี ถือเป็นคนใจถึง พึ่งได้ของชาวบ้านอย่างเต็มที่ ซึ่งแม้จะเป็นเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชนะไม่ได้ ส่วนเขตที่ยากน้อยลงมาก็เช่นเขตหลักสี่เต็มเขตและจตุจักรครึ่งหนึ่ง ก็ส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ลงสมัคร ซึ่งต้องลงพื้นที่ทุกวันเช้ายันเย็น เคาะประตูทุกบ้าน

สรรเสริญ อธิบายว่า การหาเสียงในปัจจุบันต้องใช้หลายอย่างประกอบกัน บางคนเสพ โซเชียลมีเดีย บางคนดูหนังสือพิมพ์ บางคนดูทีวี บางคนดูว่าคนนี้มีผลงานอะไรในเขต บางคนขอให้มีความคุ้นเคยกับผู้สมัคร ซึ่งต้องใช้หลายปัจจัย ส่วนโซเชียลมีเดียที่ว่ากันว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารสำคัญในการหาเสียงครั้งนี้ จะใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นฐาน โดยมีคนติดตามเวลานี้ 1 ล้านคน เฉพาะ กทม.ประมาณ 6 แสนคน

“ผมก็จะแชร์เพจว่าที่ผู้สมัครของ กทม.ทุกคนออกไป และจะมีเฟซบุ๊กพรรค คอยมอนิเตอร์ถ้าโพสต์ไหนเป็นที่นิยมก็จะเอาไปแชร์ต่ออีกรอบ ใช้เฟซบุ๊กเป็นหลัก ส่วนโซเชียลอย่างอื่นก็เป็นยุทธวิธีของแต่ละคนอย่าง ดร.รัชดา ธนาดิเรก เขาก็เปิดไลน์กรุ๊ปของเขา หรือบางคนอาจจะบอกว่าลงพื้นที่ไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก ก็เป็นสิทธิของเขา”

ที่ผ่านมาอย่างนโยบายพรรคที่สำคัญก็ลองทดสอบนำไปโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวก็เห็นว่ามีกระแสตอบรับ หรือช่องทางอื่นอย่างป้ายหาเสียงก็มีดีไซน์ใหม่ ทันสมัย มีออปชั่นให้เลือก มีรูปหัวหน้าหรือไม่มีรูปหัวหน้า ขณะที่เพลงก็มีการปรับเปลี่ยน มีหลายเวอร์ชั่นสำหรับแฟนพันธุ์แท้หรือคนรุ่นใหม่ เพราะการเลือกตั้งมีหลายตลาด ต้องจับให้ได้ทุกตลาด

ในแง่นโยบายของพรรค สำหรับคน กทม. เวลานี้กำลังดูจังหวะในการประกาศให้ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะเป็นนโยบายที่เข้าใจชีวิตคน กทม. เพราะเรากลั่นกรองมาจากอดีต สส.หลายคน อาจจะดูไม่ไฮเทค ไม่หวือหวา แต่นี่คือชีวิตจริงของคน กทม.  ซึ่งจะแบ่งเป็นส่วนแรก แพ็กเกจใหญ่ 4 ด้าน และจะมีรายละเอียดปลีกย่อยรวมประมาณ 10 ข้อ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้ยังหาเสียงได้ไม่เต็มที่ ทำได้แค่ไปแนะนำตัว ซึ่งทุกพรรคก็ประสบปัญหาตรงนี้เหมือนกันหมด แต่หากไม่กำหนดวันเลือกตั้งให้เร็ว ยิ่งช้าเท่าไร พรรครัฐบาล พรรคทหารจะยิ่งแย่ เพราะชาวบ้านเขาก็จะมองว่าเล่นเกมอะไรกัน  อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งอะไรก็มีโอกาสทั้งนั้น  เพราะจริงๆ แล้วไม่สามารถพูดแทนประชาชนทุกคน แต่พูดได้จากข้อมูลสถิติในอดีต และลงสนามเลือกตั้งกี่ครั้งก็ต้องไม่ประมาท เป็นธรรมชาติของเราอยู่แล้ว แม้จะเป็น สส.มากี่สมัย แต่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หาเสียงก็เทกันหมดตัว หมดแรงทุกคน

สรรเสริญ อธิบายถึงการเตรียมตัวของ ผู้สมัครหน้าใหม่ว่า ที่ผ่านมาได้เรียกเฉพาะผู้สมัครใหม่เข้ามาพูดคุย เพราะเขาจะมีคำถามเยอะ โดยเฉพาะอะไรทำได้ ไม่ได้ รวมไปถึงอธิบายการฟอร์มทีมหาเสียงพบประชาชนว่าทำยังไงให้ได้คะแนน แต่ละเขตจะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย เช่น เขตของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท” จะมี องอาจ  คล้ามไพบูลย์ และ ชนินทร์ รุ่งแสง ช่วยดู

เขต ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ส่วนตัวก็จะไปช่วยดูเพราะเป็นเขตเก่าในบางส่วน และมี สก.ช่วยดูอีกด้วย ส่วนเขตหมอเอ้ก มี พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นพี่เลี้ยง  เขตของ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ก็มี พนิช วิกิตเศรษฐ์ บิดา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมช่วยดูแล  หรือ รัฐพงศ์ ระหงษ์ ที่ลงเขตบางเขน ก็มี น.ต.สุธรรม ระหงษ์ บิดา ช่วยดู

“เวลาไปอธิบายให้ผู้สมัครใหม่ฟัง หลักๆ ก็คือผมจะทำให้ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมด เอาแผนที่เขตมากางพล็อตตรงไหนเป็นอะไร ตรงนี้ชุมชน ตรงนี้หมู่บ้าน ตรงนี้ตึกแถว ตรงนี้ออฟฟิศ ยุทธวิธี เราจะใช้อะไรในกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ คอนโดเจอเขายากก็ต้องเอาสื่อไปเสียบ ตึกแถว เดินพบ หมู่บ้านก็ต้องใช้รถแห่ ทำเป็นวิทยาศาสตร์หมด ครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนวิธีการพบประชาชนก็เป็นแนวทางให้เขา แต่ละคนก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้เขาเอาแนวทางไปแอพพลายของเขาเอง”

สรรเสริญ กล่าวว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็คอยดูอยู่ อย่างเวลาไปช่วยหาเสียงกับผู้สมัครใหม่ ก็จะคอยบอกว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร อันไหนชม อันไหนต้องปรับ ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นคนละเอียดมาก สังเกตสไตล์การหาเสียงของผู้สมัครแต่ละคน

ส่วนฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกตั้งครั้งนี้จะมีถึง 7 ล้านคนทั่วประเทศ เฉพาะ กทม. 1 ล้านคน หากคำนวณต่อเขตก็ตกประมาณเขตละ 3 หมื่นคน ตรงนี้จะมีทีมพิเศษไปคอยเจาะเฉพาะวัยรุ่น  อย่างอดีต สส.บางคนที่เดิม ไม่ได้สัมผัสกับวัยรุ่นเลยก็ต้องปรับตัว ต้องเจอวัยรุ่นบ้าง อย่างตนเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะอายุ 50 ปีแล้ว

แต่โดยหลักๆ เลย จะมีทีมจรยุทธ์เป็นทีม New Dem ไปตามจุดต่างๆ ซึ่งเขาจะรู้แหล่ง วัยรุ่นไปที่ไหนกันเยอะพวกเราก็จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าคนที่นำทีมได้ดีที่สุดคือ ปลื้ม-สุรบถ หลีกภัย ลูกชายท่านชวน หลีกภัย ซึ่งการสื่อสารของเขากับวัยรุ่นทำได้ดี ต่อไปก็จะไปกำหนดจุดว่าจะไปจุดไหน อย่างไร

“ทั้งหมดเชื่อว่าเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์น่าจะได้อย่างน้อย 24 เขตขึ้นไป ส่วนอีก 6 เขต ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ต้องทำงานหนักขึ้น” สรรเสริญ กล่าว

ชงทำงานที่บ้าน-งดเดินทางหนีฝุ่นพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577276

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 11:10 น.

ชงทำงานที่บ้าน-งดเดินทางหนีฝุ่นพิษ

อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเสนอขอความร่วมมือรัฐ-เอกชน ให้ข้าราชการ-พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อเลี่ยงฝุ่นละออง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองปกคลุมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ยังคงร่วมประชุมเพื่อทบทวนและออกมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ต้นเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 มาจากการจราจรที่ติดขัดและปล่อยควันดำออกมา จึงมีข้อเสนอจากนักวิชาการให้มีกำหนดการใช้รถเป็นวันเลขคู่เลขคี่ตามเลขทะเบียนรถ เพื่อลดจำนวนการใช้รถยนต์ แต่ถ้ามีผลบังคับใช้ทันทีก็ย่อมมีคนท้วงติง เพราะกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน คือ ให้ข้าราชการ พนักงาน ทำงานที่บ้าน เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ทำงานก็สามารถส่งงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ให้เหมือนเป็นยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยเรื่องดังกล่าวจะมีการเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในการประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองต่อไป

สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ช่วง 1-2 วันจากนี้ ฝุ่นละอองจะลดลง แต่จะต้องเฝ้าระวังอีกครั้งวันที่ 18 ม.ค. เพราะจะมีความกดอากาศสูงเข้ามา ส่งผลให้อากาศมีความชื้น ฝุ่นจะกลับมาอีก

วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ในฐานะเป็นประธานการประชุม กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 มาจากการจราจรเป็นหลัก โดยเป็นรถยนต์ดีเซลที่ปล่อยควันดำเพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งมลพิษเหล่านี้มีเท่าเดิม แต่ในช่วงนี้อากาศไม่เอื้ออำนวยทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นจนเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือกันตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2561 โดยดำเนินการมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองผ่านเว็บไซด์ http://www.air4thai.pcd.go.th และแอพพลิเคชั่น Air4Thai นอกจากนี้ยังประสานไปยัง กทม. เพื่อเพิ่มความถี่ในการกวาดล้างทำความสะอาดถนนและฉีดพ่นน้ำในอากาศ รวมทั้งมีการกำชับในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนนี้

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม คือ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ หลายๆ คนจึงหาหน้ากาก N95 มาใช้ แม้จะป้องกันได้ 90% แต่ต้องใส่ให้แน่นมากจะอึดอัด ถ้าใส่แล้วสบายดีแสดงว่าไม่ถูกวิธี บางคนใส่ไม่เกิน 20 นาทีก็ทนไม่ไหว สุดท้ายต้องถอดออก ดังนั้นการใช้ N95 ประชาชนต้องศึกษาการใช้งานอย่างถูกวิธี หรือเลือกใส่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การเดินอยู่ริมถนน เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาสามารถนำมาใช้ได้ เพียงแต่ใส่ทิชชู่ไปอีก 2-3 ชั้นก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการตรวจสอบสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง เส้นเลือดตีบ ไม่พบว่ามีผู้ป่วยมากขึ้นกว่าปีก่อน และบางโรคมีผู้ป่วยจำนวนลดลง ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นละอองในขณะนี้จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการกองบังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า การตั้งด่านสามารถจับรถควันดำเกินมาตรฐานได้ 651 คัน สำหรับรถเล็กจะติดสติ๊กเกอร์ห้ามใช้ชั่วคราว 30 วัน ส่วนรถบรรทุก 6 ล้อจะฉีดสเปรย์ข้างรถ โดยรถที่ผิดกฎหมายจะต้องปรับเปลี่ยนและผ่านการตรวจวัดสภาพอีกครั้งจึงจะสามารถนำมาใช้ได้ตามปกติ นอกจากนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามจอดรถยนต์ในถนนสายหลัก 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะตามร้านอาหารข้างทางที่มักจะมีรถยนต์จอดเป็นประจำ

“ลดใช้รถส่วนตัว” ไม่เสี่ยงฝุ่นพิษ เลี่ยงปัญหาสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577182

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 11:47 น.

"ลดใช้รถส่วนตัว" ไม่เสี่ยงฝุ่นพิษ เลี่ยงปัญหาสุขภาพ

นักวิชาการแนะการลดใช้รถยนต์ในเมืองหลวงเป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน เริ่มทำลายสุขภาพประชาชนและกำลังขยายวงกว้างกระทบกับสุขภาพคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนกำลังแก้ปัญหา จนมาสู่เวที “จุฬาฯ ฝ่าวิกฤต รับมือฝุ่น PM 2.5” เพื่อหาทางออกปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มี 2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 หรือฝุ่นจิ๋ว คือ 1.การเผาไหม้ เช่น คมนาคม ภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม ฯลฯ และ 2.ปัจจัยธรรมชาติ ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้และกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับปัจจัยธรรมชาติ คือเรื่องของ “สภาพอากาศปิด” ที่เราไม่สามารถควบคุมจัดการได้ รวมถึงสภาพอากาศที่ปิดจึงเกิดเป็นวิกฤต ทำให้ไม่สามารถระบายในทิศทางแนวดิ่งได้ เนื่องจากสภาพเมืองที่มีตึกสูงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้การระบายของอากาศไม่สะดวก

ยอมรับว่าเรื่องของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นเรื่องเกิดขึ้นมานานแล้วสาเหตุจราจร เผาไหม้ สภาพอากาศปิด แต่เราเพิ่งมาให้ความสนใจกับปัญหานี้ ผนวกกับหลักฐานในการตรวจเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราตื่นตัวกับปัญหาฝุ่นละอองขึ้นมา มาตรการทางออกควรมีมาตรการล่วงหน้า เนื่องจากต้องใช้เวลานาน ถ้ารถยนต์ 10 ล้านคันออกจากกรุงเทพฯ ปัญหาฝุ่นละอองอาจลดลงรวดเร็วเหมือนช่วงปีใหม่”ศิริมา กล่าว

ศิริมา ระบุด้วยว่า การทำฝนเทียมสามารถช่วยได้แต่ต้องอาศัยความชื้น ส่วนการใช้เครื่องฉีดน้ำต้องฉีดให้เป็นละอองฝอยที่เล็กกว่าฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ทั้งนี้หากต้องการให้ฝุ่น 60 ไมครอนลดลงเหลือ 50 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพฯ 50 เขต ต้องใช้เครื่องฉีดน้ำ 3 หมื่นตัวพร้อมกันจึงจะลดปริมาณฝุ่นละอองลงได้

กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ อธิบายว่า ข้อถกเถียงที่ว่าโรงไฟฟ้าเป็นต้นกำเนิดฝุ่นละอองอาจไม่ใช่ขนาดนั้นทั้งหมด ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ใช้กระบวนการเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นหลัก มีผลกระทบเรื่องฝุ่นละอองไม่มาก ต่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่พบมากและอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่กลุ่ม “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ที่ดำเนินการโดยการเผาไหม้ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากควรมีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายอยู่จำนวนมากต้องมีการเข้าไปตรวจสอบว่ามีการดักจับฝุ่นด้วยหรือไม่

มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ ระบุว่า ภาคการขนส่งมีผลกระทบต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่บรรยากาศช่วงนี้ตรงกับช่วงสภาพอากาศปิด ผสมกับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเก่ามาก ยิ่งเฉพาะกลุ่มรถเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดฝุ่นละอองได้

การแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น เช่น ในยุโรป ที่พยายามยกมาตรฐานให้สูงขึ้น ถึงน้ำมันยูโร 5-6 แต่ประเทศไทยอยู่ที่ ยูโร 4 เท่านั้น คาดว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเปลี่ยนแปลงเหมือนยุโรป แต่สิ่งที่ภาครัฐทำได้คือรณรงค์ให้ประชาชนเดิน ขี่รถจักรยาน ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะ โดยสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ออกมาตรการที่ส่งเสริมเกิดการใช้ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ธ.ค.-ม.ค.ของทุกปีจะเกิดปัญหาแบบเดิม

ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายกับรถควันดำไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอย่างจริงจัง แม้จะจับปรับ แต่ยังไม่มีมาตรการระยะยาวมาแก้ไข เรื่องการลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อลดปัญหาการเผาไหม้ลงได้ก็ไม่คืบหน้า แล้วเราจะทำอย่างไร ปัจจุบันการรณรงค์เรื่องการใช้บริการระบบรางที่มีอยู่อาจยังไม่สมบูรณ์ต้องเชื่อมโยงให้ครอบคลุม ส่วนระบบขนส่งทางรถเมล์พบว่ายังไม่น่าใช้บริการ ที่สำคัญรถเมล์ก็มีปัญหาเรื่องการเผาไหม้อย่างมาก ต้นตอทำให้เกิดฝุ่นละออง ทั้งนี้ มาตรการให้หยุดเรียนถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็กวัยเรียน

นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านวิจัย จุฬาฯ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงผลกระทบทางสุขภาพว่า ระยะสั้นจะเกิดอาการแสบ เคือง แดง ผื่น คัน เจ็บคอ ไอ ระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ เสี่ยงต่อปอดอักเสบอย่างมาก ฝุ่นจะเข้าไปทำลายระบบภูมิป้องกันของทางเดินหายใจ ทำลายสายพันธุกรรมของเซลล์ หากระบบซ่อมแซมผิดพลาดจะเกิดเป็นมะเร็งได้ ที่น่าห่วงคือกลุ่มทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อเรื่องการพัฒนาการทางสมอง ปอด ของทารกได้เช่นกัน

“หมอธี” กวาดบ้านกระทรวง ศธ.ยุคนี้ขาวสะอาดที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576926

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 07:24 น.

"หมอธี" กวาดบ้านกระทรวง ศธ.ยุคนี้ขาวสะอาดที่สุด

เปิดใจ “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กับเป้าหมายในการสะสางปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ข่าวการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตามที่คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ.ได้ออกมาสรุปตัวเลขการแก้ไขปัญหาทุจริต 10 หน่วยงานในสังกัด ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเดือน ส.ค. 2558-พ.ย. 2561 มีคดีทุจริตรวม 631 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 365 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 266 เรื่อง

ตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจทำให้เกิดคำถามในสังคมมากมาย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงครู หน่วยงานที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นด่านแรกในการชี้เป็นชี้ตายอนาคตของชาติในฐานะที่ให้ความรู้สั่งสอนเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงในรั้วมหาวิทยาลัย

โพสต์ทูเดย์มีโอกาสได้พูดคุยกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.และในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ. เพื่อไขความกระจ่างในเรื่องนี้

เมื่อเริ่มต้นด้วยคำถามสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นใน ศธ.ในยุคนี้กันแน่ รมว.ศธ.ท่านนี้ก็เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า โดยสถิติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ศธ.มักจะมีตัวเลขร้องเรียนเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ตัวเลขที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่งเกิดในช่วงประมาณ 2 ปี ที่ได้มารับตำแหน่ง

“เมื่อมาเอาจริงเอาจังช่วงนี้ เรื่องจึงโผล่ขึ้นมาเยอะ เช่น กรณีกองทุนเสมาที่หลังจากสอบสวนตอนนี้เสร็จแล้วก็ทราบว่าโกงโดยบุคคลแค่ไม่กี่คนที่อยู่ระดับล่าง โกงกันมานานนับ 10 ปี แต่ก็เพิ่งมาจับได้ แล้วดำเนินการเด็ดขาดและรวดเร็วในช่วงนี้ เรื่องอินเทอร์เน็ตเด็กที่ไม่มีความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งก็กินเวลานับ 10 ปีเช่นกัน หลายเรื่องก็ยังค้างอยู่ เรื่องที่เป็นที่ติดตามอย่างโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรืออควาเรียมหอยสังข์ ก็เช่นกัน

…ที่พบว่า เกิดในยุคนี้มีแต่เรื่องเล็กๆ เช่น อาหารกลางวัน เรื่องเด็กผีที่ทำกันมานาน ทุกวันนี้อาจจะมีคนแอบทำอยู่แต่คิดว่าคงจะไม่ค่อยกล้า เพราะว่าพวกฝ่ายตรวจสอบในระดับนโยบายและพวกที่ลงไปตรวจสอบและประชาชนเขาไม่เอาด้วย ข่าวเรื่องทุจริตจึงเป็นเรื่องที่ผมดีใจที่มีประชาชนสนใจ แต่จะบอกว่าอย่าตกใจ อยากให้มองใหม่ว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลและพวกผมเอาจริงเอาจัง” รมว.ศธ. กล่าว

ปัญหาการทุจริตใน ศธ. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ใหม่หรือเก่า ต่างก็เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะนอกจากนับเป็นการปล้นประเทศแล้ว ยังถือว่าเป็นการทำลายโอกาสเด็ก อย่างกรณีโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ศธ. หรือ MOENet ที่พบความไม่ชอบมาพากล เรื่องค่าบริการแพง แต่ประสิทธิภาพของการใช้งานค่อนข้างต่ำ จนมีการสั่งยกเลิกโครงข่ายดังกล่าวไปแล้วและหันไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของเอกชนที่ใช้งบประมาณเพียง 1 ใน 3 ของโครงข่ายเดิม

“ทั้งหมดที่จะบอกคือการที่ฝ่ายบริหารไม่เอาจริงเอาจัง เพราะไม่ใช่ว่ากฎเกณฑ์ไม่ดี แต่ตรวจสอบแล้วลูบหน้าปะจมูกใช้เวลาตรวจสอบกันนานเหลือเกินในแต่ละเรื่อง อย่างเรื่องอควาเรียมนี่ใครๆ ก็รู้ว่ามันมีปัญหาแต่ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบจริงๆ เรื่องฟุตซอลนี่สืบข้อเท็จจริงกันมา 5 ปีมาเสร็จยุคผม ตอนผมเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เคยถามว่าทำกันไปได้แค่ไหน ก็ได้คำตอบว่าเสร็จ 5% จนต้องแซวว่า ถ้า 5 ปีเสร็จ 5% ถ้าจะให้เสร็จ 100% ต้องใช้เวลากี่ปี อันนี้สืบนะ เรื่องพวกนี้มันจะมีขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้วค่อยสอบวินัย แต่ละขั้นตอนเมื่อก่อนใช้เวลาเป็นปี ยื้อกันดึงกันไป เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหมดของประเทศเราก็คือการที่คนไม่ทำหน้าที่” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้การสะสางเรื่องทุจริตใน ศธ.ดำเนินการไปได้อย่างรวดเร็วก็คือ ความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ผมคิดว่าเราทำได้มากกว่ายุคอื่นๆ เพราะตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี ระดับรัฐมนตรีและทีมงาน ทำงานเข้าขากันได้ดี ในอดีตทีมงานและรัฐมนตรีอาจจะไม่เข้าขากัน แต่ทีมงานผมนี่ชัดเจนอย่าง พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ลงพื้นที่เต็มที่ ม.ล.ปริยดา ดิศกุล เลขานุการ รมว.ศธ. ก็มีสายสืบเยอะ

ฉะนั้นทีมงานเราเข้มแข็ง ถ้าเราดำเนินการทางกฎหมายมันก็จะเดินหน้า และต้องไม่ลูบหน้าปะจมูก ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าเมื่อก่อนหัวหน้าเขาไม่เอากับเราด้วย ช่วยลูกน้องแล้วยื้อหรือบางทีก็เอาด้วยกับลูกน้องนี่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำในวันนี้คือทำให้นิติธรรม ธรรมาภิบาลเกิดขึ้น โดยที่ทุกคนเข้าร่วม พอประชาชนมั่นใจขึ้น ทุกวันนี้ผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย พอมีสักเคสดังขึ้นมา ก็มีคนร้องเรียน แจ้งเบาะแสมากมาย”

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ทุกวันนี้ใช้สำนักงานปลัด ซึ่งเป็นกลางพอสมควร เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในผลประโยชน์มากนัก แต่ถ้านิติกรอยู่ในองค์กรบางทีเราไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใคร ใครช่วยใครอยู่ ดังนั้น ต้องทำทุกอย่างตามกฎหมาย ฝ่ายถูกกล่าวหาก็ต้องมีโอกาสชี้แจง ตอนนี้สำนักนิติการของ ศธ.ทำงานกันหนักมาก ปลัด ศธ.ก็หาคนมาให้อีก 8 คน โดยโอนจากตำแหน่งอื่นมาก็เรียกว่าเป็นดีเอสไอประจำกระทรวง เพราะจะได้มีอำนาจเข้าไปสอบกรณีต่างๆ ของแต่ละหน่วยงาน

“2 ปีที่ผมเป็นรัฐมนตรี มีเงินเหลือจ่ายแต่ละปีหลายพันล้านซึ่งปกติเงินเหลือจ่ายอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี แต่ผมไม่มีโครงการอะไรที่จะนำงบประมาณที่เหลือไปใช้เลย คืนให้ครูหมด ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมสาธารณูปโภค จ่ายค่าสาธารณูปโภค ซ่อมบ้านพักครู คูปองครู ก็มาจากเงินเหลือจ่ายนี่แหละ ผมจึงมองว่านโยบายปราบทุจริตของเราเดินมาถูกทางแล้ว

ในอนาคตคนจะได้เห็นผลจากความเปลี่ยนแปลงจากที่เราได้ทำอยู่ มันจะออกดอกผลกว่าไปถึงลูกหลาน โรงเรียนมีความทันสมัยจะดีขึ้นนี่ใช้เวลา แต่ด้วยความภูมิใจ ผมสามารถบอกได้ว่า หลายอย่างมันเปลี่ยนไปจริงๆ เอาตั้งแต่เริ่มต้น ลองถามข้าราชการตั้งแต่เรื่องการบริหารบุคคลว่า รู้สึกว่าเปลี่ยนไปหรือไม่ ผมมั่นใจได้เลยว่ายุคนี้ขาวสะอาดที่สุดไม่มีใครวิ่งเต้นขึ้นตำแหน่งสูงๆ ไม่มีการต้องใช้เงิน ถ้าใช้ก็คือระดับล่างไปติดสินบนกันเอง คนทำงานมีความสุข ไม่มีนักการเมืองไปสั่งให้ทำโครงการต่างๆ” รมว.ศธ. กล่าว

กกต.ขอทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576826

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:28 น.

กกต.ขอทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง

“อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. ขอให้ทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง นำประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้วันเลือกตั้งตามโรดแมปเบื้องต้นซึ่งถูกกำหนดไว้ให้เป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะยังไม่ชัดเจนแน่นอนหน่วยงานที่ถูกจับจ้องในประเด็นนี้อย่างเลี่ยงไม่พ้น คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะความพร้อมต่อการจัดการเลือกตั้ง

“อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. ยืนยันผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า กกต.เตรียมการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชุดที่แล้ว เพราะถ้าจะนับกันจริงๆ ต้องถอยไปตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ประกาศออกมา

อิทธิพร กล่าวต่อว่า จึงเป็นหน้าที่อัตโนมัติต้องรีบดำเนินการและเตรียมการเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่วันเลือกตั้งในที่สุดที่จะมีขึ้น ดังนั้นเมื่อเวลาเหลือสั้น กกต.ทั้งชุดก่อนและปัจจุบันจึงเน้นเตรียมการในเรื่องของบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ ร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใกล้ครบถ้วนเหลือเพียงระเบียบอีกไม่กี่ฉบับ

สำหรับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ข้อมูลประชาชน ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังไม่เข้าใจเรื่องของบัตรเลือกตั้ง ฉะนั้นจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อหรือโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์

ขณะเดียวกันจะใช้เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่ง กกต.ชุดที่ผ่านมาทำไว้ เพื่อช่วยกระจายข่าวไปสู่ระดับชุมชนให้ได้มากที่สุด เพราะผลสำรวจเข้าใจว่าเป็นการทำในระดับเขตเมือง แต่เขตชนบทอาจจะมีความรู้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มาก หรืออาจมากในระดับหนึ่ง

“เรามีเครือข่ายระดับรากหญ้าจำนวนไม่น้อย และมีหน่วยงานศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยระดับตำบล เรามีหมดทุกตำบล 7,000 กว่าหน่วย ซึ่งมีหน้าที่ให้ข้อมูลการเลือกตั้ง เพื่อเตรียมประชาชนให้เข้าสู่การเลือกตั้ง และยอมรับว่าการประชาสัมพันธ์สำคัญที่สุดว่าทำอย่างไรให้เข้าใจถูกต้อง”

ส่วนพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.ในการให้ข้อมูล ชี้แจง สนับสนุนการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง เพื่อพัฒนาตนเองเป็นสถาบันการเมืองที่มีคุณค่า ซึ่งถือเป็นภาพใหญ่ แต่กฎหมายปัจจุบันต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะเขียนเช่นนี้ในทางปฏิบัติตีความออกมาจะทำได้หรือไม่

“เราทำมาตั้งแต่ กกต.ชุดที่แล้ว คือ จัดประชุมชี้แจงข้อมูลให้กับพรรคการเมืองชุดก่อน 1 ครั้ง และชุดใหม่ 2 ครั้ง และจะมีอีก 1 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง แต่จะดูว่ามีประเด็นอะไรต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพื่อให้ข้อมูลชัดเจนแก่พรรคการเมือง ได้ปฏิบัติถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทุกอย่าง กกต.ทำโดยเรียงลำดับความสำคัญเร่งด่วน เพื่อออกระเบียบต่างๆ ของ กกต. ทั้งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การสนับสนุนของรัฐให้พรรคการเมืองในการเลือกตั้ง การหาเสียงลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง รวมถึงการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรีบออก และสิ่งที่ กกต.ทำขณะนี้คือ ร่างที่ต้องทำให้เสร็จอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 11 ฉบับ รวมถึงการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

สำหรับเรื่องการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ อิทธิพร อธิบายคร่าวๆ ว่าต้องแจ้ง ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ควบคุม แต่ถ้าจะใช้ต้องบอกว่าใช้เมื่อไหร่ ช่องทางไหน เพื่อ กกต.จะได้รู้ว่าสมมติ พรรค ก. ใช้ช่วงนี้ ช่องทางนี้ อะไรก็ตามที่มาอ้างว่า พรรค ก. ใช้ ไม่ใช่พรรค ก. อาจเป็นพวกปลอม หรือเรื่องหาเสียงห้ามเลยเวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งหมดจะหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้องรวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ว่าทำได้อย่างไรบ้าง

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพรรคการเมืองต่อ กกต. โดยเฉพาะเวลาเรียกประชุมแต่เหมือนไม่ได้รับคำตอบใดๆ นั้น อิทธิพรยอมรับว่าที่ไม่ตอบทันที เพราะหากผิดพลาดไปอาจมีการอ้างกันผิดๆ ซึ่งการตอบคำถามที่ถูกต้องจริงๆ คือคำถามที่ตอบโดยตามมติ กกต. ส่วนเรื่องที่ทราบกันดีในการปฏิบัติหรือมติก่อนๆ กกต.ก็สามารถตอบชัดได้ แต่หลายเรื่องไม่สามารถตอบตามที่คิดได้ เพราะเป็นกฎหมายใหม่

“กกต.ก็เปรียบเสมือนนิติและตุลาการในตัวเอง หากตอบอะไรโดยไม่ศึกษาครบขั้นตอน ก็ไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้ง การเมือง จึงต้องถี่ถ้วนรอบคอบ มันมีมาตราที่เขียนไว้ใน พ.ร.ป.กกต. ว่ามีหน้าที่ต้องตอบคำถามพรรคการเมืองภายใน 30 วัน หากไม่แล้วถือว่าจงใจฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่อยากตอบอะไรไปจนเกิดความไขว้เขวและสับสน”

อิทธิพร มองว่า การเลือกตั้ง สส.ถือว่ามีความเข้มข้น เพราะเป็นสนามใหญ่และกว้างดังนั้นจะมีการจับสลากผู้ตรวจการเลือกตั้ง 606 คน ในช่วงเลือก สว. ให้ทำงานเลือกตั้ง สส. โดยเขย่าใหม่ เนื่องจากวิธีการเลือก สว.กับ สส.ต่างกัน จึงต้องจับชุดใหม่เพื่อมาฝึกอบรม

ประธาน กกต.ไม่ได้กังวลต่อการเลือกตั้งดุเดือด รวมถึงการถูกเชื่อมโยงว่าเอื้อต่อบางพรรค ถือเป็นเรื่องที่สาธารณะสามารถมีความเห็นได้ การชี้แจงพึงกระทำได้ก็กระทำ แต่ว่าการแก้ตัวหรือออกมาพูดโดยไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับฟังความเห็น ไม่ว่าจะเป็นเชิงอะไรก็ตาม

“หน้าที่สำคัญเมื่อมาทำงานตรงนี้และตระหนักดีถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ ก็ต้องทำให้เห็นว่าการทำงานของ กกต.แต่ละเรื่องยึดถือความเป็นกลาง ความเป็นองค์กรอิสระ การทำหน้าที่ของ 7 ท่าน แม้การตัดสินใจจะออกมาหลากหลาย หรือเป็นเอกฉันท์ แต่ไม่ได้เป็นการตัดสินใจโดยอำเภอใจ

หากตัดสินใจโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า ผมว่าปัญหาจะตกหนักอยู่กับเรา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เราคงไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือการใช้กฎหมายต้องเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักสากล แม้สิ่งที่ทำไปอาจจะไม่เป็นที่พอใจของทุกภาคส่วน การตัดสินใจอย่างไรก็อาจกระทบต่อภาคใดภาคหนึ่ง แต่การตัดสินใจ ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นกลาง พื้นฐานกฎหมาย มันจะเป็นเกราะคุ้มครองเราในที่สุด”

ส่วนเรื่องบัตรเลือกตั้งที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจพิมพ์ไม่ทันหากกระชั้นชิด อิทธิพร ยกตัวอย่าง เหมือนการพิมพ์ธนบัตร คงไม่สามารถให้ทุกโรงพิมพ์ทำได้ มีบางแห่งเท่านั้นที่พิมพ์แบบพิเศษ ป้องกันการโกง การทำปลอม และโรงพิมพ์ต่างๆเท่าที่ได้ตรวจสอบ มีไม่เกิน 5 โรงพิมพ์ซึ่งมีศักยภาพทำได้

“เราเลือกเฉยๆ ไม่ได้ เพราะติดในเรื่องเงื่อนเวลา เพราะถ้าต้องออกบัตรแต่ละเขตไม่เหมือนกันเลย แต่ละเขตมีชื่อพรรค โลโก้ ไม่เหมือนกัน โรงพิมพ์ทำทันหรือไม่ หลายโรงพิมพ์ไม่มีศักยภาพ บางที่มีศักยภาพแต่ว่าใช้เวลานาน จำเป็นต้องตัดออก แต่ทั้งหมดอยู่ระหว่างพิจารณา และยืนยันว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้”

สำหรับการใช้สิทธินั้น อิทธิพร ยอมรับไม่อยากตั้งเป้า แต่ที่ตั้งไว้ 80% เพราะครั้งที่แล้วมาใช้สิทธิถึง 70% กว่า แต่เวลานี้มีปัจจัยคือไม่ได้เลือกตั้งมาระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุ 18 ปี บวก5 ปี มี 7-8 ล้านคนตามตัวเลข เป็นปัจจัยให้เด็กรุ่นใหม่อยากมาใช้สิทธิ

“เราอยากเชิญชวนให้ออกมา เพราะเป็นอีกโอกาสในการนำประเทศไทยกลับไปสู่การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจของประชาชน ผมอยากเน้นจุดนี้ อย่าเบื่อก่อน จึงอยากให้ใช้วิจารณญาณเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสนำประเทศไทยไปสู่ทิศทางใหม่ แล้วคนนำเป็นประชาชน จึงอยากให้ทุกคนหวงแหนสิทธิตรงนี้แล้วออกมาใช้สิทธิ”

ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576824

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

กทม.คาดว่าร่างผังเมืองฉบับใหม่จะประกาศใช้ได้ในปี2563 โดยเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ

*******************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพฯ และปริมณฑล หากรวมพื้นที่กันแล้วถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีประชากรเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ หรือประมาณ 20 ล้านคน เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ทว่าปัจจุบันระยะห่างระหว่างจังหวัดประมาณ 500-1,000 เมตร ปรากฏว่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายควบคุมผังเมืองแตกต่างกัน แยกส่วนการบังคับกฎหมายจึงกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างพัฒนาไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียว

แสนยากร อุ่นมีศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเปิดประชาพิจารณ์ผังเมืองกรุงเทพฯ รอบสุดท้ายในอีกไม่นานนี้จะเสนอร่างผังเมืองฉบับใหม่ให้คณะกรรมการกรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในปี 2563

โดยรูปแบบการจัดผังเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้น 12 เส้นทาง ระยะ 508 กิโลเมตร 318 สถานี สถานีรวม 39 สถานี ส่งผลให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการพัฒนาผังเมืองที่มีความเชื่อมโยงต้องทำผังเมืองรวมระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นกรอบใหญ่ในการพัฒนาซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน มุ่งเน้นยึดหลักการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อรองรับการเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่นำมาประกอบการวางและจัดทำผังเมืองรวม มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ 2580 อาทิ ด้านประชากร คือกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีประชากรเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 17 ล้านคน และในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีประชากร 9 ล้านคน ในอนาคตปี 2580 เพิ่มขึ้นเป็น 9.48 ล้านคน

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงต้องวางผังเมืองสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีจำนวน 60 ล้านคน มีการคาดการณ์ว่าในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115 ล้านคน

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน นับตั้งแต่ปี 2552-2558 กรุงเทพฯ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมเพิ่มขึ้นจาก 510.42 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) และ 72.28 ตร.กม. เป็น 547.70 ตร.กม. และ 90.67 ตร.กม. ส่วนการใช้สอยประโยชน์ที่ดินประเภทเกษตรกรรมและพื้นที่ว่างลดลงจาก 453.09 ตร.กม. และ 398.53 ตร.กม. เป็น 429.94 ตร.กม. และ 365.82 ตร.กม.

แสนยากร กล่าวอีกว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเปลี่ยนจากบ้านเดี่ยว บ้านแฝด เรือแถว และตึกแถว เป็นอาคารชุดพักอาศัย และอาคารพาณิชย์สำนักงานขนาดใหญ่ตามแนวสายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ดังนั้นในร่างผังเมืองฉบับใหม่ จึงมีการปรับสาระสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน โดยปรับระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมือง คือ พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (พื้นที่สีเหลือง) และพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) จะปรับการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) หรือพื้นที่หนาแน่นมาก (สีน้ำตาล)

ส่วนพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น พื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี ปรับจากพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง อาทิ สวนหลวง บางกะปิ คันนายาว บึงกุ่ม ลาดพร้าว วังทองหลาง และที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากย่านใจกลางเมืองพัฒนาเป็นพาณิชยกรรม เช่น เขตพระนคร ป้อมปราบฯ เดิมเป็นสีน้ำตาลเข้มเปลี่ยนเป็นสีแดง เขตวัฒนาจากสีน้ำตาลปรับเป็นสีแดงตามลำดับ

อนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริเวณฝั่งตะวันออกของ กทม. บริเวณพื้นที่เขตสวนหลวง เปลี่ยนจากพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มและสีม่วงบริเวณฝั่งตะวันตกของ กทม. บริเวณเขตราษฎร์บูรณะ เขตจอมทอง และเขตบางขุนเทียน จากพื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง

“หัวใจสำคัญของผังเมืองฉบับใหม่อยู่ที่ระบบราง จึงทำให้เรื่องของผังเมืองต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยคำนึงถึงศักยภาพบนพื้นฐานของการกระชับเมืองให้ครบครันในทุกด้าน เช่น คมนาคมและขนส่ง สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมถึงด้านกฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก” แสนยากร กล่าว

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576460

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 06:51 น.

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่ภาคอีสานถือเป็นฐานคะแนนสำคัญที่ทุกพรรคต่างให้ความสำคัญทุ่มเข้าไปหาเสียงแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งติดภาพลักษณ์พรรคของคนใต้ จนทำให้พื้นที่ภาคอีสานกลายเป็นจุดอ่อนยากจะเข้าถึง

แต่รอบนี้ วิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคอีสาน แสดงความมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ทุกคะแนนมีความหมาย ต่างจากระบบเลือกตั้งเดิมที่คะแนนในเขตเลือกตั้งที่แพ้ในระบบเขตไม่มีความหมาย

ทั้งนี้ จากพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 116 เขต การเลือกตั้งล่าสุด 4-5 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 1 ล้านคะแนน มี สส.เขต 4 คน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นคะแนนที่แพ้เลือกตั้งไม่มีผล คิดเฉพาะ 4 คนที่ชนะเท่านั้น

“ครั้งที่แล้วเราจะได้คะแนนเฉพาะเขตที่เราได้ สส. แต่เที่ยวนี้เราสู้ทุกเขต เราเอาจริงทุกเขต ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง เที่ยวนี้โอกาสที่จะได้คะแนนรวมเกิน 1 ล้าน แต่จะเกินเท่าไหร่นั้น ต้องรอวิเคราะห์คู่แข่ง คู่ต่อสู้ว่าเล่นเกมหนักแค่ไหน” วิฑูรย์ กล่าววิฑูรย์ อธิบายว่า ในพื้นที่ภาคอีสานพรรคที่น่าจะได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยเพราะ สส.เพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังอยู่กับเพื่อไทย ถัดมาคือพรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ส่วนพรรค อื่นๆ ก็พอมี แต่โอกาสที่จะได้ สส.นอกจาก 4 พรรคนี้ยังมองไม่เห็น สำหรับประชาธิปัตย์รอบนี้คาดว่าจะได้มากกว่า 10 ที่นั่ง ทั้ง อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด ส่วนจะได้จริงเท่าไหร่ขึ้นกับฟอร์มของคู่แข่ง

ทั้งนี้ ต้องดูฟอร์มของพลังประชารัฐ ว่าของจริงดีหรือไม่ เพราะจากที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวกันมาเยอะ ทั้งอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี จะเห็นว่าเป็นอดีต สส. ก่อนเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เป็นอดีต สส. หรืออดีตรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย จึงถือว่ายังไม่สด แต่เนื่องจากเขามีอำนาจรัฐ แจกนู่นนี่ ส่วนจะทำให้เสียงดีขึ้นหรือไม่ก็ต้องรอดู

“แต่ใจจริงยังคิดว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะเบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะประกาศตัวชัดเจนแน่นอน เขาไม่สู้ทุกเขตเลือกตั้ง เขาเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมาย ถึงจะส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่เขาจะเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมายของเขา ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตอนนี้เขาสู้แบบสะเปะสะปะ”

วิฑูรย์ ย้ำว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น ส่วนเขตที่มีการแข่งขันสูง เช่น โคราช ชัยภูมิ เรามีผู้สมัครดีๆ แต่หลายพรรคสู้กันเยอะ เราเลยไม่ค่อยมั่นใจนัก โดยผู้สมัครรอบนี้ดีกว่ารอบที่แล้วมาก เนื่องจากมีความพร้อม มีเวลาในการเตรียมตัว การจัดการ มีเวลาสรรหามากกว่าครั้งที่ผ่านมาเยอะ หากครั้งที่แล้วเต็ม 100% ครั้งที่แล้วเตรียมตัวได้ประมาณ 10% แต่ครั้งนี้ความพร้อมเตรียมตัวได้ถึง 80%

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครของพรรครอบนี้ มีความหลากหลายทั้งคนเก่า คนรุ่นใหม่ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งอายุต่ำกว่า 40 ปี มีจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงคนรุ่นใหม่ก็อาจมีความเสียเปรียบคนเก่าอยู่บ้าง เพราะคนเก่ามีฐานเสียงเดิมอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ยังไม่มีฐานเสียง และการเลือกตั้งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน สำหรับการลงพื้นที่หาเสียง แต่คนรุ่นใหม่ก็จะมีฐานของคนรุ่นใหม่

หากวิเคราะห์ฐานคะแนนเดิมที่ได้ 1 ล้านคะแนนนั้น บางเขตประชาธิปัตย์ได้เพียงแค่หลักพัน 3,000-5,000 ขณะที่คู่แข่งได้กันหลักหมื่น แต่เมื่อการเลือกตั้งรอบนี้ทุกคะแนนมีความหมาย จึงต้องทำให้ได้คะแนนทุกเขต ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะทำอย่างไรให้ได้คะแนนทุกเขตเกินหมื่นขึ้นไป ซึ่งหากรวมทุกเขต 116 เขต จะได้มากกว่า 1 ล้านคะแนนที่เคยได้ ยังไม่รวมกับคะแนนในเขตที่เสียงดี มีความพร้อม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในแง่นโยบายพรรคที่จะไปใช้หาเสียงในพื้นที่ภาคอีสานนั้น นโยบายที่ประชาชนชื่นชอบนโยบายแรกคือ เรื่องประกันรายได้ ประกันราคา เช่น ชาวนาทำนาสมมติประกันรายได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ราคาขายในตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาท จะมีส่วนต่าง 5,000 บาท เกษตรกรก็จะไปรับกับรัฐ 5,000 บาท แต่ถ้าราคาขายเกิน 1.5 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องมารับจากรัฐ นโยบายประกันราคาตรงนี้ดีกว่าการโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่ผ่านมา ยุ่งยากต้องเอาข้าวไปเข้าโครงการรับจำนำ ต้องขนส่งยุ่งยาก ทำให้คนไม่ค่อยชอบ แตกต่างจากโครงการประกันรายได้ของประชาธิปัตย์ที่คนชอบมากกว่า

อีกนโยบายที่คนชอบคือเรื่องสวัสดิการที่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่นำเสนอ และมีหลายพรรคมาทำเลียนแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะเป็นเรื่องดี ทั้งสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ไปจนถึงเรื่องนโยบายใหม่อย่างเรื่องการกระจาย อำนาจ กระจายความเจริญ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานไปสู่พื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งนโยบายที่บอกไปนี้เชื่อว่าจะจูงใจให้ประชาชนมาเลือกประชาธิปัตย์มากขึ้น

ส่วนบรรยากาศการหาเสียงในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นปัญหาในอดีตนั้น วิฑูรย์ กล่าวว่า เที่ยวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ซึ่งขณะนั้นยังแยกเป็นสีแดง สีเหลือง และพื้นที่อีสานสีแดงแข็งแรง แต่เที่ยวนี้ไม่มีเรื่องสีเสื้อแล้ว จากเดิมครั้งที่แล้วพื้นที่บางพื้นที่ในภาคอีสานเราไปไม่ได้เลยหาเสียงไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้หัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงได้ทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นโอกาสดีขึ้น

‘เฉลิม’ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576234

  • วันที่ 08 ม.ค. 2562 เวลา 07:09 น.

'เฉลิม'ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันอึมครึม เลื่อนหรือไม่มีเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มั่นใจเกินร้อยว่าชนะเลือกตั้งครั้งนี้แน่ๆ นำโดย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จึงต้องออกโรงมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขยับและกล้าประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเสียทีว่าจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องไม่ควรเกิน 7 วัน หลังจากนี้ กกต.ควรกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าไม่ชัดเจนแสดงว่ามีพรรค การเมืองบางพรรคไม่พร้อมเลือกตั้ง เพราะพรรคนี้มีแต่อดีต สส. หรือ อดีตผู้นำท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นสมาชิกพรรค และเป็นพรรคที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่จากการลง พื้นที่พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าชนะถล่มทลาย เพราะประชาชนต้องการให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส หรือนโยบายสำคัญๆ อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษา ทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบายหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ ขณะที่นโยบายบัตรคนจนก็ว่ากันไป เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน

“วันนี้อยากถามว่าความยากจนเกิดจากอะไร เกิดจากบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างชาติไม่เชื่อถือ อย่างโครงการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี รัฐบาลพูดไปเท่าไรก็ไม่มีชาติไหนเชื่อ หรือนโยบาย 4.0 ก็ไม่มีความชัดเจนและไม่เข้าใจ”  ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กกต.ต้อง ตัดสินใจประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนโดยเร็ว โดยต้องให้คำตอบแก่พี่น้องประชาชนภายใน 7 วัน ว่าประเทศไทยจะมี การเลือกตั้งเมื่อไร จะเป็นวันที่ 10 มี.ค. หรือวันที่ 24 มี.ค. รับได้ทั้งสิ้น เพราะ ได้ข่าวว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งตั้งขึ้นมีความต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะไม่มีความพร้อม ในการแข่งขันลงเลือกตั้ง เพราะถึงจะลงเลือกตั้งจริงๆ ก็ไม่สามารถชนะพรรคเพื่อไทยได้ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้ สส.เกิน 300 ที่นั่งแน่นอน

“ผมมั่นใจพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย ได้ สส.ใกล้ๆ 300 ที่นั่งแน่นอน อยากบอก พรรคการเมืองบางพรรค ถ้าคุณได้ สส. ไม่ถึง 250 ที่นั่ง หรือได้น้อยกว่านั้น แล้วหวังจะเอาวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง มาลงคะแนนโหวตให้เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองเสนอ นายกรัฐมนตรี คนนั้นจะสง่าราศีได้อย่างไร เพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือกไปแล้ว ลองคิดดูหาก วันแรกประชุมสภาเลือกประธานสภา โดยทางพรรคเพื่อไทยมีมติเลือกประธานสภาได้แล้วก็ต้องไปประชุมอีกวันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หากได้นายกรัฐมนตรี เสียงข้างน้อยมาจริงๆ ทางวุฒิสภาก็กลับไปที่เก่าแล้ว รัฐบาลจะบริหารประเทศชาติได้อย่างไร” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งและคะแนนเสียงชนะทุกพรรค ทั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ดี 3 ด้าน คือ การแก้ปัญหาความยากจนด้วยนโยบายการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือหนึ่งทุนหนึ่งตำบล ฯลฯ ซึ่งเหตุผลที่เศรษฐกิจไม่ดีอยู่ในทุกวันนี้เพราะบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างประเทศไม่ให้ความเชื่อถือจึงไม่เข้ามา ลงทุน อีกนโยบาย คือ นโยบายปราบปราม ยาเสพติดที่ประสบความสำเร็จเมื่อครั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และนโยบายแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เฉพาะรายมาตรา เช่น มาตรา 272 ที่มาวุฒิสมาชิกเลือกนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย เป็นไปได้อย่างไร อยากถามว่าคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จงฟังให้ดี การปฏิรูปประเทศหรือปฏิรูปการเมือง ได้อย่างไร เพราะเป็นการนำรัฐธรรมนูญปี 2522 มาใช้ชัดๆ คือนายกรัฐมนตรีไม่ต้อง มาจากการเลือกตั้ง จำเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2535 ได้หรือไม่ วุฒิสภา มีสิทธิลงคะแนน ที่เลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี “หากเลื่อนเลือกตั้งไปไม่มีกำหนด หรือเลื่อนไปเรื่อยๆ จะเกิดเรื่องรุนแรงอีกครั้ง ผมไม่ใช่โหร แต่ผมก็ไม่เชื่อหมอดู แต่ผมสัมผัสได้ว่าประชาชนไม่ยอมแน่นอน ขออย่าให้มีเรื่องเลย พรรคการเมืองเหมือนนักมวย ถ้าแพ้ก็กลับไปซ้อมใหม่แล้วกลับมาชกใหม่ จะหวังให้ชนะอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมา 4 ปี 7 เดือน ประชาชนรอ รอมานานแล้ว หากไม่มีเลือกตั้งจะเกิดการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ดังนั้นอย่าไปหมิ่นน้ำใจประชาชน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ประธานคณะกรรมการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้สักที่นั่ง หรือไม่มีทางถึง 125 ที่นั่งด้วยซ้ำ เช่น ภาคอีสานตอนบน ไม่มีทางได้ สส.แม้แต่ คนเดียว หรือที่ จ.เชียงใหม่ หรือพะเยา ก็ตาม ไม่มีทางได้ สส.สักคน จะแพ้ทุกเขต อาจจะได้ สส.บางพื้นที่ เช่น จ.สุโขทัย พื้นที่ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส. พรรคเพื่อไทย หรือในภาคกลางอาจจะได้ สส.บ้างเล็กน้อย ซึ่งประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐ น่าจะได้ประมาณ 25 ที่นั่ง หากเป็นเช่นนั้นถามว่าจะให้ สว.แต่งตั้งมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เกินกว่า 300 ที่นั่ง สามารถเลือกประธานสภาได้ ดังนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคพลังประชารัฐ จะบริหารประเทศไปได้อย่างไร เพราะที่มา ของนายกรัฐมนตรีไม่สง่างาม และจะ ถูกฝ่ายค้านยื่นกระทู้ทุกสัปดาห์จนบริหารประเทศไม่ได้

“วันนี้มีพวกนกรู้ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรอบเวลาจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน รวมวันประกาศผลด้วยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะให้ศาลวินิจฉัยได้อย่างไร เพราะปัญหายัง ไม่ได้เกิด แต่คนคนนี้ก็มาอวดรู้ตลอด ทั้งที่ ส่วนตัวก็ชอบกันดี แต่ขออย่ามาชักใบให้เรือเสีย ควรอยู่เฉยๆ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังแทงกั๊กไม่ประกาศสนับสนุนฝ่ายใด แต่เราพรรคเพื่อไทยฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว และในวันที่ 15  ม.ค.นี้ เวลา 17.00  น.  จะเปิดเวทีอภิปราย ชำแหละพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด ตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองเมื่อปี 2552 ที่มีพรรคการเมืองบางพรรคเปิดทางให้เกิดการปฏิวัติ แต่พรรคตัวเองไม่ได้ตั้งรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าเปิดประตูให้ทหารเข้ามาปฏิวัติแล้วเข้ามาตั้งรัฐบาลเสียเอง

ส่อง “ทุนการเมือง” สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575969

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

ส่อง "ทุนการเมือง" สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักของแต่ละพรรคการเมือง

****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคใดจะแพ้ หรือชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักทุกพรรค พรรคใดทุนหนาย่อมมีความได้เปรียบกว่าพรรคทุนน้อย

ส่องดูพรรคที่ถูกการกล่าวขานมากที่สุด หนีไม่พ้น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีนายทุนขาใหญ่สุดในพรรค คือ กลุ่มสามมิตร “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีต สส.สุโขทัย นักการเมืองรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ และเส้นสายการเมืองที่พกพา “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย อดีต สส.ชัยนาท ประธานสโมสรฟุตบอลชัยนาทเอฟซี มาผนึกกำลังกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังระดับหมื่นล้าน ที่ขนอดีต สส.ดังๆ เข้าพรรคกว่าร้อยชีวิต แต่ละคนค่าตัวเกินเจ็ดหลักทั้งสิ้น

“สุริยะ” เป็นถุงเงินใหญ่ของพรรค เพราะได้พา “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ”ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท ซัมมิท ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ มารับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่ใน พปชร.ยังมีก๊วนการเมืองย่อยๆ แต่ละก๊วนทุนหนาไม่เบา อาทิ กลุ่มชลบุรี อดีตพรรคพลังชล นำโดย “สนธยา คุณปลื้ม” อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส.ชลบุรี ทุนใหญ่ตระกูล “คุณปลื้ม” ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก

หรือก๊วนอุบลฯ ของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ก๊วนโคราช ของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก๊วนกาญจนบุรี ของ “ธรรมวิชญ์” และ “อัฎฐพล” โพธิพิพิธ บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือกำนันเซี๊ยะ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดล้วนเป็นเศรษฐีภูธร

แถมยังได้ผนึกนายทุนใหญ่ที่ย้ายมาจากพรรคเก่าแก่ อาทิ กลุ่มเมโทรแมชีนเนอรี่ ของ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” อดีต สส.กทม. ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดโต๊ะจีนระดมทุนเข้าพรรคล่าสุดทะลุ 600 ล้านบาท

แต่ที่สุดแห่งนายทุนพรรค คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” 1 ใน 3 มิตร กำลังสำคัญในการตั้งพรรคมี 4 รัฐมนตรี “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค, “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ค่อยเป็นมือไม้ในการประสานงาน ดังนั้น “สมคิด” จึงเป็นแม่เหล็กพลังสูงดึงดูดเงินจากภาคธุรกิจมาสนับสนุนพรรคได้อย่างมากมายอย่างน่าทึ่ง

และยังได้แรงเสริมจากทุนยักษ์ใหญ่วงการสื่อสารมวลชน “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี นายทุนกลุ่มธุรกิจสื่อชื่อดังย่านวิภาวดีรังสิต ครอบครองสื่อทุกแพลตฟอร์ม ผนึกกับ “วิเชฐ ตันติวานิช” อดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และอดีตผู้บริหาร Money Channel มากประสบการณ์ด้านสื่อมาช่วยหนุนเสริม ทั้งหมดคือขุมกำลังของพรรคพลังประชารัฐที่เพียบพร้อมทั้งกำลังคนและเสบียง กระสุนดินดำครบครัน พร้อมรบทุกด้าน

ต่างจากพรรคเก่าแก่ที่ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะนายทุนใหญ่ที่หาเงินเข้าพรรคตีจากไปหลายคน “พรรคประชาธิปัตย์” นำโดย“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลดัง หรือนักธุรกิจ ที่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับการก่อตั้งพรรค ผู้บริหาร หรือ สส.ในพรรค อาทิ ตระกูลโสภณพนิช หรือกลุ่มนักธุรกิจที่สนับสนุนในรูปแบบเงินบริจาค เช่น เบญจจินดา โฮลดิ้ง, ยิบอินซอย, อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น, เสริมสงวน กรุงธนเอนยิเนียร์, สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) สงขลาฟินิชชิ่ง อาจรวมถึงเครือดุสิตธานี คอนเนกชั่นผ่านทาง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในฐานะเขยดุสิตฯ หรือกลุ่มทุนขาประจำที่มักสนับสนุนทุกข้างไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ นี้กร่อยมาก เพราะกลุ่มทุนใหญ่ภายในพรรคย้ายข้างไปซบ พปชร.กันเยอะ ส่วนกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ ก็ไม่วิ่งเข้ามาอีก ถุงเงินสนับสนุน ปชป.จึงดูแฟบๆ

ฟาก “พรรคเพื่อไทย” ยังคงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตระกูลชินวัตร นายทุนใหญ่ตลอดกาล ซูเปอร์แม่เหล็กดึงดูดทุนเข้ามาสนับสนุนพรรค แต่ตอนนี้แตกสาขาสอง คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ทำให้นายทุนใหญ่เดิมที่เคยอุดหนุนพรรคเพื่อไทย ย้ายไปกองอยู่ “ทษช.” กันเยอะมาก จึงทำให้ทุนสนับสนุนพรรคแยกเป็นสองกอง อาทิ “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน “องอาจ เอื้ออภิญญกุล” พี่ชาย “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” เจ้าของธุรกิจกลุ่มบ้านปู และบริษัท เฉลิมโลก ของ “วิรุฬ เตชะไพบูลย์” อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมถึง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หรือ “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน ล้วนย้ายมาอยู่ “ทษช.” กันหมด ทำให้ทุนใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในกำมือของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ส่วนพรรคระดับกลางที่พาวเวอร์ด้านกำลังทุนไม่แพ้พรรคใดๆ “พรรคภูมิใจไทย”แกนนำเบอร์หนึ่ง คือ “เนวิน ชิดชอบ” พรรคนี้นายทุนใหญ่เพียบ รวยอันดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ เจ้าสัวรับเหมาก่อสร้างแห่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ซึ่งมีทายาทอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคคอยสั่งการรองจากเนวิน อีกทุนใหญ่ คือ ตระกูลศรีรักอักษร ที่แม้วันนี้ “เสี่ยวิชัย” ได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทายาทของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ ยังคงให้การสนับสนุนไม่เปลี่ยนแปลง

อีกพรรคแม้ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วน่าจับตามอง “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” เจ้าของธุรกิจสื่อชื่อดังบนถนนราชดำเนินที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลสูงในวงการธุรกิจสีเทาท่อน้ำเลี้ยงดีไม่ใช่น้อย ที่สำคัญสนิทแนบแน่นกับ “สมคิด” เบอร์หนึ่งทุนใหญ่แห่งพรรค พปชร.อีกต่างหาก

สำหรับพรรคเก่าแก่อย่าง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่สิ้นบุญ “บรรหาร ศิลปอาชา” ตกทอดมาสู่รุ่นลูก “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ทายาทมังกรเติ้ง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค ยังใช้แนวทางเดิมๆ สมัยคุณพ่อเติ้ง ที่ถนัดหากระสุนดินดำแบบเงียบๆ

ปิดท้าย พรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “รปช.” ที่มี “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” เป็นหัวหน้าพรรค แต่บุคคลที่คอยจัดหากระสุนดินปืนไว้สู้ศึกเลือกตั้งคราวนี้ คือ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ นายหนังตะลุงผู้กำกับอยู่ข้างหลัง

ล่าสุดจัดงานระดมทุนตุนท่อน้ำเลี้ยงไป 234 ล้านบาท ซึ่งรับรู้กันดีว่าล้วนเป็นกลุ่มทุนเดิมๆ ที่เคยหนุนครั้งการชุมนุมของ กปปส.ในอดีต อาทิ กลุ่มพ่อค้าเชื้อสายอินเดีย นายหัวเศรษฐีปักษ์ใต้ กาแฟยี่ห้อดังใน จ.ชุมพร กลุ่มธุรกิจประกัน กลุ่มทุนธุรกิจน้ำตาล หรือกลุ่มธุรกิจเหล้าเบียร์มาช่วยลงขัน เป็นต้น เพราะมั่นใจในศักยภาพ “สุเทพ” อดีตผู้จัดตั้งรัฐบาลมาหลายสมัย บรรดากลุ่มทุนจึงเชื่อมั่นว่าครั้งนี้คงไม่พลาดได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน งานนี้ “สุเทพ” จึงยอมทุ่มหมดหน้าตัก

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575867

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

เปิดสาระสำคัญร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การกำหนดวันเลือกตั้งมีความจำเป็นต้องเลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไปเป็นช่วงเดือน มี.ค. 2562 แต่ในด้านการเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้งไม่อาจหยุดนิ่ง ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว กำหนดเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติ ข้อห้ามไม่ให้ปฏิบัติสำหรับผู้สมัคร พรรคการเมือง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยสามารถแจกเอกสาร วีดิทัศน์ที่เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในเขตชุมชน สถานที่ งานพิธีต่างๆ ได้ รวมทั้งจัดรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ใช้เครื่องขยายเสียงช่วยหาเสียงได้

“ทั้งนี้สามารถนำภาพของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ลงโฆษณาหาเสียงได้เท่านั้น”

โดยการดำเนินการในส่วนของรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หาเสียงผ่านจดหมาย สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ทำเอกสารที่มีการกากบาทในช่องคะแนนเลือกตั้งให้กับตนเองได้ แต่เอกสารต้องไม่มีลักษณะหรือสีคล้ายกับบัตรเลือกตั้ง

นอกจากนี้ สามารถตั้งผู้ช่วยหาเสียงได้ โดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงในเขตได้ไม่เกิน 20 คน/เขต ส่วนของพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตที่พรรคนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต

ส่วนการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น กำหนดให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง สามารถหาเสียงด้วยตนเองหรือว่าจ้างบุคคล นิติบุคคลดำเนินการได้ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ทั้งยูทูบ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น อีเมล เอสเอ็มเอส โดยผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการรายละเอียดช่องทางระยะเวลาการหาเสียง รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัดทราบตั้งแต่วันสมัครหรือก่อนหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครหรือสมาชิกพรรค หากต้องการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้สมัครพรรคการเมืองใด ต้องแจ้งชื่อ-สกุล นิติบุคคล หรือเครื่องหมายใดๆ ที่สามารถเจาะจงตัวบุคคลที่ดำเนินการได้ โดยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงส่วนนี้หากเกินกว่า 1 หมื่นบาท ต้องแจ้งให้ผู้สมัครพรรคการเมืองทราบ และให้แจ้งต่อผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด และเลขาฯ กกต.ทราบ และการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครพรรคการเมืองนั้น

กรณี กกต.พบว่ามีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง สามารถสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูลนั้น หากผู้สมัครพรรคการเมืองไม่ดำเนินการในเวลาที่กำหนด เลขาฯ กกต. สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการ ดำเนินการ โดยผู้สมัครพรรคการเมืองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูล ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้วได้ ซึ่ง กกต.สามารถนำมาสืบสวนและวินิจฉัยได้

ส่วนข้อห้ามไม่ควรปฏิบัติในการหาเสียงนั้นกำหนดไว้กว้างๆ คือ ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ผู้ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน สื่อโฆษณา หรือนักแสดง นักดนตรีพิธีกร ใช้ความสามารถทางวิชาชีพเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงให้แก่ตน แต่ถ้าผู้สมัครมีความรู้ความสามารถทางศิลปะเป็นของตนเอง สามารถใช้หาเสียงให้กับตัวเองได้ แต่ต้องไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดง

นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้มีการแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวกับการหาเสียงโดยใช้วิธีการวาง หรือโปรยในที่สาธารณะ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม และไม่ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใดตามประเพณี