“เฟกนิวส์และเฮตสปีช” วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575680

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 07:14 น.

"เฟกนิวส์และเฮตสปีช" วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ข่าวปลอม และ ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภัยทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ผู้ที่ท่องโลกออนไลน์เป็นประจำ ย่อมเคยสัมผัสกับ เฟกนิวส์ (Fake News) หรือข่าวปลอม และเฮตสปีช (Hate Speech) หรือการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ไม่มากก็น้อย

แม้ความสนใจของผู้คนในทั้งสองสิ่งในโลกออนไลน์ อาจจะมีอยู่ในระยะสั้นๆ เหมือนความสนใจในข่าวสารทั่วๆ ไป แต่ผลลัพธ์ที่ทั้งสองสิ่งฝากไว้นั้นชัดเจน ว่าใครที่เคยตกเป็นเหยื่อของทั้งสองสิ่งที่กล่าว ย่อมรู้ถึงพิษสงแห่งการทำร้ายทำลายดี และเมื่อทั้งสองสิ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ทั้งสองสิ่งก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ สร้างภัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ที่ผ่านมาทั้งเฟกนิวส์ และเฮตสปีช ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่า ถือเป็นภัยของสังคมยุคใหม่ โดยปกติโลกออนไลน์นั้น สามารถใช้เป็นทั้งทางบวกทางลบได้ ซึ่งทางบวกคือใช้สื่อสารกับประชาชน

ขณะที่ในเชิงลบมักจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นวิชามาร ก็คือการเผยแพร่สิ่งที่เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อความที่ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง กับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

“วิธีการดังกล่าวก็สามารถกระทำได้โดยง่ายและจับมือใครดมไม่ค่อยได้ เพราะผู้เผยแพร่ข่าวมักจะเป็นแหล่งที่ไม่เปิดเผยไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าเป็นใคร แม้กระทั่งการโพสต์ในเฟซบุ๊ก บางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ เพราะว่าไม่ได้ใช้ชื่อจริง หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าโพสต์จากที่ไหนในโลก นี่คือปัญหาที่จะจัดการกับแหล่งข่าวที่เป็นแหล่งข่าวเท็จหรือแหล่งข่าวที่มุ่งให้เกิดความเกลียดชัง” อดีต กกต.กล่าว

สมชัย ระบุอีกว่า ในช่วงใกล้การเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์จากทั้งสองสิ่งเกิดขึ้นมากมาย เพราะว่าคนก็จะรักชอบพรรคการเมืองและนักการเมืองแตกต่างกัน รักก็จะเชียร์ ไม่ชอบก็เขียนข้อความที่ใส่ร้ายและทำให้เกิดผลเสียกับนักการเมืองนั้นหรือผู้สมัครคนนั้น

ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า กกต.จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จากสองสิ่งได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้เองว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าว สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการห้ามบุคคลที่จะแชร์ต่อ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระจายข่าวสารออกไปและจำกัดวงของความเสียหายไม่ให้แพร่กระจายออกไป

“ทีนี้ก็จะมีกฎหมายที่จะไปปรามผู้แชร์ เพียงแต่ว่าการจะดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าว ก็ต้องกระทำอย่างไม่เลือกข้าง ไม่ใช่มุ่งไปจัดการแต่คนที่แชร์ข่าวที่เป็นผลเสียต่อพรรคหนึ่งแต่ก็ไม่ได้จัดการกับอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นการจัดการก็ต้องจัดการอย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า

ในต่างประเทศก็กำลังเกิดปัญหา ไม่สามารถป้องกันทั้งสองสิ่งได้ หลายต่อหลายครั้งก็ทำให้ผลของการเลือกตั้งเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง โดยกลับมาเสียใจกันภายหลังว่าไม่น่าเชื่อข่าวปลอม ยกตัวอย่างเช่น การแยกตัวจากอียูของประเทศอังกฤษ หรือที่เรียกว่า เบร็กซิต ที่มีเฟกนิวส์ออกมามากมายและทำให้คนอังกฤษโหวตออกมาว่าต้องแยกจากอียู แล้วความจริงต่างๆ มาถูกเปิดเผยว่า หลายเรื่องไม่เป็นจริง ก็ทำให้คนอังกฤษรู้ว่าการลงคะแนนเสียงภายใต้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เราเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องนี้” สมชัย กล่าว

สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น กกต.จะมีบทบาทสำคัญมากในการรับมือกับ เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ขณะที่สื่อทั้งหลายก็จะมีบทบาทมากเช่นกัน แต่ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวสื่อหลัก เพราะมีตัวตนผู้รับผิดชอบและมีโทษที่ค่อนข้างชัดเจน

“ความแยบยล เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ที่ถูกส่งผ่านทางความเป็นสังคมออนไลน์นั้นน่ากลัวตรงที่ เหมือนคุณไปดูรองเท้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วระบบก็จดจำพฤติกรรมการท่องโลกออนไลน์ของคุณ หลังจากนั้นคุณไปอ่านเรื่องอื่นๆ ก็จะเห็นโฆษณารองเท้าโผล่ออกมาข้างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นในสื่อแบบโบราณที่เป็นกระดาษ และเมื่อมันเป็นแบบนี้ เราก็ต้องระวัง เพราะกฎหมายที่ใช้จัดการเรื่องนี้ มีอยู่ก็แค่เพียงพอรับมือกับปัญหาในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับปัจจุบันเพราะปัญหาเริ่มแยบยลกว่าวิธีกำกับดูแล

อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ชื่นชมประชาธิปไตยนี่พอมีคนใช้วิธีนี้มาเป็นประธานาธิบดีแล้วมันไม่ได้เอาลงกันได้ง่ายๆ มันต้องมีการสอบสวน ตามหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม พิสูจน์ข้อเท็จจริงออกมา กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งก็ดำรงตำแหน่งไปเกินครึ่งสมัยแล้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าว

สุรัตน์ กล่าวอีกว่า เฟกนิวส์ และเฮตสปีชนั้น ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือที่แยบยลจนสามารถทำให้คนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จริงๆ และผลิตซ้ำเนื้อหาตอกย้ำ การรับรู้อย่างสุดขั้ว จนที่ผ่านมาสามารถทำให้สังคมแตกแยกให้เห็นแล้วทั่วโลก และต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ ข่าวปลอม และวาทะความเกลียดชัง จนทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ ขณะที่ประชาชนเองก็ไม่ทันฉุกคิดว่า ประชาธิปไตยที่คิดว่าจะได้มาแล้ว ท่ามกลางกลไกของสองสิ่งนี้ อาจจะถูกบิดเบือนไปจากเจตจำนงเดิมอย่างแนบเนียน n

“กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง” ไชยันต์ ไชยพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575576

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 07:13 น.

"กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง" ไชยันต์ ไชยพร

วิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนก.พ.62 ผ่านสายตาของ ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

*******************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนำพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทว่ารายละเอียดระหว่างทางกลับพบประเด็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่น จนอาจกลายเป็นชนวนความวุ่นวายรอบใหม่ ซ้ำเติมปัญหาการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

“ถามว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นยังไง จะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ไหม ต้องรอดูก่อนว่าผลการเลือกตั้งคนจะยอมรับได้แค่ไหน ตรงนี้คือปัญหา พรรคการเมืองบางพรรคซึ่งดูเหมือนมีคนของรัฐบาลเข้าไปจัดตั้งนั้นมีความได้เปรียบหลายเรื่อง ทั้งเรื่องหาเสียง หรือบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา อันอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ลงเอยด้วยดี ไม่ต้องพูดถึงการเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลที่จะเป็นไปด้วยความยุ่งเหยิง” ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

ศ.ไชยันต์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. ว่า แม้กฎหมายจะผ่านกระบวนการต่างๆ เรียบร้อย แต่ถ้านักการเมืองเห็นว่ายังเป็นกติกาที่ไม่เหมาะสมเป็นธรรมก็ควรออกมาร้องเรียน ไม่ใช่หิวเลือกตั้งแล้วจะเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั้งที่ยังเห็นว่าไม่เหมาะสม เพื่อไปลุ้นว่าเพื่อตัวเองจะชนะ หากแพ้เลือกตั้งค่อยออกมาโวยวาย ซึ่งจะทำให้ถูกมองว่าเป็นขี้แพ้ชวนตีหรือเปล่า รวมทั้งประชาชนที่เห็นว่าอะไรไม่ถูกไม่ควรเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็ควรจะร้องเรียน

อีกทั้งถ้าจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อไปดำเนินการให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เข้าสู่การแข่งขันก็ต้องทำ ดีกว่าปล่อยให้เลือกตั้งแล้วมีปัญหามาตีกันทีหลัง ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ทั้ง บัตรเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง โซเชียลมีเดีย งบประมาณหาเสียง ขณะที่บางพรรคการเมืองที่ได้ชื่อรัฐบาล มีความได้เปรียบเพราะหาเสียงมานานแล้วในฐานะรัฐบาล ถือเป็นการตีกินแบบอ้อมๆ ซึ่งไม่ควรทำตัวเป็นศรีธนญชัย

นอกจากนี้ กกต.ชุดปัจจุบันซึ่งได้ชื่อว่ากลั่นกรองมาเป็นอย่างดี เวลานี้มีบางพรรคใหม่ๆ ที่ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับรัฐบาล ถ้าทำผิดกฎกติกาแล้วถึงขั้นต้องยุบพรรคก็ต้องยุบ ประชาชนก็จะสรรเสริญการทำหน้าที่ว่าไม่เลือกปฏิบัติ หรือถ้าสมมติยุบพรรคพลังประชารัฐก็จะทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปเยอะ โดยจะเหลือพรรคที่เป็นพรรคซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ

“แต่ถ้าสังคมเห็นถึงความผิดพลาดของนักการเมืองชัดเจน แล้ว กกต.ไม่ทำอะไร หลังเลือกตั้งเละแน่ ไม่ต้องพูดไปไกล ถึงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยและมีเสถียรภาพ แค่ผลเลือกตั้งก็ยังจะไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นจึงอยากเตือนพรรคการเมืองว่าอย่าไปหวังลุ้นว่าเผื่อจะได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจกระบวนการเลือกตั้งจะเป็นธรรมแค่ไหน ตอนนี้หากจำเป็นต้องร้องเรียนก็ต้องร้องเรียน หรือจำเป็นต้องบอยคอตก็ต้องบอยคอต”

ศ.ไชยันต์ ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นศึกหนักที่พรรคการเมืองจะต้องแข่งกันเอง แข่งกับการสืบทอดอำนาจ งานนี้สนุกตรงที่คาดเดาอะไรไม่ได้ การที่เราคาดผลการเลือกตั้งไม่ได้ด้านหนึ่งก็แฟร์ ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่พอมองได้ว่าพรรคไหนจะชนะ อังกฤษถึงเบื่อเลือกตั้ง เพราะไม่ว่ายังไงสุดท้ายก็ยังเป็นพรรคเลเบอร์ หรือพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนอเมริกาไม่ใช่พรรคเดโมแครตก็รีพับลิกัน คนจึงเบื่อไม่อยากเลือก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ ต้องคิดว่าที่ผ่านมาปัญหาการเมืองนั้น นักการเมืองถูกกล่าวหาโจมตีว่าเป็นตัวปัญหา ถ้าคราวนี้นักการเมืองมารวมกันคิดว่าทำไงให้ 500 คนที่เป็น สส. รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล 376 เสียงโดยไม่ต้องรวมเสียง สว. 250 เสียง

“ถ้านักการเมืองตกลงจูบปากกันได้ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเร็วขึ้น ไม่ต้องรอ 5 ปี เพราะบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว.เฉพาะกาลอยู่ได้ 5 ปี สูตรนี้เป็นสูตรที่ดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์เอง หรือ คสช.เองก็ควรจะเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งสามารถร่วมมือทำงานกันได้”

ศ.ไชยันต์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเกิน 124 คะแนน การจัดตัั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองฝั่งที่ไม่ใช่พรรคสืบทอดอำนาจก็จะทำไม่ได้เลย เพราะหากไปรวมกับเสียง สว.250 เสียง และหาเพิ่มอีกไม่มากก็จะได้ 376 เสียง ตัวเลข 124 เสียงจึงสำคัญที่จะตัดโอกาสพรรคการเมืองอื่นๆ

อีกประเด็นที่สำคัญคือกรณีพรรคพลังประชารัฐได้ 124 เสียงแล้ว มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้ามีก็จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อและเกิดสมมติได้เสียงออกมาเท่านี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกฯ และสมมติไม่มีพรรคไหนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายกฯ คนในก็ไม่ได้ นายกฯ คนนอกก็ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นปัญหา และนำไปสู่การใช้ประเพณีการปกครองมาตรา 5

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงประเด็นในส่วนของพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อถึงทางตันทางการเมืองก็มีทางออกคือการยุบสภา หรือตั้งนายกฯ เสียงข้างน้อย กรณีการยุบสภาหากนายกฯ ที่มาจากรัฐประหารต้องไปยุบสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สส.ก็คงไม่ยอม ดังนั้นคงจะมีการดึงดันจัดตั้งรัฐบาลบีบให้ สว.เทเสียงให้เขา บีบให้ สว.เทเสียงให้ได้ 376 เสียง เป็นนายกฯ ที่เป็น สส.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสงสัยคือกรณีที่ไม่มีพรรคได้คะแนนเสียงเกิน 250 เสียง พรรคที่ได้อันดับหนึ่งก็จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเวลานี้พรรคเพื่อไทยแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 พรรค คะแนนก็อาจจะไม่ได้อันดับหนึ่ง ขณะที่พลังประชารัฐก็ยังเดาไม่ถูกว่าจะมาได้เยอะแค่ไหน หรือประชาธิปัตย์ที่ซึ่งไม่ได้แตกตัวเป็นพรรคอื่น แต่มีย้ายไปพรรคอื่นบ้าง ก็ยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น ดังนั้นก็ยังมีโอกาสได้คะแนนอันดับหนึ่งแม้จะไม่เยอะ ซึ่งต้องไปดูต่อไปว่าจะสามารถจูบปากใครตั้งรัฐบาลได้

รวมทั้งรอบนี้ต้องจับตาไปยัง “งูเห่า” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยจากฝั่งไทยรักไทยย้ายเข้ามายังพลังประชารัฐ หากพูดแบบสุภาพก็คือเสรีชน แต่หากพูดแบบไม่ดีก็คือ “งูเห่า” ซึ่งยังอยากทำวิจัยเลยว่างูเห่าเป็นปัจจัยที่ดีหรือไม่ดีสำหรับประชาธิปไตยของไทย เพราะบางครั้งก็ทำให้เราสามารถก้าวข้ามทางตัน บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤตก็ได้ รอบนี้กลุ่มงูเห่าก็ยังคงมีความสำคัญ

‘จาตุรนต์’ถอดรหัสเลือกตั้งปี’62 ครั้งนี้จะเหนือความคาดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575395

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

'จาตุรนต์'ถอดรหัสเลือกตั้งปี'62 ครั้งนี้จะเหนือความคาดหมาย

โดย…ปริญญา ชูเลขา

         นับถอยหลังศึกเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 เข้มข้นมาทุกขณะ จาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ยอมฝืนใจเดินจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อมานำคนรุ่นใหม่ไฟแรงสายพันธุ์ “พรรคไทยรักไทย” รุ่นจิ๋ว ประกาศจุดยืนว่า ทษช.ขออาสาเป็นหัวหอกฝ่ายประชาธิปไตยที่จะสกัดกั้นทุกวิถีทางไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแม่ทัพใหญ่แห่ง ทษช. พูดถึงกลยุทธ์และแนวทางต่อสู้ของ ทษช.ที่วางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งไว้ 3 เรื่อง คือ 1.ทษช. คือ พรรคฝ่ายประชาธิปไตย 2.ทษช. ต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ และ 3.ทษช. คือ สายพันธุ์แท้ของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ที่จะกลับมาผงาดชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งในยุคที่ ทรท.เคยประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนทุกระดับ

จาตุรนต์ กล่าวว่า มีความมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเกิดปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายหลายอย่าง แม้จะยังประเมินไม่ได้ว่าแต่ละพรรคจะได้ที่นั่งเท่าไร เพราะต้องรอดูหลังวันเปิดรับสมัคร สส.เขต และบัญชีรายชื่อก่อนว่าแต่ละพรรคส่งใครเข้าประกวด จึงจะประเมินได้ แต่สิ่งสำคัญขณะนี้ คือ ทำให้ประชาชนรู้จัก เพราะเป็นพรรคใหม่ สำหรับจุดขายของพรรคที่จะทำให้ได้รับคะแนนเสียง คือ 1.ทษช.รวมบุคลากรที่หลากหลายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และความทันสมัยมีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานบริหารมาเป็นกำลังหลักของพรรค

2.นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์จากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย เดิมมาร่วมงาน จึงเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และคนมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงมาผสมผสานกัน ที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าพรรคการเมืองที่มี “สายพันธุ์ไทยรักไทย” มารวมกับคนรุ่นใหม่สามารถบริหารหรือทำนโยบายให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่นักการเมืองสมัยไทยรักไทยเคยสร้างปรากฏการณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้สำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเทคะแนนเสียงให้อย่างถล่มทลาย จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะสามารถทำนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศไว้กับประชาชนได้จริง

“อีกจุดขายหนึ่ง คือ ความชัดเจนของ ทษช.ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรคต้องการสร้างประชาธิปไตยขึ้นใหม่ และระหว่างทางไปถึงวันเลือกตั้ง เมื่อประชาชนได้รู้ถึงความชัดเจนของ ทษช.ย่อมจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ” จาตุรนต์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์ในการเจาะพื้นที่เพื่อเอาชนะในการแข่งขันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและภาคใต้ ลักษณะภูมิศาสตร์ทางการเมืองคล้ายคลึงกัน คือ ประชาชนนิยมเลือกพรรค เพราะกระแสมีความสำคัญมาก จึงต้องเน้นสร้างความนิยมต่อพรรค โดยจะสร้างความตระหนักรู้ถึงตัวผู้สมัคร นโยบายพรรค หรือว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคเพื่อไทย โดยการจัดส่งผู้สมัคร สส.เขต หรือบัญชีรายชื่อ อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นและประเมินคู่แข่งในพื้นที่ ก่อนจะสรุปรายชื่อส่งให้คณะกรรมการสรรหาตัดสิน โดยจะส่งผู้สมัครให้มากที่สุด ยิ่ง ทษช.เป็นพรรคใหม่ การจะส่งให้ครบทุกเขตคงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราจะไม่ต้องการส่งผู้สมัคร “โนเนม” เพราะประชาชนจะตำหนิเอาได้

“การเลือกตั้งในอดีตไม่มีอะไรแน่นอน ผู้สมัครเก่า หรือพรรคเก่า จะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป เช่น เพิ่งยุบสภาไป แต่พอเลือกตั้งใหม่กลับสอบตก 30% แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ห่างกันมากราวๆ 8 ปี ฉะนั้นจะไม่มีใครรู้ว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเก่าลงแล้วจะชนะหรือไม่ แม้ ทษช.จะมีอดีต สส.อยู่น้อยแต่ก็ว่าไม่แน่ เพราะขนาดอดีตนักการเมืองรุ่นเก๋าๆ ยังแพ้ให้กับนักการเมืองหน้าใหม่ ที่เรียกว่าปรากฏการณ์นกแล เมื่อครั้งพรรคไทยรักไทยเคยชนะเลือกตั้งต่อนักการเมืองรุ่นเก๋ามาแล้วทั้งแบบบัญชีรายชื่อและยกเขตมาแล้ว”  จาตุรนต์ กล่าวปัจจัยและเงื่อนไขที่ “จาตุรนต์” มั่นใจว่าจะทำให้ชนะการเลือกตั้ง คือ กระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะอดีต สส.หรือนักการเมืองหน้าใหม่ไปสังกัดพรรคไหน เพราะขณะนี้การเมืองมีการแบ่งขั้วกันชัดเจน โดยการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หากบางพื้นที่ต้องแข่งกับ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เกิดกระแสตีกลับจากนโยบาย ลด แลก แจก แถม มากๆ ด้วยการโยงพรรคเข้ากับนโยบายรัฐบาลด้วยการอาศัยโครงการแจกไม่อั้น จนเกิดกระแสตีกลับ ประชาชนปฏิเสธการกระทำแบบนี้ และเกิดกระแสไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ย่อมจะทำให้ตัวแทน ทษช.ชนะได้ จึงมั่นใจว่ากระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทาง ทษช.ย่อมชนะแบบยกเขต หรือยกจังหวัดได้แน่นอน

หรือแม้แต่การแข่งขันกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หากเกิดกระแสความเชื่อว่า ปชป.จะไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ถึงเวลานั้น ทษช.จะได้คะแนนมากขึ้น เพราะขณะนี้เกิดกระแสความต้องการรัฐบาลพลเรือนที่เป็นประชาธิปไตยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทน ดังนั้นในช่วงที่มีการเปิดรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าจะเลือกแนวทางใด

“ตอนนี้ประเมินยาก เพราะไม่รู้ถึงพฤติกรรมการเลือกของประชาชน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้บัตรใบเดียว แต่พอประเมินได้ว่า ภาคเหนือ อีสาน และใต้ หรือ กทม. ประชาชนจะให้น้ำหนักกับกระแสพรรคมากกว่าตัวผู้สมัคร แต่ครั้งนี้มีอีกตัวแปรอีกอย่างที่น่าจับตา คือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวชี้วัดผลเลือกตั้งด้วย” จาตุรนต์ กล่าว

จาตุรนต์ กล่าวว่า การเลือกตั้งในอดีตนับแต่วันรับสมัคร จนถึงวันเลือกตั้งจริงๆ อาจเกิดความแตกต่างคลาดเคลื่อนได้ไม่น้อย และครั้งนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แต่สิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารกับประชาชนให้ดีว่าเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่ขณะนี้เกิดจากการบริหารผิดพลาดจากการเป็นรัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ จึงไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ยอดรายได้จากการท่องเที่ยวตกลง หรือการลงทุนในประเทศน้อยมาก โครงการลงทุนขนาดใหญ่ๆ ก็ล่าช้า ยิ่งเกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจายแพร่กว้างไปทั่ว ประชาชนจึงไม่มีรายได้และไม่มีเงินในกระเป๋าเดือดร้อนกันถ้วนหน้าไปหมด เพราะการปกครองแบบไม่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐบาลเข้าสู่อำนาจด้วยการยึดอำนาจโดยอ้างความมั่นคง และกลับเห็นข้อเรียกร้องของประชาชนเป็นเรื่องความวุ่นวายและน่ารำคาญจนกระทั่งบริหารประเทศไปแบบผิดทิศผิดทาง

ที่สำคัญ เอื้อประโยชน์ต่อทุนขนาดใหญ่ด้วยการดึงเข้ามาร่วมโครงการรัฐ หรือให้โครงการใหญ่ๆ ของรัฐไปแบบง่ายๆ ปราศจากการแข่งขัน สภาพอย่างนี้ถ้าประชาชนรู้ว่าจะเลือกรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ หรือรัฐบาลประชาธิปไตย

“แม้จะชัดเจนระดับหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงว่าที่นายกรัฐมนตรี เว้นแต่จะเปลี่ยนใจ แต่หากลงจริงในบัญชีว่าที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จะวางตัวอย่างไร ที่สำคัญถ้าประชาชนไม่สนับสนุนเกิดกระแสต้าน พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ ว่าควรพอได้แล้ว ยิ่งจากนี้ไป กระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จะแรงกว่าและแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

จาตุรนต์ ฟันธงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีลักษณะเป็นการเลือกว่าจะให้รัฐบาลนี้อยู่ต่ออีกหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ โดยเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วจะต้องเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย จากนั้นจะมีการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแต่ละพรรคว่า พรรคใดมีนโยบายดีกว่ากัน ที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ โดยทุกพรรคย่อมจะเป็นพันธมิตรกัน คือ ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ ดังนั้นเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรค เพราะเป็นพรรคที่เกิดจากคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และผนึกกำลัง กับนักการเมืองยุคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ที่ต้องสู้มายาวนาน รวมถึงการต่อสู้ในเกมนี้ แม้รู้ว่าเป็นกับดัก โดยจะอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจ ประชาชนย่อมจะเลือก ทษช.อย่างแน่นอน

จาตุรนต์ กล่าวปิดท้ายว่า เรื่องใหญ่วันนี้ คือเลือกตั้งใช้บัตรใบเดียว ดังนั้นกระแสว่าที่นายกรัฐมนตรีและพรรคการเมือง ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน คนไทยมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนไปในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือ ประชาชนให้ความสำคัญพรรคการเมืองมากขึ้น และบวกรวมกับว่าที่นายกรัฐมนตรี สุดท้ายการเลือกตั้งจะไปขมวดรวมกันว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกหรือไม่ เหมือนกับการเมืองในหลายๆ ประเทศ คือ เลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นอยู่เดิมจะรักษาแชมป์ได้หรือไม่

“ตามคาดหมายและคาดหวังจากต่างประเทศ เมื่อคืนอำนาจให้ประชาชน จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมือง เพื่อที่จะได้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชนมาบริหารประเทศ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะทำในสิ่งตรงกันข้าม ผิดจากความคาดหวังจากนานาประเทศ เพราะต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะถูกปกครองโดยกองทัพ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสิ่งที่นานาชาติไม่ให้การยอมรับ” จาตุรนต์ กล่าว

ผู้สมัครทับซ้อน ปัญหาเก่าเพื่อไทย’ชัยภูมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575317

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 07:36 น.

ผู้สมัครทับซ้อน ปัญหาเก่าเพื่อไทย'ชัยภูมิ'

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ชัยภูมิ พื้นที่เลือกตั้งภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ซึ่งแม้จะยังไม่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งและการรับสมัคร สส. แต่สำหรับชัยภูมิก็เริ่มส่อเค้าปัญหาจากผลพวงของการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จากเดิมที่เคยมี 7 เขต สส.7 คน ก็ลดเหลือ 6 เขต สส. 6 คน พรรคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่พ้นพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่เดิม ซึ่งครองที่นั่งทั้ง 7 ที่นั่ง

มาครั้งนี้เขตที่มีปัญหาคือ เขตเลือกตั้งที่ 4 อ.หนองบัวแดง และเกษตรสมบูรณ์ และเขตเลือกตั้งที่ 5 อ.ภูเขียว และ อ.คอนสาร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของ เจริญ จรรย์โกมล ครั้งนี้เจริญยืนยันว่าจะขอลงในระบบเขตอีกครั้ง ในขณะที่อดีต สส.เดิม คือ มานะ โลหะวณิชย์ และ พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุลก็ไม่ยอมย้ายพื้นที่เช่นเดียวกัน

หากไม่นับปัญหาการแบ่งเขต พรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิม ดูจะมีความพร้อมมากที่สุดในการวางตัวผู้สมัคร โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองชัยภูมิ เตรียมส่ง โอชิษฐ์ เกียรติก้อง ชูชัย อดีต สส. 2 สมัย ลงเช่นเดิม โดยมี ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ คู่แข่งเก่า ลงในนามพรรคภูมิใจไทย

เดิมนั้นในการเลือกตั้งปี 2554 โอชิษฐ์ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยและได้รับชัยชนะ กระทั่งในการเลือกตั้งปี 2557 พรรคเพื่อไทยก็ทาบทามให้มาลงในนามพรรคเพื่อไทย โดยให้ประสิทธิ์ซึ่งเคยเป็นผู้สมัครของเพื่อไทยหลีกทางไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ครั้งนี้ประสิทธิ์จึงตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย เพื่อแก้มือกับโอชิษฐ์ นอกจากนี้ยัง มีนัฏฐิกา โล่ห์วีระ บุตรสาว ธเนศน์ โล่ห์วีระ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ หลาน อร่ามอาชว์วัต หรือ อร่าม โล่ห์วีระ อดีต สส.หลายสมัย มาลงในนามพรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.จัตุรัส เนินสง่า บ้านเขว้า และหนองบัวระเหว ก็เป็นอีกเขตหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยมีปัญหา ผู้สมัครทับซ้อนระหว่าง ปาริชาติ ชาลีเครือดีต สส. น้องสาว สุชน ชาลีเครือ อดีต สว.ชัยภูมิ อาคม หาญนอกอดีตรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด กับ อรรถวีร์ อุระวัฒนพันธ์สจ.เขต อ.จัตุรัส

ที่ผ่านมาความคลุมเครือในการส่งผู้สมัครของเพื่อไทยก็ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าตระกูลชาลีเครืออาจทิ้งเพื่อไทยไปสังกัดพรรคอื่น โดยกระแสพุ่งไปยังพรรคพลังประชารัฐ แต่สุชนเองก็ออกมาสยบข่าวยืนยันว่าตระกูลชาลีเครือจะยังร่วมงานกับเพื่อไทยต่อไป จึงต้องจับตาดูว่าที่สุดแล้วเพื่อไทยจะคัดตัว ผู้สมัครอย่างไร

ในขณะที่คู่แข่งก็มีความแรงไม่น้อย โดยเฉพาะ เชิงชาย ชาลีรินทร์ บุตรชายพ.ท.อรุณ ชาลีรินทร์ อดีต สส.ชัยภูมิ ที่ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ และ ไถง ครอบบัวบาน ที่ปรึกษานายก อบจ.ชัยภูมิ ทีมงานตระกูลโล่ห์วีระ ที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ และที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งคือ สุนทรี ชัยวิรัตนะ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย บุตรสาว สันติ ชัยวิรัตนะ ที่ครั้งนี้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.เทพสถิต บำเหน็จณรงค์ ภักดีชุมพล และซับใหญ่ น่าจะเป็นผู้สมัครอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคนเดิม คือ อนันต์ ลิมปคุปตถาวร โดยจะพบกับ กฤษณ์ดนัย หมู่สะแก จากประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 4 ที่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่อาจเป็นเขตที่เกิดปัญหามากที่สุด เพราะมีอดีต สส.เจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีฐานเสียงในเขต อ.หนองบัวแดง และเกษตรสมบูรณ์ คือ มานะ โลหะวณิชย์และ เจริญ จรรย์โกมล แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ของเจริญยังทับซ้อนกับ พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ในเขตเลือกตั้งที่ 5 อีกด้วย ซึ่งอาจเป็นอีกรอยร้าวหนึ่งของพรรคเพื่อไทยใน จ.ชัยภูมิ

และสุดท้ายในเขตเลือกตั้งที่ 6 อ.แก้งคร้อ คอนสวรรค์ และบ้านแท่น จะมีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยหน้าเดิมครองแชมป์เป็น สส.ในเขตนี้มาหลายสมัยยาวนาน คือ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์สำหรับกระแสของคู่แข่งอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีการทาบทามอดีตนายกเทศบาลตำบล นายก อบต. รวมทั้ง ส.อบจ.ในแต่ละพื้นที่ลงแข่งเป็นหลัก

ต้องจับตาว่าถึงที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยจะจัดการอย่างไรกับบรรดาผู้สมัครในเขตต่างๆ ที่ยังทับซ้อนกัน เพราะหากเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้น นั่นหมายถึงคะแนนเสียงที่จะต้องหายไป และที่สำคัญนี่คือปัญหาที่ทำให้อดีต สส.หลายคนของเพื่อไทยในอดีตต้องย้ายสังกัดกลายมาเป็นคู่แข่งขันอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว

ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575124

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:54 น.

ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

นับถอยหลังเลือกตั้งใหญ่ในปี 2562 ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ละพรรคการเมืองมีขุนพลคนสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรคแตกต่างกันไป แต่ก็มองไปที่เป้าหมายใหญ่ปลายทางของทุกพรรค คือ การได้รับโอกาสจากประชาชนมอบความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ละพรรคจึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาในสนามการเมือง

สนามการเมืองภาคเหนือ คู่ขับเคี่ยวที่ต้องจับตา คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) แชมป์เก่าเจ้าของพื้นที่ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นฝ่ายที่มาท้าชิง ทั้งสองพรรคต่างก็มีขุนพลนำทัพ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ได้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมชาวพะเยาเพื่อชาวพะเยา และนักธุรกิจชื่อดัง เข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ขุนพลนำทัพคนสำคัญ

การเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตา เพราะในอดีต ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นกำลังหลักที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยทั้งใน จ.พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียง

ครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ประกาศชัดว่า จะลงสมัครในเขต 1 จ.พะเยา บ้านเกิดด้วยตัวเอง

“ที่ผ่านมาผมได้อยู่กับประชาชนชาวพะเยา เขาเห็นว่าผมเอาจริงเรื่องการพัฒนาให้คนพะเยา มีเสียงเรียกร้องให้ผมลง สส. ซึ่งใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจที่จะลงเขต 1 ผมลงเองอยู่แล้ว มั่นใจว่าผมยกทีมทั้ง 3 เขต”

ร.อ.ธรรมนัส เล่าถึงการวางฐานการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือว่า กลุ่มพลังของจังหวัดต่างๆ ได้มีการรวมกลุ่มกัน ซึ่งเขาได้ให้การช่วยเหลือดูแลเพื่อสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพัฒนาจังหวัดตนเองด้วยกลุ่มพลังท้องถิ่น สร้างแนวร่วมของประชาชน ผู้นำ กลุ่มจิตอาสาต่างๆ เลือกแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จังหวัดหรือท้องถิ่นมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

“เป้าหมายที่ต้องการ คือ ทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสที่จะร่วมบริหารผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผ่านตัวแทนที่เลือกเข้าไปได้อย่างสบายใจ ตรวจสอบผู้แทนตนเองได้ กลุ่มการเมืองที่ผมดูแลอยู่ในจังหวัดต่างๆ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมาย รับรู้และคลุกคลีกับท้องถิ่น ประชาชนตลอดเวลา ก้าวสู่ภารกิจพลิกโฉมการ เมืองเพื่อพัฒนาท้องถิ่น นำพากันก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

ขณะที่ฟากพรรคเพื่อไทย แกนนำสำคัญในพื้นที่ ก็คือ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันรั้งตำแหน่งโฆษกพรรคเพื่อไทย

“ภาคเหนือ คือ ถิ่นกำเนิดของนายกรัฐมนตรีประเทศไทยถึงสองคน คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะต้นทุนทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยและเพื่อไทยที่มีมายาวนานอย่างเหนียวแน่น” ลดาวัลลิ์ ประกาศถึงความมั่นใจและย้ำว่า นโยบายของพรรคเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน พร้อมด้วยผลงานของรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ จึงนำมาซึ่งความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง

แม้จะมีความมั่นใจ แต่ก็ไม่ประมาท สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ลดาวัลลิ์บอกว่าไม่เป็นที่หนักใจแต่อย่างใด โดยอดีต สส.ในพื้นที่ต่างก็ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ มีการคลุกคลีกับประชาชนด้วยความสัมพันธ์แนบแน่น พบปะประชาชนไม่ขาด พบปะแกนนำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ ในลักษณะของการไปเยี่ยมเยียน สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน

ในฐานะที่แกนนำของทั้งสองพรรคเคยร่วมงานการเมืองเป็นทีมงานเดียวกันมาก่อน เมื่อถึงคราวที่ต้องกลายมาเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง ลดาวัลลิ์ บอกว่า การได้ทำงานการเมืองแม้ว่าอาจจะต่างพรรค แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

“ท่านผู้กองฯ กับพี่ต้อย เรานับถือกันมาตลอดเวลา ทราบมาตลอดว่าท่านผู้กองฯ ให้เกียรติและกล่าวถึงพี่ต้อยในทางที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ลดาวัลลิ์ กล่าวถึงแกนนำของพรรคการเมืองคู่แข่งขันอย่างชื่นชม

เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส ก็กล่าวยกย่องว่า ลดาวัลลิ์ คือ นักการเมืองต้นแบบที่ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน

“พี่ต้อยคือต้นแบบคนทำงานการเมืองเพื่อบ้านเกิด เห็นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ท่านเป็นนักประสานและเข้าได้กับทุกกลุ่ม ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดี ให้คำแนะนำคำสอนที่มีประโยชน์แก่นักการเมืองรุ่นหลัง ทุกวันนี้ผมกับพี่ต้อยเราก็ติดต่อสนทนากันด้วยความเป็นพี่น้องอย่างอบอุ่น จึงจะเป็นการเมืองที่ก้าวข้ามความขัดแย้งที่แท้จริง”

รวมพลคนสภา รำลึกปิดฉาก 44 ปีอู่ทองใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575030

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

รวมพลคนสภา รำลึกปิดฉาก 44 ปีอู่ทองใน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยกำลังเตรียมบันทึกประวัติศาสตร์อีกหนึ่งบท ภายหลังอาคารรัฐสภาที่ตั้งอยู่ที่ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กำลังจะปิดตัวลงอย่างทางการในสิ้นปี 2561 โดยวันที่ 26 ธ.ค.จะมีการจัดกิจกรรม “Big Cleaning สภาครั้งใหญ่” เชิญสมาชิก สนช. ผู้ปฏิบัติงาน สื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรวมพลังคนสภาทุกกลุ่มเป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสุดท้ายของสภาแห่งนี้ก่อนส่งมอบให้สำนักพระราชวังในปี 2562

รัฐสภาแห่งนี้เปิดใช้งานตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2517 ถ้านับถึงเวลานี้ก็มีเวลาถึง 44 ปี จากเดิมที่ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ถ้าเปรียบอาคารรัฐสภาเป็นคนธรรมดาแล้ว คนคนหนึ่งในวัย 44 ปี เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ถ้ามองย้อนกลับไปก็เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง

เหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภาแทบทั้งสิ้น การยุบสภาผู้แทนราษฎรทั้งน้ำตาของพรรคชาติไทย การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่นำมาสู่การยุบสภาหลายครั้ง การเกิดปรากฏการณ์งูเห่าของ สส.พรรคพลังประชาชนที่ ไปสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล การเสียบบัตรลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญแทนกัน หรือ การเร่งอนุมัติร่างกฎหมายนิรโทษกรรมกันตอนตีสี่ หน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ต่างอุบัติขึ้นที่ถนนอู่ทองในทั้งนั้น

มาวันนี้อาคารรัฐสภาหลังปัจจุบันกำลังจะปิดตัว และเตรียมย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ ย่านเกียกกายที่จะสร้างเสร็จในเดือน มิ.ย. 2562

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เล่าความ ในใจว่า เป็น สส.ครั้งแรกและทำงานที่อาคารรัฐสภาที่ถนนอู่ทองในมาตั้งแต่เมื่อปี 2529 เรียกว่าเป็นสถานที่ทำงานการเมืองที่ได้มีโอกาสทำงานและพบเห็นอะไรมากมาย ล้วนแต่เป็นความทรงจำที่ดี ตลอดที่ทำงานที่สภามา ยอมรับว่าสถานที่ค่อนข้างคับแคบพอสมควร

“เหตุการณ์สำคัญที่ตัวเองไม่มีวันลืม คือ การที่กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมาชุมนุมล้อมอาคารรัฐสภา ครั้งหนึ่งผมและท่านบรรหาร ศิลปอาชา ต้องข้ามกำแพงรัฐสภาออกมาเพื่อหลบกลุ่มผู้ชุมนุม หรืออีกครั้งก็ได้อาศัยรถพยาบาลออกมาพร้อมกับบุตรชาย”

“ในแง่ของสถานที่ โดยเฉพาะห้องประชุมใหญ่รัฐสภาเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก เพราะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงขนาดใหญ่ประดับอยู่ ซึ่งจะเป็นเครื่องเตือนใจสมาชิกรัฐสภาทุกคนต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญให้สมกับเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย”

สมศักดิ์ ยอมรับว่า มีหลายคนอาจ มองว่ารัฐสภาอาจจะไม่ได้แก้ไขปัญหากับประเทศได้มากนัก แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งจะพบว่ารัฐสภาได้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาของประเทศหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบของรัฐสภา แต่เป็นเรื่องของคนที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

“สมัยผมเป็น สส. ผมได้เห็นความงดงามของการทำงานในสภาหลายครั้ง เช่น การอภิปรายโต้เถียงกันในห้องประชุมสภากันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอออกมานอกห้องประชุมก็ยังสามารถ

มานั่งกินกาแฟเพื่อหารือเรื่องบ้านเมืองกันได้ แต่ระยะหลังมานี้ไม่ใช่อย่างนั้น มีแต่การผูกใจเจ็บและบานปลายจนเกิดความขัดแย้ง ดังนั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดีจะกลับมาอีกครั้ง”

เช่นเดียวกับ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ครั้งหนึ่งได้ตำแหน่งดาวเด่นจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภา เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับ สส.ทุกคน แม้แต่ สส.ในพรรคเดียวกันเอง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ไม่น้อยเหมือนกัน

“ผมเป็น สส.ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2544 แต่ก่อนจะมาเป็น สส.ก็มีความผูกพันกับอาคารรัฐสภา เพราะเวลานั้นก็ได้นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มายื่นต่อสมาชิกรัฐสภาและ ผลักดันได้สำเร็จหลายเรื่อง เช่น โฉนดที่ดิน ปัญหาที่ดินทำกิน จึงเห็นว่ารัฐสภาสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ จากนี้ไปผู้แทนราษฎรจะต้องร่วมกันทำให้สภากลับมามีความน่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกครั้ง” อดีตดาวเด่นประจำสภา ตั้งความหวัง

แรงต้านกำลังหนัก เหวี่ยงใส่’พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574930

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 06:56 น.

แรงต้านกำลังหนัก เหวี่ยงใส่'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่ทันลงสนามเลือกตั้งและยังไม่ทันได้เป็นรัฐบาล ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ จะกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งในเวลานี้

โดยดูได้จากปริมาณของอดีต สส.และบรรดาว่าที่ผู้สมัคร สส.ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทั้งผู้สมัครเกรดเอและผู้สมัครเกรดรองที่พร้อมเข้ามาชิงเก้าอี้ สส.ล้วนแล้วแต่เป็นขาใหญ่แทบทั้งสิ้น

ประกอบกับ พรรคพลังประชารัฐ ยังมีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันถึง 4 คนเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองพรรคนี้พร้อมจะเข้ามาเป็นขั้วอำนาจการเมืองใหม่แทนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแทบทุกด้าน โดยเฉพาะการมีจุดเชื่อมโยงกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน และการประกาศพร้อมสานงานของรัฐบาลนี้ต่อ ยิ่งทำให้พรรคมีจุดขายเรื่องความเป็นรูปธรรมและความต่อเนื่องของนโยบาย ผิดกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่แม้จะเปิดตัวไฉไล แต่ก็ยังมีคำถามว่าจะมีความเป็นรูปธรรมหรือไม่ เนื่องจากต้องมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

จึงไม่แปลกที่เวลานี้พรรคพลังประชารัฐ จะกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีโอกาสดีกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ที่สำคัญยังเนื้อหอมกว่าเพื่อนด้วย ภายหลังปรากฏตัว 650 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่ได้จากการจัดงานระดมทุนของพรรคเมื่อไม่นานมานี้

ยิ่งเป็นการตอกย้ำห้ามประมาทพรรคพลังประชารัฐเป็นอันขาด

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐในเวลานี้ ด้านหนึ่งแม้จะเป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ แต่ในทางกลับกันอาจเป็นหนามแหลมเข้ามาทิ่มพรรคพลังประชารัฐอย่างคาดไม่ถึง ภายหลังมีประเด็นทางการเมืองที่มีการพาดพิงมาถึงพรรคพลังประชารัฐค่อนข้างรุนแรง

เริ่มแรกมาตั้งแต่การประกาศท่าทีของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” หนึ่งใน แกนนำคนสำคัญที่บอกในวันเปิดตัวร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา เราจะ ต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้”

กลายเป็นวาทกรรมที่พรรค การเมืองฝ่ายตรงข้ามเอามาถล่มทันที เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคการเมืองปัจจุบันต่างตกเป็น ฝ่ายเสียเปรียบภายใต้กติกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ เมื่อแกนนำ พรรคพลังประชารัฐออกมาระบุเช่นนั้น ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก

ก่อนไฟจะลามทุ่งไปมากกว่านี้ ทำให้ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดกระแสว่าเป็นการพูดสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพื่อให้ลงพื้นที่พบประชาชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย

ฝุ่นควันยังไม่ทันจะจางลงไป ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็มีเรื่องขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานระดมทุนของพรรคเมื่อไม่นานมานี้ เพราะเหตุที่ไปมีชื่อหน่วยงานภาครัฐเข้าไปร่วมจองโต๊ะด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหน่วยงานเหล่านี้เอาเงินจากที่ไหนมาอุดหนุนพรรคพลังประชารัฐ

ครั้งนี้ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐถูกตะลุมบอนหนักกว่าทุกครั้ง หลายพรรคต่างพร้อมใจถล่มพรรคพลังประชารัฐอย่างพร้อมเพรียง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐจะขอเวลาอีก 2-3 สัปดาห์ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน

ไม่น่าเชื่อว่าจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐจะกลายเป็นจุดเปราะบางที่ทำให้พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมีช่องฉวยโอกาสเข้ามาโจมตีได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคพลังประชารัฐถูกจับตามองด้วยสายตาของการจับผิด มากกว่าการมองด้วยความชื่นชมในความเป็นพรรคการเมืองใหม่

พรรคการเมืองคู่แข่งหลายพรรคต่างได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชารัฐ อย่างการถูกพรรคพลังประชารัฐดูดอดีต สส.หรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีกระแสดีไปเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองในฐานะเจ้าที่เดิมจะออกอาการไม่ชอบหน้าเป็นพิเศษ

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐในเวลานี้กำลังเผชิญกับศึกรอบด้าน ถ้าปล่อยไว้นานมากกว่านี้ พรรคพลังประชารัฐจะตกที่นั่งลำบากทันที

ดังนั้น บางทีการแก้ไขสถานการณ์ด้วยการที่ 4 รัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่งในช่วงนี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

การสวมหมวกสองใบของรัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะไม่เป็นปัญหาเลย หาก เป็นรัฐบาลรักษาการตามระบบปกติ แต่ตอนนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศเต็มที่สามารถอนุมัติโครงการหรืองบประมาณที่มีผลผูกพัน ระยะยาวได้

เชื้อไฟลูกนี้ถูกจุดติดและเกิดสะเก็ดไฟมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐจะพยายามทำเป็นมองไม่เห็น ทั้งๆ ที่กระแสกดดันต่อเรื่องนี้มีมากพอสมควร

สถานการณ์กำลังเดินทางมาถึงจุดที่พรรคพลังประชารัฐต้องเลือกแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะสามารถรวบทุกอย่างไว้ในมือได้หมด

การยอมปล่อยมือจากบางอย่างออกไปอาจเป็นทางที่ดีทางหนึ่ง มิเช่นนั้นแรงเหวี่ยงและแรงต่อต้านที่ส่งมายังพรรคพลังประชารัฐอาจมีมากถึงขนาดทำให้ไปไม่ถึงดวงดาวก็เป็นได้

“พรรคประชาชาติ เพื่อทุกชาติพันธุ์” เปิดใจ”วันมูหะมัดนอร์ มะทา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574852

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 08:54 น.

"พรรคประชาชาติ เพื่อทุกชาติพันธุ์" เปิดใจ"วันมูหะมัดนอร์ มะทา"

ส่องวิสัยทัศน์ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติที่หวังให้พรรคเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน และเป็นพรรคเพื่อคนทุกชาติพันธุ์

****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตาไม่น้อยสำหรับพรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรค ซึ่งสั่งสมประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังมีดีกรีถึงอดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรชาวมุสลิมคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันนอร์ เท้าความความเป็นมาถึงการก่อกำเนิดพรรคว่า หลังจากปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งช่วงนั้นไม่มีพรรคการเมือง แต่ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้สึกว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่และเปิดโอกาสให้ตั้งพรรคการเมือง ประชาชนในพื้นที่จึงมาหาตนกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค

“เพื่อความมั่นใจผมกับคุณทวีลองทำโพลดูว่า ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่กับพรรคการเมืองเก่า ประชาชนต้องการแบบไหน โดยเฉพาะ 3-4 จังหวัด รวมถึง จ.สงขลา มีความเห็นว่าควรตั้งพรรคการเมืองใหม่ น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่า ซึ่งเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 60% กว่าๆ ที่เหลือไปนิยมพรรคเก่า เช่น ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และพรรคอื่นๆ”

หัวหน้าพรรค เล่าต่อว่า เลยลองตั้งพรรคและเชิญชวนผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และอื่นๆ อีกหลากหลาย และมอบให้ พ.ต.อ.ทวี รับผิดชอบเรื่องนโยบายพรรค ว่าแนวโน้มถ้าพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นควรประกอบด้วยอะไรบ้างที่ไม่ใช่พรรคของ 3 จังหวัดภาคใต้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพรรคของทั่วประเทศ

“ท่านทวีก็ระดมนักวิชาการจากหลายสถาบันชั้นนำของประเทศ โดยใช้เวลา 5-6 เดือน เพื่อจะเห็นพรรคการเมืองที่น่าจะเป็นทางออกใหม่ ไม่เหมือนพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว แต่อันใหม่ที่เราเห็นว่ามีพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ยังตกสำรวจอยู่เยอะ เช่น คนชายขอบ ชาติพันธุ์ทั้งหลาย หรือพวกมีวัฒนธรรม ภาษาที่แตกต่าง ยังอยู่ชายขอบที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศ”

อย่างไรก็ตาม พรรคจึงได้เน้นเรื่องดังกล่าว แม้กระทั่งชื่อพรรคก็เน้นว่า “ชาติ” ซึ่งเป็นของประชาชนที่มีความหลากหลาย และใช้หลัก “พหุสังคม” ไม่ว่าใครจะมาจากเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม เพื่อมาร่วมเป็นพลังสร้างชาติ นี่คือหลักการของพรรค

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นวันนอร์เห็นว่าจำเป็นเนื่องด้วยเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญซ่อนเงื่อน ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่มาก ถ้าไม่แก้จะเกิดปัญหาวิกฤตในด้านการปกครอง เช่น มาตรา 272 กำหนดว่าเวลาเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้สมาชิก 2 สภา แน่นอนมี สว.สนับสนุน 250 เสียง และไปเอา สส.เพียง 125 เสียง ก็ได้เป็นนายกฯ

นอกจากนี้ ถ้านายกฯ คนนั้นเสียงในสภาผู้แทนฯ ไม่เกินครึ่งหนึ่ง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเสนอกฎหมาย ต้องเสนอโดยสภาผู้แทนฯ จะเห็นว่าได้นายกฯ แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ดังนั้น ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

“สว.ไม่น่าจะมายุ่งเกี่ยวกับการเลือกผู้บริหารประเทศ ควรจะเป็นผู้กลั่นกรองกฎหมาย ถ้าไม่แก้ไขจะมีปัญหาพอกพูน เมื่อมีปัญหาบ้านเมือง คือ ได้นายกฯแต่ไม่มีศักยภาพบริหารประเทศ แน่นอนการแก้ปัญหาไม่ว่าเป็นความสงบภาคใต้ เศรษฐกิจ ย่อมทำได้ลำบาก นี่เป็นเพียงมาตราเดียว แต่รัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา 10 กว่ามาตรา”

วันนอร์ ขยายความต่อว่า แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนให้แก้ยาก เช่น ถ้ามีฝ่ายค้านเกินกว่า 10% ไม่เห็นด้วยก็แก้ไม่ได้ ทางออก คือ เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ยืนยันด้วยประชามติ 16 ล้านเสียง ก็ควรให้ประชาชนทำประชามติอีกครั้ง เพื่อถามว่าจะแก้หรือไม่ ถ้าประชาชนมีมติให้แก้ก็ดำเนินการตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คือ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนและนักวิชาการมาช่วยกันแก้

“ผมไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญ 2540 มันดีเลิศวิเศษ แต่มันดีกว่าทุกฉบับ แต่มันมีอะไรที่ยังบกพร่อง รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่ว่าไม่ดีทั้งหมด ดังนั้น เอาความดีของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับและของฉบับปัจจุบันเอามาใส่ มันก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดีกว่าใช้ไปทั้งๆ ที่รู้ว่าบกพร่อง”

วันนอร์ กล่าวต่อว่า แม้จะเคยอยู่มาหลายพรรคการเมือง แต่ข้อดีการมาอยู่พรรคเล็ก คือ ไม่แบ่งฝ่ายจนเกินไป สามารถสร้างความเป็นเอกภาพได้ แต่พรรคต้องดำเนินการในการสร้างนโยบายที่ชัดเจน แล้วต้องฟังเสียงของประชาชน และเห็นอย่างยิ่งว่าถึงเวลาที่ต้องพัฒนาพรรคการเมือง

“ผมอยู่มาหลายพรรคการเมือง เป็นประธานรัฐสภา ผมเห็นว่าฝ่ายบริหาร ตุลาการ ค่อนข้างมีการพัฒนาไปตามลำดับ แต่สภาไม่ค่อยจะเห็นสมาชิกรัฐสภาหรือบทบาทของสภาในทางพัฒนามากนัก ดังนั้นเราอยากเห็นฝ่ายของสภามีการพัฒนาไปในทางประชาธิปไตย แล้วสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน”

สำหรับปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้งรอบนี้หากเทียบกับปี 2544 และ 2548 ที่เน้นในเรื่องนโยบาย วันนอร์ ขยายความว่า อยากให้เป็นข้อสังเกตเพื่อติดตาม เพราะอาจเคยชาชินกับการเลือกตั้งในประเทศไทย บางทีซ้ำๆ เดิม คือ แยกเผด็จการกับประชาธิปไตยไม่ออก แล้วนำไปสู่วงจรอุบาทว์

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตการเลือกตั้งในเมียนมา เห็นว่าคาดไม่ถึงที่ฝ่ายประชาธิปไตยของอองซานซูจีจะชนะถล่มทลาย 80% แม้รัฐธรรมนูญเอื้อต่อทหาร ซึ่งทหารเข้ามา 25% แต่ไม่มีความหมาย เพราะประชาชน 80% เทคะแนนให้ถล่มทลาย หรือมาเลเซีย พรรครัฐบาลอัมโนของนาจิบ ราซัค เป็นรัฐบาลใช้ประชานิยม ช่วงใกล้เลือกตั้งมีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพิ่มเงินบำนาญ ให้ปุ๋ยฟรีกับเกษตรกร ดูแลราคาพืชผล ให้ทุนการศึกษา แต่พอเลือกตั้ง มหาเธร์ โมฮัมหมัด ชนะ

“ผมอยู่ใกล้ชายแดน นึกไม่ถึงว่าพรรคมหาเธร์ ซึ่งเคยแพ้เลือกตั้งจะชนะพรรคที่มีอิทธิพล แม้วันเลือกตั้งกลับเลือกวันปกติ เพราะคาดว่าฝ่ายค้านจะไปใช้สิทธิน้อย แต่คำเดียวที่มหาเธร์พูด คือ คราวนี้ประชาชนต้องจับมือกัน เพื่อล้มล้างการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลให้หมดสิ้นไป แล้วเริ่มต้นให้ประเทศสร้างเศรษฐกิจ

ผมคิดว่าไม่แน่ ที่เราคาดๆ เพราะเราคิดเอาเอง เราไม่เข้าในหัวใจประชาชน ไม่รู้ว่าประชาชนทนกับความลำบาก หรือไม่พอใจ ในการถูกบริหารจากอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งแล้วทำท่าสืบต่ออำนาจ เขาคิดอย่างไร ถ้าเขาไม่เอาเรื่องการสืบทอดอำนาจ เขาจะหันหลังและมุ่งหน้าไปว่าไม่เอาสืบทอดอำนาจ แล้วต้องการประชาธิปไตย เงินจะไม่มีความหมาย อิทธิพลก็อาจไม่กลัว ไม่รู้ได้เห็นหรือไม่ เพราะผมก็อยากเห็น”

วันนอร์ ย้ำว่า ที่ผ่านมากำลังวิเคราะห์สูตรเดิมของประเทศไทย เพราะคิดว่าประชาชนยังอยู่ที่เดิม วันนี้ประชาชนอาจไปเกินเมียนมา มาเลเซีย แต่สิ่งสำคัญคือ ช่วยเชียร์ว่าการแข่งขัน นักการเมือง คือ ผู้เล่น ประชาชน คือ ผู้ดู กรรมการ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งคราวนี้มีคุณภาพ ไม่เอาปริมาณ 80% คนมาใช้สิทธิ ทำให้ไม่มีการทุจริต ซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือใช้อิทธิพล แล้วไม่มีการโกง

“ถ้า กกต.ทำได้ ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการเมือง แต่เราจะปฏิรูปไม่ได้ ถ้าเลือกตั้งสกปรก เพราะถ้ายังมีแบบนั้นอยู่ การถอนทุน โกง จะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปฏิวัติรัฐประหาร ดังนั้น ตัวกลางสำคัญ คือ ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการถอนทุนคนทำได้ คือ กกต. 7 คน ถ้าใจไม่ถึง อย่าเป็น กกต. ให้เสียเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท แถมเสียเวลาคนไปเลือก”

วันนอร์ กล่าวถึงประเด็นสำคัญ ถ้าเปลี่ยนโดยประชาชนพร้อมใจกัน พรรคการเมืองที่ประชาชนเปลี่ยนนั้น ต้องบริหารประเทศอย่างระมัดระวังและโปร่งใส แต่ถ้าพรรคเข้ามาด้วยความเหิมเกริมไม่ระวังตัว สักพักก็มีคนต่อต้าน กลับไปอย่างเดิมอีก และคิดว่าบทเรียนที่ผ่านมา 10 ปี มันสอนพรรคการเมืองเยอะ ว่าชนะไม่ใช่เด็ดขาด โอกาสล้มมันมี

“อยู่ที่ประชาชนจะต้องคอยตักเตือน ปราม ขณะเดียวกันต้องใจเย็นด้วยใช่ว่าไม่พอใจแล้วมาเดินกลางถนน ควรรอสุดท้าย และในที่สุดผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสอนนักการเมืองเลวๆ พรรคการเมืองที่คิดว่าขอให้ได้เสียงข้างมาก ใช้เงินลงทุนซื้อเสียง ซื้อนักการเมือง ถอนทุนแน่

และสิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตสำนึกประชาชน ถ้าเหมือนมาเลเซีย ไม่รู้พร้อมใจอย่างไร ทำให้ชนะได้ รวมถึงสื่อมวลชนก็สำคัญ เพราะต้องเฝ้าทั้งกรรมการและผู้เล่นแล้วปรามประชาชน แต่ประเทศไทยไม่เหมือนเพื่อน รอบประเทศเราไม่มีปฏิวัติแต่เรายังมีอยู่”

คาด 25 ที่นั่งบวกลบ

“วันนอร์” ได้ประเมินเสียงที่พรรคประชาชาติจะได้รับหลังการเลือกตั้งว่า เป้าหมายพรรคอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไม่มากนัก ซึ่งน่าจะประมาณ 20 บวก ลบ อาจจะ 25 หรือ 15 ที่นั่ง เพราะถือเป็นพรรคใหม่เพิ่งเริ่มตั้ง และพรรคมีนโยบายชัดเจนคือ เอาคนอุดมการณ์ตรงกันมาร่วมกันทำ ไม่ใช้วิธีการดูดหรือเสนออะไรให้กับผู้สมัคร ต้องการเป็นพรรคค่อยๆ โตขึ้นอย่างมั่นคง

“ภาคใต้มี 11 เขต พรรคคิดว่าน่าจะได้ สส.เขต 6-7 คน แล้วอีก 5 คน อาจจะปริ่มๆ หรืออาจได้มากกว่านั้น แต่พรรคต้องทำงานอย่างหนัก ทว่าทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเราจะเน้นส่งในพื้นที่ 3 จังหวัดให้เต็มที่ ตอนนี้เราส่งพื้นที่ชาวเขา ชาวม้ง ชาวจีนฮ่อ 6-7 เขต ซึ่งการส่งเพราะต้องการให้เห็นว่าให้โอกาสทุกฝ่าย และคิดว่าน่าจะได้คะแนนดีพอสมควร”

อดีตประธานรัฐสภาวิเคราะห์ว่าหลังเลือกตั้งพรรคใหญ่มี สส. เกินร้อย 2-3 พรรค พรรคมี สส. เกิน 50 อาจจะหลายพรรค และพรรคเกิน 10 หรือต่ำกว่า 10 ตามกันมาอีกหลายพรรค เพราะการส่งเลือกตั้งจะมีพรรคการเมืองไปจดจัดตั้งทั้งเก่าและใหม่รวมกว่า 100 พรรค แต่จะส่งผู้สมัครไม่น่าจะเกิน 30-40 พรรคเท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะการส่งผู้สมัครต้องทำไพรมารีโหวต มีกรรมการสรรหา ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างต้องใช้เวลาและคน สมมติส่งไป 30-40 พรรคการเมืองที่จะได้ สส.อาจครึ่งหนึ่งหรืออาจไม่ได้

“เลือกข้างไปเลย อยากเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ” เปิดใจ “วัน อยู่บำรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574786

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 08:04 น.

"เลือกข้างไปเลย อยากเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ" เปิดใจ "วัน อยู่บำรุง"

“วัน อยู่บำรุง”กับเส้นทางการเมืองในการเลือกตั้งปี62 เขายืนยันว่าแม้จะมีเรื่องราวในอดีต แต่วันนี้ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพร้อมเข้าสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เพราะใกล้ถึงเวลาเลือกตั้ง แต่ละพรรคต่างเริ่มงัดนโยบายออกมาประชันกัน เช่นเดียวกับว่าที่ผู้สมัคร สส.ที่ต่างขยับเริ่มลงพื้นที่เพื่อหวังให้ได้เข้ามาในสภา สำหรับ “วัน อยู่บำรุง” ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ลูกชาย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”แกนนำพรรคเพื่อไทย แม้จะมีเรื่องราวในอดีตมากมาย แต่เจ้าตัวก็ยังมั่นใจว่าจะได้รับโอกาสจากประชาชน

วัน เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมยอมรับว่า “แม้ผมไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยถูกกล่าวหามาในอดีต ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รักพรรคพวก รักเพื่อนพ้องน้องพี่ ผมยอมเจ็บปวดกับคนที่ผมรัก ผมอาจผิดพลาด บกพร่อง จากเรื่องราวในอดีต แต่ทุกวันนี้ผมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้ว

ก็หวังว่าวันหนึ่งสังคมไทยจะให้โอกาสผม และด้วยผลงาน 7-8 ปีที่ผ่านมา ถ้าใครติดตาม จะเห็นว่าผมทำอะไรบ้าง ผมรวบรวมคนไม่รู้จักแสนกว่าคนให้มารู้จักกัน มาทำความดี มาช่วยเหลือสังคม ในนามครอบครัว ใจถึงพึ่งได้ ขอเพียงรู้จักและจะรัก เข้าใจ ในตัวผม”

วัน เท้าความถึงการอยากเป็น สส. เนื่องด้วยมีโอกาสได้ติดตาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (บิดา) ไปหาเสียงตั้งแต่ยังเด็กๆ จนซึมซับและกลายเป็นการปลูกฝัง และส่วนตัวมีความคิดอยากทำหน้าที่ สส.เหมือนบิดา ซึ่งเป็นความฝันสูงสุดในชีวิต ประกอบกับครอบครัวอยู่บำรุงเล่นการเมืองมา 30 กว่าปี

“ตระกูล อยู่บำรุง ทั้งประเทศรู้จักได้ เพราะคนชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และตอนนี้คุณพ่อเริ่มอายุมากขึ้น ไม่รู้ว่าจะเล่นการเมืองได้อีกกี่ครั้ง ผมไม่อยากให้ อยู่บำรุง เลือนหายไปจากวงการการเมืองไทย และยังมีคุณอา นวรัตน์ อยู่บำรุง สก.กทม. เขตหนองแขม 7 สมัย

อีกทั้ง พี่ชาย น้องชาย ไม่ชอบการเมือง มีผมที่ชอบ เพราะตามคุณพ่อไปหาเสียงตั้งแต่จำความได้ และคุณพ่อบอกเสมอว่า การเมืองไม่ใช่มรดก พ่อไม่สามารถเซ็นโอนตำแหน่ง สส. ให้ได้ ถ้าอยากได้ต้องทำเอาเอง ผมถามพ่อแล้วต้องทำยังไง พ่อบอกเพียงว่าทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้นั่งอยู่ในหัวใจของประชาชน”

สำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึง วัน บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ส่วนตัวมีความพร้อมมาก รอเพียงอย่างเดียวจะได้เบอร์เมื่อไหร่ เพราะด้วยบทเรียนจากการสอบตก สส. เมื่อปี 2554 ซึ่งมุ่งหวังในใจมาตลอดว่า อย่างไรก็ต้องมีเลือกตั้งใหม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 7 ปี ได้ทำงานรับใช้ประชาชนในพื้นที่ตลอด ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ งานบวช งานแต่ง งานศพ มีอะไรให้ทำขอให้บอก ไปหมด

วัน เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มถึงเหตุการณ์สอบตกครั้งนั้นว่า ตอนลงสมัคร สส. เมื่อปี 2554 มารู้ตัวเพียง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง และก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำพื้นที่เลย พอทราบว่าได้ลงก็เริ่มทำงานบริการ อาทิ ฉีดยุง หรืออะไรเท่าที่ทำได้ และยอมรับว่าอาศัยคะแนน รวมถึงอานิสงส์จาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

“ช่วงหาเสียงตอนปี 2554 ถูกชาวบ้านถามเหมือนกันว่า ยังเกเรอยู่ไหม บางคนพูดว่าไม่มีเลือกตั้งไม่เห็นหัวเลยนะ ผมทำได้แค่เพียงบอกว่าเพิ่งรู้ตัวครับ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วย ช่วยรับผมไว้พิจารณา แม้กระทั่งผมเดินแจกบัตร คนยังเมินหน้าหนี แต่เดี๋ยวนี้เวลาผมไปไหนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนให้การยอมรับ มีคนรักและเข้าใจผมมากขึ้น ซึ่งตลอด 7 ปี ผมทำมาตลอดไม่มีหยุด”

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยถือว่าระบบดีมาก มีการมอนิเตอร์ รีเช็กผู้สมัครตลอดเวลาว่า เขตไหนใครทำผลงานอย่างไร ยกตัวอย่างบางเขต หากผู้สมัครทิ้งช่วงมาหลายปีไม่ทำอะไรเลย แล้ววันหนึ่งอยากกลับมาลงเขตเก่า พรรคไม่ส่ง ส่วนตัวทำมา 7 ปี มีความเคลื่อนไหวตลอด หากทิ้งพื้นที่พรรคก็ไม่ส่งเหมือนกัน แม้พ่อจะอยู่พรรคนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าการหาเสียงช่วงใกล้เลือกตั้งประเด็นส่วนตัวอาจถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี วันมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาใช้ แต่อย่าลืมว่าเด็กยุคใหม่ๆ 20 ปีให้หลัง ไม่ได้เสพข่าวเก่า ดูผลงานปัจจุบัน แม้ส่วนตัวมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งตามประสาวัยรุ่นจริง แต่มันเป็นความผิดต่อตัวบุคคล ครอบครัวไม่เคยทำความเดือดร้อนให้กับสังคมไทยส่วนรวม และทุกอย่างคดีความต่างๆ มันจบลงแล้ว

“อย่าลืมว่าทั้งคุณพ่อและอาผมไม่เคยถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด เมื่อก่อนคุณพ่อเป็นนักปราศรัย นักอภิปรายในสภา ดาวสภา มีบทบาทและถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ และถ้าไปเปิดหลังคุณพ่อ เอาทิงเจอร์ไปราด ท่านไม่มีแสบ เพราะท่านไม่มีแผล แต่บังเอิญผมตอนวัยรุ่นไปเที่ยวและมีเรื่องมีราว ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี

ก็เอาเรื่องนั้นมาเป็นประเด็นจนถึงทุกวันนี้ ว่าลูกเฉลิมเกเร แต่อยากบอกให้เข้าใจ ณ วันนี้ว่า คำกล่าวหาที่เคยถูกยัดเยียดจนกลายเป็นวลีเด็ดของบ้านอยู่บำรุง มึงรู้ไหมกูลูกใคร ผมขอย้ำ อาจหาญ วัน ดวง ยืนยันว่า ผมจำพ่อกับแม่ผมได้ ผมไม่ต้องถามชาวบ้านหรอก เพราะผมไม่เคยพูด”

วัน ยังได้สะท้อนถึงปัญหาพื้นที่จากการได้ลงพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าปัจจุบันนั้นไม่ดี หากเมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และโดยเฉพาะช่วง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ บริหารประเทศ

วัน ยกตัวอย่างจากการสอบถามวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตหนองแขม เมื่อก่อนเคยขับตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ได้วันละ 800-900 บาท ปัจจุบันขับเหมือนเดิม ได้ไม่เกินวันละ 500 บาท ซึ่งมันสะท้อนชัดเจน ขณะที่แม่ค้าตามตลาดนัดต่างตอบเป็นเสียงเดียวกัน สมัยรัฐบาล สมัคร และยิ่งลักษณ์ คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะ

“ผมอยากให้ประชาชนกลับไปดูถึงตัวนโยบายซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย เศรษฐกิจมันดีขึ้น ดังนั้น จึงอยากฝากพรรคเพื่อไทยไว้ เพราะมั่นใจว่าจะมีนโยบายดีๆ ออกมา ให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะพรรคขายนโยบาย และขายผลงานในอดีตที่เป็นรูปธรรม”

วัน ยังมองถึงบริบทของกฎหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิม พร้อมยอมรับว่าทำให้นักการเมืองทำงานยากขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งมีมากกว่าแต่ก่อน อาทิ การแบ่งเขต การติดป้ายหาเสียง ยิ่งเฉพาะเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยจากการถามเพื่อน สส. ต่างจังหวัด เกี่ยวกับการแบ่งเขตนั้นกระโดดมาก

ทั้งนี้ จริงๆ แล้วบางเขตต้องติดต่อกัน ดังนั้น การหาเสียงยากมากขึ้น ทำให้ผู้สมัครบางเขตพื้นที่ทับซ้อนกันของผู้สมัครภายในพรรคเดียวกัน บางรายจำเป็นต้องออกจากพรรคเดิม เพื่อไปหาพรรคสังกัดใหม่ เหมือนเป็นการบอนไซพรรคการเมือง

วัน ให้ความเห็นต่อว่า เมื่อการเลือกตั้งเปลี่ยนกฎหมายใหม่แล้ว ก็ต้องยอมรับกติกาตรงนั้น เพราะเมื่ออยากเป็นผู้เล่นก็ต้องยอมรับสภาพ แล้วไปสู้กันตามกติกาที่มี ยกเว้นแต่ไม่อยากเป็นผู้เล่น ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก

“จากกฎหมายใหม่ที่ออกมา ผมชอบและรักคำว่าประชาธิปไตย จึงอยากฝากประชาชน ถ้ารักประชาธิปไตยเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าไม่ชอบก็เลือกพรรคอื่น ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ถือเป็นความรุนแรงอะไร แต่เป็นความชัดเจนที่ต้องนำเรื่องจริงมาพูดกัน ที่สำคัญ คือ อยากวิงวอนให้ประชาชนออกมาเยอะๆ เลือกข้างไปเลยว่า อยากเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ”

แม้กฎหมายใหม่ที่ถูกเปลี่ยนจนทำให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายนั้น วัน มองว่าเป็นเรื่องดีและเห็นด้วย เพราะจะเป็นตัวเลือกให้ประชาชนตัดสินใจ โดยเฉพาะนโยบายพรรคไหนดีกว่า ให้ประชาชนได้เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ และถ้าให้รอบคอบเลือกทั้งคนและพรรค

สำหรับวันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 หรือไม่ ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่จากการได้ลงพื้นที่สัมผัสพบปะประชาชน เขาอยากเลือกตั้ง ยกตัวอย่าง อาชวิน อยู่บำรุง หรือน้องกาโม่ (บุตรชาย) อายุ 21 ปี จนอายุเกือบ 30 ปี ซึ่งเด็กรุ่นใหม่อยากเลือกตั้ง และการเลือกตั้งคราวนี้เชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก

“ผมไม่กังวลกับการเลือกตั้ง แต่กังวลอย่างเดียว อย่าให้บัตรเสียเหมือนรอบที่แล้ว แม้เขตในกรุงเทพฯ จะลดลงจากเดิมเหลือ 30 เขต แต่ละเขตเลือกตั้งคราวที่แล้วบัตรเสียไม่เกิน 2,000 ใบ แต่เขตบางบอน หนองแขม มีบัตรเสียสูงถึง 7,000 กว่าใบ ถือเป็นเขตเดียวที่บัตรเสียสูงสุดในกรุงเทพฯ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร”

นอกจากนี้ ส่วนตัวอยากเชิญชวนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิให้มาก เพราะการเมืองทุกวันนี้เป็นเรื่องระดับชาติ เกี่ยวข้องกับปากท้อง รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน จึงอยากเห็นเด็กรุ่นใหม่ออกมาลงคะแนน เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่จะต้องเติบโตถือเป็นอนาคตของชาติ และต้องมาพัฒนาประเทศต่อจากคนรุ่นเก่าๆ เพราะประเทศเป็นของทุกคน

ปชป. ลุยประกันรายได้ พท. ไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574733

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ปชป. ลุยประกันรายได้ พท. ไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สองพรรคใหญ่ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)สมรภูมิเพื่อไทย (พท.)” ต่างประกาศนโยบายเบื้องต้นเน้นแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยพรรค ปชป.เน้นยกระดับความเป็นอยู่ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ส่วนพรรค พท.เตรียมขึ้นคัตเอาต์ทั่วประเทศ “จะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย สิ้นหวัง” ส่วนรายละเอียดของแต่ละพรรคมีดังนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ปชป. ว่า จะยกระดับความเป็นอยู่ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 6 ข้อ ได้แก่ 1.โครงการโฉนดสีฟ้า  โดยการจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อให้สิทธิในการจัดการชุมชน อย่างแท้จริง และยกระดับ ส.ป.ก.ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐ โดยการกู้ผ่านธนาคารและตกทอดถึงลูกหลานได้ พร้อมเดินหน้าธนาคารที่ดิน เร่งออกโฉนดทันใจ สะสางโฉนดที่ดินที่ค้างท่อมานานที่มีเอกสิทธิ์ ส.ค.1 และ น.ส.3 เพื่อออกสิทธิตามกฎหมายให้ แล้วเสร็จ

2.จัดตั้งกองทุนน้ำชุมชน ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี มีเงินทำแหล่งน้ำทุกหมู่บ้าน โดยรับการจัดสรรงบจากผู้เชี่ยวชาญ แนะนำชาวบ้านจัดการแหล่งน้ำด้วยตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นที่ของรัฐ หากเป็นที่ของประชาชนแต่เหมาะสมที่จะทำสระน้ำก็สามารถเข้ามาร่วมโครงการ ซึ่งจะต้องปลดล็อกกฎระเบียบของราชการและใช้ยางพาราในการทำสระน้ำ

3.ประกันรายได้เกษตรกรให้ครอบคลุมพืชทุกชนิด สร้างความมั่นคงรายได้ให้เกษตรกรไทยทุกคนได้มีหลักประกันรายได้ขั้นต่ำการทำอาชีพเกษตรกรรม ข้าวไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 1 หมื่นบาท ยางพาราไม่ต่ำกว่า 60 บาท/กิโลกรัม ปาล์ม 10 บาท/กิโลกรัม รวมถึงทำประกันภัยพืชผลคุ้มครองต้นทุนการผลิต 4.ประกันรายได้แรงงานไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาท/ปี แต่ถ้ามีรายได้ต่อเดือนเมื่อคำนวณแล้วไม่ถึงที่กำหนด รัฐบาลก็จะจ่ายเงินส่วนต่างให้

5.เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท/เดือน และจะไปปรับโครงการเกี่ยวกับการออมเพื่อการชราภาพ และ 6.เบี้ยสวัสดิการผู้ยากไร้ 800 บาท/เดือน ซึ่งโอนตรงสมุดบัญชีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ซึ่งทุกคนจะต้องเข้าระบบรายงานสถานะทางการเงินของตนเองทุกปี

“นโยบายทั้ง 6 ข้อนี้ จะทำได้ทันทีเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นจะเปิดเผยที่มาของงบประมาณอีกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยสร้างภาระให้ประเทศ” อภิสิทธิ์ ระบุ

ด้านพรรคเพื่อไทยได้จัดประชุมใหญ่ โดยมีแกนนำพรรค พท.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง กล่าวในที่ประชุมว่า จากการที่ได้ไปรับสมัครสมาชิกพรรคและพบปะประชาชนมาทั่วทุกภาค ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจแย่มาก ค้าขายไม่ได้ มีแต่หนี้สินท่วมหัว ซึ่งเป็นเพราะการบริหารของรัฐบาล คสช.ไร้ประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้สำเร็จ โดยจะใช้เวลา ไม่นาน เพราะพรรคบริหารจัดการเป็น โดยทุกครั้งที่พรรคได้มีโอกาสทำงาน เป็นผู้บริหารประเทศ สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทุกครั้ง และขอให้ความมั่นใจว่าเพื่อไทยมองเห็นทางออก และมีวิธีบริหารจัดการเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ “เราคิดต่างจากรัฐบาลนี้ ที่ยิ่งทำคนส่วนใหญ่ยิ่งจนลง รวยกระจุก จนกระจาย ทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างมาก เราจะใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน จะไม่ใช้งบเยอะแต่เลอะเทอะ จะลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้และทรัพย์สินใหม่” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลที่ใช้เงินมากๆ ต้องหารายได้เป็น ไม่ใช่ใช้เป็นเพียงอย่างเดียว และต้องไม่ใช่การหาเงินจากการขึ้นภาษี ยุคภาษีอานจะต้องไม่เกิดขึ้น เราจะแก้หนี้ให้คนไทยด้วยรายได้ ไม่ใช่แก้หนี้ด้วยหนี้อีกต่อไป

“เราพร้อมที่จะพาคนไทยออก จากความทุกข์ในครั้งนี้ไปให้ได้ เพราะทุกข์ของประชาชน คือทุกข์ของเรา จะนำความสุขที่แท้จริงกลับมาสู่คนไทยทุกคน เราจะไม่ยอมปล่อยให้ประเทศต้องล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย และสิ้นหวังอีกต่อไป” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

ขณะที่ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคจะมีการจัดกิจกรรมขึ้นป้ายที่มีข้อความว่า “พรรค พท.จะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย สิ้นหวัง” พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากตลอด 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนต่างต้องอดทนอยู่กับสภาวะความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย และสิ้นหวัง ล้มเหลว เพราะหนี้คนไทยท่วมหัว โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง 1.79 ล้านบาท

“ในระยะเวลาอีก 65 วันข้างหน้าที่จะถึงนี้ ประชาชนไทยจะมีโอกาสเข้าคูหาไปเลือกอนาคตของตนเองว่าจะเลือกทนอยู่กับความล้มเหลว เช่นในช่วง 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา หรือจะเลือกโอกาสในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ลดาวัลลิ์ กล่าว