ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532468

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:18 น.

ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากสำรวจผลงานมาตรา 44 ระยะหลังเริ่มประสบปัญหาเสื่อมมนต์ขลัง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา มีการใช้มาตรา 44 ไปแล้วเกือบ 200 ฉบับ แบ่งเป็นปี 2557 จำนวน 1 ฉบับ ปี 2558 จำนวน 48 ฉบับ ปี 2559 จำนวน 78 ฉบับ และปี 2560 ราวๆ 30 ฉบับ โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ผู้ออกคำสั่ง

อาจกล่าวได้ว่า มาตรา 44 ในตอนแรกๆ ฤทธิ์เดชแรงกล้า แต่มีบางคำสั่งออกมาแล้ว “แป้ก” ตัวอย่างเช่น มาตรา 44 ที่ช่วงแรกๆ ชื่นชมกันว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมราวๆ 8 ฉบับ เพื่อโยกย้ายข้าราชการรวม 300 กว่าคน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต

พลิกดูมีอยู่คำสั่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเหลว นั่นคือคำสั่งเด้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้ากรุ แต่การเด้งครั้งนี้กระแสสังคมกลับปกป้อง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นข้าราชการหัวแข็งกล้าไล่บี้คดีวัดพระธรรมกาย

ขณะที่สื่อกลับโจมตี “บิ๊กตู่” ว่า ไม่เด็ดขาดลุยคดีการทุจริตเงินทอนวัด ที่ได้สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท และคดีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตธรรมดาเพราะเกี่ยวโยงกับอดีตข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ.ร่วมขบวนการ ต่อมาทนกระแสกดดันไม่ไหว “บิ๊กตู่” กลับมีคำสั่งมาตรา 44 ตั้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” กลับมาเป็นผู้อำนวยการ พศ.อีกครั้ง เพราะทราบดีว่าไม่มีข้าราชการคนใดใน พศ.หัวแข็งกล้าชนคดีเงินทอนวัด จนทำให้รัฐบาลถูกมองว่าใช้อำนาจพิเศษเหมือนเล่นขายของ

อีกคำสั่ง คือการทวงคืนทางเท้า ด้วยการให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) ไปจัดระเบียบสังคม เรื่องทางเท้า แต่เกิดกระแสต้านจากแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย เพราะเห็นว่าเสน่ห์ของกรุงเทพฯ คือ ร้านอาหารตามทางเท้า หรือสตรีทฟู้ด ที่ขายกันโต้รุ่ง 24 ชั่วโมง จนต่างชาติจัดอันดับให้ไทยเป็นแหล่งอาหารริมทางที่ดีที่สุดในโลก กระนั้นก็ตามรัฐบาลต้องการจัดระเบียบให้ 48 เขต บนถนน 73 สาย ในกรุงเทพฯ ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด และปลอดภัย

ปรากฏการณ์มาตรา 44 ที่บังคับใช้ครั้งนี้ มาพร้อมๆ ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ จนระยะหลังๆ การจัดระเบียบทางเท้าชักแผ่วลงไป เพราะเห็นว่ากระทบต่อผู้มีรายได้น้อย จึงมุ่งเน้นการจัดระเบียบด้านความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยบนทางเท้าแทน เพราะต้องยอมรับว่าสตรีทฟู้ดนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ จะไม่ให้อยู่บนทางเท้าเลยคงไม่ได้

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานานหลายปี คสช.เข้ามาให้ความสำคัญและประกาศใช้ยาแรงยิ่งขึ้น ประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ แต่ดูเหมือนว่าจะคึกคักในการปราบปรามช่วงแรกๆ แต่ระยะหลังห่างหายไป เด็กแว้นก็กลับมาซิ่งบนท้องถนนเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสร้างเป็นผลงาน คือ ปราบมาเฟีย ด้วยการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อเพิ่มอำนาจทหารในการปราบมาเฟีย ล้างบางยาเสพติด จัดการเจ้ามือพนัน หรือหวยเถื่อน รวมไปถึงการซ่องสุมอาวุธสงคราม หรือใครคิดจะทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายย่อมทำมิได้ จึงออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เพราะทราบดีว่าอำนาจทหารมีอยู่จำกัดแค่ภายในค่ายทหารเท่านั้น

ครั้นเมื่อได้คำสั่งตามมาตรา 44 ทหารสามารถวิ่งกวดตรวจจับเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดหลายประการที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้โดยเฉพาะปัญหามาเฟีย อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่ต้องให้ทหารเข้ามา เพราะการทำงานของตำรวจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่ผ่านมาหย่อนยาน หรือเฉื่อยชาไปหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ ทั้งตำรวจหรือทหารก็ทำงานแผ่วๆ เหมือนกันทั้งคู่

อีกกรณีที่แป้ก คือ ในเรื่องอันเกี่ยวกับ “วัดพระธรรมกาย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายและพื้นที่ใกล้เคียงเป็น “พื้นที่ควบคุม” และให้อำนาจพิเศษแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำตัวพระธัมมชโย ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่หลังจากเปิดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปิดล้อม-ตรวจค้น และใช้อำนาจ เป็นเวลานานหลายเดือน ก็ยังไม่พบพระธัมมชโยแต่อย่างใด

ในขณะที่กระแสต้านทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศิษย์วัดพระธรรมกายผูกคอตายประท้วงการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมหันมาตั้งคำถามอำนาจพิเศษของรัฐบาลว่าเหมาะสมและรอบคอบหรือไม่ แม้ท้ายที่สุดรัฐบาลจะจัดการยึดวัดพระธรรมกายได้ แต่จับพระธัมมชโยไม่ได้จึงถือว่ายังไม่สำเร็จ

ปิดท้ายที่คำสั่งคสช.ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ทำเอารัฐบาลโดนกระหน่ำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลถล่มต่อเนื่อง จนในที่สุด “บิ๊กตู่” ต้องยอมถอยนับเป็นบทเรียนสำคัญในการใช้อำนาจ เพราะดันออกกฎหมายสวนทางกับความเป็นจริงในสังคม

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมถึงเรื่องล่าสุดที่ใช้มาตรา 44 ไปรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งถูกมองว่าเพื่อเอื้อให้ คสช.ตั้งพรรคใหม่และเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไป

นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรา 44 ระยะหลังๆ เสื่อมมนต์ขลัง เพราะบางเรื่องค้านกับความรู้สึกของคนไทย

“โบดำ-โบแดง” รัฐบาล คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532313

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:14 น.

"โบดำ-โบแดง" รัฐบาล คสช.

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ

สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยจนถึงปัจจุบัน นักวิจารณ์การเมืองถึงกับเปรียบเปรย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาดับไฟความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมกับประกาศสัญญาจะนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปประเทศ กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศลั่นว่าปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ไม่เสียของแน่นอน!

ผ่านมาถึงวันนี้ 3 ปีกว่า รัฐบาล คสช.ได้สร้างผลงานโบดำและโบแดงไว้มากมาย ทั้งที่สร้างความพึงพอใจและขัดใจประชาชน

สำหรับผลงานชิ้นโบแดงที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาล คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทุกสำนักโพลให้คะแนนเกือบเต็ม ด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ทั้งในรูปแบบการใช้มาตรา 44 เพื่อโยกย้ายข้าราชการ รวม 331 คน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต โดยเป็นการโยกย้ายออกจากตำแหน่งเพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบ หากไม่พบความผิดจึงจะพิจารณาแต่งตั้งกลับเข้าสู่ตำแหน่ง และการออกกฎหมาย เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามให้เกิดการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว และไม่นับอายุความสำหรับจำเลยที่หลบหนีคดี พร้อมกับเพิ่มโทษโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ โดยเฉพาะการจัดตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

และได้แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและปัญหาอาทิ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ได้มีการยกระดับวิธีการป้องกันและป้องปรามการทุจริตในภาครัฐให้เข้มข้นมากขึ้น

ขณะที่อีก 3 ฉบับกำลังดำเนินการ อาทิร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม อยู่ในชั้นกรรมาธิการกำลังพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบอยู่ในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา และร่างปรับปรุงกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลสาร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักนายกรัฐมนตรี

อีกผลงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการยกย่องว่าเอาจริงกับการปราบทุจริตและเห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ การพุ่งเป้าจัดการปราบคอร์รัปชั่นไปยังอดีตรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการทุจริตรับจำนำข้าวที่อดีตรัฐบาลได้ทิ้งปัญหาไว้

ต้องยอมรับว่าภายใต้เงื่อนไขการเป็นรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้าน ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ และภายใต้การสนับสนุนของกองทัพ ย่อมมีกลไกการทำงานครบมือ จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ ดังนั้นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาบางอย่างที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ แต่รัฐบาล คสช.ทำได้ จึงกลายเป็นที่มาของผลงานชิ้นโบแดง

อาทิการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ที่รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนของสหภาพยุโรป จนทำให้รัฐบาลได้รับการยอมรับในการทำงาน ด้วยการยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระแห่งชาติ” ยกเครื่องและเร่งออกกฎหมายโดยด่วนเป็นพระราชกำหนดการประมง

ปรับปรุงกฎหมายการทำประมงให้สอดคล้องกับหลักสากลระหว่างประเทศนับร้อยฉบับ พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกจุด จนได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความตั้งใจและมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา จนในที่สุดไทยได้ปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ส่ง “ผลดี” ต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย

อีกผลงานยอดเยี่ยม คือ การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ภายหลัง ICAO ได้พบข้อบกพร่องในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย และประกาศติดธงแดง เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ส่งผลกระทบต่อสายการบินของประเทศไทยที่ทำการบินไปยังประเทศต่างๆ หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาด้านกฎหมายหลักด้านการบินพลเรือน 2.แก้ปัญหาด้านโครงสร้างด้านการบิน 3.การแก้ปัญหาด้านบุคลากร จนปัจจุบันปลดธงแดงให้กับประเทศไทยแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์รู้ทุกปัญหา แต่การแก้ปัญหาบางเรื่องในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด แม้รัฐบาลจะมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะปัญหาบางเรื่องต้องยอมรับว่าแก้ยาก

ปัญหาแรกที่รัฐบาลถูกโจมตีมากที่สุดจนกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่ต้องให้คะแนนติดลบ โดยเฉพาะยางพารา แม้จะพยายามออกนโยบายมามากมายเพื่อดูดซับยางพาราที่ล้นตลาด เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ได้สร้างความพึงพอใจต่อเกษตรกรในภาพรวม

อีกผลงานที่เกือบทุกสำนักโพลประเมินตรงกัน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง ทุกรัฐบาลใช้กระทรวงพาณิชย์มาควบคุมราคา ซึ่งในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยากและจำกัด หากย้อนดูทุกสำนักโพลให้คะแนนใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลสอบตก ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ปัญหาปากท้องของประชาชน

อีกผลงานที่สอบตก คือการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลพยายามใช้หลายยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นคือแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.ส่วนหน้า) แต่ในภาพรวมผลคะแนนที่ออกมายังไม่เป็นที่พอใจการทำงานของรัฐบาลเท่าที่ควร

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532303

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 07:10 น.

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แผนท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวของหลายคนต้องชะงัก โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปพักผ่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อชมความงามตามธรรมชาติและรับลมหนาว เมื่อทราบข่าวว่าอุทยานมีชื่อหลายแห่งถูกจองที่พักและจุดกางเต็นท์เต็มยาวไปจนถึงปีหน้า

พื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อย่างดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจองห้องพักตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่จองห้องพักจนล้นเพื่อสัมผัสกับลมหนาว ซึ่งห้องพักได้ถูกจองยาวไปจนถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงอุทยานทั่วภาคเหนือต่างถูกนักท่องเที่ยวจองห้องพักเต็มหมดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไม่ได้นั้น ทางอุทยานมีจุดกางเต็นท์ให้บริการ แต่ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้าเช่นกัน เพราะแต่ละแห่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ในช่วงหน้าหนาวนี้ อุทยานแห่งชาติชื่อดัง อาทิ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูเรือ จ.เลย เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ-ปุย ห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ บ้านพักในอุทยานฯ เหล่านี้ต่างถูกจองเต็มยาว เหลือเพียงสถานที่กางเต็นท์อยู่บ้างในบางพื้นที่

“ตอนนี้กำลังเร่งประชาสัมพันธ์ว่า อุทยานฯ ทั่วประเทศนั้นมีมากถึง 154 แห่ง ทุกๆ ปี โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดยาว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติมีชื่ออย่างภูกระดึงเป็นจำนวนมาก แต่อุทยานฯ สามารถรองรับได้หรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว 5,000 คน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 พ.ย. 2550 นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์มาเที่ยวที่อุทยานฯ ไหน ควรตรวจสอบข้อมูล หรือโทรไปสำรองที่พักซึ่งอาจจะเหลือแต่พื้นที่กางเต็นท์ล่วงหน้า หรือหาข้อมูลเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงก่อน อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ถนนคนเดินที่ อ.เชียงคาน อุทยานฯ แต่ละพื้นที่นั้นมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าจะมีความงามตามธรรมชาติที่ทดแทนกันได้”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลด้วยว่า กรณีที่อุทยานฯ ใดมีนักท่องเที่ยวแออัด หนาแน่น จนเกินขีดความสามารถในการรองรับ เจ้าหน้าที่จะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่มีอยู่จำนวนมาก ตามหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติต่างๆ รอบอุทยานแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถจองที่พักได้ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จ.ลำปาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ หากอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติผาแดงหรือวนอุทยานภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน จ.ลำปาง แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.แม่ฮ่องสอน แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ จ.แม่ฮ่องสอน หรืออุทยานแห่งชาติ จ.แม่ฮ่องสอน

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แออัด ให้ไปที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ หรืออุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี หรืออุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว แทน เป็นต้น

ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักอุทยานฯ ได้จัดทำเว็บไซต์บอกข้อมูลสำคัญ หมายเลขโทรศัพท์ของอุทยานฯ แต่ละพื้นที่ สำหรับติดต่อสอบถามข้อมูลว่ายังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือยังรับได้จำนวนเท่าใด“สำนักอุทยานฯ จัดทำกระดานข่าวในเว็บไซต์ อัพเดทข้อมูลความเคลื่อนไหวสำคัญๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว ยานพาหนะที่เข้าออกในทุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งทุกวัน เพราะบางพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อาจติดต่อได้ยาก ช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวจะได้หลีกเลี่ยง ไม่ต้องเสียเวลาขับรถเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะมีการจราจรหนาแน่นเข้า-ออกยาก” ทรงธรรม กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ระบุด้วยว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อห้าม อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ และไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เพราะจะทำให้พฤติกรรมสัตว์เปลี่ยนไปและไม่ยอมหากินเองตามธรรมชาติ

“ช่วงวันหยุดยาวของทุกปีมีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ โดยเฉพาะสุนัขและแมว ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเชื้อโรคจากสัตว์บ้านเข้าไปติดสัตว์ในป่า ซึ่งหากเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่และแก้ไขยากมาก จึงต้องขอร้องสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปเที่ยวแต่ติดภาระที่ต้องดูแลสัตว์เลี้ยง ควรนำสัตว์เลี้ยงไปฝากโรงแรมที่รับฝาก เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ก็จะต้องถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่เช่นกัน” ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ กล่าว

นอกจากนี้ ทุกช่วงเทศกาล อุทยานฯ จะมีปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณขยะและเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม ขอความร่วมมืออย่านำขวดแก้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปในพื้นที่ และห้ามก่อกองไฟ

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าไปเที่ยวต้องไม่สร้างเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นเด็ดขาด ไม่นำยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ส่งเสียงดังรบกวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ หรือมีควันดำเข้าไปในพื้นที่ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในทุกแห่งอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืน นอกจากจะถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว คงต้องเชิญให้ออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบข้อมูลที่ http://www.dnp.go.th ก่อนเดินทาง เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ต้องสะดุด

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532160

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 07:31 น.

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน จัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 ในหัวข้อบ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้ง ครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”

การเมืองอึมครึม-ไร้อนาคต

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาได้รับคำถามมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่และจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งส่วนตัวตอบได้แค่ว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งชี้ให้เห็นโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

“ส่วนตัวสงสัยว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่ง คสช.53/2560 ทั้งที่เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากนายกฯ ต้องการจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยจริงอย่างที่บอก ก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องต้องกันด้วย เพราะการมีสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญต่อการให้พรรคการเมืองเดินหน้าเป็นสถาบันทางการเมืองโดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม” จุรินทร์ กล่าว

อัดรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการใช้มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ส่วนตัวมองว่าประเทศขาดความเชื่อมั่นจากการดำเนินการของรัฐบาล โดยรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

1.ฝืนกฎหมาย เพราะรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง และกระทบความเชื่อมั่นของประเทศไปเรื่อยๆ

2.ฝืนโลก ก่อนหน้านี้อียูมีหนังสือมาถึงรัฐบาลหลายเรื่อง โดยหนึ่งในนั้น คือ การเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม

3.ฝืนประชาชน สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคน เขาทำความผิดอะไร เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง การมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรค จึงไม่ต่างอะไรกับการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองแบบซ่อนรูป

4.ฝืนตัวเอง ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำผลสำรวจครั้งใดก็จะพบว่ายังไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

“การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่แปลกที่สุดในโลก เพราะมีมาตรา 44 คุมอยู่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับการทำประชามติที่มีมาตรา 44 กำกับอยู่ ทุกอย่างถูกจัดวางมาเป็นระบบ โดยเฉพาะเวลามีการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียงผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร” ชวลิต กล่าว

กกต.ชี้พรรคเล็กหวังล้มเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.หลายเรื่องจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่สามารถได้เกิดทันในเดือน พ.ย. 2561 เพราะมีการประกาศให้เริ่มทำตามกฎหมายภายใน 180 วันตั้งแต่เดือน เม.ย. ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน  ต.ค.เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทันกับการเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 เพราะก่อนการเลือกตั้งควรต้องให้ทุกอย่างนิ่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

สมชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสำคัญของคำสั่ง คสช.ดังกล่าวอยู่ที่ข้อที่ 8 ที่บัญญัติให้ คสช.หารือกับ กกต. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าจะทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็กเสียงจำนวนมากที่บอกว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ทัน และนำไปสู่การลงมติเพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด จึงอยากฝากพรรคการเมืองใหญ่ไว้ด้วยว่าต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าสามารถทำตามกติกาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งได้

ระบุ คสช.จ้องล้างไพ่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายพรรคการเมืองเดิมกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป แต่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้ต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมามาก ยิ่งพรรคการเมืองไหนมีสมาชิกพรรคการเมืองมากจะนำมาซึ่งปัญหาที่มากตามมาด้วย

ปริญญา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน คำสั่งของ คสช.ดังกล่าวยังเป็นการเซตซีโร่ สส.เก่าของพรรคการเมืองไปในตัว กล่าวคือ หากอดีต สส.พรรคการเมืองใดไม่ต้องการอยู่กับพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถทำได้โดยการไม่ยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องยื่นใบลาออก เหมือนเป็นการล้างไพ่ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจย้ายพรรคของ สส.จะอยู่บนความคิดที่ว่าพรรคการเมืองไหนสนับสนุน คสช.ก็อาจไปอยู่กับพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งมีผลให้เกิดแบ่งข้างขึ้นมาว่า สส.ที่จะยกมือให้ คสช.มาอยู่พรรคนี้ และ สส.ที่จะไม่ยกมือให้ คสช.ไปอยู่พรรคนี้

“ถ้าไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็พอทำเนา แต่ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือมีพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนให้ คสช.เป็นรัฐบาล ผลเสียจะตกกับ คสช.เอง ไม่ได้เป็นผลดีต่อ คสช. อันตรายต่อการเมืองระยะเปลี่ยนผ่าน ในเรื่องนี้ส่วนตัวมีความเป็นห่วงอย่างมาก” ปริญญา กล่าว

สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532009

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น.

สิ่งที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ผ่านมา 3 ปีครึ่งกับการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ผลงาน” ที่ยังไม่เข้าตา หลายเรื่องที่เป็นเป้าหมายซึ่งเคยประกาศไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่ง ถึงวันนี้ยังดูห่างไกลความจริง

จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินการทำหน้​าที่ของรัฐบาล คสช. ว่า “สอบผ่าน” จากหลายองค์ประกอบ หนึ่งคือเรื่องความมุ่งมั่นของผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และแกนนำใน คสช. ​ที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนยอมรับ สอง รัฐบาลมีความต่อเนื่อง สงบ ทำให้มีเสถียรภาพ

“ที่ผ่านมารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมักขาดเสถียรภาพ ระบบราชการ เมื่อไหร่ที่รัฐบาลแกว่งข้าราชการก็หยุดมองดูทิศทางว่าใครจะเป็นนายใหม่ แต่ คสช.​ชัดเจนว่ายังอยู่ไม่ไปไหน ข้าราชการก็ไม่กล้าแกว่ง ​เป็นความได้เปรียบ​รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง โดยจะทำให้เกิดความนิ่งมากกว่า 30-40%”

องค์ประกอบที่สามคือ การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นว่าคดีทุจริตทั้งหลายที่ซุกกันมามากกว่า 10 ปี ได้เข้าสู่การพิจารณาหมด และถือเป็นความฉลาดของผู้บริหารที่ปล่อยให้การดำเนินการเป็นไปตามกลไกปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการไปสั่งหรือบังคับ

ที่สำคัญ ทางมิติทางการเมืองด้วย​การมีอำนาจเบ็ดเสร็จห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว ช่วยไม่ให้มีข่าวลบตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเป็นข่าวลบก็เป็นข่าวลบที่สร้างขึ้นเอง หรือทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ​ถือเป็นความได้เปรียบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จุติ มองว่าผลงานของรัฐบาลที่ทำได้ดีคือการแก้ปัญหาจน​องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ปลดธงแดงประกาศถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน มาจนถึงเรื่องการปราบปรามลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ​​

“ความต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินได้ดี ​ทั้งมีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แต่อาจจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ​การตรวจสอบทำได้น้อยกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่ง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ออกมาระบุถึงข้อบกพร่องจุดอ่อน ซึ่งต่อมามีการรับฟังและแก้ไข”

อีกโครงการที่ดีคือโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)​ ทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถ เช่น ศูนย์สร้าง ซ่อมเครื่องบิน นำไปสู่การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา หรือการท่องเที่ยวที่ทำได้ดี สามารถนำรายได้มาชดเชยการส่งออกที่ขาดดุล   

รวมทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศที่ 2 ปีแรกเป็นไปด้วยความลำบากมาก จนต่อมาสามารถฟื้นสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีสหรัฐเชิญนายกฯ ที่มาจากการปฏิวัติไปพบที่ทำเนียบขาว ​ซึ่งทั้งหมดมาจาก 1.ความอึด 2.เป้าหมายการทำงาน 3.โชคช่วย

“สถานการณ์โลก​ของเกาหลีเหนือและสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องหาพรรคพวก จำเป็นต้องหันมาทางไทย อียูเองก็เกรงว่าถ้าไม่ฟื้นสัมพันธ์ก็อาจกระทบการค้า ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ จึงมาฟื้นความสัมพันธ์ ถือเป็นโชคช่วย​”

แต่นโยบายที่เป็นจุดอ่อนคือเรื่องแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตรงนี้ กระทรวงแรงงานมองปัญหาไม่ครบทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาสองอย่างปัญหาระบบแรงงานต่างด้าวก็ไม่จบ ขณะเดียวกัน​ก็เพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ หวังว่ารัฐมนตรีใหม่จะแก้ปัญหาตรงนี้

ส่วนนโยบายที่น่าผิดหวังนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเรื่องใหญ่คือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดสภาพจนกระจุกรวยกระจาย ​ในฐานะที่เป็น สส.มาหลายสิบปี ปีนี้ 2560 เป็นปีที่ชาวบ้านจนกรอบที่สุด สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนสูง ที่ผ่านมามีการอัดฉีดให้ชาวบ้านมีสภาพคล่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้

“ตอนนี้โดนสองเด้งคือหนี้เพิ่มจากเดิม ค่าครองชีพเพิ่ม แต่รายได้การเกษตรลดลง ผมสงสัยว่า รัฐบาลบอกไม่ใช้เงินไปกับประชานิยมเพราะจะทำให้เสียนิสัย แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งโครงการเสริมรายได้ที่ออกมาช่วยเหลือคนจนใช้เงินมากกว่าประชานิยมมากกว่า”

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​ขอให้ย้อนนึกถึงคำพูดของ ​วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ​ที่สอนรัฐบาลว่าเอาชนะระบอบทักษิณไม่ยากเลย แค่ทำให้ชาวบ้านกินอิ่มนอนหลับ อยู่ดีมีสุข แค่นี้คุณก็ชนะระบอบทักษิณแล้ว ที่วัฒนาพูดไม่มีอะไรจริงกว่านี้ นายกฯ น่าจะให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ สังคม ทุกคนแปะข้างฝาไว้เลยว่าได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง

ทุกวันนี้ระบบราชการไม่ได้รักษาประโยชน์ของประชาชน ​เรามีคนจนต่ำกว่าขีด 7 ล้านคน หากเปิดให้ติดระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านแล้วขายให้รัฐ เขาก็จะมีเงินทอนเหลือมาใช้จ่ายปีละเป็นหมื่น​ ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย รัฐก็ไม่ต้องเสียเงินสักบาท​ แต่กลับทำไม่ได้เพราะเขากลัวว่าการไฟฟ้าฯ จะอยู่ไม่ได้ ​​

แนวคิดเรื่องระบบราชการนี้คิดถูกแต่ผิดเวลา วันนี้ต่างจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งระบบราชการสร้างมาให้ขั้นตอนเยอะ เปลี่ยนแปลงยาก ราชการไม่ถูกสอนให้ค้าขาย แต่ถูกสอนให้สร้างกฎระเบียบ สอนให้กำกับควบคุม

“โลก 20 ปีที่แล้วกับวันนี้เหมือนขาวกับดำ นี่คือจุดอ่อนที่สุด ความคิดราชการไม่ยินดียินร้ายกับความเดือดร้อนของประชาชน ​สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำคือปฏิรูประบบราชการ และนี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำไทยแลนด์ 4.0”

จุติ กล่าวว่า ต้องถามว่าวันนี้นักการเมืองที่เคยถูกด่าว่าเป็นไอ้ขี้โกงทั้งหลาย หายหน้าไปแล้ว ทำไมต้นทุนทำธุรกิจไม่ลด ที่เคยบอกว่านักการเมืองกินไป 30% วันนี้ไม่มีนักการเมือง แต่ทำไม 30% ไม่ลด ดังนั้นระบบบราชการต้องรับผิดชอบ 

อย่างระบบตรวจคนเข้าเมือง สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีไม่เกินครึ่งนาที แต่ไทยคิวยาวแก้ปัญหาโดยเพิ่มเวร เพิ่มโต๊ะ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีช่วย เป็นวิธีคิดแบบราชการ ​ไทยแลนด์ 4.0 ระบบเข้าเมืองยัง 0.4 คนทำงานก็ทำงานเหนื่อยตาย ไม่ได้หยุด ​

“เรื่องปฏิรูปทุกวันนี้​ยังไม่ได้ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  หาก พล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าอยากอยู่ต่อนานขึ้นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ก็อยู่ไปเลย แต่ขอให้ระบุเลยนะว่า ฉันจะปฏิรูประบบราชการให้ได้ระดับไหน ปฏิรูปตำรวจให้ได้ขนาดไหน โอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมขนาดไหน บอกมาเลย เรารอได้”​

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​วันนี้เราเสียเวลาไปมาก หลายอย่างยังไม่ได้ทำอย่างเรื่องปฏิรูปตำรวจ เห็นทำอยู่อย่างเดียวคือจะขึ้นเงินเดือนตำรวจ เพราะเงินเดือนน้อย เพื่อจะได้ไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยหรือ

“ถ้าเรื่องปฏิรูปต้องถือว่าสอบตกเรื่องการปฏิรูปราชการ ปฏิรูปตำรวจ เรื่องดิจิทัล สอบตกอย่างมากคือไอซีที ที่ผ่านมามีคำพิพากษาตอนยึดทรัพย์ทักษิณ ให้หน่วยงานทวงคืนอะไรมาบ้าง ทรัพย์สิน ค่าปรับ ความเสียหาย ผ่านมา 7 ปี มีหน่วยงานใดไปตามเอาคืนให้หลวงไหม รวมดอกเบี้ยเสียหายเป็นแสนล้าน บวกค่าเสียโอกาสอีก”​

อดีต รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า ศาลระบุว่าดาวเทียมที่ยิงไปไม่ตรงสเปก บริษัทเอกชนต้องสร้างดาวเทียมขึ้นยิงใหม่เพื่อทำให้ถูกต้อง ตอนนี้​ยังไม่บังคับทำให้ถูกต้อง แถมเขาจะขอยิงดาวเทียมใหม่ที่นอกสเปกอีก​ ไม่รู้อะไรทำให้ข้าราชการตาบอดไม่เห็นความเสียหายเหล่านี้

อีกเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนคือวิธีการจัดทำงบประมาณ ซึ่งหากไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ เมื่อปี 2518, 2535, 2560 แทบไม่มีข้อแตกต่าง มีเพิ่มเรื่องแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจแค่นั้น ส่วนวิธีการจัดหมวดเหมือนเดิม ทั้งนี้อยากให้มีการประเมินประสิทธิภาพฝ่ายบริหารของระบบราชการ

“ปีสุดท้ายที่เหลือของ คสช.ต้องปรับวิธีคิดใหม่หมด คือถ้าพวกคุณไม่ทำ หลังเลือกตั้งพวกผมจะไปทำเอง ทั้งลดขั้นตอนระบบราชการ ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสองการปรับปรุงกฎหมายฉบับไหนออกเกิน 10 ปี ให้หน่วยงานนั้นยืนยันว่ายังต้องใช้ ​หรือจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง โลกเปลี่ยนแปลงไป​ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายที่ดิน กฎหมายท้องที่ ร้อยกว่าปีไม่เปลี่ยนเลย”

“ส่วนข้ออ้างที่ว่าจะอยู่ต่อเพื่อทำปฏิรูปให้เสร็จนั้น​ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วก็ถูกเพื่อนด่าว่าไม่รักประชาธิปไตย ไปเชียร์ทหาร ผมพูดความจริงว่าผลประโยชน์สูงสุดของประเทศอยู่ตรงไหน  ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ผมไม่ดัดจริต ​

ผมบอกเลยว่าเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งทำยาก ​ขอให้ ​พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาที่รัฐบาลเลือกตั้ง​ทำไม่ได้ให้หมด อย่าไปคำนึงถึงเรื่องเวลา ตอนนั้นบอกเลือกตั้งปี 2558 ใช่ไหม ผมให้สัมภาษณ์ปี ​2557 อย่าคำนึงเวลา ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ผมก็ถูกด่า”

“วันนี้ผมก็ยังคงยืนยันคำพูดนั้นอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาเหลือ 12 เดือน ก็ขอให้ทำให้เสร็จ ทำไม่เสร็จขออยู่ต่อไป แต่ทำให้เสร็จ แต่หากทำไม่เสร็จจริงก็ต้องขอโทษประชาชนว่าทำไมทำไม่เสร็จ ทำไม่ได้เพราะอะไร ใครต่อต้าน วันนี้ประชาชนเทใจให้คุณแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่คุณแล้ว”

จุติ ระบุว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา  มีสิ่งที่ คสช.ทำได้เยอะ แต่เขาอาจจะจัดลำดับก่อนหลัง ​หากคิดเชิงบวกหากทำปฏิรูปราชการก่อน​ ​อาจได้รับการต่อต้านจนทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ดังนั้นอาจเอาไว้ตอนท้ายแล้วฟันฉับๆๆๆ ด้วยมาตรา 44 ทำเรื่องระบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ถ้าเป็นอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกแน่นอน

รธน.ซ่อนกลตั้งนายกฯเสี่ยงเกิดสุญญากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584440

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 06:51 น.

รธน.ซ่อนกลตั้งนายกฯเสี่ยงเกิดสุญญากาศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของประเทศไทยในรอบ 8 ปีนับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะเมื่อปี 2557) ภาพของคนไทยหลายสิบล้านคนที่ไปต่อแถวเข้าคิวเพื่อใช้สิทธิออกเสียง เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยตื่นตัวกับประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปมีหลากหลายความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตากันเป็นพิเศษ เพราะมีผลต่อการกำหนดทิศทางทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อย 3 เรื่อง

1.การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ หรือไม่ เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากสงสัยว่าจะนำมาสู่ความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น การแจกบัตรเลือกตั้งให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผิดเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

จากนี้ไปคงต้องรอดูว่าจะมีนักร้องไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เด็ดขาดหรือไม่

2.การรับรองผลการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดให้ กกต.ต้องรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้ สส.จำนวน 95% หรือ 475 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน ภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ในระหว่างการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง สส. กกต.มีอำนาจจะแจกใบเหลืองและใบส้ม เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งในบางเขตเลือกตั้งได้ เนื่องจากพบว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

การแจกใบเหลืองหรือใบส้มที่ นำมาซึ่งการเลือกตั้งใหม่นั้น เท่ากับว่าจะมีผลต่อการนับคะแนนเพื่อคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย หมายความว่าจำนวน สส.ของแต่ละพรรคอาจจะยังไม่นิ่งจนกว่า กกต.จะ ยุติการสอยผู้สมัคร สส.

3.การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยทุกคนรอคอยว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะเป็นใคร ซึ่งคงหนีไม่พ้นแคนดิเดตนายกฯ จาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ เรื่องชวนหัวของการเลือกนายกฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังจะเป็นปัญหาเช่นกัน

การเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างที่ทราบกันดีว่าจะเป็นการลงมติโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน 750 คน ประกอบด้วย สส.จำนวน 500 คน และ สว.จำนวน 250 คน คนที่จะได้เป็น นายกฯ จะต้องได้รับเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ  376 เสียงจากทั้งหมด 750 คน

แต่ปัญหาของการเลือกนายกฯ คือ การที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ว่าประเทศจะต้องมีนายกรัฐมนตรีใหม่ภายในเวลาเท่าใด

กรอบเวลาภายหลังการเลือกตั้ง หาก กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและได้ สส.อย่างน้อย 95% แล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะนับเป็นวันแรกของสมัยประชุมรัฐสภาสามัญทั่วไป หลังจากนั้นไปแล้วรัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาใดๆ ทั้งสิ้น

โดยเมื่อเปิดสมัยประชุม จะต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาฯ ซึ่งตำแหน่งประธานสภาฯ นอกจากจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งแล้ว ยังมีความสำคัญอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หากเลือกประธานสภาฯ ไม่ได้ การเลือกนายกฯ ย่อมไม่เกิดขึ้น

ในกรณีที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ประธานรัฐสภา จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา

ลำดับแรก ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาให้ความเห็นชอบจากแคนดิเดตของพรรคการเมืองก่อน โดยแคนดิเดตของพรรคการเมืองจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อกลางที่ประชุมรัฐสภาได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้นมี สส.อย่างน้อย 25 คน หากรัฐสภามีมติเห็นชอบ 376 เสียง บุคคลนั้นจะได้เป็นนายกฯ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ บางมาตรา โดยมีขั้นตอนดังนี้

1.สส.และ สว.จำนวน 375 คน เข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชี รายชื่อของพรรคการเมือง

2.ประธานรัฐสภาเรียกประชุมโดยพลัน การเสนอนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้นั้นจะต้องใช้เสียงของรัฐสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 500 คนจากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

3.เมื่อรัฐสภามีมติดังกล่าวแล้ว ที่ประชุมรัฐสภาจะดำเนินการพิจารณาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่อไป โดยบุคคลนั้นจะต้องได้เสียงจากที่ประชุมรัฐสภา 376 คะแนน ถึงจะได้รับการดำรงตำแหน่งให้เป็นนายกฯ

ถ้าทุกพรรคตกลงกันทุกอย่างน่าจะจบลงได้ไม่ยาก แต่หากคุยกันไม่รู้เรื่อง การเมืองย่อมเสี่ยงต่อการเกิดสุญญากาศ อย่างยิ่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอยู่ในอำนาจต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความหวังหลังหย่อนบัตร กังวลเสถียรภาพการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584173

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 07:25 น.

ความหวังหลังหย่อนบัตร กังวลเสถียรภาพการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อนาคตของประเทศไทยจะถูกตัดสินในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค.นี้ ประชาชนกว่า 51 ล้านคน เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง แน่นอนว่าทุกคนต้องการเลือกพรรคการเมืองที่ชื่นชอบและถูกใจ แต่หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลอาจไม่ง่ายดาย ตลอดจนถึงข้อกังวลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันอีกครั้ง แม้การเลือกตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ก็ตาม

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สิ่งสำคัญอย่างแรกต้องการเห็นเสถียรภาพพอประมาณหลังการเลือกตั้ง ไม่อยากเห็นพรรคการเมืองต่างๆ มีทิฐิว่าจะจับมือกับพรรคนี้ไม่จับมือกับพรรคนี้ คิดว่าเมื่อการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ทุกฝ่ายทุกคนควรจะคิดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง การแข่งขันเมื่อรู้ผลแล้วต้องเลิกเป็นปรปักษ์ต่อกัน ต้องอดทนนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ ต้องการเห็นน้ำอดน้ำทด ที่จะนำนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมมาผสมผสานกัน อันไหนที่คิดว่าพอเป็นประโยชน์และพอทนกันได้อยากให้ทำกันไป ส่วนไหนที่ขัดแย้งก็ไม่ต้องทำ หลังการเลือกตั้งไม่ควรคิดว่าจะไปหาคะแนนเสียงอีก แต่ควรหาประโยชน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่

“หาประโยชน์ให้กับคนที่มีฐานะด้อยโอกาสมากที่สุดและคนชนชั้นกลางถึงระดับล่างต้องมาก่อน ทั้งนี้การให้งบประมาณร้อยละ 70-75 ควรให้กับคนกลุ่มคนชั้นกลางถึงระดับล่าง ส่วนอีกร้อยละ 25 ควรให้กับคนชั้นกลางถึงคนชั้นกลางระดับบน เชื่อว่าหากทำแบบนี้ได้ประเทศไทยจะมีความ สงบสุข” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

สังศิต กล่าวเสริมด้วยว่า ส่วนข้อกังวลหลังการเลือกตั้งนั้น กังวลในประเด็นว่าถ้าหากทุกพรรคการเมืองไม่หาเสียงหลังเลือกตั้งถือว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรเพิ่ม และความวุ่นวายก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองยังมีความมุ่งหวัง ที่พรรคการเมืองต้องการหาคะแนนนิยมอีกมันก็จะมีปัญหาทะเลาะกันไม่เลิก

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง ย่อมเป็นเรื่องการได้เห็นพรรคการเมืองสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แต่จากเงื่อนไขที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก พรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล ต้องมีเสียงมากพอที่จะไม่สร้างปัญหาเมื่อเข้าไปนั่งในสภา นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือ ผลการเลือกตั้งที่ได้อาจจะเป็นโมฆะ หรือ กกต.อาจจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ได้ เพราะจะมีการร้องเรียนมากมาย มีคดีฟ้องกันไปมาไม่สิ้นสุด

“ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้ 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่ากลัวว่าจะประกาศไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้น ก็จะวุ่นวายอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะเป็นการจัดตั้ง รัฐบาล รวมเสียง ซึ่งที่คนถกเถียงกันคือพรรคเสียงข้างมาก ควรจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน นั่นเป็นมารยาท เป็นจารีตทางการเมือง แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับไว้” อานนท์ ระบุ

อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ฯ อธิบายเสริมว่า พรรคที่สามารถรวมเสียงทั้ง สส.และ สว.ได้เกิน 376 เสียงก่อนก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ต้องคำนึงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลตามมาด้วย หากเสียงปริ่มน้ำ ก็จะมีปัญหาสภาล่มได้ง่ายในอนาคต ผ่าน พ.ร.บ.ด้านการเงินการคลังได้ลำบาก นำไปสู่เดดล็อกของการเมืองอีกรอบ หรือกระทั่งเสี่ยงที่จะถูกรัฐประหารอีกรอบ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพพอสมควร

พนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ใช้แรงงานทุกคนทั้งประเทศหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องค่าแรงที่เป็นธรรม ดังนั้นจึงหวังว่ารัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแลแรงงานจะเป็นผู้เข้าใจปัญหาแรงงานอย่างแท้จริง เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ขณะเดียวกันต้องการให้มีการปฏิบัติที่เป็นธรรม หลักเกณฑ์ที่ดีมีประโยชน์กับแรงงานทุกคน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.แรงงาน ที่ยังไม่มีการประกาศใช้ในตอนนี้

“ส่วนตัวคิดว่าหลังเลือกตั้งน่าจะยังมีปัญหาอยู่อย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้นยังไม่สามารถคาดเดาได้ แต่หากเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยคิดว่าน่าจะอยู่นานและไม่เกิดปัญหา ตอนนี้ยอมรับว่าเรื่องปากท้องของประชาชนมันเรี่ยดินหมดแล้ว ซึ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้”

พนัส กล่าวว่า ข้อกังวลในขณะนี้ คือ การเข้ามาแก้ปัญหาในระยะสั้นเรื่องการปรับค่าแรงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากมีกฎหมายข้อบังคับหลายตัว ต้องใช้เวลานานทำให้การดำเนินการค่อนยากลำบาก การปรับค่าแรงตามที่หลายพรรคการเมืองประกาศไว้ตอนหาเสียงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายอย่างที่บอกไว้แน่นอน อย่างเช่น เรื่องข้าวกว่าจะทำเรื่องประกันราคาข้าว ก็ต้องมีการขอความเห็นพิจารณาอีก กว่าจะผ่าน ขั้นตอนต้องใช้ระยะเวลานาน ตอนหาเสียงทำได้ แต่ตอนปฏิบัติมันมีกฎระเบียบหลายขั้นตอนที่ยาก

ท้ายที่สุด หลังการเลือกตั้งคิดว่ายังมีปัญหาเรื่องการทำตามนโยบายหาเสียงที่ประกาศไว้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำได้ทันที ยอมรับว่าหลายบริษัทแรงงานตอนนี้ปิดตัวลงไปต่อเนื่อง ในฐานะตัวแทนแรงงานทุกคนวาดหวังว่าหากนโยบายที่ประกาศไว้แล้วทำได้จริง เชื่อว่าทุกคนจะยอมรับได้ และถ้าทำไม่ได้จะมีเสียงเรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่ทันที ภาระนั้นคือรัฐบาลใหม่ต้องทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงให้ได้จริง

ศึกชิงดำเก้าอี้นายกฯ “เจ๊หน่อย”ปะทะ”ลุงตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584081

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 08:46 น.

ศึกชิงดำเก้าอี้นายกฯ "เจ๊หน่อย"ปะทะ"ลุงตู่"

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหลืออีกเพียงสองวันเท่านั้นจะถึง วันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ตามกำหนดการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองในช่วง 100 เมตรสุดท้ายจะเห็นได้ว่าอัดแน่นกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ 4 พรรคการเมืองกระแสแรงตอนนี้

พรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดเวทีปราศรัยปิดการหาเสียงในวันที่ 22 มี.ค.ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “เลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล” เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มเพื่อช่วงชิงคะแนนจากประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักไม่แพ้กัน โดยใช้พื้นที่ลานคนเมืองเป็นพื้นที่ปราศรัย เพื่อประกาศความเป็นผู้นำในการเป็นพรรคดวงใจของคนเมืองหลวง และขอโอกาสจากคนพื้นที่เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีเสียงข้างมากพอสำหรับการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรคพลังประชารัฐ ใช้สนามเทพหัสดิน เป็นพื้นที่สุดท้ายของพรรค ที่สำคัญจะมีการโชว์ความเหนือด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังเวทีปราศรัยในต่างจังหวัดด้วย นอกจากนี้ พรรคยังเตรียมเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ด้วย นอกเหนือไปจากการเปิดคลิปการอ้อนขอคะแนนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ส่วนพรรคการเมืองน้องใหม่กระแสไม่ตกอย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ก็ไม่พลาดการตั้งเวทีปราศรัยเช่นกัน โดยใช้อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เป็นพื้นที่ประกาศชัยชนะ

เรียกได้ว่าวันที่ 22 มี.ค.เป็นวันศุกร์แห่งชาติก็คงไม่ผิดนัก

ตลอดเวลากว่า 2 เดือนของการหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะช่วงเวลาของการเปิดให้ส่งชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคกาwรเมือง ที่นำมาซึ่งการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

แคนดิเดตนายกฯ รอบนี้แม้จะมากหน้าหลายตา แต่ต้องยอมรับว่าที่สุดแล้วในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ เหลือม้าแข่งที่กำลังวัดฝีเท้ากันแค่ 2 ตัวเท่านั้น คือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จากพรรคเพื่อไทย และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จากพรรคพลังประชารัฐ

จุดแข็งของคุณหญิงสุดารัตน์ในการเลือกตั้ง คือ การปรับเปลี่ยน ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ และนโยบายพรรคที่ปล่อยออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย

ภาพลักษณ์ของคุณหญิงสุดารัตน์ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ จะเป็นไปในลักษณะของนักการเมืองหญิงผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง และเคยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน ถ้าจะบอกว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นเก่าก็คงไม่ผิดนัก

แต่เมื่อกระแสเรียกร้องเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่กลายเป็นกระแสหลักของการเมืองในเวลานี้ ทว่าคุณหญิง สุดารัตน์ สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นนักการเมืองขวัญใจวัยรุ่นไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการไปร่วมเวทีด้วยตัวเองของหลายสถาบันการศึกษา รวมทั้งกระแสความนิยมของสังคมที่ต่อลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสความชื่นชอบในตัว ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อีกหนึ่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ยิ่งชัชชาติกระแสดีเท่าไร คุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมคะแนนความนิยมของคุณหญิงสุดารัตน์ ยังคงติดกลุ่มผู้นำอยู่แบบแรงไม่ตก

มากันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งครองความเป็นเต็งหนึ่งอย่างยาวนาน ความได้เปรียบหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ โดยมีอำนาจครบสมบูรณ์ 100% ยิ่งกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

พรรคพลังประชารัฐเองก็พยายามนำจุดเด่นตรงนี้มาต่อยอดเป็นแนวทางในการหาเสียง ดังจะเห็นได้จากการเริ่มปล่อย วาทกรรม “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”

ทั้งนี้ เป็นการพยายามเล่นกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่กำลังผวาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ บ้านเมืองสงบหรือไม่ จึงทำให้พรรคพลังประชารัฐปล่อยของด้วยการยืนยันว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ อีกครั้ง บ้านเมืองสงบไร้ม็อบการเมืองแน่นอน

แต่อีกมุมหนึ่งพรรคก็มีข้อเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต ซึ่งอาจเป็นข้อด้อยเล็กๆ ที่สำคัญ เพราะคนที่เข้ามาอาสาเป็นนายกฯ แต่กลับไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต อาจจะไม่ได้ใจประชาชนเต็มที่เท่าใดนัก

ขณะที่โอกาสเข้ามาเป็นตัวสอดแทรกของทั้ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อาจจะมีอยู่บ้างแต่ยังมีความเป็นไปได้น้อยพอสมควร

ในกรณีของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ทราบกันดีกว่าฐานหลักอยู่ที่ กทม.และภาคใต้ แต่สำหรับภาคเหนือและอีสาน ซึ่งมี สส.รวมกันเกือบ 200 คน พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้มากเท่าใดนัก

ส่วนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แม้จะได้กระแสตอบรับจากวัยรุ่นและคนมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นกลุ่มฐานเสียงขนาดใหญ่ แต่ยังมีคำถามว่ากระแสที่แรงอยู่นั้น จะสามารถแปรออกเป็นคะแนนเลือกตั้งในวันเลือกตั้งจริงได้หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ 24 มี.ค.จึงเป็นการวัดกันระหว่าง “เจ๊” กับ “ลุง” ใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน

ศึกชิงที่สองเลือกตั้ง เดิมพันเก้าอี้”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583942

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

ศึกชิงที่สองเลือกตั้ง เดิมพันเก้าอี้"ประยุทธ์"

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งแต่ละพรรคเริ่มประกาศจุดยืนและท่าทีความชัดเจนรวมไปถึงเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลเหลือเพียงแค่รอดูผลการเลือกตั้งว่าจะออกมาสุดท้ายอย่างไร

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 แต่ละพรรคเริ่มประกาศจุดยืนและท่าทีความชัดเจนรวมไปถึงเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งจะจับมือกับใครไม่จับมือกับใคร จนสามารถนำมาคำนวณเป็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาลได้เบื้องต้น เหลือเพียงแค่รอดูผลการเลือกตั้งว่าจะออกมาสุดท้ายอย่างไร

จากการประเมินเบื้องต้นด้วยฐานข้อมูลรายชื่อและจำนวนอดีต สส.ในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2554 โอกาสที่พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งมีความเป็นไปได้สูง แม้หลายฝ่ายจะประเมินตรงกันว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม คงยากที่พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเกิน 250 เสียง ยิ่งในรอบนี้มีพรรคการเมืองใหม่ลงสนามเป็นจำนวนมาก ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นตัวลดทอนคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ให้มีสัดส่วนที่น้อยลงกว่าเดิม

เบื้องต้นสูตรการจัดตั้งรัฐบาลในรอบแรกจึงต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย มีจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านการสืบทอดอำนาจ จะสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงได้มากน้อยเพียงใด

หากมีเสียงข้างมากย่อมจะเป็นแต้มต่อสร้างความได้เปรียบ อันจะสามารถดึงบรรดาพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กอื่นๆ มาร่วมโหวตแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องสนคะแนนเสียงของ 250 สว.เฉพาะกาล ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่โหวตให้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย

แต่หากดูจากทิศทางลมแล้วคงไม่ง่ายที่ฝั่งพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง เมื่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีฐานเสียงยืนพื้นอยู่ราว 100 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชารัฐเองซึ่งถูกมองว่ามีความได้เปรียบหลายด้านก็อาจกวาดเก้าอี้ได้ 80-100 ที่นั่ง อยู่ที่การปลุกกระแสทิ้งทวนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าใครจะมีหมัดเด็ดโดนใจประชาชนได้มากกว่ากัน

ปัญหาที่หลายฝ่ายห่วงกันว่าอาจนำไปสู่ทางตันทางการเมืองหลังเลือกตั้งนั้น อยู่ตรงท่าทีการออกมาประกาศจุดยืนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะไม่ร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อันอาจทำให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถรวมเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อตัดสูตรพรรคเพื่อไทยได้เสียงถล่มทลายเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลโดย ไม่ต้องพึ่ง 250 เสียงของ สว. หรือเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ออกไป พรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จึงน่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ที่จะต้องไปหาเสียงสนับสนุนหลังการเลือกตั้งให้เพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่พรรคใดจะได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่งเพียงอย่างเดียว ในเมื่อศึกชิงที่สองในการเลือกตั้งหนนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในจังหวะที่พรรคอันดับที่สองจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อพรรคที่ได้อันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ศึกชิงดำระหว่างประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐจึงอาจเป็นตัวตัดสินการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เริ่มตั้งแต่ในกรณีที่พรรคพลังประชารัฐซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมเสียง สว.250 เสียง ที่ตุนไว้ในกระเป๋า หากได้เสียงต่ำกว่าร้อย โอกาสที่จะไปหาเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางกับขนาดเล็กเพื่อให้ได้ 376 เสียงย่อมไม่ง่ายนักยังไม่รวมถึงในแง่ความสง่างามของพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคพลังประชารัฐสามารถชนะเลือกตั้งได้เป็นอันดับสอง แซงหน้าประชาธิปัตย์ ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ ในฐานะพรรคอันดับสองที่จะรวมเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตรงกันข้าม หากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสาม แม้ในทางปฏิบัติอาจจะสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ในแง่ความสง่างามย่อมทำให้การขึ้นสู่ตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่าไม่เหมาะสมเพียงพอ และซ้ำเติมด้วยปมเรื่องการใช้เสียง 250 สว. ที่ถูกมองว่าเป็นอีกกลไกซึ่งวางมาเพื่อการสืบทอดอำนาจ

ที่สำคัญ หากพรรคพลังประชารัฐสามารถชนะเลือกตั้งจนได้เป็นพรรคอันดับสอง ในทางปฏิบัติย่อมจะไป ลดทอนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ให้มีจำนวนน้อยลง และทำให้อำนาจหรือความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาธิปัตย์ลดลงตามไปด้วยในขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์เองย่อมต้องพยายามทำให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด เพราะหากได้เป็นอันดับ 2 ย่อมจะเป็นแต้มต่อในการประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พาการเมืองออกจากทางตัน รวมทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่จะบีบให้พรรคพลังประชารัฐซึ่งมีคะแนนเสียงน้อยกว่ามาร่วมยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะดึงดันโหวต พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงน้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐ นั่นย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่าพรรคประชาธิปัตย์ย่อมต้องได้เสียงน้อยกว่า 100 เสียง อันจะเป็นเงื่อนไขให้ อภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และเปิดให้รักษาการหัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นมารับไม้ดูแลการจับมือร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น

สุดท้ายแล้ว ศึกชิงดำที่สองของพรรคพลังประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐจึงมีความสำคัญต่อทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางการเมืองในอนาคต และเป็นเดิมพันการหวนคืนสู่ตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบใหม่อีกด้วย

สว.โหวตสวนชนวนป่วนเสียงส่วนใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583814

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 07:45 น.

สว.โหวตสวนชนวนป่วนเสียงส่วนใหญ่

เสียงของ สว.เฉพาะกาลอาจเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่อยู่ตรงที่ประเด็น ซึ่งอาจเป็นการเบี่ยงเบนคะแนนเสียงของประชาชน

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางออกไม่นำไปสู่ความวุ่นวายรอยู่ที่ทิศทางการลงคะแนนของสว.ควรจะสอดรับกับผลการเลือกตั้ง ไม่สวนกระแสหรือทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่ามีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการสืบทอดอำนาจที่มีแต่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ กับท่าทีความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองที่รวมตัวผนึกกำลังออกมาดักคอการลงคะแนนของ 250 สว.เฉพาะกาล ให้เคารพ “ฉันทามติ” ของประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง แทนที่จะเทน้ำหนักไปยังฝั่งอื่นจนมีผลทำให้บิดเบือนเสียงของประชาชน จนอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรงในอนาคต

สอดรับไปกับความพยายามจะดึงให้พรรคการเมืองต่างประกาศตัวร่วมทำสัญญาใจใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องพึ่งพา 250 เสียงจาก สว.เฉพาะกาล ซึ่งมีที่มาจากการคัดสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขาดการยึดโยงกับเสียงของประชาชน

ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้กระบวนการออกเสียงของประชาชนสะท้อนความต้องการที่แท้จริงในการเลือก สส. มาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งสกัดกั้นปฏิบัติการสืบทอดอำนาจที่ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งห่วงกันว่าสุดท้ายอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับและนำไปสู่ปัญหาอื่นต่อไปได้

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาประกาศจุดยืนกันชัดเจนว่าอยู่ขั้วไหนพร้อมจะจับมือกับพรรคไหนหรือไม่สนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้พอจะสามารถจับทิศทางการประสานพลังรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทว่าด้วยกฎกติกาพิเศษ ซึ่งเปิดช่องให้ 250 สว.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อสูตรการจับขั้วตั้งรัฐบาล ทั้งในแง่เสียงสนับสนุนที่จะทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถตั้งรัฐบาลหรือไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้

เสียงของ สว.เฉพาะกาลจึงอาจกลายเป็นตัวชี้ขาดในทิศทางการเมืองในอนาคต ซึ่งหากที่มาที่ไปของ สว.ชุดนี้มีที่ไปที่มาจากการยึดโยงกับประชาชน การจะออกเสียงของ สว.ชุดนี้ย่อมไม่มีปัญหาในการจะไปสนับสนุนพรรคการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่ด้วยที่มาซึ่งเชื่อมโยงกับ คสช.เพียงไม่กี่คน การจะให้อำนาจ สว. 250 คน มามีส่วนชี้ทิศทางการเมืองแทนการออกเสียงของประชาชนทั้งประเทศย่อมไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้

สาเหตุส่วนหนึ่งที่หลายฝ่ายวิตกว่าเสียงของ สว.อาจเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่อยู่ตรงที่ประเด็น ซึ่งอาจเป็นการเบี่ยงเบนคะแนนเสียงของประชาชน จนอาจทำให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ซึ่งรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่อาจไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือตรงกันข้ามอาจทำให้พรรคการเมืองที่รวมเสียงได้ไม่ถึง 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรพลิกกลับมาเป็นฝ่ายสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

จากที่ประเมินคร่าวๆ ฝั่งพรรคเพื่อไทยที่คาดว่าน่าจะสามารถรวมเสียงจากฝั่งที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตยได้ประมาณ 200 เสียง ซึ่งควรจะมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลด้วยการไปหาพรรคขนาดกลางขนาดเล็กมาสนับสนุนเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 250 เสียง ซึ่งเพียงพอจะมีเสถียรภาพในสภาผู้แทนราษฎร แต่หาก 250 เสียงของ สว.ไม่มาสนับสนุนด้วยสูตรการจับขั้วนี้ย่อมเป็นหมัน

ในขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่สนับสนุนฝั่งเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ดังนั้นหากในกรณีพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรคพลังประชารัฐต้องการที่จะใช้เสียงสนับสนุนจาก 250 สว.เป็นฐานสำคัญจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาธิปัตย์ แม้จะสามารถรวมเสียงเพียงพอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไร้ซึ่งเสถียรภาพ

อีกด้านโอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสานต่อภารกิจที่เคยทำไว้ 5 ปีให้เดินต่อไปแบบไร้รอยต่อ ย่อมไม่ง่ายนักที่จะพลิกขั้วมาสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงเพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องไปติดอยู่ที่ทางตันจากจุดยืนที่ยากจะหาจุดลงตัวร่วมกันของแต่ละฝ่าย

ยังไม่รวมกับ “ทางออก” ที่หลายฝ่ายห่วงกันว่าเมื่อถึงทางตันขึ้นมาจริงๆ อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ “งูเห่า” หรือการไล่ซื้อเสียงสนับสนุนจาก สส.พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ในยุคที่ สส.มีเอกสิทธิ์ที่จะลงมติใดๆ โดยไม่ต้องยึดตามมติพรรค ซึ่งจะทำให้การเมืองวนกลับไปสู่ปัญหาในอดีตเรื่องการใช้ผลประโยชน์หรือคดีความที่ติดตัวเข้ามาบีบอีกทางหนึ่ง

ดังจะเห็นจากปรากฏการณ์ดูดที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ จนห่วงกันว่าแทนที่จะเดินหน้าสู่การปฏิรูปทางการเมือง สุดท้ายอาจยิ่งทำให้การเมืองถอยหลังกลับไปสู่อดีตที่ย่ำแย่กว่าเดิม

ข้อเสนอที่ให้พรรคการเมืองทั้งหมดยอมรับข้อเสนอเรื่องการตั้งรัฐบาลโดยไม่พึ่งเสียงของ 250 สว. จึงวนกลับมาพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่อให้พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และเปิดให้พรรคอันดับถัดไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังยึดโยงกับเสียงของประชาชนและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวิถีประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคพลังประชารัฐจะออกมายอมรับข้อเสนอนี้

ทางออกที่พอจะคลี่คลายสถานการณ์ไม่ให้สุ่มเสี่ยงบานปลายไปสู่ความวุ่นวายรุนแรงจึงอาจอยู่ที่ทิศทางการลงคะแนนของ สว. ที่ควรจะเป็นไปในทิศทางที่สอดรับกับฉันทานุมัติที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง ไม่สวนกระแสหรือทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่ามีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการสืบทอดอำนาจที่มีแต่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม