“บิ๊กตู่”ขึ้นเวทีปราศรัยเสี่ยงพังทั้งกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582257

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 08:42 น.

"บิ๊กตู่"ขึ้นเวทีปราศรัยเสี่ยงพังทั้งกระดาน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหลือเวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.อย่างเป็นทางการ ทำให้สถานการณ์การหาเสียงเลือกตั้งในเวลานี้เรียกว่าเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก็คงไม่ผิดนัก

ทุกสายตาจับจ้องไปที่พรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมาจากพรรคใดพรรคหนึ่งจาก 3 พรรคนี้อย่างแน่นอน

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ น่าจะเตรียมแต่งตัวรอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง 3 พรรคใหญ่ พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ไล่เรียงกันทีละพรรค เริ่มกันที่ “พรรคเพื่อไทย” นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังคงเดินสายหาเสียงต่อเนื่อง เน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน พร้อมกับเสนอแนวคิดตัดงบประมาณกองทัพ 10% เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ

ภาพรวมของพรรคเพื่อไทยน่าจะมีดีพอที่จะรักษาพื้นที่เดิมของตัวเองไว้ได้ในระดับหนึ่ง และท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเตรียมจะปล่อยนโยบายเด็ดเพื่อมัดใจประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันเข้าคูหาลงคะแนน ทำให้ขุนพลหลายของพรรคมั่นใจว่า คุณหญิงสุดารัตน์จะก้าวขึ้นเป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน

ส่วน “พรรประชาธิปัตย์” คะแนนความนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ยังคงเกาะกลุ่ม ผู้นำอยู่ เพียงแต่ยังไม่ได้อยู่ในระดับ ที่ดีที่จะทำให้มั่นใจว่าจะกลับมาเป็น นายกฯ อีกสมัย เพราะผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายสำนักต่างยังมีข้อมูลตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่หลายครั้งของอภิสิทธิ์ยังคงได้รับการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก แสดงให้เห็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ยังแข็งแรงอยู่ในระดับหนึ่ง อีกทั้งภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์เองก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ จึงเหลือแต่เพียงการมาคิดพรรคจะเปลี่ยนกระแสที่เกิดขึ้นให้กลับมาเป็นคะแนนได้อย่างไร

ด้าน “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังเดินมาถึงจุดสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังมีการเสนอแนวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะบุคคลที่ถูกพรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ น่าจะต้องลงมาช่วยพรรคหาเสียง เพื่อดึงความสนใจของสังคมให้มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่สิ้นสุดการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ถ้าจะบอกว่าการเดินหมาก ของพรรคพลังประชารัฐเกี่ยวกับการจัดการกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์  มีทั้งในส่วนที่อาจเดินมาถูกทางและ เดินมาผิดทาง

พรรคพลังประชารัฐพยายามเก็บและทะนุถนอม พล.อ.ประยุทธ์ ประดุจไข่ในหินอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาร่วมเวทีดีเบตกับผู้นำพรรคการเมืองพรรคอื่นๆ มีแต่เพียงการส่งหัวหน้าหรือผู้บริหารพรรคคนอื่นๆ เท่านั้น โดยอ้าง พล.อ.ประยุทธ์ มีหน้าที่ต้องบริหารประเทศ

เช่นเดียวกับการลงพื้นที่ช่วย  ผู้สมัคร สส.หาเสียง ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเต็มตัวมากนัก

ในแง่ของการปฏิเสธเวทีการดีเบตยังพอเข้าใจได้ว่าอาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากหาก พล.อ.ประยุทธ์ ไปร่วมเวทีดังกล่าวจริง จะตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรุมกินโต๊ะ ประกอบกับที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ สื่อสารกับประชาชนทางเดียวเป็นส่วนใหญ่มาตลอด ดังนั้น ถ้ามาเจอกับตอบโต้อาจเพลี่ยงพล้ำได้

แต่สำหรับการเดินสายหาเสียงนั้น เวลาที่ผ่านไปโดยไร้เงาของ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมอาบเหงื่อไปกับ ผู้สมัคร สส.ของพรรค นับว่าพรรคได้สูญเสียโอกาสในการเก็บคะแนนไปพอสมควร

พรรคพยายามชี้แจงหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทำเช่นนั้นอาจตกเป็นเป้าได้ว่ามีผลประโยชยน์ขัดกันหรือ ไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสถานะทางกฎหมายสมบูรณ์สำหรับการบริหารประเทศอยู่

เรียกได้ว่ากลัวนักรบมีรอยขีดข่วนก็คงไม่ผิดนัก

ในมุมของนักเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐแตกความคิดเห็นออกเป็นสองกลุ่มต่อการลงหรือไม่ลงพื้นที่หาเสียงของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มหนึ่งคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรลงพื้นที่กับผู้สมัคร สส.ได้แล้ว  เพื่อชิงความได้เปรียบในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะการเคลื่อนไหวของ นายกฯย่อมเป็นที่สนใจของประชาชน ซึ่งจะช่วยช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้ายมาได้

แต่อีกกลุ่มหนึ่งมองต่างกันไปว่าทุกครั้งเวลาที่นายกฯ ลงพื้นที่มักจะออกอาการ “หลุด”หลายครั้ง และกลายเป็นที่วิจารณ์ในสังคมอยู่บ่อยครั้ง

หาก พล.อ.ประยุทธ์ เดินสาย หาเสียงหรือแม้แต่ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่กับพรรคพลังประชารัฐ และเกิดอาการอย่างที่ว่านั้นขึ้นมาอีก จากที่เคยได้เปรียบจะกลายเป็นเสียเปรียบทันที

เป็นภาวะที่พรรคพลังประชารัฐเองตัดสินใจลำบาก ถึงในพรรคจะอุดมไปด้วยนักเลือกตั้งมือพระกาฬแต่ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่พร้อมพลิกไปพลิกไปได้ทุกนาที การเดินก้าวต่อไปต้องคิดให้มากกว่าการหาเสียงเท่านั้น

ลุ้นยุบไม่ยุบ “ไทยรักษาชาติ” โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582169

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 09:36 น.

ลุ้นยุบไม่ยุบ "ไทยรักษาชาติ" โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเดือด

ทิศทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติจะเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวแปรหนึ่ง

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัปดาห์นี้วันที่ 7 มี.ค.จะเป็นวันกำหนดทิศทางทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

อย่างที่ทราบกันดีว่าเหตุผลของเรื่องที่ทำให้ กกต.ตัดสินใจยุบพรรคอยู่ที่การเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่ง กกต.มีความเห็นว่าเป็นการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่ผ่านมา พรรคไทยรักษาชาติพยายามต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาทุกประตู โดยได้ชูประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นถึง 8 ประเด็นว่าเพราะเหตุใดการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง

“มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และมีพฤติกรรมไม่สุจริต” หนึ่งในประเด็นข้อต่อสู้ของพรรค

เดิมทีภายในพรรค ทษช.มีการคาดการณ์กันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการนัดสืบพยานหลักฐานบ้าง เพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สำคัญแห่งคดี แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจไม่ไต่สวน เพราะเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ

การไม่นัดไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความระทึกให้กับพรรคไทยรักษาชาติไม่น้อย ซึ่งบางส่วนก็เตรียมยอมรับกับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับทิศทางของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสามารถออกมาในทางใดทางหนึ่งจากสองทาง ดังนี้

1.ไม่ยุบพรรค แม้จะมีผู้สันทัดกรณีบางส่วนออกมาบอกว่าโอกาสไม่ยุบพรรคนั้นมีความเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าดูจากข้อต่อสู้ของพรรคไทยรักษาชาติแล้ว ก็พอให้เห็นถึงโอกาสที่จะชนะเช่นกัน

โดยเฉพาะการยกประเด็นที่ว่า กกต.ไม่ได้ทำการไต่สวนพรรคไทยรักษาชาติตามกฎหมายก่อน ซึ่งการไต่สวนเป็นหนึ่งในหลักของการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อ กกต.ถูกพาดพิงว่าไม่ได้ดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าว ก็อาจเป็นประเด็นที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเช่นกัน

นั่นอาจหมายความว่าโอกาสที่พรรคไทยรักษาชาติจะชนะคดีด้วยเหตุผลทางเทคนิคก็พอมีความเป็นไปได้พอสมควร

หรือไม่ก็อาจชนะด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ในแง่ที่ว่าการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกฎหมายยังไม่ได้ระบุว่าการเสนอชื่อบุคคลที่ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ จะมีความรับผิดแต่อย่างใด

ถ้าผลคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ พรรคไทยรักษาชาติจะกลับมาสู่ลู่วิ่งอย่างเต็มตัวในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

2.ยุบพรรค การยุบพรรคเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในทางการเมืองไทย ซึ่งในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยก็เคยถูกยุบพรรคนมาแล้วถึง 2 ครั้ง จากกรณีของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน

ผลของการยุบพรรคที่จะตามมามีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองตลอดชีวิตจำนวน 14 คน นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค และมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค

ประการต่อมา การเสียสถานะการเป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคทุกคน ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค จะมีผลให้การเป็นสมาชิกพรรคซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.สิ้นสุดลงด้วย ครั้นจะย้ายพรรคการเมืองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีอายุความเป็นสมาชิกไม่ถึง 90 วัน เพื่อให้ได้สิทธิในการสมัครเลือกตั้ง สส.

อย่างไรก็ตาม ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวหากมีการยุบพรรคจริง ยังจะเป็นการวางหลักการของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าการกระทำแบบใดที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย

อย่าลืมว่าปัจจุบันคดียุบพรรคการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองเดียว แต่ได้มีการยื่นยุบพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น กรณีของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง กกต.อาจรอดูแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นกัน

ดังนั้น กาารชี้ชะตาในวันที่ 7 มี.ค.ไม่ได้มีเพียงแต่พรรคไทยรักษาชาติที่ต้องลุ้นระทึกแล้ว แต่พรรคการเมืองก็เฝ้ามองอย่างใกล้ชิดไม่ต่างกัน

การเมืองจะมีทิศทางเป็นอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวแปรหนึ่ง

ดัน”บิ๊กตู่”เรียกคะแนนโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581873

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 06:50 น.

ดัน"บิ๊กตู่"เรียกคะแนนโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. แต่ละพรรคการเมืองเตรียมงัดไม้ตายออกมาเรียกคะแนนจากชาวบ้านกันตามยุทธศาสตร์ที่พรรคได้วางไว้ ท่ามกลางความปรวนแปรของปัจจัยแวดล้อมซึ่งล้วนแต่มีผลต่อคะแนนเลือกตั้งทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับผลจากคดียุบพรรคที่ใกล้จะชี้ขาดเร็วๆ นี้

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เวลานี้ ถือเป็นอีกพรรคใหญ่ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะด้วยฐานสนับสนุนที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถมยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตอบรับเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นที่ เรียบร้อย

ปัญหาอยู่แต่เพียงแค่ด้วย “สถานะ” ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้า คสช.ล้วนแต่ทำให้การเคลื่อนไหวที่คาบเกี่ยวกับการหาเสียงหรือจะส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ล้วนแต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นประเด็นที่ถูกร้องเรียนถึงการกระทำผิดในอนาคต

ทางออกที่ทำได้ในเวลานี้คือการที่พรรคพลังประชารัฐส่งหนังสือไปถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสอบถามแนวปฏิบัติกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เพื่อความชัดเจนว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีหาเสียง เดินช่วยผู้สมัครหาเสียง รวมถึงร่วมเวทีดีเบตได้หรือไม่อย่างไร และมีขอบเขตข้อจำกัดมากน้อยเพียงไร

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสเรียกร้องจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวขึ้นมาแสดง วิสัยทัศน์ตลอดจนการประกาศท่าทีความชัดเจนในประเด็นค้างคาใจของสังคม เพื่อจะได้เป็นหลักประกันการวางตัวหรือแนวทางปฏิบัติต่อไปในอนาคต

แม้ลึกๆ แล้วในมุมของพรรคพลังประชารัฐ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ การเปิดตัวไปแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ ร่วมกันกับพรรคอื่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก  เพราะแต่ละพรรคล้วนแต่จับจ้องรอจะใช้โอกาสเวทีดีเบตในการวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายและผลงานในช่วง  4 ปี ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องดังจะเห็นจากที่หลายพรรคหยิบยกขึ้นมาสะท้อนปัญหาพร้อมอาสาตัวเป็นทางเลือกให้ก้าวพ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในเวลานี้

ยังไม่รวมกับบรรดา “จุดอ่อน” ทั้งหลายไล่มาตั้งแต่เรื่องข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ ผ่านกฎกติกาที่ คสช.และแม่น้ำ 5 สายร่วมกันออกแบบ มาจนถึงเรื่อง 250 สว. เฉพาะกาล ซึ่งมาจากกระบวนการแต่งตั้งของ คสช. โดยจะมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้เกิดการบิดเบือนคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกมาหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง

ที่สำคัญปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์เมื่อเวลาไม่พอใจเรื่องต่างๆ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปหลุดกลางเวทีดีเบต จนเสียคะแนนแทนที่จะได้คะแนน

การเลือกใช้ความได้เปรียบจากพื้นที่การสื่อสารของตัวเอง ที่ไม่มีใครขัดคอเลือกอย่างจะพูดอะไรก็ได้ จึงอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นได้

แต่อีกด้านหนึ่งสำหรับพรรคพลังประชารัฐแล้ว ย่อมต้องการดึงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาช่วยหาเสียงในพื้นที่ หรือขึ้นเวทีปราศรัยซึ่งพรรคจัดขึ้น ซึ่งมั่นใจจะไม่ถูกคู่แข่งรุมถล่ม หรือถูกซักไซ้ในคำถามกวนใจต่างๆ  อันจะเป็นการเรียกคะแนนจากบรรดาแฟนคลับหรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ให้หันมาลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ดังจากที่เห็นสัญญาณการเปิดตัวผ่านหนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ” ที่สะท้อนแง่มุมชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ในแต่ละด้าน กับการมุ่งมั่นตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและส่วนร่วม

ในวันที่พรรคพลังประชารัฐเองก็ยังไม่อาจหยิบยกมุมอื่นที่น่าสนใจขึ้นมาเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนคนทั่วไปได้ในช่วงนี้ หากได้ พล.อ.ประยุทธ์ มาช่วยเดินหาเสียง หรือขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้ายย่อมเป็นผลดีกับทางพรรคพลังประชารัฐ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อก่อนหน้านี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าต้องรอความชัดเจนจาก กกต. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ต่างจากแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคอื่นๆ ที่เป็นผู้สมัคร ซึ่งตรงนั้นจะไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไม่ได้เป็นผู้สมัครอาจมีความหมิ่นเหม่

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการวางตัวเป็นกลางของซึ่งกฎหมายระบุให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง คำว่าเป็นกลางมีความหมายไม่ไปโน้มเอียงกับฝ่ายใด  ถ้าดีเบตแล้วพูดนโยบายของตัวเองก็ถือว่าเป็นกลาง เพียงแต่อย่าไปขานรับนโยบายพรรคไหน

ส่วนประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับหัวหน้า คสช. ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนิยาม มาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่รับเงินเดือนของรัฐไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตราดังกล่าว และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 57 ว่า คสช.ไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เวลานี้เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่ กกต. จะเป็นผู้ชี้ขาดในรายละเอียดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะวางตัวหรือดำเนินการอย่างไรได้บ้างในการหาเสียง ซึ่งจะเป็นกรอบสำหรับพรรคพลังประชารัฐจะหยิบยกไปพิจารณาจัดวางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง

‘บิ๊กป้อม’คุมเลือกสว. ผนึกกำลังเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581770

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 07:59 น.

'บิ๊กป้อม'คุมเลือกสว. ผนึกกำลังเบ็ดเสร็จ

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมาถึงอีกจุดหักเหที่สำคัญ ภายหลังกระบวนการสรรหาวุฒิสภาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  มอบหมายให้ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา

ปัจจุบันประเทศไทยมี สว.อย่างไม่เป็นทางการแล้วจำนวน 6 คน จากทั้งหมด 250 คน ประกอบด้วย  ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพเรือ  ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ส่วนที่เหลือจะมาจากสองสายสายที่ 1 คณะกรรมการสรรหา ชุดนี้จะทำหน้าที่คัดเลือกและสรรหาว่าที่ สว.ให้จำนวนไม่เกิน 400 คน และส่งให้ คสช.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 194 คน

สายที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ที่ได้ทำการคัดเลือกกันเองไม่เกิน 200 คน และส่งให้ คสช.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้คัดเลือกให้เหลือ 50 คน   ทั้งนี้ คสช.ต้องคัดเลือก สว. 250 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันนับแต่ วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. เท่ากับว่าประมาณเดือน พ.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่ กกต.เคยประกาศว่าจะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้นั้น คนไทยทั้งประเทศจะได้มีโอกาสเห็นรายชื่อ สว.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ

ทันทีที่การคัดเลือก สว.เริ่มมีความเคลื่อนไหว ส่งผลให้เริ่มเห็นโครงสร้างของวุฒิสภาชุดต่อไปขึ้นมาทันที เพราะอาจจะได้คนหน้าเดิมกลับเข้ามาพอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี

“แนวทางการสรรหาคงไม่ยากลำบาก จะเอาจากคนที่เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำมาประกอบกัน ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รวบรวมแล้ว แต่คงมีหลายพันรายชื่อ คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่ทำให้เหลือ 400 คน” รองนายกฯวิษณุ ระบุเมื่อ วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา

การประกาศว่าอาจจะเอาคนกันเองทั้ง สนช. สปช. และ สปท.  มาเป็น สว.ทำให้พอเห็นภาพได้ว่าวุฒิสภาชุดต่อไปจะมีหน้าตาและ ภารกิจอะไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่หลัก 2 เรื่อง 1.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแม้ สว.จะไม่มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ ได้โดยตรง แต่การที่มี สว.มาจากแหล่งที่มาเดียวกันถึง 250 คน ส่งผลให้ทิศทางการเลือกนายกฯ มาอยู่ในมือของ สว.โดยปริยาย ถ้าจะบอกว่าการเลือกนายกฯ นั้นวุฒิสภาจะกลายเป็น กลุ่มการเมืองใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งใน สภาขึ้นมาทันที

2.ติดตามการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามและสอบถามรัฐบาลว่าได้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรัฐบาลต้องแจ้ง ต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน

แต่ภารกิจทางกฎหมายนั้นยังไม่น่าจับตาเท่ากับภารกิจทางการเมือง เพราะวุฒิสภาในอนาคตอาจจะแสดงบทบาทแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเทศไทยจะได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี

วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนว่าวุฒิสภา  250 คน พร้อมเทคะแนนให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อวุฒิสภาเทคะแนนให้เช่นนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน ก็อาจเข้าร่วมยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เช่นกัน

แต่หากเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐอย่างพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาไม่มาก วุฒิสภาก็อาจจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผล ให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ

เว้นแต่พรรคเพื่อไทยรวมเสียงข้างมากได้เกิน 375 เสียง แบบนี้ 250 เสียงของวุฒิสภาก็คงไม่อาจมาขวางพรรคเพื่อไทยได้

การเลือกวุฒิสภาของ คสช.ครั้งนี้ จะมีความหมายในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะวุฒิสภาจะเข้ามาเป็นผู้สานต่อและติดตามงานของ คสช.ที่วางรากฐานเอาไว้ให้เรียบร้อย จึงไม่แปลกที่จะส่งสัญญาณว่าจะเน้นไปบุคคลจากแม่น้ำ 3 สายข้างต้นเป็นหลัก เนื่องจากเคยทำงานกับ คสช. กันอย่างรู้ใจกันมาแล้ว

ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.อาจเป็นเพียงจุดที่ชี้ให้เห็นว่าใครจะเป็น สส. แต่ไม่อาจบอกได้ว่าใครจะเป็นนายกฯ ทันทีเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เพราะต้องมาวัดใจและวัดกำลังกับวุฒิสภา เพื่อชิงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองอีกยก

ดีเบตของแสลง พูดฝ่ายเดียวดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581513

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 08:26 น.

ดีเบตของแสลง พูดฝ่ายเดียวดีที่สุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง นอกเหนือไปจากความไม่แน่นอนของพรรคไทยรักษาชาติในคดียุบพรรคแล้ว ประเด็นวิวาทะการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาร่วมเวทีดีเบตกับพรรคการเมืองก็กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงไม่แพ้กัน

นับตั้งแต่มีการเปิดเทศกาล หาเสียงเลือกตั้ง การจัดเวทีอภิปรายนโยบายพรรคการเมืองเกิดขึ้นหลากหลายมาก และทุกพรรคก็ต่างให้ความสนใจไปร่วมเวทีกันอย่างพร้อมหน้า

ดังจะเห็นได้จากการที่ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรค เพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หรือแม้แต่ตัวแทนระดับสูงของพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกันอยู่หลายครั้ง

ผู้นำของแต่ละพรรคที่ขึ้นเวที ดีเบตนั้นล้วนแต่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองของตัวเองเสนอชื่อด้วยกันแทบทั้งสิ้น เว้นแต่กรณีของพรรคพลังประชารัฐที่ส่วนใหญ่มักจะเห็นแต่ “อุตตม  สาวนายน” หัวหน้ามาร่วมเวทีเป็นหลัก โดยไร้เงาของว่าที่นายกฯ  อย่าง พล.อ.ประยุทธ์

ทุกวันนี้แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้เวลาทางโทรทัศน์ในช่วงหัวค่ำคืนวันศุกร์ในแต่ละสัปดาห์จัดรายการสื่อสารกับประชาชนเหมือนเดิม ท่ามกลางข้อกังขาว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองหรือไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

ไม่เพียงเท่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังนำคณะรัฐมนตรีไปตรวจราชการต่างจังหวัด ด้านหนึ่งอาจพอเข้าใจได้ว่าเป็นการทำงานตามปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำเช่นนั้นแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมืองเช่นกัน

ยิ่งนานวันเข้าและใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามเริ่มทนไม่ไหวจึงเรียกร้องให้มาลงเวทีดีเบต ด้วยกัน เพื่อไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดแต่ผลงานของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว

“อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจาก กกต.ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากต้องศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียดให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดข้อร้องเรียนในภายหลัง โดยเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์  จะมีโอกาสในการขึ้นเวทีเพื่อประชันนโยบายอย่างแน่นอน แต่ต้องรอ คำตอบให้ชัดเจน” คำชี้แจงจาก  ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ถ้าจะว่าไปแล้วสถานการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะไม่ต่างอะไรกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อครั้งถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อเมื่อการเลือกตั้งปี 2554

ในความเข้าใจของคนทั่วไปต่างรู้กันดีว่ายิ่งลักษณ์ คือ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่เคยประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการก็ตาม ส่งผลให้พรรคการเมืองคู่แข่งต่างส่งคำท้าให้ยิ่งลักษณ์ที่ยังไม่มีพรรษาทางการเมืองมากนักลงมาร่วมเวทีดีเบต แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้รับคำท้านั้นแต่อย่างใดเช่นกัน

ขณะนั้นพรรคเพื่อไทยมองว่าหากให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นเวทีดีเบต แน่นอนว่าพรรคการเมืองตรงข้ามต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและอาจส่งผลต่อภาพรวมของพรรค จึงเลือกที่จะเก็บยิ่งลักษณ์เหมือนกับ ไข่ในหินเอาไว้แทน

การท้าดีเบตที่เคยเกิดขึ้น ยิ่งลักษณ์ ปี 2554 จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ปี 2562 มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอาศัยการหลบหลีกเหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยเคยทำมาก่อน

เวทีดีเบตที่หลายองค์กรจัดกันมาก่อนหน้านี้ที่มีพรรคพลังประชารัฐไปร่วมเวทีด้วย ส่วนใหญ่จะพบว่าพรรคพลังประชารัฐถูกรุมกินโต๊ะมาตลอด

หลายครั้งจะพบว่ามีการพาดพิงถึงการทำรัฐประหาร 2557 การใช้อำนาจของ คสช.ที่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายโจมตีถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ครั้นพรรคพลังประชารัฐจะปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ทำได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากมีอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันมาร่วมงานถึง 4 คน        ดังนั้น หากให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาลงเวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง คงเจอสภาพการถูกรุมกินโต๊ะเหมือนกับที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเคยเจอมาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดฝ่ายเดียวเหมือนกับที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คะแนนของพรรค พลังประชารัฐดีขึ้น เพราะกระแส ต่อต้านเริ่มมากขึ้นทุกวัน

ในเชิงหลักการแล้ว การร่วมเวที ดีเบตของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ย่อมจะเป็นผลดีต่อพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสิ้น และบรรดานักเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐจะสามารถนำไปขยายผลเพื่อการหาเสียงในพื้นที่ได้อีกด้วย

ที่สุดแล้ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียว การพูดฝ่ายเดียวอาจทำให้รอดจากการถูกรุมกินโต๊ะก็จริง แต่ต้องมีสิ่งต้องแลก คือ คะแนนความนิยมของพรรคพลังประชารัฐที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ระทึกคดียุบ “ไทยรักษาชาติ” ยืดเยื้อหรือจบเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581416

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 08:29 น.

ระทึกคดียุบ "ไทยรักษาชาติ" ยืดเยื้อหรือจบเร็ว

การตัดสินชี้ขาดคดียุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ มีความหมายต่อพรรคไทยรักษาชาติและทิศทางการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในสัปดาห์หน้า เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะกลับมาพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในวันที่ 27 ก.พ. ในวันดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันแล้วว่าจะยังไม่มีการชี้ขาดว่าจะวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่ เพียงแต่เป็นการดำเนินการตามกระบวนการภายหลังเปิดโอกาสให้พรรคไทยรักษาชาติได้ทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ล่าสุด พรรคไทยรักษาชาติได้เผยแพร่ประเด็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึง 8 ประเด็น เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ข้อ 1 การดำเนินกิจการของพรรคเป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 2 พรรคทำตามประสงค์และความยินยอม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อ 3 พรรคเข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 4 เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 ก.พ. 2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกฯ ไปแล้วเมื่อเวลา 09.00 น. พรรคจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม

ข้อ 5 เสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้

ข้อ 6 คำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ข้อ 7 กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ข้อ 8 มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561

เมื่อพรรคไทยรักษาชาติทำคำชี้แจงไปแล้ว ทีนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 27 ก.พ.ว่า ควรดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร ซึ่งสามารถออกได้ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 นัดวันไต่สวนทั้งสองฝ่าย

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ต้องดำเนินการไต่สวนเป็นสำคัญ ซึ่งขั้นตอนหลักจะประกอบด้วย การให้แต่ละฝ่ายพยานฝ่ายของตน การนำเสนอหลักฐานเอกสาร และศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาท

ตรงนี้เองอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดวันพิจารณาคดี โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนหาข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจต้องเป็นเวลามากหรือน้อยกว่า 30 วัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดพยานบางรายที่ไม่เกี่ยวกับคดีหรือไม่

แนวทางที่ 2 นัดวันฟังคำวินิจฉัย

แม้กฎหมายจะกำหนดหลักการให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการไต่สวน แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้เช่นกัน ดังปรากฏในมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

“หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทําการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้”

ตรงนี้ที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิเคราะห์กันไปในทิศทางเดียวกันว่าโอกาสที่จะเห็นการตัดสินชี้ขาดคดีก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะกฎหมายมีการกำหนดข้อยกเว้นเรื่องกระบวนการไต่สวนเอาไว้

การตัดสินชี้ขาดก่อนวันที่ 24 มี.ค. มีความหมายต่อพรรคไทยรักษาชาติและทิศทางการเมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดการยุบพรรคขึ้นมาก่อน นั่นหมายความว่าสถานการณ์เป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากการยุบพรรคจะมีผลให้ความเป็นสมาชิกพรรคสลายไปด้วย

เท่ากับว่าบางพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัครและพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครนั้้นจะหายไปทันที ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มีโอกาสได้ สส.ในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เพราะปราศจากคู่แข่งคนสำคัญจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่

ด้วยเหตุนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไรถ้าศาลเห็นว่าคำร้องของ กกต.และการชี้แจงข้อกล่าวของพรรคไทยรักษาชาติ เพียงพอที่จะให้ศาลวินิจฉัยได้แล้วในวันที่ 27 ก.พ. ศาลอาจนัดวันทำคำวินิจฉัยให้เด็ดขาด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นศาลจะเดินหน้าเพื่อทำการไต่สวนต่อไปตามกฎหมายต่อไป

ดังนั้น สถานการณ์ทางการเมืองในสัปดาห์นี้จะต้องจับตาด้วยใจระทึก

นโยบายรื้อกองทัพ เห็นขั้วอำนาจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581114

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 08:04 น.

นโยบายรื้อกองทัพ เห็นขั้วอำนาจการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มเดือดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลัง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผบ.ทบ. ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญด้วยการบอกให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน”

ปฐมเหตุของวิวาทะนี้มาจากคำปราศรัยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสนอนโยบายว่าจะปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 10% หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเอางบประมาณมาพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ

ท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่งการปะทะกันระหว่างกองทัพและพรรคการเมืองที่กำลังสู่อำนาจอย่างเห็นได้ชัด

โดยทันทีที่ พล.อ.อภิรัชต์ เกริ่นเรื่องเพลงหนักแผ่นดินขึ้นมา ปรากฏว่าบรรดานักเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยหรือแม้แต่นักวิชาการบางส่วนก็แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ ผบ.ทบ.ทันที เนื่องจากมองว่าเพลงหนักแผ่นดินเป็นการซ้ำเติมความขัดแย้งให้ลงลึกมากขึ้นไปอีก

การจุดประเด็นเรื่องงบประมาณของกระทรวงกลาโหมของพรรคการเมือง ถือว่าเป็นการจี้ใจดำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดี

ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณของกองทัพในยุคของ คสช.มีทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้นพอสมควร อีกทั้งการทำงานการเมืองของกองทัพตลอดหลายปีมานี้สร้างความไม่พอใจกับประชาชนพอสมควร เพราะมีการดำเนินการที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงไม่แปลกที่จะเป็นแผลให้พรรคการเมืองนำมาขยายผลเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง

ข้อเสนอเกี่ยวกับการรื้อระบบ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่เป็นผู้เสนอ เพราะก่อนหน้านี้มีหลายพรรคการเมืองที่จับเรื่องนี้เช่นกัน

พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เสนอปฏิรูปกองทัพแบบตรงไปตรงมาหลายด้าน อาทิ ลดกำลังจากขนาด 3.3 แสนนาย เหลือ 1.7 แสนนาย นายพล จาก 1,600 นาย เหลือ 400 นาย โดยกำหนดเป็นกฎหมายใช้เวลา 5-10 ปี ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบัน ใช้สมัครใจ เกณฑ์เฉพาะเมื่อเกิดสงครามและรับราชการเป็นพลอาสาสมัคร เงินเดือนและเงินตอบแทนทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นบาท/เดือน

ที่สำคัญพรรคอนาคตใหม่เสนอว่าการจัดซื้ออาวุธอย่างโปร่งใส โดยเชิญประชาชนและสื่อมวลชนร่วมกำหนดสเปกและราคากับกองทัพ เพื่อให้ได้อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะกับการรบ ประหยัด และคุ้มค่าที่สุด

เช่นเดียวกับ พรรคเสรีรวมไทย ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค ได้เสนอให้ปฏิรูปกองทัพแบบถึงพริกถึงขิงเช่นกัน

โดยพรรคเสนอ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ยุบกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อนำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความยากจน 2.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแต่ให้ใช้ระบบสมัครใจ และ 3.นายกรัฐมนตรีมีอำนาจโยกย้ายผู้นำเหล่าทัพ

ทั้งนี้ มีไม่บ่อยครั้งนักที่การหาเสียงเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองจะเอาการปรับปรุงกองทัพมาเป็นหนึ่งในนโยบายของการหาเสียง แต่ที่เกิดขึ้นได้เช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคพลังประชารัฐลงสนามเลือกตั้งเพื่อผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ประกอบกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีบาดแผลพอสมควร โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะฉวยโอกาสนี้เพื่อเตะตัดขาพรรคพลังประชารัฐด้วยการนำประเด็นเกี่ยวกับกองทัพมาหาเสียง

อย่างไรก็ตาม จากแนวทางการหาเสียงที่เกิดขึ้น อีกด้านหนึ่งทำให้การเมืองในอนาคตเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าขั้วอำนาจทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ที่แน่นอนได้เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคเสรีรวมไทยพร้อมที่จะเข้ามาร่วมเป็นขั้วการเมืองเดียวกัน เพื่อปะทะกับพรรคพลังประชารัฐในระยะยาว

ขณะที่พรรคการเมืองที่ไม่ได้เสนอนโยบายเกี่ยวกับกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พอชี้ลงไปได้ว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้เช่นกัน ถ้าหากพรรคพลังประชารัฐมีเสียงมากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

การเมืองนับวันจะยิ่งทวีความขัดแย้งมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองทัพเข้ามาอยู่ในวงจรการเมืองด้วย บวกกับกองทัพจะต้องเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องร่วมทำงานกับรัฐบาลของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยแล้ว อีกทั้งผู้นำเหล่าทัพระดับ ผู้บัญชาการกองทัพยังเข้ามาในสภาในฐานะ สว.ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเมืองเกิดความไม่มีเสถียรภาพมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การเลือกตั้งที่ใครต่อใครตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองและการเริ่มนับหนึ่งกันใหม่นั้นอาจต้องกลับมาคิดกันใหม่ เพราะในทางกลับกันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ก็เป็นไปได้

พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580984

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 06:45 น.

พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. เริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยยุทธศาสตร์ และนโยบายที่แต่ละพรรคต่างงัดมาเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน สอดรับกับวิวาทะการพาดพิงไปมาที่ล้วนแต่มีผลต่อทิศทางการลงคะแนนที่จะเกิดขึ้น

สำหรับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกจับจ้องจากสังคมเป็นพิเศษในฐานะที่เชื่อมโยงกับ ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบรับ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนแนวนโยบายและการหาเสียงดูชัดเจนและได้เปรียบคู่แข่งในบางมุม จนคะแนนนิยมในหลายพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้นมา ในช่วงที่ผลจากนโยบายประชารัฐ ทั้งหลายที่เริ่มต้นไปก่อนหน้านี้เริ่ม เห็นผล รวมทั้งการต่อยอดเพิ่มส่วนขยายให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชาชน หลากหลายและทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่พรรคแนวร่วมพันธมิตรที่มีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้เปิดหน้าแสดงความชัดเจน ในการเป็นกองหนุนร่วมผลักดันภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงอย่างที่ตั้งใจ

คู่ขนานไปกับขั้วตรงข้ามอย่าง เพื่อไทย ที่กำลังเผชิญกับมรสุมที่ถาโถมอย่างรุนแรง ทั้งกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติ กำลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในความผิดอันอาจนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

แต่ทว่าปัญหาเส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช่ว่า  จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแรงเสียดทานที่ก่อตัวรุนแรงขึ้นในช่วงนี้จากสองประเด็นที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาซึ่งไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่และรุนแรงมากน้อยเพียงใด

เริ่มตั้งแต่วิวาทะเรื่อง “หนักแผ่นดิน” ซึ่ง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก  (ผบ.ทบ.) ออกมาจุดประเด็น มอบบทเพลงแฝงความนัยหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศนโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกระทรวงกลาโหม 10% กลายเป็นเชื้อไฟปลุกให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัว “บิ๊กแดง” และ “กองทัพ” มากขึ้น

ไม่ว่าจะในแง่มุมของการตั้งเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชนในสังคมให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งในอดีตให้หวนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตาไปยังงบประมาณในส่วนของกองทัพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ปรับลดลง  โดยเฉพาะในส่วนของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ที่หลายฝ่ายเคยออกมาท้วงติงในแง่ของความคุ้มค่ากับความจำเป็น อย่างเรือดำน้ำ

อันจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ต้อนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไปสู่ในมุมอับ และเปิดทางให้คู่แข่งมาไล่ถลุงเอาได้แบบไม่อาจป้องกันตัว ซึ่งมีแต่จะฉุดคะแนน นิยมให้ลดลงไป

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า เรายอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ ทุกครั้ง งบประมาณของกระทรวงกลาโหมก็จะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

“ถามว่าความอดอยากของประชาชนกับเรือดำน้ำ อันไหนจะมีความสำคัญมากกว่ากัน ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเลือกนำเงินส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาความยากจนก่อน แต่หลักคิดของผู้ยึดอำนาจถือว่าเป็นการลงทุน ก็ต้องไปซื้อเรือดำน้ำ ซื้ออาวุธก่อน เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น งบในส่วนของกองทัพได้เติบโตในสัดส่วนที่มากกว่าในยามบ้านเมืองเป็นปกติ เพราะฉะนั้นใน 4 ปี      ต่อไป ก็ควรจะให้ประชาชนมากบ้าง”

ยังไม่รวมถึงประเด็นการดึงกองทัพเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมือง มากขึ้น และเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ถึงขั้นเรียกร้องให้ “กองทัพ” วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม

อีกประเด็นคือเรื่อง พ.ร.บ.ข้าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์รุนแรง  ทั้งการกำหนดกฎเกณฑ์ การจัดทำเขตศักยภาพการผลิตจะนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพทางการผลิตข้าวของชาวนา นำไปสู่การสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศการผลิต ซึ่งในวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตรของประเทศไทยที่มีความหลากหลายภูมินิเวศ

รวมทั้งประเด็นว่าด้วยเมล็ดพันธุ์เข้าควบคุมจนชาวนาสูญเสียอำนาจทางการผลิตข้าว และหันไปสู่การปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่น จนนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศทางการผลิต จนกระทั่งจะทำให้ชาวนาก่อหนี้ จากการเพาะปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่นแทนข้าว หรืออาจกลายเป็นการเอื้อให้นายทุนหรือไม่

นำมาสู่การรวมตัวคัดค้านของเกษตรกรชาวนา และหลายฝ่ายในสังคม พร้อมเรียกร้องให้ยุติการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเปิดให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

แต่กระนั้นท่าทีของ สนช.ก็ยังดูจะไม่สิ้นความพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่เลื่อนวาระการพิจารณาออกไปเป็นสัปดาห์หน้า

เผือกร้อนสองเรื่องในมือรัฐบาลเวลานี้จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะต้องเผชิญ และหาทางรับมือว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งทุกย่างก้าวล้วนแต่มีผลต่อคะแนนนิยมและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580874

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 07:29 น.

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ เดินหน้ามาจนถึงครึ่งทางกับเวลาที่เหลืออีกเพียงแค่เดือนกว่าๆ ก็จะถึงวันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ที่ประชาชนทั่วประเทศจะได้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนตัดสินอนาคตประเทศว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใดรวมทั้งได้รู้ใครจะได้เข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ทว่า หากพิจารณาจากทั้งเนื้อหาการหาเสียงและท่าทีการประกาศตัวของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะยิ่งเห็นความชัดเจนของจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ อันอาจสะท้อนต่อไปถึงทิศทางการ จับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่ขั้วแรกฝั่งที่นิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย อันมีจุดยืนอยู่ตรงข้ามฝั่งรัฐประหาร ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งมีแนวนโยบายจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นมรดกบาปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แอบทิ้งเงื่อนปมการสืบทอดอำนาจไว้ในหลายมาตรา

กลุ่มนี้นำโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นหัวขบวนสำคัญในการเดินหน้ายืนหยัดสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พุ่งเป้าเจาะจงไปยังประเด็นคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช. รวมทั้งกลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ดังจะเห็นจากท่าทีการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่ กทม.ที่ลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ทำงานการเมืองไม่น้อยกว่า 35 ปี ถูกยึดอำนาจ 2 รอบ อำนาจถูกใช้ผ่านคนหยิบมือเดียวจากปลายกระบอกปืน ดังนั้น ประชาชนต้องกลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่พยายามจะสร้างระบบราชการให้ข้าราชการเป็นใหญ่

เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียวเพื่อยึดอำนาจจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวในการล้มการสืบทอดอำนาจ

ในกลุ่มนี้นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้วยังมีพรรคแบงก์ร้อย อาทิ พรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ ที่แตกออกไปด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์การแก้เกมระบบการเลือกตั้งใหม่ ดังจะเห็นจากอาการถ้อยทีถ้อยอาศัยการปราศรัย การจัดวางคน ที่หลบเลี่ยง ไม่ปะทะกันแบบเปิดหน้าชนในพื้นที่ ต่างจากการเปิดหน้าชนขั้วตรงข้าม

ยังไม่รวมกับพรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกัน ทั้งพรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กำลังถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างร้อนแรง

จุดยืนของธนาธรเป็นที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่คัดค้านการรัฐประหาร ต่อสู้เผด็จการและล่าสุดเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในฐานะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ขณะที่พรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งคือ ฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ และยืนหยัดสกัดกลุ่มอำนาจเก่าหวนคืนการเมือง นำโดยพรรคพลังประชารัฐ หลังเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่กำลังดึงมาเป็นจุดแข็งเรียกคะแนนจากฝั่งกองเชียร์ คู่ขนานไปกับบรรดาแพ็กเกจนโยบายลด แลก แจก แถม ที่โหมกระหน่ำอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กล่าวระหว่างการปราศรัยกับคนกรุงเทพฯ ว่า พรรคกำลังนำเสนอทั้งนโยบายและว่าที่นายกฯ ของพรรคเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ได้ ซึ่งยืนยันว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย และจะอาสาต่อสู้กับคนที่บอกว่านำพาประเทศไทยกลับไปสู่วงจรเดิม

“วันนี้พรรคพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยและอาสาเป็นคนเปลี่ยนแปลงจุดผ่านของประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามอดีตที่เจ็บปวดของพวกเรา”

สอดรับกับพรรคที่เปิดตัวสนับสนุนขั้วอำนาจฝั่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ตลอดจนพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เปิดตัวประกาศจุดยืนเป็นที่ชัดเจนก่อนหน้านี้

ล่าสุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง

เราไม่ได้มาเลือกตั้งเพื่อเพียง แค่เอาชนะ แต่เราต้องพยายามรวบรวมคะแนนให้มากที่สุดเพื่อให้เข้าไปบริหาร เพื่อไม่ให้ตัวร้ายเข้ามาทำลายประเทศชาติ

“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้มีแค่ตัวร้ายตัวเก่าเท่านั้น แต่ยังมีตัวร้ายตัวใหม่ที่มีหัวหน้าพรรคอายุประมาณ 40 ปีอีกด้วย”

ในขณะยังมีกลุ่มการเมืองอีกบางพรรคที่พยายามวางตัวเป็นกลางโดยไม่เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง หรือเอนเอียงไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่าง ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย อันอาจจะถือเป็นตัวแปรทางการเมืองต่อไปหลังการเลือกตั้ง โดยต้องรอดูผลการเลือกตั้งต่อไป

การเปิดหน้าแสดงท่าทีและจุดยืนของแต่ละพรรคในช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นการประกาศตัวอันสะท้อนให้เห็นขั้วการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ง่ายและมีส่วนต่อประชาชนในการตัดสินใจลงคะแนน

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด”บิ๊กแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580755

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 10:55 น.

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด"บิ๊กแดง"

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด’บิ๊กแดง’

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งที่ตอนแรกเหมือนจะซบเซา แต่ทำไปทำมาตอนนี้เริ่มจะกลับมามีความเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายหลัง 3 พรรคการเมือง ทั้ง “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ต่างเริ่มเปิดเวทีปราศรัยใหญ่กันให้เห็นในจังหวัดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หญิงแกร่ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค ซึ่งนำชายอกสามศอกของพรรคขึ้นเวทีปราศรัยที่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ก.พ. โดยตอนหนึ่งได้โชว์ลีลาการปราศรัยเรียกเสียงเฮจากแฟนคลับด้วยการประกาศเตรียมตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม

“เราจะสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยการสร้างศูนย์ Smart Small Business Center โดยมีเงินทุนให้ จะตัดงบกลาโหม 10% มาสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างกองทุนคนเปลี่ยนงานเพื่อสร้างทักษะโลกใหม่ ไม่ทำให้คนตกงาน

คนตัวเล็กจะมีบัตรทองสตาร์ทอัพให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานนอกอีอีซี และ จะมี 30 บาท ยาดีไม่ต้องรอคิว ต้องแข็งแรงก่อนแก่ และต้องมีหมอใกล้ตัวผ่านมือถือ” ส่วนหนึ่งของการปราศรัยของคุณหญิงสุดารัตน์

เงินที่ถูกตัดของกระทรวงกลาโหมจำนวน 10% นั้น คิดเป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 227,126 ล้านบาท

จากวาทะของคุณหญิงสุดารัตน์ ปรากฏว่าสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผู้บัญชาการทหารบก อย่างเห็นได้ชัด ภายหลังสุภาพบุรุษแห่งกองทัพมอบเพลง “หนักแผ่นดิน” เพื่อแทนการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์

“ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง” ประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างมีนัยสำคัญ

การหาเสียงด้วยการพาดพิงของกองทัพ หรือการลงมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาของผู้นำเหล่าทัพในระหว่างการ หาเสียงเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนัก แต่มาครั้งนี้ ทุกอย่างกำลังกลับตาลปัตรไปหมด

กล่าวคือ หลายพรรคการเมืองนอกจากพรรคเพื่อไทยก็ได้พาดพิงกองทัพอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นอีกพรรคการเมืองที่เสนอให้ปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเช่นกัน แต่การ หาเสียงของพรรคการเมืองที่ออกมายังไม่น่าสนใจเท่ากับว่าท่าทีของ ผบ.ทบ. ในช่วงสถานการณ์การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเวลานี้

ถ้าจะบอกว่า ผบ.ทบ.กำลังเดินเข้าไปเหยียบกับระเบิดที่พรรคการเมืองได้วางเอาไว้ก็คงไม่ผิดนัก

พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอนาคตใหม่ ต่างงัดกลยุทธ์การสร้างวาทกรรม “เลือกฝ่ายประชาธิปไตย-ไม่เอาฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตย” มาใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด

หมากเกมนี้ด้านหนึ่งต้องการเอาใจกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายกับการบริหารของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาอยู่กับฝ่ายตัวเองมากขึ้น โดยหวังใช้กระแสความนิยมช่วงขาลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเป็นหนึ่งในเครื่องมือ เพื่อเรียกคะแนนและตัดกำลังพรรคพลังประชารัฐ

ความสำเร็จในเบื้องต้นของลูกไม้นี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างวาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับเป็นกรณีที่สามารถดึง พล.อ.อภิรัชต์ เข้ามาอยู่ในสนามเลือกตั้งได้ด้วยต่างหาก

อย่างที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของกองทัพ ก็ถูกจับตามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากพรรคการเมืองมากนัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมหนึ่งของ พล.อ.อภิรัชต์ คือ ผบ.ทบ.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกมากับมือ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงชิงตำแหน่งนายกฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐด้วย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลายฝ่ายย่อมสงสัยถึงความเป็นกลางของ ผบ.ทบ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.อ. อภิรัชต์ แสดงท่าทีดุดันอย่างครั้งล่าสุด ยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกตั้งรอบนี้จังหวะก้าวของกองทัพแต่ละก้าวล้วน มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

แน่นอนว่าพรรคการเมืองฝ่าย ตรงข้าม คสช.ย่อมต้องอาศัยโอกาสนี้ เพื่อแซะกองทัพโดยหวังว่าจะเรียกเสียงเชียร์จากกลุ่มคนเบื่อ คสช.ได้ ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การรบกันของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายกองทัพผ่านตัวแทน ทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์” และ “บิ๊กแดง” จะเป็นการตอกย้ำถึงอนาคตทางการเมืองว่าอาจจะไม่มีเสถียรภาพมากนัก

พรรคเพื่อไทย ถูกจัดให้เป็น เต็งหนึ่งที่มีโอกาศจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ที่สำคัญยังต้องมี พล.อ.อภิรัชต์ ตามประกบเป็นเส้นขนานไปอีกพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์ ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี และไม่เพียงเท่านี้กำลังจะเข้ามาเป็น สว. โดยอัตโนมัติด้วย เท่ากับว่ารัฐบาล ต้องทำงานกับ พล.อ.อภิรัชต์ ทั้งใน และนอกรัฐสภา

เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกรบกันตั้งแต่หัววัน ระหว่างทางนับจากนี้ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล พล.อ.อภิรัชต์ จะถูกฉายไฟมาทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่า ผบ.ทบ.จะอดทนกับรัฐบาลที่มีนโยบายปรับลดงบประมาณของกองทัพไปได้นานขนาดไหน

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร