คดียุบ”ไทยรักษาชาติ” ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580625

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 07:40 น.

คดียุบ"ไทยรักษาชาติ" ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

การสร้างความชัดเจนในคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการภายหลังที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค ทษช.ไว้พิจารณา

สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรค โดยเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดย กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ขั้นตอนต่อจากนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบและส่งสำนวนคำร้องและให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมกับนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 13.30 น.

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ากระบวนการพิจารณาในเรื่องนี้ดูจะรวดเร็วกว่าอีกหลายเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนเป็นห่วงว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อฝั่งที่เสียหายอย่างเพียงพอ

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 8 ก.พ.กระบวนการทุกอย่างเดินหน้าอย่างรวดเร็วในแทบจะทุกขั้นตอน จนมาถึงขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาซึ่งใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ จำเป็นต้องรีบเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะผลพวงของคดีนี้ยังเกี่ยวพันไปถึงการเลือกตั้ง ตลอดจนผลการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันโดยชัดเจนว่าพรรคไทยรักษาชาติถือเป็นหนึ่งในแบงก์ร้อยที่แตกมาจากแบงก์พัน ดังจะเห็นได้จากความเชื่อมโยงของทั้งแกนนำ ผู้สมัคร สส.ที่คาบเกี่ยวกัน จนบางพื้นที่ถูกมองว่ามีการหลบหลีกเพื่อไม่ให้ทับซ้อนสร้างปัญหาในพื้นที่

ดังนั้น เมื่อพรรคหนึ่งอยู่ระหว่างถูกพิจารณายุบพรรค ย่อมจะส่งผลต่อพรรคอื่น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องการลงคะแนนของประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในเวลานี้การที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบในช่วงเวลานี้ จึงล้วนแต่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก

การรีบทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายในเวลานี้ เพื่อไม่ให้ความคลุมเครือบานปลายกลายเป็นปัญหาในอนาคต

เริ่มตั้งแต่เรื่องของการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ในกรณีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรค ทษช.จะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบนั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครของไทยรักษาชาติวางตัวลำบากว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือรอดูสถานการณ์ความชัดเจนก่อน

ในเมื่อหากทุ่มเทลงพื้นที่หาเสียงแล้วต่อมาเกิดถูกยุบพรรค ย่อมอาจทำให้ทุกคะแนนที่กำลังจะได้รับต้องสูญหายไป เช่นเดียวกับประชาชนที่ตั้งใจว่าจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หากถูกยุบก่อนจะถึงวันเลือกตั้งก็จะทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน

ยังไม่รวมกับการยุบพรรคหลังการเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ซึ่งไทยรักษาชาติชนะการเลือกตั้ง ก่อนการประกาศผลรับรองซึ่งจะเป็นเหตุให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว ทำให้ต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งงบประมาณ

ส่วนกรณีเขตที่ไทยรักษาชาติแพ้แม้จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สำหรับประชาชนที่ลงคะแนนมาให้พรรคนี้ ย่อมกลายเป็นคะแนนที่สูญเปล่าเพราะจะถูกตัดออกจากสารบบการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ

การพยายามปิดเกมเร็วเพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนก่อนจะถึงวันเลือกตั้งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งในแง่ผู้สมัคร และคนลงคะแนน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อีกด้านหนึ่งยังช่วยสกัดป้องกันปัญหาความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกเรื่องการถูกยุบพรรคขึ้นมาปลุกปั่นหรือสร้างกระแส อันอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายที่จะยิ่งฉุดรั้งบรรยากาศการเลือกตั้งไม่ให้เป็นที่ยอมรับ

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมามักจะมีการหยิบยกประเด็นทำนองนี้ขึ้นมาเรียกกระแสสงสาร จากการถูกกลั่นแกล้งไม่ยุติธรรม เพื่อหวังกระแสตีกลับที่จะเกิดขึ้น

ในขณะที่กลุ่มที่ไม่หวังดีย่อมพยายามหยิบยกปมเหล่านี้ขึ้นมาเขย่าความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือและผลการเลือกตั้งที่จะตามมา ซ้ำเติมข้อครหาก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐพยายามช่วงชิงสร้างความได้เปรียบในหลายด้าน

ที่สำคัญชนวนความคลุมเครือที่เกิดขึ้นย่อมถูกนำไปสู่การหยิบยกไปใช้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย ดังจะเห็นจากก่อนหน้านี้ที่เริ่มปรากฏกระแสข่าวการปฏิวัติซ้อน หรือข่าวลวงเรื่องการปลดนายทหารระดับสูงซึ่งล้วนแล้วแต่จะยิ่งกัดกร่อนบรรยากาศที่ควรจะเดินไปสู่การเลือกตั้งอย่างโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

แนวโน้มการสร้างความชัดเจนในเรื่องคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต และกระทบไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

‘บิ๊กแดง’ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580439

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 08:03 น.

'บิ๊กแดง'ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดิมทีหลายฝ่ายต่างมองกันว่าการเมืองไทยน่าจะมีความมั่นคงและนิ่งมากขึ้น เนื่องจากมีการประกาศวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มี.ค.อย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองหลากพรรคต่างมุ่งสู่การเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มตัวเพื่อชิงคะแนนความนิยม แต่มาวันนี้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยเริ่มออกอาการแกว่งๆ อีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้เพียงแต่สร้างผลกระทบในวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอีกหลายภาคส่วนต่างๆ ด้วย จนทำให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเกิดภาวะขุ่นมัวขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดกระแสข่าวลือ ต่อๆ กันจนเกือบไฟลามทุ่งว่าจะมีการรัฐประหารเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวการรัฐประหารถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเผยแพร่ภาพการขนย้ายยุทโธปกรณ์กลางพื้นที่สาธารณะ ยิ่งเป็นการกระพือข่าวให้แพร่หลายออกไปอีก ก่อนที่กองทัพต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพียงแค่การซ้อมรบในช่วงเดือนก.พ.เท่านั้น

แต่กระนั้นท่ามกลางสังคมที่อ่อนไหวกับข่าวลือก็ถูกขยายผลมากขึ้นไปอีก ภายหลังปรากฏภาพคำสั่งประกาศปลดผู้นำเหล่าทัพ การปลอมดังกล่าวทำถึงขนาดมีการอ้างเลขและลำดับที่ของการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากันเลยทีเดียว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยุบพรรค หรือข่าวลือการทำรัฐประหาร ทำให้  “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงท่าทีขึงขังเพื่อสยบความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

“ในสิ่งที่พูดวันนี้ ผมยังยืนยันในความเป็นกลางอยู่ กกต.ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่สามารถไปพูดอะไรกับ กกต.ได้ และทุกวันนี้ผมก็ยังไม่อยากพูดกับใครทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ล้ำเส้นซึ่งกันและกัน หน้าที่ใครทำอะไรก็ทำไป และสุดท้ายหากมีการล้ำเส้นกันจะทำอย่างไรนั้น ผมคิดว่าขณะนี้ยังไม่มี และถ้ามีก็ค่อยคิดกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรก็ต่อไป”ท่าทีของ ผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

นับตั้งแต่บิ๊กแดงขึ้นมากุมบังเหียนกองทัพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกจับตาจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เพราะก่อนจะขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพนั้นพบว่าเคยมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้คุมกำลังเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

พอการเมืองเข้าสู่ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  “บิ๊กแดง” ก็เป็นหนึ่งในขุนศึกข้างกายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มอบความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญมากมาย แม้ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กแดง” จะมาจากต่างค่ายกันก็ตาม โดยคนหนึ่งมาจากค่ายบูรพาพยัคฆ์ ส่วนอีกคนมาจากค่ายวงศ์เทวัญ

แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกำลังอ่อนไหว ทำให้ขั้วอำนาจในกองทัพต้องสลายลง เพื่อให้การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งผลให้เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กองทัพและรัฐบาลมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ดังนั้น การที่บิ๊กแดงจะลุกขึ้นมารัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บทบาทของบิ๊กแดงรวมไปถึงผู้นำเหล่าทัพคนอื่น นอกจากจะมีบทบาททางการเมืองนอกสภาแล้ว แต่ในระยะยาวกำลังจะเข้ามาเป็นคีย์แมนคนสำคัญของการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย

กล่าวคือผู้นำเหล่าทัพ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ผู้บัญชากองทัพอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม จะเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ

วุฒิสภาในอนาคตบทบาทสำคัญลำดับแรกๆ คือ การร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี

สว.ชุดต่อไปจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งแน่นอนว่าผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขึ้นมารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ จะทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับผู้ประสานงานในวุฒิสภา ดังนั้นหากจะบอกว่าพรรคการเมืองใดจะได้นายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมต้องอาศัยสายสัมพันธ์ที่ต้องต่อให้ถึงขุนศึกดังกล่าวข้างต้น

เท่ากับว่าวุฒิสภาที่ปกคลุมไปด้วยผู้นำเหล่าทัพกำลังจะเข้ามามีบทบาทในการตั้งรัฐบาลโดยปริยาย

ที่สำคัญผลการเลือกตั้งที่จะออกมา จะเป็นปัจจัยของการกำหนดท่าทีของ ผบ.ทบ.ต่อการเมืองในอนาคต

ลองนึกภาพดูว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาจำนวน 250 คน ย่อมเทคะแนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกฯ อีกครั้งอย่างไม่มีข้อกังขา กองทัพและรัฐบาลจะมีความเป็นเอกภาพและปึกแผ่นมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรครัฐบาลไม่มีชื่อของพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม การชิงไหว ชิงพริบในทางการเมืองระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาย่อมเกิดขึ้นและทวีความดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอาจไม่ราบรื่นมากนักและหนำซ้ำ ผบ.ทบ. คนปัจจุบันจะกลับมาถูกจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างไร

เพราะฉะนั้นในระยะนี้ระหว่างที่ประเทศกำลังเดินสู่การเลือกตั้ง กองทัพพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นสำคัญ

ยื่นยุบ’ไทยรักษาชาติ’ สะเทือนถึง’เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580303

  • วันที่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

ยื่นยุบ'ไทยรักษาชาติ' สะเทือนถึง'เพื่อไทย'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้เรียกได้ว่าใกล้เข้าสู่จุดเดือดเข้าไปทุกที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตัดสินใจยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)การดำเนินการของ กกต.นับว่าเป็นไปด้วยความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. แต่ กกต.ตัดสินใจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในวันที่ 13 ก.พ. รวมเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

เดิมทีจริงๆ แล้วการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกือบจะรวดเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ หลังจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.มีข่าวหลุดออกมาว่า กกต.จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนั้น แต่ กกต.ได้ออกมาเบรกก่อนว่า กกต.ยังพิจารณาไม่เสร็จ ถึงอย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว กกต.ก็มีมติเอกฉันท์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในอีก 24 ชั่วโมงถัดมา

เหตุที่ กกต.อาศัยเป็นข้ออ้าง เพื่อยุบพรรค คือ การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ผลของการกระทำผิดตามมาตรา 92 จะไปปรากฏในมาตรา 94 ประกอบด้วย การถูกยุบพรรค และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งในกฎหมายไม่ได้ระบุเวลาเอาไว้ เท่ากับว่าจะถูกเพิกถอนสิทธิตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตลอดไป

นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคข้างต้นจะถูกห้ามไม่ให้ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ อีกทั้งยังห้ามมิให้บุคคลใดใช้ชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองซ้ำ หรือพ้องกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ

ตามขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัย จะมีหลายกระบวนการด้วยกันกว่าจะมีการวินิจฉัยชี้ขาด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจคำร้อง การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจง การให้ทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐาน การนัดวันไต่สวนของศาล และการทำคำวินิจฉัย ซึ่งพลิกดูตามข้อกำหนดดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60 วันหรืออาจเร็วกว่านั้นถ้าศาลเห็นสมควร

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอาจดูเหมือนใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าย้อนกลับไปดูว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ก็อาจส่งผลให้วันตัดสินชี้ขาดเกิดได้เร็วขึ้นเช่นกัน

“หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้” มาตรา 58 ของกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพรรคไทยรักษาชาติต่างจับจ้องไปยังท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญด้วยใจระทึกพอสมควร

ภายใต้สถานการณ์และบรรยากาศแบบนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าที่สุดแล้วอนาคตของพรรคไทยรักษาชาติจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอน คือ พรรคเพื่อไทย ก็เตรียมรับแรงกระแทกที่จะตามมาเช่นกัน หากพรรคไทยรักษาชาติต้องยุบพรรค

ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ไม่ได้เอื้อให้พรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากเด็ดขาดเหมือนในอดีต จึงเป็นที่มาของการเกิดพรรคสาขา เพื่อไปเก็บคะแนนสำหรับจัดตั้งเป็น สส.บัญชี รายชื่อ

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคเพื่อไทยเป็นครั้งแรกที่พรรคไม่ได้ส่ง ผู้สมัคร สส.ลงสมัครครบทุกเขต เลือกตั้ง โดยเขตเลือกตั้งที่ไม่มีคนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นคนของพรรคไทยรักษาชาติไปลงแทน

ผลของการยุบพรรคนั้นไม่ได้จบลงตรงที่การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น แต่ทันทีที่ถูกยุบความเป็นนิติบุคคลของพรรคไทยรักษาชาติจะสิ้นสุดลงเช่นกัน อันจะมีผลให้ ผู้สมัคร สส.ของพรรคพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วย

สรุป คือ ผู้สมัคร สส.ของพรรคไทยรักษาชาติจะแพ้ฟาวล์และออกจากการเลือกตั้งทันที เนื่องจากไม่มีความเป็นสมาชิกแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งของการเป็นผู้สมัคร สส.

ถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยต้องลงสนามต่อสู้เพียงลำพัง ขาดกำลังเสริมอย่างพรรคไทยรักษาชาติไปโดยปริยาย การเก็บคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเองไม่ได้ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งครบทั้ง 350 เขต

จะเห็นได้ว่าหากเกิดการยุบพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา พรรคเพื่อไทยต้องตกที่นั่งลำบากไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580162

  • วันที่ 13 ก.พ. 2562 เวลา 06:57 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวปฏิวัติซ้อนกลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จังหวะใกล้เคียงกับมีประเด็นเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ และล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่รวมถึงพระนามของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้รับการเสนอโดยพรรคไทยรักษาชาติ

ตามเหตุผลที่ กกต.อธิบายโดยอ้างอิงตามพระราชโองการ ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 8 ก.พ. 2562 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย 2560 พระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่ในหลักการ เกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรง ตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงปฏิเสธข่าวเรื่องปฏิวัติซ้อนและสั่งการให้ติดตามหาตัวผู้กระทำผิด และระบุว่าต้องแก้ปัญหาเรื่องของ ข่าวลือและข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่มีมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก

“ไม่ทราบเหตุผลว่ามีการปล่อยข่าวปลอมเพราะอะไร เช่น การปล่อยข่าวว่ามีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หากเป็นความจริง ผมจะต้องแจ้งอยู่แล้วเรื่องการโยกย้ายหรือออกคำสั่งจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถใช้ ม.44 แต่งตั้งหรือปลดใครได้ทุกตำแหน่ง เพราะจะใช้ ม.44 เฉพาะคนที่มีปัญหาเท่านั้น ที่แล้วมาผมก็ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมายืนยันถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกองทัพในเวลานี้ เพราะความสัมพันธ์ดีมาตลอด เป็นพี่น้องกันมาตั้งนานแล้วหลายสิบปี ถือเป็นภาระความผูกพัน ถ้าทุกคนต่างทำความดีก็ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งออกมาปฏิเสธถึง ข่าวลือเรื่องการรัฐประหารซ้อน โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวลือในครั้งนี้

ส่วนหนึ่งของที่มาอาจมาจากการเคลื่อนย้ายยานพาหนะทางทหาร หรือยุทโธปกรณ์เพื่อเข้ามาทำการฝึก ซึ่ง พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ออกมาชี้แจงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายเพื่อการฝึก ตั้งแต่วันที่ 1-21 ก.พ. 2562

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนถึงการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนจนในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขั้นเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งอาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปอีกหรือไม่

ยิ่งในบรรยากาศที่หลายฝ่ายประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่จะออกมานั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการ ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในวันที่คะแนนนิยมของฝั่งเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชวนให้คิดว่ากระแสข่าวปฏิวัติซ้อนที่ออกมานอกจากจะเพื่อสยบความ ปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว อาจถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการกระชับอำนาจจากฝั่งของกองทัพไม่ให้เปลี่ยนมือไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหลังการเลือกตั้งหลังจากที่ทุกอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

แน่นอนว่าการปฏิวัติไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในจังหวะเวลาเช่นนี้ ซึ่งกองทัพมีความความเป็นเอกภาพเหนียวแน่น และสอดประสานไปกับ คสช. เว้นเสียแต่ว่าเป็นการปฏิวัติซ้อนด้วยเหตุผลเรื่องของอำนาจและการเมือง ซึ่งต้องแลกมาด้วยต้นทุนเรื่องความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ อันจะตามมาด้วยแรงเสียดทานอีกมากมาย

กระแสข่าวที่ออกมาจึงถูกมองว่า เป็นได้ทั้งเห็นสัญญาณหรือการขยับภายในกองทัพ หรือเป็นยุทธศาสตร์ดักคอเพื่อกระตุ้นให้สังคมออกมาจับตาและป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารซ้อนที่จะซ้ำเติมความเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรงต่อไป

ระหว่างนี้จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาตัวคนกระทำผิดมาขยายผลเพื่อหาเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้ สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น

ในขณะที่ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะพาประเทศกลับไปสู่สถานการณ์ปกติ และยับยั้งไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไม่ว่าจากฝ่ายใด โดยปล่อยให้เสียงของประชาชนเป็นคนตัดสินและเลือกผู้บริหารใหม่ว่าจะมาจากพรรคใดหรือฝั่งใด

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร้องเรียนที่จะ นำไปสู่การยุบพรรค ก็ต้องปล่อยให้ เป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีผลไปกระทบไปถึงการเลือกตั้ง ที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศอันดีให้เกิดขึ้น

กลยุทธ์แตกพรรคใกล้พังทั้งกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580018

  • วันที่ 12 ก.พ. 2562 เวลา 07:20 น.

กลยุทธ์แตกพรรคใกล้พังทั้งกระดาน

กลยุทธ์แตกพรรคเพื่อแก้เกมรัฐธรรมนูญเริ่มเห็นผลแล้ว แต่เป็นผลในทางลบเสียมากกว่า นั่นอาจหมายถึงการพังไปพร้อมกันทั้งสามกระดานก็เป็นไปได้

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดการเมืองสัปดาห์นี้แน่นอนว่าถนนทุกสายจะมุ่งตรงไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากมีวาระการพิจารณาที่สำคัญหลายเรื่อง

หนึ่งในนั้น คือ การประกาศรับรองรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ตามขั้นตอนและกำหนดการ กกต.จะประกาศในวันที่ 15 ก.พ.ว่ารายชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคการเมืองใดที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยจะได้เห็นโฉมหน้าม้าแข่งชิงตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการตามกฎหมาย

การประกาศรายชื่อว่าที่นายกฯ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะบรรดาผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีลุ้นเป็นแกนนำจัดตั้งเป็นรัฐบาลไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ต่างต้องการนำรูปตัวเองไปขึ้นคู่กับรูปว่าที่นายกฯ เพื่อดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในพื้นที่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากกระแสว่าที่ นายกฯ ของพรรคการเมืองไหน ร้อนแรง ย่อมทำให้ผู้สมัคร สส.ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำงานของ กกต.ไม่ได้มีแต่การรับรองรายชื่อว่าที่นายกฯ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการยุบพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจด้วย

โดยเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ของ “พรรคไทยรักษาชาติ”

ในกรณีของพรรคไทยรักษาชาตินั้นเริ่มมีหลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ว่ามีความผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ระบุไว้พอสังเขป ดังนี้

“เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

(1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะขณะนี้มีการยื่นเรื่องมาให้ กกต. และ กกต.ก็เตรียมดำเนินการต่อไป

การยุบพรรคเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กกต.ให้ความสนใจมาเป็นเวลานานแล้ว โดยก่อนหน้าที่จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง กกต.พยายามเข้าไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอยู่พอสมควร ภายหลังเริ่มมีข่าวปรากฏว่าอดีต สส.จำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดยุบพรรคฐานให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรค

ทว่า ขณะนั้นกระแสต่อต้านค่อนข้างรุนแรงพอสมควร ทำให้ กกต.ต้องถอยจากการจับเรื่องนี้เป็นการชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นมานาทีนี้ต้องยอมรับว่ามรสุมที่พรรคไทยรักษาชาติกำลังเผชิญอยู่อาจมีอิทธิพลแผ่มายังพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคเพื่อชาติด้วย โดยเฉพาะกรณีของพรรคเพื่อชาติเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวที่ให้คนนอกที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เข้ามายุ่มย่ามภายในพรรคที่เข้าข่ายครอบงำและนำไปสู่การยุบพรรคได้เช่นกัน

กกต.อาจใช้จังหวะนี้เข้าไปตรวจสอบการกระทำของพรรคตระกูล “เพื่อ” ทั้งสามพรรคไปในคราวเดียว และส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาไปพร้อมกัน นับว่าสร้างความระทึกใจอยู่ไม่น้อย

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ยุบพรรคก็แล้วไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การยุบพรรคไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดล้วนแต่มีความหมายแทบทั้งสิ้น

กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัยอาจใช้เวลามากกว่า 60 วัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคำร้อง การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจง การให้ทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐาน การนัดวันไต่สวนของศาล และการทำคำวินิจฉัย แต่อาจจะใช้เวลาสั้นกว่านั้นได้ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการสืบพยานบางกรณี

ดังนั้น หากเกิดปรากฏการณ์ยุบสามพรรคหลังเลือกตั้ง บรรดาบุคคล ที่เป็น สส.โดยไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคสามารถหาพรรคการเมืองสังกัดใหม่ได้ทันที แต่ถ้ายุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง สถานการณ์จะกลายเป็นอีกแบบทันที เพราะแม้จะหาพรรคใหม่สังกัดได้ แต่จะมีอายุไม่ครบ 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง เท่ากับว่าผู้สมัคร สส.ในสนามเลือกตั้งจะหายไปทันทีหลายร้อยชีวิต

กลยุทธ์แตกพรรคของพรรคใหญ่เพื่อต้องการแก้เกมรัฐธรรมนูญเริ่มเห็นผลแล้ว แต่เป็นผลในทางลบเสียมากกว่า นั่นอาจหมายถึงการพังไปพร้อมกันทั้งสามกระดานก็เป็นไปได้

บิ๊กตู่ลงชิงนายกฯ เส้นทางหนามกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579919

  • วันที่ 11 ก.พ. 2562 เวลา 09:04 น.

บิ๊กตู่ลงชิงนายกฯ เส้นทางหนามกุหลาบ

การลงสนามชิงเก้าอี้นายกฯในการเลือกตั้งครั้งนี้ของบิ๊กตู่ ก่อนจะไปถึงเป้าหมายเพื่อรับดอกกุหลาบนั้นต้องฝ่าดงหนามไปให้ได้ก่อน

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่ผู้นำจากการรัฐประหารจะขอลงสนามเลือกตั้ง เพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชอบธรรมและสง่างาม โดยก่อนหน้านี้เป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงสนามเลือกตั้งในนามพรรคมาตุภูมิ เพียงแต่เหตุผลในการลงการเมืองของ พล.อ.สนธิ แตกต่างจากกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“บิ๊กบัง” ลงเลือกตั้งโดยไม่ได้คิดว่าจะเข้ามาสานภารกิจของตัวเองให้จบ จึงทำให้ไม่ได้เข้ามาอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล แต่เลือกที่จะอยู่กับพรรคมาตุภูมิที่มีฐานเสียงเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น สวนทางกับ “บิ๊กตู่” ที่มีกองเชียร์จากอดีตนักเลือกตั้งที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าทำงานของ คสช.ให้จบ ทั้งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งเพียงแค่เห็นชื่อก็บอกได้ทันทีว่าพรรคนี้มีไว้เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแท้จริง

ณ นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในแง่นโยบายและตัวบุคคลที่ลงรับสมัครเลือกตั้ง ผนวกกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงได้ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากผู้สันทัดกรณีหลายสำนัก

ข้อได้เปรียบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่เหนือพรรคการเมืองทุกพรรค คือ การยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ รักษาการที่ทำหน้าที่นายกฯ ในระหว่างการจัดการเลือกตั้งเหมือนกับนายกฯ คนอื่นๆ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกฯ ที่มีอำนาจทางบริหารครบสมบูรณ์ทุกประการ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสวมหมวกอีกใบในฐานะหัวหน้า คสช.ได้อีกด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44

จุดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถอนุมัติหรือออกนโยบายได้ตามปกติ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้

เมื่อ พล.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐ ลงเรือลำเดียวกัน ประโยชน์ที่สุดจึงตกอยู่กับบรรดาผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐเองที่สามารถนำไปเป็นจุดขายเพื่อเรียกคะแนนความนิยมได้ เท่ากับว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐน่าจะเป็นสิ่งจับต้องได้มากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ขณะที่พรรคการเมืองอื่นต้องเอาวิมานในอากาศมาขาย เรียกได้ว่าถ้าประชาชนอยากจะเห็นนโยบายของพรรคการเมืองอื่นๆ ออกดอกออกผลต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กันเลยทีเดียว ซึ่งพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันถูกหว่านและเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว

ดังนั้น หากจะบอกว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐเหมือนกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เทน้ำร้อนและรับประทานได้เลยก็คงไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบตรงนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐจะทำให้พรรคสามารถเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ได้อย่างคนโลกสวยเสียทีเดียว

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าภายใต้คนรักบิ๊กตู่และพรรคพลังประชารัฐ ก็ย่อมต้องมีคนไม่ปลื้มเช่นกัน

ผลงานของรัฐบาลมีหลายเรื่องที่เข้าเป้าและเข้าตา แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร โดยเฉพาะท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อประเด็นสาธารณะ เช่น การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐาน หรือการแสดงความไม่พอใจกับบางฝ่ายที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกภายหลังอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ

ประเด็นเหล่านี้ถูกขยายผลไปเร็วมากผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งการแชร์และการติดแฮชแท็กเพื่อกระทบกระเทียบ พล.อ.ประยุทธ์ ในทำนองรุนแรง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มมีความเคลื่อนไหวในหมู่เลือกตั้งเหมือนกันว่าจะปรับกลยุทธ์การลงพื้นที่หาเสียงอย่างไร เพราะหากใช้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นจุดขายย่อมมีผลบวกและผลลบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีพอสมควร

ก่อนจะไปถึงเป้าหมายเพื่อรับดอกกุหลาบนั้นต้องฝ่าดงหนามไปให้ได้ก่อน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแบกร่างอันบอบช้ำไปถึงจุดหมายหรือไม่

ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579632

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 08:09 น.

ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดรับสมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว โดยตามกำหนดการจะปิดรับสมัครในวันที่ 8 ก.พ.

ภาพรวมของบรรยากาศการรับสมัครต้องถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดไม้เด็ดเพื่อสร้างความสนใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อที่ตัวเองใช้มาตลอดชีวิตเป็นชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อให้คนทั่วไปจำได้ง่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่ากลยุทธ์นี้อาจจะไม่มีผลต่อการลงคะแนนเท่าใดนัก หรือการใส่ชุดโบราณไปกรอกใบสมัคร สส.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะกรรมการที่ดูแลการเลือกตั้งเองก็ไม่ได้ท้วงติงถึงการกระทำดังกล่าวมากนัก เพียงแต่ให้ระวังว่าอย่าทำอะไรล้ำเส้นโดยเฉพาะการจัดมหรสพ เพราะอาจมีผลทำให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้

เมื่อ กกต.ส่งสัญญาณมาแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคค่อนข้างระมัดระวังตัวกันพอสมควร จนพอจะสังเกตเห็นได้ว่าเวลานี้ยังไม่ค่อยมีคาราวานหาเสียงออกมามากนัก เว้นแต่มีการหาเสียงประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองกันบ้างประปรายเท่านั้น

ทั้งนี้ หากจะมีประเด็นหนึ่งของการสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่น่าสนใจจริงๆ คงต้องยกให้กับจำนวนผู้สมัคร สส.ที่ กกต.ประกาศออกมามีถึง 5,831 คน ซึ่งเป็นเฉพาะจำนวนตัวเลขที่ทำการสมัครวันแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ.

ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่มาก กว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557)  โดยการเลือกตั้งปี 2554 มีจำนวนผู้สมัครเพียง 3,832 คน และมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 41 พรรค

ดังนั้น การปิดรับสมัคร สส.ในวันที่ 8 ก.พ.อย่างเป็นทางการ จึงมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้สมัครแตะหลักหมื่นคน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าจำนวนหลักหมื่นหรือใกล้เคียงที่ว่านั้นแฝงไปด้วยนัยทางการเมืองอย่างไร

1.โอกาสที่จะได้เป็น สส.มีมากขึ้น ต้องยอมรับว่าระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกแบบมานั้นมีฝ่ายที่ได้และเสียประโยชน์ ฝ่ายที่เสียประโยชน์แน่นอนว่าต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่ เนื่องจากจะทำให้จำนวน สส.ที่พรรคจะได้มีจำนวนลดลง แต่ประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่กับพรรคการเมืองขนาดกลางหรือแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ที่จะมีโอกาสแบ่งเก้าอี้มาจากพรรคใหญ่ได้มากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเข้าสภามากขึ้นมาจากการที่ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวนำทุกคะแนนมานับทั้งหมด พร้อมกับกำหนดตายตัวในกฎหมายว่าห้ามไม่ให้พรรคการเมืองได้ สส.มากเกินกว่าสัดส่วนที่ประชาชนลงคะแนนให้เหมือนในอดีต ตรงนี้บรรดารายเล็กและรายใหม่ทางการเมืองจึงต่างมองเห็นแสงสว่างกันถ้วนหน้า

2.การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง แม้ด้านหนึ่งจะเกิดกระแสวิจารณ์ว่ากฎหมายพรรคการเมืองมีผลให้การตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก แต่พอถึงวันสมัครรับเลือกตั้งกลับมีพรรคการเมืองมาส่งใบสมัคร 58 พรรค สูงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554

พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างมีจุดขายแตกต่างกันไป แต่การเข้ามาของพรรคอนาคตใหม่ที่จุดกระแสปลุกพลังคนรุ่นใหม่ กลายเป็นเทรนด์ที่พรรคการเมืองต้องเดินตามอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการพยายามชูคนรุ่นใหม่มาแข่ง เรียกได้ว่าตัวผู้เล่นในสนามเลือกตั้งครั้งนี้มีหน้าใหม่ทางการเมืองเข้ามาให้ประชาชนเลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นของพรรคกรีนที่ชูเรื่องสิ่งแวดล้อมจนพรรคการเมืองต้องเดินตามเช่นกัน

จากปรากฏการณ์ของการรับสมัคร สส.ดังกล่าว อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวทางการเมืองเห็นได้ชัด รวมไปถึงความหลากหลายทางการเมืองที่กำลังจะมีมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรของไทยจะไม่ผูกอยู่กับพรรคการเมืองไม่กี่พรรคเหมือนในอดีต การจะได้เห็นการออกกฎหมายหรือการออกนโยบายก็จะมีความแตกต่างกันจากที่หลายคนคุ้นเคย

แต่อย่างไรก็ดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะการบริหารเสียงข้างมากในสภาและผลประโยชน์ในรัฐบาล เนื่องจากแน่นอนว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องเป็นรัฐบาลผสม และอาจเกิดกรณีเสียงของฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจำนวนห่างกันไม่มาก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐบาลอาจหืดขึ้นคอและนี่เองอาจมีผลให้เสถียรภาพทางการเมืองสั่นคลอนอีกครั้ง

เกมชู’ทักษิณ’ แผนเสี่ยงย้อนดึงคะแนนเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579519

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 08:00 น.

เกมชู'ทักษิณ' แผนเสี่ยงย้อนดึงคะแนนเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ผู้สมัคร สส.ชายของพรรคเพื่อชาติจำนวน 7 คน เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และผู้สมัครหญิง 3 คน เปลี่ยนชื่อเป็น “ยิ่งลักษณ์” ด้วยเหตุผลเพื่อให้พี่น้องประชาชนจดจำได้ง่าย และทุกคนเปลี่ยนชื่อมาก่อนที่จะมีประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง กำลังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การแข่งขันที่แต่ละพรรคพร้อมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะกับบรรดพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจจะมีความเข้มแข็งสู้พรรคใหญ่ไม่ได้ จำเป็นจะต้องงัดทุกกระบวนท่าขึ้นมาเพื่อสร้างความได้เปรียบและเรียกคะแนนจากในพื้นที่ต่างๆ แม้บางวิธีอาจจะดูแปลก หรือไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมาก็ตาม และที่สำคัญนี่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคะแนนนิยมของอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังไม่จางหายไป

อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นการแก้ลำระบบเลือกตั้งใหม่ที่เป็นบัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำคะแนนไปคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดยทุกพื้นที่เบอร์ของผู้สมัครพรรคเดียวกันจะแตกต่างกันไปต่างจากในอดีตที่อาจสร้างความสับสนหรือยุ่งยากให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ ทางออกจึงอยู่ที่การสร้างจุดเด่นให้ตัวเองเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด

ยิ่งการเลือกตั้งรอบนี้ถือเป็นการแข่งขันที่มีผู้สมัคร สส.จำนวนมากมายกว่าทุกครั้งดังจะเห็นจากข้อมูลของ กกต. ล่าสุด ซึ่งวันแรกมีผู้มาสมัคร สส.ทั่วประเทศ จาก 57 พรรคการเมืองยื่นสมัครใน 329 เขต รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,428 คน ส่วนวันที่สองมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นจากวันแรก 546 คน มีพรรคการเมืองที่ยื่นสมัครรวม 60 พรรค รวมมีผู้สมัคร 6,474 คน สูงขึ้นกว่าการเลือกตั้งปี 2554 ถึง 3 เท่า

สำหรับพรรคการเมืองใหม่แล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต้องเข้าไปแข่งขันกับผู้สมัครจำนวนมากมายทั้งจากพรรคเก่า พรรคใหญ่ ที่มีฐานเสียงชัดเจนเหนียวแน่น และทุกพรรคต่างมุ่งหวังจะช่วงชิงคะแนนให้ได้มากที่สุดในทุกเขต แม้จะรู้ว่าเขตนี้ไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้งในระบบเขตได้ แต่ก็หวังว่าจะเอาคะแนนที่ได้นี้ไปคำนวณเป็น สส.บัญชีรายชื่อในระบบที่ทุกคะแนนล้วนแต่มีความหมาย

ที่สำคัญยุทธวิธีใหม่นี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบจำกัดที่เข้มงวด โดย ทาง  วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดกฎหมายหรือมีปัญหาอะไร เพราะผู้สมัครตัดสินใจกันเองที่เปลี่ยนชื่อ  ถ้าคิดว่าเปลี่ยนแล้วดีก็เปลี่ยนไปจะเอาทุกทางทุกเทคนิคก็ไม่เป็นอะไร เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ต้องไปถาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเรื่องนี้ไม่เคยพบ

ปัญหาอยู่ที่การสร้างจุดขายให้ตัวเองด้วยการเชื่อมโยงกับ “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ของพรรคเพื่อชาตินั้น ย่อมนำไปสู่ความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหลายคนยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคต้นตำรับ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมทำให้ฐานเสียงของเพื่อไทยบางส่วนอาจเทน้ำหนักไปยังพรรคเพื่อชาติบางส่วนและทำให้คะแนนของพรรคเพื่อไทยต้องลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากพื้นที่การเปลี่ยนชื่อของผู้สมัครจะพบว่าล้วนแต่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของสำคัญของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น จ.นครราชสีมา  พะเยา อุทัยธานี ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ ลำพูน และ สุรินทร์

หากเป็นเช่นนี้จากเดิมที่คาดว่า ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เพื่อระบายผู้สมัครที่ไม่มีที่ลงไปยังพรรคเครือข่าย อันจะช่วยทำให้เมื่อคำนวณสุดท้ายแล้วจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ ในสัดส่วนที่มากกว่าเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียว สุดท้ายอาจทำให้ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยถูกกัดกร่อนและอาจมีผลต่อเก้าอี้ สส.เขตในบางพื้นที่ก็เป็นได้ อันจะทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงกว่าที่คาดการณ์

ยังไม่รวมกับบรรดาพรรคอื่นๆ ที่คาดว่าจะมาตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทย อย่างพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งถูกมองว่าชื่อพรรคก็มาจาก ทักษิณ  ประกอบกับมีอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยย้ายมาเป็นแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติ หลายๆ คน อันจะยิ่งซ้ำเติมให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยต้องถูกซอยย่อยกระจายไปยังพรรคเครือข่ายจนเปิดช่องให้พรรคอื่นสามารถบุกเข้ามาเอาชนะได้

สุดท้ายการเปลี่ยนชื่อผู้สมัครเป็นทักษิณ จึงอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ระฆังยกแรกดังขึ้น พรรคใหญ่สำแดงพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579396

  • วันที่ 06 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

ระฆังยกแรกดังขึ้น พรรคใหญ่สำแดงพลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2562  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิด รับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งตามกำหนดการของ กกต.นั้นการสมัครทั้ง สส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ระบบบัญชีรายชื่อ รวมไปถึงการเสนอชื่อบุคคลในนามของพรรคที่จะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 ก.พ.

เท่ากับว่าภายหลังปิดรับสมัครเลือกตั้งในวันดังกล่าว คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นโฉมหน้าว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต่อไป

ภาพรวมและบรรยากาศของการสมัครรับเลือกตั้งในรอบ 8 ปี (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะเมื่อปี 2557) ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่คึกคักมากนัก ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะกติกาการควบคุมการหาเสียงเลือกตั้งนั้นค่อนข้างเข้มงวดกับผู้สมัครและพรรคการเมืองพอสมควร

โดยเฉพาะการจัดขบวนรถแห่ ผู้สมัคร สส. ซึ่ง กกต.ถึงขั้นออกมาเตือนว่าให้ระมัดระวัง เพราะอาจเข้าข่ายการหาเสียงข้ามเขตเลือกตั้ง อันจะทำให้มีความผิดตามกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในวันแรกของการสมัคร จึงไม่อึกทึกเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่เว้นว่างมาเกือบ 8 ปี

เมื่อระฆังยกแรกดังขึ้นแล้ว ทำให้ต้องรอดูว่าเวลาที่เหลืออีกประมาณ 50 วัน พรรคการเมืองใดจะยืนระยะได้ดีกว่ากัน  พรรคการเมืองแรกที่ต้องติดตามกันแบบห้ามกะพริบตาคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคตัวเต็งจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเป็นหนึ่งในบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ แต่เชื่อได้ว่าถึงที่สุดแล้วในวันที่ 8 ก.พ. จะมีชื่อของ “บิ๊กตู่” ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐอย่างแน่นอน

จุดขายของพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักจะเป็นการต่อยอดนโยบายเดิมที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทำไว้ เพื่อให้เกิดรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับชูจุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นคนทำงานอย่างตรงไปตรงมาและรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย

ส่วนตัวผู้สมัคร สส.ก็มีจุดน่าสนใจแตกต่างกันออกไป บางพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สส.ของพรรคการเมืองที่เข้ามา ลงสมัครในนามพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นศึกหนักพอสมควร เพราะต้องสู้กับ เจ้าที่แรงอย่างพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ใน กทม.และปริมณฑล หรือแม้แต่ตามหัวเมืองในจังหวัดอื่นๆ จะเน้นผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ เพื่อหวัง ใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่เพื่อเสริมพลัง ให้กับพรรค

เป้าที่พรรคกำหนดไว้ถึง 150 ที่นั่งหรือมากกว่านั้น ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนยาก แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ตกปากรับคำสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐเมื่อไหร่ โอกาสที่จะไปให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน

ด้าน “พรรคเพื่อไทย” เปิดตัวผู้สมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองใหญ่ระดับนี้ไม่ได้ส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขตเลือกตั้ง เหตุผลไม่ได้มีอะไรเพื่อต้องการแก้เกมระบบการเลือกตั้ง สส.ที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ที่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดได้ สส.แบบเบ็ดเสร็จในพรรคเดียว

พรรคเพื่อไทยจึงเลือกใช้วิธีการหลบไม่ส่งผู้สมัครในบางเขต แต่มีพรรคการเมืองที่เป็นเพื่อนบ้านส่งผู้สมัครแทน ป้องกันไม่ให้เกิดการตัดคะแนนกันเอง

ในแง่นโยบายของพรรคที่ทยอยเปิดออกมานั้นยังคงแนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” อันเป็นรากฐานของพรรคมาตั้งแต่พรรรคไทยรักไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เล็งเห็นว่าหากนำประเด็นนี้มาขายน่าจะได้ลูกค้าหน้าใหม่ของพรรคพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่ามีคน

อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยมีความสุขกับระบบรัฐประหารที่ครองประเทศมานานถึง 5 ปี

นอกจากนี้ ด้านตัวบุคคลผู้นำพรรคหรือตัวผู้สมัคร สส. ก็ยังคงความแข็งแกร่งให้เห็นอยู่พอสมควร แม้ว่าก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยจะเจอกับพลังดูดออกไปบางส่วน เพราะเมื่อเปิดชื่อผู้สมัคร สส.ของพรรคออกมา ปรากฏว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นอดีต สส.ตั้งแต่ปี 2554 ที่เป็นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุด ต่างกับบางพรรคที่อ้างว่าเป็นอดีต สส.แต่พบว่าเป็นอดีต สส.ที่ผ่านมานานแล้ว

กระแสของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เมื่อรวมกับฐานของผู้สมัครที่ ยังเข้มแข็ง อย่าได้แปลกใจว่าทำไม คุณหญิงสุดารัตน์ถึงกล้าบอกว่าพรรคเพื่อไทยจับหมายเลขผู้สมัครได้เบอร์อะไรก็ชนะ

พรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนว่าฐานกำลังยังอยู่ที่ภาคใต้เหมือนเดิม โดยวางเป้าว่าต้องให้ได้ สส.ทั้งหมด 50 คน

ตัวเลขขนาดนั้นดูเหมือนว่าจะ เป็นไปได้ยากก็จริง แต่ถึงอย่างไร ก็ตามโอกาสที่จะได้มากกว่า 40 ที่นั่ง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินความเป็นจริงเท่าใดนัก

พอเอามารวมกับฐานที่มั่นใน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ กทม. ผนวกกับกระแสความนิยมที่มีต่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่พรรค จะมี สส.มากกว่า 100 คนอีกครั้ง  แต่จะไปได้ถึงจุดสูงสุดอีกครั้งหรือไม่นั้นยังต้องลุ้นเหนื่อยอีกหลายยก

ที่สุดแล้วโฉมหน้านายกฯ คนต่อไปคงหนีไม่พ้นหนึ่งในผู้นำของพรรคดังกล่าว ส่วนที่เหลือคงต้องดูว่าวุฒิสภาจาก คสช.จะปลื้มและพร้อมเทคะแนนให้หรือไม่ ต้องไปว่ากันอีกที

“บิ๊กตู่” ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579265

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 08:14 น.

"บิ๊กตู่" ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 8 ก.พ.กับการ ยื่นต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคเป็นใครตามที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่เวลานี้หลายพรรคเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง

อาจจะเหลือก็แต่เพียงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่อยู่ระหว่างรอ คำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะรับคำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลังจากขอเวลาตัดสินใจ ซึ่งจะพิจารณาว่านโยบายพรรคตรงกับแนวคิดของตนเองหรือไม่

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นที่รับรู้รับทราบของคนทั่วไปแล้วว่าที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐตลอดจนเป้าหมายสำคัญของพรรคคือการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้ในช่วงเป็นรัฐบาลกว่า 4 ปีที่ผ่านมาให้สำเร็จลุล่วงไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

การขอเวลาตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจเป็นเพียงแค่การดึงเวลารอดูท่าที ให้เห็นถึงการพินิจพิจารณาด้วยหลักการและเหตุผลก่อนการตัดสินใจตอบตกลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบในใจคืออะไร

ยิ่งหากวิเคราะห์จากเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า จะพิจารณาจากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่ามี นโยบายตรงกับแนวคิดของตัวเองหรือไม่แล้ว ยิ่งทำให้ทิศทางคำตัดสินใจ และเหตุผลประกอบที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณะถึงการตอบรับเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ

เริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีแกนนำในรัฐบาลหลายคนร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรค  ไล่มาตั้งแต่ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค  สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางมาส่งหนังสือเชิญถึง พล.อ.ประยุทธ์  ที่ทำเนียบรัฐบาล

สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาล คสช. และ พรรคพลังประชารัฐได้ในระดับหนึ่ง  ยังไม่รวมกับบรรดานโยบายต่างๆ ที่สอดประสานจนยากจะแยกจากกันได้ โดยเฉพาะ “นโยบายประชารัฐ” อันมีจุดกำเนิดจากรัฐบาลและถูกปลุกปั้นหวังให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐ จะหยิบยกมาขยายผลต่อยอดในหลายมิติ พุ่งเป้าดูแลกลุ่มประชาชนด้วยชุดนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนทุกเพศทุกวัย ดังที่เห็นจากการเปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้

อีกมุมหนึ่งนี่จึงถือเป็นจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐที่จะอาศัยคะแนนนิยมจากผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเพิ่มคะแนนเสียงให้กับพรรคใหม่ซึ่งลงสนามเป็นครั้งแรก

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์  แถลงผลงานจากการบริหารประเทศมาเป็นปีที่ 4 ได้สานต่อภารกิจของ คสช. พร้อมชู 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทางรัฐบาลได้ช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศชาติได้อย่างสำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 อยู่ที่ 4.3%  จากปี 2557 ที่โตเพียงแค่ 1%  และคาดว่า ปี 2562 นี้ มีแนวโน้มที่จะโต 4%

รวมไปถึง 4 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรากหญ้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะชาวเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น อาทิ นโยบายกวาดล้างหนี้นอกระบบ การเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเด็กแรกเกิดไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

ดังนั้น หากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐย่อมอ่อนกำลังลงไปอย่างรุนแรง จนอาจถึงขั้นส่งผลต่อคะแนนนิยมและจำนวนเก้าอี้ สส. นั่นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องก้าวไปสู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐเพื่อผนึกกำลังให้เข้มแข็งเพียงพอที่จะลงสู่สนามเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้

ยิ่งหากพิจารณาจากผลสำรวจความนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ สำนักโพลต่างๆ ตัวเลือกที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชน ชื่นชอบยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่คะแนนนำบรรดาอดีตนายกรัฐมนตรีในอดีต ตลอดจนแกนนำจากพรรคการเมืองต่างๆ

แม้แต่จะให้พรรคพลังประชารัฐ จะไปหาตัวเลือกอื่นที่มีคะแนนนิยม เทียบเท่า พล.อ.ประยุทธ์ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบรับคำเชิญนั้น ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

หากดูไส้ในของพรรคพลังประชารัฐในส่วนของผู้สมัคร สส. ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูดมาจากพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น จะพบว่าหลายคนที่มี ชื่อเสียงหรือเป็นนักการเมืองที่รู้จัก คุ้นเคย บางส่วนเป็นอดีต สส.ที่ห่างพื้นที่มานานจนยากจะฝากความหวังในการลงชิงชัยในครั้งนี้

ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงชัดเจนของตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละพรรคล้วนรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ต่างจากพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคใหม่

แต่ที่สำคัญที่สุด การได้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคพลังประชารัฐต่อเนื่องไปถึงหลังการเลือกตั้ง ในฐานะที่มีอำนาจหัวหน้า คสช.ในมือ

ยิ่งกลไกตามบทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ 250 สว. ที่มาจาก คสช. เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า โอกาสที่ 250 เสียงนี้จะเทมายังพรรคพลังประชารัฐย่อมไม่ง่าย

ความหวังสุดท้ายพรรค พลังประชารัฐจึงอยู่ที่การตอบรับ คำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา