พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580984

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 06:45 น.

พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. เริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยยุทธศาสตร์ และนโยบายที่แต่ละพรรคต่างงัดมาเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน สอดรับกับวิวาทะการพาดพิงไปมาที่ล้วนแต่มีผลต่อทิศทางการลงคะแนนที่จะเกิดขึ้น

สำหรับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกจับจ้องจากสังคมเป็นพิเศษในฐานะที่เชื่อมโยงกับ ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบรับ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนแนวนโยบายและการหาเสียงดูชัดเจนและได้เปรียบคู่แข่งในบางมุม จนคะแนนนิยมในหลายพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้นมา ในช่วงที่ผลจากนโยบายประชารัฐ ทั้งหลายที่เริ่มต้นไปก่อนหน้านี้เริ่ม เห็นผล รวมทั้งการต่อยอดเพิ่มส่วนขยายให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชาชน หลากหลายและทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่พรรคแนวร่วมพันธมิตรที่มีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้เปิดหน้าแสดงความชัดเจน ในการเป็นกองหนุนร่วมผลักดันภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงอย่างที่ตั้งใจ

คู่ขนานไปกับขั้วตรงข้ามอย่าง เพื่อไทย ที่กำลังเผชิญกับมรสุมที่ถาโถมอย่างรุนแรง ทั้งกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติ กำลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในความผิดอันอาจนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

แต่ทว่าปัญหาเส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช่ว่า  จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแรงเสียดทานที่ก่อตัวรุนแรงขึ้นในช่วงนี้จากสองประเด็นที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาซึ่งไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่และรุนแรงมากน้อยเพียงใด

เริ่มตั้งแต่วิวาทะเรื่อง “หนักแผ่นดิน” ซึ่ง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก  (ผบ.ทบ.) ออกมาจุดประเด็น มอบบทเพลงแฝงความนัยหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศนโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกระทรวงกลาโหม 10% กลายเป็นเชื้อไฟปลุกให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัว “บิ๊กแดง” และ “กองทัพ” มากขึ้น

ไม่ว่าจะในแง่มุมของการตั้งเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชนในสังคมให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งในอดีตให้หวนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตาไปยังงบประมาณในส่วนของกองทัพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ปรับลดลง  โดยเฉพาะในส่วนของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ที่หลายฝ่ายเคยออกมาท้วงติงในแง่ของความคุ้มค่ากับความจำเป็น อย่างเรือดำน้ำ

อันจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ต้อนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไปสู่ในมุมอับ และเปิดทางให้คู่แข่งมาไล่ถลุงเอาได้แบบไม่อาจป้องกันตัว ซึ่งมีแต่จะฉุดคะแนน นิยมให้ลดลงไป

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า เรายอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ ทุกครั้ง งบประมาณของกระทรวงกลาโหมก็จะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

“ถามว่าความอดอยากของประชาชนกับเรือดำน้ำ อันไหนจะมีความสำคัญมากกว่ากัน ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเลือกนำเงินส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาความยากจนก่อน แต่หลักคิดของผู้ยึดอำนาจถือว่าเป็นการลงทุน ก็ต้องไปซื้อเรือดำน้ำ ซื้ออาวุธก่อน เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น งบในส่วนของกองทัพได้เติบโตในสัดส่วนที่มากกว่าในยามบ้านเมืองเป็นปกติ เพราะฉะนั้นใน 4 ปี      ต่อไป ก็ควรจะให้ประชาชนมากบ้าง”

ยังไม่รวมถึงประเด็นการดึงกองทัพเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมือง มากขึ้น และเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ถึงขั้นเรียกร้องให้ “กองทัพ” วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม

อีกประเด็นคือเรื่อง พ.ร.บ.ข้าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์รุนแรง  ทั้งการกำหนดกฎเกณฑ์ การจัดทำเขตศักยภาพการผลิตจะนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพทางการผลิตข้าวของชาวนา นำไปสู่การสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศการผลิต ซึ่งในวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตรของประเทศไทยที่มีความหลากหลายภูมินิเวศ

รวมทั้งประเด็นว่าด้วยเมล็ดพันธุ์เข้าควบคุมจนชาวนาสูญเสียอำนาจทางการผลิตข้าว และหันไปสู่การปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่น จนนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศทางการผลิต จนกระทั่งจะทำให้ชาวนาก่อหนี้ จากการเพาะปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่นแทนข้าว หรืออาจกลายเป็นการเอื้อให้นายทุนหรือไม่

นำมาสู่การรวมตัวคัดค้านของเกษตรกรชาวนา และหลายฝ่ายในสังคม พร้อมเรียกร้องให้ยุติการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเปิดให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

แต่กระนั้นท่าทีของ สนช.ก็ยังดูจะไม่สิ้นความพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่เลื่อนวาระการพิจารณาออกไปเป็นสัปดาห์หน้า

เผือกร้อนสองเรื่องในมือรัฐบาลเวลานี้จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะต้องเผชิญ และหาทางรับมือว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งทุกย่างก้าวล้วนแต่มีผลต่อคะแนนนิยมและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580874

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 07:29 น.

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ เดินหน้ามาจนถึงครึ่งทางกับเวลาที่เหลืออีกเพียงแค่เดือนกว่าๆ ก็จะถึงวันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ที่ประชาชนทั่วประเทศจะได้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนตัดสินอนาคตประเทศว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใดรวมทั้งได้รู้ใครจะได้เข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ทว่า หากพิจารณาจากทั้งเนื้อหาการหาเสียงและท่าทีการประกาศตัวของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะยิ่งเห็นความชัดเจนของจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ อันอาจสะท้อนต่อไปถึงทิศทางการ จับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่ขั้วแรกฝั่งที่นิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย อันมีจุดยืนอยู่ตรงข้ามฝั่งรัฐประหาร ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งมีแนวนโยบายจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นมรดกบาปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แอบทิ้งเงื่อนปมการสืบทอดอำนาจไว้ในหลายมาตรา

กลุ่มนี้นำโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นหัวขบวนสำคัญในการเดินหน้ายืนหยัดสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พุ่งเป้าเจาะจงไปยังประเด็นคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช. รวมทั้งกลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ดังจะเห็นจากท่าทีการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่ กทม.ที่ลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ทำงานการเมืองไม่น้อยกว่า 35 ปี ถูกยึดอำนาจ 2 รอบ อำนาจถูกใช้ผ่านคนหยิบมือเดียวจากปลายกระบอกปืน ดังนั้น ประชาชนต้องกลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่พยายามจะสร้างระบบราชการให้ข้าราชการเป็นใหญ่

เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียวเพื่อยึดอำนาจจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวในการล้มการสืบทอดอำนาจ

ในกลุ่มนี้นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้วยังมีพรรคแบงก์ร้อย อาทิ พรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ ที่แตกออกไปด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์การแก้เกมระบบการเลือกตั้งใหม่ ดังจะเห็นจากอาการถ้อยทีถ้อยอาศัยการปราศรัย การจัดวางคน ที่หลบเลี่ยง ไม่ปะทะกันแบบเปิดหน้าชนในพื้นที่ ต่างจากการเปิดหน้าชนขั้วตรงข้าม

ยังไม่รวมกับพรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกัน ทั้งพรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กำลังถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างร้อนแรง

จุดยืนของธนาธรเป็นที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่คัดค้านการรัฐประหาร ต่อสู้เผด็จการและล่าสุดเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในฐานะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ขณะที่พรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งคือ ฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ และยืนหยัดสกัดกลุ่มอำนาจเก่าหวนคืนการเมือง นำโดยพรรคพลังประชารัฐ หลังเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่กำลังดึงมาเป็นจุดแข็งเรียกคะแนนจากฝั่งกองเชียร์ คู่ขนานไปกับบรรดาแพ็กเกจนโยบายลด แลก แจก แถม ที่โหมกระหน่ำอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กล่าวระหว่างการปราศรัยกับคนกรุงเทพฯ ว่า พรรคกำลังนำเสนอทั้งนโยบายและว่าที่นายกฯ ของพรรคเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ได้ ซึ่งยืนยันว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย และจะอาสาต่อสู้กับคนที่บอกว่านำพาประเทศไทยกลับไปสู่วงจรเดิม

“วันนี้พรรคพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยและอาสาเป็นคนเปลี่ยนแปลงจุดผ่านของประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามอดีตที่เจ็บปวดของพวกเรา”

สอดรับกับพรรคที่เปิดตัวสนับสนุนขั้วอำนาจฝั่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ตลอดจนพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เปิดตัวประกาศจุดยืนเป็นที่ชัดเจนก่อนหน้านี้

ล่าสุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง

เราไม่ได้มาเลือกตั้งเพื่อเพียง แค่เอาชนะ แต่เราต้องพยายามรวบรวมคะแนนให้มากที่สุดเพื่อให้เข้าไปบริหาร เพื่อไม่ให้ตัวร้ายเข้ามาทำลายประเทศชาติ

“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้มีแค่ตัวร้ายตัวเก่าเท่านั้น แต่ยังมีตัวร้ายตัวใหม่ที่มีหัวหน้าพรรคอายุประมาณ 40 ปีอีกด้วย”

ในขณะยังมีกลุ่มการเมืองอีกบางพรรคที่พยายามวางตัวเป็นกลางโดยไม่เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง หรือเอนเอียงไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่าง ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย อันอาจจะถือเป็นตัวแปรทางการเมืองต่อไปหลังการเลือกตั้ง โดยต้องรอดูผลการเลือกตั้งต่อไป

การเปิดหน้าแสดงท่าทีและจุดยืนของแต่ละพรรคในช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นการประกาศตัวอันสะท้อนให้เห็นขั้วการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ง่ายและมีส่วนต่อประชาชนในการตัดสินใจลงคะแนน

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด”บิ๊กแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580755

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 10:55 น.

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด"บิ๊กแดง"

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด’บิ๊กแดง’

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งที่ตอนแรกเหมือนจะซบเซา แต่ทำไปทำมาตอนนี้เริ่มจะกลับมามีความเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายหลัง 3 พรรคการเมือง ทั้ง “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ต่างเริ่มเปิดเวทีปราศรัยใหญ่กันให้เห็นในจังหวัดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หญิงแกร่ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค ซึ่งนำชายอกสามศอกของพรรคขึ้นเวทีปราศรัยที่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ก.พ. โดยตอนหนึ่งได้โชว์ลีลาการปราศรัยเรียกเสียงเฮจากแฟนคลับด้วยการประกาศเตรียมตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม

“เราจะสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยการสร้างศูนย์ Smart Small Business Center โดยมีเงินทุนให้ จะตัดงบกลาโหม 10% มาสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างกองทุนคนเปลี่ยนงานเพื่อสร้างทักษะโลกใหม่ ไม่ทำให้คนตกงาน

คนตัวเล็กจะมีบัตรทองสตาร์ทอัพให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานนอกอีอีซี และ จะมี 30 บาท ยาดีไม่ต้องรอคิว ต้องแข็งแรงก่อนแก่ และต้องมีหมอใกล้ตัวผ่านมือถือ” ส่วนหนึ่งของการปราศรัยของคุณหญิงสุดารัตน์

เงินที่ถูกตัดของกระทรวงกลาโหมจำนวน 10% นั้น คิดเป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 227,126 ล้านบาท

จากวาทะของคุณหญิงสุดารัตน์ ปรากฏว่าสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับ “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผู้บัญชาการทหารบก อย่างเห็นได้ชัด ภายหลังสุภาพบุรุษแห่งกองทัพมอบเพลง “หนักแผ่นดิน” เพื่อแทนการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์

“ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง” ประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างมีนัยสำคัญ

การหาเสียงด้วยการพาดพิงของกองทัพ หรือการลงมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาของผู้นำเหล่าทัพในระหว่างการ หาเสียงเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนัก แต่มาครั้งนี้ ทุกอย่างกำลังกลับตาลปัตรไปหมด

กล่าวคือ หลายพรรคการเมืองนอกจากพรรคเพื่อไทยก็ได้พาดพิงกองทัพอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นอีกพรรคการเมืองที่เสนอให้ปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเช่นกัน แต่การ หาเสียงของพรรคการเมืองที่ออกมายังไม่น่าสนใจเท่ากับว่าท่าทีของ ผบ.ทบ. ในช่วงสถานการณ์การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเวลานี้

ถ้าจะบอกว่า ผบ.ทบ.กำลังเดินเข้าไปเหยียบกับระเบิดที่พรรคการเมืองได้วางเอาไว้ก็คงไม่ผิดนัก

พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอนาคตใหม่ ต่างงัดกลยุทธ์การสร้างวาทกรรม “เลือกฝ่ายประชาธิปไตย-ไม่เอาฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตย” มาใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด

หมากเกมนี้ด้านหนึ่งต้องการเอาใจกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายกับการบริหารของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาอยู่กับฝ่ายตัวเองมากขึ้น โดยหวังใช้กระแสความนิยมช่วงขาลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือ เพื่อเรียกคะแนนและตัดกำลังพรรคพลังประชารัฐ

ความสำเร็จในเบื้องต้นของลูกไม้นี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างวาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับเป็นกรณีที่สามารถดึง พล.อ.อภิรัชต์ เข้ามาอยู่ในสนามเลือกตั้งได้ด้วยต่างหาก

อย่างที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของกองทัพ ก็ถูกจับตามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากพรรคการเมืองมากนัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมหนึ่งของ พล.อ.อภิรัชต์ คือ ผบ.ทบ.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกมากับมือ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงชิงตำแหน่งนายกฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐด้วย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลายฝ่ายย่อมสงสัยถึงความเป็นกลางของ ผบ.ทบ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.อ. อภิรัชต์ แสดงท่าทีดุดันอย่างครั้งล่าสุด ยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกตั้งรอบนี้จังหวะก้าวของกองทัพแต่ละก้าวล้วน มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

แน่นอนว่าพรรคการเมืองฝ่าย ตรงข้าม คสช.ย่อมต้องอาศัยโอกาสนี้ เพื่อแซะกองทัพโดยหวังว่าจะเรียกเสียงเชียร์จากกลุ่มคนเบื่อ คสช.ได้ ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การรบกันของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายกองทัพผ่านตัวแทน ทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์” และ “บิ๊กแดง” จะเป็นการตอกย้ำถึงอนาคตทางการเมืองว่าอาจจะไม่มีเสถียรภาพมากนัก

พรรคเพื่อไทย ถูกจัดให้เป็น เต็งหนึ่งที่มีโอกาศจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ที่สำคัญยังต้องมี พล.อ.อภิรัชต์ ตามประกบเป็นเส้นขนานไปอีกพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์ ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี และไม่เพียงเท่านี้กำลังจะเข้ามาเป็น สว. โดยอัตโนมัติด้วย เท่ากับว่ารัฐบาล ต้องทำงานกับ พล.อ.อภิรัชต์ ทั้งใน และนอกรัฐสภา

เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกรบกันตั้งแต่หัววัน ระหว่างทางนับจากนี้ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล พล.อ.อภิรัชต์ จะถูกฉายไฟมาทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่า ผบ.ทบ.จะอดทนกับรัฐบาลที่มีนโยบายปรับลดงบประมาณของกองทัพไปได้นานขนาดไหน

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร

คดียุบ”ไทยรักษาชาติ” ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580625

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 07:40 น.

คดียุบ"ไทยรักษาชาติ" ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

การสร้างความชัดเจนในคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการภายหลังที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค ทษช.ไว้พิจารณา

สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรค โดยเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดย กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ขั้นตอนต่อจากนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบและส่งสำนวนคำร้องและให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมกับนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 13.30 น.

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ากระบวนการพิจารณาในเรื่องนี้ดูจะรวดเร็วกว่าอีกหลายเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนเป็นห่วงว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อฝั่งที่เสียหายอย่างเพียงพอ

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 8 ก.พ.กระบวนการทุกอย่างเดินหน้าอย่างรวดเร็วในแทบจะทุกขั้นตอน จนมาถึงขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาซึ่งใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ จำเป็นต้องรีบเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะผลพวงของคดีนี้ยังเกี่ยวพันไปถึงการเลือกตั้ง ตลอดจนผลการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันโดยชัดเจนว่าพรรคไทยรักษาชาติถือเป็นหนึ่งในแบงก์ร้อยที่แตกมาจากแบงก์พัน ดังจะเห็นได้จากความเชื่อมโยงของทั้งแกนนำ ผู้สมัคร สส.ที่คาบเกี่ยวกัน จนบางพื้นที่ถูกมองว่ามีการหลบหลีกเพื่อไม่ให้ทับซ้อนสร้างปัญหาในพื้นที่

ดังนั้น เมื่อพรรคหนึ่งอยู่ระหว่างถูกพิจารณายุบพรรค ย่อมจะส่งผลต่อพรรคอื่น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องการลงคะแนนของประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในเวลานี้การที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบในช่วงเวลานี้ จึงล้วนแต่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก

การรีบทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายในเวลานี้ เพื่อไม่ให้ความคลุมเครือบานปลายกลายเป็นปัญหาในอนาคต

เริ่มตั้งแต่เรื่องของการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ในกรณีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรค ทษช.จะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบนั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครของไทยรักษาชาติวางตัวลำบากว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือรอดูสถานการณ์ความชัดเจนก่อน

ในเมื่อหากทุ่มเทลงพื้นที่หาเสียงแล้วต่อมาเกิดถูกยุบพรรค ย่อมอาจทำให้ทุกคะแนนที่กำลังจะได้รับต้องสูญหายไป เช่นเดียวกับประชาชนที่ตั้งใจว่าจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หากถูกยุบก่อนจะถึงวันเลือกตั้งก็จะทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน

ยังไม่รวมกับการยุบพรรคหลังการเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ซึ่งไทยรักษาชาติชนะการเลือกตั้ง ก่อนการประกาศผลรับรองซึ่งจะเป็นเหตุให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว ทำให้ต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งงบประมาณ

ส่วนกรณีเขตที่ไทยรักษาชาติแพ้แม้จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สำหรับประชาชนที่ลงคะแนนมาให้พรรคนี้ ย่อมกลายเป็นคะแนนที่สูญเปล่าเพราะจะถูกตัดออกจากสารบบการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ

การพยายามปิดเกมเร็วเพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนก่อนจะถึงวันเลือกตั้งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งในแง่ผู้สมัคร และคนลงคะแนน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อีกด้านหนึ่งยังช่วยสกัดป้องกันปัญหาความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกเรื่องการถูกยุบพรรคขึ้นมาปลุกปั่นหรือสร้างกระแส อันอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายที่จะยิ่งฉุดรั้งบรรยากาศการเลือกตั้งไม่ให้เป็นที่ยอมรับ

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมามักจะมีการหยิบยกประเด็นทำนองนี้ขึ้นมาเรียกกระแสสงสาร จากการถูกกลั่นแกล้งไม่ยุติธรรม เพื่อหวังกระแสตีกลับที่จะเกิดขึ้น

ในขณะที่กลุ่มที่ไม่หวังดีย่อมพยายามหยิบยกปมเหล่านี้ขึ้นมาเขย่าความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือและผลการเลือกตั้งที่จะตามมา ซ้ำเติมข้อครหาก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐพยายามช่วงชิงสร้างความได้เปรียบในหลายด้าน

ที่สำคัญชนวนความคลุมเครือที่เกิดขึ้นย่อมถูกนำไปสู่การหยิบยกไปใช้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย ดังจะเห็นจากก่อนหน้านี้ที่เริ่มปรากฏกระแสข่าวการปฏิวัติซ้อน หรือข่าวลวงเรื่องการปลดนายทหารระดับสูงซึ่งล้วนแล้วแต่จะยิ่งกัดกร่อนบรรยากาศที่ควรจะเดินไปสู่การเลือกตั้งอย่างโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

แนวโน้มการสร้างความชัดเจนในเรื่องคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต และกระทบไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

‘บิ๊กแดง’ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580439

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 08:03 น.

'บิ๊กแดง'ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดิมทีหลายฝ่ายต่างมองกันว่าการเมืองไทยน่าจะมีความมั่นคงและนิ่งมากขึ้น เนื่องจากมีการประกาศวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มี.ค.อย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองหลากพรรคต่างมุ่งสู่การเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มตัวเพื่อชิงคะแนนความนิยม แต่มาวันนี้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยเริ่มออกอาการแกว่งๆ อีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้เพียงแต่สร้างผลกระทบในวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอีกหลายภาคส่วนต่างๆ ด้วย จนทำให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเกิดภาวะขุ่นมัวขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดกระแสข่าวลือ ต่อๆ กันจนเกือบไฟลามทุ่งว่าจะมีการรัฐประหารเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวการรัฐประหารถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเผยแพร่ภาพการขนย้ายยุทโธปกรณ์กลางพื้นที่สาธารณะ ยิ่งเป็นการกระพือข่าวให้แพร่หลายออกไปอีก ก่อนที่กองทัพต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพียงแค่การซ้อมรบในช่วงเดือนก.พ.เท่านั้น

แต่กระนั้นท่ามกลางสังคมที่อ่อนไหวกับข่าวลือก็ถูกขยายผลมากขึ้นไปอีก ภายหลังปรากฏภาพคำสั่งประกาศปลดผู้นำเหล่าทัพ การปลอมดังกล่าวทำถึงขนาดมีการอ้างเลขและลำดับที่ของการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากันเลยทีเดียว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยุบพรรค หรือข่าวลือการทำรัฐประหาร ทำให้  “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงท่าทีขึงขังเพื่อสยบความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

“ในสิ่งที่พูดวันนี้ ผมยังยืนยันในความเป็นกลางอยู่ กกต.ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่สามารถไปพูดอะไรกับ กกต.ได้ และทุกวันนี้ผมก็ยังไม่อยากพูดกับใครทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ล้ำเส้นซึ่งกันและกัน หน้าที่ใครทำอะไรก็ทำไป และสุดท้ายหากมีการล้ำเส้นกันจะทำอย่างไรนั้น ผมคิดว่าขณะนี้ยังไม่มี และถ้ามีก็ค่อยคิดกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรก็ต่อไป”ท่าทีของ ผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

นับตั้งแต่บิ๊กแดงขึ้นมากุมบังเหียนกองทัพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกจับตาจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เพราะก่อนจะขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพนั้นพบว่าเคยมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้คุมกำลังเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

พอการเมืองเข้าสู่ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  “บิ๊กแดง” ก็เป็นหนึ่งในขุนศึกข้างกายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มอบความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญมากมาย แม้ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กแดง” จะมาจากต่างค่ายกันก็ตาม โดยคนหนึ่งมาจากค่ายบูรพาพยัคฆ์ ส่วนอีกคนมาจากค่ายวงศ์เทวัญ

แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกำลังอ่อนไหว ทำให้ขั้วอำนาจในกองทัพต้องสลายลง เพื่อให้การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งผลให้เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กองทัพและรัฐบาลมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ดังนั้น การที่บิ๊กแดงจะลุกขึ้นมารัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บทบาทของบิ๊กแดงรวมไปถึงผู้นำเหล่าทัพคนอื่น นอกจากจะมีบทบาททางการเมืองนอกสภาแล้ว แต่ในระยะยาวกำลังจะเข้ามาเป็นคีย์แมนคนสำคัญของการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย

กล่าวคือผู้นำเหล่าทัพ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ผู้บัญชากองทัพอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม จะเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ

วุฒิสภาในอนาคตบทบาทสำคัญลำดับแรกๆ คือ การร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี

สว.ชุดต่อไปจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งแน่นอนว่าผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขึ้นมารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ จะทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับผู้ประสานงานในวุฒิสภา ดังนั้นหากจะบอกว่าพรรคการเมืองใดจะได้นายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมต้องอาศัยสายสัมพันธ์ที่ต้องต่อให้ถึงขุนศึกดังกล่าวข้างต้น

เท่ากับว่าวุฒิสภาที่ปกคลุมไปด้วยผู้นำเหล่าทัพกำลังจะเข้ามามีบทบาทในการตั้งรัฐบาลโดยปริยาย

ที่สำคัญผลการเลือกตั้งที่จะออกมา จะเป็นปัจจัยของการกำหนดท่าทีของ ผบ.ทบ.ต่อการเมืองในอนาคต

ลองนึกภาพดูว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาจำนวน 250 คน ย่อมเทคะแนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกฯ อีกครั้งอย่างไม่มีข้อกังขา กองทัพและรัฐบาลจะมีความเป็นเอกภาพและปึกแผ่นมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรครัฐบาลไม่มีชื่อของพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม การชิงไหว ชิงพริบในทางการเมืองระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาย่อมเกิดขึ้นและทวีความดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอาจไม่ราบรื่นมากนักและหนำซ้ำ ผบ.ทบ. คนปัจจุบันจะกลับมาถูกจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างไร

เพราะฉะนั้นในระยะนี้ระหว่างที่ประเทศกำลังเดินสู่การเลือกตั้ง กองทัพพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นสำคัญ

ยื่นยุบ’ไทยรักษาชาติ’ สะเทือนถึง’เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580303

  • วันที่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

ยื่นยุบ'ไทยรักษาชาติ' สะเทือนถึง'เพื่อไทย'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้เรียกได้ว่าใกล้เข้าสู่จุดเดือดเข้าไปทุกที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตัดสินใจยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)การดำเนินการของ กกต.นับว่าเป็นไปด้วยความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. แต่ กกต.ตัดสินใจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในวันที่ 13 ก.พ. รวมเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

เดิมทีจริงๆ แล้วการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกือบจะรวดเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ หลังจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.มีข่าวหลุดออกมาว่า กกต.จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนั้น แต่ กกต.ได้ออกมาเบรกก่อนว่า กกต.ยังพิจารณาไม่เสร็จ ถึงอย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว กกต.ก็มีมติเอกฉันท์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในอีก 24 ชั่วโมงถัดมา

เหตุที่ กกต.อาศัยเป็นข้ออ้าง เพื่อยุบพรรค คือ การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ผลของการกระทำผิดตามมาตรา 92 จะไปปรากฏในมาตรา 94 ประกอบด้วย การถูกยุบพรรค และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งในกฎหมายไม่ได้ระบุเวลาเอาไว้ เท่ากับว่าจะถูกเพิกถอนสิทธิตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตลอดไป

นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคข้างต้นจะถูกห้ามไม่ให้ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ อีกทั้งยังห้ามมิให้บุคคลใดใช้ชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองซ้ำ หรือพ้องกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ

ตามขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัย จะมีหลายกระบวนการด้วยกันกว่าจะมีการวินิจฉัยชี้ขาด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจคำร้อง การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจง การให้ทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐาน การนัดวันไต่สวนของศาล และการทำคำวินิจฉัย ซึ่งพลิกดูตามข้อกำหนดดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60 วันหรืออาจเร็วกว่านั้นถ้าศาลเห็นสมควร

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอาจดูเหมือนใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าย้อนกลับไปดูว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ก็อาจส่งผลให้วันตัดสินชี้ขาดเกิดได้เร็วขึ้นเช่นกัน

“หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้” มาตรา 58 ของกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพรรคไทยรักษาชาติต่างจับจ้องไปยังท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญด้วยใจระทึกพอสมควร

ภายใต้สถานการณ์และบรรยากาศแบบนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าที่สุดแล้วอนาคตของพรรคไทยรักษาชาติจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอน คือ พรรคเพื่อไทย ก็เตรียมรับแรงกระแทกที่จะตามมาเช่นกัน หากพรรคไทยรักษาชาติต้องยุบพรรค

ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ไม่ได้เอื้อให้พรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากเด็ดขาดเหมือนในอดีต จึงเป็นที่มาของการเกิดพรรคสาขา เพื่อไปเก็บคะแนนสำหรับจัดตั้งเป็น สส.บัญชี รายชื่อ

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคเพื่อไทยเป็นครั้งแรกที่พรรคไม่ได้ส่ง ผู้สมัคร สส.ลงสมัครครบทุกเขต เลือกตั้ง โดยเขตเลือกตั้งที่ไม่มีคนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นคนของพรรคไทยรักษาชาติไปลงแทน

ผลของการยุบพรรคนั้นไม่ได้จบลงตรงที่การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น แต่ทันทีที่ถูกยุบความเป็นนิติบุคคลของพรรคไทยรักษาชาติจะสิ้นสุดลงเช่นกัน อันจะมีผลให้ ผู้สมัคร สส.ของพรรคพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วย

สรุป คือ ผู้สมัคร สส.ของพรรคไทยรักษาชาติจะแพ้ฟาวล์และออกจากการเลือกตั้งทันที เนื่องจากไม่มีความเป็นสมาชิกแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งของการเป็นผู้สมัคร สส.

ถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยต้องลงสนามต่อสู้เพียงลำพัง ขาดกำลังเสริมอย่างพรรคไทยรักษาชาติไปโดยปริยาย การเก็บคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเองไม่ได้ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งครบทั้ง 350 เขต

จะเห็นได้ว่าหากเกิดการยุบพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา พรรคเพื่อไทยต้องตกที่นั่งลำบากไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580162

  • วันที่ 13 ก.พ. 2562 เวลา 06:57 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวปฏิวัติซ้อนกลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จังหวะใกล้เคียงกับมีประเด็นเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ และล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่รวมถึงพระนามของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้รับการเสนอโดยพรรคไทยรักษาชาติ

ตามเหตุผลที่ กกต.อธิบายโดยอ้างอิงตามพระราชโองการ ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 8 ก.พ. 2562 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย 2560 พระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่ในหลักการ เกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรง ตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงปฏิเสธข่าวเรื่องปฏิวัติซ้อนและสั่งการให้ติดตามหาตัวผู้กระทำผิด และระบุว่าต้องแก้ปัญหาเรื่องของ ข่าวลือและข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่มีมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก

“ไม่ทราบเหตุผลว่ามีการปล่อยข่าวปลอมเพราะอะไร เช่น การปล่อยข่าวว่ามีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หากเป็นความจริง ผมจะต้องแจ้งอยู่แล้วเรื่องการโยกย้ายหรือออกคำสั่งจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถใช้ ม.44 แต่งตั้งหรือปลดใครได้ทุกตำแหน่ง เพราะจะใช้ ม.44 เฉพาะคนที่มีปัญหาเท่านั้น ที่แล้วมาผมก็ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมายืนยันถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกองทัพในเวลานี้ เพราะความสัมพันธ์ดีมาตลอด เป็นพี่น้องกันมาตั้งนานแล้วหลายสิบปี ถือเป็นภาระความผูกพัน ถ้าทุกคนต่างทำความดีก็ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งออกมาปฏิเสธถึง ข่าวลือเรื่องการรัฐประหารซ้อน โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวลือในครั้งนี้

ส่วนหนึ่งของที่มาอาจมาจากการเคลื่อนย้ายยานพาหนะทางทหาร หรือยุทโธปกรณ์เพื่อเข้ามาทำการฝึก ซึ่ง พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ออกมาชี้แจงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายเพื่อการฝึก ตั้งแต่วันที่ 1-21 ก.พ. 2562

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนถึงการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนจนในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขั้นเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งอาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปอีกหรือไม่

ยิ่งในบรรยากาศที่หลายฝ่ายประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่จะออกมานั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการ ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในวันที่คะแนนนิยมของฝั่งเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชวนให้คิดว่ากระแสข่าวปฏิวัติซ้อนที่ออกมานอกจากจะเพื่อสยบความ ปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว อาจถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการกระชับอำนาจจากฝั่งของกองทัพไม่ให้เปลี่ยนมือไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหลังการเลือกตั้งหลังจากที่ทุกอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

แน่นอนว่าการปฏิวัติไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในจังหวะเวลาเช่นนี้ ซึ่งกองทัพมีความความเป็นเอกภาพเหนียวแน่น และสอดประสานไปกับ คสช. เว้นเสียแต่ว่าเป็นการปฏิวัติซ้อนด้วยเหตุผลเรื่องของอำนาจและการเมือง ซึ่งต้องแลกมาด้วยต้นทุนเรื่องความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ อันจะตามมาด้วยแรงเสียดทานอีกมากมาย

กระแสข่าวที่ออกมาจึงถูกมองว่า เป็นได้ทั้งเห็นสัญญาณหรือการขยับภายในกองทัพ หรือเป็นยุทธศาสตร์ดักคอเพื่อกระตุ้นให้สังคมออกมาจับตาและป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารซ้อนที่จะซ้ำเติมความเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรงต่อไป

ระหว่างนี้จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาตัวคนกระทำผิดมาขยายผลเพื่อหาเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้ สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น

ในขณะที่ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะพาประเทศกลับไปสู่สถานการณ์ปกติ และยับยั้งไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไม่ว่าจากฝ่ายใด โดยปล่อยให้เสียงของประชาชนเป็นคนตัดสินและเลือกผู้บริหารใหม่ว่าจะมาจากพรรคใดหรือฝั่งใด

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร้องเรียนที่จะ นำไปสู่การยุบพรรค ก็ต้องปล่อยให้ เป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีผลไปกระทบไปถึงการเลือกตั้ง ที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศอันดีให้เกิดขึ้น

กลยุทธ์แตกพรรคใกล้พังทั้งกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์\

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580018

  • วันที่ 12 ก.พ. 2562 เวลา 07:20 น.

กลยุทธ์แตกพรรคใกล้พังทั้งกระดาน

กลยุทธ์แตกพรรคเพื่อแก้เกมรัฐธรรมนูญเริ่มเห็นผลแล้ว แต่เป็นผลในทางลบเสียมากกว่า นั่นอาจหมายถึงการพังไปพร้อมกันทั้งสามกระดานก็เป็นไปได้

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดการเมืองสัปดาห์นี้แน่นอนว่าถนนทุกสายจะมุ่งตรงไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากมีวาระการพิจารณาที่สำคัญหลายเรื่อง

หนึ่งในนั้น คือ การประกาศรับรองรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ตามขั้นตอนและกำหนดการ กกต.จะประกาศในวันที่ 15 ก.พ.ว่ารายชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคการเมืองใดที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยจะได้เห็นโฉมหน้าม้าแข่งชิงตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการตามกฎหมาย

การประกาศรายชื่อว่าที่นายกฯ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะบรรดาผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีลุ้นเป็นแกนนำจัดตั้งเป็นรัฐบาลไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ต่างต้องการนำรูปตัวเองไปขึ้นคู่กับรูปว่าที่นายกฯ เพื่อดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในพื้นที่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากกระแสว่าที่ นายกฯ ของพรรคการเมืองไหน ร้อนแรง ย่อมทำให้ผู้สมัคร สส.ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำงานของ กกต.ไม่ได้มีแต่การรับรองรายชื่อว่าที่นายกฯ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการยุบพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจด้วย

โดยเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ของ “พรรคไทยรักษาชาติ”

ในกรณีของพรรคไทยรักษาชาตินั้นเริ่มมีหลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ว่ามีความผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ระบุไว้พอสังเขป ดังนี้

“เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

(1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะขณะนี้มีการยื่นเรื่องมาให้ กกต. และ กกต.ก็เตรียมดำเนินการต่อไป

การยุบพรรคเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กกต.ให้ความสนใจมาเป็นเวลานานแล้ว โดยก่อนหน้าที่จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง กกต.พยายามเข้าไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอยู่พอสมควร ภายหลังเริ่มมีข่าวปรากฏว่าอดีต สส.จำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดยุบพรรคฐานให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรค

ทว่า ขณะนั้นกระแสต่อต้านค่อนข้างรุนแรงพอสมควร ทำให้ กกต.ต้องถอยจากการจับเรื่องนี้เป็นการชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นมานาทีนี้ต้องยอมรับว่ามรสุมที่พรรคไทยรักษาชาติกำลังเผชิญอยู่อาจมีอิทธิพลแผ่มายังพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคเพื่อชาติด้วย โดยเฉพาะกรณีของพรรคเพื่อชาติเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวที่ให้คนนอกที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เข้ามายุ่มย่ามภายในพรรคที่เข้าข่ายครอบงำและนำไปสู่การยุบพรรคได้เช่นกัน

กกต.อาจใช้จังหวะนี้เข้าไปตรวจสอบการกระทำของพรรคตระกูล “เพื่อ” ทั้งสามพรรคไปในคราวเดียว และส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาไปพร้อมกัน นับว่าสร้างความระทึกใจอยู่ไม่น้อย

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ยุบพรรคก็แล้วไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การยุบพรรคไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดล้วนแต่มีความหมายแทบทั้งสิ้น

กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัยอาจใช้เวลามากกว่า 60 วัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคำร้อง การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจง การให้ทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐาน การนัดวันไต่สวนของศาล และการทำคำวินิจฉัย แต่อาจจะใช้เวลาสั้นกว่านั้นได้ หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการสืบพยานบางกรณี

ดังนั้น หากเกิดปรากฏการณ์ยุบสามพรรคหลังเลือกตั้ง บรรดาบุคคล ที่เป็น สส.โดยไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคสามารถหาพรรคการเมืองสังกัดใหม่ได้ทันที แต่ถ้ายุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง สถานการณ์จะกลายเป็นอีกแบบทันที เพราะแม้จะหาพรรคใหม่สังกัดได้ แต่จะมีอายุไม่ครบ 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง เท่ากับว่าผู้สมัคร สส.ในสนามเลือกตั้งจะหายไปทันทีหลายร้อยชีวิต

กลยุทธ์แตกพรรคของพรรคใหญ่เพื่อต้องการแก้เกมรัฐธรรมนูญเริ่มเห็นผลแล้ว แต่เป็นผลในทางลบเสียมากกว่า นั่นอาจหมายถึงการพังไปพร้อมกันทั้งสามกระดานก็เป็นไปได้

บิ๊กตู่ลงชิงนายกฯ เส้นทางหนามกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579919

  • วันที่ 11 ก.พ. 2562 เวลา 09:04 น.

บิ๊กตู่ลงชิงนายกฯ เส้นทางหนามกุหลาบ

การลงสนามชิงเก้าอี้นายกฯในการเลือกตั้งครั้งนี้ของบิ๊กตู่ ก่อนจะไปถึงเป้าหมายเพื่อรับดอกกุหลาบนั้นต้องฝ่าดงหนามไปให้ได้ก่อน

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่ผู้นำจากการรัฐประหารจะขอลงสนามเลือกตั้ง เพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชอบธรรมและสง่างาม โดยก่อนหน้านี้เป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงสนามเลือกตั้งในนามพรรคมาตุภูมิ เพียงแต่เหตุผลในการลงการเมืองของ พล.อ.สนธิ แตกต่างจากกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“บิ๊กบัง” ลงเลือกตั้งโดยไม่ได้คิดว่าจะเข้ามาสานภารกิจของตัวเองให้จบ จึงทำให้ไม่ได้เข้ามาอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล แต่เลือกที่จะอยู่กับพรรคมาตุภูมิที่มีฐานเสียงเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น สวนทางกับ “บิ๊กตู่” ที่มีกองเชียร์จากอดีตนักเลือกตั้งที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าทำงานของ คสช.ให้จบ ทั้งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งเพียงแค่เห็นชื่อก็บอกได้ทันทีว่าพรรคนี้มีไว้เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแท้จริง

ณ นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในแง่นโยบายและตัวบุคคลที่ลงรับสมัครเลือกตั้ง ผนวกกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงได้ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากผู้สันทัดกรณีหลายสำนัก

ข้อได้เปรียบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่เหนือพรรคการเมืองทุกพรรค คือ การยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ รักษาการที่ทำหน้าที่นายกฯ ในระหว่างการจัดการเลือกตั้งเหมือนกับนายกฯ คนอื่นๆ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกฯ ที่มีอำนาจทางบริหารครบสมบูรณ์ทุกประการ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสวมหมวกอีกใบในฐานะหัวหน้า คสช.ได้อีกด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44

จุดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถอนุมัติหรือออกนโยบายได้ตามปกติ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้

เมื่อ พล.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐ ลงเรือลำเดียวกัน ประโยชน์ที่สุดจึงตกอยู่กับบรรดาผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐเองที่สามารถนำไปเป็นจุดขายเพื่อเรียกคะแนนความนิยมได้ เท่ากับว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐน่าจะเป็นสิ่งจับต้องได้มากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ขณะที่พรรคการเมืองอื่นต้องเอาวิมานในอากาศมาขาย เรียกได้ว่าถ้าประชาชนอยากจะเห็นนโยบายของพรรคการเมืองอื่นๆ ออกดอกออกผลต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กันเลยทีเดียว ซึ่งพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันถูกหว่านและเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว

ดังนั้น หากจะบอกว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐเหมือนกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เทน้ำร้อนและรับประทานได้เลยก็คงไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบตรงนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐจะทำให้พรรคสามารถเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ได้อย่างคนโลกสวยเสียทีเดียว

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าภายใต้คนรักบิ๊กตู่และพรรคพลังประชารัฐ ก็ย่อมต้องมีคนไม่ปลื้มเช่นกัน

ผลงานของรัฐบาลมีหลายเรื่องที่เข้าเป้าและเข้าตา แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร โดยเฉพาะท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อประเด็นสาธารณะ เช่น การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐาน หรือการแสดงความไม่พอใจกับบางฝ่ายที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกภายหลังอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ

ประเด็นเหล่านี้ถูกขยายผลไปเร็วมากผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งการแชร์และการติดแฮชแท็กเพื่อกระทบกระเทียบ พล.อ.ประยุทธ์ ในทำนองรุนแรง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มมีความเคลื่อนไหวในหมู่เลือกตั้งเหมือนกันว่าจะปรับกลยุทธ์การลงพื้นที่หาเสียงอย่างไร เพราะหากใช้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นจุดขายย่อมมีผลบวกและผลลบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีพอสมควร

ก่อนจะไปถึงเป้าหมายเพื่อรับดอกกุหลาบนั้นต้องฝ่าดงหนามไปให้ได้ก่อน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแบกร่างอันบอบช้ำไปถึงจุดหมายหรือไม่

ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579632

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 08:09 น.

ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดรับสมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว โดยตามกำหนดการจะปิดรับสมัครในวันที่ 8 ก.พ.

ภาพรวมของบรรยากาศการรับสมัครต้องถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดไม้เด็ดเพื่อสร้างความสนใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อที่ตัวเองใช้มาตลอดชีวิตเป็นชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อให้คนทั่วไปจำได้ง่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่ากลยุทธ์นี้อาจจะไม่มีผลต่อการลงคะแนนเท่าใดนัก หรือการใส่ชุดโบราณไปกรอกใบสมัคร สส.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะกรรมการที่ดูแลการเลือกตั้งเองก็ไม่ได้ท้วงติงถึงการกระทำดังกล่าวมากนัก เพียงแต่ให้ระวังว่าอย่าทำอะไรล้ำเส้นโดยเฉพาะการจัดมหรสพ เพราะอาจมีผลทำให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้

เมื่อ กกต.ส่งสัญญาณมาแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคค่อนข้างระมัดระวังตัวกันพอสมควร จนพอจะสังเกตเห็นได้ว่าเวลานี้ยังไม่ค่อยมีคาราวานหาเสียงออกมามากนัก เว้นแต่มีการหาเสียงประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองกันบ้างประปรายเท่านั้น

ทั้งนี้ หากจะมีประเด็นหนึ่งของการสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่น่าสนใจจริงๆ คงต้องยกให้กับจำนวนผู้สมัคร สส.ที่ กกต.ประกาศออกมามีถึง 5,831 คน ซึ่งเป็นเฉพาะจำนวนตัวเลขที่ทำการสมัครวันแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ.

ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่มาก กว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557)  โดยการเลือกตั้งปี 2554 มีจำนวนผู้สมัครเพียง 3,832 คน และมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 41 พรรค

ดังนั้น การปิดรับสมัคร สส.ในวันที่ 8 ก.พ.อย่างเป็นทางการ จึงมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้สมัครแตะหลักหมื่นคน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าจำนวนหลักหมื่นหรือใกล้เคียงที่ว่านั้นแฝงไปด้วยนัยทางการเมืองอย่างไร

1.โอกาสที่จะได้เป็น สส.มีมากขึ้น ต้องยอมรับว่าระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกแบบมานั้นมีฝ่ายที่ได้และเสียประโยชน์ ฝ่ายที่เสียประโยชน์แน่นอนว่าต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่ เนื่องจากจะทำให้จำนวน สส.ที่พรรคจะได้มีจำนวนลดลง แต่ประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่กับพรรคการเมืองขนาดกลางหรือแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ที่จะมีโอกาสแบ่งเก้าอี้มาจากพรรคใหญ่ได้มากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเข้าสภามากขึ้นมาจากการที่ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวนำทุกคะแนนมานับทั้งหมด พร้อมกับกำหนดตายตัวในกฎหมายว่าห้ามไม่ให้พรรคการเมืองได้ สส.มากเกินกว่าสัดส่วนที่ประชาชนลงคะแนนให้เหมือนในอดีต ตรงนี้บรรดารายเล็กและรายใหม่ทางการเมืองจึงต่างมองเห็นแสงสว่างกันถ้วนหน้า

2.การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง แม้ด้านหนึ่งจะเกิดกระแสวิจารณ์ว่ากฎหมายพรรคการเมืองมีผลให้การตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก แต่พอถึงวันสมัครรับเลือกตั้งกลับมีพรรคการเมืองมาส่งใบสมัคร 58 พรรค สูงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554

พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างมีจุดขายแตกต่างกันไป แต่การเข้ามาของพรรคอนาคตใหม่ที่จุดกระแสปลุกพลังคนรุ่นใหม่ กลายเป็นเทรนด์ที่พรรคการเมืองต้องเดินตามอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการพยายามชูคนรุ่นใหม่มาแข่ง เรียกได้ว่าตัวผู้เล่นในสนามเลือกตั้งครั้งนี้มีหน้าใหม่ทางการเมืองเข้ามาให้ประชาชนเลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นของพรรคกรีนที่ชูเรื่องสิ่งแวดล้อมจนพรรคการเมืองต้องเดินตามเช่นกัน

จากปรากฏการณ์ของการรับสมัคร สส.ดังกล่าว อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวทางการเมืองเห็นได้ชัด รวมไปถึงความหลากหลายทางการเมืองที่กำลังจะมีมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรของไทยจะไม่ผูกอยู่กับพรรคการเมืองไม่กี่พรรคเหมือนในอดีต การจะได้เห็นการออกกฎหมายหรือการออกนโยบายก็จะมีความแตกต่างกันจากที่หลายคนคุ้นเคย

แต่อย่างไรก็ดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะการบริหารเสียงข้างมากในสภาและผลประโยชน์ในรัฐบาล เนื่องจากแน่นอนว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องเป็นรัฐบาลผสม และอาจเกิดกรณีเสียงของฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจำนวนห่างกันไม่มาก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐบาลอาจหืดขึ้นคอและนี่เองอาจมีผลให้เสถียรภาพทางการเมืองสั่นคลอนอีกครั้ง