เกมชู’ทักษิณ’ แผนเสี่ยงย้อนดึงคะแนนเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579519

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 08:00 น.

เกมชู'ทักษิณ' แผนเสี่ยงย้อนดึงคะแนนเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ผู้สมัคร สส.ชายของพรรคเพื่อชาติจำนวน 7 คน เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และผู้สมัครหญิง 3 คน เปลี่ยนชื่อเป็น “ยิ่งลักษณ์” ด้วยเหตุผลเพื่อให้พี่น้องประชาชนจดจำได้ง่าย และทุกคนเปลี่ยนชื่อมาก่อนที่จะมีประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง กำลังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การแข่งขันที่แต่ละพรรคพร้อมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะกับบรรดพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจจะมีความเข้มแข็งสู้พรรคใหญ่ไม่ได้ จำเป็นจะต้องงัดทุกกระบวนท่าขึ้นมาเพื่อสร้างความได้เปรียบและเรียกคะแนนจากในพื้นที่ต่างๆ แม้บางวิธีอาจจะดูแปลก หรือไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมาก็ตาม และที่สำคัญนี่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคะแนนนิยมของอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังไม่จางหายไป

อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นการแก้ลำระบบเลือกตั้งใหม่ที่เป็นบัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำคะแนนไปคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดยทุกพื้นที่เบอร์ของผู้สมัครพรรคเดียวกันจะแตกต่างกันไปต่างจากในอดีตที่อาจสร้างความสับสนหรือยุ่งยากให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ ทางออกจึงอยู่ที่การสร้างจุดเด่นให้ตัวเองเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด

ยิ่งการเลือกตั้งรอบนี้ถือเป็นการแข่งขันที่มีผู้สมัคร สส.จำนวนมากมายกว่าทุกครั้งดังจะเห็นจากข้อมูลของ กกต. ล่าสุด ซึ่งวันแรกมีผู้มาสมัคร สส.ทั่วประเทศ จาก 57 พรรคการเมืองยื่นสมัครใน 329 เขต รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,428 คน ส่วนวันที่สองมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นจากวันแรก 546 คน มีพรรคการเมืองที่ยื่นสมัครรวม 60 พรรค รวมมีผู้สมัคร 6,474 คน สูงขึ้นกว่าการเลือกตั้งปี 2554 ถึง 3 เท่า

สำหรับพรรคการเมืองใหม่แล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต้องเข้าไปแข่งขันกับผู้สมัครจำนวนมากมายทั้งจากพรรคเก่า พรรคใหญ่ ที่มีฐานเสียงชัดเจนเหนียวแน่น และทุกพรรคต่างมุ่งหวังจะช่วงชิงคะแนนให้ได้มากที่สุดในทุกเขต แม้จะรู้ว่าเขตนี้ไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้งในระบบเขตได้ แต่ก็หวังว่าจะเอาคะแนนที่ได้นี้ไปคำนวณเป็น สส.บัญชีรายชื่อในระบบที่ทุกคะแนนล้วนแต่มีความหมาย

ที่สำคัญยุทธวิธีใหม่นี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบจำกัดที่เข้มงวด โดย ทาง  วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดกฎหมายหรือมีปัญหาอะไร เพราะผู้สมัครตัดสินใจกันเองที่เปลี่ยนชื่อ  ถ้าคิดว่าเปลี่ยนแล้วดีก็เปลี่ยนไปจะเอาทุกทางทุกเทคนิคก็ไม่เป็นอะไร เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ต้องไปถาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเรื่องนี้ไม่เคยพบ

ปัญหาอยู่ที่การสร้างจุดขายให้ตัวเองด้วยการเชื่อมโยงกับ “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ของพรรคเพื่อชาตินั้น ย่อมนำไปสู่ความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหลายคนยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคต้นตำรับ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมทำให้ฐานเสียงของเพื่อไทยบางส่วนอาจเทน้ำหนักไปยังพรรคเพื่อชาติบางส่วนและทำให้คะแนนของพรรคเพื่อไทยต้องลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากพื้นที่การเปลี่ยนชื่อของผู้สมัครจะพบว่าล้วนแต่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของสำคัญของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น จ.นครราชสีมา  พะเยา อุทัยธานี ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ ลำพูน และ สุรินทร์

หากเป็นเช่นนี้จากเดิมที่คาดว่า ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เพื่อระบายผู้สมัครที่ไม่มีที่ลงไปยังพรรคเครือข่าย อันจะช่วยทำให้เมื่อคำนวณสุดท้ายแล้วจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ ในสัดส่วนที่มากกว่าเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียว สุดท้ายอาจทำให้ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยถูกกัดกร่อนและอาจมีผลต่อเก้าอี้ สส.เขตในบางพื้นที่ก็เป็นได้ อันจะทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงกว่าที่คาดการณ์

ยังไม่รวมกับบรรดาพรรคอื่นๆ ที่คาดว่าจะมาตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทย อย่างพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งถูกมองว่าชื่อพรรคก็มาจาก ทักษิณ  ประกอบกับมีอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยย้ายมาเป็นแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติ หลายๆ คน อันจะยิ่งซ้ำเติมให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยต้องถูกซอยย่อยกระจายไปยังพรรคเครือข่ายจนเปิดช่องให้พรรคอื่นสามารถบุกเข้ามาเอาชนะได้

สุดท้ายการเปลี่ยนชื่อผู้สมัครเป็นทักษิณ จึงอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ระฆังยกแรกดังขึ้น พรรคใหญ่สำแดงพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579396

  • วันที่ 06 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

ระฆังยกแรกดังขึ้น พรรคใหญ่สำแดงพลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2562  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิด รับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งตามกำหนดการของ กกต.นั้นการสมัครทั้ง สส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ระบบบัญชีรายชื่อ รวมไปถึงการเสนอชื่อบุคคลในนามของพรรคที่จะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 ก.พ.

เท่ากับว่าภายหลังปิดรับสมัครเลือกตั้งในวันดังกล่าว คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นโฉมหน้าว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต่อไป

ภาพรวมและบรรยากาศของการสมัครรับเลือกตั้งในรอบ 8 ปี (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะเมื่อปี 2557) ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่คึกคักมากนัก ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะกติกาการควบคุมการหาเสียงเลือกตั้งนั้นค่อนข้างเข้มงวดกับผู้สมัครและพรรคการเมืองพอสมควร

โดยเฉพาะการจัดขบวนรถแห่ ผู้สมัคร สส. ซึ่ง กกต.ถึงขั้นออกมาเตือนว่าให้ระมัดระวัง เพราะอาจเข้าข่ายการหาเสียงข้ามเขตเลือกตั้ง อันจะทำให้มีความผิดตามกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในวันแรกของการสมัคร จึงไม่อึกทึกเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่เว้นว่างมาเกือบ 8 ปี

เมื่อระฆังยกแรกดังขึ้นแล้ว ทำให้ต้องรอดูว่าเวลาที่เหลืออีกประมาณ 50 วัน พรรคการเมืองใดจะยืนระยะได้ดีกว่ากัน  พรรคการเมืองแรกที่ต้องติดตามกันแบบห้ามกะพริบตาคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคตัวเต็งจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเป็นหนึ่งในบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ แต่เชื่อได้ว่าถึงที่สุดแล้วในวันที่ 8 ก.พ. จะมีชื่อของ “บิ๊กตู่” ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐอย่างแน่นอน

จุดขายของพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักจะเป็นการต่อยอดนโยบายเดิมที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทำไว้ เพื่อให้เกิดรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับชูจุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นคนทำงานอย่างตรงไปตรงมาและรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย

ส่วนตัวผู้สมัคร สส.ก็มีจุดน่าสนใจแตกต่างกันออกไป บางพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สส.ของพรรคการเมืองที่เข้ามา ลงสมัครในนามพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นศึกหนักพอสมควร เพราะต้องสู้กับ เจ้าที่แรงอย่างพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ใน กทม.และปริมณฑล หรือแม้แต่ตามหัวเมืองในจังหวัดอื่นๆ จะเน้นผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ เพื่อหวัง ใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่เพื่อเสริมพลัง ให้กับพรรค

เป้าที่พรรคกำหนดไว้ถึง 150 ที่นั่งหรือมากกว่านั้น ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนยาก แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ตกปากรับคำสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐเมื่อไหร่ โอกาสที่จะไปให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน

ด้าน “พรรคเพื่อไทย” เปิดตัวผู้สมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองใหญ่ระดับนี้ไม่ได้ส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขตเลือกตั้ง เหตุผลไม่ได้มีอะไรเพื่อต้องการแก้เกมระบบการเลือกตั้ง สส.ที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ที่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดได้ สส.แบบเบ็ดเสร็จในพรรคเดียว

พรรคเพื่อไทยจึงเลือกใช้วิธีการหลบไม่ส่งผู้สมัครในบางเขต แต่มีพรรคการเมืองที่เป็นเพื่อนบ้านส่งผู้สมัครแทน ป้องกันไม่ให้เกิดการตัดคะแนนกันเอง

ในแง่นโยบายของพรรคที่ทยอยเปิดออกมานั้นยังคงแนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” อันเป็นรากฐานของพรรคมาตั้งแต่พรรรคไทยรักไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เล็งเห็นว่าหากนำประเด็นนี้มาขายน่าจะได้ลูกค้าหน้าใหม่ของพรรคพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่ามีคน

อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยมีความสุขกับระบบรัฐประหารที่ครองประเทศมานานถึง 5 ปี

นอกจากนี้ ด้านตัวบุคคลผู้นำพรรคหรือตัวผู้สมัคร สส. ก็ยังคงความแข็งแกร่งให้เห็นอยู่พอสมควร แม้ว่าก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยจะเจอกับพลังดูดออกไปบางส่วน เพราะเมื่อเปิดชื่อผู้สมัคร สส.ของพรรคออกมา ปรากฏว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นอดีต สส.ตั้งแต่ปี 2554 ที่เป็นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุด ต่างกับบางพรรคที่อ้างว่าเป็นอดีต สส.แต่พบว่าเป็นอดีต สส.ที่ผ่านมานานแล้ว

กระแสของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เมื่อรวมกับฐานของผู้สมัครที่ ยังเข้มแข็ง อย่าได้แปลกใจว่าทำไม คุณหญิงสุดารัตน์ถึงกล้าบอกว่าพรรคเพื่อไทยจับหมายเลขผู้สมัครได้เบอร์อะไรก็ชนะ

พรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนว่าฐานกำลังยังอยู่ที่ภาคใต้เหมือนเดิม โดยวางเป้าว่าต้องให้ได้ สส.ทั้งหมด 50 คน

ตัวเลขขนาดนั้นดูเหมือนว่าจะ เป็นไปได้ยากก็จริง แต่ถึงอย่างไร ก็ตามโอกาสที่จะได้มากกว่า 40 ที่นั่ง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินความเป็นจริงเท่าใดนัก

พอเอามารวมกับฐานที่มั่นใน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ กทม. ผนวกกับกระแสความนิยมที่มีต่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่พรรค จะมี สส.มากกว่า 100 คนอีกครั้ง  แต่จะไปได้ถึงจุดสูงสุดอีกครั้งหรือไม่นั้นยังต้องลุ้นเหนื่อยอีกหลายยก

ที่สุดแล้วโฉมหน้านายกฯ คนต่อไปคงหนีไม่พ้นหนึ่งในผู้นำของพรรคดังกล่าว ส่วนที่เหลือคงต้องดูว่าวุฒิสภาจาก คสช.จะปลื้มและพร้อมเทคะแนนให้หรือไม่ ต้องไปว่ากันอีกที

“บิ๊กตู่” ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579265

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 08:14 น.

"บิ๊กตู่" ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 8 ก.พ.กับการ ยื่นต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคเป็นใครตามที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่เวลานี้หลายพรรคเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง

อาจจะเหลือก็แต่เพียงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่อยู่ระหว่างรอ คำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะรับคำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลังจากขอเวลาตัดสินใจ ซึ่งจะพิจารณาว่านโยบายพรรคตรงกับแนวคิดของตนเองหรือไม่

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นที่รับรู้รับทราบของคนทั่วไปแล้วว่าที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐตลอดจนเป้าหมายสำคัญของพรรคคือการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้ในช่วงเป็นรัฐบาลกว่า 4 ปีที่ผ่านมาให้สำเร็จลุล่วงไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

การขอเวลาตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจเป็นเพียงแค่การดึงเวลารอดูท่าที ให้เห็นถึงการพินิจพิจารณาด้วยหลักการและเหตุผลก่อนการตัดสินใจตอบตกลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบในใจคืออะไร

ยิ่งหากวิเคราะห์จากเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า จะพิจารณาจากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่ามี นโยบายตรงกับแนวคิดของตัวเองหรือไม่แล้ว ยิ่งทำให้ทิศทางคำตัดสินใจ และเหตุผลประกอบที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณะถึงการตอบรับเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ

เริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีแกนนำในรัฐบาลหลายคนร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรค  ไล่มาตั้งแต่ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค  สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางมาส่งหนังสือเชิญถึง พล.อ.ประยุทธ์  ที่ทำเนียบรัฐบาล

สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาล คสช. และ พรรคพลังประชารัฐได้ในระดับหนึ่ง  ยังไม่รวมกับบรรดานโยบายต่างๆ ที่สอดประสานจนยากจะแยกจากกันได้ โดยเฉพาะ “นโยบายประชารัฐ” อันมีจุดกำเนิดจากรัฐบาลและถูกปลุกปั้นหวังให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐ จะหยิบยกมาขยายผลต่อยอดในหลายมิติ พุ่งเป้าดูแลกลุ่มประชาชนด้วยชุดนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนทุกเพศทุกวัย ดังที่เห็นจากการเปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้

อีกมุมหนึ่งนี่จึงถือเป็นจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐที่จะอาศัยคะแนนนิยมจากผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเพิ่มคะแนนเสียงให้กับพรรคใหม่ซึ่งลงสนามเป็นครั้งแรก

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์  แถลงผลงานจากการบริหารประเทศมาเป็นปีที่ 4 ได้สานต่อภารกิจของ คสช. พร้อมชู 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทางรัฐบาลได้ช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศชาติได้อย่างสำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 อยู่ที่ 4.3%  จากปี 2557 ที่โตเพียงแค่ 1%  และคาดว่า ปี 2562 นี้ มีแนวโน้มที่จะโต 4%

รวมไปถึง 4 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรากหญ้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะชาวเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น อาทิ นโยบายกวาดล้างหนี้นอกระบบ การเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเด็กแรกเกิดไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

ดังนั้น หากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐย่อมอ่อนกำลังลงไปอย่างรุนแรง จนอาจถึงขั้นส่งผลต่อคะแนนนิยมและจำนวนเก้าอี้ สส. นั่นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องก้าวไปสู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐเพื่อผนึกกำลังให้เข้มแข็งเพียงพอที่จะลงสู่สนามเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้

ยิ่งหากพิจารณาจากผลสำรวจความนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ สำนักโพลต่างๆ ตัวเลือกที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชน ชื่นชอบยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่คะแนนนำบรรดาอดีตนายกรัฐมนตรีในอดีต ตลอดจนแกนนำจากพรรคการเมืองต่างๆ

แม้แต่จะให้พรรคพลังประชารัฐ จะไปหาตัวเลือกอื่นที่มีคะแนนนิยม เทียบเท่า พล.อ.ประยุทธ์ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบรับคำเชิญนั้น ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

หากดูไส้ในของพรรคพลังประชารัฐในส่วนของผู้สมัคร สส. ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูดมาจากพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น จะพบว่าหลายคนที่มี ชื่อเสียงหรือเป็นนักการเมืองที่รู้จัก คุ้นเคย บางส่วนเป็นอดีต สส.ที่ห่างพื้นที่มานานจนยากจะฝากความหวังในการลงชิงชัยในครั้งนี้

ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงชัดเจนของตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละพรรคล้วนรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ต่างจากพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคใหม่

แต่ที่สำคัญที่สุด การได้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคพลังประชารัฐต่อเนื่องไปถึงหลังการเลือกตั้ง ในฐานะที่มีอำนาจหัวหน้า คสช.ในมือ

ยิ่งกลไกตามบทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ 250 สว. ที่มาจาก คสช. เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า โอกาสที่ 250 เสียงนี้จะเทมายังพรรคพลังประชารัฐย่อมไม่ง่าย

ความหวังสุดท้ายพรรค พลังประชารัฐจึงอยู่ที่การตอบรับ คำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

4 ก.พ.ศึกชิงเบอร์ ยกแรกชี้ชะตาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/579155

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 08:14 น.

4 ก.พ.ศึกชิงเบอร์ ยกแรกชี้ชะตาเลือกตั้ง

เรื่องเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่เกื้อหนุนเอื้ออำนวยให้การหาเสียงและลงคะแนนสะดวกมากขึ้น

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการกับการเปิดรับสมัคร สส.​ทั่วประเทศวันที่ 4-8 ก.พ.นี้ ที่คาดกันว่าแต่ละพรรคต่างต้องรีบไปจองคิวยังหน่วยรับสมัครทั่วประเทศเพื่อช่วงชิงเบอร์เลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งบัตรเดียวชี้ขาดทั้งระบบเขตและนำคะแนนมาคำนวณสัดส่วนหาจำนวนที่นั่งในระบบบัญชีรายชื่อ

ความสำคัญของ “เบอร์เลือกตั้ง” ในการเลือกตั้งรอบนี้ จนอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะชี้ขาดการเลือกตั้งได้ไม่มากก็น้อย เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ผู้สมัครในระบบเขตจะได้เบอร์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเขตทั่วประเทศ ต่างจากในอดีตที่เป็นเบอร์เดียวกันทำให้ง่ายต่อการหาเสียง ตลอดจนง่ายต่อการลงคะแนนของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ยิ่งในสถานการณ์ที่ระบบเลือกตั้งรอบนี้เอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ลงสมัครและลุ้นเก้าอี้ได้ง่ายขึ้นกว่าระบบที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เพราะแม้จะแพ้เลือกตั้งในระบบเขต คะแนนที่แพ้ก็ยังจะถูกนำมาคำนวณเป็นจำนวนเก้าอี้ในระบบสัดส่วน​ ดังนั้นเลือกตั้งรอบนี้จึงเห็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเกิดขึ้นจำนวนมากเรื่อยไป

ไปจนถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์พรรคขนาดใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เพื่อแก้เกมสูตรคำนวณหาสัดส่วน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่ว่ากันว่าหากพรรคใหญ่ได้จำนวนเก้าอี้ สส.เขตจำนวนมากแล้ว หากคะแนนที่ชนะไม่ทิ้งห่างคู่แข่งมากพออาจทำให้เมื่อนำมาคำนวณสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อแล้วอาจได้จำนวนเก้าอี้ลดน้อยลงกว่าในอดีต

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำนวนพรรคที่คาดกว่าลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตนั้นอาจมีมากกว่า 10 พรรคในหลายพื้นที่ ซึ่งในแง่หนึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะจะมีตัวเลือกให้ประชาชนทั่วไปได้ตัดสินใจเลือกคนที่เหมาะสมหรือสังกัดพรรคที่มีแนวนโยบายตรงกับความต้องการของตัวเองได้ มากกว่านในอดีตที่มีตัวเลือกจำกัดอยู่ที่พรรคการเมืองไม่กี่พรรค

แต่ขณะเดียวกันเมื่อตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้นก็อาจทำให้เกิดความยุ่งยากหรือต้องใช้ความตั้งใจมากเป็นพิเศษในการลงคะแนน ​กับตัวเลือกที่มีหลายสิบพรรคในบัตรเลือกตั้งหนึ่งบัตร และที่สำคัญในแต่ละพื้นที่เบอร์เลือกตั้งของแต่ละพรรคก็จะแตกต่างกันไป ทำให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ ต้องเลือกดูเองว่าผู้สมัครที่ตนเองจะเลือกนั้นเป็นใคร อยู่พรรคไหน และเบอร์อะไร

ต่างจากในอดีตที่มีบัตรเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อแยกออกมาต่างหาก และเบอร์ทั่วประเทศของแต่ละพรรคจะเป็นเบอร์เดียวกัน ซึ่งง่ายต่อทั้งพรรคการเมืองที่จะหาเสียงและง่ายต่อประชาชนที่จะมาลงคะแนนเลือกตั้ง เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงและประชาชนห่างหายการเลือกตั้งมานานหลายปี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้แต่การเลือกตั้งรอบที่แล้วซึ่งแต่ละพรรคการเมืองยังต้องไปรอก่อนเปิดรับสมัครเพื่อจับสลากตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยลุ้นให้พรรคตัวเองได้เบอร์เลือกตั้งที่ดีและง่ายต่อการจดจำและสะดวกต่อการลงคะแนนของประชาชน อันจะป้องกันความสับสนหรือทำให้การลงคะแนนไม่ผิดเพี้ยนไปจนเกิดบัตรเสียได้

โดยเฉพาะกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในระบบเลือกตั้งใหม่และการประชาสัมพันธ์ที่มีเวลาจำกัดอาจทำให้ประชาชนหลายคนยังไม่รู้ข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง รวมไปถึงกลุ่มประชาชนผู้สูงอายุที่อาจมีอุปสรรคตรงปัญหาสายตาที่ต้องมาเพ่งหาเบอร์และโลโก้พรรคการเมืองที่ต้องการเลือก​ในวันที่มีพรรคใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากจำนวนผู้มีสิทธิกว่า 51 ล้านคน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่กว่า 6.4 ล้านคน คืออยู่ระหว่างอายุ 18-24 ปี และอายุ 25-45 ปี 20 ล้านคนเศษ ส่วนกลุ่มที่มีอายุ 46-60 ปี มีจำนวน 14 ล้าคนเศษ และอายุ 61 ปีขึ้นไปมีประมาณ 10 ล้านคนเศษ ​

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละพรรคจะต้องการให้พรรคตัวเองได้เบอร์ที่เอื้อต่อการลงคะแนน โดยเฉพาะเบอร์​ประเภทเป็นเลขตัวเดียวที่ง่ายต่อการนำไปใช้หาเสียงและง่ายสำหรับการที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนได้ไม่ยาก ซึ่งที่ผ่านมาในระบบเดิมที่ใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ แต่ละพรรคจะต้องไปรอก่อนเวลาเปิดทำการ เพื่อจองคิวจับสลากในสถานที่รับสมัครของกรุงเทพมหานครท่ามกลางกองเชียร์ที่คอยลุ้น

รอบนี้บรรยากาศเดียวกันนี้ จะเกิดขึ้นในแต่ละเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพราะผู้สมัครแต่ละพรรคต่างก็ต้องไปจองคิวเพื่อจับสลากด้วยความหวังว่าจะได้เบอร์ที่ดีที่เอื้อต่อการ​ลงคะแนน อันจะหมายถึงทั้งคะแนนในระบบเขตและระบบสัดส่วนในบัตรเดียวที่จะทำให้ยิ่งมีความหมาย

สุดท้ายไม่ว่าจะพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคเก่า หรือพรรคใหม่ ต่างต้องการที่จะได้เบอร์เลือกตั้ง​ง่ายสำหรับการลงคะแนน แน่นอนว่าเรื่องเบอร์นี้อาจไม่ถึงขั้นเป็นปัจจัยที่จะชี้เป็นชี้ตายต่อการแพ้ชนะเลือกตั้ง เพราะปัจจัยที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องคุณสมบัติของตัวผู้สมัคร พรรคที่สังกัด แนวนโยบาย ไปจนถึงประวัติผลการทำงานในอดีตตลอดจนบรรยากาศและฐานคะแนนในพื้นที่

แต่เรื่องเบอร์จะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่เกื้อหนุนเอื้ออำนวยให้การหาเสียงและลงคะแนนสะดวกมากขึ้นแถมยังป้องกันความสับสนผิดพลาดในขั้นตอนการลงคะแนนได้บ้าง​และท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทุกปัจจัยย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งไม่มากก็น้อย

บิ๊กตู่สวมหมวกพปชร. ศึกหนักรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578829

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 07:44 น.

บิ๊กตู่สวมหมวกพปชร. ศึกหนักรอบด้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับการเสนอจากพรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งในรายชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรค ร่วมกับ “อุตตม สาวนายน”หัวหน้าพรรค และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯมติของที่ประชุมพรรคไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐก็แสดงท่าทีสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ได้มีตัวเลือกที่เหมาะสมมากนักในสถานการณ์แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการลงเรือลำเดียวกัน

“เพราะมีความรู้ความสามารถที่จะบริหารนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ เป็นบุคคลที่ประชาชนชื่นชอบ มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการทำงานที่ผ่านมามีจริยธรรม ถือเป็นคุณสมบัติหลักในการพิจารณา” เหตุผลในการเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จากสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค

ทว่ามีท่าทีออกมาจากบิ๊กตู่ในการสงวนท่าทีต่อเทียบเชิญของพรรคพลังประชารัฐพอสมควร แต่ถึงอย่างไรเสียที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าจะตกปากรับตามคำเชิญของพรรคพลังประชารัฐ

“วันนี้ยังไม่มีการทาบทามมา ที่พรรคเสนอชื่อตนนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา” เขาเชิญผมมาเมื่อไหร่ ก็มีเวลาไปถึงวันที่ 8 ก.พ. เขาเชิญผมมาเมื่อไหร่ผมก็รับและยินดี ขอบคุณนะ แต่ยังไม่รับ ขอบคุณที่เชิญ” พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.

เมื่อดูจากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าจะบอกว่าเป็นการแสดงบทบาทนักการเมืองในเบื้องต้นก็คงไม่แปลกนัก เพราะอยู่ๆ ดีไปรับปากพรรคพลังประชารัฐทันที แน่นอนว่าก็อาจมีกระแสและประเด็นดราม่าการเมืองเกิดขึ้นได้ สู้เล่นบทแบ่งรับแบ่งสู้น่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ลดกระแสความหมั่นไส้จากฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเต็งหนึ่งในตำแหน่งเก้าอี้นายกฯ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ

เหตุผลหลักที่ทำให้กระแสความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงแรงได้อย่างต่อเนื่อง คงหนีไม่พ้นเรื่องการควบคุมความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อันเป็นจุดแข็งที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีมากกว่านายกฯ คนใดในอดีต

นายกฯ ฝ่ายพลเรือนที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนบริหารประเทศหลายคนที่ผ่านมา มีจุดอ่อนในเรื่องนี้มากหรือน้อยแตกต่างกันมาตลอด จนประชาชนจำนวนไม่น้อยเกิดอาการแขยงกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นเวลาร่วม 10 ปี แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาทำงานพบว่าทุกอย่างกลับสู่ความสงบทันที

ด้านหนึ่งอาจมีบางฝ่ายมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ คุมสถานการณ์ได้เพราะมีมาตรา 44 นั้นอาจเป็นเหตุผลที่ถูกต้องประการหนึ่ง แต่ด้วยความที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีบารมีและความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกองทัพแล้ว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยค้ำจุนให้รัฐบาลยังยืนหยัดอยู่ได้ถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน อาจทำให้โอกาสของเต็งหนึ่งอย่างพล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการสั่นไหวอยู่พอสมควรได้เหมือนกัน

หนักที่สุดเห็นจะเป็นปัญหาการจัดการแก้ไขฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในขณะนี้ สถานการณ์นี้นับวันมีแต่จะแย่ลงและเข้าสู่สภาวะวิกฤตก่อให้เกิดผลกระทบอย่างจริงจัง

แม้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามาแก้ไขอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ส่งผลให้แรงกดดันและเสียงวิจารณ์พุ่งมาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นการสื่อสารระหว่าง นายกฯ กับประชาชนที่เป็นปัญหามาตลอดก็ยังคงเรื้อรังอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการเตรียมออกมาตรการ บางประการซึ่งเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของส่วนบุคคลเข้าอย่างจัง เช่น การห้ามใช้รถดีเซลที่สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือการห้ามนั่งแท็กซี่คนเดียว เป็นต้น จนเสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์เกิดขึ้นหนาหูพอสมควร

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบกับท่าทีทางการเมืองที่แสดงออกมา จะทำให้ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีอะไรที่มีความสัมพันธ์สื่อถึงกันเท่าใดนัก แต่ในทางปฏิบัติย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ ต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ถ้าผลงาน พล.อ.ประยุทธ์ ดีจริงและเข้าเป้า พรรคพลังประชารัฐจะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเรือลำเดียวก็น่าจะล่ม และผู้โดยสารย่อมต้องจมน้ำไปพร้อมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกดดันทางการเมืองในรูปแบบนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐดีดลูกคิดมาแล้วว่าต้องเกิดขึ้น แต่ยังไม่อาจประเมินได้ว่าจะมีระดับรุนแรงขนาดไหน ซึ่งน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญอยู่อย่างแน่นอน

ดังนั้นการเดินหน้าของพรรคพลังประชารัฐจึงเดินมาถึงจุดแยกสำคัญว่าจะใช้ทีเด็ดอะไรมาสู้กับพรรคการเมืองคู่แข่งในสนามเลือกตั้งเปื้อนฝุ่นขณะนี้

ครั้นจะใช้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นจุดขายหลักของพรรค ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีและถูกขยายแผลจากการทำงานที่มีปัญหาในบางประเด็น ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องค่าฝุ่นละออง

หรือจะหาเสียงแบบเลี่ยงๆ ด้วยการไม่ขาย พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อหลบกระแสต้าน แต่ในมุมของนักเลือกตั้งที่ต้องลงสนามจริงอาจจะไม่ชอบมากนัก เพราะการขายแต่นโยบายยังอาจจับต้องไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับการขายที่ตัวคน

ที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหนก็ล้วนหนักเอาการแทบทั้งสิ้น

คอร์รัปชั่นพุ่งชนวนร้อนฉุดเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578697

  • วันที่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 07:55 น.

คอร์รัปชั่นพุ่งชนวนร้อนฉุดเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยเวลานี้ อยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงและกำลังย้อนกลับมาฉุดรั้งความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบไปถึงคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้

ล่าสุด องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นในรัฐบาลทั่วโลก หรือ (Corruption Perception Index – CPI) ประจำปี 2018 โดยปีนี้ประเทศไทย ได้ 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ลดอันดับลงจากปี 2017 ที่อันดับ 96 ของโลก เป็นอันดับที่ 99 ของโลก

ถือเป็นการลดลงอีกครั้งหลังจากในปี 2017 ประเทศไทย เคยได้คะแนนอยู่ที่ 37 จาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ลำดับที่ 96 จากจำนวน 180 ประเทศที่ทำการสำรวจ และรั้งอันดับที่ 4 ของภูมิภาคอาเซียนเทียบเท่าอินโดนีเซียเป็นรองเพียงสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย ซึ่งขยับเพิ่มจากปี 2016 ซึ่งได้คะแนน 35 และอยู่ในอันดับที่ 101 ของโลก แต่ยังคงอันดับ 4 ในอาเซียนเท่าเดิม

ปัญหาอยู่ตรงที่การป้องปราม ทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศนั้นถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล คสช. และถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หยิบยกมาทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ดังนั้น เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงควรจะเห็นพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม หลังรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศนานกว่า 4 ปี แถมยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่จะช่วยลดอุปสรรคต่างๆ

ในช่วงแรกจะเห็นได้ถึงความ มุ่งมั่นตั้งใจของ  คสช. และกลไกต่างๆ ของแม่น้ำ 5 สาย ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริต อันสะท้อนผ่านบรรดากฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพิ่มความเข้มงวดในการใช้อำนาจที่ต้องอยู่ในกรอบระเบียบ หรือเปิดช่องให้เกิดการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการติดดาบเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระทั้งหลายอีกทางหนึ่ง

ความเข้มงวดในช่วงแรกจะเห็นได้ว่า คสช.มีการใช้อำนาจพิเศษเข้าไปดำเนินทั้งสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ในหลายระดับที่มีเรื่องร้องเรียนว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ  เพื่อเปิดให้กระบวนการตรวจสอบทำได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีเรื่องค้างอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลายร้อยเรื่อง จนปลุกให้คะแนนนิยมในรัฐบาล คสช. กระเตื้องขึ้นมา

ส่วนหนึ่งเพราะช่วงเวลานั้นคนกำลังเบื่อหน่ายกับบรรดานักการเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นจำเลยของสังคม ทำให้การเมืองตกอยู่ในหล่มความขัดแย้ง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น จนจำเป็นต้องแช่แข็งไม่ให้พรรคการเมือง นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหาใดๆ  ในระหว่างที่ คสช.กำลังดำเนินการ “ปฏิรูป” เพื่อวางแนวทางป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นรูปธรรม

แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป หลายเรื่องที่สังคมคาดหวังว่าจะเห็นผลการปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม กลับไม่เป็นเช่นนั้นหลายเรื่องยังค้างคาอยู่ในกระบวนการไม่เห็นความคืบหน้า ที่สำคัญกว่านั้นหลายเรื่องความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการบริหารงานของรัฐบาล คสช. กลับพบทั้งคนในรัฐบาล และ คสช.เข้าไปเกี่ยวข้องหลายต่อหลายเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ในหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อนำไปสู่กระบวนการติดตามเอาผิดกลับไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ขัดแย้งกับความรู้สึกของสังคมที่เห็นความผิดที่ปรากฏ ซึ่งมีแต่จะฉุดให้ความเชื่อมั่น และความคาดหวังในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นลดน้อยลงไป

ยิ่งกว่านั้น ในช่วงท้ายของรัฐบาล คสช. ซึ่งพบความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองบางพรรคที่เชื่อมโยงกับทางรัฐบาลนั้น ปรากฏข่าวการดูด ดึงบรรดาอดีตนักการเมืองจากพรรคต่างๆ มาเสริมทีมพรรคที่กำลังตั้งขึ้นใหม่ และหลายคนที่ดึงมานั้นมีส่วนพัวพันกับคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการ จนถูกมองว่ามีการหยิบเรื่องคดีเข้ามาบีบให้เกิดการย้ายพรรค

รวมไปถึงกระแสข่าวการบีบให้บรรดาผู้บริหารระดับท้องถิ่นที่ถูกแช่แข็งอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลายร้อยคนทั่วประเทศต้องเข้ามาสนับสนุนเป็นฐานทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อแลกกับการปลดล็อกพ้นแบล็กลิสต์ให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ  โดยเฉพาะกับพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงอันเข้มแข็งของพรรคการเมืองจากขั้วอำนาจเก่า

นอกจากจะตอกย้ำให้เห็นถึงการมุ่งหวังที่จะเอาชนะในการเลือกตั้ง จนไม่สนใจแนวคิดวิธีการ จนสามารถไปดึงเอาบรรดาอดีตนักการเมืองที่มีคดีความเกี่ยวพันกับเรื่องทุจริตมาเป็นทีมงานแล้ว ยังสวนทางกับกระบวนการปฏิรูปที่สู้อุตส่าห์ทำมาตลอด 5 ปี  ที่จะหมดความหมายไปโดยปริยาย

ที่สำคัญกว่านั้นดัชนีทุจริต คอร์รัปชั่นที่ลดลงในช่วงนี้ ซึ่งไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการบริหาร มีเพียงแต่รัฐบาล คสช. ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองอาจไม่ใช่จำเลยที่ถูกโยนความผิดให้ต้องแบกความรับผิดชอบแต่ผู้เดียว เพราะดัชนีที่ลดลงช่วงนี้ย่อมเป็นหลักฐานประจักษ์ว่าสาเหตุมาจากการบริหารของรัฐบาล คสช. สอดรับกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นระยะ

ทั้งหมดย่อมสะท้อนถึงความ ไร้ประสิทธิภาพและไม่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งทำให้ประเด็นที่เคยเป็นจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนและย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง อันอาจมีผลต่อการแพ้ชนะเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

4 รมต.ลาออก แรงกดดันเบนเป้าสู่ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578586

  • วันที่ 30 ม.ค. 2562 เวลา 07:58 น.

4 รมต.ลาออก แรงกดดันเบนเป้าสู่ 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าจะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ทาง การเมืองที่สำคัญกับการลาออกของ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน  ได้แก่ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม  สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์  และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อออกไปเดินหน้าการเมืองสู้ศึกเลือกตั้งเต็มตัวในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

แม้ที่ผ่านจะมีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้รัฐมนตรีทั้ง 4 คนลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่เมื่อครั้งเปิดตัวเป็นกรรมการบริหารพรรค พปชร. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยเฉพาะการใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงสร้างความนิยมจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ในวันที่พรรคการเมืองอื่นๆ ยังถูกควบคุมโดยคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

ทว่าเวลานั้น 4 รัฐมนตรี ให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องงานที่ได้ทำไว้ต้องหยุดชะงักอันจะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ เพราะแต่ละคนล้วนแต่มีตำแหน่งในกระทรวงสำคัญ พร้อมระบุว่าจะลาออกเมื่อถึงเวลาเหมาะสม จนมาถึงวานนี้ทั้ง 4 คนตัดสินใจ ยื่นหนังสือลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยมีผลในวันที่ 30 ม.ค. เป็นต้นไป

“การลาออกในวันนี้นั้นไม่เคยมีใครปฏิบัติมาก่อน นักการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรา ไม่เคยลาออกหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง การลาออกครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะการกดดันจากใครทั้งสิ้น แต่เป็นการตัดสินใจของพวกเราเอง ที่ต้องการทำงานการเมืองอย่างตรงไปตรงมา”

คำให้สัมภาษณ์จาก”สนธิรัตน์”สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายที่ต้องการแก้ไขภาพลักษณ์ในอดีตที่ถูกกระหน่ำจากหลายฝ่ายว่าการยื้อในตำแหน่งช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งจะยิ่งฉุดความนิยมและทำให้ภารกิจปฏิรูปการเมืองที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องเสียหายตามไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แต่ในความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจลาออกในช่วงหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง อาจเป็นเพราะต้องการเซฟตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกร้องเรียนในอนาคต ซึ่งจะยิ่งกลายเป็นปัญหาฉุดให้ทุกอย่างไม่อาจเดินหน้าไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง

เพราะแม้กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะไม่บังคับให้รัฐมนตรีชุดนี้ต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่ปัญหาอยู่ที่บรรดารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปเอื้อประโยชน์ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อาจถูกมองถูกตีความได้อย่างกว้างขวาง การอยู่ในตำแหน่งแม้จะใช้เวลานอกราชการหรือไม่ได้ใช้ทรัพยากรรัฐบาล แต่หากสุดท้ายนำไปสู่การสร้างคะแนนนิยมย่อมต้องถูกเชื่อมโยงและนำไปสู่การร้องเรียนที่คาดว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเรื่องร้องเรียนมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

ยิ่งในสถานการณ์ซึ่งเป็นที่รับรู้รับทราบถึงที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐไปจนถึงแนวนโยบายต่างๆ ยังล้วนแต่เป็นการต่อยอดมาจากผลงานที่ทำมาในอดีตของรัฐบาล คสช. ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงและนำไปสู่ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค พปชร.

แต่ทว่าปัญหายังไม่หมดแม้ 4 รัฐมนตรีจะลาออกจากตำแหน่ง เพราะเงื่อนปมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ที่สถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะเป็นรายชื่อแรกจาก 3 รายชื่อที่อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเกิดปัญหาคล้ายกับ 4 รัฐมนตรีในช่วงที่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งได้

จะเห็นว่าท่าทีล่าสุด หัวหน้าพรรค พปชร.ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่ายังไม่ได้มีการทาบทามใครทั้งสิ้น และยังไม่ได้คิดว่าจะเชิญท่านไหนบ้าง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการของพรรคที่ต้องพิจารณาและลงมติกันภายใน  และในวันที่ 4-8 ก.พ.ต้องได้ข้อยุติ เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งผู้สมัคร สส. และบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค    ต่างจากท่าทีเดิมที่แกนนำหลายคนในพรรค พปชร. เคยออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นรายชื่อแรกในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค อันเป็นจุดขายเดิมที่เคยประกาศว่าจะผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้แล้วให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ

แต่เงื่อนไขที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังรักษาท่าทีไม่อาจตอบรับเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะห่วงกลัวการเชื่อมโยงระหว่างสถานะนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจเบ็ดเสร็จในมือ อันอาจถูกร้องเรียนว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต หากตัดสินใจ ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้พรรคพลังประชารัฐ

รวมทั้งอาจถูกหยิบยกไปเปรียบเทียบกรณีของ 4 รัฐมนตรี ซึ่งลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งด้านหนึ่งย่อมช่วยลดแรงเสียดทานให้กับพรรคพลังประชารัฐ แต่อีกด้านหนึ่งแรงกดดันเหล่านั้นย่อมไม่ได้สลายหายไปเพียงแต่จะเบนเป้าหมายไปสู่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะตกเป็นเป้าใหญ่ให้แต่ละฝ่าย ถล่ม ภายหลังกรณีตอบรับเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเรียบร้อย

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องขบคิดและหาทางรับมือ เพื่อไม่ให้แรงกดดันที่จะเกิดขึ้นฉุดคะแนนนิยมให้ตกลงไปในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง อันจะทำให้ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดต้องพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย

ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ปมร้อนเขย่าพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578465

  • วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 08:54 น.

ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ปมร้อนเขย่าพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกสู่การเลือกเริ่มต้น อย่างเป็นทางการภายหลัง พ.ร.ฎ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 พร้อมกำหนดวันเปิดรับสมัคร สส.ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 2562

ส่งผลให้ทุกพรรคการเมืองรีบออกตัวลงพื้นที่หาเสียงคู่ขนานไปกับการจัดทัพเตรียมคนลงสมัครในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเคาะหารายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามที่กฎหมายกำหนด

ต้องยอมรับว่าการกลับสู่สนามการเมืองภายใต้กฎกติกาใหม่รอบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคการเมืองที่ถูกแช่แข็งมานานร่วม 5 ปี เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้งเลือกตั้ง สส.เขต และยังนำคะแนนไปคำนวณหาสัดส่วนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำให้แต่ละพรรคปรับแผนกันยกใหญ่

ขณะที่จำนวนเขตเลือกตั้งเดิมที่เคยมี 400 เขต ในอดีตถูกลดเหลือ 350 เขต ทำให้แต่ละพรรคต้องหาจุดสมดุลในการเกลี่ย สส.เดิมที่เคยลงเขต มาสู่บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งระบบใหม่ที่ยากจะคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร

โดยเบื้องต้นเป็นที่คาดการณ์ กันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ชนะ เลือกตั้งในระบบเขต จำนวนมาก  ย่อมไปตัดจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อของตัวเอง หากคะแนนที่ชนะในแต่ละเขตไม่ได้ทิ้งขาดคู่แข่งแบบท่วมท้น

สะท้อนผ่านยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาแก้เกมระบบการเลือกตั้งใหม่ ด้วยการออกไปตั้งเป็นพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ของแกนนำและสมาชิกบางส่วนด้วยเป้าหมายเพื่อทำให้เวลาคำนวณคะแนนที่ได้แล้วจะทำให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก แม้จะไม่ชนะเลือกตั้งแต่ก็มีโอกาสได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อมากกว่าหากอยู่พรรคใหญ่เช่นเดิม

แต่ทว่าปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อเวลานี้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโอกาสที่แต่ละพรรคจะได้รับเลือกตั้ง ในระบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้บรรดาแกนนำและสมาชิก ตลอดจนอดีต สส.ที่ถูกเลื่อนขึ้นมาจากระบบเขต ที่ลดน้อยลงไปนั้น เกิดอาการวิตก  พร้อมเรียกร้องต้องการจะอยู่ในลำดับต้นๆ ของบัญชีให้ได้มากที่สุดจนเริ่มเกิดความปั่นป่วนภายใน

เมื่อรอบนี้โอกาสที่พรรคใหญ่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อแบบหลายสิบคนเหมือนในอดีตเป็นไปได้ยาก เพราะระบบเดิมมีบัตรเลือกตั้งระบบบัญชี รายชื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกกันแบบชัดเจน พรรคใหญ่จึงได้เปรียบในเชิงการหาเสียงและอาศัยความนิยมของพรรคตัวเองโกยคะแนนทิ้งห่างพรรคเล็กพรรคน้อยแบบไม่เห็นฝุ่น

ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันจากกติกาใหม่ดังกล่าว ทำให้มีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ด้วยความมุ่งหวังว่าแม้จะไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้งในระบบเขตซึ่งเป็นงานยากที่จะเอาชนะคู่แข่งซึ่งเป็นนักการเมืองเก่าจากพรรคต่างๆ และมีฐานเสียงเหนียวแน่นมายาวนาน แต่หากนำคะแนนในแต่ละเขตมารวมๆ กัน ก็สามารถที่จะได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อไม่มากก็น้อย

ดังนั้น การที่พรรคกลาง พรรคเล็ก กวาดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อไปได้มากเท่าไร โอกาสที่พรรคใหญ่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อย่อมมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่แปลกที่จะเห็นปรากฏการณ์แกนนำหลายคนของพรรคใหญ่ต้องตัดสินใจกระโดดไปลงสมัครในระบบเขต ที่แม้จะเสี่ยงแต่ก็ยังดีกว่าหมดลุ้นตั้งแต่ลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อลำดับกลางๆ

ยิ่งหากจำแนกไปดูรายละเอียดคะแนนเลือกตั้งในอดีต จะพบว่าพรรคใหญ่ที่ชนะเลือกตั้งในระบบเขตนั้น หลายพื้นที่ก็ไม่ได้ชนะแบบทิ้งห่างขาดลอย ในทางกลับกันบรรดาพรรคขนาด กลางหรือขนาดเล็ก แม้จะแพ้เลือกตั้งครั้งที่แล้วก็สามารถกลับมาชิงความได้เปรียบนำคะแนนส่วนนี้ไปคำนวณหาที่นั่งในระบบบัญชีรายชื่อได้ไม่ยาก

ความปั่นป่วนจึงเกิดขึ้นในหลายพรรค เมื่อแกนนำต่างต้องช่วงชิง เพื่อให้ตัวเองอยู่ในบัญชีระดับต้นๆ มากที่สุด จนเป็นเรื่องยากที่จะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะจำนวน แกนนำที่มีมากเกินจะจัดให้ทุกคนอยู่ ในระดับต้นที่พ้นเส้นความเสี่ยงของแต่ละพรรค

การจัดวางลำดับจึงยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ง่าย โดยเฉพาะกับแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ว่าจะมีสัดส่วนโควตาบรรดานายทุนที่มักจะกระโดดเข้ามาอยู่ในบัญชีของแต่ละพรรค จนทำให้ลำดับของแกนนำหลายคนต้องตกไปอยู่ใต้เส้นความเสี่ยงมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมภายใน ส่วนจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการรับมือแก้ปัญหาของแต่ละพรรคที่ต้องรอดูว่าจะสุดท้ายแล้วจะจัดที่จัดทางหาทางออกกันอย่างไรในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวสร้างปัญหาในอนาคต

แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวคงไม่ถึงขั้นทำให้คนที่พลาดลำดับบัญชีรายชื่อดีๆ ต้องขยับขยายย้ายไปอยู่พรรคอื่น เพราะกรอบของเวลาตามกฎหมายได้ล็อกไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่อาจส่งผลต่อการทุ่มเททำงาน และอาจ ก่อให้เกิดความระหองระแหงของแกนนำจนทำลายเอกภาพภายในพรรค

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการสมานเยียวยาย่อมอาจฉุดการมีส่วนร่วมในการผนึกกำลังหาเสียง จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องลงทุน ลงแรง เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสถูกรับเลือกเข้าไปทำงานในสภา สุดท้ายย่อมกลายเป็นความอ่อนแอที่อาจส่งผลกระทบไปถึงการแพ้ชนะเลือกตั้งในอนาคต

หวยไม่พลิก บิ๊กตู่ “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578369

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 09:16 น.

หวยไม่พลิก บิ๊กตู่ "พลังประชารัฐ"

“พล.อ.ประยุทธ์” กำลังทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เหมือนกับรัฐบาลอื่นๆในช่วงการเลือกตั้ง

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มี.ค.ส่งผลให้ทุกภาคส่วนนอกจากเหนือไปจากฝ่ายการเมืองต่างแสดงท่าทีตอบรับกับความชัดเจนในทางการเมืองครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง หลังจากอึมครึมมาเป็นเวลานาน

การประกาศเลือกตั้งกลายเป็นแรงบวกที่ช่วยให้แรงกดดันที่ถาโถมรัฐบาลได้รับการคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยบรรดากลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ไม่อาจหาเหตุมาชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลได้อีก เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะเบาหูไปได้เยอะเนื่องจากไม่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องวันเลือกตั้งอีก

เมื่อรัฐบาลปลอดจากแรงกดดันทางการเมืองแล้ว ทีนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลจะใส่เกียร์เดินหน้าเต็มตัวในช่วงเวลาที่เหลืออยู่จนกว่าจะถึงวันที่ 24 มี.ค.

เหตุที่ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถใส่เกียร์เดินหน้าได้เพราะแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังใช้อำนาจบริหารได้สมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ โดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 บัญญัติไว้

ทั้งนี้ มาตรา 169 กำหนดห้ามไม่ให้คณะรัฐมนตรีที่กำลังรักษาการณ์ในระหว่างการจัดการเลือกตั้งดำเนินการใน 4 เรื่อง ดังนี้

1.ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กําหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจําปี

2.ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน

3.ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจําเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน

4.ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่ กกต.กําหนด

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลชุดนี้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แถมยังมีอำนาจตามเดิมอีก จึงเปรียบได้กับการมีน้ำมันเต็มถังสำหรับการพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายก่อนลงจากรถเมื่อถึงปลายทาง

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลมาร่วมงานด้วยถึง 4 คน ถึงได้มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้รับกระแสการตอบรับจากสังคม

แต่ความสนใจในการเลือกตั้งคงไม่ได้อยู่แค่เพียงการบริหารงานของรัฐบาลอย่างเดียว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกสายตาก็ต่างจับจ้องว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกฯ คนที่ 30

เต็งหนึ่งในตำแหน่งนายกฯครั้งนี้ตกเป็นของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”อย่างไม่ต้องสงสัยภายหลังผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่างระบุตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเหมาะสมกับเก้าอี้นายกฯ มากที่สุด ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการรักษาความสงบและความเด็ดขาดในการทำงาน

แม้ท่าทีของพรรคพลังประชารัฐจะยังสงวนไว้พอสมควรเกี่ยวกับการใส่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้ในบัญชีว่าที่นายกฯ ของพรรค แต่ในทางปฏิบัติก็ต่างทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นชื่อเดียวกับที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ

การมี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมเป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐนั้นถ้าจะว่าไปก็เป็นจุดแข็งที่มีนัยสำคัญเช่นกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เหมือนกับรัฐบาลอื่นๆ ที่ต้องเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ระหว่างจัดการเลือกตั้ง ข้อได้เปรียบตรงนี้ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี บริหารประเทศและอนุมัติโครงการหรือนโยบายต่างๆ โดยไม่ต้องกั๊กและไม่ต้องห่วงว่าจะโดน กกต.ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

นโยบายหรือโครงการที่รัฐบาลจะออกมา แน่นอนว่าด้านหนึ่งจะเป็นการช่วยให้พรรคพลังประชารัฐนำไปต่อยอดเพื่อการหาเสียงในพื้นที่ โดยเฉพาะการชูความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล ที่ถึงแม้พรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นรัฐบาลแล้วแต่นโยบายสวัสดิการประชารัฐจะยังเดินหน้าต่อไป

ผิดกับนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นลักษณะของการมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐที่มีเหนือคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

แต่กระนั้น จากจุดแข็งของการมี พล.อ.ประยุทธ์ มุมหนึ่งย่อมเป็นจุดด้อยได้เช่นกัน กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มจะไม่สามารถช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงได้อย่างเต็มที่มากนัก หรืออาจจะช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงไม่ได้เลย

พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือครั้นจะช่วยพรรคลงพื้นที่หาเสียงนอกเวลาราชการ ก็อาจถูกมองเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วการมี พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน เหลือเพียงแต่พรรคพลังประชารัฐจะฝ่าด่านเพื่อไปสู่ชัยชนะอย่างไรเท่านั้น

4 รมต.ยื้อลาออก เพิ่มความเสี่ยง พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578127

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 08:32 น.

4 รมต.ยื้อลาออก เพิ่มความเสี่ยง พปชร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป  พรรคการเมืองต่างๆ พากันทยอยเปิดตัวแสดงความพร้อม อาสาเป็นตัวเลือกสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 60 วัน

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือเป็นอีกหนึ่งพรรคที่เริ่มต้นเปิดแนวนโยบายของพรรคที่ค่อนข้างชัดเจน  ผ่านสโลแกนต่างๆ ทั้งสังคมประชารัฐขจัดความขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้งไม่แบ่งสีไม่แบ่งฝ่าย เศรษฐกิจประชารัฐขจัดความยากจน

รวมไปถึง “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” อันประกอบด้วย 3 พันธกิจ ได้แก่ สวัสดิการประชารัฐ 7 เรื่องสังคมประชารัฐ 7 เรื่อง และเศรษฐกิจประชารัฐ 7 เรื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง ปรับโครงเศรษฐกิจ สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และสร้างความสามารถให้แข่งขันกับโลก

อันอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากโครงการประชารัฐของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้เริ่มต้นออกตัวไปก่อนหน้านี้ และหลายเรื่องเริ่มเห็นผลจนมีส่วนกู้ให้คะแนนนิยมของรัฐบาลกระเตื้องกลับขึ้นมาได้บ้าง

ปลุกให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองจากอำนาจรัฐในมือกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ โดยเฉพาะระยะหลังกับการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านสารพัดโครงการ ตลอดจนแพ็กเกจของขวัญช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่โหมหนักในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา

ต่อเนื่องมาจนถึงประเด็น 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. อีกด้านหนึ่งยังมีสถานะเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐไล่มาตั้งแต่ อุตตม สาว นายน หัวหน้าพรรค สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ซึ่งมีเสียงเรียกร้องให้ลาออก จากตำแหน่งเพื่อความสง่างามและทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

ทว่าจนถึงปัจจุบัน 4 รัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่ายังมีภาระหน้าที่ในตำแหน่งซึ่งต้องดำเนินการทำให้แล้วเสร็จ หากลาออกจากตำแหน่งในทันทีอาจกระทบต่อสิ่งที่ได้เริ่มทำไปแล้ว หรืออาจถึงขั้นกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศ โดยระบุว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะลาออกเอง

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปรับแผนไม่ลาออกในช่วงเวลานั้น เพราะต้องการเป็นกันชนไม่ให้แรงกดดันส่งไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐประกาศจะเชิญมาเป็นหนึ่งในรายชื่อที่พรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี

หากในกรณีที่ 4 รัฐมนตรี ลาออก แรงกดดันย่อมต้องขยับไปกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เพื่อความสง่างามเหมือนกับ 4 รัฐมนตรี เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้ง 4 คนยังต้องอยู่ในตำแหน่งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับวันยิ่งมีเสียงกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายหลังจากมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่กระแสข่าวว่า  4 รัฐมนตรี ก็ยังอยู่ในช่วงหารือว่าจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อไหร่ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 4-8 ก.พ. ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเปิดรับสมัคร สส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ รวมทั้งเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

ซึ่งในมุมของรัฐมนตรีจากฝั่งพรรคพลังประชารัฐ อาจจะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งด้วยเงื่อนเวลาที่จะไม่กระทบกับงานในรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละคนล้วนแต่ต้องดูแลรับผิดชอบงานสำคัญๆ ในหลายส่วน  หากลาออกในวันสมัครลง สส. ก็พอจะช่วยลดแรงกดดันไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

แต่จากกระแสสังคมที่ผ่านมาจะพบว่าเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรี 4 คนลาออกจากตำแหน่งนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้รัฐบาล คสช.วางตัวให้เป็นบรรทัดฐานที่ดี สอดรับกับความต้องการที่จะปฏิรูปการเมืองให้ก้าวพ้นจากวังวนความขัดแย้งในอดีต

แม้จะไม่มีกฎกติกาที่บังคับให้รัฐมนตรีลาออก แต่ในแง่ความได้เปรียบทางการเมืองการที่รัฐมนตรีอยู่ ตำแหน่งย่อมเปิดช่องให้หาเสียงผ่านการทำงานได้แบบทางอ้อม ในวันที่พรรคการเมืองต่างๆ ยังถูกคำสั่ง คสช. ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมีแต่จะทำให้บรรยากาศการแข่งขันถูกมองว่าไม่เป็นธรรม

โดยเฉพาะเวลานี้ซึ่งมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย แม้จะยังไม่ถึงวันรับสมัคร สส. แต่หากเกิดการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้อำนาจรัฐเข้าไปเอื้อประโยชน์หรือจูงใจให้เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อาจถูกหยิบยกไปร้องเรียนต่อ กกต. ได้ตลอด

ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่คาดว่าจะนำไปสู่การแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้คาดการณ์กันว่าเรื่องร้องเรียนในการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น การฝืนอยู่ในตำแหน่งของ 4 รัฐมนตรี จึงอาจไม่ใช่แค่การทำลายความสง่างามทางการเมืองจนฉุดคะแนนนิยมของพรรค พปชร.ให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซ้ำเติมแผลเก่าที่ผ่านมาจากที่ถูกมองว่ามีการชิงความได้เปรียบหลายเรื่อง อย่างการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่  แต่ปัญหาสำคัญคือการพาตัวเองให้ไปอยู่ในสถานะที่สุ่มเสี่ยงจะถูกจ้องจับผิดจนขยับได้ยาก

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในช่วงเวลานี้แม้จะสายไปแล้ว แต่ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป