พระสงฆ์กับงาน สาธารณสงเคราะห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/555498

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

พระสงฆ์กับงาน สาธารณสงเคราะห์

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

ท่ามกลางกระแสข่าววิกฤตศาสนา ประชาชนเสื่อมศรัทธา ต้องการให้ปฏิรูปพระพุทธศาสนา ก่อนอื่นต้องถามกันก่อนว่า “จะปฏิรูปพระพุทธศาสนาทำไม?”สถาบันพระพุทธศาสนานั้น เป็นสถาบันหลักที่สำคัญสถาบันหนึ่งของสังคมไทย ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน และดำรงตนตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ พระสงฆ์จึงนับว่าเป็นพุทธบริษัทที่สำคัญ

ในการรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงยั่งยืนถาวรถึงอนุชนรุ่นหลัง คณะสงฆ์จะไม่ปฏิรูปพระพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมคำสอนนั้นดีที่สุดแล้ว แต่เราจะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 6 ด้าน+1 โดยมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย

กำหนดกรอบงานของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาไว้ 6 ด้าน คือ 1) ด้านการปกครอง 2) ด้านการศาสนศึกษา 3) ด้านการเผยแผ่ 4) ด้านการสาธารณูปการ 5) ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และ 6) ด้านการสาธารณสงเคราะห์ และอีก 1 คือ การพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก

งานด้านสาธารณสงเคราะห์ ถือได้ว่าเป็นงานที่เป็นพลังสำคัญในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เป็นงานที่มหาเถรสมาคมกำหนดให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือและพัฒนาสังคมยามเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย หรือปัญหาสังคมคนไร้ที่พึ่ง

ภาพของพระที่หยิบยื่นข้าวน้ำให้นั้น เป็นอีกงานหนึ่งที่คณะสงฆ์ทำไม่หยุด คณะสงฆ์โดยคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ ตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา จากนโยบายสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด เพื่อสื่อสารแนวทางการดำเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ให้กับพระมหาเถระ ผู้เป็นประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ประจำจังหวัด นำไปดำเนินการให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด ด้วยหลักการปฏิบัติ 4 หลัก คือ 1.สงเคราะห์ 2.เกื้อกูล 3.พัฒนา 4.บูรณาการ

– ในภาวะปกติ พระสงฆ์มีหน้าที่ธำรงตนเป็นแบบอย่าง และคอยให้คำปรึกษา รวมทั้งเป็นผู้นำในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ถูกที่ควร เห็นได้จากการที่พระสงฆ์เป็นผู้นำในการจัดการชุมชน จัดการป่า จัดการน้ำ และจัดการวัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นศูนย์ฝึกสัมมาชีพ เป็นต้น จึงนับได้ว่าพระสงฆ์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง

– สำหรับในภาวะวิกฤต ประเทศชาติมีสาธารณภัยเกิดขึ้น คณะสงฆ์เป็นองค์กรที่สำคัญในการประสานศรัทธาของสาธุชน สนับสนุนภาครัฐในการเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูล บรรเทาความทุกข์ทางกาย ด้วยวัตถุสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ที่สำคัญคือ พระสงฆ์สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยบรรเทาทุกข์ทางใจ โดยการนำหลักธรรมไปประคับประคองจิตใจให้ผู้ประสบภัยก้าวพ้นภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “พระพุทธศาสนามั่นคง พุทธศาสนิกชนดำรงคุณธรรม นำสังคมมีสุข”

พระสงฆ์ยังทำงานสงเคราะห์ เกื้อกูล พัฒนา และบูรณาการ แต่สื่อเสนอข่าวเพียงด้านเดียว ประชาชนก็เสพข่าวด้านเดียว ซึ่งเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความจริง พระดียังมีอยู่นะโยม

หัวใจพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/555497

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 09:44 น.

หัวใจพระพุทธศาสนา

โดย สมาน สุดโต

วันหนึ่ง มีคำถามปัจจุบันทันด่วนถึงผม ว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งพระสาวกชุดแรกออกไปประกาศพระศาสนาจำนวน 60 รูปนั้น พระพุทธองค์เสนอแนะด้วยหรือไม่ว่า ให้ใช้หลักธรรมอะไรในการเผยแพร่ ผมให้คำตอบว่า ต้องเป็นเนื้อหาสาระในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นแน่แท้ เพราะธัมมจักกัปปวัตตนสูตรได้กล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ พร้อมทั้งตอบโจทย์ในเรื่องการปฏิบัติอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ โดยลำดับแรกแสดงถึงเหตุให้เกิดทุกข์ ว่าตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ดี ทางที่ดีที่สุดที่จะพ้นทุกข์ได้ คือมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่1.สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

2.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม

3.สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต

4.สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต

5.สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต

6.สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี

7.สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด

8.สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

และอริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่

1.ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

2.สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ

3.นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

4.มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น

หนึ่งในปัญจวัคคีย์ที่ฟังปฐมเทศนาแล้วดวงตาเห็นธรรม ได้แก่ โกณฑัญญะ ต่อมาขออุปสมบท ถือเป็นพระภิกษุสาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา

ในบรรดาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 นั้น พุทธประวัติได้กล่าวถึงอีกองค์หนึ่งคือ พระอัสสชิ ซึ่งฟังปกิณกะเทศนาแล้วบรรลุธรรม ขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อมาถึงกรุงราชคฤห์กลายเป็นพระเถระที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีกิริยามารยาทงดงาม วางตัวดี สำรวม จนกระะทั่งอุปติสสะปริพาชก ต่อมาคือพระสารีบุตร เกิดความเลื่อมใส จึงขอให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง

ท่านอัสสชิ ออกตัวว่า ท่านนั้นเป็นผู้บวชใหม่ ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ แต่จะบอกโดยย่อดังนี้ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณติ. คำแปล ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และการดับเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้ อุปติสสะฟังแค่นี้ดวงตาเห็นธรรม แล้วชวนโกลิตะ หรือโมคคัลลานะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่อมาทั้งสองเป็นพระอัครสาวกซ้าย-ขวาของพระพุทธเจ้า

ผมพูดต่อว่า พระอัสสชิเถระนั้น เป็นนักปราชญ์โดยแท้ เพราะสามารถย่นย่อปฐมเทศนา หรือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ด้วยข้อความกะทัดรัด ที่เราชาวพุทธเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา คือ บท เย ธมฺมาฯ นั่นแล

เปิดบัญชีนิตยภัต (เงินเดือน) พระสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/554756

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

เปิดบัญชีนิตยภัต (เงินเดือน) พระสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ข่าวที่สร้างความฮือฮา หรือกังวลแก่ชาวพุทธ ได้แก่ ข่าวที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) หาวัดตัวอย่างในแต่ละจังหวัดที่พระสงฆ์ไม่จับเงินและทอง แล้วแจ้งให้ พศ.ทราบภายในวันที่ 11 มิ.ย. 2561 เพื่อจะนำมาเป็น ตัวอย่างให้วัดอื่นๆ ปฏิบัติตาม ทั้งนี้ พศ.ได้อ้างพระวินัยปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้พระรับเงินและทอง หรือยินดีที่เขาเก็บไว้ให้

ที่น่าทึ่ง คือ พศ.ได้บัญญัติเพิ่มเติมว่า รวมถึงอะไรก็ตามที่มีค่าในการแลกเปลี่ยนซื้อขายได้ เช่น ธนบัตร เหรียญ เช็ค บัตรกดเงินสด บัตร เอทีเอ็ม บัตรเครดิต การรับเงินและทอง จึงเป็นการผิดพระวินัยและเป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่พระภิกษุผู้รับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ เช่น การรับเพื่อตัวหรือเพื่อสงฆ์ก็ตาม (ข่าวสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 11 มิ.ย. 2561)

นิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทั้งๆ ที่บทบัญญัติของจริงในนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ข้อ 8 แห่งโกสิยวรรค มีเพียงว่าภิกษุรับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

เส้นแบ่งธรรมยุต มหานิกาย

การตามหาว่าวัดไหนที่พระไม่จับเงินจับทอง ตามพระวินัยข้อ 8 แห่งนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่น่าจะเสียเวลา แค่ไปถามพระสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หรือวัดสัมพันธวงศ์ ก็พอจะบอกได้ เพราะพระสงฆ์วัดที่ว่านี้สังกัดคณะธรรมยุตที่เคร่งมาก วินัยข้อนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่แบ่งแยกระหว่างพระธรรมยุตและพระมหานิกาย

ขณะที่ญาติโยมบางกลุ่มก็แบ่งนิกาย เช่น บรรดานาคหลวง จะอุปสมบทและจำพรรษาเฉพาะวัดธรรมยุตเท่านั้น

ลาวยุบ 2 นิกาย

การแบ่งแยกนิกายเคยลุกลามใหญ่โตในลาว เมื่อคณะพระธรรมยุตลาวที่นครจำปาสักได้ตั้งเงื่อนไขให้ชาวบ้านที่เข้าวัดธรรมยุตต้องปฏิบัติ คือ ห้ามลูกหลานชาวบ้านที่เข้าวัดธรรมยุตแต่งงานกับลูกหลานชาวบ้านที่เข้าวัดมหานิกาย จะแต่งงานได้ต่อเมื่อเปลี่ยนมาเข้าวัดธรรมยุต เท่านั้น จึงแตกแยกกันมาก

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ลาวปกครองประเทศเบ็ดเสร็จใน พ.ศ. 2518 พรรคคอมมิวนิสต์ลาวได้ขอให้พระมหาผ่อง สมาเลิก (ต่อมาเป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกลาว) ไปแก้ไข พระมหาผ่องสั่งสลายพระมหานิกายและธรรมยุตทั้งหมด แล้วให้มาขึ้นกับคณะสงฆ์ลาวที่ตั้งใหม่ ตั้งแต่นั้นมาคณะสงฆ์ลาวไม่มีนิกายและสมณศักดิ์มาเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างพระกับพระ และชาว บ้านกับชาวบ้าน

ด้านกัมพูชานั้น เมื่อเขมรแดงล่มสลาย รัฐบาลได้ฟื้นฟูคณะสงฆ์ขึ้นมาใหม่ แต่ให้มีพระสังฆราชทั้งมหานิกายและธรรมยุต

สกลมหาสังฆปริณายก

สำหรับประเทศไทย พระสังฆราชมาจากคณะธรรมยุต แต่รับผิดชอบคณะสงฆ์ทั้งประเทศ จึงทรงดำรงสถานะเป็นสกลมหาสังฆปริณายก และทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535

ส่วนกระแสที่ว่าห้ามชาวบ้านถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ว่าเป็นบาปมากกว่าบุญนั้น ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นพระดำรัสของสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ แต่ที่ทราบคือรัฐบาลยังถวายนิตยภัตพระภิกษุ ทั้งมหานิกายและธรรมยุตที่เป็นพระราชาคณะ นับตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมาจนถึงพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ถ้าห้ามชาวบ้านถวายเงินพระ ต้องห้ามรัฐบาลถวายนิตยภัต (เงินเดือน) หรือไม่พระก็ปฏิเสธนิตยภัตไปเลย

นิตยภัตพระสงฆ์

ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่พิมพ์ในทำเนียบสมณศักดิ์ พ.ศ. 2554 ว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้รับนิตยภัตเดือนละ 37,700 บาท สมเด็จพระสังฆราช 34,200 บาท ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 30,800 บาท สมเด็จพระราชาคณะ 27,400 บาท กรรมการ มส. 23,900 บาท เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ 23,900 บาท พระราชาคณะ เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ 20,500 บาท เจ้าคณะภาค-แม่กองบาลี-แม่กองธรรม 17,100 บาท รองเจ้าคณะภาค 13,700 บาท เจ้าคณะจังหวัด-เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช 10,300 บาท

อัตรานิตยภัตลดหลั่นตามลำดับชั้นจนถึงพระราชาคณะชั้นสามัญยก-พระครูปลัดชั้นเอกของสมเด็จพระราชาคณะ-พระคณาจารย์โท จะได้รับเดือนละ  3,800 บาท รวมเบ็ดเสร็จ 69 ตำแหน่ง โดยไม่รวมบรรพชิตจีนและบรรพชิตอนัมนิกาย อีก 11 ตำแหน่ง

รัฐบาลจะงดจ่ายนิตยภัตเมื่อตาย (มรณภาพ) เว้นแต่สมเด็จพระสังฆราช หากสิ้นพระชนม์ก็ยังจะได้รับนิตยภัต จนถึงวันพระราชทานเพลิง รวมถึงเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชด้วย

นิตยภัตสำหรับบรรดาศักดิ์ 

คำถามว่า นิตยภัตมีมาแต่เมื่อไร ตอบว่า น่าจะมีมาตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงรับเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ เช่น สมัยรัชกาลที่ 6 ที่มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้จัดนิตยภัตถวายพระที่เป็นเจ้าคณะผู้ปกครอง เช่น เจ้าคณะมณฑลชั้นเอก ได้รับเดือนละ 28 บาท ปีละ 336 บาท เป็นต้น

ส่วนอัตรานิตยภัตสำหรับบรรดาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2459 มีดังนี้ สมเด็จพระมหาสมณะ เดือนละ 80 บาท สมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ เดือนละ 40 บาท พระราชาคณะเจ้าคณะรอง เดือนละ 32 บาท พระราชคณะชั้นธรรม เดือนละ 28 บาท พระราชาคณะชั้นเทพ เดือนละ 26 บาท พระราชาคณะชั้นราช เดือนละ 24 บาท ส่วนนิตยภัตพระราชาคณะชั้นสามัญ แบ่งออกหลายระดับ สูงสุด 22 บาท/เดือน ต่ำสุด ได้แก่ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เดือนละ 12 บาท ในขณะที่พระภิกษุ-สามเณรเปรียญก็ได้นิตยภัตด้วย กล่าวคือ ป.ธ.ได้ 14 บาท ถ้า ป.ธ.ต่ำก็ได้นิตยภัตต่ำตามไปด้วย เช่น ป.ธ.4 ได้ 6 บาท เป็นต้น

รัฐต้องจัดสวัสดิการถวาย

พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะภาครูปหนึ่ง แสดงความเห็นว่า ถ้ารัฐไม่ให้ชาวบ้านถวายเงินพระจริง รัฐต้องจัดสวัสดิการให้พระภิกษุสามเณร รวมทั้งวัดต่างๆ ด้วยทั้งนี้ เพราะพระภิกษุสามเณรยังจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการศึกษาเล่าเรียน และค่าพาหนะในการเดินทาง ส่วนวัดก็ยังต้องรับผิดชอบค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมาก

ท่านบอกว่า อย่ามองว่าพระและวัดจะมีเงินเหมือนพระและวัดที่เป็นข่าวไปทั้งหมด เพราะในชนบทนั้นพระและวัดอยู่กันอย่างแร้นแค้น บางวัดไม่มีเงินจ่ายแม้กระทั่งค่าไฟฟ้า น้ำประปา ขอให้ไปดูวัดตามชนบททั่วไป แล้วจะพบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดประสงค์ที่เขียนเรื่องนี้ เพื่อจะบอกว่า การที่ฆราวาสบางกลุ่มเสนอจัดระเบียบ เรื่อง เงินและทองของพระภิกษุสามเณรและของวัด โดยไม่ศึกษาประวัติศาสตร์และราชประเพณีนั้น เป็นการบิดเบือน ทำให้สังคมสับสน เพราะรัฐยังถวายนิตยภัตให้พระคุณเจ้าเหมือนเดิม จึงสงสัยว่าผู้ที่ออกมารณรงค์แบบนี้ มีวาระอะไรซ่อนเร้นหรือเปล่า

ร.7 พระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/554751

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 12:32 น.

ร.7 พระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา

โดย…สมาน สุดโต

เรื่องของขวัญแห่งมิตรภาพ ราชอาณาจักรไทย และสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2361-2561 จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง ตอนที่แล้วจบที่เรื่องช้างพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประธานาธิบดีลินคอล์น มีสาส์นตอบกลับอย่างสุภาพ แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ 2 ประเทศมีต่อกัน ตอนสุดท้ายนี้จะเริ่มที่เรื่องพระมหากษัตริย์สยามพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา

หนังสือคู่มือนำชม ของขวัญแห่งมิตรภาพ ได้เล่าถึงเรื่องที่พระมหากษัตริย์สยามพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2474 ว่า ประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สยามพระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ชาวนครนิวยอร์กได้จัดการรับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างสมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ขึ้นไปยังยอดตึกเอ็มไพร์สเตตที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น นอกจากนี้ เบบ รูธ นักเบสบอลชื่อก้องโลกในสมัยนั้นได้เข้าเฝ้าฯ ในระหว่างที่เสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์กด้วย ทั้งนี้ด้วยความที่พระองค์มีพระราชดำริสนับสนุนประชาธิปไตย จึงทรงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไปในสหรัฐอเมริกาที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม

การเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ครั้งนั้น TIME  ฉบับวันที่ 20 เม.ย. 2474 อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นปก ส่วนของพระราชทานประธานาธิบดี ได้แก่ ขันถมเงิน

ในงานนิทรรศการ ได้นำฉลองพระองค์ครุย ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานแก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อ พ.ศ. 2490

ของขวัญแห่งสันติภาพ

ในหนังสือมีภาพกล่องบุหรี่ทอง ประดับอักษรพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ

บรรยายภาพว่า เป็นกล่องบุหรี่ที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มอบให้ ประธานาธิบดี แฟลงคลิน ดี รูสเวลต์ เพื่อสื่อถึงความปรารถนาดีของประเทศไทยในการมุ่งให้เกิดสันติภาพ

กล่องบุหรี่ทองใบนี้ สื่อถึงพลังอันแรงกล้าที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญได้ ทั้งนี้หลังจากการที่กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้าดินแดนไทยใน พ.ศ. 2484 บีบให้รัฐบาลไทยประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ในขณะนั้น ไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามดังกล่าวแก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามระหว่างสองประเทศ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา เพื่อปลดปล่อยประเทศไทย ด้วยการจัดตั้งขบวนการเสรีไทย

หนังสือคู่มือได้แสดงจดหมาย ของ OSS กับทำเนียบขาว เล่าเรื่องการติดต่อลับกับฝ่ายไทย 1945 ด้วย

ธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลง

หนังสือหน้าที่ 42 พิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงฉายกับประธานาธิบดี ดไวท์ ดี ไอเซนฮาวร์ พร้อมกับช้างไม้แต่งเครื่องออกศึกพระราชทาน พ.ศ. 2503 พร้อมทั้งเล่าเรื่องธรรมเเนียมที่เปลี่ยนแปลงว่าแม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ขึ้นมากมาย แต่ความพยายามในการสานสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศยังดำรงสืบเนื่องมาโดยตลอด

ใน พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ขณะที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงศึกษา ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ตลอดระยะเวลา 70 ปี อันรุ่งเรืองในรัชสมัยของพระองค์ สายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศที่เสด็จพระราชสมภพก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2503 ของขวัญที่ทั้งสองประเทศมอบให้กันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และของขวัญแต่ละชิ้นย้ำเตือนถึงมิตรภาพที่เพิ่มพูนขึ้นตลอดระยะเวลาสองศตวรรษ

ของขวัญพระราชทาน

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เครื่องถมก็มิได้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงฐานันดรศักดิ์อีกต่อไป หากแต่เป็นการเชิดชูงานฝีมืออันล้ำค่าและประเพณีในยุคใหม่แทน ดังนั้น เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา พระองค์จึงได้พระราชทานเครื่องถมแก่ประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ

ในขณะเดียวกันของขวัญพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์จากศูนย์ศิลปาชีพ เช่น กระเป๋าถือ สิ่งทอและเครื่องถมทอง เป็นต้น

นิทรรศการนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2561 ครับ

ปกครอง พลเมือง พระเครื่องส่งเสริมชีวิตดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/554603

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

ปกครอง พลเมือง พระเครื่องส่งเสริมชีวิตดี

โดย เอกชัย จั่นทอง ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เหตุการณ์ป้ายรถเมล์ถล่มหน้าสำนักงานใหญ่ ปตท. ถนนวิภาวดี เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังพายุฝนถล่มลงมาอย่างหนัก ทำโครงเหล็กป้ายรถเมล์ประจำทางบริเวณดังกล่าว ที่มีน้ำหนักหลายสิบตันล้มตูมลงมา โชคยังดีไม่มีใครบาดเจ็บเสียชีวิต

งานเลยเข้าเจ้าของพื้นที่อย่างสำนักงานเขตจตุจักร ต้องปวดหัวเร่งเคลียร์พื้นที่อยู่นานค่อนคืนเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ความปกติเรียบร้อย

งานนี้ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร อย่าง ปกครอง พลเมือง เจ้าของนามขาน “จตุจักร 1” ที่ลงมากำชับควบคุมการทำงานในพื้นที่ด้วยตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย งานนี้ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทุกสื่อหลังถูกระดมสัมภาษณ์ในการแก้ไขสถานการณ์จนสื่อมวลชนรู้จักมักคุ้นกัน

สำหรับ ปกครอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร พื้นเพดั้งเดิมเกิดเติบโตในเมืองช้าง จ.สุรินทร์ สไตล์ชีวิตเรียบง่ายไม่หรูหราตามวิถีชีวิตของชาวต่างจังหวัด

ด้วยเส้นทางชีวิตโชคชะตาตัดสินใจเลือกเข้ารับราชการ จากการเริ่มต้นข้าราชการตำแหน่งแรกในชีวิตปี 2522 เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด 1 สำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร ต่อมาเป็นนักวิชาการพัสดุ 3 สำนักสวัสดิการสังคม กทม.

ไม่นาน เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาด เขตพระนคร กระทั่งปี 2547 หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาด เขตปทุมวัน ถัดมาปี 2558 ขยับเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลักสี่ จนปี 2560-ปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการเขตจตุจักร

สำหรับของรักของหวงของผู้ชายคนนี้ที่สะสมเก็บมานานแรมปี ไม่ใช่สิ่งหรูหราอย่างแหวน เพชร ทองคำ นาฬิกา กระเป๋า ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ แต่คือพระเครื่องที่สวมใส่ติดตัวมานานหลายสิบปี

พระเครื่ององค์นั้นคือ “เหรียญหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ปี 2536 รุ่นเจริญพรบน เนื้อทองแดง ถือเป็นพระเครื่องที่รักและต้องคล้องคอติดตัวตลอด จะออกไปทำงานก็ต้องหยิบขึ้นมาสวดมนต์ก่อนสวมใส่ทุกครั้ง”

ปกครอง ยังเผยเล่าถึงความรู้สึกว่า ตลอดทุกครั้งที่แขวนพระการทำงานต่างๆ ไม่มีอุปสรรคอะไรเลย การทำงานทุกอย่างราบรื่น ไม่ขรุขระ โล่งสบาย ที่สำคัญทุกครั้งเมื่อได้คล้องหลวงพ่อคูณรู้สึกสบายใจ

“แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรง แต่ชีวิตหน้าที่การงานก็เติบโตก้าวหน้ามาตลอด เสมือนช่วยส่งเสริมให้หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ ที่แขวนพระเพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คิดดี และทำสิ่งดี ก่อนนอนและทำงานสวดมนต์เป็นประจำ เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะเป็นสิ่งหนุนนำให้การทำงานทุกอย่างราบรื่น”

ทว่าความขยันขันแข็งทำให้เส้นทางชีวิตการทำงานเติบโต มาตามไลน์ที่เหมาะสม พยายามพัฒนาเขตรับผิดชอบของตัวเองให้สวยงาม เส้นทางถนนวิภาวดี ถูกตบแต่งด้วยต้นไม้นานาพันธุ์สวยงามล้วนมาจากฝีมือ “จตุจักร 1” คนนี้ที่พยายามปลุกปั้นปรับทัศนียภาพให้ดูสดชื่นสบายตา ยามจราจรติดขัดสามารถลดความเครียดบนถนนได้ไปอีกแบบ

ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานอย่างเต็มที่ เป้าหมายต้องการพัฒนาทุกอย่างให้สวยงามสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการบริการประชาชนต้องรวดเร็วได้รับความสะดวกที่สุด แม้ว่าเส้นทางการรับราชการจะเหลืออีกประมาณ 1 ปีเศษ เนื่องจากจะเกษียณถอดหัวโขนข้าราชการในปี 2562

“แน่นอนว่าเวลาทำงานเหลือไม่มาก เป้าหมายที่ตัวเองต้องการทำให้สำเร็จ คือการปรับภาพลักษณ์บริเวณคลองลาดพร้าว โดยสร้างที่พักอาศัยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนบริเวณริมคลองลาดพร้าวให้ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงหวังว่าเวลาที่เหลืออยู่ในการรับราชการจะสานต่อให้เสร็จเรียบร้อย” จตุจักร 1 เผยความตั้งใจ

ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ยังให้เคล็ดลับการบริหารงานผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ยึดหลักให้มองว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทุกฝ่ายมีความสำคัญทั้งหมดที่จะช่วยขับเคลื่อนงานของสำนักงานเขตจตุจักรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การทำงานอาจมีผิดพลาดกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน เพราะเชื่อว่าการคิดดี พูดดี ทำดี จะมีสิ่งดีๆ กลับคืนมาให้

รู้จักตัวตนของผู้อำนวยการเขตจตุจักร กันอย่างลึกซึ้ง รวมถึงของรักของหวงที่เจ้าตัวไม่เคยเปิดเผยให้ใครชมมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่ยอมเปิดใจเล่าถึงของสะสมที่เก็บและแขวนติดตัวมานานหลายปี แม้ว่าจะมีราคาไม่สูง แต่ทุกอย่างที่ผู้อำนวยการปกครอง คิดเสมอคือเป็นเครื่องค่อยยึดเหนี่ยวจิตใจให้คิดดีทำดีเสมอ แล้วทุกอย่างจะช่วยส่งเสริมให้การทำงานหรือปฏิบัติงานทุกอย่างราบรื่น

ของสะสมชิ้นนี้เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจ ความรู้สึก ความสงบ สมาธิ หลายครั้งพิสูจน์แล้วว่าการระลึกถึงพระที่แขวนติดตัวอยู่เสมอ ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่หมายปองตั้งใจไว้ทุกครั้ง แม้เรื่องบางเรื่องจะลำบาก แต่ก็ผ่านพ้นมาด้วยดี 

พม.สมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร กับศาสนกิจสอนหนังสือที่ฮังการี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/553958

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 09:12 น.

พม.สมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร กับศาสนกิจสอนหนังสือที่ฮังการี

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

ปลีกจากข่าวฉาวในวงการพระในช่วงนี้ มาที่เรื่องดีๆ ของพระคุณเจ้ากันบ้าง รูปหนึ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอและนำเสนอเกี่ยวกับการไปปฏิบัติศาสนกิจของท่านในต่างแดน คือ พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา) ดร., ป.ธ.7, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศศ.ม. (พุทธศาสนศึกษา) พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) ตำแหน่งปัจจุบัน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

แม้การปฏิบัติศาสนกิจจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ผู้เขียนเห็นว่าควรแก่การนำเสนอ เพื่อให้เห็นว่าแม้จะเกิดข่าวในทางลบกับพระสงฆ์บางรูปในเวลานี้ แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจำนวนมากทำหน้าที่พระ ก็คือ การสอนธรรมะให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศก็ตาม

ศาสนกิจของพระมหาสมบูรณ์ คือ การไปสอนหนังสือ โดยหน่วยงานและประเทศที่ไปปฏิบัติศาสนกิจคือ วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกต (Dharma Gate Buddhist College) เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ระยะเวลา ระหว่างวันที่ 15 เม.ย.-3 พ.ค. 2561

ผู้นิมนต์ให้ไปสอน คือ วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกต โดยผ่านการอนุมัติของพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร ให้ไปทำภารกิจตามที่ได้รับนิมนต์ 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ สอนวิชาอภิธรรมสายเถรวาท สอนวิชาพุทธจิตวิทยา แสดงปาฐกถาธรรมพิเศษแก่คณาจารย์ นิสิต และประชาชนทั่วไป และสุดท้าย คือ การนำนิสิตปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลา 2 วัน วันละ 7 ชั่วโมงต่อเนื่อง

พระมหาสมบูรณ์เล่าถึงวิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกตให้ฟังว่า เป็นวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลฮังการี เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มพุทธศาสนิกชนชาวฮังการีทุกนิกาย ปัจจุบันเปิดการศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา (Buddhist Studies) ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท

“อาตมามีโอกาสคุยกับอาจารย์ยาโนส (Janos) ผู้อำนวยการวิทยาลัยและผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าให้ฟังว่า การตั้งสถาบันการศึกษาในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเป็นเรื่องยากมาก แม้เป็นวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับสหภาพยุโรป”

ภารกิจวันแรก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร เล่าว่า ผู้อำนวยการยาโนสได้นิมนต์ไปที่วิทยาลัยพร้อมเล่าถึงกับกิจกรรมการเรียนการสอนให้ฟังว่า ได้ให้นิสิตเลือกหัวข้อที่สนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วนำหัวข้อนั้นไปถกกับครอบครัว แล้วเขียนบทความมานำเสนอในชั้นเรียน หลายคนเลือกหัวข้อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จากนั้นไปพบปะนิสิตปีที่ 1 เปิดโอกาสให้ซักถามเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ภารกิจวันที่ 2 เป็นการสอนวิชา Pali Abhidhamma หรืออภิธรรมตามแนวคัมภีร์บาลีของฝ่ายเถรวาทวันแรก โดยมีนักศึกษาสนใจเข้าเรียน 6 คน ท่านเล่าว่า โดยรวมนักศึกษามีพื้นฐานความเข้าใจในอภิธรรมค่อนข้างดีและลึก จึงง่ายในการสอนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“อาตมาได้แนะนำนักศึกษาในการเรียนอภิธรรมว่าต้องไม่คิดว่าอภิธรรมเป็นสิ่งอื่นที่แปลกแยกจากชีวิต การศึกษาอภิธรรมก็คือการศึกษาชีวิตของเราหรือขันธ์ 5 นั่นเอง เพราะอภิธรรมเอาชีวิตของมนุษย์เป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษา อภิธรรมจริงๆ อยู่ในชีวิตเรา ไม่ใช่อยู่ในคัมภีร์ เป้าหมายสุดท้ายของอภิธรรมเป็นเช่นเดียวกับเป้าหมายของการปฏิบัติวิปัสสนา ต่างตรงที่อย่างแรกมุ่งเข้าถึงความจริงในเชิงทฤษฎี อย่างหลังมุ่งเข้าถึงในทางปฏิบัติ”

พร้อมกันนั้น ท่านยังชวนนิสิตถกเกี่ยวกับความจริงหรือสัจจะ 2 อย่างตามแนวอภิธรรม คือ สมมติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ภาษาและระบบสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นและยอมรับร่วมกัน กับความจริงในตัวมันเองที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างของสังคมมนุษย์

ภารกิจวันที่ 3 การสอนเกี่ยวกับอภิธรรมเข้มข้นขึ้น โดยท่านได้นำนิสิตเข้าสู่เนื้อหาของอภิธรรมโดยตรงไล่เรียงตามดับเนื้อหาของคัมภีร์อภิธัมมัฏฐสังคหะ เริ่มจากปรมัตถธรรมเรื่องแรก คือ จิต 89 ดวงตามลำดับ

“ยอมรับว่ายากในการทำให้คนเข้าใจเรื่องนามธรรมผ่านภาษาอังกฤษ แต่อาตมาโชคดีที่นิสิตมีพื้นฐานอภิธรรมดีพอสมควร บางคนตั้งคำถามลึกจนคาดไม่ถึง เช่น นิสิตคนหนึ่งถามว่าจิตของผู้ได้อรูปฌานขั้นอากิญจัญญายตนะที่กำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ (Nothingness) นั้น เนื่องจากไม่มีอะไรแล้วเขาจะเอาจิตไปกำหนดอะไรได้ เปรียบเหมือนตะเกียบ เวลาเราเอาตะเกียบไปคีบอะไรบางอย่าง มันต้องมีอะไรบางอย่างให้คีบ ถ้าไม่มีอะไรเสียแล้วจะเอาตะเกียบไปคีบกับอะไร อาตมาไม่นึกว่าเขาจะถามลึกขนาดนี้ เลยตอบว่าความไม่มีอะไรนั่นแหละคือความมีแบบหนึ่ง คือมีความไม่มีอะไร จิตของผู้ได้ฌานขั้นนี้ก็เอาความไม่อะไรนั่นแหละเป็นอารมณ์”

ภารกิจวันที่ 4 (19 เม.ย.) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ยังคงบรรยายวิชาอภิธรรมต่อและวันที่ 5 (20 เม.ย.) สอนอภิธรรมวันสุดท้ายและมีการสอบปากเปล่าในช่วงบ่าย (Oral Test) รวมทั้งมอบหมายงานให้นิสิตเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับประเด็นในอภิธรรมคนละ 1 เรื่อง กำหนดส่งภายใน 1 เดือน ส่วนภารกิจที่เหลือที่ได้รับนิมนต์ท่านได้ทำเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในวันที่ 29 เม.ย. 2561 ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันที่ 3 พ.ค. 2561

การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจครั้งนี้ ท่านได้มีโอกาสไปชมห้องสมุดของวิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกต มีหนังสือตำราทางพระพุทธศาสนามากพอสมควร ทั้งภาษาอังกฤษและฮังการี ตลอดระยะเวลา 25 ปีแห่งการก่อตั้งวิทยาลัย ครูอาจารย์ของที่นี่ผลิตตำราทางพระพุทธศาสนามากพอสมควร ทั้งงานแต่ง งานแปลคัมภีร์

“ทราบว่าอธิการของที่นี่ชอบหนังสือมาก เสียดายที่ไม่ได้นำมาฝากจากเมืองไทย จึงมอบหนังสือภาษาอังกฤษ Ebooks ที่อาตมาสะสมไว้ให้แทน รวมทุกศาสตร์ประมาณ 2.5 หมื่นเล่ม เฉพาะพระพุทธศาสนาประมาณ 1,000 เล่ม และปรัชญาประมาณ 2,000 เล่ม

อธิการท่านนี้นานมาแล้วเคยไปนอนพักที่กุฏิอาตมาเพื่อรอขึ้นเครื่อง 1 คืน บอกตรงๆ ว่า ตอนนั้นอาตมาไม่ค่อยรู้รายละเอียดมากว่าเป็นใคร มีตำแหน่งสำคัญอย่างไร อาตมาให้นอนพักที่ห้องหนังสืออาตมา ท่านเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนที่พักนั้นเห็นหนังสือมากมายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ พร้อมแอบเปิดดูบางเล่ม เห็นปากกาเขียนเต็มหมด เลยคิดว่าทำไมพระรูปนี้มีหนังสือเยอะและมี Erudition (คำของท่านซึ่งไม่ขนาดนั้น) ขนาดนี้ ท่านบอกว่า นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ท่านนิมนต์มาสอนที่ฮังการี” คณบดี มจร กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมทั้งท่านขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณขออนุโมทนาโครงการ “อีราสมุส” (Erasmus) ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ทุกประการ ซึ่งโครงการอีราสมุสนั้นเป็นโครงการปฏิบัติการของประชาคมสหภาพยุโรปเพื่อขับเคลื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัย (EuRopean Community Action Scheme for the Mobility of University Students) มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษา คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของอีราสมุส

การฝึกใจใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/553193

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 09:10 น.

การฝึกใจใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ปัญหาในวงการพระสงฆ์ไทยปัจจุบัน ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับเงินทอนวัดที่มีพระผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง อาจจะโดยรู้ตัว ไม่รู้ตัว หรือไม่รู้ทันเล่ห์กลเหลี่ยมคูของข้าราชการบางคนที่ทุจริตโดยดึงพระเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์ด้วย มินับคดีเงินทอนวัดอีกหลายวัดซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะตรวจสอบต่อไป รวมถึงความประพฤติไม่เหมาะสมสมณสารูปของพระบางรูป ทำให้ชาวบ้านติเตียนวิพากษ์วิจารณ์กันแพร่หลายตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวคราวเหล่านี้สร้างผลกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนไทยที่เป็นชาวพุทธแตกต่างกันไป บางคนรู้สึกคับแค้น บางคนรู้สึกหดหู่ บางคนสะใจที่ตำรวจทำการจับกุมพระ บางคนเคืองโกรธเจ้าหน้าที่ทำไมต้องสึกพระด้วย ขณะที่ชาวพุทธจำนวนมากไม่รู้จะวางใจต่อปัญหาดังกล่าวอย่างไร เพราะเรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อยและไม่ได้เกิดกับพระผู้น้อยหรือพระบวชใหม่ แต่เกิดขึ้นกับพระผู้ใหญ่ในองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดอย่างมหาเถรสมาคม (มส.)

ในห้วงเวลาตั้งแต่เกิดปัญหาขึ้น ธรรมะหรือข้อคิดที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องการ แล้วเป็นความโชคดีที่เมื่อวันวิสาขบูชา (29 พ.ค.) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม ได้ให้ธรรมะแก่พระสงฆ์และประชาชนที่มาฟังเทศน์ เวียนเทียนในวันวิสาขบูชา ณ อุโบสถ วัดญาณเวศกวัน บอกได้เลยว่าเป็นธรรมะที่ชาวพุทธควรนำเอาไปปฏิบัติอย่างยิ่งแล้วทุกคนจะไม่ทุกข์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่ดีไม่งามอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนจะต้องรู้ เข้าใจ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ว่าที่จริงแล้วก็ถือว่ามันเป็นปัญหา ปัญหาถือเป็นเรื่องที่ต้องฝึกใจและเป็นเรื่องลับปัญญา ถ้าเราใช้ให้เป็น เราก็พลิกแทนที่จะให้มันทำร้ายเรา เราก็กลับมาใช้ประโยชน์

ท่านกล่าวต่อว่า ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ มนุษย์เกิดมาต้องเจอปัญหาทุกคน ปัญหาชีวิตส่วนตัวบ้าง ปัญหาส่วนรวมบ้าง บางทีถ้าปฏิบัติกับมันไม่ถูกมันก็เสีย เสียให้กับจิตใจของเรา แล้วส่วนรวมก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ กลับไปซ้ำเติมปัญหาก็มี ฉะนั้นต้องเริ่มวางตัววางใจต่อปัญหา เรื่องเลวร้ายเหตุการณ์ไม่ดีนี้ให้ถูกต้อง

“ที่ว่าปัญหาเป็นเรื่องของการฝึกใจและลับปัญญา เริ่มต้นก็คือว่า เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ใจต้องตั้งรับให้ถูก คือไม่ให้ใจถูกกระทบกระแทก บีบคั้น ขุ่นมัว เศร้าหมอง เหี่ยวแห้ง หดหู่ หรือฟุ้งซ่านวุ่นวายอะไรต่างๆ เรียกว่า รักษาใจไว้ให้สงบ หนักแน่น มั่นคง นี้อันที่หนึ่ง แม้แต่ชีวิตเราที่ถูกโลกธรรมกระทบกระทั่ง ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคนเรา ท่านให้ใช้เป็นเครื่องฝึกเราจนกระทั่งมีความสามารถที่จะตั้งรับต่อโลกธรรมเหล่านั้นได้ถูกต้อง แม้แต่ใช้มันให้เป็นประโยชน์ พอใช้ให้เป็นประโยชน์เราก็ได้ฝึกตัวเอง”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวต่อว่า เรื่องปัญหาในวงการพระสงฆ์เริ่มต้นก็รักษาใจเราไว้ก่อนให้สงบ หนักแน่น มั่นคง ไม่ถูกกระทบกระแทก แล้วยกเรื่องให้ปัญญาจัดการ เพราะปัญหาเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของจิตใจ ไม่ใช่เอาใจเข้าไปยุ่งกับปัญหา กับความทุกข์ที่จะทำให้ใจวุ่นวายพลอยทุกข์เดือดร้อนไปด้วย ใจต้องรักษาเป็นปกติให้ดี ใจมีสภาพที่ดีก็จะได้ใช้เป็นที่ทำงานของปัญญา ถ้าที่ทำงานของปัญญาไม่ดีปัญญาก็เสียโอกาสในการทำงาน ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหา เกิดเรื่องราวร้ายต้องรักษาใจให้ได้ ใจอยู่ในสภาพที่มั่นคง หนักแน่นสงบเป็นอย่างดี ปัญหามาก็ยกให้ปัญญาจัดการ คราวนี้เราก็จะแก้ไขปัญหาได้

“อย่างเรื่องในวงการพระสงฆ์ในเวลานี้ ถ้ามองด้วยปัญญาในแง่หนึ่ง อาตมาเคยเขียนหนังสือมาหลายเรื่อง หลายครั้ง แล้วเรื่องประเภทนี้เคยเกิดขึ้นมาไม่ใช่ครั้งเดียว หลายท่านที่อายุมากๆ ก็เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายตรงนี้มา แง่หนึ่งที่มองก็จะบอกว่าพระสงฆ์นี้ ใช้ภาษาฝรั่งเรียกว่าเป็น Clean ของสังคมในแง่ของคุณธรรม จริยธรรม แล้วสังคมของไทยเรานี้แม้แต่ส่วนที่ถือว่าเป็น Clean สุดยอดดีนี้ยังแย่ขนาดนี้แล้วสังคมไทยส่วนใหญ่จะไปทางไหน อันนี้กลายเป็นเครื่องเตือนเรานะว่าอย่าได้ประมาท ให้มาตรวจสอบตัวเองดูว่า ตื่นขึ้นมาเสียเถิดเราอาจตกอยู่ในความประมาทมานานแล้ว

สังคมไทยนี้อาจจะฟอนเฟะ หรืออะไรไปอย่างรุนแรงแล้วมาจนถึงขนาดนี้ ถึงส่วนที่เป็น Clean นี้แย่ไปด้วย มันฟ้องแล้ว ฉะนั้นอย่าได้นอนใจ อย่ามัวถกเถียงกันอย่างนั้นอย่างนี้ โทษคนนั้นคนนี้ มาดูใจดูสังคมของตัวเอง แล้วรีบตื่นขึ้นมาหาทางแก้ไขกัน นี่แหละเป็นเรื่องที่หนึ่งที่ว่าจะให้เราตื่นตัว ไม่ประมาท แล้วก็มองว่าคนไทยทุกคน พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัททั้งหมดนี้เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา เป็นเจ้าของวัดวาอาราม พุทธศาสนา วัดวาอาราม ไม่ใช่เป็นของพระองค์ไหน เป็นของชาติ ของแผ่นดิน เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน ที่ต้องแก้ไข ที่มีเหตุร้ายอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะชาวพุทธคนไทยปล่อยปละละเลย ตกอยู่ในความประมาทหรือเปล่า

สำรวจตัวเองให้ดีก็จะเห็นว่าสาเหตุเป็นอย่างนั้น อาตมาอยากเท้าความแม้ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้วเรากู้ชาติกู้แผ่นดินจนมากระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่ควร ยังไม่ไปถึงไหนนะ ฉะนั้นตื่นขึ้นมาแล้วรีบสำรวจตัวเอง ลุกขึ้นมาก้าวหน้า เดินต่อไป ตั้งตัว ตั้งหลักให้ดีจึงจะไปได้ แล้วการที่จะดูแลแก้ปัญหาด้วยปัญญานั้นก็คือ 1.ดูสภาพตัวเองอย่างที่ว่านี้ 2.สืบสาวเหตุปัจจัย

การแก้ไขด้วยปัญญา ดูว่าปัญหาเกิดมายังไง ก็เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด แล้วจะแก้ยังไง ก็ต้องแก้ไขที่เหตุปัจจัย แล้วตอนนี้เหตุปัจจัยยังไง ทางฝ่ายพระ ฝ่ายบ้านเมือง ทางฝ่ายประชาชน มีเหตุกันทั้งนั้น คือฝ่ายทำเหตุ ฉะนั้น ไปวิเคราะห์แยกแยะให้ดีก็จะเห็น ถ้าเห็นเหตุปัจจัยก็เห็นทางแก้ อย่ามัวไปโศกเศร้าเสียใจ ทำใจไม่สบาย ว้าวุ่น ขุ่นหมอง เหี่ยวแห้ง หดหู่ ฟุ้งซ่าน ไม่พอใจ วุ่นวายใจ อะไรก็ตามไม่เอาทั้งนั้น เอาอยู่ในความสงบ หนักแน่น แล้วให้ใจเป็นที่ทำงานใหญ่ เป็นที่ทำงานที่มีคุณภาพสำหรับให้ปัญญามาทำงานอย่างได้ผล

“ต้องแยกอันนี้ให้ถูก ใจเป็นที่ทำงานของปัญญา เรื่องอย่างนี้มาใจไม่ต้องยุ่ง ยกให้ปัญญาจัดการ แล้วใจเราก็คอยตามดูด้วยความสบายใจว่ามันก้าวหน้าไป รู้ปัญหา รู้ปัจจัย เราก็สบายใจขึ้นเรื่อยๆ ใจมีแต่เรื่องที่จะต้องรับมันให้ดี ฉะนั้น ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง ปัญญาก็พลอยทำงานไม่ได้ผลไปด้วย เอาล่ะ อันนี้ฝากไว้ ขอให้โยมทุกท่าน ใจโล่งโปร่งสบาย ไม่ต้องไปขุ่นมัวเศร้าหมองกับเรื่องนี้”

วิสาขบูชา จงทำหน้าที่ชาวพุทธที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/552481

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

วิสาขบูชา จงทำหน้าที่ชาวพุทธที่ดี

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

เทศกาลวิสาขบูชาปีนี้ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธอาจไม่ค่อยแฮปปี้สักเท่าไรนัก เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติการเต็มสูบขอหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สนธิกำลังหลายฝ่ายบุกจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินและการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณวัด หรือเงินทอนวัด ทั้งที่วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศาราม และวัดสระเกศ

การปฏิบัติการสามารถจับกุมได้เป็นบางส่วน รูปที่ถูกจับก็ถูกฝากขัง และพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จำต้องลาสิกขา ซึ่งเป็นเรื่องที่กระเทือนจิตใจชาวพุทธอยู่มิใช่น้อย ขณะพระผู้ใหญ่อีก 3 รูป โดย 2 รูป เป็นระดับรองสมเด็จพระราชาคณะและเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตามตัวไม่เจอ อย่างไรเสียก็อยากให้ท่านเหล่านั้นกลับมาสู้คดี ลูกตถาคตทำผิดต้องกล้ารับผิด ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องหนี

มิเพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้สนธิกำลังเข้าจับกุมตัวพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ที่การ์ด กปปส.ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นาย บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งคดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้นที่องค์พระเครื่องนาคปรกที่ตัวเองสร้างขึ้น

อีกเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมพระ 2 รูป ระดับรองเจ้าอาวาสและเจ้าอาวาสที่ จ.สิงห์บุรี ที่ทำการซื้อขายพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัด ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

ทั้ง 3 เหตุการณ์ ได้ถูกปฏิบัติการในวันเดียวกัน และเกิดขึ้นในช่วงก่อนจะถึงวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลกอันจะมาถึงในวันที่ 29 พ.ค.เพียง 5 วัน แน่นอนข่าวนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ย่อมไม่เป็นเรื่องดีต่อพระพุทธศาสนาและย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ไทยในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องตัวบุคคลก็ตาม

คดีเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัดต้องดูกันต่อไป เราคนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธที่ดีต้องหนักแน่นและรู้จักแยกแยะ อย่าเหมารวมว่าพระทั่วประเทศไม่ดี พระส่วนใหญ่ปฏิบัติดีและตั้งใจทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา อีกอย่างเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีพระรูปไหนสบายใจ บางรูป จะออกไปบิณฑบาต เรียนหนังสือ หรือไปสอนหนังสือ ก็ยังรู้สึกอายทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ข้องเกี่ยว บางรูปออกจากวัดก็ถูกญาติโยมบางคนพูดค่อนขอดเสียดสีก็มี

ช่วงนี้ให้หยุดเรื่องนี้ไว้แล้วหันมาทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี เนื่องในวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมาถึงในวันที่ 29 พ.ค.นี้ โดยวัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักรและในต่างประเทศก็จะจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ เวียนเทียน ขอให้ชาวพุทธไปร่วมกิจกรรมพร้อมกันที่วัดใกล้บ้าน

สำหรับประชาชนในกรุงเทพฯ สามารถไปร่วมงานเทศกาลวิสาขบูชาโลก ซึ่งทาง กทม.ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นที่ลานคนเมืองระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. งานนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาทรงเป็นประธานเปิดงานเมื่อเย็นวันที่ 25 พ.ค.

ขณะที่กิจกรรมก็มีหลายอย่าง เช่น การเปิดให้ประชาชนได้เวียนเทียนสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เทศน์มหาชาติ ไหว้พระพุทธรูปสำคัญ 9 ประเทศอาเซียน การอภิปรายถ่ายทอดเสียงวิชาการทางพระพุทธศาสนา การแสดงส่งเสริมพระพุทธศาสนาของเด็กเยาวชนตลอดจนนิทรรศการการส่งเสริมพระพุทธศาสนา มีการออกร้านขายหนังสือเกี่ยวกับศาสนาหลายบูธ เช้าวันที่ 29 พ.ค.มีพิธีตักบาตร ตอนเย็นเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ

แม้ว่าพื้นที่จัดงานค่อนข้างมีจำกัด แต่ก็มีกิจกรรมดีๆ ที่ให้ทั้งความรู้และธรรมบันเทิง จึงขอเชิญชวนประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ พาครอบครัวไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ไหว้พระ ทำบุญ ฟังเทศน์

ขณะที่ปีนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ 1.พระพุทธศาสนากับการพัฒนามนุษย์ 2.การศึกษาเชิงพุทธกับการเสริมสร้างพลังของเยาวชน 3.การอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในโลกที่เชื่อมโยงกัน 4.พระพุทธศาสนาเพื่อสร้างสวัสดิการสังคม

มีเชิญนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกได้มานำเสนอประสบการณ์ทำงานในเวทีของการเฉลิมฉลองครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือ เลียนเชน เชริง โตบเกย์ (Lyonch hen Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน มาปาฐกถาพิเศษในวันที่ 25 พ.ค. ขณะที่พิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก จะจัดอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ราชดำเนินนอก ในวันที่ 27 พ.ค. ในโอกาสนี้ เทเรซา เมย์ (Theresa May) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ส่งสารมาร่วมในพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก หวังนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดสันติสุข ความว่า

“ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาถึงท่านและชุมชนของท่านให้มีความสุขสวัสดีเนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า วันวิสาขบูชาทำให้เราหวนนึกถึงการให้ทาน รักษาศีล และการทำความดี ประเภทอื่นๆ ล้วนแต่โลกเราขณะนี้กำลังต้องการอยู่มาก

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศหนึ่งที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรมพุทธมากกว่าหลายประเทศ เนื่องจากมีชุมชนชาวพุทธจำนวนมากอยู่อาศัย พระพุทธศาสนาสอนให้เรามีความชำนาญหลายๆ ทางที่สำคัญมาก ยกตัวอย่าง การมีสติและการรู้จักพึ่งตนเอง พระพุทธศาสนายังสอนให้ตระหนักถึงคุณค่าและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ให้คนรุ่นต่อไปในกาลข้างหน้าด้วย

ข้าพเจ้าขอให้ทุกๆ ท่านที่ร่วมฉลองวันวิสาขบูชา ทั้งในสหราชอาณาจักรและที่อื่นๆ โปรดใช้โอกาสนี้ย้ำถึงปณิธานที่ทุกคนตั้งใจเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตที่ประเสริฐ จะพัฒนาจิต จะแผ่เมตตาและจะนำความสงบและความสามัคคีมาสู่มนุษยชาติ”

อย่าลืมนะครับ วันที่ 29 พ.ค. ชาวพุทธทั้งหลาย ถนนทุกสายมุ่งสู่วัดหรือใครจะไปที่ลานคนเมืองก็ตามสะดวก

คณะสงฆ์ไทยถวายคัมภีร์พระมาลัย แด่ ‘โป๊ปฟรานซิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551799

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 16:08 น.

คณะสงฆ์ไทยถวายคัมภีร์พระมาลัย แด่ ‘โป๊ปฟรานซิส’

โดย…ศิษย์วัด

วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 09.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และคณะสงฆ์จากวัดเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) นำโดย พระราชปริยัติมุนี หรือเจ้าคุณเทียบ พระราชรัตนสุนทร (เจ้าคุณวินัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเชตุพน พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะไวยาวัจกร และอธิบดีกรมการศาสนา พร้อมคณะ เดินทางไปนครรัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี เพื่อนำพระคัมภีร์พระมาลัย จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ที่คณะสงฆ์วัดโพธิ์ ปริวรรตแล้ว มอบถวายสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส หรือ โป๊ปฟรานซิส พระสันตะปาปาพระองค์ที่ 266 ประมุขแห่งคริสตจักร

คัมภีร์ที่ปริวรรตแล้วตามพระสมณะประสงค์แห่งองค์พระสันตะปาปา จะจัดแสดงร่วมกับสิ่งของอื่นๆ ที่มีผู้ทูลถวายพระสันตะปาปาทุกพระองค์ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี

พระคัมภีร์พระมาลัย จารึกอักษรขอมโบราณฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ถวายเมื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 1934 หรือ พ.ศ. 2477 หรือเมื่อ 83 ปี

คัมภีร์พระมาลัย ฉบับเดิมจารลงสมุดไทยขาว หรือสมุดข่อยสีขาว กว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 66 เซนติเมตร เนื้อหาแบ่งออกเป็น 7 ตอน หนา 186 หน้า มีภาพวาด 4 สี คณะทำงานใช้เวลา 11 เดือน จึงปริวรรตเป็นภาษาไทย เพื่อจะแปลเป็นภาษาอื่นๆ อีก 7 ภาษา

พระราชปริยัติมุนี (เทียบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ หัวหน้าคณะทำงานชุดปริวรรตคัมภีร์ กล่าวว่า การทำงานในครั้งนี้ ถือเป็นความภูมิใจสูงสุด ในนามคณะสงฆ์ไทยและหัวหน้าคณะทำงานชุดปริวรรตคัมภีร์

พระพรหมเสนาบดี เยี่ยมหมู่บ้านศีล 5 ที่ภาคใต้

พระพรหมเสนาบดี จภ.7 พระเทพสิทธิมุนี จภ.18 พร้อมด้วย นายถาวร พรหมมีชัย เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ณ หมู่บ้าน ผัง 7 ,ผัง 10, และ ผัง 45 ต.นิคมพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 มาพัฒนาครัวเรือน ชุมชน/หมู่บ้าน โดยมีวัดนิคมพัฒนา อ.มะนัง เป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ศาสตร์พระราชา แก่ประชาชนในชุมชน

พร้อมนี้ พระพรหมเสนาบดี ได้มอบเกียรติบัตรแก่ ครอบครัวตัวอย่างในการรักษาศีลห้าอีกด้วย

“วัด ประชา รัฐ สร้างสุข”

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 09.00 น. สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือดำเนินโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุขฯ” ร่วมกับองค์กรเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วย พระพรหมมุนี กรรมการ มส. ประธานคณะทำงานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร พระเทพบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมี พระพรหมมุนี กรรมการ มส. ประธานคณะทำงานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ และ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ หอประชุมพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จ.นครปฐม

โครงการสุขภาวะพระสงฆ์

วันที่ 16 พ.ค. 2561 พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของ มส. มอบหมายให้พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และผู้จัดการโครงการพัฒนาสุขภาวะและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา แถลงข่าวเปิดโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตสำหรับพระภิกษุสงฆ์กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และ พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551797

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 16:06 น.

พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล พิมพ์อกใหญ่ฐานเตี้ย เอกลักษณ์และจุดพิจารณา คือ น้ำยาเคลือบ ซึ่งจะเคลือบเฉพาะด้านหน้า สีจะออกโทนน้ำตาลแก่ เนื่องจากเป็นการจุ่มเคลือบเฉพาะด้านหน้า ด้านหลังน้ำยาเคลือบจะติดเฉพาะขอบๆ เท่านั้น และรอยแตกรานของน้ำยาเคลือบจะแตกด้านในไม่ทะลุขึ้นข้างบน รับฟังมาว่า เจ้าของพระได้ใส่พระองค์นี้ระหว่างอาบน้ำ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะทำให้ผิวพระเปิดเพราะสัมผัสน้ำ อย่างไรก็ตามทำให้มองเห็นผิวด้านในเป็นจุดพิจารณาได้ง่ายขึ้น ถึงแม้เป็นสภาพนี้ราคาเช่าก็ยังแสนปลาย

พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล ที่แตกกรุออกมามีน้อยมาก เป็นพระเนื้อดินขาวผสมปูน แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์อกใหญ่ฐานสูง พิมพ์อกใหญ่ฐานเตี้ย พิมพ์แขนอ่อน เป็นพระปางมารวิชัยอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว ลักษณะเป็นรูปทรงห้าเหลี่ยม มีพุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุด เรียกได้ว่าครอบจักรวาล นอกจากนี้ยังพบพระเครื่องพิมพ์อื่น เช่น พระขุนแผนเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระขุนแผนใบพุทราเนื้อดิน พระขุนแผนในพุทราเนื้อชินเงิน อีกด้วย

ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งท่านเป็นนักการเมืองใหญ่ของ จ.พระนครศรีอยุธยา และอยู่ในเหตุการณ์ตอนแตกกรุ ปัจจุบันท่านอายุ 90 เศษ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ที่แตกกรุออกมาพบเห็นเฉพาะสีออกน้ำตาลแก่เท่านั้น และพระที่สมบูรณ์มีน้อยมาก และน้ำเคลือบจะไม่เสมอกัน อันนี้เป็นความเห็นจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ตอนแตกกรุครับ

พระขุนแผนเคลือบนี้ สันนิษฐานว่าสร้างโดยสมเด็จพระพนรัต พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และบรรจุลงในกรุพระมหาเจดีย์ใหญ่ในโอกาสที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำสงครามยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา และพระองค์ได้ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ใหญ่เป็นอนุสรณ์ที่วัดป่าแก้ว ปัจจุบันคือวัดใหญ่ชัยมงคลนั่นเอง

นักวิชาการและนักโบราณคดี ให้ความเห็นว่า พระขุนแผนเคลือบ วัดใหญ่ชัยมงคล มีการเคลือบด้วยน้ำยาเคลือบสีเหลืองออกน้ำตาล จึงสันนิษฐานว่า การจัดสร้างในสมัยนั้นมีพัฒนาการมาจากการทำเครื่องปั้นดินเผาของจีนมาอนุรักษ์เนื้อพระเครื่อง และพุทธลักษณะที่เป็นพระประธานประทับกลางเป็นปางมารวิชัย มีซุ้มเรือนแก้ว น่าจะได้ต้นแบบมาจากพระพุทธชินราช แห่งเมืองพิษณุโลกนั่นเอง

พระขุนแผนเคลือบ นอกจากจะขึ้นจากกรุที่วัดใหญ่ชัยมงคลแล้ว ยังมีขึ้นในหลายที่อื่นๆ เช่น กรุโรงเหล้า จะไม่มีน้ำยาเคลือบ แต่เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับวัดใหญ่ชัยมงคล หรือในปี 2506 ที่วัดเชิงท่า จ.นนทบุรี ซึ่งมีผู้พบพระพิมพ์นี้เช่นกัน แต่น้ำยาเคลือบจะใสกว่าและสีไม่เข้มเท่าของวัดใหญ่ชัยมงคล

การแตกกรุของพระขุนแผนเคลือบนั้น เริ่มจากมีผู้ลักลอบขุดกรุหาสมบัติ จนกระทั่งปี 2478 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวัดใหญ่ชัยมงคลเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และในปี 2499 พระครูภาวนารังสี (เปลื้อง เริงเชียร) ได้เข้ามาเป็นหลักในการบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิ ศาลา รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมในบริเวณวัด และเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปจำพรรษาในวัดใหญ่ชัยมงคล

ต่อมาในปี 2500 พระครูเปลื้องได้ขอความร่วมมือไปทางกรมศิลปากร เข้ามาขุดเจาะเพื่อสำรวจโครงสร้างเพื่อบูรณะพระเจดีย์ ในขณะนั้นก็มีข่าวการลอบขุดหาสมบัติในองค์พระเจดีย์ ได้พระพุทธรูปทองคำจากใต้ฐานกลางองค์เจดีย์และพบกำแพงซึ่งสร้างหลอกบังช่องทางไว้ของนักล่าสมบัติ เมื่อเปิดกำแพงออกก็พบช่องทางไปสู่กลางพระเจดีย์และพบอุปกรณ์การขุดมากมาย จนในท้ายสุด จ.พระนครศรีอยุธยา มีมติร่วมกันกับกรมศิลปากรยุติการขุดทั้งหมดและอัดฉีดน้ำปูนพร้อมกับเทคอนกรีตเสริมเหล็กกลบหลุมทั้งหมดเพื่อมิให้มีการลักลอบขุดอีกต่อไป

วัดใหญ่ชัยมงคล ปัจจุบันอยู่ที่ ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จุดเด่นของวัด ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.พระนครศรีอยุธยา อีกด้วย

จากกันด้วยคาถาปลุกพระขุนแผนทุกพิมพ์ ทุกกรุ สั้นๆ แค่ 4 คำ กล่าว นะโม 3 จบแล้วว่า “สุ นะ โม โล” อาราธนาก่อนสวมพระขุนแผนทุกครั้งจะพบความประหลาดอันเกิดจากอานุภาพของพระขุนแผนที่ท่านบูชาครับ