การปฏิรูปงานสาธารณสงเคราะห์ ที่เป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551796

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 15:59 น.

การปฏิรูปงานสาธารณสงเคราะห์ ที่เป็นรูปธรรม

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  woratant@posttoday.com

ทุกครั้งที่ประชาชนตลอดจนพระสงฆ์ประสบความเดือดร้อนจากภัยต่างๆ เช่น อุทกภัย อันสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนวัดวาอารามในที่ต่างๆ นอกจากจะเห็นความช่วยเหลือจากทางบ้านเมืองและภาคเอกชนแล้ว คณะสงฆ์ไทยก็ไม่เคยนิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนดังกล่าว โดยเฉพาะฝ่ายการสาธารณสงเคราะห์ มหาเถรสมาคม ที่มี พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานคณะกรรมการฯ ต่างขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์อย่างมีพลังและค่อนข้างเห็นภาพที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

พูดถึงฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ มหาเถรสมาคม ต้องย้อนไปปี 2559 การประชุมมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคมได้มีมติมอบผู้แทนมหาเถรสมาคมเป็นประธานกรรมการ 7 ฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้านต่างๆ ได้แต่งตั้ง พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม พร้อมคณะกรรมการ 15 รูป/คน เพื่อสนองงานกิจการคณะสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์ ส่งเสริมสนับสนุนองค์กรพระพุทธศาสนาดำเนินกิจการด้านสาธารณสงเคราะห์ ตลอดจนการพัฒนาให้พระสงฆ์มีความรู้ความสามารถในการดำเนินกิจการพระพุทธศาสนาด้านสาธารณสงเคราะห์ให้มีคุณภาพและมีรูปธรรมชัดเจน

ภายใต้หลักการสาธารณสงเคราะห์ พระพรหมวชิรญาณ ในฐานะประธานฯ ได้ดำเนินการ กำกับ สอดส่อง ดูแล แนะนำการสาธารณสงเคราะห์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาและสังคม ที่ค่อนข้างเห็นภาพงานด้านการสาธารณสงเคราะห์เด่นชัดขึ้น เห็นได้จากในห้วง 2 ปีกว่าๆ คณะสงฆ์ได้ออกช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยต่างๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย รวมถึงผู้ที่ประสบอุปัทวเหตุ การสงเคราะห์คนชราคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และการสงเคราะห์อื่นๆ ทั้งในยามปกติและโอกาสที่มาถึง ด้วยความเมตตาเอื้ออาทร

ยกตัวอย่าง ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2560 ได้เกิดปัญหาอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ภาคอีสานหลายจังหวัด อาทิ จ.กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด สกลนคร อุบลราชธานี นครพนม ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ เป็นต้น คณะสงฆ์ โดย พระพรหมวชิรญาณ ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำข้าวสาร อาหาร น้ำดื่ม ของใช้ต่างๆ ไปช่วยเหลือประชาชนและพระสงฆ์ในจังหวัดที่ประสบภัย บ่อยครั้งได้มอบหมายให้พระสงฆ์รูปอื่นในฝ่ายงานสาธารณสงเคราะห์ไป ซึ่งสิ่งของต่างๆ ที่นำไปมอบให้นั้นก็มาจากพระสงฆ์วัดต่างๆ ประชาชน และภาคเอกชนร่วมบริจาค เช่น บริษัท เนเจอร์กิฟ ที่บริจาค 1 ล้านบาท เป็นต้น

มิเพียงเท่านี้ ยังมีการช่วยเหลืออีกมากมาย เช่น ในช่วงเดือน ธ.ค. 2560 ได้มอบหมายให้ พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (วีรพล) ผู้ช่วยเลขานุการประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ และคณะพระธรรมวิทยากรเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี ลงพื้นที่บ้านหนองน้ำส้ม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อมอบทุนสงเคราะห์และเครื่องบริโภค ข้าวสาร อาหารสำเร็จรูป แก่ครอบครัวนักเรียนที่ประสบอัคคีภัย ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนวัดหนองน้ำส้ม และโรงเรียนหนองน้ำส้มวิทยาคม และครอบครัวเพื่อช่วยสงเคราะห์ในเบื้องต้น สร้างความปลาบปลื้มให้นักเรียนและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างดังกล่าวเป็นต้นนี้ แสดงให้ว่าการดำเนินงานสาธารณสงเคราะห์ พระพรหมวชิรญาณ ได้ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการช่วยเหลือ ป้องกัน ฟื้นฟู และพัฒนา บุคคล กลุ่มชุมชน หรือสังคมที่ประสบปัญหา ดำเนินการช่วยเหลือสังคมทางวัตถุและจิตใจในรูปแบบต่างๆ สร้างความผูกพันระหว่างวัดกับบ้าน ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและกฎหมาย กฎระเบียบบ้านเมือง พร้อมมุ่งพัฒนาทั้งทางคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งทางกายภาพและจิตใจให้มีความสมดุลทั้งกาย วาจา ใจ โดยมีคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้ง ได้ปฏิบัติหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์

พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อการปฏิบัติงานขับเคลื่อนนโยบายสู่ภาคปฏิบัติ จัดตั้งศูนย์การสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคมเป็นสำนักงานกลางที่วัดยานนาวา และตั้งศูนย์การสาธารณสงเคราะห์ฯ ประจำจังหวัด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ขณะที่ด้านการส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสงเคราะห์ คณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ก็ได้วางแผนพัฒนางานด้านสาธารณสงเคราะห์เพื่อรองรับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ศึกษากิจกรรมต้นแบบของงานการสาธารณสงเคราะห์ที่ดำเนินการโดยคณะสงฆ์ องค์กรทางสังคม ตลอดจนบุคคลสาธารณะ ที่สามารถเป็นเครือข่ายการทำงาน เป็นต้นแบบของกระบวนการพัฒนาและการช่วยเหลือสังคมตามแนวพระพุทธศาสนา

ล่าสุดได้มีการพิจารณาพระสงฆ์ คฤหัสถ์ และองค์กร ที่ทำคุณประโยชน์ด้านการสาธารณสงเคราะห์ประมาณ 20 รูป/คน เพื่อเข้ารับรับรางวัล “เพชรงามการสาธารณสงเคราะห์” เพื่อประกาศเกียรติคุณ และส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อีกด้วย โดยจะมีการมอบในงานประชุมสัมมนาขับเคลื่อนงานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา จากนโยบายสู่การปฏิบัติระดับจังหวัดที่จะจัดขึ้นในวันที่  23-24 พ.ค. 2561 ณ วัดยานนาวา กรุงเทพฯ ในการนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเสด็จมาทรงเปิดการประชุมสัมมนาและประทานรางวัลในวันที่ 23 พ.ค.ด้วย

หลงอำนาจ ประมาทใหญ่ ใฝ่นรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551795

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 15:54 น.

หลงอำนาจ ประมาทใหญ่ ใฝ่นรก

โดย…พ.ภาสวัฒน์

ทันทีที่นายตำรวจคนหนึ่ง ในอดีตเป็นถึงรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล แสดงท่าทางยโส โอหัง โกรธเกรี้ยว ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมืองเพื่อค้นหาสินค้าประเภทอาหารเสริมและเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน สังคมจึงรู้จักนายตำรวจคนนี้ว่าใหญ่ที่นี่จริงๆ ไม่งั้นคงไม่แสดงออกโดยไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ

การใช้อำนาจแบบนี้ เป็นเรื่องทั่วไปในสังคมไทยที่ต้องพึ่งพาอำนาจนอกระบบมาปกป้องสิ่งที่เป็นสีเทา หรือมีทีท่าว่าจะผิดกฎหมาย แต่อำนาจที่ว่านั้น เมื่อเจออำนาจในระบบก็หมดท่า เขาผู้นั้นจึงตกเป็นผู้ต้องหาหลายสิบคดี เข้าซังเต 1 คืน การทั้งนี้แปลว่า ยโส โอหัง นำความทุกข์มาให้แท้ๆ

ยโส โอหังนั้น คือ อหังการ มมังการ ที่อยู่ในตัวได้แสดงออกมา โดยไม่เกรงกลัวอำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ นับว่าเป็นคนกล้าที่เอาอำนาจมืดมาแสดงให้สังคมเกิดความฉงนเป็นอย่างมาก

อหังการ คือถือตัวเอง หยิ่งยโส มมังการ คือถือว่าเป็นของเรา เป็นผลมาจากอำนาจของโมหะ ความหลง ที่ครอบงำจิตใจอย่างเต็มที่ มักจะแสดงความโกรธออกมาอย่างถืออำนาจบาตรใหญ่ โดยไม่หวั่นเกรงต่อความถูกต้องของสังคม เมื่อความโลภของตนไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ผู้ที่ถูกครอบงำด้วยอหังการ มมังการ เต็มไปด้วยความประมาท ไม่คิดถึงผลที่จะตามมาในอนาคต ไม่คิดถึงความผิดของตนในอดีต มุ่งหวังจะเอาชนะแต่เพียงอย่างเดียว

การแสดงความโกรธ เกรี้ยวกราด ของนายตำรวจนั้น นำมาซึ่งผล ดังพุทธภาษิตสอนไว้ว่า ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมนย่อมมีเมื่อนั้น, ผู้เมามึนด้วยความโกรธ ย่อมถึงความไร้ยศศักดิ์, ภายหลัง เมื่อความโกรธหายแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้

ในสังคมไทย บุคคลเช่นนายตำรวจที่เป็นข่าวยังคงมีแอบแฝงอยู่มากมาย รวมทั้งข้าราชการที่มีอำนาจตามกฎหมาย ที่ใช้อำนาจของตนไปในทางที่ผิดกฎหมาย ด้วยหมายเอาผลประโยชน์มาเป็นของตนและหมู่คณะ เป็นเหตุนำความหายนะมาสู่ประเทศชาติตลอดมา

ด้วยความหลงอำนาจ ทำให้ผู้นั้นมีความประมาทในการดำเนินชีวิต ใช้อำนาจแสวงหาความสุขตามปรารถนาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เมื่อใดที่อำนาจนั้นหมดลง เขาก็จักพบกับนรกในชีวิตอย่างแท้จริง เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง, คนมีสันดานชั่ว ย่อมลำบากเพราะกรรมของตน

ดังนั้น จงลด อหังการ มมังการ ลงเสีย เพราะกิเลสตัวนี้มีกับผู้ใด จะนำผู้นั้นไปพบนรกบนดินอย่างจริงแท้ เพราะชื่อว่าที่ลับของผู้ทำบาปกรรม ไม่มีในโลก

ความสุขที่ออกแบบเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551794

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 15:45 น.

ความสุขที่ออกแบบเองได้

โดย…นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค ผู้ก่อตั้งเพจ Dr.Dang Can Do ภาพ เอเอฟพี-เอพี

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน บรรยากาศมันทำให้หมออดคิดถึง “ความสุข” ในช่วงหน้าฝนสมัยตอนยังเด็กๆ ไม่ได้ ยิ่งฝนตกใหม่ๆ จะดีใจมากๆ

นอกจากจะได้รองน้ำไว้ใช้ ไว้กินแล้ว หลังฝนตกใหม่ๆ ยังมี ปูนา ปลา หอย ให้ไปจับ ไปหามาไว้กินอีกด้วย

จำได้ว่าตอนเราเป็นเด็กๆ ดูเหมือนว่าเราจะมี “ความสุข” ไปกับ “ทุกๆ เรื่อง” เรื่องของความทุกข์ ความเศร้า ความขัดข้อง หมองใจ ไม่เคยได้สัมผัส เราสามารถเล่นสนุกกับเพื่อนๆ ท่ามกลางแดดร้อนๆ ได้อย่างสบายๆ

จะตัวดำแค่ไหนก็ไม่เคยแคร์ ขนาดแม่มาเรียกให้ไปกินข้าวกลางวัน ก็ยังอิดออด แบบไม่กินก็ได้ กำลังเล่นสนุกเลยเชียว มีใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างครับ?

ถ้าวันไหนไม่ได้ออกไปเล่นกับเพื่อน เราก็ยังสนุกเองได้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ หมอยังเคยทำรถลากจากกระป๋องนมข้นหวานแล้วลากเล่นไปรอบๆ บ้านก็ยังได้ หรือทำโน่น ทำนี่เล่นแก้เซ็งไปก็ยังได้

นี่แหละความสุขที่เราสร้างได้เองแหละ

จำได้ว่าตอนเราเป็นเด็ก เราก็อยากโต อยากเป็นผู้ใหญ่ และอยากทำงานมาก คิดอย่างเดียว ถ้าหาเงินได้เองล่ะ..ฮึมมม 555 บางครั้งถึงกับเล่นขายของ แสดงเป็นผู้ใหญ่ในแบบต่างๆ

พอโตขึ้นมาก็รู้สึกว่า คนเราส่วนใหญ่มักพึ่งพาความสุขจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวมากขึ้น

จำได้ว่าตอนเด็กๆ วิ่งเล่นได้ทั้งวัน ไม่เคยเหนื่อย หรือในเรื่องของการกิน แค่ขนมจีนเหยาะด้วยน้ำปลา ยังเข้าขั้นอาหารขั้นเทพ 555

พอโตขึ้นมาอีก เรามักจะเรียกร้องหา “ความสุข” จากสิ่งต่างๆ รอบตัว มากกว่าที่จะสร้างมันขึ้นมาจากตัวของเราเอง เหมือนสมัยที่เราเป็นเด็ก แปลกนะครับ หมอว่า…

พอโตให้มาทำงาน บางคนกลับไม่ชอบ ไม่มีความสุขในการทำงานถ้าอยู่ในงานบริการ สังเกตได้ว่ามักทำสีหน้าท่าทางที่ไม่ค่อยดีต่อลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการ เหมือนขาดการอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะที่เห็นกันเป็นประจำ คือ หน่วยงานภาครัฐแต่เดี๋ยวนี้หมอว่าชักลามมาถึงเอกชนแล้วด้วย

คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว “การทำงาน” เป็นการแสดงตัวตน และคุณค่าของตัวเราต่อโลกใบนี้ ไม่ใช่เป็นการทำงานเพื่อหาเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการหาเงินเพื่อแค่เลี้ยงชีพนั้น มันมีหลายวิธี

คนที่ “ไม่มีงานทำ” หรือ “ไม่ทำงาน” หรือ “เลือกงาน” หรือ “รู้สึกไม่มีความสุขในที่ทำงาน” แล้วก็อยู่แบบคนว่างงาน หรือจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ นานๆ เข้ามันทำให้ “คุณค่า”ที่เรามีอยู่หายไป

เราจะทำงานที่ไหน จะรับราชการ ทำงานเอกชน หรือทำงานส่วนตัว เรามักจะคาดหวังความสุข ความสำเร็จแบบสำเร็จรูปจากองค์กรที่เราทำงานอยู่ เรามักจะคาดหวังว่าองค์กรที่เราทำอยู่น่าจะให้ทุกอย่างที่เราต้องการ

เหมือนที่เรากำลังต้องการทุกๆ อย่างจากประเทศของเรา เราคิดว่าเป็นหน้าที่ของชาติที่ต้อง Support ทุกๆ อย่างให้แก่เรา โดยที่เราไม่เคยคิดว่าเราเองควรจะเป็นคนที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาหรือเปล่า

ความสุขของเรา เราควรเป็นคนออกแบบ จริงมั้ย!!!

ไม่ใช่ให้องค์กรเป็นคนออกแบบ เพราะความเป็นจริงแล้วองค์กรคงไม่สามารถจะไปออกแบบอะไรได้ให้ตรงกับใจของพนักงานทุกคน แต่เราเองนี่ซิ…ควรจะรู้ว่าตัวเราเองต้องการชีวิตแบบไหน และชีวิตแบบไหนที่เราต้องการ เราก็ออกแบบ และทำมันซะ

จะไปอยู่ไหน อยู่องค์กรไหน ก็มีความสุขเพราะออกแบบความสุขได้เอง

ไม่ต้องไปวุ่นวาย ว่าใครจะให้อะไร ใครจะทำอะไร เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา จะอยู่ที่ไหนก็สร้างแต่ความสุขให้กับตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวจะเป็นอย่างไร

มาออกแบบสร้างความสุขให้ตัวเองในการทำงาน และสร้างองค์กรให้มีความสุขต่อไป ขนาดพระท่านก็กล่าวไว้อยู่แล้วว่า “อัตตา หิอัตตโน นาโถ”

สุดท้ายจริงๆ ก็คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” นั่นแหละ สุดยอดแล้วนะหมอว่า

บาตรสังคโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551792

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 15:09 น.

บาตรสังคโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทย

โดย…สมาน สุดโต

ผมเห็นภาพพระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร รองเจ้าคณะภาค 14 ได้ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 หรือพิพิธภัณฑ์วัดสุวรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี ทำให้นึกถึงข้อเขียน เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2555 เรื่อง บาตรสังคโลกหนึ่งเดียวในประเทศไทย  ผมจึงขอรื้อฟื้นเรื่องเดิมมาฉายซ้ำ เผื่อท่านผู้อ่านที่อาจพลาดไม่ได้อ่านเรื่องดังกล่าว

บาตรสังคโลกยุคสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 18-19 เป็นบาตรสังคโลกใบเดียวในประเทศไทย (หรืออาจในโลกก็ได้)  สมบัติวัดสุวรรณภูมิ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 วัดสุวรรณภูมิ

เจ้าของบาตร คือ หลวงพ่อเปลื้อง หรือพระเทพวุฒาจารย์ (เปลื้อง คงฺคสุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ และอดีตเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติการได้บาตรใบนี้น่าสนใจมาก เริ่มจากเสร็จสิ้นสงครามโลก ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484-2485) มีสตรีผู้หนึ่งนำมาขายให้หลวงพ่อเปลื้อง (ท่านเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2481) ในราคา 20 บาท (ยี่สิบบาท) เมื่อหลวงพ่อเปลื้องรับไว้ ได้เพิ่มให้อีก 20 บาท พร้อมกับบอกหญิงคนนั้น (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครจนถึงบัดนี้) ว่าอยากได้คืนเมื่อไรก็มาไถ่เอาไป แต่ก็ไม่มีใครมาขอไถ่เอาไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 บาตรใบนี้ ต้องถูกพรากจากวัดสุวรรณภูมิไปอยู่ในมือของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี และภริยา ซึ่งท่านทั้งสองนำขันสาครขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองเหลือง จารึกนามท่านทั้งสองว่า ถวายวัดสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2505 ให้นายทหารคนหนึ่งมาถวาย

พัฒน์ บุณยรัตพันธุ์  ซึ่งเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี อยู่ในช่วงนั้น เล่าไว้ในหนังสือ 60 ปี บรรหาร ศิลปอาชา 2535 หน้า 44 ตอน คนดีศรีสุพรรณ ว่า ตัวท่านเป็นผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี พ.ศ. 2500-2509 ปราบโจรผู้ร้ายหมด พัฒนาบ้านเมืองต่างๆ มากมาย แต่ก็ไม่ได้รู้จัก บรรหาร ศิลปอาชา มาก เพราะท่านผู้นี้มาทำมาหากินในกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้ว แต่ที่ไปเกี่ยวข้องกับบาตรสังคโลก ท่านบอกว่าประทับใจมาก

เรื่องเดิมมีว่าเมื่อ จ.สุพรรณบุรี (ก็คือผมนั่นแหละ อวดตัวเสียหน่อย) ร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม สร้างศาลจังหวัดสุพรรณบุรีขึ้นใหม่ เป็นแห่งแรกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาวางศิลาฤกษ์ และ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี มาทำพิธีเปิดศาล ตอนกลางคืนมีละครของกรมศิลปากรฉลอง เป็นที่เลื่องลือมากจนผู้พิพากษาหัวหน้าศาลถูกย้าย เพราะร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ใกล้ชิดมากเกินไป กระทรวงยุติธรรมเกรงว่าจะเสียความยุติธรรมในการพิจารณาคดี (ซึ่งผมโกรธมาก) ถือว่าสบประมาทผม จนผมปฏิญาณว่าเรื่องของศาล ต่อไปจะไม่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือให้น้อยที่สุด ทั้งๆ ที่ผมกับหัวหน้าศาลจับมือสัญญาก่อนทำงานร่วมกันว่า

“กินกันได้ข้าวปลา นกกระทาไม่ให้” “คนรักกัน ไม่ขอของรักกัน” “ราชการอันเป็นที่รัก จะให้ใครมาขอให้เสียงาน เสียราชการไม่ได้”และผมไม่เคยขอร้องศาลเรื่องใดๆ เลยจนนิดเดียว ทั้งที่ชอบพอกับผู้พิพากษาทุกคน

ส่วนบาตรสังคโลกตกไปอยู่ในครอบครองของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์นั้นท่านผู้ว่าพัฒน์เล่าว่า  ผมถือว่าเป็นความผิดของผมเอง ที่อยากจะอวดของดีเมืองสุพรรณ จึงไปขอยืมบาตรสังคโลกของหลวงพ่อเปลื้อง (พระราชสุพรรณาภรณ์) เจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ  ซึ่งเป็นของเก่าหาค่ามิได้เอามาตั้งเป็นบาตรน้ำมนต์ที่อาสน์สงฆ์ ในปะรำพิธีทางพระศาสนาเมื่อวันเปิดศาลซ้ำคุยอวด ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ถึงบาตรสังคโลกนี้ อันมีคุณค่าทางโบราณวัตถุมาก ต่อหน้าท่านผู้หญิงของท่านเสียอีกด้วย

หลังจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน ก็มีท่านนายพลกองทัพบกคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นชาวสุพรรณ) มาพบหลวงพ่อเปลื้อง หลวงพ่อให้คนมาเรียกตัวผมไปร่วมพบด้วย ท่านนายพลบอกว่า ท่านมีความสนใจบาตรสังคโลกของวัดสุวรรณภูมิมาก ต้องการนำไปให้เจ้านาย ท่านนายพลผู้เป็นทูตเตรียมขันลงหิน (ทองเหลือง) ทำแบบขันสาครใบใหญ่มาผาติกรรมด้วยแล้ว 1 ใบ

หลวงพ่อเปลื้องท่านพูดกับท่านนายพลนั้น ต่อหน้าผมว่า สิ่งของโบราณวัตถุที่วัดนี้ทั้งสิ้นที่ท่านสะสมไว้นั้น เมื่อท่านมรณะแล้วก็ยกให้เป็นของสงฆ์วัดสุวรรณภูมินี้ทั้งสิ้น เมื่อท่านนายพลต้องการ ท่านก็ไม่ขัดข้องอะไรส่วนผมผู้ว่าราชการจังหวัด ได้แต่ทำตาปริบๆ พูดไม่ออก

ต่อมาเมื่อ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ สิ้นบุญแล้ว เกิดวิกฤตการณ์ถูกริบทรัพย์ผมจึงร้องเรียนไปยังคณะกรรมการจัดการยึดทรัพย์ ขอคืนบาตรสังคโลกของวัดสุวรรณภูมิใบนี้ ซึ่งโดยสามัญสำนึก ไม่มีใครจะยอมรับแลกกับขันทองเหลืองใหม่ๆ เป็นแน่นอนคณะกรรมการฯ เรียกผมไปดูของ ผมเห็นบาตรสังคโลกนี้ ตั้งอยู่ในที่บูชาพระโต๊ะหมู่ภายในบ้านของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ที่ถนนประดิพัทธ์ กรุงเทพฯ ผมก็ชี้ให้คณะกรรมการทุกท่านทราบว่า บาตรนี้เป็นของวัดสุวรรณภูมิ คณะกรรมการฯ ท่านให้ผมมาขอหนังสือยืนยันขอคืนจากท่านเจ้าอาวาสเจ้าของบาตร ถ้ามีหนังสือไปเขารับจะคืนให้ทันที

ผมก็กลับมาหาหลวงพ่อเปลื้อง ขอหนังสือท่าน ผมจะไปเอาบาตรมาคืนให้ หลวงพ่อพูดกับผมว่า “เราเป็นพระเป็นเจ้า พูดให้เขาไปแล้วจะไปกลับคำว่าไม่ได้ ให้ขอคืนมาได้อย่างไร”ผมขนลุก ก้มลงกราบท่าน เลื่อมใสในปฏิปทาของท่านจนสุดใจ เป็นอันตัดใจไม่คิดถึงบาตรใบนี้อีกต่อไป

ภายหลังทางการเอาบาตรใบนี้ออกขายทอดตลาด ผมไม่ทราบว่าใครบอกคุณบรรหาร ศิลปอาชา ท่านไปประมูลซื้อมา ในราคา 6 หมื่นบาท หรือ 8 หมื่นบาท ผมไม่แน่ใจแล้วนำบาตรใบนี้กลับมาถวายหลวงพ่อเปลื้องอีกที บาตรนี้จึงกลับคืนมาสู่วัดสุวรรณภูมิ (พ.ศ. 2512) เป็นสมบัติของชาวสุพรรณอีกวาระหนึ่ง ผมทราบข่าวแล้วโล่งใจ ดีใจ และรู้สึกเป็นบุญคุณ ที่คุณบรรหารช่วยปลดเปลื้องออกจากใจผมด้วย

สถาบันโพธิคยาฯพาไหว้พระธาตุล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551791

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 15:05 น.

สถาบันโพธิคยาฯพาไหว้พระธาตุล้านนา

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 นำสมาชิกและสื่อมวลชนกว่า 70 ท่าน ไปไหว้พระธาตุและวัดต่างๆ ในถิ่นล้านนา เริ่มจากภาคกลางเป็นจุดเริ่มต้นถึงถิ่นล้านนาเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-24 พ.ค. 2561

การไหว้พระธาตุและวัดต่างๆ ริเริ่มโดยกรรมการสถาบันโพธิคยา ที่มี สุภชัยวีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการ โดยมี  อภัย จันทนจุลกะ รองประธานสถาบันโพธิคยา 980 เกษม มูลจันทน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ เป็นที่ปรึกษาและสำรวจเส้นทางตลอด

ในการนี้พระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ร่วมเดินทางและนำไหว้พระสวดมนต์ พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค 6 เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว จ.เชียงราย เมตตาอนุเคราะห์ ติดต่อประสานงานวัดที่ประดิษฐานพระธาตุสำคัญๆ ในภาคเหนือพร้อมทั้งเมตตาบรรยายให้ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาในถิ่นล้านนา เพื่อเพิ่มพูน ศรัทธา ปสาทะแก่คณะให้มากยิ่งขึ้น

ตามโปรแกรมเดิทางแสวงบุญ 5 วัน จะครอบคลุมพื้นที่ จ.สระบุรี พิษณุโลก น่านแพร่ พะเยา และลำปาง นับวัดที่จะแวะแสวงบุญได้ 12 วัด และจำนวนพระธาตุที่จะเข้าบูชา 9 แห่ง (รวมชเวดากอง จำลองที่ท่าขี้เหล็ก เมียนมา)

การจัดกิจกรรมทำบุญไหว้พระเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ก่อตั้งโดยคณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ และกลุ่มนักธุรกิจที่ไปบรรพชาและอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย

พระอุปัชฌาย์ตั้งฉายามีคำนำหน้าว่าโพธิ ให้แก่ผู้อุปสมบทที่ใต้พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ปี 2550 ทุกคน บุคคลทั้งนั้นจึงเรียกว่าตระกูลโพธิ เมื่อลาสิกขาแล้วตั้งชมรมโพธิคยา 980 และพัฒนามาเป็นสถาบันตามลำดับ จุดประสงค์ของสถาบัน เพื่อทำประโยชน์แก่สังคมชาวพุทธ และพระสงฆ์ โดยขับเคลื่อนการศึกษาของคณะสงฆ์ และสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามแนวแห่งพุทธธรรม จึงคัดเลือกพระสงฆ์ที่มีศักยภาพไปศึกษาและฝึกอบรมที่ประเทศอินเดีย ปีละ 1 รุ่น รุ่นละ 30-35 รูป แต่ละรุ่นใช้เวลาศึกษาและปฏิบัติธรรมในสถานที่จริง เป็นเวลา 3 เดือน ทำติดต่อกันมา 5 รุ่น จากนั้นเปลี่ยนมาทำกิจกรรมเชื่อมสัมพันธไมตรีตามวิถีพุทธในประเทศลุ่มน้ำโขง โดยจัดขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ซึ่งมีพระสงฆ์จากไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม สปป.ลาว และสมาชิกชมรมโพธิคยาเข้าร่วมโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 120 รูป/คน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. สิ้นสุดวันที่ 4 มิ.ย. 2560

ต่อมาเมื่อวันที่ 21-24 ก.ย. 2560 ได้จัดกิจกรรมไหว้พระธาตุถิ่นอีสาน ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ นครราชสีมา มหาสารคาม ขอนแก่น นครพนม สกลนคร และอุดรธานี

ส่วนการไปไหว้พระธาตุและวัดต่างๆ จากภาคกลางถึงถิ่นล้านนา (บางจังหวัดนั้น) 5 วัน เริ่มวันที่ 19-24 พ.ค. 2561 นั้น สุภชัย วีระภุชงค์ เคยกล่าวว่า เมื่อเราจัดธรรมยาตราในประเทศลุ่มน้ำโขงได้ผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว มีกรรมการเสนอว่าควรจัดทัวร์ไหว้พระธาตุในเมืองไทยด้วย ก่อนที่จะจัดธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 2 จึงเริ่มจัดไปอีสานเมื่อปลายปี 2560 และจัดไปล้านนา 5 วัน เริ่มวันที่ 19-24 พ.ค. 2561

งานนี้ได้รับความสนใจจากสมาชิกและสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ และทีวี จะเห็นได้จากผู้ร่วมเดินทางมากถึง 70 คน จัดว่าเป็นทริปแสวงบุญที่ใหญ่ทริปหนึ่ง แม้ว่าจะเดินทางโดยรถยนต์ก็ตาม

ชื่นชมพระโอวาทสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551058

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ชื่นชมพระโอวาทสมเด็จพระสังฆราช

โดย สมาน สุดโต

พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เจ้าคณะภาค 7 ประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ชื่นชมพระโอวาทสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทานในที่ประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 7 พ.ค. 2561 ณ หอประชุมพุทธมณฑล ว่า เป็นพระโอวาทที่ให้สติ และข้อคิด ดังนี้

“สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราโชบายไว้ เป็นแนวทางการดำเนินงานของคณะสงฆ์ว่า พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย

มหาเถรสมาคมรับสนองพระราโชบายนี้ ด้วยการประกาศเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และพระมหาเถระทั้งหลาย เอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท การอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรในปกครอง และกวดขันผู้อยู่ในปกครอง หรือผู้เป็นศิษย์ ให้ดำรงตนในกฎระเบียบ และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด”

“ขณะเดียวกัน พระสังฆาธิการที่มาประชุมในที่นี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าบุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือ ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุคคลผู้เป็นพนักงานย่อมต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายนั้น นับเป็นบรรทัดฐานที่หนักสุดของสังคม ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน ก็ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ

ในขณะเดียวกัน เราทั้งหลายล้วนเป็นบรรพชิต ยังมีบรรทัดฐานอีกระดับหนึ่งเรียกว่า พระธรรมวินัย คอยกำกับ ถ้าดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายอะไรแก่ตัวท่าน

จึงขอย้ำเตือนให้ทุกท่านได้ศึกษาทบทวน ปฏิบัติการ และกวดขันผู้อยู่ในปกครอง ให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งอย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษา เชิดชูคณะสงฆ์ ให้มั่นคงคู่ราชอาณาจักรไทย”

ในขณะเดียวกัน พระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง ย้ำให้พระสังฆาธิการจงสังวรในจริยาพระสังฆาธิการ และกฎมหาเถรสมาคม และเน้นย้ำเรื่องการฝึกอบรมตามกฏเกณฑ์การอุปสมบทชั่วคราว 15 วัน และ 30 วัน ตามหลักสูตรที่ประกาศไปแล้ว

ส่วน นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ฝากเตือนพระสงฆ์เรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย ขอให้พระสังฆาธิการ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ไปกวดขันพระภิกษุสามเณรในปกครอง และให้พัฒนาให้มีความรู้ความสามารถต่อไป

มจร ประสาทปริญญา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดพิธีประทานปริญญาประจำปี 2561 เป็นเวลา 2 วัน คือ วันที่ 12 และ 13 พ.ค. โดยมีผู้สำเร็จการศึกษารับปริญญาทั้งปริญญาตรี โท และเอก รวม 4,925 รูป/คน ก่อนวันพิธีประทานปริญญา พระพรหมบัณฑิต บรรยายพิเศษ เรื่อง คุณูปการพระพุทธศาสนากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ท่ามกลางผู้ฟังนับพัน

บัณฑิต มจร ต้องมีสองตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/551057

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

บัณฑิต มจร ต้องมีสองตา

โดย  วรธาร ทัดแก้ว

วันนี้ (13 พ.ค.) เป็นวันที่ 2 และวันสุดท้ายของพิธีประสาทปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 14 พุทธศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 28 พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นที่ 63 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ณ อาคาร มวก. 48 พรรษา มจร ต.ไทรน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปประทานปริญญาบัตร

ก่อนหน้าวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งเป็นวันพิธีซ้อมใหญ่รับปริญญา พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “คุณูปการพระพุทธศาสนากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยมีพระภิกษุสามเณร เจ้าหน้าที่ บุคลากร อาจารย์ของ มจร รวมทั้งบัณฑิตที่จะเข้ารับประทานปริญญาร่วมรับฟังจำนวนมาก มีเนื้อหาหลายตอนที่น่าสนใจ

พุทธศาสนาเน้นพัฒนาจิตใจและสังคม

พระพรหมบัณฑิต ปาฐกถาความตอนหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่าระบบการเมืองแบบใดดีที่สุด ถ้าคนไม่ดีไปสู่ตำแหน่งในระบบนั้นๆ ย่อมเกิดความเสียหาย ดังนั้นจึงต้องพัฒนามนุษย์ให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งเข้าสู่สังคมซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนามนุษย์ ตามแนวทางแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองระบุว่าการพัฒนาชาติเริ่มที่ประชาชน พัฒนาคนเริ่มที่จิตใจ จะพัฒนาอะไรพัฒนาที่ตัวเราก่อน คนจึงเป็นหัวใจของการพัฒนา แล้วพระพุทธศาสนาเรามุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจ พัฒนาสังคม นั่นจึงทำให้มหาจุฬาฯ จัดงานวันวิสาขบูชาโลก มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์

“ในการจัดงานวิสาขบูชาโลกได้ตั้งองค์กรรับผิดชอบ คือ สภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (Internationl Council for the Day of Vesak) หรือ ICDV สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่มหาจุฬาฯ มีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในคุณูปการพระพุทธศาสนาที่มีต่อการพัฒนามนุษย์ในมิติต่างๆ จนสหประชาชาติประกาศรับรองให้เป็นวันสากลของโลก ทำให้ชาวโลกคาดหวังจากเรา ซึ่ง IDDV มีภาระเป็นพันธกิจ 4 ประการ ซึ่งสอดคล้องกับมหาจุฬาฯ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การศึกษา การสร้างสันติภาพ (Peace Building) มหาจุฬาฯ ทำนั้นรวมอยู่ในคำเหล่านี้”

อธิการบดี มจร กล่าวต่อว่า การพัฒนามนุษย์เป็นการเตรียมความพร้อมให้ทำพันธกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องแปรสู่การปฏิบัติ ถ้าเราจะมีส่วนร่วมระดับโลกต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืน จะสร้างคุณูปการต่อชาวโลก งานวิจัยต้องนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของสหประชาชาติที่ได้ประกาศเป้าหมายตั้งแต่ปี 2558 ทำไปถึงปี 2573 เป็นพันธสัญญาของทุกรัฐบาลต้องทำและบอกได้ว่าทำอะไร

บัณฑิตต้องรู้ทั้งทางธรรมและทางโลก

พระพรหมบัณฑิต ยังพูดถึงการศึกษาโดยยกอันธสูตรมากล่าวว่า คนในโลกมี 3 จำพวก คือ คนตาบอด เป็นคนไม่มีความรู้ทางโลกและทางธรรมทางจิตใจ คนตาเดียว เป็นคนมีความรู้ทางโลกแต่ไม่มีความรู้ทางธรรม และคนสองตา เป็นคนที่มีความรู้ทางโลกและทางธรรม ทว่าการศึกษาที่ทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องมีความรู้ทางโลกและความรู้ทางธรรม

“บัณฑิตของมหาจุฬาฯ จึงต้องเป็นคนสองตา สอดรับกับปรัชญาของมหาจุฬาฯ คือ มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาและความรู้ศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม ทำประโยชน์ให้ตนและสังคมสมกับเป็นบัณฑิต การเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์จะต้องมีดวงตาที่สมบูรณ์ เราเรียนปริญญาตรี เป็นสุตมยปัญญา รับข้อมูลจากคนอื่นมา คิด วิเคราะห์ ฟัง พูดอ่าน เขียน มีความรู้กว้าง ระดับปริญญาโท เป็นการคิดวิเคราะห์ทำวิทยานิพนธ์เน้นให้คิดเป็น พอปริญญาเอกต้องลงมือทำ ลงมือทดลอง ลงไปวิจัยในพื้นที่จริง เขียนตำราเอง ความรู้จากประสบการณ์ตรง ปริญญาเอกต้องมีความเชี่ยวชาญ เป็นภาวนามยปัญญา”

พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม

ความตอนหนึ่งของปาฐกถา อธิการบดี มจร กล่าวว่า พระพุทธศาสนาสอนให้เรากตัญญูต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากพระพุทธองค์ตรัสไว้ในวนโรปสูตรว่า ชนเหล่าใดปลูกต้นไม้ ได้บุญทั้งกลางคืนและกลางวัน ตรัสอีกว่า ชนเหล่าใด นอนนั่งใต้ต้นไม้ ไม่ควรหักกิ่งไม้นั้น ใครกระทำ เลวแท้ๆ

พร้อมกันนั้น ยังพูดถึงศาสตร์พระราชา มรดกคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าเป็นพัฒนศาสตร์ คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนาประเทศที่พระองค์ทรงเน้นการพัฒนามนุษย์ให้สามารถช่วยตนเอง โดยการพัฒนาที่ยั่งยืนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มี 4 ประการ คือ 1.ที่ขาดเติมให้เต็ม 2.เต็มให้รู้จักพอ 3.พอให้แบ่งปัน 4.แบ่งปันให้เป็นธรรม เป็นมรดกที่ทรงสอนพวกเราบูรณาการกับพระพุทธศาสนา คือ กายจิตใจ สังคม ปัญญา เช่น สอนเรื่องมหาชนก ให้มีความเพียร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นปิดทองหลังพระ พอมาถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงเน้นให้เรามีจิตอาสา

พระพรหมบัณฑิต ได้กล่าวคุณลักษณะของจิตอาสาไว้ 4 ประการ 1.เสนอตัวเข้าร่วมช่วยกันทำกิจกรรมมีจิตอาสาในการมาช่วยกันทำ 2.เป็นประโยชน์สูงสุดแห่งประชาชนและสังคมส่วนรวม 3.ทำด้วยสมัครใจเต็มใจ 4.ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ถือว่าเป็นสังคหวัตถุธรรมที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงย้ำให้คนไทยมีจิตอาสา ช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 พระองค์ไม่คิดจะเอาชนะใคร แต่ต้องการเอาชนะความหิวโหยของประชาชน หมายถึงชนะความยากจน ทำให้คนในชาติเกิดความสามัคคีต่อกันและทำให้ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ เพราะทรงใช้หลักสาราณียธรรม คือ คิดพูดทำด้วยความรัก (เมตตา) เกื้อกูลกันและกัน (สาธารณโภคี) ปฏิบัติตามกฎหมายเท่าเทียมกัน (สีลสามัญญตา) ปรับความคิดให้มีเหตุผล (ทิฐิสามัญญตา)

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำให้พระพุทธศาสนามีชีวิต เราต้องสืบสานในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 เราทุกคนต้องตื่นในฐานะเราเป็นบัณฑิต ต้องนำหน้าคนอื่น ช่วยคนอื่น ต้องดำรงชีวิตไม่ให้ประมาทในการดำเนินชีวิตสืบไป” พระพรหมบัณฑิต กล่าว

ศูนย์วิปัสสนากลางกรุง อยู่ที่วัดมหาธาตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/550361

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 15:01 น.

ศูนย์วิปัสสนากลางกรุง อยู่ที่วัดมหาธาตุ

ถ้าพูดถึงสถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพมหานครที่พื้นมีความโอ่โถง สะอาด สงบ มีความเป็นสัปปายะอย่างมากในการปฏิบัติ สามารถนอนค้างคืนได้อีกด้วย ที่สำคัญสามารถจุผู้ปฏิบัติธรรมได้ไม่ต่ำกว่า 500 คน สถานที่ปฏิบัติธรรมที่ว่าก็คือ ศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นานาชาติ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ

โดย วรธาร ทัดแก้ว
เป็นศูนย์วิปัสสนาที่ผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมเลือกมาปฏิบัติมากขึ้นเป็นลำดับ ประการแรก เนื่องจากการคมนาคมสะดวก ทางน้ำ นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาลงท่าพระจันทร์ ท่าช้าง รถเมล์ก็สะดวกมีหลายสายที่มาลงสนามหลวง รถส่วนตัวก็ได้ ทางวัดมีพื้นที่จอดรถอยู่บ้าง ประการที่สอง มีความสัปปายะหลายอย่าง มีที่พัก สามารถนอนค้างคืนได้ ห้องน้ำสะอาด ที่ปฏิบัติธรรมสงบ

สำหรับคอร์สพิเศษทางศูนย์ศึกษาฯ จัดเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อก่อนกำหนดวันที่ 1-7 ของทุกเดือน แต่ช่วงหลังๆ มานี้จะขยับบ้าง ซึ่งผู้ที่สนใจปฏิบัติสามารถสอบถามและติดตามทางเฟซบุ๊กของศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของวัดได้
ขณะที่การปฏิบัติธรรมจะมี 2 แบบให้เลือก คือ แบบค้างคืน และแบบไปกลับ ในส่วนของการค้างคืนผู้ปฏิบัติจะค้างคืนกี่คืนก็ได้ บางคนอาจค้าง 1 คืน บางคน 2 บางคน 3 คืน บางคน 5-7 คืน แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่ส่วนมากแล้วจะไม่เกิน 7 วันเป็นมาตรฐาน
สำหรับรูปแบบการปฏิบัติธรรมของศูนย์ศึกษาฯ พระภาวนาวิริยคุณ ผู้อำนวยการศูนย์ บอกว่า การปฏิบัติกรรมฐานจะมี 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบสมถะ กับ วิปัสสนา ในส่วนของศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะเน้นการปฏิบัติแบบวิปัสสนาตามแนวทางของสติปัฏฐาน 4 คือ เน้นดูกาย ดูเวทนา ดูจิต และดูธรรม พัฒนาจิตให้เกิดสติและปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ทุกขณะ
ศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นานาชาติ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ โทร. 02-223-6878, 08-1665-0071 เฟซบุ๊ก ศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน นานาชาติ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

พระพุทธเจ้า ผู้โค้ชชีวิตให้นางกีสาโคตมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/550360

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 14:56 น.

พระพุทธเจ้า ผู้โค้ชชีวิตให้นางกีสาโคตมี

โดย พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจาย 

ความพลัดพรากจากคนรักและของรักนั้น พระพุทธเจ้า ตรัสว่า “เป็นธรรมดาของชีวิต”
แต่น้อยคนที่จะ “เข้าใจและยอมรับ” ในการพลัดพราก เราจึงเห็นผู้คน “ร้องไห้ เสียใจ ทุรนทุราย” จากการพลัดพรากของรักและคนรักเป็นจำนวนมาก
พระพุทธองค์เคยเปรียบ “ความรัก” ว่าเหมือนยางเหนียวที่ยึดหัวใจของคนไว้กับ “ของรักและคนรัก” เมื่อนานวันเข้าจึง “เหนียวแน่น” จนไม่สามารถดึงออกจากใจได้ง่าย
อ่านมาถึงตรงนี้!!! ท่านก็ลองถามหัวใจตัวเอง ว่าเคยร้องไห้ เสียใจ ทุรนทุราย เพราะของรักและคนรักหรือไม่ “กี่ครั้งแล้วในชีวิตที่เจ็บปวดไม่รู้จักจบสิ้น”
ในอดีตขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ กีสาโคตมี นางได้กำเนิดลูกชายคนหนึ่ง แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่วิ่งเล่นได้ ด้วยความรักที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของหัวใจ นางจำยอมรับไม่ได้ นางไม่เชื่อว่าลูกชายของนางตายแล้ว
นางเหมือนคนเป็นบ้าด้วยความเศร้าโศก อุ้มลูกชายที่ตายแล้วไว้ที่อก ตระเวนไปทั่วเมืองสาวัตถี เมื่อนางพบเจอผู้ใดก็ร้องขอยาสำหรับรักษาลูกชาย
นางได้เจอกับชายคนหนึ่ง ได้แนะนำเธอว่ามีคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาลูกของเธอได้ ให้นางไปขอยาจาก “พระพุทธองค์” นางดีใจรีบเดินไปขอยารักษาจาก “พระพุทธองค์”
พระศาสดาตรัสกับนางว่า “จงนำเมล็ดผักกาดหยิบมือหนึ่งมาจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย”

คำตรัสของพระศาสดา เปรียบเสมือนน้ำเย็นจากฟ้าที่มาชโลมใจ
นางดีใจมาก จึงเข้าเมืองไปที่เรือนหลังแรก ถามว่า ถ้าในเรือนนี้ไม่เคยมีใครตาย โปรดให้เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิด แต่คำตอบที่นางได้รับจากบ้านหลังแรก
คือ หลายปีผ่านมาในเรือนของเรามีคนตายมากมาย นางเดินต่อไปยังเรือนหลังอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเหมือนกัน จนถึงเย็นก็ไม่ได้เมล็ดผักกาด
นางจึงได้สติฉุดคิดว่า “เราคิดว่าลูกชายของเราเท่านั้นตาย ในบ้านทุกหลังมีคนตายด้วยกันทั้งนั้น” คิดแล้วก็สลดใจคลายความโศกลง จากนั้นนางก็ออกไปนอกเมือง ทิ้งศพลูกชายไว้ที่ป่าช้า
เดินกลับไปหาพระศาสดา
พระองค์ตรัสถามว่า “เธอได้เมล็ดผักกาดหยิบมือหนึ่งมาแล้วหรือ” นางตอบปฏิเสธ
พระศาสดาจึงตรัสว่า “เธอเข้าใจว่าลูกชายของเธอเท่านั้นที่ตาย แต่ความตายเป็นธรรมดาสำหรับสัตว์ทั้งหลาย”
แล้วตรัสว่า “มฤตยูย่อมพาชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์เลี้ยง ผู้มีใจฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ ไปดุจห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านผู้มัวหลับใหลไปฉะนั้น”
เมื่อจบพระดำรัส นางได้ดวงตาเห็นธรรม ต่อมาก็บวชเป็นภิกษุณี เจริญวิปัสสนาจนได้เป็นพระอรหันต์ นางกีสาโคตมีถูกความโศกจาก(ความรัก)ครอบงำอย่างหนัก
แม้พระพุทธองค์จะตรัสสอน ลูกของนางตายแล้ว ไม่มียารักษาบุตรของนางได้ นางก็คงไม่เชื่อ
พระพุทธองค์จึงหาวิธี (โค้ชชีวิต) ให้นางได้เรียนรู้บทเรียนแห่งความเจ็บปวดครั้งนี้ด้วยตนเอง
จึงให้นางไปหาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย จนได้รับรู้ความจริงของชีวิต ก็สลดใจและฉุกคิดได้ว่า ทุกคนมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ใช่บุตรของตนเท่านั้นที่ตาย
เคยได้ยินคำว่า ความรักทำให้คนตาบอดไหมครับ ตาเนื้อไม่ได้บอดครับ แต่ตาในมองไม่เห็นความจริงที่มายาคติแห่งความรักมันบดบังเอาไว้
“ความรัก” มันเจ็บปวดนะ เชื่ออาตมาเถอะ อาตมาเจ็บมาเยอะ
โดยเฉพาะเวลาเดินบิณฑบาต ไม่ได้ใส่รองเท้า บอกได้เลย เจ็บจี้ด!!!

วัดเจ็ดยอด ที่ทำสังคายนาครั้งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/550344

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 13:56 น.

วัดเจ็ดยอด ที่ทำสังคายนาครั้งแรกของไทย

เรื่องฝรั่งในล้านนา จ.เชียงใหม่ ช่วงสุดท้าย แต่ไม่มีเรื่องฝรั่งเข้ามาเกี่ยว หากเป็นเรื่องของวัดไทยในล้านนามากกว่า วัดที่ว่านี้ได้แก่ วัดเจดีย์เจ็ดยอด พระอารามหลวง ซึ่งเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

โดย สมาน สุดโต

ความสำคัญของวัดนี้น่าจะมีมาก มิเช่นนั้น กรมศิลปากร คงไม่ขอรับผ้ากฐินพระราชทานมาทอด เมื่อฤดูกาลกฐินที่ผ่านมานี้แน่นอน

มีอะไรดีในวัดนี้ อาจารย์ปรีดี พิศภูมิวิถี ที่เป็นผู้ชำนาญด้านประวัติศาสตร์ รวมทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้กล่าวแนะนำขณะโดยสารรถบัสว่า วัดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจและชวนชมอยู่มาก ได้ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปที่ศิลปะปูนปั้นรูปเทพต่างๆ ซึ่งประดับโดยรอบพระเจดีย์พุทธคยา (จำลอง) โดยบอกว่าเป็นศิลปะน่าทึ่ง และงามมาก ทั้งความประณีตในเชิงศิลปะและการสื่อถึงศิลปะการแต่งกายในสมัยโบราณ

ข้อมูลที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์เสนอนั้น มีความว่า ความโดดเด่นของวัดเจ็ดยอด คือ ลักษณะคล้ายกับมหาวิหารโพธิที่พุทธคยา ในประเทศอินเดีย ซึ่งฐานเจดีย์มีการประดับปูนปั้นรูปเทวดา ส่วนด้านนอกพระเจดีย์ ประดับงานปูนปั้นรูปเทวดานั่งขัดสมาธิและยืนทรงเครื่อง มีลวดลายต่างกันไปดูงานน่าชม อีกทั้งยังมีสถูปเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระเจ้าติโลกราช ที่สวรรคตในปี 2030 ซึ่งพระยอดเชียงราย ราชนัดดาได้สืบราชสมบัติแทน และโปรดฯ ให้สร้างขึ้น

สิ่งต่อมาที่น่าชมคือ สัตตมหาสถานคือสถานที่สำคัญในพุทธประวัติเจ็ดแห่งได้แก่ โพธิบัลลังก์ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนโครธเจดีย์ราชายตนเจดีย์ ปัจจุบันเหลืออยู่ที่วัดเจ็ดยอดเพียงสามแห่ง คือ อนิมิสเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ มุจลินทเจดีย์

อย่างไรก็ตาม วัดเจ็ดยอดนั้นมีความสำคัญในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพุทธศาสนาในเมืองไทย เนื่องจากวัดนี้เป็นสถานที่ในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกและเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในปี 2020 ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก

ตามหลักฐานนั้น พระเจ้าติโลกราช ทรงสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายสิงหล (ลังกาวงศ์) ทรงส่งเสริมการเล่าเรียนทางด้านปริยัติธรรม ทำให้ภิกษุล้านนามีความเชี่ยวชาญภาษาบาลี และโปรดฯ ให้ประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่เพื่อชำระพระไตรปิฎก ณ วัดโพธารามมหาวิหาร หรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน โดยใช้เวลา 1 ปี จึงแล้วเสร็จ

นอกจากนี้ พระอุโบสถหลังแรกของวัดเจ็ดยอดนั้น พระเมืองแก้วพระราชาธิบดีลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์มังรายซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราช โปรดฯ ให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย และด้านหลังของพระอุโบสถหลังนี้คือ สถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช นั่นเอง