พรหมหวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/549474

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:25 น.

พรหมหวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (จบ)

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค  เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do

คราวที่แล้ว หมอได้พูดถึงธรรมข้อที่ 1 ในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะสำหรับผู้นำ” นั่นก็คือ “เมตตา” ไปแล้ว คราวนี้จะพูดถึงข้อธรรมะที่ 2 นั่นก็คือ “กรุณา” และข้อ 3 คือ มุทิตา

อันว่าความกรุณานั้น หากดูความหมายแล้วคงจะแปลได้ว่า มีจิตใจสงสาร เป็นความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้จะเป็นคนที่เราไม่ชอบ ก็ต้องกรุณาต่อเขา ต้องมีความกรุณาทั้งหมดทุกคน ไม่เลือกกรุณาเป็นคนคน

บางทีคนที่เป็นหัวหน้าองค์กร แล้วมีความชอบหรือไม่ชอบใครนั้น ก็ควรพิจารณาดูให้ดี ว่าที่ชอบเขานั้นเพราะอะไร ที่ไม่ชอบเพราะอะไร

ชอบเพราะเขายกยอปอปั้น เห็นผิดเป็นถูก ร่วมมือกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่างก็รักก็ชอบกันไป แต่ลูกน้องฝ่ายที่ไม่ชอบเขา ทำไมถึงไม่ชอบเขา ดูเขาก็ขยันทำงาน และมักเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่ได้ร่วมมือไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ไปโกรธ ไปเกลียดเขา ไปแกล้งเขา อย่างนี้เรียกว่า นอกจากจะไม่มีเมตตาแล้ว ความกรุณายิ่งไม่ต้องพูดถึง ถือว่าไม่มีหลักธรรมของผู้นำเลย

ก่อนอื่นผู้นำต้องหันมาดูตัวเราก่อน นอกจากความเมตตาแล้วความกรุณาที่มีให้ผู้ร่วมงานมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้นำควรกระทำ หากเป็นองค์กร หรือธุรกิจของเราเองหากเราซึ่งเป็นผู้นำไม่กรุณากับลูกน้องหรือพนักงานในองค์กร ลูกน้องก็อาจลาออกไปหางานที่อื่นทำ แต่ถ้าเป็นองค์กรของรัฐ ตำแหน่งหัวโขนที่สวมอยู่ ผู้นำจะทำอย่างที่ใจต้องการทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะองค์กรนั้นๆ ไม่ใช่ของผู้นำคนเดียว จะให้ลูกน้องลาออกแบบเอกชนคงไม่ใช่เรื่อง เพราะบางทีลูกน้องก็ทำงานมาก่อนหัวหน้าด้วยซ้ำ

หมอจึงเห็นว่า ผู้นำในองค์กรของรัฐควรมีธรรมะข้อนี้ให้มาก มากกว่าองค์กรของเอกชนด้วยซ้ำไป เพราะเราเป็นผู้นำมาได้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเพราะอะไร หากมาด้วยความสามารถในการบริหารงาน เป็นคนดีมีคุณธรรม มาเพื่อพัฒนาองค์กร วิชาชีพก็ดีไป องค์กรหรือบ้านเมืองก็คงเจริญรุ่งเรือง และหากมีธรรมะของผู้นำติดตัวไปด้วยก็จะดียิ่ง เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำที่คนสรรเสริญ

ผู้นำที่ดีนอกจากจะมีเมตตาแล้ว ยังต้องมีความกรุณาเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ถ้าได้ผู้นำแบบนี้ คนทำงานก็มีความสุข มีการปรับเงินเดือน ปรับตำแหน่ง ตามความเหมาะสมและยุติธรรม

เมื่อคนทำงานมีความสุข องค์กรก็จะมีแต่ความสุข เมื่อนั้นสังคมและประเทศชาติของเราก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความกรุณา 1 ในพรหมวิหาร 4 ธรรมะสำหรับผู้นำ

พรหมวิหารข้อที่ 3 ได้แก่ มุทิตา ในธรรมะของผู้นำอาจหมายถึงว่าเมื่อลูกน้องได้ดี ได้รับความสำเร็จ มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า ผู้นำก็พลอยชื่นชมยินดีในสิ่งที่เขาได้รับ ไม่อิจฉาริษยาในความสำเร็จของลูกน้อง อาจแสดงด้วยการพูด หรือส่งบัตรอวยพร หรือมอบของขวัญเพื่อแสดงความยินดีก็ได้

ในผู้นำที่กลัวว่าลูกน้องจะดีกว่า เด่นกว่า ไปไหน ไปโชว์อะไรก็ไม่กล้าเอาไปด้วย กลัวลูกน้องเด่นกว่า งานอะไรที่เด่นๆ ก็ไม่กล้ามอบหมาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้นำที่ไม่มี “มุทิตา” เมื่อไม่เคยส่งเสริมลูกน้อง ไม่เคยชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของลูกน้องแล้วจะได้ใจลูกน้องได้อย่างไร เมื่อไม่ได้ใจ ก็อย่าหวังว่าจะได้งาน เพราะงานที่มาจากใจ มันไม่ต้องสั่ง มันไม่ต้องพูดอะไรมาก มองตาก็รู้ใจ (ฮ่า)

นี่แหละครับคุณธรรมะของผู้นำ ที่หมออยากให้ผู้นำทุกคนมี เพราะมันจะเป็นจุดเริ่มของการสร้างสังคมที่ดีต่อไป หากผู้นำไม่มีคุณธรรมข้อนี้แล้ว สังคมจะแย่ไปกันใหญ่

ข้อสุดท้าย อุเบกขา ถ้าดูความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 แล้วเห็นจะแปลได้ว่า ความวางใจเฉยอยู่ ความเที่ยงธรรม ความวางตัวเป็นกลาง หรือแปลตามภาษาบาลีที่ว่า อุเปกขา หรือภาษาสันสกฤตที่ว่า อุเปกษา ก็จะได้คำแปลว่า ความวางเฉย ความวางใจ เป็นกลาง เช่นเดียวกัน

ผู้นำที่มีคุณธรรมข้อนี้ จะมีคุณสมบัติในความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง อย่างที่หมอเคยบอก ไม่ใช่ชอบแต่คนประจบสอพลอ คนเก่งคนดีที่ไม่ประจบตัวเองก็ไปรังแกเขา ไม่ชอบเขา

ผู้นำที่มีคุณสมบัติข้อนี้ ใจจะไม่เอนเอียงเพราะชอบหรือเพราะชัง ไม่ดีใจหรือเสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนหนักแน่นมีสติ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผลถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่แหละผู้นำที่มี “อุเบกขา” บางคนไปแปล “อุเบกขา” ว่าอยู่เฉยๆ วางใจเป็นกลาง คือ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด อันนี้เข้าใจผิดกันนะครับ ถ้าพิจารณาแล้วฝ่ายไหนถูกต้องช่วยฝ่ายนั้น ฝ่ายไหนทำผิดอย่าไปส่งเสริม อย่างนี้ครับเรียกอุเบกขา ไม่ใช่วางเฉยไปทุกเรื่อง อันนี้ไม่น่าจะใช่นะครับ (ฮ่าๆ)

ความเที่ยงธรรมที่ผู้นำมีจะเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อลูกน้องเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมของผู้นำ ใจทั้งใจที่มีให้ก็จะเชื่อมั่นในตัวผู้นำ และพร้อมที่จะช่วยในทุกๆ เรื่อง เพราะเชื่อว่าผู้นำจะนำพาไปในทางที่ถูกที่ควร เมื่อได้ใจลูกน้องงานก็จะสำเร็จตามสูตรที่ว่าคนสำเร็จ งานสำเร็จนั่นเอง

ผู้นำที่มีอุเบกขาจะเป็นคนหนักแน่น มีความเป็นผู้ใหญ่สูง เวลาจะพูดจาสั่งงานอะไรกับลูกน้อง ก็มีความมั่นใจมีเหตุผลในการสั่งงาน และคอยสนับสนุนเราอยู่ตลอด ไม่ใช่สั่งงานก็มั่วๆ แล้วยังอยากได้งานดีๆ 555

พระสุธีรัตนบัณฑิต พระนักพัฒนามากด้วยวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/549473

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:22 น.

พระสุธีรัตนบัณฑิต พระนักพัฒนามากด้วยวิสัยทัศน์

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โบราณว่าถ้าอยากรู้เจ้าอาวาสเป็นพระที่ใช้ได้ไหม (เป็นสมภารดีทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์) ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูวัดนั่นแหละก็พอจะอนุมานได้ว่าเจ้าอาวาสเป็นคนแบบไหน

ถ้าวัดทรุดโทรม สกปรก ไม่สะอาด การบริหารจัดการวัดไม่เป็นระบบระเบียบ พระเณรขาดการสำรวมในศีลาจารวัตร ประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อย เกิดปัญหาเป็นที่เสื่อมศรัทธาของชาวบ้านเป็นระยะ อย่างนี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นไม่ได้ใส่ใจในการพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรื่อง ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่ชาวบ้านออกปาก คือ ไม่เอาถ่าน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าวัดสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าลานวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ เสนาสนะต่างๆ ได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอ ญาติโยมเข้าไปแล้วรู้สึกดีและอยากจะมาอีก ขณะงานด้านต่างๆ ที่วัดดำเนินการ เช่น การศึกษาของพระเณร ของเด็กเยาวชน (บางวัดมีโรงเรียนวัด) การสาธารณสงเคราะห์ งานเผยแผ่ งานสาธารณูปการ งานปกครอง ได้วางแผนไว้อย่างดีและขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะพระเณรในวัดมีความสามัคคีพร้อมเพรียงในการทำกิจกรรมของวัด มีความสำรวมระวังในศีลและเสขิยวัตร ประพฤติปฏิบัติตนน่าเลื่อมใส มีปฏิสันถารที่ดีกับญาติโยม ชาวบ้านเข้าไปเห็นแล้วเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงเลื่อมใสศรัทธา อย่างนี้ก็เชื่อได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นเป็นงาน

วัดสุทธิวราราม ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ เป็นวัดหนึ่งที่โชคดีเพราะได้พระทรงความรู้ เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ทั้งยังเป็นพระนักการศึกษา พระนักพัฒนา มาเป็นเจ้าอาวาส ท่านรูปนั้นคือ “พระสุธีรัตนบัณฑิต” (รศ.ดร.) หรือ ท่านเจ้าคุณสุทิตย์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อีกด้วย

ความรู้ถือไม่ธรรมดา ทางโลกระดับดอกเตอร์และเป็นถึงรองศาสตราจารย์ ขณะที่ทางธรรมเป็นเปรียญธรรม 7 ประโยค จึงไม่แปลกใจที่ทำไมวัดสุทธิวรารามได้รับการพัฒนาที่โดดเด่นในหลายๆ ด้าน ไม่เชื่อลองเข้าไปดูแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก โดยชาวชุมชนรอบวัดสุทธิวรารามจะรู้ดีที่สุด

อุโบสถ์ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ตรงกลางวัด มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม และโดยเฉพาะภาพจิตรกรรมต้องบอกว่าทรงคุณค่าและหาชมยาก ทั้งภายในและนอกอุโบสถ์ มีทั้งภาพปริศนาธรรม ภาพพุทธประวัติที่งดงาม โดยการสร้างสรรค์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับชาติที่เจ้าคุณสุทิตย์ติดต่อและเชิญมาเขียนให้

อีกทั้งวัดได้เปิดโบสถ์ให้ประชาชนเข้าไปกราบพระไหว้พระ หรือนั่งสมาธิได้ทุกวัน ต่างจากหลายวัดที่ปิดโบสถ์จะเปิดก็ต่อเมื่อพระสงฆ์ต้องการทำสังฆกรรมเท่านั้น

นอกจากงานจิตรกรรมทรงคุณค่าที่ใครได้เข้าไปเสพชมกันอย่างมีความสุขและได้ความรู้แล้ว ภูมิทัศน์รอบโบสถ์ก็ถือว่าไม่เลว กล่าวคือมีพื้นที่สีเขียวอยู่ทั้งสองด้านของโบสถ์ โดยเมื่อก่อนข้างๆ โบสถ์จะมีศาลาสวดศพและกุฏิหลังหนึ่งขวางพื้นที่ เจ้าคุณสุทิตย์ได้ให้รื้อออกแล้วทุบกำแพงแก้ว (กำแพงรอบโบสถ์) ออกด้วย เพื่อทำเป็นพื้นที่สวนรอบอุโบสถตามที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้วัดดูร่มรื่นขึ้นด้วยต้นไม้สีเขียว

“วัดในเมืองส่วนใหญ่จะเห็นสภาพอันหนาแน่นของตึก อาคาร ร้านค้า ลานจอดรถ วัดสุทธิฯ ก็เช่นกัน ก่อนนี้มีพื้นที่สาธารณะน้อย อาตมาจึงคิดว่าน่าจะสร้างวัดให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของสังคมขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโบสถ์ ศาลาที่มีอยู่มาปรับผังภูมิทัศน์ขึ้นใหม่ โดยหลักคิดในการพัฒนาวัดก็คือเพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้สะอาดร่มรื่น สวยงาม เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการเรียนรู้ และการเข้ามาพัฒนาจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย” พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าว

นอกจากสร้างสวนสีเขียวรอบโบสถ์แล้ว ทางวัดยังได้ทำศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมขึ้นมาด้วย เพื่อให้นักเรียน ประชาชนทั่วไป หน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งชุมชนได้เข้ามาใช้ร่วมกันอีกด้วย ในการนี้ก็ได้อาสาสมัครด้านกิจกรรมของโครงการวัดบันดาลใจมาร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องของการออกแบบกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

“ยกตัวอย่าง กิจกรรมตักบาตรคนเมืองที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือน เย็นวันศุกร์นักเรียนที่เป็นจิตอาสาจะมาช่วยเตรียมของ วันรุ่งขึ้นก็ชวนผู้ปกครองมาตักบาตร เสร็จงานนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นภาพที่น่ารัก ตอนแรกมีคนเข้าร่วมหลักสิบปัจจุบันหลักร้อย ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุรอบๆ วัด บางคนรู้ข่าวจากโซเชียลมีเดีย

หลังจากศูนย์เปิดให้บริการแล้ว แต่ละวันก็จะมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้าง รอพ่อแม่มารับ บางครั้งเด็กๆ ก็ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่ดูแลศูนย์ทำให้เด็กๆ มีความคุ้นเคยกับพระอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี

“อาตมาต้องการขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ เน้นการพัฒนาวัดให้มีความสะอาด ร่มรื่น โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ามา ด้านการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และการพัฒนาทางด้านปัญญา ทั้งสามด้านเราได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

อีกอย่างอาตมาให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน อยากให้ญาติโยมมาชมด้วยตัวเองที่โบสถ์วัดสุทธิฯ ผลงานของศิลปินชื่อดังทั้งนั้นที่มาวาดให้ นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปชมภาพศิลปะที่ศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมของวัดได้ด้วย” เจ้าอาวาสนักพัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

พรหมวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548710

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:17 น.

พรหมวิหาร 4 ที่ผู้นำต้องมี (1)

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do ภาพ รอยเตอร์ส

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า หมอไม่ใช่คนที่รู้ธรรมะโดยลึกซึ้ง หรือจบเปรียญ 9 มาแต่อย่างใดจะเคยบวชบ้างก็ 5 วัน 7 วัน ยังไม่ทันได้รู้อะไรลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่พยายามที่จะเชื่อมโยงความเป็นธรรมชาติให้เอามาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ให้เป็นกำลังใจ หรือกระตุ้นความคิด แก่ท่านผู้อ่านบ้างก็ยังดี เพราะระยะเวลาที่ทำงานมากว่า 20 ปี และใช้ชีวิตมามากกว่า 40 ปี ทำให้หมอเห็นอะไรมาบ้างพอสมควร ก็อยากจะมาเล่าให้ฟังในทัศนะของหมอก็เท่านั้นเองครับ

วันนี้อยากจะเล่าให้ฟังถึง ธรรมะของผู้นำบ้างสาเหตุที่อยากพูดถึงธรรมะของผู้นำ ก็เพราะว่าถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ผู้นำมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว หรือชมรม สมาคม องค์กร ภาครัฐหรือเอกชนใดๆ ก็ตาม จะมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข มีความก้าวหน้า มีความสุขในการทำงานหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารของผู้นำในองค์กรนั้นๆ นั่นเอง

ลองคิดดูซิครับ ถ้าหัวหน้าครอบครัวมัวแต่กินเหล้า เมายา ไม่สนใจทำมาหากิน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร? หรือหัวหน้าองค์กรใดๆ ก็ตาม วันๆฟังแต่พวกประจบสอพลอ ไม่สนใจพัฒนากิจการไม่สนใจลูกน้องที่มุ่งทำแต่งานจนไม่มีเวลามาประจบตัวเอง เป็นคนหูเบา เชื่อคนง่ายปราศจากสติปัญญาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ลุ่มหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ องค์กรนั้นก็ทำนายได้เลยว่ามีแต่ทรงกับทรุด จะหาความเจริญอันใดไม่ได้เลย ซึ่งในสมัยอดีตกาลก็จะพบเห็นผู้นำที่เป็นแบบที่ว่านี้และคงเห็นตอนจบของชีวิตว่าเป็นอย่างไร

เนื่องจากผู้นำมีอิทธิพลต่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรนั้นๆ นั่นเอง ทำให้ธรรมะสำหรับผู้นำเป็นที่สิ่งผู้นำควรมีและนำมาปฏิบัติ “พรหมวิหาร 4” หรือธรรมะสำหรับผู้นำที่ว่า ประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

พรหมวิหาร 4 คือหลักธรรมประจำใจ เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐเหมือนพรหม เป็นแนวปฏิบัติที่ควรมีของผู้ปกครององค์กร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า เมตตา กันก่อนนะครับ “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” หากจะกล่าวว่าเป็นวลียอดฮิตติดปากที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วก็คงไม่ผิด แต่จะมีสักกี่คนที่นำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง

แล้วคำว่า เมตตา หมายถึง อะไร?

เมตตา หมายถึง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข ไม่เบียดเบียนรังแก หรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นมิตรกับคนรอบข้าง และปรารถนาดีที่จะเห็นผู้อื่นมีความสุข ถ้าผู้นำมีเมตตา เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา มีความปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่ยกยอแต่พรรคพวกของตัวเองโดยปราศจากความเที่ยงธรรมและเมตตา องค์กรนั้นๆ ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

ทว่า หากองค์กรใด หรือผู้นำใดๆ ไม่มีความเมตตาเป็นเครื่องชี้นำทางในการบริหารงานแล้วละก็ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันครับ ว่าองค์กรนั้นๆ จะอยู่ได้หรือไม่

ผู้นำที่ขาดความเมตตาก็เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายในร่างกายของคนเรานั่นแหละครับ มันจะไม่ทำให้ร่างกายหรือองคาพยพตายไปในทันทีทันใดหรอกครับ มันจะค่อยๆ กัดกินจนองค์กรหรือร่างกายนั้นไม่เหลืออะไรแล้ว กว่าจะรู้สึกตัว กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ระยะสุดท้าย นั่นแหละครับ แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว ตายสถานเดียว

อยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ อยากเป็นผู้นำที่คนรัก คนชอบ อยากเป็นผู้นำที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิตของตนเองและผู้อื่น อยากเป็นผู้นำที่มีแต่ความสุข ใครๆ ก็สรรเสริญ ต้องเป็นผู้นำที่มี “เมตตา” ครับ

หนึ่งในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะของผู้นำ” ไม่ต้องเชื่อหมอนะครับ ไม่ต้องเชื่อครับ 555 อาทิตย์หน้ามาต่อพรหมวิหารธรรมะข้อต่อไปนะครับ วันนี้แค่นี้เพราะพื้นที่มีเท่านี้ครับ

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548709

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:14 น.

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

โดย อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์พระประธานหรือพิมพ์ใหญ่ เจ้าของพระคือคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ได้เช่าบูชามาจากคุณอุดม กวัสสราภรณ์ หรือเสี่ยดม อดีตเซียนพระใหญ่แห่งวงการพระเครื่องเมืองไทยถึงเลข 8 หลัก ต้องขอขอบคุณคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ที่แบ่งปันมาให้ศึกษาครับ

ในการจัดทำเนียบชุดพระเครื่องครั้งแรก พ.ศ. 2495 นั้น ปรมาจารย์รุ่นใหญ่ตรียัมปวายหรือ พ.อ. (พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ ได้จัดเป็นไตรภาคี ประกอบด้วย สมเด็จวัดระฆัง พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก และพระรอด กรุวัดมหาวัน ลำพูน ภายหลังถึงได้เพิ่ม พระกำแพงซุ้มกอ กำแพงเพชร และพระผงสุพรรณ สุพรรณบุรี รวมเป็นพระชุดเบญจภาคีกระทั่งปัจจุบัน

สมเด็จวัดระฆังที่นักสะสมยอมรับมี 4 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูม ส่วนพิมพ์ปรกโพธิ์นั้นมีน้อยมาก จนบางส่วนไม่ยอมรับว่าเป็นพิมพ์มาตรฐาน ขณะที่นักสะสมอีกกลุ่มหนึ่งยอมรับว่าพระสมเด็จวัดระฆังมีพิมพ์ปรกโพธิ์เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมที่แตกกรุออกมา

พระสมเด็จวัดระฆัง ประกอบด้วย ผงวิเศษทั้ง 5 ชนิด คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห และมวลสารอื่นที่เพิ่มเติม คือ ปูนเปลือกหอย (โดยการนำเปลือกหอยไปเผาแล้วมาตำจนละเอียด) เกสรดอกไม้ตากแห้ง กล้วยน้ำว้า และข้าวสุกตากแห้ง เป็นต้น โดยใช้น้ำมันตั้งอิ๊วและน้ำอ้อยเป็นตัวประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันพอนานวันเข้าพระมีสีขาวอมเหลืองหนึกนุ่มและแกร่ง

มีบันทึกว่า ศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) คือ พระธรรมถาวร (ช่วง สิงหเสนี) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง ซึ่งบวชเป็นสามเณรในขณะนั้นและมีส่วนร่วมในการสร้างพระสมเด็จได้กล่าวถึงการทำผงวิเศษทั้ง 5 ว่าเป็นผงเดียวกัน แต่ได้ทำเป็นแท่งชอล์กและนำมาเขียนยันต์ถึง 5 ขั้นตอน กล่าวคือ 

ผงวิเศษของท่านที่เริ่มต้น คือ ผงปถมัง ที่เกิดจากการลบถมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพระอุโบสถ อันเป็นผงวิเศษชนิดแรกที่เกิดขึ้นก่อนผงวิเศษอื่นๆ คุณวิเศษของผงปถมังมีทั้งเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาด ป้องกันภูตผีปีศาจ และคุณไสยทั้งปวงได้

หลังจากนั้นท่านจะนำผงปถมังมาปั้นเป็นชอล์กขึ้น แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงอิทธิเจแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงอิทธิเจมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ

จากนั้นท่านจะนำผงอิทธิเจมาทำเป็นชอล์กขึ้นอีกครั้ง แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงมหาราชแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงมหาราชมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม ป้องกันและถอนคุณไสยและด้านแคล้วคลาดด้วย

จากนั้นผงมหาราชก็นำมาทำเป็นชอล์กอีกครั้ง แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงพุทธคุณแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง ผงพุทธคุณมีคุณวิเศษในด้านเมตตามหานิยม

และสุดท้าย ท่านก็นำผงพุทธคุณมาทำเป็นชอล์ก แล้วเขียนอักขระเพื่อทำเป็นผงตรีนิสิงเหแล้วลบจนหมดดังเช่นการทำผงปถมัง คุณวิเศษของผงตรีนิสิงเห ถือว่าครบเครื่องเพราะเป็นผงที่เกิดจากการถมลบผงวิเศษทั้ง 4 ที่ผ่านมา ดังนั้นจึงครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันภูตผีและคุณไสยได้

นอกจากมวลสารหลักคือผงวิเศษที่ใช้ในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังแล้ว ยังปรากฏเม็ดแดงเล็กๆ ที่สันนิษฐานกันว่าคืออิฐหรือเศษพระเครื่องจากกรุทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร และจุดดำเล็กสันนิษฐานว่าคือก้อนถ่านของก้านธูป หรือแผ่นใบลานจารอักขระนำมาเผาตำละเอียด และกรวดเทาซึ่งสันนิษฐานเป็นชิ้นส่วนของเปลือกหอยที่ไม่ย่อยสลายจากการเผานั่นเอง

ด้วยมูลค่าของพระสมเด็จวัดระฆังสูงถึงหลักหลายสิบล้านบาทในองค์ที่สวยสมบูรณ์ย่อมมีผู้ปลอมแปลงมากมาย การศึกษาเรียนรู้และเช่าหาจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรง ข้อสำคัญของดีไม่มีถูก ของฟรีไม่มีในโลกครับ

ท่องธรรมนำศรัทธา วัดธรรมมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/548614

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:01 น.

ท่องธรรมนำศรัทธา วัดธรรมมงคล

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วัดธรรมมงคล

มีวัดตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าหลายวัดที่น่าไปไหว้พระและเยี่ยมชม หนึ่งในนั้นคือ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร หรือที่คนทั่วไปมักเรียกกันติดปากว่า “วัดหลวงพ่อวิริยังค์” อยู่สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ

การเดินทางแสนสะดวกสบายแค่นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงสถานีปุณณวิถี… ก็ถึงแล้ว

วัดนี้มีความโดดเด่นหลายอย่าง โดดเด่นขนาดว่าใครย่างกรายเข้าไปชมสิ่งสำคัญต่างๆ ในวัดสัมผัสแรกทางตาและใจเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกปีติ เกิดความเย็นที่แทรกลึกไปถึงข้างในจิตใจ บางคนถึงขนาดเกิดโลมหังสนาการ (ขนลุก)

เริ่มจากการเข้าไปภายในพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ พระเจดีย์ที่เชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย (สูง 94.78 เมตร 14 ชั้น) ที่ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

 กล่าวถึงพระบรมสารีริกธาตุนั้น พระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) เจ้าอาวาส ได้รับจากพระสันตปทมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดโคตมวิหาร เมืองจิตตกอง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เมื่อปี 2517 และได้รับจากพระวิสุทธ์นันทมหาเถระ หัวหน้าพระสงฆ์ เถรนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรรมราชิกา นครดักก้า สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ปี 2519

 ต่อมาปี 2522 สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา โดยสมเด็จพระสังฆราชศรีลังกามหาเถระ ได้มอบพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน 1 ชุด และปี 2527 ได้มอบพระอุรังคธาตุ (พระบรมสารีริกธาตุส่วนอก) จำนวน 1 องค์

 ใครที่ได้เข้าไปกราบพระบรมสารีริกธาตุในพระมหาเจดีย์นี้ถือเป็นบุญ เชื่อว่าความรู้สึกปีติจะเกิดขึ้นกับทุกคน

 อีกที่หนึ่งเข้าไปแล้วอยากนั่งนานๆ คือ ถ้ำวิปัสสนา หลายคนอาจสงสัยทำไมมีถ้ำวิปัสสนา อย่าลืมว่า หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่เผยแผ่วิปัสสนา โดยสอนหลักสูตรสมาธิแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีศูนย์สมาธิวิริยานุภาพอยู่ในวัดธรรมมงคลและในวัดสาขาในต่างประเทศ ชาวต่างชาติรู้จักหลวงพ่อวิริยังค์เป็นอย่างดี  

 ถ้ำวิปัสสนานั้น ท่านได้เล็งเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมและช่วยให้จิตใจสงบได้โดยเร็ว คือสถานที่สัปปายะที่มีลักษณะเป็นป่าไม้และภูเขา ซึ่งในกลางกรุงเทพฯ ไม่มี จึงได้ดำเนินการสร้างป่าไม้และภูเขาขึ้นบริเวณวัดธรรมมงคลเรียกว่า “ถ้ำวิปัสสนา”

 ถ้ำนี้สร้างอยู่ด้านหลังศาลาของวัดธรรมมงคลบนเนื้อที่ 4 ไร่ การปลูกป่าได้เสาะหาต้นไม้นานาพันธุ์จากป่าแท้ๆ และบรรทุกหินมาจากภูเขาก่อเป็นถ้ำใหญ่ขนาดบรรจุคนได้ 200-300 คน

 บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงัด สงบเย็นสบายมีอากาศถ่ายเท กั้นรั้วล้อมรอบป้องกันผู้คนพลุกพล่านบริเวณภายนอกมีสระน้ำ รอบสระปลูกไม้ดอกและไม้ประดับแลดูงดงามตระการตา แต่ละมุมได้ถูกจัดสรรให้เป็นไปตามธรรมชาติ

 ทางวัดธรรมมงคลได้กำหนดให้ถ้ำวิปัสสนาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้ที่จะมารับการอบรมกรรมฐานและสำหรับนักศึกษาครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ ตลอดทั้งผู้มาถือศีลอุโบสถทุกท่าน อยากเข้าถ้ำไหมก็ต้องไปปฏิบัติ ที่วัดสอนสมาธิตลอดไปสมัครได้

 อีกสถานที่หนึ่งอย่าลืมไปคือ “ศาลาพระหยก” ไปกราบพระพุทธมงคลธรรมศรีไทย (หลวงพ่อหยก) พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากหยกก้อนใหญ่ที่หลวงพ่อวิริยังค์สั่งมาจากจากรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ในปี 2534 น้ำหนัก 32 ตัน เป็นหยกสีเขียวคุณภาพดีที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 หยกก้อนนี้ได้ตัดออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งแกะเป็นพระพุทธรูปหยกปางนั่งสมาธิสูง 2.20 เมตร หน้าตักกว้าง 1.66 เมตร งดงามล้ำค่าหาประมาณมิได้ มีอยู่เพียงองค์เดียวจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งของโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานนามว่า พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย

 ส่วนที่สองแกะเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก มีลักษณะงาม สง่า มีเมตตา ทรงยืนประทานพรสูง 2.20 เมตร จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเช่นกัน โดยช่างที่มีชื่อเสียงของโลกจากอิตาลีประดิษฐานไว้ในศาลา ภ.ป.ร.

 ยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายที่ในวัดธรรมมงคล อยากให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตาและใจของตัวเอง แล้วปีติและความศรัทธาจะเกิดกับทุกคนแน่นอน

 

ธรรมะกับน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547952

ธรรมะกับน้ำ

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

เข้าช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย หลายคนสนุกสนานกับการเล่นสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดถึงเล่นน้ำกัน ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางสนุกสนานกันมากกว่า การเข้าวัด ฟังธรรม แห่ดอกไม้ ขนทรายเข้าวัดนั้นปัจจุบันหาได้น้อย หรือแทบจะไม่เห็นประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นวิถีของคนสมัยเก่าหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม ความสนุกสนานรื่นเริงนั้นก็แฝงมาด้วยความอันตรายอันจะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน อย่างน้อยก็พึงมีสติในการเล่นสงกรานต์

เมื่อมีเรื่องของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเล่นสงกรานต์ วันนี้เลยขอพูดถึง “ธรรมะจากน้ำ” หลายครั้ง ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนสาวก ท่านยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องของธรรมชาติ

ในครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่อง “พยับแดดและฟองน้ำ” ให้สาวกเข้าใจถึงเรื่องความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง

เคยทรงสอนเรื่องการสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยยกตัวอย่างสุนัขจิ้งจอกกับเต่า โดยสุนัขจิ้งจอกนั้นหาวิธีจะกินเต่าเป็นอาหาร คอยเฝ้าดูอยู่ตลอด และทุกครั้งที่สุนัขจิ้งจอกเดินเข้าไปหาเต่า เต่าจะหดหัวหางและขา เข้ากระดองทุกครั้งไป สุนัขจิ้งจอกจึงไม่สามารถกินเต่าได้

พระพุทธองค์ทรงอุปมาอุปไมยว่า สุนัขจิ้งจอกนั้นเปรียบเสมือนกิเลส เต่าเปรียบเสมือนมนุษย์ มนุษย์ที่สำรวมอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น กิเลสจะไม่สามารถทำอะไรได้

เรื่องน้ำก็เช่นกัน ถ้าเราได้ลองพิจารณา ธรรมชาติของน้ำนั้นมีอย่างน้อย 3 ลักษณะ คือ เย็น สะอาด และเข้ากับสิ่งอื่นได้ดี หรือเป็นตัวประสานนั่นเอง

ธรรมชาติของน้ำข้อแรกคือเย็น เราควรรักษาใจให้เยือกเย็น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์อากาศร้อนหากมีใครหรือคำพูดของใครมากระทบกระทั่ง ก็ให้เยือกเย็นไม่วู่วาม

ธรรมชาติของน้ำข้อที่สอง คือ สะอาด หากมีสิ่งใดสกปรก เราก็เอาน้ำไปชำระล้างสิ่งนั้นให้สะอาด เพราะฉะนั้นช่วงสงกรานต์นี้ให้ชำระสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของเราออก

ธรรมชาติของน้ำประการที่สาม คือ เข้ากับสิ่งอื่นได้ดี เช่น เวลาผสมปูน น้ำคือตัวประสานระหว่าง ปูน ทราย หิน เข้าด้วยกัน เหมือนชีวิตคู่หรือชีวิตครอบครัว อย่าต่างคนต่างถือดี เดี๋ยวทะเลาะกันไม่เลิก แต่ต้องปรับตัว ปรับความคิดเข้าหากัน ประสานกัน พูดคุยกัน จึงจะเหมือนปูนที่ก่อเป็นผนังบ้านอย่างแข็งแรงแน่นหนาได้เพราะมีน้ำเป็นตัวประสาน

เทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยนี้ ขอให้ทุกท่านทำตัวให้เป็นน้ำที่เย็น สะอาด และประสานหัวใจให้มีความสุข ด้วยธรรมะจากน้ำ

พระโกศัยเจติยารักษ์ บริหารวัดด้วยหลักไตรสิกขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547951

พระโกศัยเจติยารักษ์ บริหารวัดด้วยหลักไตรสิกขา

โดย  วรธาร ทัดแก้ว

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ วัดคู่บ้านคู่เมืองของ จ.แพร่ ชาวแพร่จะให้ความเคารพบูชาพระธาตุช่อแฮและหลวงพ่อช่อแฮ พระประธานในพระอุโบสถอย่างมาก ทุกปีจะมีการจัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุและแห่ตุงหลวงอย่างยิ่งใหญ่

ถ้าพูดในเชิงท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมถือเป็นวัดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.แพร่ เรียกได้ว่าใครไปเที่ยวแพร่แล้วไม่ได้ขึ้นไปสักการะถือว่ามาไม่ถึงแพร่ โดยเฉพาะชาวปีเสือมักจะเดินทางมาสักการะเนืองแน่น เนื่องจากเชื่อกันว่าพระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุสำหรับชาวปีขาล

หากมองในเชิงการบริหารและพัฒนา ถือเป็นวัดที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน ใครมาเที่ยวมานมัสการพระธาตุจะรู้สึกได้เลยว่าวัดบริหารอย่างมีแบบแผนเป็นระบบทั้งในด้านท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณีและอื่นๆ ปัจจุบันมีพระโกศัยเจติยารักษ์ เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ด้วย

“อาตมาบริหารและพัฒนาวัดมุ่งให้เป็นไปตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล (ความเรียบร้อยดีงาม) สมาธิ (ความสงบตั้งมั่น) ปัญญา (ความรู้จริง) โดยใช้หลักสัทธรรม 3 คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ขับเคลื่อน ทำครบทุกมิติ ทั้งปริยัติ (ศึกษาเรียนรู้) ปฏิบัติ (ลงมือทำ) ปฏิเวธ (ผลสัมฤทธิ์) เริ่มจากขั้นปริยัติคือการศึกษาของพระเณรเป็นอันดับแรก”

การศึกษาของภิกษุสามเณรวัดพระธาตุช่อแฮเป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมากและมีวิธีปฏิบัติชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องการบวชเรียนจะต้องย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่วัดพระธาตุช่อแฮ (โดยความยินยอมของพ่อแม่) อาจมาเป็นเด็กวัดก่อนแล้วค่อยบวชเรียน และเมื่อบวชแล้วจะต้องเรียนนักธรรมและบาลีด้วยส่วนปริยัติสามัญทางวัดสนับสนุนอยู่แล้ว

“การศึกษาของพระเณรในส่วนนักธรรมมีชั้นตรี โท เอก บาลีมีประโยค 1-2 ถึง ป.ธ.9 ปริยัติสามัญ ม.1-6 ถ้าเรียนจบก็ไปต่อปริญญาตรี โท เอก ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ อย่างที่ จ.แพร่ มีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาเขตแพร่อยู่ หรือต่อมหาวิทยาลัยทางโลกก็ได้อาตมาส่งเสริมเต็มที่ในเรื่องทุนโยมพ่อโยมแม่เณรไม่ต้องห่วง ขอแค่ตั้งใจเรียน ทำหน้าที่ในวัดอย่างสมบูรณ์และทำตามข้อตกลงให้ได้

เมื่อบวชแล้วต้องเรียนอย่างน้อย 3 ปี ห้ามสึกก่อน 3 ปี (อันนี้บังคับ) อย่างกลาง 6 ปี มาก 10 ปี (แล้วแต่จะอยู่ได้) ที่กำหนดเช่นนี้เพราะต้องการให้เขาเรียนและได้ความรู้จากการบวชจริงๆ เป็นประโยชน์สำหรับเขาทั้งสิ้น ถ้ารูปไหนอุตสาหะเราสนับสนุนทุนเรียนจนจบทั้งทางธรรมบาลีและทางโลก เช่น ถ้าสอบได้ประโยค 1-2 ถวาย 2 หมื่นบาท ประโยค 3 จำนวน 3 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นประโยคละหนึ่งหมื่นบาท ส่วนประโยค 9 จำนวน 1 แสนบาท ลองคิดดูถ้าสอบได้ทุกปีจนถึงประโยค 9 ก็ถือว่าได้เยอะมากที่จะเป็นทุนเรียนต่อหรือจะให้โยมพ่อโยมแม่ยังได้เลย

อาตมาตั้งใจพัฒนาลูกศิษย์ให้มีความรู้คู่ธรรม มีความรู้ทั้งคดีโลกและคดีธรรม ที่สำคัญต้องการสร้างศาสนทายาทที่ดี มีคุณภาพและความรู้เพื่อสืบทอดและทำงานรักษาพระพุทธศาสนา เช่น ไปเป็นเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ ที่เจ้าอาวาสขาดแคลน หรือไปเป็นพระธรรมทูตต่างประเทศ หรือพระวิปัสสนากรรมฐานสอนญาติโยมและชาวพุทธต่อไป”

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ กล่าวต่อว่า เมื่อทำขั้นแรกคือปริยัติแล้ว ขั้นปฏิบัติก็ได้ทำควบคู่ไปด้วย โดยมีการจัดปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดปีละหลายครั้ง โดยเฉพาะในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญในโอกาสพิเศษอื่นๆ โดยจะมีพระวิปัสสนาจารย์ในวัดนำญาติโยมและชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งการจัดแต่ละครั้งจะมีญาติโยมมาร่วมจำนวนมาก

“ขั้นที่สาม ปฏิเวธ เป็นเรื่องของการบริหารและจัดการวัด การรักษาผลประโยชน์ของวัดและเชื่อมโยงกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ชุมชนและสังคม การที่วัดพระธาตุช่อแฮเป็นวัดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.แพร่ เพราะเราบริหารจัดการวัดให้เกิดความโปร่งใส ใช้หลักธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารจัดการ และใช้หลักของบวร (บ้าน วัด โรงเรียน)

เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจโดยส่งเสริมชาวบ้านให้มีรายได้ มีเศรษฐกิจพอเพียง มีหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างวัดกับชุมชน ท้องถิ่น ภาคราชการ ใช้หลักของบวรร่วมทำงานด้วยกัน”

พระโกศัยเจติยารักษ์ กล่าวต่อว่า รูปแบบการบริหารวัดพระธาตุช่อแฮเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ใช่วัดทำคนเดียว เราพยายามหาเครื่องมือและองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะองค์ความรู้จากการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาวัดโดยร่วมกับภาคส่วนต่างๆ

“ครั้งแรกเราทำการวิจัยเรื่องท่องเที่ยวบริเวณรอบวัดพระธาตุช่อแฮ ในความร่วมมือของชุมชนในเขตเทศบาลตำบลช่อแฮ โดยที่ได้งบจาก สกว. ต่อมาเรามาต่อยอดการมาวิจัยเรื่องของประเพณี 12 เดือน เราก็มาดูว่าใน 12 เดือนนี้มีประเพณีใดต้องสืบทอด ประเพณีใดต้องฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ และการวิจัยครั้งนี้ก็เป็นผลให้มีการจัดงาน ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ของชุมชนชาวแพร่มาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่น่าภูมิใจจากการจัดงานประเพณีไหว้พระธาตุฯ อันเป็นงานประจำ จ.แพร่ นั้นได้เป็นรูปแบบหรือโมเดลให้กับทุกอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านต่างๆ จำนวนมากนำไปจัดงานในรูปแบบของตัวเอง เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นตัวเอง ทุกวันนี้อาตมาก็นั่งเป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลช่อแฮด้วย”  รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมยาตรา ยังคงงดงามเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547155

ธรรมยาตรา ยังคงงดงามเสมอ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ปิดฉากไปด้วยความเรียบร้อยงดงามและเป็นที่เจริญศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกับ “โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล” รุ่น 5 2560/2561 ในความรับผิดชอบของกองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งได้ขับเคลื่อนตามดำริและนโยบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติการของ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล

โครงการสำเร็จด้วยดี เพราะทีมพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล มีความเข้มแข็งและมีประสบการณ์ เริ่มจากหัวหน้าพระธรรมทูตคือ พระธรรมโพธิวงศ์ ซึ่งเป็นเสาหลักให้ลูกทีมได้อุ่นใจ ขณะที่ลูกทีมล้วนแล้วแต่เป็นระดับผู้นำองค์กร เป็นงาน รู้หน้าที่ และมีความรู้ความสามารถทั้งทางธรรมและทางโลก

เริ่มจาก พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล พระครูปริยัติโพธิวิเทศ หรือท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดไทยสาวัตถี ประเทศอินเดีย ซึ่งควบโฆษกพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล อีกตำแหน่ง ความรู้เรื่องอินเดียแน่นปึ้ก

พระครูปลัดโพธิวงศ์วรวัฒน์ (ป้อม) เลขานุการ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย พระครูศรีพัฒนวีราภรณ์ (ปราโมทย์) เจ้าอาวาสวัดพระราชวังกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล และที่ขาดไม่ได้คือ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงษ์) วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ในฐานะหัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ ครั้งนี้

อีกรูปหนึ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ คือ พระอาจารย์ประวัติ ปวัตโต วัดนาคปรก ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ท่านรูปนี้มีบทบาทสำคัญ คือ เป็นผู้นำในการเดินธรรมยาตราของโครงการนี้

ระยะเวลาของโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2560 และสิ้นสุดวันที่ 29 มี.ค. 2561 รวมระยะเวลา 95 วัน ขณะที่ระยะทางธรรมยาตราในเส้นทางที่กำหนดรวม 2,600 กิโลเมตร มีภิกษุเข้าร่วมธรรมยาตรา (เดินธุดงค์) ทั้งสิ้น 120 รูป

เป็น 120 รูป ที่ผ่านการทดสอบ การพิจารณา และคัดเลือกจาก 300 รูปที่เดินธรรมยาตราที่ประเทศไทยมาก่อนที่ จ.นครราชสีมา เป็นเวลา 20 วัน ซึ่งคุณสมบัติของผู้ผ่านการคัดเลือกนอกจากจะมีศรัทธาและมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วจะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอุปสรรคต่อธรรมยาตรา

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 คือวันที่คณะธรรมยาตราเดินทางถึงพุทธคยาและพักที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากนั้นได้ปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์ ทั้งที่วัดไทยพุทธคยาและใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมได้ประกอบพิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันที่ 31 ธ.ค. 2560

จากนั้นในวันที่ 2 ม.ค. 2560 คณะธรรมยาตราทั้ง 120 รูป ก็ได้กราบลาพุทธคยาออกธรรมยาตราไปยังสถานที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ ทั้งในอินเดียและเนปาล

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ หัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ กล่าวว่า ทุกสถานที่สำคัญที่คณะเดินทางไปถึงนอกจากปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาแล้วจะมีการสาธยายพระสูตรที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นๆ อย่างเช่น เมื่อไปถึงวัดเชตวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ ซึ่งเดินทางไปถึงในวันมาฆบูชาพอดี ก็จะมีการสวดโอวาทปาติโมกข์ เหมือนดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงแก่พระอรหันต์ 1250 รูปในสมัยพุทธกาลที่วัดแห่งนี้

หัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ กล่าวต่อว่า ตลอดเส้นทางธรรมยาตราที่มีระยะทาง 2,600 กิโลเมตร พระสงฆ์ที่ร่วมเดินหลายรูปต่างมีอาการป่วย เช่น เจ็บคอ ตัวร้อน เป็นไข้หวัด ปวดเข่า ปวดขา ครั่นเนื้อครั่นตัว ท้องเสียบางช่วง แต่ท่านเหล่านี้ต่างตั้งใจและอดทน พากเพียรตั้งจิตถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และผ่านมาได้

“ความสำเร็จของโครงการนอกจากญาติโยมได้ร่วมทำบุญกันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ถือว่าเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอินเดียและชาวโลกได้รู้จักพระพุทธศาสนาและเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น ที่สำคัญเรายังจะได้พระสงฆ์มาปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นด้วย โดยหลังจากนี้จะมีการพิจารณาคัดเลือกเพื่อมาปฏิบัติศาสนกิจที่อินเดียต่อไป”

ทว่า ไฮไลต์ของการเดินธรรมยาตราครั้งนี้ ก็คงต้องยกให้ “เจ้าโส” สุนัขผู้พิทักษ์พระภิกษุที่เดินธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดามาตั้งแต่รุ่นที่ 3, 4 จนมาถึงรุ่น 5 และครั้งนี้ เจ้าโสได้ชวนเพื่อนอีก 2 ตัวมาร่วมเดินกับคณะธรรมยาตราด้วย…เหลือเกินจริงๆ

ชวนไปเอาบุญ พิธียกยอดพระเจดีย์วัดสุวรรณภูมิฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/546323

ชวนไปเอาบุญ พิธียกยอดพระเจดีย์วัดสุวรรณภูมิฯ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ก่อนถึงงานบุญมหาสงกรานต์ของไทยในกลางเดือน เม.ย.นี้ มีบุญใหญ่อยากเชิญชวนคนไทยและชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะชาวสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ไปร่วมกันให้มากๆ กับงาน “พิธียกยอดพระมหาเจดีย์ พุทธคยา” ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ๙๘๙ ต.จระเข้น้อย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในวันที่ 4 เม.ย. 2561

ภาคเช้าสมโภชยอดพระมหาเจดีย์

การประกอบพิธียกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยาจะเริ่มขึ้นในเวลา 15.00 น.โดยประมาณ แต่ประชาชนสามารถเดินทางไปร่วมงานได้ตั้งแต่ภาคเช้า เนื่องจากมี “พิธีสมโภชยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา” ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 61 รูป เจริญชัยมงคลคาถาเฉลิมฉลอง “ยอดพระมหาเจดีย์” ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย

หลังจากนั้น เวลา 11.00 น. จะมีพิธีตักบาตรพระธุดงค์ 120 รูป ในโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล ซึ่งได้ปฏิบัติศาสนกิจครบกำหนดโครงการ ในการเดินทางจาริกไปในแผ่นดินพุทธภูมิเป็นเวลา 99 วัน ระยะทาง 2,600 กิโลเมตร โดยได้จาริกไปสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง และวัดเชตวันมหาวิหาร อันเป็นสถานที่ตั้งแห่งกองทัพธรรมในครั้งพุทธกาลด้วย

ทั้ง 120 รูป เพิ่งเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา และจะเข้าร่วมในพิธีสมโภชและยกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา ในวันที่ 4 เม.ย. 2561 ด้วย

ต้องบอกก่อนว่า โครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดาแดนพุทธภูมิ เป็นโครงการในความรับผิดชอบของคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งนำโดย พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้จัดขึ้น และได้วางระยะเวลาสิ้นสุดโครงการให้สอดรับกับงานยกยอดพระมหาเจดีย์ในวันที่ 4 เม.ย. เท่ากับพระธุดงค์ 120 รูป ได้เป็นสักขีในพิธีสมโภชและยกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตีด้วย

ชาวสมุทรปราการและกรุงเทพฯ จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการทำบุญ จัดแจงเตรียมของทำบุญไปใส่บาตรพระธุดงค์ 120 รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระที่มีศรัทธาและอุตสาหะแรงกล้าในธุดงค์ธรรมยาตราเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้วรอร่วมพิธียกยอดพระมหาเจดีย์ในเวลา 15.00 น.ต่อไป

ภาคบ่าย พิธียกยอดพระมหาเจดีย์

หลังจากพิธีในภาคเช้าเสร็จก็จะเปิดให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้ทำบุญปิดทองยอดพระมหาเจดีย์ตามอัธยาศัย ก่อนที่เวลา 15.00 น.โดยประมาณ จะได้ประกอบพิธียกยอดพระเจดีย์ขึ้นประดิษฐานบนพระมหาเจดีย์ โดยมี “พระพรหมสิทธิ” เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมี “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานมูลนิธิวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

สำหรับแผ่นทองคำซึ่งนำมาใช้ปิดยอดพระมหาเจดีย์นั้น พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้ประกอบพิธีอธิษฐานจิต ขออาราธนากระแสบุญบารมีของหลวงพ่อพระพุทธองค์ดำ เมืองนาลันทา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 3 องค์ ที่คนอินเดียนับถืออย่างมาก เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนนำกลับประเทศไทยพร้อมบยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา

ขณะที่ยอดพระมหาเจดีย์ซึ่งจะยกขึ้นประดิษฐานบนพระมหาเจดีย์นั้น มีขนาดความสูงอยู่ที่ 71 เซนติเมตร เป็นยอดที่แกะสลักด้วยหินทรายจากเมืองจูนนาห์ ประเทศอินเดีย โดยนายช่างชาวอินเดีย ซึ่งมีอาชีพแกะสลักพระสืบทอดกันมาแต่ครั้งพุทธกาล ก่อนอัญเชิญกลับประเทศไทย พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และคณะพระธรรมทูตฯ ได้ประกอบพิธีอธิษฐานจิตและเจริญพระพุทธมนต์สมโภช จากนั้นได้มอบให้ “กนกศักดิ์ ปิ่นแสง” ตัวแทนคณะกรรมการสร้างวัด อัญเชิญกลับวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี  สำหรับผู้ที่จะไปร่วมงานดังกล่าวในวันที่ 4 เม.ย.นี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-0519-7989

ราหูแกะแบบคู่ ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/545485

ราหูแกะแบบคู่ ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมราหูแกะแบบคู่ สุริยประภา-จันทรประภา ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง สุดยอดเครื่องรางล้ำค่าแห่งแดนล้านนา ท่านแกะจากกะลาตาเดียวตามที่หาได้ มีทั้งแบบคู่และเดี่ยว มีทั้งลงรัก ชาดและปิดทองกับแบบที่ไม่ลงอะไรเลย เล่ากันว่าท่านได้แกะกะลาให้ครูบาศรีวิชัยในคราวที่เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อสอบอธิกรณ์ในสมัยนั้นด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีใครได้พบเห็นกะลาคู่นั้นแล้ว

ในการจะลงอักขระกะลาของครูบานันตานั้น ท่านจะสร้างปะรำพิธีกลางแม่น้ำตุ๋ยหลังวัดทุ่งม่านใต้ จะลงในฤกษ์ดีก่อนแล้วมาลงตัวสุดท้ายในฤกษ์ใหญ่ หากเป็นยันต์สุริยประภาจะต้องรอเวลาเกิดสุริยคราส ส่วนยันต์จันทรประภาต้องรอเวลาเกิดจันทรคราสเท่านั้น ซึ่งในหนึ่งปีเกิดเพียงไม่กี่ครั้งและเวลาที่ลงยันต์ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนเกิดสุริยคราสหรือจันทรคราส และไปสิ้นสุดการลงยันต์เมื่อหมดสุริยคราสและจันทรคราส ลงยันต์ได้เท่าไรก็เท่านั้น

พระคาถาที่ใช้ลงในยันต์สุริยประภา

กุเสโต มะมะ กุเสโต

โตลาโม มะมะ โตลาโม

คุยหะโม มะมะ คุยหะโม

คุตติโม มะมะ คุตติโมฯ

พระคาถาที่ใช้ลงในยันต์จันทรประภา

ยะถาตัง มะมะ ตังถายะ

ตะวะตัง มะมะ ตังวะตัง

ตังเสกา มะมะ กาเสตัง

กาติยะ มะมะ ยะติกาฯ

ตำนานพระราหูนั้นได้กล่าวว่า มีพระฤๅษีผู้ทรงฌานสมาบัติสถิตอยู่ที่เขายุคนธรได้พิจารณาด้วยอำนาจทิพยจักษุญาณแล้วเกิดปริวิตกว่า ในภายภาคหน้ามนุษย์จะต้องเผชิญด้วยทุกข์เข็ญต่างๆ ท่านจึงได้ประดิษฐ์ยันต์วิเศษคือ สุริยประภาและจันทรประภา เพื่อให้เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ในภายภาคหน้า อุปเท่ห์ของยันต์ทั้งสองนี้เป็นของหาสิ่งใดเทียบมิได้ โดยฤกษ์ที่ใช้ลงยันต์ทั้งสองนี้ หากเป็นยันต์สุริยประภาต้องลงในเวลาที่เกิดสุริยคราส หากเป็นยันต์จันทรประภาต้องลงในเวลาที่เกิดจันทรคราส

คุณวิเศษของยันต์ทั้งสองนั้น กล่าวกันว่า ถ้าไปหลงทางที่ไหน ไม่มีคนช่วยเหลือ ให้เอายันต์ทั้งสองมาบูชาแล้วสวดคาถาทั้งสองบท จะมีผู้นำข้าวปลาอาหารมาให้

หากหวังได้ลาภและเงินทองให้เอายันต์จันทรประภาใส่อับเงิน เอายันต์สุริยประภาใส่อับทอง พร้อมใส่เครื่องหอมบูชาในอับเงินและอับทอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานจะสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ

ถ้าจะเข้าปะทะกับศัตรู ให้เอายันต์สุริยประภาเจิมด้วยเครื่องหอมและเสกด้วยคาถาสุริยประภาและนำติดตัวไปด้วย จะเป็นเครื่องป้องกัน มีความคงกระพันชาตรี

ถ้าหากสามีหรือภรรยา แตกแยกมีการเอาใจออกห่างกัน ให้เขียนชื่ออีกฝ่ายแล้วเอายันต์จันทรประภาทับพร้อมเสกคาถา จะกลับมารักใคร่กันเหมือนเดิม

หากเจ้านายโกรธเคืองให้เอายันต์สุริยประภาเจิมด้วยเครื่องหอมแล้วเสกคาถาสุริยประภา 3 ครั้งและนำติดตัวไว้ เมื่อพบหน้ากันก็จะหายโกรธเคือง

ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง เกิดที่บ้านทุ่งม่านใต้ พ.ศ. 2415 ท่านเป็นครูบาอาจารย์ยุคเดียวกับครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย ท่านเป็นพระสมถะไม่ยึดติดกับลาภยศ ไม่สะสมทรัพย์สิน ยังเป็นพระนักพัฒนาอีกด้วย ท่านสร้างวัตถุมงคลเพื่อแจกลูกศิษย์ไว้ใช้ป้องกันภัยต่างๆ เช่น ตะกรุดโทน เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ วัวธนู และกะลาพระราหู เล่ากันว่าแม้แต่หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จ.นครปฐม ยังมาเรียนวิชาทำกะลาเพิ่มเติมจากครูบานันตาอีกด้วย ครูบานันตา มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2504 อายุได้ 90 ปีครูบานันตา ได้จดบันทึกคาถาบูชาพระราหูในสมุดปับสา ดังนี้

ตั้งนะโม 3 จบ

“เนนทะมันเต อัสสะ กัสสะ มัสสะลิจิระลานัง มาบังกะชะลินิสัวละ สัวติมะวิ มะชะก๊ะ พินิรัมป๊ะ ถะสัวละสัวติ ยะถาตัง ยะมะมะ ตังวะวะ มะมะตัง ตัง เสกามะมะกาติ ยะนานิ”