ทำบุญให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/544775

ทำบุญให้ถูกวิธี

โดย น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย

ผมเดินออกกำลังตอนเช้า ได้เห็นคนใส่บาตรทุกวันตัวผมเองไม่ได้ใส่บาตร แต่ทำบุญทานมัยทุกวัน “ทานมัย” (ทา-นะ-ไม) แปลตามศัพท์ว่า บุญอันสำเร็จด้วยการให้ หมายถึง ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ (meritorious action consisting in generosity; merit acquired by giving – พจน.พุทธศาสตร์ ข้อ ๘๙ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต) ผมแปลสั้นๆ ว่า ทำบุญให้ทาน

บางท่านเข้าใจว่า การใส่บาตร เรียกว่า “ทำบุญ” ส่วนการให้เงินหรืออาหารแก่คนทั่วไป เรียกว่า “ให้ทาน” คือแยก “ทำบุญ” เป็นอย่างหนึ่ง “ให้ทาน” เป็นอีกอย่างหนึ่ง ว่าตามลีลาภาษาไทยก็แยบคายดี แต่ว่าตามหลักความจริง ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร การบริจาคแก่วัดแก่พระ หรือให้เงินให้อาหารแก่คนทั่วไปและบริจาคให้แก่ใครๆ ทั่วไป ล้วนจัดอยู่ในประเภท “ทานมัย” – ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ เหมือนกันทั้งสิ้น

ใส่บาตร เป็นบุญทานมัยชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมทำกันทั่วไปทุกเช้า แต่เวลานี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นในกระบวนการใส่บาตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมตั้งใจจะมาบอกเอาบุญในวันนี้ 2 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1 พระยืนบิณฑบาต หมายความว่า พระท่านไม่เดินไปไหน ยืนปักหลักอยู่ที่เดียว รอให้คนเดินมาใส่ กรณีนี้ส่วนมากพบตามตลาดที่ขายอาหารพร้อมกิน คือคนมาซื้อกับข้าวซื้ออาหารแล้วก็เลยซื้อใส่บาตรไปด้วย

อันนี้ว่าตามสภาพความเป็นจริงก็น่าคิด พระบิณฑบาตก็คือพระเดินไปตามบ้านคน สมัยก่อนแต่ละบ้านหุงหาอาหารกินกันเอง พระเดินไปตามบ้านย่อมเป็นการถูกต้อง เพราะแหล่งอาหารอยู่ตามบ้านคน แต่สมัยนี้ส่วนมากบ้านต่างๆ ซื้ออาหารพร้อมกินมาจากตลาด แหล่งอาหารย้ายจากบ้านคนไปอยู่ที่ตลาด การที่พระไปบิณฑบาตที่ตลาดก็น่าจะเป็นการถูกต้องตามสภาพสังคม

อันนี้ชวนให้คิดเฉยๆ นะครับ ยังไม่ได้บอกว่าถูกว่าผิด แต่การที่พระท่านไม่เดินไปไหน ยืนปักหลักอยู่ที่เดียวนั้นไม่เหมาะอย่างแน่นอน ถ้าถือตามตัวหนังสือ หลักของท่านว่า “บิณฑบาตตามลำดับตรอก” หมายความว่าต้องเดินไปเรื่อยๆ ถึงบ้านคนจึงหยุดแล้วยืนนิ่งๆ

สมัยผมบวช ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า ให้ยืนรอได้ประมาณ 3 อึดใจ ถ้าไม่มีใครออกมาใส่บาตรก็ให้ออกเดินต่อไป เว้นไว้แต่มีคนร้องนิมนต์ให้รอ เพราะฉะนั้นแม้จะไปบิณฑบาตที่ตลาด ก็ต้องเดินไปเรื่อยๆ คือต้องไปเดิน ไม่ใช่ไปยืน

คำแนะนำของผมก็คือ กรุณาอย่าใส่บาตรกับพระที่ยืนปักหลักอยู่กับที่ครับ การใส่บาตรกับพระที่ยืนปักหลักอยู่กับที่เป็นการสนับสนุนให้พระทำผิดวัฒนธรรมจารีตประเพณีอันดีของพระ โปรดช่วยกันถวายกำลังใจให้พระท่านรักษาวัฒนธรรมจารีตประเพณีอันดีของพระด้วยการใส่บาตรเฉพาะพระที่เดินบิณฑบาตเท่านั้น

อนึ่ง เพราะพระยืนอยู่กับที่ จึงเป็นทางมาของกรณีพระกับร้านขายของใส่บาตรสมคบกันซื้อขายของที่ใส่บาตรแล้ว อันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องอีกเรื่องหนึ่ง การไม่ใส่บาตรกับพระที่ยืนอยู่กับที่จึงเป็นการตัดหรือป้องกันปัญหาที่ว่านั้นได้ทางหนึ่ง พูดในทางกลับกัน การใส่บาตรกับพระที่ยืนอยู่กับที่ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนหรือเปิดช่องให้มีการซื้อขายของที่ใส่บาตรแล้วทางหนึ่งนั่นเอง

เรื่องที่ 2 ใส่บาตรด้วยเงิน ผู้ที่ทำบุญด้วยวิธีเอาเงินใส่บาตรพระที่ออกบิณฑบาตอ้างเหตุผลว่า (1) ไม่มีเวลาไปซื้ออาหาร (2) ใส่อาหาร พระท่านก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระท่านจะได้เอาเงินไปซื้อของที่จำเป็นอื่นๆ ได้อีก เป็นเหตุผลที่ดีมากๆ ดีที่สุดด้วย ผมเห็นด้วยกับเหตุผล แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีปฏิบัติ

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า พระรับเงิน ผิดวินัยสงฆ์ การเอาเงินใส่บาตรไปตรงๆ จึงเป็นการส่งเสริมให้พระละเมิดวินัยตรงๆ จังๆ และโดยไม่จำเป็น เรื่องนี้ท่านมีวิธีการที่ถูกต้องอยู่แล้ว นั่นคือ ถวายเงินเป็นของสงฆ์ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีเอาเงินใส่บาตร

ตามระบบที่ถูกต้อง วัดจะมีไวยาวัจกรทำหน้าที่รับ-จ่ายเงินของสงฆ์แทนพระเณรอยู่แล้วทุกวัด ใครมีศรัทธาอยากถวายเงินให้พระเณรได้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น ก็เอาเงินไปที่วัด แจ้งความจำนงต่อไวยาวัจกรว่าขอถวายเงินเป็นของสงฆ์ และตามระบบที่ถูกต้องวัดก็จะออกอนุโมทนาบัตรให้เป็นหลักฐาน เงินที่มีผู้ถวายเป็นของสงฆ์นี้ทางวัดก็จะเอาไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ อันเป็นส่วนรวมของวัด และของพระเณรในวัดตรงตามเหตุผลที่อ้างข้างต้น

ถ้าเราช่วยกันทำบุญถวายเงินด้วยวิธีนี้ จะมีผลดีคือ (1) พระไม่ต้องละเมิดวินัยเกี่ยวกับการเงิน (2) เป็นการจูงใจหรือบังคับให้วัดต่างๆ บริหารการเงินอย่างถูกวิธี และ (3) เป็นการฟื้นฟูคุณค่าของ “ระบบสงฆ์” ให้เห็นประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่เราเชื่อว่าถวาย “สังฆทาน” ได้อานิสงส์แรงนั้น ส่วนมากเชื่อและพูดตามๆ กันไปโดยไม่ได้เห็นประจักษ์ว่า ที่ว่าได้อานิสงส์แรงนั้นคือได้อะไร ได้อย่างไร ตอบสั้นๆ ตรงนี้ก็คือ เงินที่ถวายให้เป็นของสงฆ์นั้นพระเณรทั้งวัดได้รับประโยชน์ทั่วถึงกัน ไม่ใช่ได้เฉพาะ พระ ก เณร ข ที่เราเอาเงินหย่อนลงในบาตรท่านตอนเช้ารูปเดียว

ทุกวันนี้ “ระบบเงินสงฆ์” ไม่ค่อยได้เห็นเป็นรูปธรรมก็เพราะเราไปนิยมถวายเงินให้พระเป็นส่วนตัว รวมทั้งนิยมใส่บาตรด้วยเงิน วิธีนี้มองเผินๆ พระเณรจะชอบ เพราะมีเงินใช้เป็นส่วนตัว สะดวกดี แต่ผลเสียก็คือ ละเมิดวินัยสงฆ์ไปเรื่อยๆ จนชาชิน พร้อมกันนั้นก็ปิดทับระบบเงินสงฆ์ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง (ทุกวันนี้แต่ละวัดก็มี “เงินวัด” ซึ่งก็คือเงินสงฆ์นั่นเอง แต่ไม่ได้เอามาใช้จ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่พระเณรในวัด ที่เป็นเช่นนี้สาเหตุหนึ่งและเป็นสาเหตุสำคัญก็คือผู้บริหารวัดคิดว่าพระเณรแต่ละรูปมีช่องทางได้รับเงินเป็นส่วนตัวอยู่แล้วนี่เอง ทำให้ไม่ได้เข้าถึงความหมายของคำว่า “สงฆ์” ที่แท้จริง)

ส่วนท่านที่กำลังจะอ้างว่า ไม่มีเวลาที่จะไปวัดได้ทุกวัน ก็ไม่ต้องห่วง ผมมีวิธีที่จะเสนอแนะครับ คือ วันไหนท่านมีศรัทธาอยากทำบุญด้วยเงิน ถ้าสะดวกจะไปวัด ท่านก็ไปวัดตามที่ว่ามานั่น วันไหนมีศรัทธา แต่ไม่สะดวก ท่านก็ทำกิริยา “ตัดใจบริจาค”

วิธีการก็คือ เอาเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (ซึ่งเปลี่ยนมาเป็นวิธีถวายเป็นของสงฆ์) นั้น มาทำกิริยา “จบ” แบบเดียวกับกำลังจะใส่บาตร โดยตัดใจว่า “เงินจำนวนนี้ข้าพเจ้าตัดใจบริจาคให้เป็นของสงฆ์ ณ บัดนี้” จะอธิษฐานหรืออุทิศส่วนบุญอะไรด้วยก็ว่าไป จบแล้วเอาใส่ซอง หรือทำที่ใส่โดยเฉพาะไว้ที่ไหนก็ได้ที่ท่านสะดวก

ทำอย่างนี้ทุกวันหรือทุกครั้งที่ท่านมีศรัทธาบริจาค มีผลเท่ากับวันนั้นท่านได้ทำบุญใส่บาตรสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วทุกประการ ครั้นถึงวันที่ท่านสะดวก ก็เอาเงินบริจาคที่สะสมมานั้นไปที่วัด ไปดำเนินการตามขั้นตอนที่ว่ามาข้างต้น เป็นวิธีที่ทำบุญได้ทุกวัน และป้องกันไม่ให้พระผิดวินัยสงฆ์เรื่องการเงินได้เป็นอย่างดี

ทุกวันนี้ผมก็ใช้วิธีนี้

พระเทพปริยัติโมลี สืบทอดนักปั้นเปรียญ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/544032

พระเทพปริยัติโมลี สืบทอดนักปั้นเปรียญ 9

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การสอบบาลีสนามหลวงประจำปีการศึกษา 2560-2561 บัดนี้ทราบผลกันทั่วประเทศแล้ว เพราะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ วัดสามพระยา แขวงบางขุนพรหม กรุงเทพฯ ปรากฏว่าประโยค ป.ธ.9 มีผู้สอบได้ถึง 51 รูป โดยเป็นสามเณร 6 รูป ถ้าย้อนสถิติผู้สอบได้ ป.ธ.9 ไป 2 ปี จะเห็นว่าปี 2559 มีผู้สอบได้ 44 และปี 2560 สอบได้แค่ 28 รูป

เชื่อไหมว่า ทุกปีที่มีการประกาศผลสอบบาลี “วัดโมลีโลกยาราม” เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นสำนักเรียนบาลีที่ถูกโฟกัสทุกครั้ง เนื่องจากมีผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคทุกปีในห้วงเกือบ 10 ปีมานี้ และปีนี้ก็ไม่พลาดมีผู้สอบได้ 2 รูป ภิกษุทั้งสองรูป ที่สำคัญมีพระเณรสอบได้มากเป็นอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ รวมทุกประโยคมาตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน (มีเพียงปี 2551 หลุดจากหัวแถว)

สำหรับผลการสอบปีนี้สำนักเรียนวัดโมลีโลกยารามมีจำนวนผู้สอบได้แต่ละประโยคดังนี้ ประโยค 1-2 สอบได้ 52 รูป ป.ธ.3 (ป.ธ.-เปรียญธรรม) สอบได้ 39 รูป ป.ธ.4 สอบได้ 23 รูป ป.ธ.5 สอบได้ 16 รูป ป.ธ.6 สอบได้ 21 รูป ป.ธ.7 สอบได้ 17 รูป ป.ธ.8 สอบได้ 8 รูป และ ป.ธ.9 สอบได้ 2 รูป รวมได้ทั้งหมด 178 รูป และยังครองอันดับ 1 อยู่

โดยยังไม่รวมผลสอบบาลีครั้งที่ 2 ที่แม่กองบาลีสนามหลวงจะจัดสอบในเดือน เม.ย. สำหรับผู้สอบประโยค 1-2-ป.ธ.5 ที่ไม่ผ่านบางวิชาในครั้งแรกได้สอบแก้ตัว พร้อมประกาศผลในปลายเดือนเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้นแต่ละสำนักอาจมีจำนวนผู้สอบได้เพิ่มขึ้นหรืออาจเท่าเดิม แต่สำนักเรียนวัดโมลีฯ เชื่อว่าต้องได้เพิ่มอย่างแน่นอน

ด้วยว่าวัดโมลีฯ เป็นสำนักเรียนบาลีที่เข้มแข็งมาตั้งแต่สมัยพระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) มาครองวัด ซึ่งนอกจากได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและถาวรวัตถุต่างๆ ยังได้ฟื้นฟูและส่งเสริมการศึกษาบาลีของภิกษุสามเณรควบคู่ไปด้วยอย่างเข้มแข็ง โดยมี พระมหาสุทัศน์ วรทสฺสี ป.ธ.9 (ปัจจุบันคือพระเทพปริยัติโมลี เจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักเรียนรูปปัจจุบัน) ซึ่งเป็นลูกศิษย์นั่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของสำนักเรียนวัดโมลีฯ คอยขับเคลื่อนและเป็นกำลังสำคัญ

พระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาส หรืออดีตเจ้าสำนักเรียนวัดโมลีฯ และอดีตเจ้าคณะภาค 10 นั้นเป็นพระที่ใส่ใจการศึกษาบาลีมาก ท่านคือพระนักปั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค โดยมีศิษย์ที่เป็น ป.ธ. 9 กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งบรรพชิตและฆราวาส บรรพชิตก็มีทั้งเจริญในสมณศักดิ์และตำแหน่งทางปกครองสงฆ์ เช่น เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด เป็นต้น ฆราวาสก็มีหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ขณะศิษย์ที่เป็นเปรียญอื่นๆ ก็นับมิถ้วน

พอสิ้นพระพรหมกวีในปี 2554 พระมหาสุทัศน์ วรทสฺสี ที่ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในปี 2551 ที่พระเมธีวราภรณ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อในปี 2555 (ต่อมาปี 2556 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชปริยัติโมลี และพระเทพปริยัติโมลี ในปี 2559) ก็ได้เจริญรอยตามผู้เป็นอาจารย์อย่างงดงาม โดยสานต่อการศึกษาบาลีอย่างเต็มกำลังพร้อมกับตั้งใจว่าทุกปีสำนักเรียนวัดโมลีฯ จะต้องมีผู้สอบได้ไม่ต่ำกว่า 100 รูป

แล้วเป็นไปตามที่ท่านตั้งใจมาตลอดตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียนมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีปีไหนที่จำนวนผู้สอบได้ต่ำกว่า 100 รูป ที่สำคัญประโยค ป.ธ.9 สอบได้ทุกปีและปีนี้ก็ได้ถึง 2 รูปด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ภิกษุสามเณรที่บวชมาแล้วอยากประสบความสำเร็จในการศึกษาหรืออยากเป็นเปรียญ 9 วัดโมลีฯ คือ จุดหมาย

สามเณรภาณุวัฒน์ กองทุ่งมน หนึ่งในสามเณรที่เชื่อว่าวัดโมลีฯ สามารถทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อสามเณรอายุแค่ 11 ขวบ จะสามารถสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคในนามวัดโมลีฯ ในปีนี้ เรียกว่าสร้างประวัติศาสตร์สามเณรอายุน้อยที่สุดที่สอบได้เป็นมหาเปรียญ

พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า การเรียนบาลีจะเรียนแบบฉาบฉวยไม่ได้ ผู้เรียนต้องใช้ความขยันและอุตสาหะอย่างสูง จึงจะประสบความสำเร็จ สามเณรภาณุวัฒน์ถือว่ายังเด็กมาก แต่มีคุณสมบัติที่กล่าวมาเต็มเปี่ยม เป็นที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่า ถ้ามีความขยัน อุตสาหะ ไม่ท้อถอย ย่อมประสบความสำเร็จ

“สามเณรเป็นคนนครราชสีมา จบแค่ ป.4 ก่อนมาอยู่วัดโมลีฯ ได้บวชภาคฤดูร้อนแล้วเกิดอยากเรียนบาลี ทางโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ได้ห้าม อาจารย์สามเณรจึงนำมาฝากอาตมาที่วัดเป็นเด็กก็จริงนะ แต่ขยันและตั้งใจมาก สามารถสอบนักธรรมตรีและประโยค 1-2 ได้ในปีแรก และปีนี้ก็สอบได้ ป.ธ.3 ก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา”

ต้องยอมรับว่าสำนักเรียนวัดโมลีฯ นั้นมีชื่อเสียงและเข้มแข็งมาตลอดในห้วงเกือบ 20 ปีมานี้ ถ้าเปรียบสำนักเรียนวัดโมลีฯ เป็นสินค้าแบรนด์หนึ่ง ก็เป็นสินค้าคุณภาพดีระดับพรีเมียมที่ใครๆ ก็อยากได้ ซึ่งสวนทางกับสำนักเรียนใหญ่ๆ หลายสำนักที่ต่างอ่อนแรงและร่วงโรยไปตามๆ กัน บางสำนักอ่อนแล้วอ่อนเลยเจ้าอาวาสหมดไฟไร้ความกระตือรือร้นและไม่พยายามฟื้นฟูใหม่ ผิดกับวัดโมลีฯ ที่เจ้าสำนักกลับทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ในความเป็นจริงจะเหนื่อยมากแค่ไหนก็ตาม

“วัดโมลีฯ มีพระเณรเรียนประมาณ 300 กว่ารูป เรื่องการขบฉัน  ค่าน้ำค่าไฟก็ได้ศรัทธาจากญาติโยมทั่วไป บางวันมาเลี้ยงเพล บางคนก็มาถวายปัจจัย เราก็ให้แม่ครัวทำอาหารเพล แต่ไม่ได้มีทุกวันอาตมาก็ต้องดูแลหามาเอง เหนื่อยหน่อยไม่เป็นไร ขอให้พระเณรตั้งใจเรียนเต็มที่พอแล้ว” เจ้าสำนักเรียนบาลีอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ กล่าว

เห็นทุ่มเทให้กับการศึกษาขนาดนี้เราชาวพุทธต้องอุปถัมภ์และส่งเสริม ทุกท่านสามารถบริจาคเป็นค่าภัตตาหาร อุปกรณ์การเรียน ค่าน้ำค่าไฟได้ที่ พระเทพปริยัติโมลี เจ้าอาวาส โทร. 08-9660-1464, 02-472-8147 หากต้องการรู้ข่าวสารวัดก็เข้าไปเว็บไซต์ www.watmoli.org

รอยยิ้มเด็กอินเดียเมื่อได้บวชเณร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/542934

รอยยิ้มเด็กอินเดียเมื่อได้บวชเณร

โดย วรธาร ทัดแก้ว

พอใกล้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพ็ญเดือน 3 หรือวันมาฆบูชา ซึ่งก็ได้ผ่านมาแล้ว การทำงานของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งนำโดย พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา 935 ประเทศอินเดีย ในห้วงเวลานี้ต้องบอกว่าเข้มข้นมาก

ทั้งงานพิธีสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่จัดขึ้นทุกปีที่วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา มาตั้งแต่ปี 2553 และปีนี้เป็นปีที่ 9 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 ก.พ. ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อลังการทุกปี โดยมีประชาชนทั้งชาวอินเดีย ชาวไทย พระสงฆ์ ตลอดจนชาวพุทธจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานเนืองแน่น

มีขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ในพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์) เพื่อไปประกอบพิธีสักการะ ณ สาลวโนทยาน สถานที่ปรินิพพานแห่งพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่างดงาม อลังการ และสมพระเกียรติที่จะน้อมถวายเป็นพุทธบูชาอย่างยิ่ง

อีกงานหนึ่งที่พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นเช่นกัน ก็คือ การจัดพิธีบวชสามเณรให้กับเด็กอินเดียตามวัดไทยต่างๆ ในอินเดีย ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด) อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและอดีตหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

อย่างงานพิธีสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่จัดขึ้นทุกปีที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ก็มีการบวชสามเณรที่เป็นเด็กอินเดียประมาณ 80 คน โดยมีพระธรรมโพธิวงศ์เป็นพระอุปัชฌาย์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา วัดไทยนาลันทา เมืองราชคฤห์ ก็ได้จัดพิธีบวชสามเณรที่เป็นเด็กอินเดียอีก 250 คน แต่ไปทำพิธีบรรพชาที่วัดเวฬุมหาวิหาร อันเป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์มคธ ได้น้อมถวายพระพุทธเจ้า ถือเป็นการบวชสามเณรเด็กอินเดียที่วัดเวฬุวันครั้งแรกของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

จุดประสงค์ของการจัดบวชที่วัดเวฬุวัน มหาวิหาร พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตฯ กล่าวว่า เพื่อเป็นการถวายเป็นพุทธบูชาและเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในท้องถิ่นอินเดีย

“ที่สำคัญเนื่องจากวัดเวฬุวันมหาวิหาร ในอดีตครั้งพุทธกาลเป็นวัดสำคัญและมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ล้วนบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยการตรัสแค่ว่าเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด) ในคืนวันเพ็ญเดือน 3 หรือที่เราเรียกว่า วันมาฆบูชา ที่ผ่านมานั่นเองก็ที่วัดนี้

การจัดบวชที่วัดนี้ก็เพื่อต้องการให้เด็กๆ เหล่านี้ที่มาบวชและคนอินเดียทั่วไปและโดยเฉพาะพ่อแม่ของเด็กได้รู้ว่า วัดเวฬุวันมีความสำคัญอย่างไรบ้างในสมัยพระพุทธเจ้า ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กๆ ทุกคนที่มาบวชหน้าตาสดใส มีความสุข ขณะที่พ่อแม่ของพวกเขาก็มีรอยยิ้ม สังเกตตอนปลงผมเราจะได้พ่อแม่ของเขามาขลิบผมให้ลูกด้วยทุกคนมีความสุขสดใสเบิกบาน”

พระครูอุดมโพธิวิเทศ (ณรงค์ อุตฺตมวํโส) เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา กล่าวว่า การตอบรับของคนอินเดียที่ผ่านมาหลังจากที่เข้าร่วมโครงการบวชถือว่าดี เช่น หลังจากเด็กที่มารับการบรรพชาแล้วลาสิกขาไป ก็มีความสนใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น เด็กมีความกระตือรือร้นสนใจในการที่จะละลาย บางคนเปลี่ยนศาสนาหันมานับถือพระพุทธศาสนาก็มี

“พระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์พูดเสมอว่า เด็กอินเดียเหล่านี้จะต้องมาบวชอย่างน้อย 3 ปีต่อเนื่องจึงจะเห็นผลชัดเจน โดยทุกครั้งพวกเขาบวชเข้ามาก็จะได้รับฝึกการกราบ การสวดมนต์ ฝึกการเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย การทำกิจกรรมกลุ่ม การตรงต่อเวลา สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการละลายพฤติกรรมเด็ก จากเด็กที่ไม่รู้จักการเข้าแถว ไม่รู้จากการขอบคุณ พอเข้ามาอยู่ในสังฆะนี้ก็เป็นเด็กที่มีระเบียบมากขึ้น” พระครูอุดมโพธิวิเทศ กล่าว

ฉลาดทำบุญ ชาวพุทธที่ดีต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/542458

ฉลาดทำบุญ ชาวพุทธที่ดีต้องรู้

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ เอพี, วรธาร

พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่เริ่มสร้างชาติโดยบรรพบุรุษของเรา ไม่ว่ายุคการปกครองประเทศจะเป็นแบบไหน ผู้ปกครองตลอดจนประชาชนต่างก็ศรัทธานับถือพระพุทธศาสนาเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ชาวโลกต่างรู้ว่าประเทศไทยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก แต่จะมีใครรู้สึกไหมว่าชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจวิธีการทำบุญตามแนวทางของพระพุทธศาสนาในหลายต่อหลายเรื่อง บางเรื่องเข้าใจผิดและก่อให้เกิดการปฏิบัติผิดๆ ตามกันมาจนคิดว่าถูก

วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพ็ญเดือน 3 เรียกว่า “วันมาฆบูชา” เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงแสดงหลักการของพระพุทธศาสนาและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” (ซึ่งมีหลักการสำคัญ 3 ข้อคือ การไม่ทำความชั่วทุกชนิด การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตัวเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ) แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ณ วัดเวฬุวัน มหาวิหาร เขตเมืองราชคฤห์ จึงนับเป็นโอกาสดีที่ชาวพุทธจะต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” เป็นชาวพุทธที่ฉลาดในการทำบุญเสียที

อย่าคิดว่าการทำบุญมีแค่ทาน!

พอพูดถึงการทำบุญหลายคนก็จะนึกถึงทาน-การให้ การถวาย ซึ่งมีคำเรียกเป็นทางการว่า “ทานมัย” (บุญที่สำเร็จด้วยการให้ หรือการให้ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง) มาก่อนเรื่องใดๆ ยกตัวอย่าง เช่น การใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายไตรจีวร ถวายเภสัชแก่พระ เป็นต้น ทำให้ถึงคราวอยากทำบุญขึ้นมาก็มักจะนึกถึงพระ นึกถึงการใส่บาตร การถวายสังฆทาน ทั้งที่ในความเป็นจริงมีวิธีทำบุญตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ มากถึง 10 วิธี ดังนี้

1.ทานมัย หมายถึง การให้ การสละ การแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นให้ข้าวของเครื่องใช้ เงินทอง ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม อาหาร หรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะถวายพระหรือให้คนทั่วไป หรือสัตว์เลี้ยงก็ถือเป็นบุญทั้งสิ้น เช่น ใส่บาตรพระก็เป็นบุญ ให้เงินคนพิการก็เป็นบุญ ให้สิ่งของคนทั่วไปก็เป็นบุญ อย่างเรียกว่า การทำบุญด้วยการให้ หรือทานมัย

2.สีลมัย บุญที่เกิดจากการรักษาศีล เช่น ศีล 5 สามารถรักษาข้อไหนได้ก็รักษาข้อนั้นไปก่อน พอรักษาได้ก็ขยับไปรักษาข้ออื่นเพิ่ม เช่น ข้อ 5 การงดเว้นจากการดื่มสุราและเสพของมึนเมา ถ้าไม่มั่นใจก็ไปรักษาข้อ 2 (ไม่ลักทรัพย์) หรือ ข้อ 3 ไม่ผิดลูกเมียผัวคนอื่น อย่างนี้เรียกว่า บุญรักษาศีล

3.ภาวนามัย คือบุญภาวนา เช่น การนั่งสมาธิ ทำวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐาน ซึ่งสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องไปวัด หรือสำนักปฏิบัติธรรม ที่บ้าน ที่ทำงาน ในห้องน้ำก็ยังได้ บางคนไม่ต้องใช้วิธีอะไรมาก ไม่จำเป็นต้องนุ่งขาวห่มขาว ขอแค่มีสติอยู่กับตัว ทุกขณะรู้ว่าตัวเองทำอะไร อย่างนี้ก็เป็นบุญภาวนา

4.อปจายนมัย การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนก็เป็นบุญ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเคารพ ความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เช่น ด้วยการไหว้ หรือคำพูดที่แสดงถึงความเคารพ การให้เกียรติคนอื่น หรือแม้แต่การไหว้พระ ไหว้โบสถ์วิหาร ลาน พระเจดีย์ ก็เป็นบุญ

5.ไวยาวัจมัย บุญที่เกิดจากการขวนขวายช่วยเหลือ ไม่ว่างานสังคม งานส่วนรวม หรือแม้แต่การขวนขวายช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นบุญ เช่น เวลามีงานช่วยเหลือสังคม งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีเงินช่วยก็ไปช่วยออกแรง งานจิตอาสาทั้งหลายก็นับเข้าในไวยาวัจมัย

6.ปัตติทานมัย คือ การเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมบุญด้วย ไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญ ไม่หวงทำคนเดียว เช่น สมมติทำบุญสร้างกุฏิพระก็ให้คนอื่นได้ร่วมด้วย ซึ่งยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วก็เป็นการทำบุญในข้อนี้

7.ปัตตานุโมทนามัย การอนุโมทนาในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น เมื่อเห็นเขาทำแล้วก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย ไม่คิดอิจฉาระแวงสงสัยในการทำความดีของ ผู้อื่น มีแต่อนุโมทนายินดี อย่างนี้ก็เป็นบุญ

8.ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรมย่อมทำให้ได้ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญาและการดำเนินชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปฟังที่วัดหรือจากพระ ฟังจากเทป ซีดีหรือฟังจากผู้รู้ก็ได้ แล้วธรรมในที่นี้ก็มิได้หมายเฉพาะหลักธรรมศาสนา แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้และปัญญา ผลบุญข้อนี้จะทำให้ผู้ฟังเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งขึ้น

9.ธัมมเทสนามัย คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเพื่อที่คนฟังจะได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์หรือบอกต่อคนอื่น หรือการให้คำแนะนำคนอื่นให้เขารู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เช่น สอนวิธีการทำงานให้ เป็นต้น อย่างนี้ก็เป็นบุญ

10.ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ถูกต้อง หรือปรับความคิดตัวเองให้เห็นตามความเป็นจริง เช่น ลูกบางคนเกิดมาถูกพ่อแม้ทิ้งก็หาว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณต่อเพราะไม่เคยเลี้ยง อย่างนี้เรียกว่ามีความเห็นผิด ต้องทำความเห็นให้ถูกเสียใหม่ว่า ถ้าพ่อแม่ไม่มีคุณเราก็คงไม่ได้เกิดมา การที่แม่ไม่เลี้ยงคงมีความจำเป็นที่ลูกไม่รู้ บางคนบอกทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป คิดอย่างนี้ถือว่าเห็นผิด ต้องทำความเห็นให้ถูก ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เปรียบเหมือนหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ปลูกมะม่วงต้องได้มะม่วงไม่มีทางเป็นอื่น นี่คือทิฏฐุชุกรรม

อย่าลืมบุญ 9 อย่างไม่ต้องควักกระเป๋า

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย เปรียญธรรม 9 ประโยค อดีตผู้อำนวยการกอง อนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กล่าวว่า เมื่อวิธีทำบุญมีมากมายให้ทุกคนได้เลือกทำตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้ ทุกคนสามารถที่จะเลือกทำบุญอะไรก็ได้ใน 10 อย่างนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเน้นไปที่การให้หรือการถวายซึ่งต้องใช้วัตถุสิ่งของหรือการใช้เงินในการทำบุญเท่านั้น

“เชื่อไหมครับวิธีทำบุญที่กล่าวมา มี 9 วิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน หรือวัตถุสิ่งของใดๆ ในการทำเลย แต่ทำไมคนไทยจึงชอบทำแต่ทานมัยอย่างเดียว ซึ่งทานมัยนี้ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทอง หรือใช้วัตถุสิ่งของในการทำด้วย ผมเรียกบุญนี้ว่า ‘บุญควักกระเป๋า’ คือเวลาทำต้องควักกระเป๋าซื้อของ ยกตัวอย่าง อยากใส่บาตรก็ต้องซื้อข้าว อาหารมาใส่ แต่บุญอย่างอื่นไม่ต้องเลย ใช้แค่แรงและสมองก็ได้บุญเหมือนกัน”

น.อ.ทองย้อย กล่าวต่อว่า ชาวพุทธที่ดีต้องรู้และฉลาดในการทำบุญ การเป็นผู้รู้และฉลาดในการทำบุญได้ก็ต้องศึกษาวิธีการทำบุญให้ดีโดยไม่ยึดติดกับการให้ทาน (ทานมัย) อย่างเดียว เพราะถ้ายึดติดกับการให้ทาน บางครั้งบางทีบางคนเห็นพระประพฤติไม่ดี หรือสื่อลงข่าวพระประพฤติเสียหายเป็นที่เสื่อมศรัทธา ชาวบ้านก็ไม่อยากทำบุญกับพระอีกต่อไป ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงทำ

“อย่าไปอัดอั้นอยู่แค่ว่าพระไม่ดีแล้วไม่อยากทำบุญ ไม่อยากใส่บาตร ผมแนะว่าพระจะประพฤติตัวอย่างไรก็เป็นเรื่องของพระ ท่านทำไม่ดีไม่งามไม่น่าเลื่อมใสก็ปล่อยท่าน แต่ยังมีบุญอีก 9 อย่างที่เราทำได้และไม่เกี่ยวกับพระเลย หรือถ้าจะทำบุญด้วยการให้ก็ไม่ต้องให้พระก็ได้ ให้คนขัดสน ขอทาน หรือให้แก่สัตว์ก็เป็นบุญ อย่าติดว่าต้องใส่บาตรพระเท่านั้นเป็นบุญ ชาวพุทธเราต้องศึกษาให้รู้ครับ”

ชาวพุทธควรรู้และทำหน้าที่ตัวเอง

ต้องยอมรับอีกอย่างว่า ชาวพุทธพอเห็นพระปฏิบัติไม่ดี มีการประพฤติผิดวินัยสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการสงฆ์ หลายคนก็ไม่อยากทำบุญ บางคนเลิกทำบุญกับพระไปเลยก็มี กรณีอย่างนี้ น.อ.ทองย้อย ได้ให้สติว่า ชาวพุทธที่ดีต้องคิดใหม่และแยกหน้าที่ของตัวเองให้ออก และทำหน้าที่นั้นๆ ให้สมบูรณ์ ส่วนการทำตัวให้เลื่อมใสเป็นหน้าที่ของพระที่จะปฏิบัติ

“การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามสิกขาบทหรือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ทำตัวให้ชาวบ้านเลื่อมใสเป็นหน้าที่ของพระ ถ้าพระไม่ทำก็เป็นความบกพร่องในตัวของท่านเอง ส่วนเราชาวพุทธมีหน้าที่ทำบุญ เมื่อเห็นพระประพฤติตัวไม่ดี ทำไมเราจะต้องเลิกทำบุญ ถ้าเลิกทำบุญก็จะกลายเป็นเราบกพร่องไปอีกคน ทั้งที่ก่อนนี้ทำบุญอยู่ดีๆ มาตลอด พอเห็นพระไม่ดีก็เลิกซะงั้น อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าฉลาด หน้าที่ใครหน้าที่มันต้องแยกให้ออกและทำหน้าที่เราไป

เมื่อตั้งใจทำบุญ เช่น ใส่บาตรก็ให้ตั้งใจให้ใส อย่าไปกังวลว่าพระรูปนี้ประพฤติดีหรือไม่ดี ประพฤติชอบหรือเป็นอลัชชีหรือเปล่าหนอ ในเมื่อตั้งใจแล้วใจต้องใสบริสุทธิ์ ลองนึกดูว่าการให้ลูกชิ้นลูกหนึ่งแก่หมาที่ผอมโซยังได้บุญ นี่พระท่านเป็นคนถึงจะชั่วอยู่บ้างก็ยังมีความดีอยู่เยอะ ถ้าคิดอย่างนี้แล้วทำบุญจิตใจจะเป็นกุศลทำแล้วก็จะได้บุญ

หากใครมีหลักดีก็จะไม่เสียหลัก ยกตัวอย่างพระอลัชชีผมก็ไม่นับถือนะ แต่เมื่อถึงเวลาทำบุญใส่บาตรผมก็ทำและไม่คิดว่าท่านเป็นพระไม่ดี นี่คือคำแนะนำสำหรับคนที่อยากใส่บาตร ถ้าคิดอย่างนี้เรียกว่าฉลาดทำบุญ และถ้าให้ฉลาดกว่านั้นบุญอื่นๆ ก็ต้องทำด้วย เช่น รักษาศีล ช่วยงานกุศล เห็นคนอื่นทำความดีก็พลอยยินดีด้วย เป็นต้น”

ทำบุญ กับ ทำทาน เข้าใจให้ถูก

ในการทำบุญก็ต้องยอมรับอีกว่า ชาวพุทธยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำว่า ทำบุญ กับ ทำทาน โดยเข้าใจว่า การทำบุญกับพระคือการทำบุญ และเข้าใจว่า ทำบุญกับคนอนาถา ขัดสน หรือทำกับสัตว์ เรียกว่า ทำทาน น.อ.ทองย้อย บอกว่า ไม่ว่าการทำบุญกับพระ หรือกับคนทั่วไป หรือกับสัตว์ก็เป็นการทำบุญเหมือนกัน เรียกว่า ทานมัย

“ภาษาไทยทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อน ชาวพุทธต้องเข้าใจใหม่ ไม่ว่าถวายพระหรือให้คนธรรมดาก็เป็นบุญ เรียกว่าทำบุญด้วยการให้ นอกจากนี้ยังมีทานอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ชีวิตทาน การให้ชีวิต หรืออภัยทาน ยกตัวอย่างเช่น การไถ่ชีวิตโคกระบือ เป็นต้น แต่ทั้งหมดทั้งมวล ทั้งใส่บาตรพระ ทั้งไถ่ชีวิตโคกระบือ ทำบุญกับคนทั่วไป หรือสัตว์ก็จัดเป็นทานมัยเหมือนกัน โปรดเข้าใจให้ถูก”

สมัยนี้เข้าใจ “สังฆทาน” ผิดเพี้ยน

การทำบุญอีกอย่างที่ชาวพุทธเข้าใจผิดคือการถวายสังฆทาน เข้าใจว่าการถวายสังฆทานจะต้องมีถังเหลืองบรรจุของใช้ต่างๆ นำไปถวายพระ น.อ.ทองย้อย ไขความกระจ่างว่า การถวายสังฆทานในปัจจุบันไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจ สังฆทานไม่เกี่ยวกับถังเหลือง ถังเขียว หรือแพ็กเกจแบบไหนทั้งสิ้น สังฆทานคือการตั้งจิตให้เป็นกุศลแล้วน้อมถวายสิ่งของหรืออะไรก็ได้แก่สงฆ์คือพระตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป

“เพื่อให้เข้าใจง่าย สมมติซื้อข้าวผัดห่อหนึ่งเดินเข้าไปวัด ถวายกับพระรูปไหนก็ได้ที่เจอ บอกท่านว่าผมต้องการถวายแก่สงฆ์ครับ พระรูปนั้นรับแล้วต้องนำเข้าที่ประชุมสงฆ์เพื่อประชุมปรึกษากันตามพระวินัยว่า โยมถวายข้าวผัดมาห่อหนึ่งแก่สงฆ์ไม่ได้ถวายแก่พระ ก พระ ข ตกลงจะเอายังไง ถ้าสงฆ์พิจารณาแบ่งกันก็ต้องแบ่ง ถ้ายกให้รูปที่รับมาก็ปฏิบัติตามนั้น นี้เรียกว่าสังฆทาน คือการตั้งใจถวายให้เป็นของกลางแก่สงฆ์ไม่เฉพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งทานนี้ได้บุญมากกว่าการถวายพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญด้วย”

ดังนั้น ใครที่นำของไปถวายพระไม่ว่าจะเป็นจีวร ภัตตาหาร ยารักษาโรค หรือของใช้ต่างๆ แก่หลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงลุง หรือเจ้าอาวาสรูปนั้นรูปนี้เป็นการเฉพาะ ไม่ถือว่าเป็นการถวายสังฆทานและจะเรียกสังฆทานไม่ได้ เพราะสังฆทานต้องถวายแก่สงฆ์หรือแก่ส่วนรวมตามที่กล่าวแล้วข้างต้น

ทว่า ทุกวันนี้พระบางรูปก็ไม่รู้ที่จะแนะนำชาวบ้านว่าที่ทำกันอยู่นั้นผิด ขณะที่บางวัดก็มีการนำถังสีเหลืองที่เรียกกันผิดๆ ว่าถังสังฆทานมาเวียนให้ญาติโยมทำบุญซึ่งเป็นการผิดวินัย เพราะของเหล่านี้เป็นลหุภัณฑ์เมื่อถวายแก่สงฆ์แล้วถือว่าขาดไม่สามารถนำมาเวียนให้คนมาบูชาทำบุญอีก

พระยืนอยู่กับที่อย่าใส่บาตรและอย่าถวายเงิน

การใส่บาตรพระที่ยืนอยู่กับที่ โดยที่ไม่เดินบิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับว่าพระที่ประพฤติอย่างนั้นถือว่าทำผิดพระวินัย เพราะในพระวินัยบัญญัติว่า เวลาบิณฑบาตจะต้องเดินไปตามลำดับบ้าน (สปทานจาริก)

“เมื่อก่อนคนรอใส่บาตรจะยืนรอที่หน้าบ้านของตัวเอง พระก็ต้องเดินไปรับตามลำดับ รับบ้านนี้เสร็จก็เดินไปรับบ้านข้างหน้าต่อและห้ามเลือก บางรูปเห็นว่าอาหารบ้านนี้ดูแล้วไม่น่าฉัน ก็เดินข้ามไปรับบ้านข้างหน้า อย่างนี้ทำไม่ได้เด็ดขาดถือว่าผิดวินัย อีกอย่างได้พอฉันแล้วก็กลับ ไม่ใช่ไปขนมาจนเต็มรถซาเล้งอย่างนี้ไม่ถูก ถ้าจำเป็นจะต้องถ่ายสามารถถ่ายออกจากบาตรได้ไม่เกิน 3 ครั้ง รวมครั้งที่อยู่ในบาตรด้วย”

อาจารย์ทองย้อย กล่าวว่า ถ้าเห็นพระที่ปฏิบัติด้วยการยืนบิณฑบาตนิ่งอยู่กับที่ไม่ไปไหน อย่าไปใส่บาตร ถ้าอยากใส่ก็ให้ไปที่อื่นดีกว่า หรือไปทำบุญด้วยวิธีอื่นก็ได้ เพราะต้องเข้าใจว่าบุญไม่ได้ทำได้ด้วยการใส่บาตรอย่างเดียว ถ้าขืนไปใส่บาตรกับพระที่ปฏิบัติอย่างนี้ก็เท่ากับส่งเสริมพระทำผิดวินัยไปด้วย ถ้ารู้แล้วก็อย่าไปสนับสนุนในทางที่ผิด

นอกจากนี้ การใส่บาตรพระอย่าเอาเงินใส่บาตรพระ เพราะในพระวินัยบัญญัติไม่ให้พระรับเงินรับทอง ถ้ารับถือว่าผิดต้องอาบัติปาจิตตีย์ แต่ใช่ว่าจะถวายเงินพระไม่ได้ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามพระวินัยเท่านั้น เรียกวิธีนั้นว่า “ปวารณา”

“ปวารณาคือการแจ้งความประสงค์แก่พระแล้วมอบเงินให้ไวยาวัจกรวัดไปดำเนินการ ซึ่งทุกวัดจะต้องมีไวยาวัจกรคือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินวัด ฉะนั้นถ้าใครอยากถวายเงินพระรูปไหนต้องไปที่วัดแจ้งไวยาวัจกร เช่นว่า ผมอยากถวายเงินพระจ้อย 500 บาท ไวยาวัจกรก็เปิดบัญชีพระจ้อย รับเงินแล้วไปแจ้งกับ พระจ้อยว่ามีโยมถวายมา 500 บาท ท่านอยากซื้ออะไรก็บอกผมเดี๋ยวจัดการให้ นี่คือวิธีที่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างนี้โยมถวายมาพระก็รับ พระเองก็ไม่บอกโยมว่าทำไม่ถูก เรื่องอย่างนี้ชาวพุทธต้องรู้ เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูก พระเองก็ควรต้องบอกโยมว่าจะปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่นิ่งเฉย แต่เรื่องนี้บางวัดก็ปฏิบัติถูกตามพระวินัย”

วันนี้มาฆบูชา ถือว่าเป็นเวลาโอกาสเหมาะที่ชาวพุทธจะต้องทำบุญอย่างผู้รู้เสียที

บวชเพื่อฝึกหัดดัดตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/541758

บวชเพื่อฝึกหัดดัดตน

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวาประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี

คำพระท่านสอนว่า จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่คอยเช็ดน้ำตาเราจนโต จะมีความสุขใดที่พ่อแม่จะสุขยิ่งกว่าลูกชายบวชพระบวชเณร โบราณท่านสอนเราว่า “บวชเพราะแรงอธิษฐาน บวชเพราะลูกหลานกตัญญู” ความฝันหนึ่งของผู้หญิงที่ชื่อว่าแม่ คือรอการอธิษฐานนั้นสำเร็จ ทุกครั้งที่ทำบุญน้อยใหญ่ หนึ่งในการอธิษฐานของแม่คืออยากบวชลูกชาย แม่หวังจะได้อุ้มผ้าไตร พ่อก็อยากสะพายบาตร ญาติมิตรต่างชื่นใจ

การบวชพระจึงไม่ได้บวชเฉพาะลูกชาย ยังนำพาหัวใจศรัทธาของพ่อแม่ญาติมิตรเข้าวัดด้วย การบวชพระจึงเป็นความหวังอันศักดิ์สิทธิ์คือแม่พ่อรอคอยใส่บาตรพระลูกใครก็ไม่สุขใจเท่าพระเณรลูกชาย

การบวชพระคืออริยทรัพย์ของชีวิต

หนึ่งในหน้าที่ของพ่อแม่คือ ห้ามปรามจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาคู่ครองที่เหมาะสมให้ เพื่อ ส่งเสริมให้ลูกมี “อริยทรัพย์อันประเสริฐ” 7 ประการ คือ 1.ทรัพย์ คือ ศรัทธา 2.ทรัพย์ คือ ศีล 3.ทรัพย์ คือ ความละอายแก่ใจ 4.ทรัพย์ คือ ความเกรงกลัวต่อผลกรรม 5.ทรัพย์ คือ ฟังถ้อยคำมงคล 6.ทรัพย์ คือ เสียสละลดละ 7.ทรัพย์ คือ มีปัญญาคิดเป็น

พ่อแม่ทุกคน อุตสาหะ พยายาม อดทนกัดฟันต่อสู้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างอยู่ทุกวันนี้ ปรารถนาต้องการที่จะสร้างสมอบรมคุณงามความดีไว้ ทำทรัพย์สมบัติภายนอกให้เป็นทรัพย์สมบัติภายใน เพราะอริยทรัพย์นั้นใช้ไม่หมด ยิ่งใช้เท่าไรก็ยิ่งมาก ยิ่งได้กำไรมากไปตามลำดับๆ เพื่อชีวิตลูกอุดมด้วยทรัพย์และปัญญา “กตัญญูกตเวทีทำทุกนาทียิ่งรวยยิ่งสุข”

พระท่านเทศน์สอนว่า อุ้มพ่อมานั่งบนบ่าขวา อุ้มแม่มานั่งบนบ่าซ้าย เลี้ยงดูหาข้าวปลาอาหาร เช็ดล้างบำรุงกายท่าน กตเวทีตอบแทนท่านร้อยปี บุญคุณนั้นก็ทดแทนไม่สิ้น บวชพระบวชเณรหน้าร้อน ดีกว่าบวชพระบวชเณรหน้าไฟ

การบวชพระบวชเณรคือสิ่งสูงสุดของชีวิต

หนึ่งในความสมบูรณ์ของชายไทยคือการบวชพระ บวชเณร การบวชพระคือการสร้างพรให้แก่ชีวิต นับว่าเป็น “อุดมเพศ” เป็นเพศที่สูงส่ง พ่อแม่ยังก้มลงกราบพระลูกชายด้วยกุศลจิตว่า “ลูกจะดีกว่าเดิมและเจริญขึ้น” การตอบแทนบำรุงบิดามารดาที่ดีที่สุดคือ อย่าบวชแต่กาย ใจต้องหนักแน่นด้วย การบวชนั้นคือการเว้น อะไรที่จะนำพาชีวิตตกต่ำ ก็ตั้งใจเว้นเพื่อความเจริญแก่ตนเอง บวชพระเพื่อลดละเลิก ถือกำเนิดชีวิตใหม่ ถึงแม้จะยากแค่ไหน ต้องอดทน อดกลั้นเพื่อไม่ให้เป็นการบวชแบบอาบน้ำโคลน “การบวชไม่ใช่การแก้กรรม แต่เป็นการสร้างพฤติกรรมให้ดีขึ้น”

ลูกสาวหลายคนก็ตั้งคำถามว่า “มีแต่ บวชพระบวชเณร” แล้วผู้หญิงที่อยากจะทดแทนคุณพ่อแม่จะบวชได้ไหม การบวชศีลจาริณี คือการตอบแทนพ่อแม่ได้อีกวิธีหนึ่ง “ลูกสาวก็บวชได้” ถือศีล 8 ศึกษาปฏิบัติธรรม ไม่โกนผม ดังคำพระที่ว่า สีลํ จรตีติ สีลจาริณี, ยา ปน กุมารี อฏฺฐสีลสมาทาเนน ปพฺพชิตา, ตาเยว พุทฺธสาวิกา โหนฺติ แปลว่า เด็กหญิงประพฤติศีลชื่อว่าสีลจาริณี เด็กๆ ผู้หญิงที่บวชถือศีล 8 ถือเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้า ลูกสาว คงชื่นใจที่ได้ปฏิบัติธรรมทดแทนพระคุณพ่อแม่

วัดยานนาวาร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดโครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 63 พรรษา 2 เม.ย. 2561 สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานวัดยานนาวา โทร. 02-672-3216

เรียน (ไป) ทำไม ภาษาบาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 16:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/541180

เรียน (ไป) ทำไม ภาษาบาลี

เรื่อง/ภาพ วรธาร ทัดแก้ว

ในช่วง 4-5 ปีมานี้ ประชาชนทั่วไปหันมาศึกษาภาษาบาลีมากขึ้น ขนาดที่ว่า วัดโมลีโลกยาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการก่อตั้ง “มหาบาลีวิชชาลัย” เพื่อเปิดสอนภาษาบาลีให้กับฆราวาสได้เรียนฟรีโดยเฉพาะ ทำให้ผู้คนที่อยากเรียนอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน จึงมุ่งไปเรียนที่วัดโมลีโลกยาราม

ก่อนหน้านั้น ฆราวาสคนใดมีความอุตสาหะใคร่ศึกษา เล่าเรียนภาษาบาลี ก็ต้องไปสอบถามเสาะหาที่เรียนด้วยตัวเอง ซึ่งสถานที่เรียนก็เป็นวัดที่เปิดสอนภาษาบาลีให้กับภิกษุสามเณร อยู่แล้วเวลาเรียนก็ไปเรียนรวมกับภิกษุสามเณร ใช้ตำราเดียวกัน ต่างกันแต่ผู้เรียนเป็นฆราวาสซึ่งเรียกว่า “ผู้เรียนบาลีศึกษา” ถึงเวลา สอบบาลีสนามหลวง (จัดปีละครั้ง) ก็ต้องลงชื่อสอบโดยสังกัดวัดใด วัดหนึ่ง แล้วแจ้งไปยังสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงล่วงหน้าจึงมีสิทธิสอบ

ปีไหนประกาศผลสอบออกมามีฆราวาสสอบได้เปรียญสูงๆ ก็เป็นที่ฮือฮาเพราะคนเรียนน้อย อย่างเมื่อสองปีที่แล้วมีนักศึกษาหญิง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบได้บาลีศึกษา 6 หรือเปรียญธรรม 6 ประโยค นับเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นจากหลากหลายวงการอยากมาเรียนภาษาบาลีมากขึ้น

ภาษาบาลี ทำไมต้องเรียน

การก่อตั้งมหาบาลีวิชชาลัย สถานที่เรียนบาลีสำหรับฆราวาส ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2555 ณ วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพฯ โดยแนวคิดมาจากบุคคล 2 คน คือ พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์ วรทสฺสี ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม และฆราวาสอีก 1 คน คือ ธฤญเดชา ลิภา เปรียญธรรม 7 ประโยค (เป็นเพื่อนกันสมัยที่ธฤญเดชายังไม่ลาสิกขา) ต่างเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาเปิดสอนภาษาบาลีสำหรับฆราวาสได้แล้ว เนื่องจากยังไม่มีที่ไหนจัดการเรียนการสอนสำหรับฆราวาสโดยเฉพาะอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ยิ่งเมื่อหันกลับมาดูสถานการณ์การศึกษาภาษาบาลีของภิกษุสามเณรในปัจจุบันไม่น่าไว้วางใจเนื่องจากเริ่มมีจำนวนผู้เรียนลดลงทุกปี

พระเทพปริยัติโมลี ประธานบริหารมหาบาลีวิชชาลัย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการหลังจากก่อตั้งมหาบาลีวิชชาลัย คืออยากเห็นคนไทยทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพหันมาเรียนภาษาบาลีกันเป็นประเพณี เหมือนเช่นที่เกิดประเพณีต่างๆ มีการศึกษาเรียนรู้กันอย่างแพร่หลาย ไม่เฉพาะพระภิกษุสามเณรเท่านั้นที่ต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และสามารถนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกไปประพฤติปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เวลาสวดมนต์ก็จะได้รู้ ความหมายและสวดถูกอักขระ หรือเวลาฟังพระเทศน์ก็จะได้ฟังอย่างเข้าใจ”ชาวพุทธต้องไม่ลืมว่า ภาษาบาลีคือภาษาที่บรรจุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากมาย ซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ถือเป็นภาษาที่เป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ถ้าชาวพุทธซึ่งประกอบด้วยบริษัท 4 (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) มีความรู้ในภาษาบาลีอย่างดี คือ อ่านออก เขียนได้ แปลได้ รู้ความหมาย ก็จะทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น เวลาปฏิบัติก็จะผิดพลาดน้อยลงหรือไม่ผิดพลาด

ที่สำคัญ การศึกษาบาลียังเป็นการสืบต่ออายุพระศาสนา เรียนรู้แล้วก็จะปฏิบัติถูกต้อง เมื่อรู้และปฏิบัติถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน พระพุทธศาสนาก็จะเกิดความมั่นคง การเรียนภาษาบาลีจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของภิกษุสามเณรเท่านั้น ฆราวาสญาติโยมจึงไม่ควรทอดธุระในการสืบต่ออายุพระศาสนา อีกอย่างทำไมเราต้องรอพระเณรมาเทศน์สอน ทั้งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ เมื่อรู้แล้วยังสอนคนอื่นได้อีกยิ่งเกิดอานิสงส์เป็นบุญมหาศาล ดังนั้น จึงขอเชิญชวนญาติโยมมาช่วยกันรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ด้วยการเรียนบาลีให้เข้าใจ สามารถอ่านออก เขียนได้ และแปลได้กันเถิด”

ด้าน ธฤญเดชา ลิภา หนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้บริหารมหาบาลีวิชชาลัย กล่าวเสริมว่า ภาษาบาลีนอกจากเป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีความสำคัญต่อคนไทยในหลายด้าน เช่น เกี่ยวกับพิธีกรรมของสงฆ์หรือสังฆกรรมสำคัญๆ ต้องใช้ภาษาบาลีเป็นหลักจึงจะทำให้สังฆกรรมนั้นๆ สำเร็จสมบูรณ์ เช่น พิธีอุปสมบทจะต้องมีการสวดด้วยภาษาบาลี เป็นต้น นอกจากนี้ภาษาบาลียังข้องเกี่ยวกับคนไทยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งละจากโลกนี้ไป

“พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับประเทศไทยมาตลอด คนไทยนับถือพุทธศาสนามายาวนาน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีปฏิบัติของชาวไทยจึงแนบแน่นกับพระพุทธศาสนาในแทบทุกมิติตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น การทำบุญในวันสำคัญและโอกาสต่างๆ ก็จะมีการใช้ภาษาบาลีทั้งในส่วนของพระและฆราวาส เช่น ฆราวาสก็จะกล่าวคำอาราธนาต่างๆ พระสงฆ์สวดหรือเจริญพระพุทธมนต์ เป็นต้น หรือการตั้งชื่อ-นามสกุล ตั้งชื่ออาคารสถานที่ต่างๆ ก็มักจะใช้ ภาษาบาลี”

ธฤญเดชา เน้นย้ำให้เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าได้หล่อหลอมให้ชาวไทยมีความงดงามทั้งด้านจิตใจและการดำรงชีวิตเสมอมา ชาวไทยจึงมักได้รับการเรียกขานว่า เป็นผู้มีใจบุญ เป็นคนมีเมตตา และเรียกประเทศไทยว่า สยามเมืองยิ้ม อันเป็นผลจากการได้สัมผัสเกี่ยวข้องขัดเกลาผ่านทางพระพุทธศาสนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

เรียนเพราะอยากรู้

คุณัญญา จงตระกูล กราฟฟิกดีไซน์ โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าที่มาของการเรียนบาลีที่มูลนิธิบ้านอารีย์ว่า จุดเริ่มมาจากความชอบในการสวดมนต์ตั้งแต่เด็กซึ่งไม่รู้ความหมายว่าอะไร พอโตขึ้นมีหนังสือสวดมนต์แปล ทำให้รู้ความหมายของบทสวดมนต์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าศัพท์ไหนแปลว่าอะไรอยู่ดี จึงคิดว่าถ้ารู้ศัพท์ก็จะทำให้เกิดความซาบซึ้งและเกิดปัญญาในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าท่องจำโดยที่ไม่รู้ความหมาย

“ตอนแรกก่อนที่จะมาเรียนที่บ้านอารีย์เคยเรียนที่ธรรมสถานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก่อน แต่เรียนไม่นานก็เลิกเพราะบางวันกว่าจะเลิกงานไปเรียนก็ไม่ทันอาจารย์สอนแล้วเขาเลิกก่อน ตอนหลังพอรู้ว่าบ้านอารีย์ร่วมกับมหาบาลีวิชชาลัย วัดโมลีโลกยาราม เปิดสอนบาลีขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ เลยมาเรียนตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

เริ่มเรียนเล่มนามเล่มแรก ปัจจุบันเรียนถึงอาขยาต เกี่ยวกับกริยา ธาตุ ปัจจัย พอเรียนไปก็เริ่มชอบ ไม่ได้มองว่าเป็นภาษาที่ยาก แต่มองว่าเป็นภาษาที่สำคัญภาษาหนึ่ง คือเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าได้ใช้สอนคน ก็เลยอยากเรียนภาษาของพระพุทธเจ้าบ้าง เรียนเพื่ออยากรู้ว่าพระองค์สอนอะไรยังไงจะได้รู้และปฏิบัติถูกต้องค่ะ”

คุณัญญา บอกว่า ต้องการเรียนไปเรื่อยๆ เพราะจุดประสงค์การเรียนของตัวเองคือเรียนเพื่อให้รู้บาลีมากที่สุด สามารถอ่านได้ เขียนได้ อ่านถูกต้อง และสามารถแปลได้บ้าง ไม่เก่งไม่เป็นไรเพราะยังไม่ได้มองถึงการสอบ แต่ต้องการใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า เช่น การสวดมนต์ การศึกษาธรรมะ เป็นต้น

ด้าน ธนาวรรณ แย้มประเสริฐ นักวิชาการการเงินและบัญชี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงการมาเรียนบาลีที่บ้านอารีย์ว่า เดิมเป็นคนชอบปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ เวลามีกิจกรรมเหล่านี้ จัดอยู่ที่ไหนถ้ามีเวลาว่างและไม่ไกลเกินไปก็จะไปร่วม นอกจากนี้ยังชอบศึกษาธรรมะ ด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ หรือหาความรู้ในอินเทอร์เน็ต

“เวลาอ่านธรรมะบางครั้งก็รู้สึกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งน่าศึกษา มีความไพเราะ งดงามและเหมาะแก่การนำไปปฏิบัติ แต่หลายๆ ครั้งพออ่านหรือได้ฟังจากคนอื่นหรือพระเทศน์ก็จะเกิดความสงสัย เก็บไว้ไม่กล้าไปถามใคร จนวันหนึ่งอยากเรียนบาลีจึงเสาะหาว่ามีที่ไหนสอนบ้าง ก็รู้ว่าที่วัดโมลีโลกยารามเปิดสอนฆราวาส แต่ก็ไม่ได้ไปเรียน จนมูลนิธิบ้านอารีย์เปิดจึงมาเรียนเพราะเดินทางสะดวก แต่ว่าปีแรกที่มาเรียน ก็เดินทางจาก จ.ราชบุรี ทุกวันอาทิตย์ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว”

เธอบอกจุดประสงค์ของการเรียนว่า เริ่มต้นคืออยากรู้บาลีและสวดมนต์ให้ถูกต้อง แต่พอมาเรียนจริงๆ จุดประสงค์ไม่ได้อยู่แค่การสวดมนต์ถูกต้อง แต่ได้รู้ว่าการมาเรียนนั้นผู้มาเรียน ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาพระพุทธพจน์หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าและเป็นการสืบต่ออายุพระศาสนา ที่สำคัญได้ก่อให้เกิดการต่อยอด จากที่อาจารย์สอนด้วยการศึกษาเพิ่มเติมด้านอื่นๆ เช่น เรียนอภิธรรม เป็นต้น

“ต้องขอบคุณอาจารย์ผู้สอนอย่างมาก ก่อนนี้แม้จะชอบสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แต่ถ้าถามอะไรที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานอกเหนือจากนี้ก็จะไม่รู้อะไรเลย ดังนั้น การมาเรียนบาลีนอกจากอาจารย์จะสอนบาลีแล้วยังสอนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอีกมากมาย ทำให้เริ่มได้รู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น และสามารถต่อยอด เช่น ไปเรียนด้านอื่นอย่างอภิธรรมได้ด้วย”

ด้าน อาจารย์ปรีชา แก้วทาสี อาจารย์สอนบาลีประจำมหาบาลีวิชชาลัย เล่าว่า นักเรียนบาลีที่มาเรียนยังบ้านอารีย์ส่วนใหญ่เรียนเพื่อต้องการรู้ในภาษาบาลีมากขึ้น และต้องการใช้บาลีเป็นเครื่องมือในการศึกษาและค้นคว้าธรรมะให้ดียิ่งขึ้น ไม่ได้เรียนเพื่อต้องการนำไปใช้ในการสอบบาลีสนามหลวงตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ หรือเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

“วิธีการสอนของผมจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปครับ ไม่เร่งรีบ แต่จะเน้นหลักบาลีที่สำคัญๆ ให้ทุกคนรู้และเข้าใจให้ได้ ผมรู้ดีว่าทุกคน ที่มาเรียนต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ บางคนต้องดูแลครอบครัว ซึ่งไม่มี เวลาเรียนมากเหมือนพระเณรที่จะต้องเรียนอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้น เวลาสอนถึงจะช้าหน่อยแต่ทุกคนเข้าใจแล้วแฮปปี้กันถ้วนหน้า

เวลาสอน เพื่อให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย มีบรรยากาศการเรียนที่สนุกผมก็จะสอดแทรกความรู้ในเรื่องต่างๆ เป็นระยะ เช่น นำพระสูตรต่างๆ จากพระไตรปิฎก จากธรรมบทมาเล่า หรือเรื่องวินัยของพระ เช่น กรณีเกิดข่าวเชิงลบกับพระสงฆ์ หรือใครมีปัญหาอยากรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมะ พระวินัย หรือพระสูตรก็สามารถสอบถามแลกเปลี่ยน กันได้ทุกเมื่อ แบบนี้จะทำให้ทุกคนที่มาเรียนสนุกและไม่รู้สึกเครียด” อาจารย์ปรีชาเล่าถึงวิธีการสอนให้นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อ

หลักสูตรบาลีของมหาบาลีวิชชาลัย

ปัจจุบันหลักสูตรการเรียนบาลีสำหรับฆราวาสของมหาบาลีวิชชาลัย มีทั้งหมด 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรภาษาบาลีเบื้องต้น ใช้ตำราเรียนของมหาบาลีวิชชาลัยเป็นการเฉพาะ เน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทางภาษาบาลีอย่างหลากหลาย คือเข้าใจไวยากรณ์ดี สามารถแปลบาลีพื้นฐานได้ สถานที่เรียนประกอบด้วย 1.วัดโมลีโลกยาราม ทุกวันอาทิตย์ 2.มูลนิธิบ้านอารีย์ ถนนพหลโยธิน ซอย 7 ทุกวันอาทิตย์ 3.เรือนจำอำเภอแม่สอด จ.ตาก ทุกวันอังคารและวันพุธ 4.เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี

หลักสูตรที่ 2 บาลีไวยากรณ์ชั้นสูง เน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทางภาษาบาลีอย่างลึกซึ้ง คือเข้าใจไวยากรณ์เป็นอย่างดี เน้นความเชี่ยวชาญทั้งการแปลบาลี ฉันทลักษณ์ สัมพันธ์ และการเขียน การค้นคว้าภาษาบาลีเรียนวิชาสำคัญๆ ทางไวยากรณ์ดั้งเดิม เช่น ไวยากรณ์บาลีเบื้องต้น ปทรูปสิทธิปกรณ์ อภิธานัปปทีปิกา วุตโตทัย เป็นต้น

หลักสูตรที่ 3 บาลีศึกษา (บาลีสนามหลวง) เป็นหลักสูตรอันเดียวกันกับที่พระภิกษุสามเณรเรียนอยู่ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนภาษาบาลีเข้าสอบบาลีศึกษาเช่นเดียวกับการสอบบาลีสนามหลวงของพระภิกษุสามเณร ใช้หนังสือตำราของสนามหลวงแผนกบาลี เป็นหลัก เปิดสอนที่วัดโมลีโลกยาราม ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.ไปจนถึง เดือน มี.ค.ปีถัดไป

หลักสูตรที่ 4 บาลีเตรียมสอบมหาวิทยาลัย (PAT 7.6) เป็นหลักสูตรที่ใช้ตำราหนังสือบาลีสนามหลวงแผนกบาลีเป็นหลัก มุ่งเน้นติวให้เด็กมัธยมปลายให้มีทักษะในการใช้ภาษาบาลีเพื่อเตรียมสอบมหาวิทยาลัย (ความถนัดทางภาษาบาลี) เปิดสอนที่วัดโมลีโลกยาราม ทุกวันอาทิตย์

ฆราวาสที่อยากเรียนภาษาบาลีหลักสูตรอะไร อยากเรียนแบบไหน อยากเรียนเพื่อจุดประสงค์ใด หรืออยากอบรมภาษาบาลีหลักสูตรระยะสั้น 3 วัน 5 วัน สามารถติดต่อทีมงานมหาบาลีวิชชาลัยได้เลย โดยเข้าไปที่เว็บไซต์วัดโมลีโลกยาราม และคลิกไปที่มหาบาลีวิชชาลัยก็แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนบาลีไว้ครบถ้วนพร้อมเบอร์โทรติดต่อ

พระเทพปริยัติโมลีให้กำลังใจแก่ผู้ที่คิดอยากเรียนบาลีว่า ภาษาบาลีเป็นภาษาของพระพุทธเจ้าที่ทรงใช้สอนชาวโลก และคำสั่งสอนนั้นก็ดำรงอยู่อย่างมั่นคงจนถึงวันนี้ได้ นั่นเพราะพุทธบริษัทพากันศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ฉะนั้น ชาวพุทธทั้งหลายอย่าได้มองว่าการเรียนบาลีเป็นหน้าที่ของภิกษุสามเณรเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้หมด ยิ่งเรียนยิ่งรู้ ยิ่งเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้น และปฏิบัติถูกต้องตามที่ทรงสอน

“น่าชื่นใจที่ตั้งแต่เปิดสอนบาลีให้กับญาติโยม ปรากฏเริ่มมีผู้มาเรียนมากขึ้นเป็นลำดับทุกปี โดยผู้เรียนแล้วสอบบาลีศึกษาแต่ละปีรวมทุกชั้นหลักร้อยขึ้น แต่ถ้ารวมผู้ที่ไม่สอบคือเรียนเพื่ออยากรู้บาลีอย่างเดียว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 300-400 คน ต้องขออนุโมทนาในความอุตสาหะวิริยะของทุกคน ท่านเหล่านี้ถือว่ามีศรัทธาและอุตสาหะอย่างยิ่ง”

การเรียนบาลีได้เริ่มแพร่หลายไปหมู่ฆราวาสเช่นนี้ต้องชื่นชมในวิสัยทัศน์ของพระเทพปริยัติโมลี เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม และธฤญเดชา ลิภา สองผู้ก่อตั้งมหาบาลีวิชชาลัย โดยเฉพาะพระเทพปริยัติโมลี เป็นพระนักการศึกษาที่เอาจริงเอาจังในการศึกษาบาลีของพระเณรวัดโมลีโลกยารามอย่างมาก ถึงขั้นกล่าวได้ว่า สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม คือ ตักศิลาด้านการเรียนบาลีในยุคนี้ โดยมีพระเณรอยู่ที่ประมาณ 400 รูป ถ้าเจ้าอาวาสไม่เก่งจริง คงทำไม่ได้

พระครูปริยัตืโพธิวิเทศ กระบอกเสียงพระธรรมทูตอินเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/540711

พระครูปริยัตืโพธิวิเทศ กระบอกเสียงพระธรรมทูตอินเดียว

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนของพระธรรมทูตไทยในสายประเทศต่างๆ ต้องยอมรับว่าการทำงานของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล อันมีพระธรรมทูตในปัจจุบันประมาณ 30 กว่ารูป นำโดย พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ค่อนข้างแอ็กทีฟและเห็นภาพการขับเคลื่อนภารกิจและกิจกรรมต่างๆ อยู่ตลอด

โดยเฉพาะกิจกรรมการบวชกุลบุตรจากประเทศไทย ณ ดินแดนพุทธภูมิ รวมทั้งการบวชให้กับเด็กอินเดียที่วัดไทยซึ่งพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลให้ความสำคัญอย่างมากและเด็กอินเดียหันมาบวชมากขึ้น

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศอินเดีย โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เล่าถึงการทำงานของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ว่า นับตั้งแต่คณะสงฆ์ไทยและรัฐบาลไทยมีโครงการฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับคืนสู่แดนพุทธภูมิ ตั้งแต่ปี 2500 รัฐบาลและคณะสงฆ์ไทยได้มีมติสร้างวัดไทยพุทธคยาแห่งแรกขึ้นมา จากนั้นมีการส่งคณะพระธรรมทูตไทย โดยมีหัวหน้าพระธรรมทูตและสายงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล คอยขับเคลื่อนงานมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

“การขับเคลื่อนงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล ใช้การสร้างวัดนำหน้า เริ่มจากสร้างวัดไทยพุทธคยาเป็นวัดแรก จากนั้นวัดอื่นๆ ก็ตามมา เช่น วัดไทยนาลันทา วัดไทยสารนาถ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดไทยลุมพินี วัดไทยสาวัตถี วัดไทยเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นการสร้างในนามพุทธบริษัทชาวไทย คณะสงฆ์ไทย และรัฐบาลไทย โดยการขับเคลื่อนของพระธรรมทูตไทยอินเดีย-เนปาล จาก 1 วัด กลายเป็น 30 วัด (รวมสำนักสงฆ์และสถานที่ดูแลชาวพุทธด้วย) ในห้วงเวลา 60 ปี”

โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล กล่าวต่อว่า หากมองในแง่จำนวนวัดกับเวลาทำงาน 60 ปี ถือว่ายังน้อย ขณะเดียวกันยังมีวัดไม่ครบพุทธสถานสำคัญๆ อีกมาก เช่น ที่เมืองสังกัสสะ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก (หลังวันออกพรรษา 1 วัน เรียกว่าวันเทโวโรหนะ) หลังจากเสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาที่ชั้นดาวดึงส์ หรือที่เมืองเดลี แคว้นกุรุ อันเป็นที่แสดงมหาสติปัฏฐานสูตร เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ หรือที่สาญจีสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุของพระสาวกก็ยังไม่มีวัดไทย เป็นต้น

“อาตมาได้รับนโยบายจากหัวหน้าพระธรรมทูตให้ขยายงานสร้างศูนย์ดูแลชาวพุทธในเส้นทางไหว้พระแสวงบุญ ตั้งแต่เราสร้างวัดไทยกุสินารา จากนั้นขยายมาสร้างโรงพยาบาล 5 รูปี รักษาทุกโรค ให้กับคนอินเดียและคนไทยที่ไปแสวงบุญ จากวันนั้นถึงวันนี้รวม 18 ปี เราก็ได้ขยายงานสร้างศูนย์ดูแลชาวพุทธตามเส้นทางไหว้พระ เช่น ที่วัดไทย 960 วัดไทยเชตวันมหาวิหาร วัดปุพพาราม วัดอโยธยา วัดสิทธารถราชมณเทียร 960 ขณะนี้ได้รับผิดชอบให้ไปสร้างวัดใหม่ชื่อวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย ปัจจุบันสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีพระไปจำพรรษาแรกตั้งแต่ปีที่แล้ว” โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล กล่าว

นอกจากขยายงานด้วยการสร้างศูนย์ดูแลชาวพุทธในเส้นทางจาริกธรรมและไหว้พระแสวงบุญในดินแดนพุทธภูมิแล้ว คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล นำโดย พระธรรมโพธิวงศ์ ก็ได้ขยายงานด้านศาสนวัตถุมาที่ประเทศไทยด้วยการสร้างวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ โดยการจำลองพุทธสถานสำคัญๆ ที่อินเดียมาไว้ในวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตีด้วย

“สำหรับงานประกาศธรรมหรืองานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ เรามีกองงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล และหน่วยฝึกอบรมพระธรรมทูตอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ซึ่งอาตมาเป็นกรรมการบริหารด้วย โดยจะคัดเลือกและอบรมพระที่อยู่ประเทศอินเดีย (บางรูปพระนักศึกษา) ให้มาทำหน้าที่พระธรรมทูตและผู้ช่วยพระธรรมทูตในช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน

หลังจากอบรมเสร็จแล้ว พอออกพรรษาก็ส่งไปทำงานเป็นพระธรรมวิทยากร รับหน้าที่บรรยายให้ความรู้กับคณะต่างๆ ทั้งพระและฆราวาสที่มีการนิมนต์มาผ่านกองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล พระธรรมวิทยากรเหล่านี้ก็จะใช้รถบัสเป็นยานธรรมนำคณะญาติโยมหรือพระนวกโพธิ (ผู้ที่บวชในดินแดนพุทธภูมิ) ไปยังพุทธสถาน ณ ที่ต่างๆ พร้อมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธธรรม พุทธประวัติ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ให้กับคณะ สร้างเสริมศรัทธาญาติโยมต่อพระพุทธศาสนาและต่อพระใหม่

นอกจากฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่ดินแดนพุทธภูมิแล้ว ยังเป็นการฟื้นฟูศรัทธาของชาวพุทธบางคนที่อาจเสียความรู้สึกจากการเห็นข่าวเชิงลบของพระสงฆ์บางรูปที่ประพฤติไม่เหมาะสมกับสมณสารูปและทางโลกติเตียนไม่สามารถยอมรับได้ แต่พอญาติโยมได้มาที่อินเดีย-เนปาล เห็นการทำงานและการประกาศธรรมของพระธรรมทูตที่นี่เชื่อว่ากลับไปจะเป็นชาวพุทธที่ดี มีศรัทธาตั้งมั่น ไม่คลอนแคลน รู้จักแยกแยะ และรับมือได้ถ้าเกิดมีข่าวเชิงลบเกิดขึ้นกับพระสงฆ์อีก”

นอกจากงานประกาศธรรมของพุทธเจ้าแล้ว งานสังคมสังเคราะห์ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำอยู่ ผลงานที่ปรากฏคือการสร้างโรงพยาบาลให้การรักษาคนอินเดียในท้องถิ่น เช่น การสร้างโรงพยาบาลที่กุสินารา มีการจ้างหมออินเดียมาให้การรักษาคนอินเดีย ขณะเดียวกันก็จะมีหมอจากเมืองไทยโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งมาประจำการเพื่อดูแลคนไทยที่เดินทางมาแสวงบุญในช่วงที่คนเดินทางมาไหว้พระและแสวงบุญ

“นอกจากโรงพยาบาลแล้วพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล ยังเปิดโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาและวิชาอื่นๆ ให้กับเด็กอินเดียตามวัดต่างๆ ในบางวัด ซึ่งงานสังคมสงเคราะห์ส่วนนี้ถือว่าจำเป็นที่เราต้องทำ ในเมื่อเรามาอยู่แผ่นดินเขาก็ควรสร้างคุณูปการให้กับคนในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย นี่คืองานของพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาลอีกหน้าที่หนึ่ง”

อีกงานที่ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะเป็นงานที่พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ งานบวชกุลบุตรไทย ณ ดินแดนพุทธภูมิ และการบวชสามเณรให้กับเด็กอินเดียซึ่งได้เริ่มปฏิบัติมาหลายปี

“การที่มีคนนิยมมาบวชที่อินเดียภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น จุดเริ่มมาจากแนวนโยบายของหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ที่ต้องการให้ผู้ที่มีกำลังทรัพย์กำลังศรัทธาและมีเวลาพอ นอกจากได้มาไหว้พระแสวงบุญทำทานแล้ว ต้องการให้เพิ่มบารมีอีกข้อหนึ่ง เรียกว่าเนกขัมมบารมี หมายถึงการสร้างบารมีด้วยการบวช แทนที่จะบวชที่เมืองไทยธรรมดาก็มาบวชที่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งการได้มาบวชที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถือเป็นแรงกระตุ้นศรัทธาอย่างดี”

โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล กล่าวต่อว่า ช่วงแรกๆ คนอาจไม่นิยมบวชมากนัก แต่พอมีคนบวชแล้วกลับไปถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากการบวชที่แม้จะใช้เวลาแค่ 5 วัน 7 วัน หรือ 10 วัน แต่ก็เหมือนได้รับพลังที่พิเศษกลับไป ซึ่งต้องยอมรับว่าคนมาบวชที่อินเดียนั้นบางคนบวชนับ 10 ครั้งก็มี

“สายงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาลเรามีกองกิจการพิเศษตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลในเรื่องการบรรพชาอุปสมบทของกุลบุตรผู้ศรัทธาจากประเทศไทย รวมถึงการบวชให้กับเด็กอินเดียที่มีศรัทธาทุกปี โดยจะทำการบวชในช่วงภาคฤดูร้อน ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นในเดือน มี.ค.ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งเป็นไปตามดำริของหัวหน้าพระธรรมทูตรูปปัจจุบัน” โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล กล่าวทิ้งท้าย

‘เมล็ดพันธุ์ความดี’ พื้นที่เพื่อนักจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/540592

'เมล็ดพันธุ์ความดี' พื้นที่เพื่อนักจิตอาสา

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล

เรื่องราวของเหล่านักจิตอาสาและพื้นที่เล็กๆ สำหรับพวกเขา “เมล็ดพันธุ์ความดี” รายการวิทยุที่ได้รับรางวัลเชิดชูความดี “คนดีประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ร่วมกันระหว่างมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ซีพี ออลล์ เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ทำคุณงามความดี เสียสละเพื่อส่วนรวม ด้วยความกตัญญู ความกล้าหาญ และความมีสำนึกที่ดี เบื้องหลังรางวัลใหญ่คือ “ทีม” นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล ศิริญญา มงคลวัจน์ และ ชนาพร มหาชน

นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล หนึ่งในทีม “เมล็ดพันธุ์ความดี” คลื่นความคิด เอฟ.เอ็ม. 96.5 เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 13-14 ปีก่อน เมื่อสถานีต้นสังกัดต้องการสร้างพื้นที่สำหรับนักจิตอาสา บอกเล่าเรื่องราวในสิ่งที่เหล่านักจิตอาสาได้ทำเพื่อสังคม

ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดี นักจัดรายการวิทยุรุ่นพี่หลายต่อหลายรุ่นและหลายต่อหลายคนที่ได้ทำหน้าที่จัดรายการเมล็ดพันธุ์ความดีมาก่อน นฤปาณและทีมเพิ่งเข้ามารับหน้าที่เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น 7 ปีที่มีคุณค่า มีความหมาย

 สำหรับรูปแบบรายการ เป็นรายการวิทยุประเภทสนทนา แขกรับเชิญคือเหล่าบรรดานักจิตอาสาจากทั่วประเทศ นฤปาณมองว่ารายการของเธอคือการสร้างพื้นที่เล็กๆ สำหรับคนทำความดีเพื่อสังคม ที่จะได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือความต้องการในการแก้ปัญหาต่างๆ ขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจ เป็นพื้นที่เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ความรู้และการให้ในสังคม

 “รายการของเราเป็นพื้นที่เล็กๆ สื่อเล็กๆ สำหรับสื่อสารการทำงานของนักจิตอาสาคนตัวเล็กๆ เหมือนกระบอกไฟฉายกระบอกหนึ่งที่ส่องไฟไปให้คนได้เห็นการทำความดีของคนดีๆ แม้ว่าจะเล็กน้อย แต่ก็หวังว่ากระบอกไฟฉายกระบอกต่อๆ ไป จะได้ส่งทอดความดีและความงาม”

 ใช่! คนทำความดีไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่นฤปาณเชื่อว่าการทำความดีแล้วมีคนเห็น จะตอบโจทย์ของสังคมไทยในขณะนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยส่วนตัวชอบรายการนี้ เพราะการได้พูดคุยกับนักจิตอาสาทำให้ได้รู้ ได้แรงบันดาลใจ ได้เรียนรู้ว่าแรงบันดาลใจนั้นทรงพลัง

“จัดรายการวิทยุไปพลาง เยียวยาตัวเองไปพลาง สัมภาษณ์ไปแอบร้องไห้ไปก็หลายครั้ง ชื่นชมนักจิตอาสาทุกคนที่ได้สัมภาษณ์เมล็ดพันธุ์พิเศษผู้มีหัวใจที่ทำเพื่อคนอื่น กิจกรรมอาสาหลายกิจกรรมไม่ได้ทำโดยง่าย

 นักจิตอาสาเหล่านี้ เขาก็มีชีวิตเหมือนเรา ไม่มีเวลาเหมือนเรา แต่เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในเวลาที่เขามี เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ทำได้ยาก”

รางวัลคนดีประเทศไทยที่ได้รับ นฤปาน บอกว่าถือเป็นกำลังใจที่สำคัญสำหรับทีมงานทุกคน ขอบคุณเมล็ดพันธุ์ความดีเหล่านักจิตอาสาทุกคนที่ได้แวะเวียนมารายการ

“ขอบคุณพวกเขาที่สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ขอบคุณพวกเขาที่ทำสิ่งดีงามให้แก่สังคมของเรา รวมทั้งต้องขอบคุณ อสมท สถานีวิทยุคลื่นความคิด เพราะไม่เช่นนั้น พวกเราทีมงานคงไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อเช่นนี้”

 สำหรับผู้สนใจรายการวิทยุคุณภาพ ขอเชิญรับฟังคนดีจิตอาสาและเรื่องราวดี ๆ ของพวกเขา ได้ที่คลื่นความคิด 96.5 เอฟเอ็ม ทุกเช้าวันเสาร์ เวลา 05.00-06.00 น. หรือฟังย้อนหลังได้ที่www.thinkingradio.net

ล่าสุด ทีมงานเมล็ดพันธุ์ความดียังร่วมกับรายการวิทยุในคลื่นความคิด ทั้งหมดร่วมกันจัดโครงการบริจาคหนังสือเพื่อน้อง ใครสนใจบริจาค โทร. 02-245-1250

ตบท้ายด้วยโอวาทจากท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานมอบรางวัล ความตอนหนึ่งว่า

 “นิยามคนดีในพระพุทธศาสนาเน้นที่ประโยชน์ การทำความดีเพื่อประโยชน์สุขไพศาลจึงควรแก่การยกย่องสรรเสริญและให้กำลังใจ การเป็นคนดีต้องการกำลังใจสนับสนุน ต้องรวมตัวกันส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจ ให้น้ำดีไล่น้ำเสีย และสังคมก็จะเต็มไปด้วยคนดี”

“พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป” อริยสงฆ์แห่งอรัญญวิเวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ก.พ. 2561 เวลา 21:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/540468

"พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป" อริยสงฆ์แห่งอรัญญวิเวก

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

ปีพ.ศ. 2470 ชาวบ้านปง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ยินข่าวว่ามีพระกรรมฐานรูปหนึ่งจาริกมาพำนักอยู่ที่วัดไทยใหญ่ ในเขตอำเภอแห่งนั้น ชาวบ้านปงซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาเป็นทุนอยู่เดิมแล้ว จึงมอบให้ตัวแทน 9 คนไปนิมนต์พระภิกษุรูปนั้นมาโปรดชาวบ้านปง

อาจารย์กรรมฐานรูปนั้นคือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ บุรพาจารย์ของเหล่าพระป่าในยุคกึ่งพุทธกาล

ในวันที่รับอาราธนานั้นเอง หลวงปู่มั่นก็เดินทางด้วยเท้า 6 กิโลเมตร กลับมากับผู้แทนชาวบ้านปงทั้ง 9 หลังพาท่านไปพักที่ป่าช้าได้ 3 วัน ก็พบที่สัปปายะเป็นเนินเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีซากฐานของพระวิหารอันเป็นเครื่องหมายบ่งว่า สถานที่แห่งนั้นเป็นวัดร้างมาก่อน จึงได้ปลูกที่พักให้ท่านได้พำนักอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น

นับแต่นั้นมาศิษยานุศิษย์ของพระอาจารย์มั่นจากทั่วสารทิศก็หลั่งไหลมาสู่บ้านปง

ในพรรษาแรกมี 5 รูป หมดพรรษานั้นพระอาจารย์มั่นได้ออกเที่ยวธุดงค์ต่อ แต่ก่อนจะออกเดินทาง ท่านได้เมตตาตั้งชื่อสถานที่แห่งนั้นให้ว่า “สำนักอรัญญวิเวก บ้านปง” ซึ่งต่อมาเรียกกันสั้นๆ ว่า“วัดบ้านปง”

พระอาจารย์มั่นยังสั่งไว้ด้วยว่า “ขอให้คณะศรัทธาญาติโยม จงพากันรักษาปฏิบัติดูแลสำนักแห่งนี้ไว้ให้ดี ต่อไปในอนาคตข้างหน้า จะมีเจ้าของเขามาสร้างพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง เป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมฐาน และเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองในอนาคตภายภาคหน้าแก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายสืบไป”

หลังพระอาจารย์มั่นจากไป ก็มีพระกรรมฐานธุดงค์หลายรูปผ่านมาพำนัก ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่ว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่สาม อกิญจโน หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ฯลฯ โดยเฉพาะหลวงปู่แหวนนั้นมาจำพรรษาอยู่ ณ ที่นี่ถึง 10 พรรษา แต่ก็ไม่มีรูปใดส่อแววว่า จะเป็นเจ้าของผู้มาสร้างพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองดังที่พระอาจารย์มั่นระบุไว้

กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ. ปีพ.ศ. 2509 พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งก็มาถึง จากวันนั้นถึงวันนี้ ชื่อและนามของท่านก็ปรากฏเป็นที่เรียกขานคู่กันรู้จักกันทั่วไปว่า “พระอาจารย์เปลี่ยนวัดอรัญญวิเวก” หรือ“พระอาจารย์เปลี่ยนวัดบ้านปง”

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พระหนุ่มในพ.ศ.โน้น เป็นหลวงปู่เปลี่ยนแล้วในวันนี้ แต่ผู้ที่ได้พบมักจะกล่าวตรงกันว่า โดยรูปลักษณ์ที่เห็นนั้น ท่านไม่น่าจะมีอายุถึง 77 ปี

พระอาจารย์เปลี่ยน เป็นคนบ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เกิดในสกุล วงษาจันทร์ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ปีพ.ศ. 2476 บิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ตาและยายซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเป็นกำนัน ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในเรื่องศาสนามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อาจเพราะพื้นเพวาสนา มาแต่เก่าก่อนนั้นประการหนึ่ง การได้คลุกคลีกับพระสงฆ์มาแต่วัยเยาว์นั้นก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ถึงจะเอ่ยปากขอบวชมาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนกระทั่ง 20 ปี มารดาก็ไม่อนุญาต

กระทั่งบิดาเสียชีวิตในปีพ.ศ. 2497 และอีก 5 ปีถัดมาลุงก็เสียชีวิตตามไป เมื่อสบโอกาสว่าจะขอบวชแทนพระคุณท่านทั้งสอง ทั้งตาและแม่เลยอนุญาตให้บวช 7 วัน แต่ 7 วันนั้นก็เป็นแต่เพียงกำหนดที่ไม่เป็นจริง

พระอาจารย์เปลี่ยน อุปสมบทที่วัดพระธาตุมีชัย บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ปีพ.ศ. 2502 โดยมีพระครูอดุลยย์สังฆกิจเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพิธธรรมสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยปฏิญาณต่อพระปฏิมากรว่า “การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เป็นหน้าที่ของพระทุกรูปที่ได้มาบวชในศาสนา”

บวชครบ 7 วัน พอโยมแม่มาขอให้สึกก็ขอผลัดเป็นให้รอออกพรรษาไป 21 วัน คำปฏิญาณตอนบวชได้ย้อนมาเตือนใจอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้ลงมือทำทางจงกรมเพื่อเจริญภาวนา และเพียงเดินจงกรมไป 2 ชั่วโมงและนั่งภาวนาอีก 3 ชั่วโมงในวันแรกของการจงกรม

หลังนั่งลงโดยตั้งสัจจะว่า “ถ้ายุงตัวใดจะดูดกินเลือด ก็จะถือเป็นพระพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพื่อปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะต้องเป็นไข้มาลาเรียตายก็ยอม เพราะรุ่งขึ้นเช้าไปบิณฑบาตมาฉันแล้วก็เปลี่ยนเป็นเลือดได้”

ท่านว่า หลังปล่อยวางจิตเข้าสู่สมาธิแล้ว ก็หายไปหมดทั้งร่าง แล้วความสงบครั้งแรกในชีวิตก็บังเกิดขึ้นและดำเนินไปกระทั่ง 3 ชั่วโมงเศษ ถึงรู้สึกตัว

พระอาจารย์เปลี่ยนจำพรรษาแรกอยู่กับพระอาจารย์สุภาพ ธัมมปัญโญ และพระอาจารย์สุภาพนี่เองที่นำไปพบ หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ พระอรหันต์แห่งวัดบ้านดงเย็น หรือวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี

วันแรกที่ได้ไปกราบคารวะทำวัตรกับหลวงปู่พรหม หลวงปู่ได้เทศน์ให้ฟัง พอกลับมาภาวนาและเข้าที่ด้วยท่าสีหไสยาสน์ พอนึกไปถึงเทศนานั้นจิตก็ลงสู่ความสงบ ปรากฏว่า ตัวท่านไปนั่งอยู่หน้าหลวงปู่พรหมที่วัดบ้านดงเย็น แล้วหลวงปู่พรหมจึงเทศน์ให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 แล้วเร่งให้ปฏิบัติให้มาก

หลังจากนั้นหลวงปู่พรหมจะมาชี้แนะวิธีการภาวนาให้ในสมาธิอย่างน้อยเดือนละ 2 หน

พอออกพรรษาวันแรก โยมมารดาก็มาถามเรื่องสึกอีก หนนี้ท่านผลัดว่า ขอรับกฐินก่อน พอรับกฐินท่านออกธุดงค์ไปองค์เดียว จนพบหมู่คณะ พากันออกไปตามหาท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

ท่านอาจารย์จวนชี้แนะว่า “ต้องเปลี่ยนสมมติให้รู้ ข้ามสมมติให้ได้”

จากท่านอาจารย์จวน ตัดลงใต้ไปถึงภูเก็ตเพื่อไปศึกษากับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ระหว่างนั้นหลวงปู่พรหมก็ยังมาสอนในสมาธิอยู่เสมอๆ

ขณะนั้นการดำเนินจิตของท่านมาถึงจุดที่นั่งภาวนาแล้วจิตดิ่งลึกไปโดยไม่รู้ว่า จิตอยู่ที่ไหน ทุกอย่างดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น แต่เกิดปีติมากจนไม่อยากฉันอาหาร

หลวงปู่เทสก์แก้ปัญหาให้ว่า “อาการเช่นนี้เรียกว่า นิพพานพรหม จิตดับกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้อะไรจากภายนอก จิตลงไปสู่ส่วนลึกที่สุดเป็นอัปปนาฌาน เรียกว่า พรหมลูกฟัก เป็นพรหมชั้นสูง ถ้าไม่แก้ไขผู้นั้นจะคิดว่าตนได้พบพระนิพพาน จะไปไหนไม่รอด…”

ท่านว่า ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ขาวติดตามหลวงปู่มั่นไปยังภาคเหนือ หลวงปู่ขาวนั่งภาวนารวดเดียวตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปถึง 6 โมงเช้า ที่สำนักสงฆ์อรัญญวิเวก น้ำค้างจับร่างหลวงปู่ขาวจนเปียกชุ่ม พอหลวงขาวออกจากสมาธิไม่รู้ว่า จิตไปอยู่ที่ไหน เลยไปเรียนถามหลวงปู่ใน

หนนั้นหลวงปู่มั่นชี้แนะเพียงนิดเดียวว่า ให้ตั้งต้นใหม่ ติดตามดูจิตตั้งแต่เริ่มต้น เข้าสมาธิ ใช้สติปัญญาตามดูจิตให้ดีว่า วางอารมณ์อะไรจึงดับเสียงไปหมด ให้ดูว่าจิตไปอยู่ที่ไหน ต้องตามให้รู้

พระอาจารย์เปลี่ยนก็ใช้กลวิธีเดียวกันนั้นแก้หลุมพรางของจิตที่ประสบอยู่

ขึ้นมาจากภูเก็ต ท่านไปกราบคาราวะรับการชี้แนะจากหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว ฯลฯ และหลวงปู่ขาวก็ย้ำว่าให้แก้ด้วยวิธีการเช่นว่า

การเบนเข็มจากภาคอีสานมาสู่ภาคเหนือเกิดขึ้นหลังพรรษาที่ 4 เมื่อได้ยินข่าวว่า หลวงปู่ตื้อเทศน์เก่ง หลวงปู่แหวนไม่เทศน์ แต่เป็นนักปฏิบัติ การมุ่งขึ้นเหนือคราวนี้ ทำให้ได้พบและอยู่ศึกษากับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร แล้วไปอยู่กับหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวนดังใจหมาย

ท่านว่า หลวงปู่ตื้อนั้นมีความสามารถในการสอนธรรมะและไขปัญหาต่างๆ ให้ได้พบความกระจ่างแจ้งอย่างที่ร่ำลือ

ค่ำบีบนวดถวาย ระหว่างนั้นหลวงปู่ตื้อจะเทศน์ ทั้งสอนทั้งแก้ไขปัญหาที่สงสัย เที่ยงคืนออกมาปฏิบัติถึง 02.00 น. ถึงพักนอนแค่ 2 ชั่วโมง 04.00 น. ตื่นทำวัตร หลวงปู่ตื้อสอนทุกอย่าง รวมทั้งฝึกให้ท่าใช้อนาคตังสญาณคือ แรกๆ จะบอกล่วงหน้าว่า ใครจะมาหา ถึงเวลาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อท่านฝึกตามที่ได้รับการชี้แนะ พระอาจารย์เปลี่ยนก็ได้ญาณนั้นเช่นกันคือ รู้ก่อนล่วงหน้าว่า ใครจะมาหา มากี่คน ใส่เสื้อสีอะไร

ออกจากหลวงปู่ตื้อ ก็ไปพำนักกับหลวงปู่แหวน

ในพรรษาที่ 6 ท่านควบคุมจิตได้

กลวิธีที่ท่านใช้ คือ ทำความเพียรทั้ง 4 อิริยาบถ พอเมื่อยล้าเมื่อไหร่ก็หันไปอ่านหนังสือวิสุทธิมรรค

ท่านว่า “การดูเข้าไปในจิตเรื่อยๆ มันจะเริ่มวางเสียงลงได้ เสียงจะเบาลงๆ จนกระทั่งดับนิ่ง จึงรู้ว่าจิตเราวางเสียงดังนี้นี่เอง เมื่ออยู่นิ่งๆ นานเข้า ใช้สติปัญญาเข้าไปครองจิตให้นิ่ง มันก็จะสงบลงไปหมด ว่างไปเหมือนไม่มีตัว ไม่มีกาย ว่างอยู่เฉยๆ มันนิ่งสบาย จึงรู้ว่าจิตมาอยู่นี่เอง ร่างกายก็เหมือนไม่มี อยู่ว่างๆ สบาย คอยดูจิตอยู่ มันเหมือนไม่มีใครอยู่ด้วย เหมือนจำพรรษาอยู่คนเดียว การดูจิตของเราไปตลอดเวลา ทำให้หนังสือที่เคยท่องมา เช่น วิสุทธิมรรคที่อ่านอยู่ เกิดตัวรู้ขึ้นมาทันทีตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย เหมือนกับอ่านบาลีและรู้ทั้งหมดในทันทีนั้นเอง”

พระอาจารย์เปลี่ยนเจริญในธรรมมาตามลำดับ โดยได้รับการชี้แนะจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูป ไม่ว่า หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่สิม หลวงปู่พรหม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่สาม อกิญจโน อาจารย์บัวพา ปัญญาภาโส หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต ฯลฯ

หลายรูปที่สอนการภาวนาให้ทั้งมาโดยในนิมิตและการได้พบกันเป็นๆ ในจังหวะต่างๆ

หลวงปู่แหวนนั้นบอกว่า “เอามันให้ได้ มรรค ผล นิพพาน มันยังมีอยู่ ไม่ได้ไปไหน …”

ทุกวันนี้พระอาจารย์เปลี่ยนยังโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล นอกจากจะพัฒนาวัดป่าอรัญญวิเวกให้เจริญก้าวหน้าดังที่พระอาจารย์มั่นได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว ท่านยังเผยแผ่ธรรมะไปในที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกทางหนึ่งด้วย ท่านเทศนาได้หลายภาษา ภาษาเวียดนาม ภาษาอังกฤษ ฯลฯ

กับผู้อยู่ในโลกตะวันตกนั้น ท่านได้ไปสอนบรรดาโปรเฟสเซอร์ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกทั้งหลายให้รู้จักธรรมะของพุทธศาสนา ท่านว่า จับโจรต้องจับหัวหน้าโจร เมื่อผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นคนนำปัญญาได้รู้ได้เห็นธรรมะแล้ว ธรรมะก็จะเผยแผ่ได้ง่าย

ผมเคยเรียนถามท่านว่า ท่านเรียนภาษาเหล่านั้นมาจากไหน ถึงเขียนหรือเทศน์เป็นภาษานั้นๆ ได้ ท่านว่า จะไปยากอะไร ก็ภาวนาเอาสิ ภาวนาแล้วมันก็รู้ขึ้นมาเองล่ะ อยากรู้ภาษาอะไรก็ได้รู้

ท่านเคยเทศนาไว้ว่า ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น จะรู้ตนว่ามีศีล 5 ศีล 8 ครบบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าปฏิบัติได้มากกว่านั้น ก็รู้ตัวว่าได้มากกว่านั้น ไม่สงสัย ไม่ลูบคลำว่าศีลข้อนั้นมันดีหรือไม่ดี พระสกิทาคามีนั้น ละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงได้แต่ไม่หมด พระอนาคามีนั้นอยู่ในฌานเป็นพรหมจรรย์อยู่โดดเดี่ยว เหมือนคนไม่มีคู่เรียงเคียงหมอน จิตวิญญาณมีอยู่ขันธ์เดียว อยู่กับความสุข ไม่ยุ่งกับใคร ศีล 8 สมบูรณ์

สำหรับพระอรหันต์นั้น รู้แจ้งหมดแล้ว หายสงสัยในโลกหมดแล้ว รู้โลกแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่หลงโลก ใครจะทำให้หลงก็ไม่หลง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีความต้องการ ร่างกายก็รู้หมด รู้เฒ่า รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้ทุกข์ รู้ยาก พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอารูปขันธ์นี้แล้ว เรียกว่าตัดกิเลสขาด ขาดจากความยึดมั่น ถือมั่น วิราโค คลายความกำหนด สิ้นความยินดี ไม่ยินดีกับอะไรในโลกนี้ ความรัก ความชังขาดลอยหมดแล้ว ไม่แต่อุเบกขาญาณ วางเฉยอยู่แต่ยังสอนคนอยู่ จะเอาไม่เอาช่างมัน สอนด้วยความเมตตาเฉยๆ แต่ตัวท่านนั้นทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีงานจะทำแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือ การปฏิบัติธรรมอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีก ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาเกิดอีกไม่มี จิตของท่านไม่ต้องพูดถึง เป็นสมาธิทั้งวันทั้งคืน เป็นอยู่ทุกขณะ รู้อยู่ตลอด พุทโธเต็มอยู่บริบูรณ์อยู่ตลอด มีธัมโม สังโฆอยู่ในตัวตลอด…

ท่านว่า ผู้ที่รู้ธรรมย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง และวิญญูชน รู้ด้วยเฉพาะตัวเอง เหมือนว่า ร้อนเรารู้ หนาวเรารู้ เรารู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้ด้วย ทุกข์เรา ก็รู้อยู่คนเดียวของเรา คนอื่นจะมารู้ไม่ได้..

วิญญูชนรู้ได้ด้วยเฉพาะตนเอง ไม่ต้องไปวัดหรอก ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์มาวัดหรอก เขาจะวัดของเขาเอง ถ้าเขาหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ เขาก็จะรู้ของเขาเองว่าหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอะไรขัดข้องกับจิตใจ”

พระอาจารย์เปลี่ยนปฏิบัติมาถึงระดับใดท่านรู้ของท่านเอง แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ควรแก่การสักการะ เป็นพุทธบุตรที่ยังดำรงขันธ์ให้เราอยู่เห็นในพ.ศ.นี้

*************************************

หมายเหตุ : บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2553

ในวันที่ 15 ก.พ. 2561 พระอาจารย์เปลี่ยนได้ละสังขารแล้วอย่างสงบ สิริอายุ 84 ปี 2 เดือน 29 วัน พรรษา 59

ภาพจาเฟซบุ๊กเพจ ต้นโพธิ์ , ธรรมหลวงปู่ฝากไว้

พระครูอุดมโพธิวิเทศ ผู้ทำให้การบวชที่อินเดียเกิดความเรียบร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 15:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/539976

พระครูอุดมโพธิวิเทศ ผู้ทำให้การบวชที่อินเดียเกิดความเรียบร้อย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ ดินแดนพุทธภูมิ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และ ณ วัดไทยพุทธ คยา ประเทศอินเดีย ได้เริ่มมานานตั้งแต่สมัยที่ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่มี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

พิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ ดินแดนพุทธภูมิ นับเป็นกิจกรรมที่พระมหาเถระทั้งสองรูปทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เฉพาะในยุคของพระธรรมโพธิวงศ์ค่อนข้างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนได้จัดโครงการบวชที่อินเดียหลายโครงการ มีผู้บวชแต่ละปีประมาณ 800 คน บางปีมากขึ้น 1,000 คน

หากใครเคยสมัครบวชในโครงการบรรพชาและอุปสมบท ณ ประเทศอินเดียตามที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น โดยผ่านมาที่กองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เชื่อว่าผู้บวชจะต้องคุ้นหน้าคุ้นตา “พระครูอุดมโพธิวิเทศ” (ณรงค์ อุตฺตมวํโส) เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อย่างแน่นอน

กล่าวคือกิจกรรมและขั้นตอนการบวช จะต้องเห็น พระครูอุดมโพธิวิเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เช่น ตั้งแต่กิจกรรมปลงผมนาค การซ้อมขานนาค พิธีแห่นาครอบพระมหาเจดีย์พุทธคยา ตลอดจนขั้นตอนการบรรพชา ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ท่านคือผู้ที่คอยกำกับให้พิธีการเป็นไปตามขั้นตอนและเกิดความเรียบร้อยจนกระทั่งพิธีบวชเสร็จเรียบร้อย

มิได้เพียงแค่นั้น ท่านยังได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะต่างๆ ที่มาบวชในเรื่องของที่พักอาศัยโรงอาหาร ไปจนถึงการเดินทางจาริกต่อไปยังสี่สังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเมืองต่างๆ ที่ต้องจัดพระธรรมวิทยากรเดินทางไปกับคณะคอยให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่ไปตลอดการเดินทาง รวมทั้งจัดพระพี่เลี้ยงคอยดูแลเอาใจใส่พระใหม่ในเรื่องของสมณสารูปจนกระทั่งลาสิกขา

นี่คือหน้าที่ของพระครูอุดมโพธิวิเทศ หากพูดอย่างชาวบ้านเกี่ยวกับโครงการบรรพชาอุปสมบทที่ประเทศอินเดียในความรับผิดชอบของกองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล “พระครูอุดมโพธิวิเทศ” ถือเป็นมือขวาของพระธรรมโพธิวงศ์ที่คอยขับเคลื่อนโครงการอุปสมบทในดินแดนพุทธภูมิในฐานะเป็นหัวหน้าฝ่าย กองงานกิจการพิเศษ งานพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา

“อาตมาได้รับมอบหมายจากพระธรรมโพธิวงศ์ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ให้รับผิดชอบงานในส่วนนี้มาตั้งแต่ปี 2554 ขณะนั้นอาตมาอยู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ขณะที่พระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ก่อนหน้านี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินารา แต่พอขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาในปี 2554 ก็ให้อาตมาช่วยงานตั้งแต่ปี 2554

ทุกครั้งที่งานบวชที่วัดไทยพุทธคยาอาตมาจะต้องเดินทางจากเมืองกุสินารามายังพุทธคยาจนงานบวชเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางกลับกุสินารา จากนั้นในปี 2556 จึงได้ย้ายมาประจำที่วัดไทยพุทธคยาช่วยงานพระเดชพระคุณมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่างานบวชกุลบุตรกุลธิดาเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก

อาตมารู้สึกยินดีมากที่ได้ทำหน้าที่นี้ พร้อมทั้งรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้สนองงานพระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ซึ่งท่านเป็นผู้ชักชวนอาตมา (ขณะนั้นอยู่วัดนาคปรก ภาษีเจริญ) ให้มาช่วยงานที่ประเทศอินเดีย และสนองงานพระพุทธศาสนา โดยจะขอทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง” พระครูอุดมโพธิวิเทศ กล่าวทิ้งท้าย