ถึงเวลาปฏิวัติสังคม และวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/539973

ถึงเวลาปฏิวัติสังคม และวัฒนธรรม

โดย…ขรัว76

ความรุนแรงในสังคมไทยที่มีให้เห็นในปัจจุบัน ท้าทายพลังความสามารถขององค์กรชาวพุทธและคณะรัฐบาล ว่าควรทำอย่างไรให้สังคมมีสันติ

ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อทีวีออนไลน์ทั้งหลาย มีแต่ข่าวที่แสดงความรุนแรงที่ทำร้ายกันถึงชีวิต

นอกจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะเห็นฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกทางทีวีและสื่อออนไลน์ หากลำดับเรื่องก็ ได้แก่ มนุษย์ฆ่ามนุษย์ มนุษย์เข้าป่าล่าสัตว์ป่า มนุษย์โกงเงินวัด-ขโมย-ปล้นทรัพย์สินของคนอื่น มนุษย์ที่ตกอยู่ในความประมาท ขับขี่ยวดยานพาหนะทับมนุษย์ด้วยกันตาย แล้วก็มนุษย์ค้ามนุษย์จนรวยเกินคนทำมาหากินปกติ บางเรื่องผิดศีลข้อกาเม แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ยังมีอะไรกับศิษย์หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

มนุษย์ที่ก่อกรรมทุกที่ที่ว่ามาข้างต้นนั้น ส่วนมากเป็นชาวพุทธนับถือพระพุทธศาสนา แต่ในชีวิตประจำวัน คงไม่ได้ใส่ใจต่อหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด อย่างเช่น ศีล 5 ข้อ ที่เป็นหลักศีลธรรม จรรยาของสังคมที่ดีนั้น ไม่น่าจะอยู่ในใจของมนุษย์ที่เที่ยวก่อกรรมทำเข็ญมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงรังแกสัตว์โลกอื่นๆ ถ้าเขายึด หรือเกรงใจหลักศีล หลักธรรม คงไม่ต้องเป็นข่าวหน้าหนึ่งดังที่เห็นทุกวันนี้

 ศีลทั้งซึ่งเป็นกฎกติกามารยาทสังคมที่เจริญแล้ว หรือสังคมอารยะนั้น ประกอบด้วย 5 ข้อ คือ

1.เว้นจากทำลายชีวิต

2.เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้

3.เว้นจากประพฤติผิดในกาม

4.เว้นจากพูดเท็จ

5.เว้นจากของเมาคือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

ปัญหาที่เกิดแก่สังคมไทยในปัจจุบัน จงใจทำลายกติกาของศีลทั้ง 5 ข้อ

อย่างเช่น ข้อที่ 1 ให้ละเว้นจากการทำลายชีวิต แต่คนที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทย ได้แก่ เรื่องที่บิ๊กบริษัทรับเหมาระดับชาติ มีทั้งเงินและบริวารมากมาย แต่วันดีคืนร้ายก็ถูกจับข้อหาบุกรุกเขตห้ามล่าสัตว์ มีชีวิตสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น เสือดำเป็นเหยื่อ ที่น่าเศร้าคือ ภาพบิ๊กผู้รับเหมาที่เห็นตามสื่อนั้น ใครเห็นก็นึกไม่ถึง เพราะอยู่ในสภาพที่เสียทั้งศีลและศักดิ์

ศีลข้อที่ 2 ให้เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ข่าวนี้ที่โด่งดังน่าจะเป็นข่าวของพวกที่เอาเงินทอนวัด เพราะคนที่กล้ากินของวัดนั้น ไม่ใช่คนธรรมดา ทำงานในองค์กร ที่ควรเคร่งในเรื่องศีล และเรื่องธรรม ควรเป็นตัวอย่างที่ดี หรือผู้นำของสังคม แต่กลายเป็นคนร้ายเสียเอง แล้วอย่างนี้สังคมจะพึ่งใครได้

3.ให้เว้นจากประพฤติผิดในกาม ข้อนี้รวมถึงพวกค้ามนุษย์ เช่น เสี่ยคนหนึ่งรวยมหาศาล แต่ต้องหนีคดีความ ครูทำรุ่มร่ามกับศิษย์จนเป็นเรื่องอื้อฉาว ใครทำผิดข้อนี้ตายทั้งเป็น

4.เว้นจากพูดเท็จ เรื่องนี้ไม่มีอะไรดังเท่าเรื่องหวย 30 ล้านบาท แต่ไม่รวมคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในประเทศหนึ่งยืมนาฬิกาหรูของเพื่อนมาสวมใส่ให้โก้ จนแสบตา

5.ให้เว้นจากของเมา ศีลข้อนี้ใครละเมิดมีผลที่คนเสพตาย คนขายรวย แถมยังสร้างปัญหาให้สังคมในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่กลายเป็นเทศกาลนับศพ มูลนิธิเมาไม่ขับ บอกว่าช่วงตรุษจีนปีก่อน ตายไป 114 คน บาดเจ็บ 8,375 คน

จึงถึงเวลาที่รัฐควรปฏิวัติสังคมและวัฒนธรรมบ้าๆ บอๆ ที่ท้ายศีล 5 ของชาวพุทธกันเสียที มิเช่นนั้นเราก็เจอแต่ข่าวร้ายทุกวัน

พระมหาขุนทอง เขมสิริ เพชรเม็ดงามของคณะสงฆ์ศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/538970

พระมหาขุนทอง เขมสิริ เพชรเม็ดงามของคณะสงฆ์ศรีสะเกษ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การที่วัดวาอารามใดได้พระดี เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร มีความรู้ทางธรรมและทางโลกเป็นที่ปรากฏ เป็นพระนักการศึกษา เป็นนักพัฒนา มีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำสูง และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาเป็นเจ้าอาวาส ถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นความโชคดีของชาวบ้านยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

วัดนั้นเป็นอันหวังความเจริญรุ่งเรือง ขณะที่ชาวบ้านก็จะได้ที่พึ่งทางใจที่ประเสริฐก่อเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายและใจ เข้าวัดยามใดก็สุขยามนั้น ซึ่งต่างจากการได้พระทุศีลมาเป็นเจ้าอาวาสที่มุ่งแต่ลาภสักการะ ไม่ใส่ใจการวัดการพระศาสนา ปกครองโดยถืออัตตาเป็นใหญ่ ไม่นำพาศรัทธาชาวบ้าน มิวายวัดนั้นเป็นอันหวังความเสื่อมทุกวันๆ ชาวบ้านขาดศรัทธาไม่อยากเข้าวัด ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับวัดร้าง

ทว่า การที่วัดทั้งหลายโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและชาวบ้านจะได้พระผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาเป็นเจ้าอาวาสวัดและเป็นที่พึ่งที่ดีของชาวบ้านนั้น ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้หายากเสียยิ่งกว่ายาก ดังนั้น ถ้าวัดไหนและชาวบ้านได้พระมีคุณสมบัติดังกล่าวมาเป็นสมภารจึงถือว่า โชคดีมาก

วัดสำโรงใหญ่ ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดหนึ่งที่ต้องบอกว่าโชคดีและชาวบ้านก็โชคดีที่ได้ “พระมหาขุนทอง เขมสิริ” สังกัดวัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ และกรรมการบริหารวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ระบุข้างต้นทุกประการมาเป็นจ้าอาวาส และเพียง 1 ปีที่เป็นเจ้าอาวาส (ได้รับแต่งตั้งเจ้าอาวาสวันที่ 5 ม.ค. 2560) ก็สามารถพลิกฟื้นศรัทธาชาวบ้านกลับคืนมาอย่างดี นับวันมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสียงสาธุการจากชาวบ้าน

ผู้เขียนได้สอบถามชาวบ้านผู้ใกล้ชิดวัด (ไม่ประสงค์ออกนาม) ก็ได้รับคำตอบว่า ก่อนหน้าที่พระมหาขุนทองจะย้ายจากวัดมหาพุทธารามมาเป็นเจ้าอาวาส วัดสำโรงใหญ่นั้นขาดการเอาใจใส่ในการพัฒนาแทบจะทุกด้าน การปกครองในวัดก็ไม่ค่อยเรียบร้อย พระลูกวัดขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขณะความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนก็ค่อนข้างแปลกแยกทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยหันไปทำบุญที่อื่นแทน

ด้านสาธารณูปการก็ขาดการก่อสร้างของใหม่ที่จำเป็นซ้ำบางทีก็ไปสร้างสิ่งไม่จำเป็น ขณะที่ของเก่าก็ไม่บูรณะ เสนาสนะต่างๆ เช่น อุโบสถ กุฏิ ทรุดโทรมจนเห็นความผุพัง เฉพาะอุโบสถสกปรกเต็มไปด้วยมูลค้างคาวจนนั่งทำสังฆกรรมแทบไม่ได้ พอมองจากข้างนอกเข้าไปข้างในวัดก็เห็นความเศร้าหมองจนหลายคนไม่อยากย่างกรายเข้าไป บางสิ่งที่สร้างไม่มีการวางผังทำให้ดูเกะกะภูมิทัศน์วัด

ทว่า พอพระมหาขุนทองมาเป็นเจ้าอาวาสในชั่วเวลา 1 ปี ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ชาวบ้านญาติโยมที่ไม่ค่อยเข้าวัด ก็หันมาร่วมพัฒนาวัดไปพร้อมกัน เปลี่ยนวัดที่ซอมซ่อ หม่นหมอง เงียบเหงา อ้างว้างมาหลายปีให้มีสภาพที่เห็นแล้วมีความสดใส ร่มเย็น น่าเข้ามาทำบุญและกิจกรรมต่างๆ อย่างมีความสุข

“อาตมาพัฒนาวัดเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีการพูดคุยกับชาวบ้านและพระในวัดเป็นอันดับแรก ตั้งแต่เข้ามาก็เริ่มสำรวจปัญหาของวัดมีปัญหาอะไรด้านไหนบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข ก็เห็นมี 2 เรื่องสำคัญ คือ ชาวบ้านญาติโยมไม่ค่อยเข้าวัด เวลาทำบุญก็ไปที่อื่น อันนี้ตามที่ญาติโยมเล่าให้ฟัง อีกเรื่องคือความทรุดโทรมของเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ในวัดซึ่งชัดเจนมาก

ภารกิจแรกของอาตมาคือพลิกฟื้นวิกฤตศรัทธาชาวบ้านให้กลับคืนมาโดยเร็วควบคู่ไปกับการบูรณะซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ที่ทรุดโทรม อาตมาใช้ศาลาวัดและทุกวันพระเป็นเวทีพูดคุยกับญาติโยมชาวบ้านผ่านการเทศน์ การบรรยาย บ่อยครั้งจะเชิญชวนญาติโยม ผู้นำหมู่บ้าน กรรมการวัด ไวยาวัจกร ครูอาจารย์ ข้าราชการทั้งเกษียณอายุและไม่เกษียณที่เคยทำบุญกับวัดมาประชุมพูดคุย วิเคราะห์และแก้ปัญหาร่วมกัน

อาตมาจะพูดเสมอว่าวัดไม่ใช่ของเจ้าอาวาสหรือของใครคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคน เป็นสมบัติของชาติและของพระพุทธศาสนาที่เราชาวพุทธต้องช่วยกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทุกวันพระก็จัดให้มีทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ เปิดวัดให้ญาติโยมมาปฏิบัติธรรมรักษาศีล พอทำไปก็เห็นผลญาติโยมเข้าวัดเยอะขึ้นเรื่อยๆ สำคัญทางศาสนาและตอนที่วัดงานไม่ต้องพูดญาติโยมมาเยอะเรียกว่าล้นศาลาเลย”

ในภารกิจพลิกฟื้นวิกฤตศรัทธาชาวบ้านพระมหาขุนทองก็ได้กระทำควบคู่ไปกับการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ เช่น กุฏิเจ้าอาวาส ศาลาเมรุด้วยการปูกระเบื้องและล้อมรั้ว ศาลารายที่เมื่อก่อนเป็นที่นั่งเล่นพักผ่อนก็ทำเป็นหอบุรพาจารย์สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัดสำโรงใหญ่ โดยมีรูปของอดีตเจ้าอาวาสและเป็นที่เก็บศาสนวัตถุต่างๆ เช่น ตู้พระธรรมเก่าแก่ รวมถึงศาลาอเนกประสงค์ที่ตอนมาเป็นเจ้าอาวาสกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างก็ดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ

“ปัจจุบันกำลังบูรณะอุโบสถได้ประมาณ 40% หลังจากเสร็จแล้วจะปรับภูมิทัศน์วัดต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่างานบูรณะซ่อมแซมทุกอย่างที่กล่าวมาได้รับศรัทธาและการช่วยเหลือจากญาติโยมชาวบ้านดีมาก เช่น มีการนำผ้าป่าและกฐินมาทอดถวาย ในส่วนของพระในวัดซึ่งมีอยู่ 7-8 รูปอาตมาก็ใช้หลักการปกครองแบบไม่ปกครอง คือ มีอะไรก็พูดคุยกัน บอกกล่าวกันดีๆ มอบหมายงานให้ทำตามกำลังและความสามารถ แต่เน้นการทำงานเป็นทีม ด้านการศึกษาก็ส่งเสริมให้เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม”

เห็นได้ว่าในห้วง 1 ปีที่ของการเป็นเจ้าอาวาส แม้พระมหาขุนทองจะมีงานด้านการศึกษาที่ต้องผิดชอบมากมายที่วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แต่การทำหน้าที่สมภารวัดก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ ถือได้ว่าท่านคือเพชรเม็ดงามเพชรแท้ที่คนศรีสะเกษโดยเฉพาะชาวอุทุมพรพิสัยจะต้องส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง

คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ รับรางวัลคนดีประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 09:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/537675

คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ รับรางวัลคนดีประเทศไทย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลโครงการคนดีประเทศไทย ปีที่ 9 ประจำปี 2559-2560 เพื่อเชิดชูคนทำดีและสร้างขวัญกำลังใจให้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม โดยมี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคมและอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานมอบรางวัล

มีคนดีผู้มีจิตสาธารณะเสียสละต่อสังคมไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว 4 คน

คนแรกต้องเขาคนนี้อยู่แล้ว “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือตูน บอดี้สแลม นักร้องพันธุ์ร็อกชื่อดัง แบบอย่างคนดีที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักในความดีที่เขาทำกับโครงการก้าวคนละก้าว วิ่งจากใต้จรดเหนือเพื่อหาทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบแก่โรงพยาบาลต่างๆ ในงานนี้รางวัลคนดีกิตติมศักดิ์แห่งปีจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง

คนที่สอง “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” คนขับรถแท็กซี่วัย 38 ปี เจ้าของฉายาแท็กซี่อุ้มบุญ ทำหน้าที่รับผู้ป่วยผู้พิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดเงินมากว่า 20 ปี พูดได้เลยว่า ถ้าไม่มีจิตสาธารณะแท้จริงทำไม่ได้ นับเป็นบุคคลที่หาได้ยากในสังคมไทย

คนต่อมา “เจน พวงมาลี” อดีตข้าราชการครูเกษียณปี 2550 ความดีของเขาคือ หลังเกษียณอายุราชการได้ตระเวนสอนวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางสลับกัน 54 โรงเรียน เป็นเวลา 10 ปี จนถึงปัจจุบันโดยไม่รับค่าตอบแทน คนดีแบบนี้เชื่อเหลือเกินว่าต่อไปภายหน้าจะได้เห็นลูกหลานไทย (โดยเฉพาะคนที่ครูเจนเคยสอน) ทำอย่างครูเจนแน่ๆ

คนสุดท้ายเป็นเยาวชนคนดี ด.ช.วัฒนชัย เที่ยงธรรม อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เด็กน้อยหัวใจ สิงห์ที่ตัดสินใจกระโดดน้ำลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรถกระบะเสียหลักตกคูน้ำริมถนน

นี่คือบุคคลที่ทำความดีจากสาขาประชาชนและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังมีสาขาสื่อมวลชนประเภท “ข่าวส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมดีเด่น” จำนวน 16 รางวัล แบ่งเป็นสาขาโทรทัศน์ 9 รางวัล สาขาสื่อวิทยุ 3 รางวัล สื่อเว็บไซต์ 2 รางวัล และสื่อหนังสือพิมพ์ 2 รางวัล คือ คอลัมน์พระเครื่องของข่าวสด และคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พูดถึงคอนเซ็ปต์ของ “สว่าง ณ กลางใจ” คือ การนำเสนอแง่มุมที่ดีของพระสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคม ทั้งมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเผยแผ่ การบริหารและปกครอง การสาธารณสงเคราะห์ การศึกษา มานานเป็นเวลา 14 ปีแล้ว ตั้งแต่เปิดคอลัมน์มา ไม่มีการเปลี่ยนชื่อคอลัมน์ใหม่และไม่มีการหลุดผังไปไหน

แม้คาแรกเตอร์ของโพสต์ทูเดย์จะเป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ แต่เป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจที่พระสงฆ์ต่างให้การยอมรับซื้อมาอ่านโดยเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ที่มีคอลัมน์เกี่ยวกับธรรมะ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม พร้อมอนุโมทนาในกุศลเจตนาของ “สมาน สุดโต” ผู้เขียนและรับผิดชอบคอลัมน์มาเป็นเวลา 14 ปี และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่ถือว่าได้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญ

ทุกวันนี้ไปวัดไหนก็จะเห็นหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ โชว์หราอยู่ในกรอบอย่างดี ผมเองไปอินเดียเมื่อวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ก็เห็นมาแล้วแทบไม่อยากเชื่อว่าคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ จะฮอตขนาดนี้ โชว์เรียงรายอยู่ในกรอบติดอยู่ที่วัดไทยพุทธคยาและวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์มากมายเป็นอันดับหนึ่ง

สมาน สุดโต ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ ผู้เขียนและรับผิดชอบคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ มา 14 ปี ได้เล่าที่มาของคอลัมน์ให้ฟังว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 14 ปี หลังก่อตั้งโพสต์ทูเดย์ได้ 1 ปี ก็ได้เปิดคอลัมน์นี้ขึ้น โดยผู้บริหารโพสต์ทูเดย์ในขณะนั้นได้ให้มารับผิดชอบคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับศาสนาและศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านศาสนา ซึ่งเขาเห็นว่าปัจจุบันข่าวสารด้านลบของพระสงฆ์บางรูปได้บั่นทอนขวัญกำลังใจพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีและตั้งใจทำงาน เพื่อพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่จำนวนมาก

“ดังนั้น ผมจึงต้องการนำเสนอข่าวสารและแง่มุมที่ดีงามของพระสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรดีและตั้งใจทำงานเพื่อพระศาสนาและสังคมให้มีกำลังใจทำหน้าที่ต่อไป สำหรับชื่อคอลัมน์ผู้ตั้งคือ คุณณ กาฬ เลาหะวิไลย รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจหนังสือพิมพ์กลุ่มโพสต์ สมัยนั้นเป็นบรรณาธิการข่าวโพสต์ทูเดย์”

ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ ทิ้งท้ายว่า การทำหน้าสื่อมวลชนเขาใช้หลักพระพุทธเจ้าที่ว่า นิคคัณเห นิคคะหาระหัง ปัคคัณเห ปัคคะหาระหัง ตำหนิคนที่ควรตำหนิ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง

ธรรมะรับตรุษจีน จากเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/536505

ธรรมะรับตรุษจีน จากเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

โดย วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แม้เหลือเวลาประมาณ 3 สัปดาห์เศษๆ จะถึงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2561 แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปกราบพระเดชพระคุณ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เจ้าคุณเย็นเต็ก) เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย และเจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม ถนนสาธุประดิษฐ์ ซอย 19 เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เลยขอความเมตตาพระเดชพระคุณให้ธรรมะแก่คนไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนได้เกิดปีติเบิกบานในธรรมรับตรุษจีนที่จะมาถึง

 

ทันทีที่เข้าไปในบริเวณวัดสามารถสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบ ความเย็นสบายของสนามที่มีหญ้าอ่อนนุ่มเขียวขจีอยู่สองข้างทางเดินเข้าไปสู่ด้านในส่วนที่เป็นวิหาร โบสถ์และเสนาสนะสงฆ์ และพอเข้าไปในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยิ่งสงบ ประกอบกับ ได้เห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมผสมระหว่างไทย จีน และทิเบตของพระอุโบสถก็ยิ่งเกิดทัสสนานุตตริยะ

ที่สัมผัสได้อีกอย่างคือความสะอาดของโบสถ์ วิหาร และเสนาสนะ ซึ่งใครที่เคยไปกราบพระหรือทำบุญที่วัดโพธิ์แมนคุณารามก็จะเห็นว่าวัดนี้สงบ สะอาด สมเป็นวัดที่อยู่ของเจ้าคณะใหญ่ จีนนิกายถึงสองรูป หลวงพ่อเจ้าคุณเย็นเต็ก บอกว่า เพราะทุกคน (ภิกษุสามเณร) รู้หน้าที่และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี

การได้สนทนากับพระมหาเถระแห่งจีนนิกายรูปนี้ทำให้รู้ว่า ท่านเป็นพระมีศีลจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสมาก และเป็นพระเก่งในหลายๆ ด้าน ทั้งที่ในตอนสมัยเด็กพ่อแม่ไม่ได้ส่งเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไปก็ตาม แต่พอเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วฝึกฝนพัฒนาตัวเองจนมีความรู้และความสามารถเป็นที่ปรากฏ

 

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปี 2537 แก่ท่าน ตามด้วย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา ในปี 2551

ความสามารถที่ปรากฏชัดคือ ท่านสามารถพูดภาษาจีนได้หลากหลาย ทั้งจีนแต้จิ๋ว จีนกลาง จีนกวางตุ้ง จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน และความสามารถนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเทศนาสอนชาวพุทธทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของต่างประเทศท่านได้เดินทางไปมาหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส มาเลเซีย ไต้หวัน เป็นต้น

“ประมาณ 8-9 ปีหลังมานี้ไม่ได้เดินทางไปเทศน์ยังต่างประเทศเลย เนื่องจากป่วยและสุขภาพไม่ดี แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้น เดินทางไปบ่อยทุกปี ปีละ 6-8 ครั้ง ไปมาหลายประเทศ ประเทศหนึ่งๆ ก็ไปมาหลายครั้ง โดยญาติโยมที่โน่นเป็นผู้นิมนต์ไปเทศน์”

 

ขณะที่การเทศนาในแต่ละสถานที่ ไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศ พระมหาเถระรูปนี้จะดูว่าพื้นฐานความรู้และธรรมะของคนในที่นั้นๆ อยู่ในระดับไหน ซึ่งการพูดคุยกับเขาก็สามารถรู้แล้วว่า ควรเทศน์แบบไหน อย่างไร และด้วยหัวข้อธรรมะอะไร

ขณะหัวข้อธรรมะในการสอนคนที่เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายใช้ในการปูพื้นฐานให้คนฟังนั้นก็คือ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คิดดี ทำดี พูดดี นั่นเอง

“คิดดี ทำดี พูดดีต้องลงมือทำด้วยจึงจะได้ดีและประสบความสำเร็จในสิ่งดีๆ ที่ต้องการ ไม่ใช่ด้วยการขอพรอย่างเดียวเพราะไม่เกิดประโยชน์ เป็นการเสียแรงเปล่า แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไหว้พระแล้วต้องขอพร คนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่มาก ฉะนั้นถ้าอยากได้ ห้ามขอ แต่ให้ลงมือปฏิบัติและปฏิบัติในสิ่งที่ดีด้วย”

 

ในคนที่ชอบขอพร เจ้าคุณเย็นเต็ก บอกว่า บางครั้งบางทีการสอนคนก็ต้องดูบุคคลด้วย ดูว่าคนคนนั้นคุยได้หรือไม่ได้ ถ้าคุยได้ หมายถึงเขามีจิตใจอ่อนโยนและอัธยาศัยพอที่จะรับฟังก็คุย แต่ถ้าดูท่าทีแล้วคุยไม่ได้ก็ไม่คุย ขืนไปคุยกับเขาเดี๋ยวก็เป็นเรื่องได้

“ถ้ามีคนมาขอให้รวยทีเถอะ หลวงพ่อก็จะคุยกับเขาว่า รวยไม่ใช่มาขอแล้วได้นะ เราต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง และทำตามในสิ่งหรือวิธีที่ถูกต้องแล้วมันจะรวยเอง หรือคิดอยากจะมีอะไรดีๆ ต้องสร้าง ไม่ใช่มาขอแล้วรอ อย่างนี้ไม่มีสมหวัง มีแต่หมดหวัง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ขอ แต่สอนให้ทำ ต้องลงมือทำจึงจะได้

เบื้องต้นต้องสะสมบุญ คือสร้างเนื้อนาบุญไว้ก่อน เช่น สร้างวัด สร้างพระ ให้ทาน รักษาศีล ถ้ามีเนื้อนาบุญที่ไหนเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่เราต้องการก็จะงอกออกมาให้เราได้ชื่นใจ แต่ถ้าสร้างหลอกๆ เราจะไม่ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีแต่จะได้วัชพืชแทน” พระมหาเถระแห่งจีนนิกาย กล่าว

พร้อมกับให้ธรรมะในเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึงว่า “ขอให้ทุกคนมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น และใช้สติปัญญาสร้างในสิ่งที่ดีที่ควร อย่านำไปสร้างในสิ่งที่ทำให้เดือดร้อน แค่นี้ชีวิตก็มีคุณค่าและมีความสุขแล้ว”

นพ.ปราการ ถมยางกูร ‘บุญใหญ่ได้ดูแลพระเณรอาพาธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/536405

นพ.ปราการ ถมยางกูร 'บุญใหญ่ได้ดูแลพระเณรอาพาธ'

 โดย วรธาร ภาพ : ธรรมโฆษณ์

นายแพทย์ที่มีอัธยาศัยน่ารัก จิตใจดี บุคลิกอ่อนโยน และมนุษยสัมพันธ์งดงามมาก สำหรับ นพ.ปราการ ถมยางกูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

ไม่แปลกใจที่พระภิกษุสามเณรในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคมที่ผ่านมา เวลาป่วยก็มักจะเรียกใช้บริการตลอด

“อาตมาปวดหัว อาตมาเท้าบวม อาตมาเป็นไข้หวัด อาตมามึนศีรษะ นอนไม่หลับ มียานอนหลับไหม หรือพอมีเหตุฉุกเฉินก็มักจะถามหาคุณหมอปราการ อยู่ไหน เชิญมาทางนี้หน่อย มีพระท่านเดินไปสะดุดหิน” นี่คือเสียงจากพระเณรที่คุณหมอปราการมองว่าเป็นเสียงสวรรค์

มิวายเวลาเข้านอน พระท่านไม่สบายก็จะเดินมาเคาะห้องที่คุณหมอนอน ก็มีให้เห็น ซึ่งนั่นเป็นความปรารถนาของคุณหมอที่ได้ปวารณากับพระภิกษุสามเณรไว้แต่ต้นว่า ถ้าเกิดไม่สบายมาหาได้ทุกเวลา

 โครงการนี้มีผู้บวชสามเณร 4 คน ภิกษุ 95 ชีพราหมณ์ 21 รวม 120 คน ต้องเดินทางเป็นคณะไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทและบวชชีพราหมณ์ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 หลังจากนั้นคณะทั้งหมดประมาณ 140 รูป/คน จะต้องเดินทางจาริกธรรมแสวงบุญไปยังสถานที่สำคัญๆ ตั้งแต่วันที่ 2-9 ธ.ค. 2560

ประกอบด้วย สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เริ่มจาก 1.ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสถานที่ที่คณะได้ไปประกอบพิธีบรรพชา 2.ธัมเมกขสถูปที่สารนาถ เมืองพาราณสี สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ 3.สถูปปรินิพพาน ที่ลาลวโนทยาน เมืองกุสินารา และมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบรมศาสดา 4.ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล

นอกจากไปสังเวชนียสถานทั้งสี่แล้ว ยังได้เดินทางไปสถานที่สำคัญๆ และมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง เช่น เขาคิชฌกูฏ ไปกราบไหว้พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าที่อยู่บนยอดเขา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์

ไปวัดเวฬุวันมหาวิหาร (วัดป่าไผ่) วัดที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธ สร้างถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันในวันเพ็ญเดือน 3 (มาฆบูชา) โดยไม่ได้นัดหมาย พร้อมทั้งไปกราบพระพุทธรูปองค์ดำ และมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสังฆ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นาลันทา

 ไปพระราชวังกบิลพัสดุ์ วัดนิโครธาราม ในเขตประเทศเนปาล ไปวัดเชตะวันมหาวิหาร ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่สร้างด้วยทรัพย์ 54 โกฏิกหาปณะ ด้วยการเอาเงินไปซื้อจากเจ้าของที่ชื่อเจ้าเชตด้วยเงิน 18 โกฏิ แล้วสร้างวัดอีกด้วยเงิน 18 โกฏิ พร้อมทำการฉลองอีกด้วยเงิน 18 โกฏิ รวม 54 โกฏิ นอกจากไปวัดที่เศรษฐีสร้างแล้วก็ยังไปบ้านของเศรษฐีด้วย

ด้วยระยะทางและการเดินทางเฉพาะในอินเดียและเนปาล ในสถานที่ที่ไปรวมแล้วหลายพันกิโลเมตร ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวด้วยทำให้คณะทั้งพระทั้งฆราวาสป่วยทุกวัน โรคที่ฮอตเป็นกันมากคือ ไข้ตัวร้อน ไข้หวัด น้ำมูกไหล ไอ ความดัน บางคนมีปัญหาสุขภาพท้อง เช่น ท้องเสียบ้าง และบาดเจ็บจากการเดินทางเป็นบางรูป

คุณหมอปราการ เล่าว่า ส่วนตัวเคยมีประสบการณ์บวชมาแล้วในโครงการของวัดเทพศิรินทราวาส และมีการเดินทางจาริกแสวงธรรมที่อินเดียเหมือนกันซึ่งเป็นการเดินทางที่มีระยะทางไกลมาก จึงรู้ดีว่าทุกคนที่ไปต้องเจออะไรบ้างในเรื่องของสุขภาพ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังถูกไข้หวัดเล่นงาน

“ผมเตรียมไปหมดเลยยาพื้นฐานพวกนี้ รวมทั้งมียาฉีด เจลล้างมือ ยาอมแก้ไอ เจ็บคอ ยาหม่อง ยาดมก็เตรียมไป เพราะท่านที่บวชบางคนก็อายุ 60 กว่าก็เยอะ อีกอย่างก็เตรียมไปเผื่อฆราวาสด้วย ในส่วนของยาค่อนข้างพร้อมครับ”

นอกจากดูแลพระเณรและฆราวาสในคณะเวลาป่วยแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งของคุณหมอคือเป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกทุกอย่างแด่พระภิกษุสามเณรที่อยู่บนรถบัสคันที่ 3 พระเณรต้องการให้ช่วยเหลืออะไรขอแค่บอก คุณหมอและคู่หูอีกคน (มนัส ปิ่นประเสริฐ อาชีพทนายความที่เคยบวชวัดเทพศิรินทร์ด้วยกัน) พร้อมจัดให้สุดความสามารถได้ใจพระเณรสุดๆ

“การไปทำหน้าที่ครั้งนี้รู้สึกอิ่มใจและมีความสุขมากครับ ที่ได้ดูแลพระเณรเวลาป่วยและรับใช้เวลาที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ณ ขณะนั้นไม่คิดว่าเป็นหมอ คิดว่าเป็นลูกศิษย์วัดมากกว่า ทำให้หมดเท่าที่จะทำให้ได้ ตอนที่ผมบวชก็มีรุ่นพี่ที่เคยบวชเป็นทั้งระดับนายพล อธิบดี อัยการตำแหน่งหน้าที่การงานสูงทั้งนั้น มาคอยปรนนิบัติรับใช้แบบนี้แหละ ไม่มีถือตัว ผมเองก็เช่นกัน”

คุณหมอเล่าว่า มาอินเดีย-เนปาลหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยพาครอบครัวมากราบพระพุทธเจ้าสักครั้งที่ดินแดนพุทธภูมิ  ก็หวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสพาครอบครัวมาไหว้พระพร้อมหน้าพร้อมตากัน

คู่มือไหว้พระที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/535312

คู่มือไหว้พระที่อินเดีย

โดย วรธาร

ต้องยอมรับว่าอินเดียในปัจจุบันเป็นประเทศที่ชาวพุทธจากทั่วโลกรวมถึงคนไทยเราเดินทางจาริกไปแสวงบุญและไปบวชแต่ละปีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะช่วงเดือน ต.ค.ไปจนถึง มี.ค. ซึ่งในการเดินทางไปไหว้พระ ณ ดินแดนพุทธภูมินั้น นอกจากต้องมีศรัทธานำหน้า มีทรัพย์พอแก่การใช้สอย มีสุขภาพแข็งแรง มีผู้ร่วมเดินทางที่ดี มีผู้นำพาที่เชื่อถือได้ มีมัคคุเทศก์ผู้รอบรู้เรื่องอินเดียและสถานที่ต่างๆ ที่ไปอย่างดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรมีติดตัวไปด้วยคือหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาล

แม้ว่าการเดินทางไปไหว้พระที่ดินแดนพุทธภูมิจะมีมัคคุเทศก์หรือมีพระธรรมวิทยากร (ส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ที่สำนักงานพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา ดำเนินการจัดหาให้ในกรณีคณะต่างๆ ขอมา) ให้ความรู้ก็ตาม แต่หนังสือก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะให้ความรู้อีกทางหนึ่ง ในที่นี้จึงขอแนะนำหนังสือที่ผู้ไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาลควรมีไว้อย่างน้อย 1 เล่ม

หนังสือพระพุทธมนต์

หนังสือที่ได้รับความนิยมในการเดินทางไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาลมากที่สุดในเวลานี้ คือ “พระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล” รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล (ฉบับปรับปรุง 980)

เป็นคู่มือสวดมนต์สำหรับผู้ที่จาริกแสวงบุญตามพุทธสถานต่างๆ เช่น พุทธคยา ราชคฤห์ ไวสาลี กุสินารา ลุมพินีสารนาถ เชตะวัน เป็นต้น ประกอบด้วยบทสวดมนต์ต่างๆ เช่น บททำวัตรเช้า-เย็น บทสวดมนต์จากพระสูตรสำคัญ พระปริตร ตลอดจนคำอาราธนา คำบูชาตามพุทธสถานต่างๆ หากได้กล่าวตามก็จะทำให้เกิดศรัทธายิ่งขึ้น

บทสำคัญๆ จะมีการระบุไว้ข้างล่างว่า ควรสวดในสถานที่ไหนจึงเหมาะกับสถานที่ เช่น บทมหาสมยสูตร อันเป็นบทที่พระพุทธองค์เคยใช้ในการประชุมใหญ่เหล่าเทพเทวดาน้อยใหญ่จำนวนมาก ให้สวดที่วัดนิโครธาราม พระราชวังกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล เนื่องจากพระพุทธเจ้าเคยแสดงเมื่อครั้งเสด็จเมืองกบิลพัสดุ์ ว่ากันว่าใครสวดบทนี้เทวดาจะรักใคร่และคุ้มครอง หรือบทมหาปรินิพพานสูตร พระปัจฉิมวาจา ควรสวดที่สาลวโนทยานกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน เป็นต้น

คู่มือไหว้พระพุทธคยา

เป็นอีกเล่มที่รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เน้นไปที่การไหว้พระที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้เป็นหลัก เนื่องจากท่านเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยานั้น เป็นเหมือนบ่อบุญใหญ่ของชาวพุทธซึ่งไม่ว่าใครก็ใฝ่ใจมาอยู่ มาปฏิบัติธรรม เดินจงกรม สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันถือว่าเป็นศูนย์กลางการเสริมเติมบารมี บางคนปฏิบัติอยู่ในปริมณฑลรอบพระเจดีย์ตลอดทั้งคืน ไม่หลับไม่นอน (แต่หลังปี 2556 ที่เกิดเหตุระเบิด ทางการอินเดียเปิดถึง 3 ทุ่ม)

หนังสือเล่มนี้ท่านเรียบเรียงขึ้นเพื่อต้องการเติมเต็มให้ผู้มาปฏิบัติธรรมตามสัตตมหาสถาน คือสถานที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 สัปดาห์ 49 วันมหัศจรรย์ของพระบรมครูที่ทรงลำดับหลักธรรมแห่งการตรัสรู้ของแต่ละแห่ง ด้วยสโลแกนว่า “ไหว้พระ 7 สถาน สวดมนต์ 7 ตำนาน อธิษฐาน 7 ราตรี สร้างบารมี 7 วัน รับพรครบครัน 7 มงคล” หากผู้มาตามศรัทธาตามรอยแห่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ณ สถานที่นี้ ย่อมปรากฏผลแห่งความสำเร็จตามปรารถนา

เนื้อหาในเล่มมีบทสวดทั้งทำวัตรและบทสวดมนต์ คาถานมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ การไหว้พระที่สัตตมหาสถาน (ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ มุจลินทเจดีย์ ราชายตนะเจดีย์) พร้อมทั้งประวัติให้ได้ศึกษา

สู่แดนพุทธองค์ 

หนังสือเล่มใหญ่ 400 กว่าหน้า เรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ ขณะที่ยังเป็นพระราชรัตนรังษี หากอยากรู้ประวัติความเป็นมาของสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในอินเดียและเนปาล หนังสือเล่มนี้ได้ให้ข้อมูลไว้ครบถ้วน นอกจากมีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แล้ว เนื้อหาในเล่มยังสอดแทรกด้วยเกร็ดความรู้ดีๆ และน่าสนใจอีกมากมาย รวมทั้งยังมีภาพประกอบสถานที่ต่างๆ ทั้งสีและขาวดำด้วย

อีกเล่มหนึ่ง “สู่แดนพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล” เหมือนกันแต่เป็นฉบับนักเดินทาง เล่มเล็ก พกพาง่าย ความหนา 300 กว่าหน้า สามารถหยิบขึ้นมาอ่านทั้งขณะเดินทางอยู่บนรถและเมื่อไปถึงสถานที่นั้นๆ ข้อมูลเนื้อหากะทัดรัดเข้าใจง่าย ซึ่งหากใครอยากได้หนังสือ “คู่มือไหว้พระ พุทธคยา” และ “สู่แดนพุทธองค์” พระครูอุดมโพธิวิเทศ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา บอกว่ามีอยู่ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ สามารถไปซื้อหาได้ ซึ่งตอนนี้ทางวัดกำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือน่าสนใจอันเป็นผลงานของพระธรรมโพธิวงศ์ซึ่งเขียนเมื่อครั้งเป็นพระราชรัตนรังษี เช่น พูดนอกไมค์ในอินเดีย เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เกี่ยวกับเกร็ดความรู้อินเดียที่สอดแทรกด้วยหลักธรรมง่ายๆ อ่านแล้วเพลินสนุกดี ลองหามาอ่านดูโดยเฉพาะผู้ที่อยากไปไหว้พระที่อินเดียควรจะมีสักเล่ม

นพ.อิสระ อริยะชัยพาณิชย์ แพทย์อาสาโครงการบวชพระถวายพระสังฆราช ณ อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/535167

นพ.อิสระ อริยะชัยพาณิชย์ แพทย์อาสาโครงการบวชพระถวายพระสังฆราช ณ อินเดีย

โดย แมงโก้หวาน ภาพ : ธรรมโฆษณ์

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยการจัดของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

โครงการนี้มีผู้ไปบวชที่อินเดีย ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และวัดไทยพุทธคยา จำนวน 99 คน แบ่งเป็นบวชพระภิกษุ 95 คน บวชสามเณร 4 คน ผู้บวชชีพราหมณ์ 21 คน

นอกนั้นเป็นทีมงานของโครงการ แยกเป็นฝ่ายประสานงานดูแลและอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุประจำรถบัสแต่ละคันในการเดินทางไปจาริกธรรม ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล

ประกอบด้วยลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ในเขตประเทศอินเดีย

 รวมถึงการเดินทางจาริกธรรมไปยังสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลอีกหลายแห่งและหลายเมือง เช่น เขาคิชฌกูฏ ที่ตั้งพระมูลคันธกุฎี (กุฏิของพระพุทธเจ้า) วัดเวฬุวันมหาวิหาร วิหารหลวงพ่อองค์ดำ มหาวิทยาลัยนาลันทา ที่เมืองราชคฤห์ วัดเชตวันมหาวิหาร บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้สร้างวัดเชตวันถวายพระพุทธเจ้า ที่เมืองสาวัตถี เป็นต้น

 

อีกทีมส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือทีมแพทย์อาสา ร่วมเดินทางไปกับคณะของโครงการ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นคือ นพ.อิสระ อริยชัยพาณิชย์ นายแพทย์ชำนาญการ แผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลสุรินทร์ ปัจจุบันถูกยืมตัวมาช่วยงานที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หลักสี่

นพ.อิสระ เล่าที่มาของการเป็นแพทย์อาสาในโครงการนี้ว่า เนื่องจากเคยเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตร วนป. ผู้นำยุคระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และเรียนหลักสูตรเออีซี 3 มาก่อน ตอนที่เรียนจะเป็นรุ่นอายุยังน้อยประมาณ 25-40 ปี ผู้เรียนจากหลากหลายสาขา หนึ่งในนั้นก็คือแพทย์ซึ่งมีด้วยกันหลายคน ก็มีโอกาสพูดคุยกันจนกลายเป็นทีมแพทย์ วนป.

“โอกาสของการมาเป็นแพทย์อาสาในโครงการบวชพระที่อินเดีย เพราะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งอยู่ วนป. 3 ได้แจ้งในไลน์กลุ่มแพทย์ วนป.ว่ามีใครว่างและต้องการไปเป็นแพทย์อาสาในโครงการบวชพระ ณ ประเทศอินเดีย ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันบ้าง

ผมเห็นแล้วสนใจ เพราะด้วยตัวโครงการนี้ดีมาก และประธานโครงการก็คืออาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จัดด้วย ยิ่งเชื่อว่าดีเลยอาสาไป ได้ทำบุญด้วยการดูแลพระอาพาธด้วย ทั้งยังได้ไปเที่ยวสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่งและที่อื่นๆ ด้วย”

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลสุรินทร์ ยอมรับว่าประเทศอินเดียโดยเฉพาะสังเวชนียสถานทั้งสี่ เป็นสถานที่อยากไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว ถ้าให้ไปเองก็คงไม่มีโอกาส เพราะภรรยาไม่ไป (หัวเราะ) การมาครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณทางโครงการด้วย

 

“ในมุมของการดูแลพระ ตลอดการเดินทางผมรู้สึกดีมากๆ และภูมิใจที่ได้มีส่วนถวายการดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธในช่วงของการเดินทางจาริกธรรม มีแต่ถ้าในฝั่งของทางการแพทย์ รู้สึกว่าตัวเองเตรียมไม่พร้อมเท่าไรนัก โดยเฉพาะเรื่องยา คือยาจะสำคัญมาก แต่ยาที่ผมเตรียมไปไม่ค่อยตรงกับที่พระท่านเป็น เช่น เป็นหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอ เนื่องจากอากาศที่อินเดียตอนเช้าและตอนเย็นจะหนาวเย็นมาก ทำให้เป็นหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอได้ง่าย ผมเองก็เป็นด้วย แต่ยาพวกนี้ผมเตรียมไปน้อย”

อย่างไรก็ตาม ตลอด 10 วันของการเป็นแพทย์อาสาในแผ่นดินพุทธภูมิ แพทย์หนุ่มจากโรงพยาบาลสุรินทร์ รู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีส่วนในการดูแลและรักษาพระภิกษุสามเณรอาพาธ

“ผมดูแลพระเณรอาพาธหลายรูป แต่มีสองรูปที่ได้ดูแลหลายวันและจนจบโครงการวันที่ 9 ธ.ค. รูปหนึ่งเท้าท่านเป็นแผล ไปโดนอะไรบาดไม่รู้ ทำให้เดินลำบากกว่ารูปอื่นๆ ผมดูแลท่านตลอดจนแผลหาย อีกรูปเป็นไข้หลายวันก็ดูแลจนหายดีเช่นกัน รู้สึกดีใจครับที่ร่วมโครงการนี้ ถ้าจัดอีกก็อยากมาร่วมอีก” หมอหนุ่มจากสุรินทร์เล่าความรู้สึกที่ได้ร่วมโครงการ

พระสงฆ์วัดอินทารามค้าน ไม่ให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าตากฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534100

พระสงฆ์วัดอินทารามค้าน ไม่ให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าตากฯ

โดย…ส.สต

สืบเนื่องจากผู้เขียนแสดงความเห็นว่าจะให้การฉลอง 250 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีความหมาย และเป็นการเฉลิมพระเกียรติมหาราชที่ทรงเป็นวีรบุรุษชาวไทยให้ยั่งยืน จึงเสนอให้ราชการและคณะสงฆ์เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นชื่อวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วันที่ 5 ม.ค. 2561 ผู้เขียนไปกราบเรียนถามความเห็นพระครูสุวิมลธรรมโสภิต เจ้าอาวาสวัดอินทารามวรวิหาร และพระมหาพิน พุทธวิริโย พระมัคคุเทศก์ประจำวัด

พระครูสุวิมลธรรมโสภิต เจ้าอาวาส บอกว่า การเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะหลักฐานเอกสารยืนยันมีไม่มากพอ แม้ว่าสาธารณชนจะรู้กันทั่วว่า วัดนี้คือวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ตาม

ที่ยืนยันกันตลอดมาคือพระแท่นบรรทมที่ทรงเคยใช้เป็นที่ประทับแรมทรงธรรมและกรรมฐาน พระเจดีย์กู้ชาติที่บรรจุพระบรมอัฐิ

ส่วนพระมหาพิน พุทธวิริโย บอกว่า ไม่เห็นด้วยและขอค้านอย่างแรง เพราะวัดเป็นของส่วนรวม ที่จะให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เพราะมองในอนาคต หากพระในวัดทำเรื่องมิดีมิงามเป็นข่าวก็จะพูดว่าพระวัดสมเด็จพระเจ้าตากฯ ทำให้เสียชื่อพระองค์ท่าน ดังนั้นเป็นวัดอินทารามดีแล้ว เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ  นั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงอุปถัมภ์ทุกวัด

ที่ว่าชื่ออินทารามนั้นดีแล้ว เพราะอินทาราม แปลว่า วัดใหญ่ ซึ่งในอดีตนั้นมีที่ดินกว้างใหญ่ มีพระภิกษุสามเณรมาก และที่เป็นความรู้ใหม่คือวัดนี้ พระอินทร์อุปถัมภ์ รวมทั้งเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงด้วย แต่ปัจจุบันมีแต่ชื่อและอาคารเรียนใหญ่โต แต่ไม่มีนักเรียน เพราะตั้งแต่สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมโดยอดีตเจ้าอาวาสตอนนั้น มีพระ 53 รูป และสามเณร 40 รูป แต่หลังจากนั้นนักเรียนก็หมด อาคารเรียนไม่มีคนดูแล ตัวท่านมหาพินจึงขออนุญาตเจ้าอาวาสมาอยู่ที่โรงเรียนปริยัติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2550 เพื่อรักษาอาคารและสถานที่มิให้ชำรุดทรุดโทรม

ในการที่ผู้เขียนได้กราบนมัสการครั้งนี้ ท่านให้ปฏิทินที่พิมพ์ในงานกฐินพระราชทาน พ.ย. 2558 มา 1 เล่ม เป็นปฏิทินเต็มไปด้วยข้อมูลประวัติศาสตร์ของวัดอินทาราม และเรื่องราวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งภาพงามๆ ที่หายากด้วย

 

ข้อมูลของวัด จากปฏิทินดังกล่าวนั้น ดังนี้

วัดอินทารามวรวิหาร

วัดอินทารามวรวิหารเป็นวัดสำคัญสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เป็นวัดอนุสรณ์สันติสถานที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงประกอบพระราชกุศล มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์หลายอย่าง วัดอินทาราม ขณะนี้เป็นวัดอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร ตั้งอยู่ ถนนเทอดไท ริมคลองบางกอกใหญ่ แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

วัดอินทารามวรวิหาร เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า “วัดบางยี่เรือนอก” คู่กับวัดราชคฤห์ ซึ่ง เรียกว่า “วัดบางยี่เรือใน” วัดนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ใดสร้างและสร้างมาแต่ครั้งใด เพิ่งปรากฏในพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์อย่างถึงขนาด แล้วสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ใช้เป็นที่ประกอบพระราชกุศลอย่างยิ่งใหญ่หลายครั้ง ทรงถวายที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นอันมากทรงสร้างกุฏิ เสนาสนะสงฆ์ 120 หลัง บูรณะพระปฏิมาและพระอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ถวายพระไตรปิฎก พระหีบปิดทองคู่หนึ่งสำหรับเก็บวิธีอุปเทศพระกรรมฐาน พระองค์ก็ยังเสด็จมาทรงศีลบำเพ็ญพระกรรมฐานแรมพระตำหนักอยู่ถึง 5 เวร ทรงถวายเรือโขมดยาปิดทองทึบหลังคาบัลลังก์คาดสีสักหลาดเหลือง 1 ลำ คนพาย 10 คนมาเป็นปะขาวอยู่วัด

เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับจากพระราชสงครามจากสระบุรี ได้โปรดให้สร้างพระเมรุที่วัดอินทารามเพื่อถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชชนนี ใช้เวลาสร้างถึง 2 เดือน และนำพระบรมอัฐิพระราชชนนีมาประดิษฐาน ณ วัดอินทาราม เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคต ได้นำพระบรมศพมาประดิษฐาน (ฝัง) ไว้ ณ วัดอินทารามนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จเสวยราชสมบัติแล้ว ยังทรงรับวัดอินทารามเป็นวัดอารามหลวงอยู่อีก พระองค์ได้เคยทรงเสด็จมาพระราชทานผ้ากฐิน 2 ครั้ง จึงเป็นประเพณีในรัชกาลต่อๆ มา

วัดอินทารามได้ขาดการปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนล่วงมาถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ วัดอินทารามซึ่งได้เสื่อมสลักหักพังไป เพราะขาดผู้ทำนุบำรุง ก็ได้ผู้ศรัทธาปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ผู้ที่มีศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดอินทารามขึ้นใหม่ครั้งนี้ ได้แก่ พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ต้นตระกูลศรีเพ็ญ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้มิได้ทำกันเพียงสิ่งใดปรักหักพังก็ใช้ซ่อมแซม หรือปรับปรุงโยกย้ายของเก่ามาเป็นของใหม่เท่านั้น แต่พระยาศรีสหเทพได้ปลูกสร้างถาวรวัตถุเสนาสนะขึ้นใหม่ ตั้งแต่พระอุโบสถอันเป็นสิ่งใหญ่ลงไปจนถึงสิ่งเล็กน้อยเสร็จเรียบร้อยแล้วทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นพระอารามหลวงอีกครั้งหนึ่ง พระองค์พระราชทานนามว่าวัดอินทาราม เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร จึงได้เรียกว่า วัดอินทารามสืบมาจนทุกวันนี้

แม้ว่าที่ผู้เขียนจุดประเด็นไว้จะเดินต่อลำบาก แต่เรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังมีให้พูดถึงอีกครับ

 

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 08:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534099

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (จบ)

โดย…วรธาร ภาพ ณธนา หลงบางพลี-วรธาร ทัดแก้ว

หลังจากภิกษุสามเณรนวกโพธิ 99 รูป เหล่าชีพรหมโพธิที่บวชในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ในความริเริ่มและจัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์ ได้จาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถาน 3 แห่ง (พุทธคยา ที่ตรัสรู้ สารนาถ ที่แสดงปฐมเทศนา กุสินารา ที่ปรินิพพาน) ตลอดจนสถานที่สำคัญอื่นๆ แล้ว ในที่สุดก็มาถึงสังเวชนียสถานที่ 4 คือ สวนลุมพินีวัน

 

จากกุสินารา…สู่ลุมพินี

คณะได้ออกเดินทางจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ในเช้าวันที่ 6 ธ.ค. จุดหมายสวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ในเขตประเทศเนปาล โดยได้แวะพักฉันเพลและรับประทานอาหารกลางวัน ณ วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ซึ่งอยู่ห่างจากด่านโสเนาลี (Sonauli) อินเดีย-เนปาล ประมาณ 2 กิโลเมตร

เกี่ยวกับวัดไทยนวราชรัตนาราม 960 พระครูสิริสุตาภิรม พระธรรมวิทยากร โครงการฯ ประจำบัสคันที่ 3 เล่าที่มาคร่าวๆ ว่า ครั้งหนึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่อินเดียแล้วจะข้ามแดนเพื่อไปยังลุมพินีวันแต่เกิดปวดหนักกะทันหัน แต่จุดบริเวณดังกล่าวไม่มีห้องน้ำทำให้เกิดความลำบากมาก

“เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ปรารภเรื่องนี้กับพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล (ขณะนั้นเป็นพระราชรัตนรังษี) เลยเป็นมูลเหตุของการสร้างวัด 960 ในเวลาต่อมาเพื่อให้เป็นที่พักระหว่างทางของผู้แสวงบุญ มีห้องน้ำห้องสุขา ที่จัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ มีศาลาอเนกประสงค์ ที่พักดื่มน้ำชากาแฟ มีคลินิกปฐมพยาบาลพร้อม โดยพระราชรัตนรังษีได้ไปดำเนินการซื้อที่ดินในนามมูลนิธิวัดไทยกุสินารา และดำเนินการก่อสร้างจนสามารถใช้สอยได้ตั้งแต่ปี 2550 โดยสิ่งก่อสร้างแรกก็คือห้องน้ำห้องส้วม”

ฟังแล้วก็ได้แต่รำพึงคนเดียว “ผู้ใหญ่มีบุญบารมีไปที่ไหน ความสะดวกสบายหรือความเจริญมักจะเกิดขึ้นตามมาเสมอ” ทุกวันนี้วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ถือเป็นที่รองรับชาวพุทธจากทั่วโลก คณะแล้วคณะเล่าที่จะข้ามไปแสวงบุญในเขตประเทศเนปาล และจากเนปาลข้ามมายังอินเดีย

 

ทว่า กว่าจะข้ามด่านแดนไปเนปาลได้ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ยังดีที่การเดินทางไปลุมพินีวันใช้เวลาไม่มาก เวลาบ่าย 3 เศษๆ ก็ถึงที่หมายทำให้มีเวลาในการทำกิจกรรมตามที่โปรแกรมวางไว้ คือ มีการทำวัตรเย็น สวดมนต์เต็มรูปแบบ ภายใต้พระต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใกล้สระโบกขรณี โดยการนำของพระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการ

หลังจากนั้นคณะได้เข้าไปข้างในมายาเทวีวิหาร ซึ่งจะมีพระรูปพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดา แกะสลักด้วยหินยืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่ ส่วนข้างหน้าเป็นรูปสิทธัตถราชกุมารกำลังก้าวพระบาทบนดอกบัว เสร็จแล้วได้เดินทางไปพักยังวัดไทยลุมพินี อีกส่วนหนึ่งพักที่วัดจีน

ในวันที่ 7 ธ.ค. ช่วงบ่ายคณะได้เดินทางไปชมวัดทิเบต จากนั้นมุ่งสู่วัดนิโครธาราม ซึ่งในอดีตเป็นวัดที่เจ้าศากยะพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าสร้างขึ้นเพื่อรับรองการเสด็จกลับกบิลพัสดุ์ของพระพุทธองค์ วัดแห่งนี้เป็นที่ให้การบรรพชาแก่ราหุลกุมารและพระนันทะ (น้องชายต่างมารดาพระพุทธเจ้า) ทั้งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรต่างๆ เช่น เวสสันดรชาดก แก่พระประยูรญาติ ปัจจุบันในพื้นที่วัดมีสถูปขนาดใหญ่ ส่วนด้านหน้าทางเข้าจะมีสถูปของพระราหุล

ต่อมาคณะได้ไปพระราชวังกบิลพัสดุ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลวัดนิโครธาราม ปัจจุบันเหลือเพียงซากอิฐหักกากปูนของโบราณสถานที่รัฐบาลเนปาลรักษาไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังคงเห็นร่องรอยแห่งอดีต ทำให้หวนระลึกถึงพระมหาบุรุษเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเคยประทับอยู่ในที่แห่งนี้นานถึง 29 ปี ก่อนเสด็จออกผนวช ทางคณะได้เลือกจุดใกล้บริเวณประตูวังทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นประตูที่เจ้าชายสิทธัตถะ (ทรงม้ากัณฐกะโดยมีนายฉันนะตามเสด็จ) เสด็จออกผนวช เป็นจุดสำหรับทำวัตรสวดมนต์เย็นเจริญจิตตภาวนา

 

ลาสิกขาที่ลุมพินี-มุ่งสู่เมืองสาวัตถี

เช้าวันที่ 8 ธ.ค. ภิกษุสามเณรนวกโพธิและชีพรหมโพธิได้ทำพิธีลาสิกขาที่ลุมพินีวัน โดยมี พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ทำพิธีสึกให้ จากนั้นได้ออกเดินทางมุ่งสู่เมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย และพักวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ที่มีพระครูปริยัติโพธิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เป็นเจ้าอาวาส โดยผ่านด่านโสเนาลี ใช้เวลาเดินทางเกือบ 8 ชั่วโมง จึงถึงวัดไทยเชตวัน ซึ่งความล่าช้าส่วนหนึ่งมาจากถนนหนทางไม่ดีนั่นเอง

ถัดมาวันที่ 9 ธ.ค. อันเป็นวันที่คณะเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งต้องไปขึ้นเครื่องบินของการบินไทยสมายล์ที่เมืองลัคเนา ในตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารที่วัดไทยเชตวันมหาวิหารแล้วได้เดินทางไปวัดเชตวันมหาวิหาร โดยแวะชมบ้านบิดาของพระองคุลิมาล และบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนมุ่งสู่วัดเชตวันมหาวิหารอันเป็นสถานที่สุดท้าย

“การมาวัดเชตวันมหาวิหารถือเป็นการมาเพื่อระลึกถึงคุณของมหาเศรษฐีผู้สร้างวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็คือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี (เศรษฐีผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนยากไร้ที่พึ่ง) ซึ่งท่านเศรษฐีนับเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรวยในการทำบุญ โดยเฉพาะการสร้างวัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ในพระพุทธศาสนา” พระเมธีวรญาณ กล่าว

เมื่อย้อนไปดูความเป็นมาของวัดทุกคนจะรู้ว่าเชตวันมหาวิหารเกิดขึ้นจากศรัทธาอันยิ่งยวดของอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มีต่อพระพุทธเจ้า จากการที่ครั้งหนึ่งได้ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์แล้วมีโอกาสพบพระพุทธเจ้าและฟังธรรมจนได้บรรลุโสดาบัน พอกลับมาสาวัตถีจึงได้สร้างวัดถวายเป็นพุทธบูชา

 

กล่าวถึงที่ดินสร้างวัดเศรษฐีได้ซื้อมาจากเจ้าเชต เดิมทีเจ้าเชตไม่ยอมขาย แต่ถูกเศรษฐีตื๊อตลอด จนหลุดปากพูดอย่างเสียไม่ได้ว่าถ้าเศรษฐีเอาทองมาปูเต็มสวนจะขายให้ เท่านั้นเองเศรษฐีก็จัดให้ เอาทองมาปูจนเต็ม เจ้าเชตเห็นศรัทธาอันแรงกล้าจึงยอมลดราคากึ่งหนึ่ง คิดเพียง 18 โกฏิ จากนั้นเศรษฐีก็ใช้เงินอีก 18 โกฏิสร้างมหาวิหาร เสร็จแล้วทำการฉลองด้วยเงินอีก 18 โกฏิ รวม 54 โกฏิกหาปณะ แถมชื่อวัดยังไม่ได้ใช้ชื่อตัวเองอีก เพราะเจ้าของสวนขอให้มีชื่อตัวเองด้วย กระนั้นเศรษฐีก็ยินดีอย่างยิ่ง (ถ้าเป็นเราท่านจะยอมไหมหนอ)

สำหรับวัดเชตวันมหาวิหารในปัจจุบันก็จะเห็นซากอิฐของสถานที่ต่างๆ ที่สามารถมองเห็น เช่น พระมูลคันธุกุฎีของพระพุทธเจ้า กุฎีของพระสาวก เช่น พระอัครสาวก พระอานนท์ พระสีวลี เป็นต้น มีต้นโพธิ์ที่ชื่อ อานนทโพธิ์ ที่เชื่อกันว่าปลูกตั้งแต่สร้างวัดเสร็จ นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏเป็นซากอิฐอีกมากอยู่ใต้ดินที่ยังไม่ได้ทำการขุดหน้าดินออก

ทว่า มีสถานที่หนึ่งที่คณะมีโอกาสเดินถึงที่คือ สถานที่พิจารณาและตัดสินอธิกรณ์ (คดี) ของภิกษุและภิกษุณีเวลาที่เกิดอธิกรณ์ขึ้นกับทั้งภิกษุและภิกษุณี ซึ่งในสถานที่ดังกล่าวจะมีบ่อความลึกประมาณ 4 เมตร ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องคดีความอยู่ มาถึงที่นี่แล้วได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรพร้อมเขียนชื่อตัวเองในกระดาษแล้วทิ้งลงบ่อเรื่องคดีความที่ประสบอยู่จะผ่านพ้นไปด้วยดี หลายคนในคณะจึงไม่ยอมพลาด

คณะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมและเดินชมวัดเชตวันมหาวิหารประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นได้เดินทางไปยังเมืองลัคเนาเพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

สวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมา จุดประกายสามัคคีชาวพุทธลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 07:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534098

สวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมา จุดประกายสามัคคีชาวพุทธลุ่มน้ำโขง

โดย…สมาน สุดโต

ผมร่วมคณะสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 นำโดยดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบัน พร้อมกรรมการและแขกรับเชิญจำนวนหนึ่งไปนครย่างกุ้งเพื่อสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่สหภาพเมียนมา จัดเป็นครั้งแรก โดยเป็นแขกรับเชิญของ ดร.คินฉ่วย (Dr.khin Shwe) ประธานสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน และประธานบริหารบริษัท เซกะบา ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและภิกษุสงฆ์ชั้นนำของสหภาพเมียนมา

เมื่อคณะเดินทางถึงสนามบินแห่งใหม่ (เปิดใช้มาได้ประมาณ 1 ปี) ของนครย่างกุ้ง หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่ช่อง Asean ก็ได้รับการต้อนรับจากดร.คินฉ่วย (Dr.khin Shwe) ที่จัดคณะสาวพม่ามาตั้งแถวมอบดอกไม้ให้กับคณะทุกคน จากนั้นพาไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารลอยน้ำการเวก Karaweik Palace RoyalCultural Show ภัตตาคารนี้จำลองจากเรือพระที่นั่งของกษัตริย์เมียนมาซึ่งมีขนาดใหญ่ ตั้งในทะเลสาปกันดอว์จี ณ ภัตตาคารนี้ ได้พบ สมหมาย สุภาษิต ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมากับคณะพระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ซึ่งสมหมายบอกว่ามางานเดียวกัน และพักโรงแรมเดียวกัน รับประทานอาหารค่ำ เดินทางเข้าพักโรงแรมคณะทั้งหมดได้เดินทางไปร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปี ที่พระเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) ที่ ดร.คินฉ่วย จำลองพุทธสถาน และพระมหาเจดีย์ที่มีชื่อของเมียนมามาไว้ที่เดียวกัน รวมทั้ง พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์ ด้วย

การที่ไม่ได้สวดมนต์ข้ามปีที่มหาเจดีย์ชเวดากองในตอนกลางคืนเพื่อส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นั้น เพราะรัฐบาลเมียนมาต้องเตรียมสถานที่เพื่อฉลองมหาเจดีย์ชเวดากอง เนื่องในโอกาสที่พระพุทธศักราชเปลี่ยนเป็น 2561 วันที่ 1 ม.ค. โดยนิมนต์พระสงฆ์ 1.8 หมื่นรูป มาสวดมนต์และรับสังฆทานในตอนเช้า ซึ่งจะมีแขกระดับวีไอพีที่มีบัตรเชิญเท่านั้นร่วมงาน

อันเงื่อนไขแขกที่เข้าร่วมต้องมีบัตรเชิญเท่านั้น ทำให้เห็นภาวะผู้นำและน้ำใจ ดร.คินฉ่วย ที่สละสิทธิในการเข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการที่มหาเจดีย์ชเวดากองในเช้าวันที่ 1 ม.ค. เมื่อแขกที่เชิญโดย ดร.คินฉ่วย ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีในตอนเช้าเพราะไม่มีบัตรเชิญ ยกเว้นพระสงฆ์

 

จากนั้น ดร.คินฉ่วย เดินทางจากบริเวณมหาเจดีย์ชเวดากอง มาอยู่ร่วมกับแขกรับเชิญจาก 5 ประเทศซึ่งพักที่โรงแรม summit park view (5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนไต้หวัน) ดร.คินฉ่วย บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า เขาผิดหวังมากที่ฝ่ายจัดการไม่อนุญาตให้ผู้ที่เขาเชิญมาร่วมพิธีในตอนเช้า ทั้งๆ ที่การประชุมการเตรียมงานทุกครั้งไม่เคยมีสัญญาณบอกว่าจะไม่อนุญาตชาวต่างชาติเข้าร่วมพิธี แต่มาวันนี้ (1 ม.ค.) อ้างความปลอดภัย ซึ่งทำให้เขาผิดหวังมาก

พร้อมกับบอกว่าเขาเคยจัดมายิ่งใหญ่ขนาดไหนใครๆ ก็ทราบ เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บริเวณมหาเจดีย์ชเวดากองเต็มไปด้วยพระสงฆ์ประมาณ 5,000 รูป ที่เขานิมนต์มาสวดมนต์ ซึ่งได้รับเสียงสาธุจากชาวเมียนมาทั่วไป เขาบอกว่าที่เขาเชิญชาวพุทธชั้นนำจาก 5 ประเทศก็เพื่อความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวพุทธในภูมิภาคนี้ เพราะตัวเขานั้นดำรงตำแหน่ง ประธานสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC)

ในเรื่องเดียวกัน ดร.สุภชัย ได้กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจดร.คินฉ่วย มาก เมื่อแขกที่เขาเชิญมาถูกปฏิเสธให้เข้าร่วมพิธีในตอนเช้าวันที่ 1 ม.ค. 2561 อย่างไรก็ตาม ตอนค่ำวันที่ 1 ม.ค. ดร.สุภชัย ได้จัดให้คณะทั้งหมดขึ้นไหว้และสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากองเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดไป

ย้อนกลับไปในพิธีสวดมนต์ข้ามปีที่มหาเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) ในตอนค่ำวันที่ 31 ธ.ค. ที่มีพระสงฆ์เมียนมาและจากอาเซียนเข้าร่วมพิธีหลายร้อยรูป โดยมีนายตูระ อู อ่อง โก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนา สหภาพเมียนมาเป็นประธาน ส่วนแขกที่ร่วมงานส่วนมากเป็นระดับวีไอพีทั้งไทยและเมียนมา

นายตูระ อู อ่อง โก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนา กล่าวว่า ในนามรัฐมนตรีกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมเมียนมาขอใช้โอกาสพิเศษนี้แผ่เมตตาและสวดมนต์เพื่อสันติภาพและความสุขให้แก่ทุกๆ ท่านที่มาสวดมนต์เนื่องในโอกาสวันฉลองรับปีใหม่ 2018 นี้

ในโอกาสการเฉลิมฉลองอันเป็นมงคลนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่พระสงฆ์ทั้งหมดในพิธีมาจาก เมียนมาและในประเทศอาเซียน นำโดยรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เนื่องในพิธีพุทธาภิเษกพระเจดีย์ชเวดากองโดยรัฐบาลเมียนมาและร่วมประชุมสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC) ด้วย

เนื่องในการทำบุญครั้งนี้ขอตั้งความปรารถนาให้สันติภาพเกิดแก่เมียนมาและทั้งโลกต่อไป

 

พระโสภณวชิราภรณ์ (เจ้าคุณไสว) เล่าว่า มานครย่างกุ้งหนนี้ได้งานตามเป้าหมาย คือการประชุมกรรมการสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC) การตั้งทีมวิจัยเรื่องสุวรรณภูมิในประเทศที่มีสุวรรณภูมิเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งชื่อและสัญลักษณ์ การสวดมนต์ข้ามปี และร่วมฉลองมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งทางเมียนมาเรียกว่างานพุทธาภิเษกและถวายสังฆทานพระสงฆ์ 1.8 หมื่นรูป

ส่วน ดร.สุภชัย สรุปว่าการมาร่วมสวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมาเป็นการจุดประกายความร่วมมือของชาวพุทธในลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยหวังว่าในอนาคต ลุ่มแม่น้ำโขงหรือสุวรรณภูมิจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา