สอบธรรมศึกษาปีนี้ มากถึง 2.3 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/524922

สอบธรรมศึกษาปีนี้ มากถึง 2.3 ล้านคน

โดย สมาน สุดโต

นักเรียน นักศึกษา ประชาชน สนใจสมัครสอบธรรมศึกษาปีนี้มากถึง 2.3 ล้านกว่าคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4 หมื่นกว่าคน ในขณะที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทนักเรียนโรงเรียน วัดราชบพิธ ที่เข้าสอบให้นึกถึงคติธรรมประจำโรงเรียน วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

สนามสอบโรงเรียนวัดราชบพิธ

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ย. 2560 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังโรงเรียนวัดราชบพิธ ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดราชบพิธ ประจำปี 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อเสด็จถึงทรงสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช องค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธ แล้วเสด็จขึ้นสู่หอประชุมวาสนมหาเถระ

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

“เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทานกำเนิดการเรียนการสอนและการสอบธรรม ศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสไว้ ด้วยมีพระประสงค์ให้บุคคลทั่วไป ที่มิใช่พระภิกษุสามเณร ซึ่งมีหลักสูตรนักธรรมรับรองอยู่ก่อนแล้ว ได้มีโอกาสเล่าเรียนธรรมะตามหลักสูตรที่ถูกต้องบ้าง จะได้ไม่ไขว้เขวไปเรียนรู้อย่างผิดทาง และจะเป็นโอกาสให้เยาวชนคน รุ่นใหม่ ได้ใกล้ชิดพระพุทธธรรม สามารถน้อมนำไปเป็นทางประพฤติ จะได้เป็นพลเมืองดีอย่างเป็นปกติ

ถ้าเรามองกลับมาสู่ปัจจุบันจะพบว่า แนวทางการสอนธรรมะในสังคมของเรา มีหลากรูปแบบและหลายวิธี มีสำนักครูเกิดขึ้นมากและสอนกันไปต่างๆ หลากหลายกระแส ทั้งๆ ที่คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่ประมวลไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาท ไม่ได้แตกแยกไปเป็นหลายทางหลายนิยาม

เมื่อพิจารณาการศึกษาตามหลักสูตรธรรมศึกษา จะพบว่าบูรพาจารย์ท่านได้วางหลักสูตรตามเนื้อหาพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ซึ่ง เป็นที่รับรองยืนยันแล้วว่าไม่ผิด ท่านได้คัดสรรเนื้อหามาอย่างเหมาะสมแก่การครองชีวิตของฆราวาสแล้ว เพราะฉะนั้น จึงนับได้ว่าผู้ เรียนทุกคนได้มีโอกาสศึกษาแผนที่ชีวิตที่ถูกต้อง มีเครื่องนำทางไปอย่างตรงเส้นทาง ไม่พาหลงไปสู่ความเสื่อมอย่างแน่นอน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นใครเล่า? ก็เป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธของพวกเรานั่นเอง

นักเรียนมีเข็มอักษรพระนาม ชส. ประดับอกเสื้อ เตือนใจกันอยู่ทุกคนแล้ว

และโรงเรียนนี้มีคติธรรมว่าอะไร? จำกันได้ดีแล้วใช่หรือไม่? “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร” นักเรียนทุกคนมี ความเพียรในการศึกษาเล่าเรียนมากพอ จะทำให้ตนพ้นทุกข์แล้วหรือยัง? ขอให้ทุกคนทบทวนดูให้ดี เพื่อจะได้พากเพียรพัฒนาตนให้ เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

จงจำไว้เสมอว่าถ้าจะอยู่ที่ใด ก็อยู่ให้เขาเบาใจ ถ้าจะจากไปก็ให้เขาอาลัยระลึกถึง ถ้านักเรียนอยู่ที่ใด ก็อยู่ให้เขาหนักใจ ยังไม่ทันจะจากไปเขาก็อยากจะไล่ส่ง ก็เท่ากับสักแต่ว่าสอบธรรมศึกษาเพียงในกระดาษ แต่ยังไม่น้อมนำไปสอบทาน ไม่ได้นำไปทบทวนในใจ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติตนได้อย่างแท้จริง”

พระราชวรมุนี (พล) กล่าวถึงการสอบธรรมศึกษา เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ว่าเป็นโครงการธรรมศึกษา พัฒนาคน พัฒนาชาติ โดยใช้สนามสอบวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสนามสอบกลาง

รวมยอดผู้เข้าสอบ 2.3 ล้านกว่าคน จากจำนวนเยาวชน 10 ล้าน จึงคนตั้งเป้าตามแผนปฏิรูป 5 ปี (สิ้นสุดแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาฉบับที่ 1) ก็จะได้ครูจำนวนหรือใกล้เคียง กองธรรมวางวิสัยทัศน์ในอนาคต 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี แปลว่าตามแผนต้องมีผู้เข้าสอบไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน

เป็นเรื่องง่ายและเป็นไปได้ถ้ายึดกรอบแผนปฏิรูปอีก 4 ปี ตั้งเป้าไว้ให้เพิ่มปีละล้านสาม หรือล้านสี่ สรุปว่าปีหน้าจะมีผู้เข้าสอบ 3.6 ล้านคนขึ้นไป

How to เฉลย กองธรรมสนามหลวง มีวิธีไต่ไปให้ถึงได้อย่างไร 1 ผลักดัน E Learning ให้แล้วเสร็จเดือน มี.ค. 2561 ประสานสามัคคีกับภาคีเครือข่าย มจร มมร กศน. อปท. ในการ ขยายการการสอน 3 ร่วมกับ ศธ. ในการขยายสถานศึกษาออกให้มีส่วนร่วมครอบคลุมทั่วประเทศ ถ้ากลยุทธ์ทั้ง 3 ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่ไกล อยู่แค่เอื้อม คณะสงฆ์ต้องมียุทธศาสตร์แบบนี้ (จึงจะเดินหน้าได้)

สนามสอบซีพี

ขณะที่บริษัท ซีพี ออลล์ ร่วมกับแม่กองธรรมสนามหลวง จัดสอบธรรมศึกษาตามโครงการพัฒนาคนคุณธรรม

ซึ่งบริษัท ซีพี ออลล์ เป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง สังกัดสำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เป็นพื้นที่จัดสอบ “ธรรมศึกษา” เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 16 ปี

พระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวรวิหาร กล่าวว่า “การที่ซีพี ออลล์ มาส่งเสริมจัดสอบธรรมศึกษานับว่ามีประโยชน์ทั้งต่อผู้ที่ได้มาศึกษาต่อองค์กร ตลอดจนประเทศชาตินั่นก็เพราะผู้ศึกษาจะได้มีความรู้ในพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ เมื่อมีองค์กรบุคลากรที่ดีเหล่านี้แล้วก็ย่อมนำพาให้องค์กรมีคุณธรรมเติบโต ประเทศชาติก็จะเจริญ เพราะมีแต่คนดีๆ มาอยู่ร่วมกัน ก็ขออนุโมทนาผู้ที่เข้ามาร่วมสอบในครั้งนี้ และขอให้ได้นำประโยชน์ไปใช้เพื่อตนเองและผู้อื่น”

ด้าน ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานพุทธปัญญาชมรมและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาพัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม โดยเปิดสนามสอบธรรมศึกษาให้พนักงานของบริษัทและบุคคลภายนอก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีพนักงานซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจร่วมสอบแล้วเกือบ 1.5 หมื่นคน ล่าสุด ในปี 2560 นี้ ได้จัดสอบธรรมศึกษาขึ้น ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มีพนักงานซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมสอบในโครงการธรรมศึกษาจำนวน 1,028 คน มีผู้สมัครสอบธรรมศึกษาชั้นตรีจำนวน 505 คน ธรรมศึกษาชั้นโทจำนวน 318 คน ธรรมศึกษาชั้นเอกจำนวน 205 คน

สนามสอบกลาง วัดพนัญเชิงฯ มีผู้เข้าสอบรวมทั้งสิ้น 32,110 คน มากกว่าปีที่แล้วถึง 1 หมื่นคน

 

ปณิธาน ท่านปัญญานันทภิกขุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/524877

ปณิธาน ท่านปัญญานันทภิกขุ

โดย สมาน สุดโต

วันที่ 4 พ.ย. 2560 ก่อนพิธีสลายสรีรธาตุด้วยดอกไม้ใจแทนดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง นั้น พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับนิมนต์แสดงปาฐกถาธรรม ณ ลานหินโค้ง เรื่อง วันเวลาเปลี่ยนแต่ปณิธานไม่เปลี่ยน เพื่อรำลึกถึงความแน่วแน่และจริงใจของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่มีต่อพระรัตนตรัย ซึ่งพระพรหมบัณฑิต กล่าวว่า หลวงพ่อปัญญาฯ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ฝรั่งเรียกคนแบบนี้ว่า Man for all seasons ส่วนหลวงพ่อปัญญาฯ ควรเรียกว่า Monk for all seasons

หลักใจหรือปณิธานของหลวงพ่อปัญญาฯ คือ

 

1.ร่างกาย ชีวิต เป็นของพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาสพระรัตนตรัย โดยสมบูรณ์ 2.ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าอยู่ที่ประกาศคำสอนที่แท้ของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นคนกล้าพูดความจริง ทุกกาลเทศะ3.ข้าพเจ้าต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายสิ่งเหลวไหลในพระพุทธศาสนา นำความเข้าใจถูกมาให้แก่ชาวพุทธ 4.ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรเป็นส่วนตัว นอกจากปัจจัยสี่พอเลี้ยงอัตภาพเท่านั้น ผลประโยชน์อันใดที่เกิดจากงานของข้าพเจ้า สิ่งนั้นเป็นของงานที่เป็นส่วนรวมต่อไป 5.ข้าพเจ้าถือว่าคนที่ประพฤติชอบตามหลักธรรมะ เป็นผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า นอกจากนี้ไม่ใช่ ท่านสอน และปฏิบัติเองด้วย กำหนดให้คนอื่นสอนด้วย ดังนี้จึงเป็นแม่ทัพธรรม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จะให้ซึ้งอุดมการณ์ต้องอ่านปาฐกถาเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2525 ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานฯ ที่พิมพ์ในหนังสืออุดมการณ์ของท่านปัญญาฯ แต่ขอคัดตัดตอนเพราะพื้นที่จำกัด ดังนี้

อาตมานี่เป็นพระในพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานมาตั้งแต่หนุ่มว่า ชีวิตนี้จะมอบถวายเป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาด้วยการเทศน์สอนคน ทีนี้การเทศน์สอนคนของอาตมานั้นไม่ได้เทศน์ธรรมดาๆ แต่มีหลักการใหญ่ว่า เทศน์แก้คน เทศน์เพื่อแก้คน แก้อะไร? แก้ความหลงผิด แก้ความเข้าใจผิด แก้ความงมงาย แก้สิ่งที่ไม่รู้ให้กลายเป็นความรู้ความเข้าใจ อันนี้เป็นปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานเทศนาสอนคนมาโดยลำดับ

ในสมัยก่อน เมื่อพรรษาเริ่มเป็นนักเทศน์ ก็เริ่มตั้งใจอย่างนั้น ว่าเทศน์เพื่อแก้ เพื่อดัดแปลงสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไปเทศน์ที่ไหนนี่ก็ต้องศึกษาหาข้อมูล หาความบกพร่องในสถานที่นั้นๆ เช่นว่า เขานิมนต์ไปเทศน์ที่วัดใด อาตมาก็ต้องพยายามไปเดินดูตามบริเวณวัดว่า มันมีอะไรบกพร่องอยู่ในวัดนี้บ้าง พยายามคุยกับประชาชนเพื่อให้เขารู้ว่า เขาทำอะไรกัน เขาใช้เงินเท่าไร หมดเปลืองไปเท่าไร เวลาเทศน์ก็จะได้มีข้อมูลสำหรับที่จะไปเทศน์แก้ไขปรับปรุงสิ่งซึ่งเขาทำไว้ ให้เป็นการถูกต้องขึ้น

เช่น เขานิมนต์ไปเทศน์ในงานศพนี่ ถ้าเป็นพระอื่นก็ไปเทศน์ยกย่องเจ้าภาพ ว่าเป็นผู้มีศรัทธา มีความกตัญญูกตเวที ได้เสียสละทรัพย์เป็นอย่างมาก เพื่อสนองคุณมารดาบิดา เขาก็แค่เทศน์อย่างนั้น เจ้าภาพก็นั่งยิ้ม สบายใจ เทศน์ให้พอสบายใจ อย่างนี้เขาเรียกว่า เทศน์เพื่อให้เกิดบุญแก่ผู้ฟัง

อาตมา มันไม่มีหลักการอย่างนั้น แต่มีหลักการว่า เทศน์เพื่อให้เป็นกุศล ไม่ได้ให้เป็นบุญ ไอ้เทศน์เป็นบุญนี่คือเทศน์ให้เจ้าภาพสบายใจ แต่ว่ามันไม่เป็นกุศล คือไม่มีปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ฟัง เมื่อเขาฟังว่าท่านเทศน์อย่างนั้น ก็นึกว่าไอ้สิ่งที่เราทำนี่ถูกต้องแล้ว พระท่านยังชมเลยว่าเราเป็นคนเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ แต่ว่าเสียสละไปในทางฉิบหายเท่าใดนั้น พระไม่เคยพูดสักคำเดียว ไม่ได้นึก ไม่ได้เตือนในเรื่องอย่างนั้น คนจึงทำอะไรเหมือนๆ กัน ในทางที่สูญเสียเงินทองโดยไม่เกิดประโยชน์จากการกระทำ ไม่ใช่น้อย

เช่น ตามงานศพนี่มันเสียเงินตั้งมากมาย หมดเงินไปตั้งหลายหมื่น บางศพก็ตั้งแสน แต่ว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่มี นอกจากเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮา เลิกงานแล้วขยะก็เต็มวัด พระเณรก็ต้องกวาดกันต่อไป อะไรที่มันจะเกิดคุณค่าทางจิตใจมันไม่ค่อยมี

อาตมามองเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว เป็นคนที่เรียกว่า ทนไม่ได้ ที่จะเห็นญาติโยมต้องตกต่ำเสียหายในทางทรัพย์สมบัติและด้านจิตใจ ไอ้สูญเสียทรัพย์นี่ไม่เสียดาย แต่ว่าสูญเสียปัญญานี่มันเสียดาย สูญเสียคุณค่าแห่งความเป็นพุทธบริษัทนี้ อาตมาไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นจึงเทศน์ให้เขาฟัง ไม่ได้เทศน์รุนแรงหรอก แต่ว่าเทศน์ชี้แจงว่าที่ถูกที่ต้องมันควรจะเป็นอย่างไร ควรจะทำกันอย่างไร ไอ้ที่ทำไปแล้ว มันก็แล้วไปนะ มันแก้ไม่ได้แล้ว แต่ว่าต่อไปข้างหน้า ใครจะทำศพนี่ ควรจะปรารภทำอย่างไร ควรจะแก้ไขประเพณีงานศพในรูปใดบ้าง เพื่อให้เขาได้คิด ได้เกิดความเข้าใจถูกต้อง

ทีนี้ เทศน์อย่างนี้ พอเทศน์จบลงไปแล้ว เขาว่า ไปนิมนต์เจ้าคุณนั้นมา แล้วแกด่าเราทุกที อ๊ะ! มันเป็นเสียอย่างนี้ ไอ้เราสอน เขากลับหาว่าด่า ไอ้ชมน่ะ เขาหาว่า เฮ้ย! พระองค์นี้พูดดี แต่ว่ามันไม่ได้อะไร เราชมให้เขาหลง ให้เขางมงาย มันได้อะไรขึ้นมา ท่านนักเทศน์เหล่านั้นขอโทษเถอะ คือ ท่านไม่ได้เทศน์เพื่อธรรมะ แต่เทศน์เพื่อเครื่องกัณฑ์อย่างเดียว

ปณิธานของท่านปัญญาฯ จะเป็นแสงสว่างแก่ชาวโลก ถ้าชาวพุทธเกิดปัญญาเห็นธรรม แล้วปฏิบัติตาม

 

พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือแม่ทัพโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/523617

พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือแม่ทัพโลก

โดย สมาน สุดโต

พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่ชาวพุทธรู้จักกันดีทั่วไปในนามของ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2550 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 96 ปี แต่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 5 พ.ย. 2560

ท่านมีนามเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2454 ณ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง บรรพชาอายุ 18 ปี พร้อมทั้งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนเดือนละ 25 บาท และเรียนนักธรรมไปพร้อมๆ กัน สามารถสอบนักธรรมตรีได้ที่ 1 ทั้งมณฑลภูเก็ต จนพระยาอมรศักดิ์ประสิทธิ์ (ทนง บุนนาค) เจ้าเมืองภูเก็ตขณะนั้น ถวายรางวัลผ้าไตร 1 ไตร นาฬิกา 1 เรือน หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบครั้งนั้นคือ “น สิยา โลกวฑฺฒโน – ไม่พึงเป็นคนรกโลก”

อุปสมบทได้ 2 พรรษา ได้ร่วมกับท่าน โลกนาถ พระภิกษุชาวอิตาเลียน และพระไทยอีก 8 รูป สามเณร 1 รูป ธุดงค์ไปอินเดียผ่านพม่า กะว่า จะเผยแผ่ศาสนาถึงยุโรป แต่ไม่บรรลุเป้าหมายก็กลับไทยเส่ียก่อน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อกลับไทยไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอุทัย อ.เมือง จ.สงขลา และสร้างตำนานการบรรยายธรรมนอกใบลาน ทันยุคสมัย จนเกิดการบอกเล่ากันปากต่อปาก ทำให้มีกิจนิมนต์ไปบรรยายธรรมอยู่มิได้ว่างเว้น พ.ศ. 2484-2486 ศึกษาภาษาบาลี ณ วัดสามพระยา แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค แต่ไม่ได้เรียนต่อเพราะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2)

ดังกระฉ่อนที่เชียงใหม่

ไป จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2492 เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม โดยสร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของชาวบ้าน เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ จนมีชื่อเสียงขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ในนาม “ภิกขุ ปัญญานันทะ” ผู้สนับสนุนคนสำคัญคือ เจ้าชื่น สิโรรส จำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ นานถึง 11 พรรษา (พ.ศ. 2492-2502)

เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ “พระปัญญานันทมุนี” เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2499 กรมชลประทานอาราธนานิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และวันที่ 23 พ.ค. 2503 – ทำพิธีเปิดวัด และเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีประกาศแต่งตั้ง “พระปัญญานันทมุนี” เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์

เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา ตามหลักการที่ว่า “เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด และได้ประโยชน์”

เป็นแม่ทัพโลก

เมื่อท่านอายุ 80 ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพโลก โดยท่านพุทธทาสภิกขุ บันทึกเทปถวายตำแหน่ง “แม่ทัพโลก” ให้ท่านปัญญานันทภิกขุ ทำสงครามกับโลกความเห็นแก่ตัวซึ่งกำลังมีอยู่ในบัดนี้

ท่านพุทธทาส ที่เรียกตนเองว่าเป็นพี่ชาย และเรียกท่านปัญญานันทะว่าน้องชาย บอกความในใจว่า ความเห็นแก่ตัวกำลังครองโลก และจะครองยิ่งขึ้นๆ โลกใกล้ความวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว ท่านชี้ให้เห็น 2-3 ข้อว่า

เมื่อโลกยังไม่รู้จักทำน้ำแข็ง ทำน้ำแข็งไม่เป็น ยังไม่มีน้ำแข็งจะกินน่ะ คนในโลกมีจิตใจเยือกเย็นกว่ายุคที่มีน้ำแข็งกิน เมื่อคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โลกที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จิตใจของคนสว่างไสว ไม่มืดมนเหมือนกับคนยุคที่มีไฟฟ้าใช้ในยุคที่ไม่มีรถยนต์ ไม่มีเรือบิน คนไม่ไปเที่ยวกันที่อโคจรมากเหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้คนไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน สรวลเสเฮฮา มีลักษณะเป็นอโคจรมากขึ้น ซึ่งไม่เคยมีในสมัยที่โลกไม่มีรถยนต์ และไม่มีเรือบิน

เมื่อสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น มันหมายความว่า ด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นกิเลส เป็นอวิชชา โลกก็ใกล้ความวินาศเข้าไปทุกที เดี๋ยวนี้มีประชาธิปไตยสำหรับเห็นแก่ตัว ใครจะใช้ประชาธิปไตยเพื่อเห็นแก่ตัวเท่าไรก็ได้ขอตั้งข้อรังเกียจคนเห็นแก่ตัว หรือความเห็นแก่ตัว ให้เป็นที่เข้าใจกันในบัดนี้ว่า มันเลวร้ายสักเท่าไร จนถึงกับต้องมีกองทัพโลก สำหรับปราบปรามความเห็นแก่ตัว ซึ่งมีอยู่ในโลก

ลักษณะความเห็นแก่ตัว

ท่านพุทธทาส บอกลักษณะของคนเห็นแก่ตัว คือ ขี้เกียจ ไม่ทำงาน แต่มันจะเอาผลงานคนเห็นแก่ตัว มันเอาเปรียบทุกอย่าง ทุกประการที่มันจะเอาเปรียบได้คนเห็นแก่ตัว มันอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยกลโกงสำหรับหลอกลวง และพร้อมกันนั้นก็จองหอง พองขน ยกหูชูหาง คนเห็นแก่ตัว นี่ยุแหย่ให้คนแตกกันเป็นพวกๆ เพื่อประโยชน์ของตัว คนเห็นแก่ตัว ไม่มีความสามัคคี ชวนคนเห็นแก่ตัวมารวมกันสามัคคีพัฒนาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันไม่ไหว มันไม่มา มันชวนยาก ชวนช้างลอดรูเข็มเสียยังง่ายกว่า เพราะว่าคนเห็นแก่ตัวนี่ไม่เห็นแก่อะไร มันเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ที่ร้ายกาจ ก็คือ คนเห็นแก่ตัว นี้มันชอบรวยลัด ตามคำพูดของอันธพาลว่า “รวยลัด” มันทำงานเหงื่อไหลไคลย้อย นี่มันรวยช้า เพราะฉะนั้น ไปรวยลัด ปล้น จี้ เอาซึ่งหน้าเดี๋ยวนั้นในไม่กี่นาทีก็รวย นี่คนเห็นแก่ตัว มันชอบรวยลัด ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่เห็นแก่ตัว และกระทำแก่ตัวเอง และค่อยๆ ออกไปถึงสังคม ทำให้สังคมพลอยเดือดร้อน

ท่านพุทธทาส กล่าวว่า ความเห็นแก่ตัวระบาดไปทุกวงการทั้งนักการเมือง ชาวบ้าน ชาววัด

คนมั่งมีก็เห็นแก่ตัว คนยากจนก็เห็นแก่ตัว เศรษฐีก็เห็นแก่ตัว คนขอทานก็เห็นแก่ตัว นายจ้างก็เห็นแก่ตัว ลูกจ้างก็เห็นแก่ตัว กำลังเป็นปัญหาระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง เป็นปัญหาของประเทศทั่วโลก นี่เรียกว่า มันจะไม่มีอะไรเหลือ

เมื่อครูบาอาจารย์เกิดเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังลูกศิษย์ ทำนาบนหลังนักเรียน ทำนาบนหลังผู้ปกครองของนักเรียน เมื่อหมอเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังคนเจ็บไข้ คิดดูเอาเถอะ เมื่อตุลาการเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังจำเลย เมื่อนักบวช พระเณร เห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังทายก ทายิกา อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไป ถ้ายิ่งผีสางเทวดาเห็นแก่ตัว ยิ่งจะยุ่งกันใหญ่ มันกินสินบนฟรี ถ้าเกิดมีพระเจ้ากินสินบนเข้ามาอีกสักรายละก็ ยุ่งใหญ่ ทีนี้ก็หมดเลย อ้อนวอนพระเจ้าผู้เห็นแก่ตัว ไม่มีทางจะสำเร็จ หลวงพ่อพุทธทาส ขอให้เราประกาศสงครามกับความเห็นแก่ตัวในโลก ตั้งกองทัพโลกสำหรับทำสงครามกับความเห็นแก่ตัว ต้องระดมกำลังทุกศาสนามาร่วมมือกำจัดความเห็นแก่ตัว

โลกเป็นสุขถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว

ท่านพุทธทาสสรุปว่า ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว โลกก็เป็นสุข มีสันติ จึงแต่งตั้งท่านปัญญานันทภิกขุ ให้เป็นแม่ทัพโลก ทำสงครามต่อสู้กันระหว่างโลกที่เห็นแก่ตัว กับโลกผู้ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2534 ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์

วันที่ 5 พ.ย. 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาพระราชทานเพลิงศพ แม่ทัพโลก ในบรรยากาศที่ทางวัดกำหนดให้เป็น “ดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์” สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

 

1 ทศวรรษ โรงเรียนเตรียมสามเณร ในพระราชูปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522879

1 ทศวรรษ โรงเรียนเตรียมสามเณร ในพระราชูปถัมภ์

ย้อนไปวันที่ 18 ก.พ. 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาธรรมราชาธิราช ซึ่งเป็นอาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมของวัดครึ่งใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย อันเป็นบ้านเกิดของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ในการนั้นทรงเป็นประธานเปิดโรงเรียนเตรียมสามเณร (ต.ส.) แห่งแรกของประเทศไทยที่วัดครึ่งใต้และทรงรับโรงเรียน ต.ส. ไว้ในพระราชูปถัมภ์ด้วย

โรงเรียนเตรียมสามเณร คือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญของวัดครึ่งใต้ ซึ่งพระมหาวุฒิชัยได้เข้ามายกระดับและพัฒนาเป็นโมเดลโรงเรียนเตรียมสามเณรแห่งแรกของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยมีโรงเรียนเตรียมทุกประเภท ทั้งเตรียมแพทย์ เตรียมครู เตรียมทหาร แต่ไม่มีโรงเรียนเตรียมสามเณร ที่จะพัฒนาสามเณรให้มีคุณภาพ และเป็นกำลังของพระศาสนาในอนาคต

วันที่ 18 ก.พ. 2561 เป็นวันที่โรงเรียน ต.ส. วัดครึ่งใต้ ครบรอบ 10 ปีพอดี เชื่อว่าทั้งชาวบ้านและชาววัดคงอยากจะทราบความคืบหน้าของโรงเรียนแห่งนี้ว่าพัฒนาและเกิดผลสัมฤทธิ์ไปถึงไหนแล้วภายใต้การขับเคลื่อนโดยพระนักคิด นักเขียน นักเผยแผ่ และพระนักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์อย่างพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย

ยุคแรก สร้างรากฐานความเป็นเลิศทางวิชาการ

พระมหาวุฒิชัย เล่าว่า นับแต่วันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนเตรียมสามเณรและทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ การพัฒนาก็ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้นเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางโลกคู่กับทางธรรม ตามแนวคิดทางโลกก็เลิศล้ำทางธรรมก็เลิศลอย โดยมีหลวงพ่อพุทธทาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) องค์ดาไลลามะ ท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นต้นแบบพระที่มีความรู้ทางโลกเลิศล้ำทางธรรมเลิศลอยและสามารถทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างได้ผลเป็นรูปธรรมที่สุด

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า ปีที่แล้วสามเณรโรงเรียน ต.ส. สามารถบรรยายธรรมชนะเลิศเป็นภาษาอังกฤษระดับประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และบรรยายธรรมถวาย 5 นาที พระองค์โปรดพระราชทานผ้าไตรและทุนการศึกษาแด่สามเณรด้วย ขณะเดียวกันในปีนี้สามเณรของโรงเรียนก็ชนะเลิศอันดับ 1 ในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (Buddhism National Educational Test) หรือ B-Net ถึง 3 วิชา (ทั้งหมด 4 วิชา คือบาลี ธรรม พุทธประวัติ และวิชาวินัย) อีกด้วย

“ถึงตอนนี้โรงเรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญที่มีอยู่ประมาณ 409 วัด ในขณะเดียวกันเราได้ส่งสามเณรรุ่นพี่ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งที่เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เกินกว่า 20 รูป ซึ่งตรงนี้จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของการพระศาสนาในอนาคตสืบไป นี่คือยุคแรก ยุคสร้างรากฐานทางวิชาการให้มีความเป็นเลิศในระดับประเทศไทย”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ยุคที่ 2 สร้างแรงจูงใจคนรุ่นใหม่เข้ามาบวชเรียน

พระมหาวุฒิชัย ยอมรับว่า ปัจจุบันจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาบวชเรียนลดน้อยถอยลงไปมาก สามารถไปดูสถิติพระอารามหลวงใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ สิบปีที่แล้วจัดบวชภาคฤดูร้อนปีละ 200-300 คนต่อวัด เดี๋ยวนี้ประมาณ 6 ใน 10 วัดต้องยกเลิกการจัดกิจกรรมบวชภาคฤดูร้อนไปโดยปริยาย เนื่องจากไม่มีตัวป้อนเข้ามาสู่พระศาสนา ฉะนั้นทำอย่างไรเยาวชนคนรุ่นใหม่จึงจะสนใจเข้ามาบวชเป็นศาสนทายาท

พระเจ้าของโครงการเล่าต่อว่า ปิดเทอมหน้าเป็นต้นไปและทุกปิดเทอมจะส่งสามเณรที่มีความประพฤติดีเยี่ยมและการศึกษาดีเยี่ยมไปเรียนภาษาอังกฤษ ณ ธรรมศาลา ที่ประทับขององค์ดาไลลามะ ที่นั่นมีสถาบันสอนภาษาซึ่งได้ไปเซ็นเอ็มโอยูไว้เพื่อส่งสามเณรไปเรียนภาษาอังกฤษในช่วงปิดเทอมของทุกปี ขณะเดียวกันก็จะส่งไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย

“อาตมาเพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ก็มองไว้ว่าจะส่งสามเณรไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เหตุผลเพราะต้องการให้สามเณรที่จบจากโรงเรียนวัดครึ่งใต้นี้ ไปเป็นพระธรรมทูตที่สามารถสอนพระพุทธศาสนาให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะเดียวกัน เทอมหน้าคือกลางปีหน้าก็คาดว่าจะส่งไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษได้เพราะอาตมากำลังทำศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน สาขา 2 ที่อังกฤษ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา 3 เมือง คือ ออกซฟอร์ด เรดดิง และบาธ”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้สามเณรที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมและความประพฤติดีเยี่ยมไปเรียนภาษาในต่างประเทศนั้นเพื่อเป็นแรงจูงใจให้รุ่นน้องๆ ได้เห็นว่าการมาเรียนในโรงเรียนวัดนั้นแม้เป็นการเรียนที่ถูกคือแทบไม่ได้จ่ายค่าเทอมแต่ความรู้นั้นเป็นของจริง เพราะโรงเรียน ต.ส.ได้เชิญอาจารย์จากจีนมาสอนภาษาจีน เชิญอาจารย์จากอเมริกาและออสเตรเลียมาสอนภาษาอังกฤษในทุกเทอม นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดครึ่งใต้จึงมีความเป็นเลิศทางวิชาการ

ยุค 3 วางรากฐานงานพระศาสนาในประชาคมโลก

พระมหาวุฒิชัย ยอมรับว่า หนังสือธรรมะภาคภาษาอังกฤษ สมมติร้อยเล่ม เขียนโดยฝรั่ง 99 เล่ม เหลือไว้ให้พระไทยแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ไปดูได้เลยพื้นที่หนังสือส่วนใหญ่เป็นของท่านดาไลลามะ, ติช นัท ฮันห์ และลูกศิษย์ฝรั่งสายวัชรยาน สำหรับของไทยแทบมองไม่เห็นพระไทยเขียนตำราศาสนาแล้วฝรั่งนำไปจัดพิมพ์เผยแผ่ ฉะนั้นถ้าหากปูพื้นฐานการศึกษาให้ดีเสียตั้งแต่ยังเด็กๆ เหมือนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ที่ภาษาอังกฤษดีมากตั้งแต่เป็นสามเณร วันหนึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาขึ้นมาก็สามารถเขียนตำราภาษาอังกฤษได้ ตรงนี้แหละที่ฝรั่งต้องการที่สุด

ว.วชิรเมธี กล่าวต่อว่า ช่วงที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการทำพิมพ์เขียว ก็คือการจะยกฐานะโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดครึ่งใต้นี้ให้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทุกสาขาวิชา

“ทำไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะเราต้องการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาบวชศึกษาพระธรรมวินัยมากขึ้นๆ ไม่ใช่ลดฮวบลงทุกปี เพราะไม่เช่นนั้นโรงเรียนวัดทั้งหลายจะเป็นโรงเรียนที่ถูกทิ้งร้างในที่สุด ซึ่งเมื่อตัวป้อนน้อยลดลงทุกปีๆ ก็ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีคุณภาพระดับ A+ ขึ้นมา

ตอนนี้อาตมาและลูกศิษย์กำลังพยายามจะวางโครงสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรก เพื่อดึงดูดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมถึงในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง หรือแม้แต่เด็กฝรั่งก็เข้ามาเรียน ซึ่งปกติเราจะเห็นฝรั่งมีครอบครัว มีอายุมากมาบวชกับหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง แต่ถ้าเป็นเด็กและเยาวชนยังไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะยกระดับเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรกในอนาคตอันใกล้” ว.วชิรเมธี แสดงวิสัยทัศน์

โรงเรียนสามเณรอินเตอร์ตอบทุกโจทย์

ว.วชิรเมธี เชื่อว่า ถ้ามีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์จะสามารถแก้ปัญหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากบวชให้สนใจเข้ามาบวชได้ เพราะความเข้มแข็งทางวิชาการจะมาเป็นตัวดึงดูดให้เด็กเยาวชนอยากเข้ามาเรียน เพราะเป็นหลักสูตรอินเตอร์มีทั้งอังกฤษ ภาษาจีน เมื่อเป็นอย่างนี้ปัญหาเยาวชนไม่อยากบวชก็จะค่อยหายไป

“อาตมาได้พิสูจน์แล้วจากการนำร่องโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนหลักสูตร 9 วันที่ทำมา 6 ปี มีเยาวชนสมัครมาบวชปีละ 2,000-3,000 คน แต่ไม่สามารถรับได้หมดจำต้องคัดเลือกเอา หรือสามเณรปลูกปัญญาที่อาตมาทำกับทรูก็ได้รับรางวัลเมืองคานส์ทั้งระดับเงินและระดับทอง ดังนั้นถ้าพัฒนาเนื้อหาสาระหรือหลักสูตรให้ดีจริงๆ พ่อแม่ก็จะวางใจให้ลูกหลานมาบวชเรียนกับเราแน่นอน”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อว่า การมีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์นอกจากจะแก้ปัญหาเยาวชนที่ไม่อยากบวชเรียนได้แล้วยังจะได้พระเณรที่มีคุณภาพพร้อมที่จะเดินออกจากประเทศไทยเพื่อไปทำหน้าที่พระธรรมทูตในเวทีโลกได้

“ทุกวันนี้พระธรรมทูตไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศ มีน้อยมากที่สามารถสอนฝรั่งได้ ส่วนใหญ่ไปอยู่วัดมักจะทำหน้าที่ในเชิงวัฒนธรรมและประเพณี ช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนไทยในต่างแดนมากกว่า ส่วนพระธรรมทูตที่ก้าวออกไปสอนกรรมฐานให้ฝรั่งจริงๆ พูดได้เลยมีน้อยนิด อันนี้เป็นข้อเท็จจริงเพราะเห็นด้วยตัวเองมาแล้ว ที่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ได้สร้างความเป็นเลิศตั้งแต่อยู่เมืองไทย นี่คือปัญหาใหญ่

ถ้ามีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์ก็จะมีพระธรรมทูตที่พร้อมสอนฝรั่งได้สบายๆ ที่สำคัญยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องการเขียนตำราพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษให้ฝรั่งได้อ่านได้ศึกษาด้วย และในอนาคตหากท่านเหล่านั้นอยู่ยาวต่อไปจะกลายเป็นเสาหลักทางปัญญาของประเทศชาติที่ไม่ใช่เสาผุๆ แต่จะเป็นเสาที่ใช้การได้จริงๆ ในยุค 4.0” ว.วชิรเมธี กล่าว

สมเด็จพระเทพรัตนฯ สมเด็จแม่ของลูกเณร

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า ถือเป็นบุญใหญ่หลวงของคณะสงฆ์ไทยและโดยเฉพาะภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยที่กำลังศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งบาลีและสามัญทั่วประเทศ ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอุทิศทั้งพระวรกาย อุทิศทั้งความสนพระทัย อุทิศทั้งกำลังทรัพย์ให้กับการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

“พระองค์ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก ทรงมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรอยู่ตลอดเวลา พร้อมทรงติดตามผลงานอยู่เสมอ จนกระทั่งทุกวันนี้เคยรับสั่งว่าไปไหนก็ไม่มีใครคบแล้วเพราะไปไหนก็บอกบุญเขาไปทั่วเพื่อที่จะเอาเงินมาส่งเสริมการศึกษาของพระเณรฉะนั้นพระองค์จึงเป็นสมเด็จแม่ของลูกพระลูกเณรทั่วประเทศ พระมหากรุณาธิคุณนี้จะทำให้พระพุทธศาสนามีความเข้มแข็งสถิตสถาพรอยู่คู่เมืองไทยและอยู่คู่โลกตราบนานเท่านาน”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อว่า ในเมื่อพระองค์ทรงลงมาถวายการอุปถัมภ์บำรุงถึงเพียงนี้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องตระหนักรู้ว่าการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นทางเลือกทางหลักและทางเดียวของสถาบันสงฆ์และพระพุทธศาสนาไทย

“พระองค์ทรงนำร่องให้อย่างนี้แล้วชาวไทยและชาวพุทธควรต้องส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเสด็จพระองค์ท่านให้เป็นที่เลิศและทำให้ดีที่สุด อาตมามองว่าการศึกษาของคณะสงฆ์นี่แหละคือการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีที่เป็นรูปธรรมที่สุด” พระมหาวุฒิชัยกล่าวทิ้งท้าย

 

อย่าลืมคำพ่อสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522373

อย่าลืมคำพ่อสอน

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ผมและครอบครัวได้ไปวางดอกไม้จันทน์ถวาย ที่วัดปริวาสราชสงคราม พระราม 3

ออกจากบ้านประมาณเที่ยง 5-6 นาทีก็ถึง แล้วไปต่อแถวซึ่งยาวมาถึงสี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ ส่วนอีกฟากปลายแถวจะอยู่ที่วัดด่าน ได้เข้าวางดอกไม้จันทน์เวลา 22.54 น. ใช้เวลาเกือบ 11 ชั่วโมง ในการยืนเข้าแถว

ไม่ต้องถามว่าปวดเมื่อยล้าไหม แน่นอนอยู่แล้วใครไม่ปวดเมื่อยถือว่าสุดยอด แต่เราไม่ได้สนใจในส่วนนี้ สนใจแต่ว่าเราตั้งใจเพื่อมาวางดอกไม้จันทน์ถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราและคนไทยทุกคนทำได้ในครั้งสุดท้ายต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

เด็กๆ อดทนมาก ไม่บ่นสักคำ ยืนเข้าแถวร่วมกับผู้ใหญ่

ตอนยืนเข้าแถวบนฟุตปาท ถนนพระราม 3 ยังไม่เข้าไปในบริเวณวัดอากาศถ่ายเทดี แต่พอเข้าในบริเวณวัดไม่มีที่ว่างเพราะคนแน่นจริงๆ ทั้งร้อนทั้งอบอ้าว แต่ไม่มีใครบ่น

ในความปวดเมื่อยล้าร่างกายของคนที่ยืนเข้าแถวเพื่อรอวางดอกไม้จันทน์นั้นก็มีความงดงามของบรรดาจิตอาสามากมายที่ให้บริการประชาชนตลอดเวลาด้วยมิตรภาพที่ดี

น้ำดื่มเย็นๆ อาหาร ยาดม ผ้าเย็น บริการถึงที่ โดยเฉพาะอาหารน้ำดื่มแทบไม่ต้องเดินมาถึงโรงทานพระราชทานที่ตั้งอยู่ตรงกลางวัด เรียกว่าเทียวบริการตลอดไม่ขาดสาย หรือใครจะออกจากแถวมากินที่โรงทานก็ได้

ขณะจิตอาสาที่คอยรับขยะ ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ แก้วน้ำ กล่องอาหารที่กินแล้วจากประชาชนก็ตระเวนไปตระเวนกลับทำหน้าที่ไม่หยุดเช่นกัน ซึ่งจิตอาสากลุ่มนี้มีหลายคนที่ผมรู้จักเพราะเป็นครูสอนลูกๆ ที่โรงเรียนวรมงคล สาธุประดิษฐ์ 19 ซึ่งมากันเยอะที่จุดวัดปริวาส

งานนี้ต้องขอบคุณจิตอาสาทุกคน ในทุกที่ที่เป็นจุดวางดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศไม่เฉพาะที่วัดปริวาส ผมเชื่อสนิทใจในความทุ่มเททำงานครั้งสุดท้ายเพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วยความจงรักและเทิดทูน

ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่นำอาหาร ขนม เครื่องดื่ม มาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ยืนเข้าแถวอยู่นอกวัด เป็นภาพที่ต้องบอกว่ามีแต่ความงดงาม ทุกคนรักเคารพในหลวงรัชกาลที่ 9

หลังวางดอกไม้จันทน์ถวายแล้วก็ได้รับแจกแผ่นพับสีทองข้างในมีบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงงานในโอกาสต่างๆ พร้อมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระเกียรติยศ พระราชดำริ พระเมรุมาศ ฯลฯ

บัดนี้ พระวรกายของพระองค์ไม่มีแล้ว แต่พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อคนไทยนั้นยังสถิตในใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์

การที่คนไทยจะได้แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ได้ ก็คือ ถ้ารักพระองค์จริงอย่ารักแต่ปาก แต่ให้ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน แค่นี้ประเทศไทยก็อยู่กันอย่างผาสุกแล้ว

 

ชาวไทยต้องรับมรดกพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522372

ชาวไทยต้องรับมรดกพ่อ

โดย…ส.คนจริง

ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกตลอดกาลนาน คือ วันที่ประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน มุ่งหน้าไปวางดอกไม้จันทน์แสดงความอาลัยอย่างที่สุด ต่อการเสด็จสู่พระนิพพานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560

แต่ละสถานที่ที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ รอบ กทม. รวมถึงตามวัดต่างๆ 50 เขต รวม 113 ซุ้ม และต่างจังหวัดมีพระเมรุมาศจำลอง 76 จังหวัด (มีซุ้มวางดอกไม้จันทน์ 802 แห่ง) เต็มไปด้วยประชาชนที่จงรักภักดี ที่สุดแสนอาลัยเหลือจะพรรณนา เมื่อพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรัก ต้องอำลาจากแผ่นดิน หลายคนไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ ยิ่งได้เห็นภาพทางทีวีในเช้าวันที่ 27 ต.ค. 2560 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร บรรจงรวบรวมพระบรมอัฐิด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความเศร้าสลดใจยิ่งขึ้น เพราะตลอดเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์นั้น ภาพที่ปรากฏในสายตาพสกนิกร คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ดังพระปฐมบรมราชโองการ ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แต่วันนี้พระองค์ทรงจากแผ่นดินไทย อันเป็นที่รักไปแล้ว ร่างกาย หรือพระราชสรีระแตกดับ ตามหลักไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนา คงเหลือไว้แต่มรดกที่เป็นโครงการกว่า 4,000 โครงการ ให้พวกเราชาวไทยและชาวโลกได้ทำการรักษาไว้ เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ตลอดไป

การรักษามรดกที่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ปฏิบัติบูชา อนุวัตรตามหลักคำสอน และโครงการที่ทรงแนะนำไว้ ท่านที่มีปัญญาสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแน่นอน เช่น พระราชดำรัสที่พร่ำสอนเสมอ คือ รู้ รัก สามัคคี ถ้าคนไทยทั้งปวงมีปัญญาเข้าถึงพระราชดำรัสนี้ ปัญหาหรือทุกข์ยากใดๆ ในประเทศนี้ไม่มี จะมีแต่ความสุข ความเจริญเข้ามาแทนที่

ดังนั้น จึงขอให้ทุกท่าน ตรึกตรองพระราชดำรัส และโครงการต่างๆ แล้วน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อรักษามรดกของพระมหากษัตริย์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อของแผ่นดินไว้ จึงจะได้ชื่อว่าจงรักภักดีพ่อด้วยใจและปัญญาอย่างแท้จริง

 

สมเด็จพระวันรัต พระเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522371

สมเด็จพระวันรัต พระเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

โดย…ส.สต

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระเถระที่หาได้ยากในกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้รับนิมนต์ให้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ หลายครั้งด้วยกัน ทั้งๆ ที่หน้าที่นี้เป็นของสมเด็จพระสังฆราช

ล่าสุด รับนิมนต์นั่งเสลี่ยงกลีบบัว อ่านพระอภิธรรมนำพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560

การได้รับเกียรติที่หาได้ยาก มิใช่ครั้งแรก หากแต่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่คล้ายคลึงกันนี้หลายครั้งในอดีต เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พ.ย. 2551 ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วันที่ 9 เม.ย. 2555 ซึ่งดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต

ถ้าย้อนไป เมื่อ พ.ศ. 2516 ขณะที่ยังเป็นพระมหาจุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9 ได้นั่งเสลี่ยงอ่านพระอภิธรรมเวียนพระเมรุ 3 รอบ ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเหมวดี (ประสูติวันที่ 12 ม.ค. 2435-สิ้นพระชนม์วันที่ 17 ต.ค. 2515) ซึ่งทรงเป็นผู้อุปัฏฐากในคราวอุปสมบทพระมหาจุนท์ วันที่ 8 ก.ค. 2499

หากดู พ.ศ.ที่อุปสมบท คือ 2499 ท่านจัดว่าเป็นพระนวกะร่วมสมัยกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงผนวชวันที่ 22 ต.ค. 2499 และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร จนกระทั่งทรงลาผนวชวันที่ 5 พ.ย. 2499

ยิ่งกว่านั้น เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระอมรโมลี ยังได้เป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรเรื่องพระธรรมวินัย แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหา วชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ที่ทรงผนวชเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2521 ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาผวชในวันที่ 20 พ.ย. 2521

สมเด็จพระวันรัต เป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม สังวรในพระวินัย เป็นสังฆโสภณ เป็นที่ภาคภูมิใจของผู้ที่สอบประโยค ป.ธ.9 ได้ในรุ่นเดียวกัน ใน พ.ศ. 2515 ซึ่งมีทั้งหมด 16 รูป เป็นรุ่นที่อัศจรรย์ เพราะถึงวันนี้เป็นสมเด็จพระราชคณะ 2 รูป นอกจากสมเด็จพระวันรัต ก็ได้แก่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ส่วนที่เป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ได้แก้ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี) ราชบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม หรือท่านที่ผู้ยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ ก็เป็นเจ้าคุณได้ด้วยบารมีของท่าน เช่น พระมหาจำนงค์ วรวฑฺฒโน ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดพังม่วง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณล่าสุดในรุ่นนี้ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2557 จึงสรุปได้ว่า ประโยค 9 รุ่น พ.ศ. 2515 หากไม่ลาสิกขา ก็รุ่งเรืองในสมณเพศจนได้เป็นเจ้าคุณทุกรูป

ด้านจริยาวัตรหนังสือรวมประวัติสมเด็จพระวันรัตแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนถึงจริยาวัตรว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีอัธยาศัยเงียบขรึม พูดน้อยแต่เสียงดัง ตรงไปตรงมา ฉะนั้นผู้ที่ไม่เคยรู้จักคุ้นเคยอาจรู้สึกว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นคนดุ ด้วยอัธยาศัยดังกล่าว เมื่อทำสิ่งใดจึงเอาจริงเอาจังและละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความเรียบร้อยของงานนั้น เพราะได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ต่างๆ นับแต่เป็นสามเณร จนกระทั่งอุปสมบทได้รับการศึกษาอบรมอยู่ในสำนักของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้ทรงธรรมทรงวินัยมาโดยตลอด นับว่าเป็นผู้โชคดีและเจริญดีดุจมีพรหมรักษา สมดังสมณฉายาว่า “พฺรหฺมคุตฺโต” และผู้เป็นเช่นนี้ในทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า “ผู้เจริญในสำนักอาจารย์” อันมีความหมายว่า เป็นผู้ได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ที่ดี หรือที่สำนวนไทยเรียกว่า “ศิษย์มีครู”

สมเด็จพระวันรัต มีนามเดิมว่า จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2479 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โยมบิดา-มารดา ชื่อ จันทร์และเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด จากนั้นได้เข้าพิธีบรรพชาเมื่อ วันพุธที่ 12 พ.ค. 2491 ณ วัดคิรีวิหาร ต. ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โดยมีพระวินัยบัณฑิตเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ค. 2499 ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตฺตโร) วัดคิรีวิหาร จ.ตราด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิสุทธิธรรมภาณ (แจ่ม ธมฺมสาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังอุปสมบทได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

ส่วนภาระหน้าที่พิเศษ ยากที่จะหาผู้ใดทำหน้าที่นี้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ การที่ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณปฏิทินหลวง (ปฏิทินจันทรคติไทย) และให้ความเห็นก่อนที่จะประกาศใช้ในแต่ละปี นอกจากนี้ยังเดินหมุดและคำนวณปฏิทินปักขคณนาสำหรับวันลงอุโบสถให้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตด้วย

ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการศึกษา เช่น เคยดำรงตำแหน่งเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง มาเป็นเวลยาวนาน ด้านการปกครอง เช่น เป็นพระอุปัชฌาย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และวัดตรีทศเทพวรวิหาร

ท่านนับว่าเป็นพระมหาเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

 

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521363

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

“ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 วันนี้ชมพระที่ในหลวงทรงสร้างด้วยพระองค์เอง พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวที่รวมไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ขอขอบคุณ พล.ต.อรรถนพ ลาภชุ่มศรี เอื้อเฟื้อภาพใบพระราชทาน และคุณกำพล รามอินทรา เอื้อเฟื้อภาพพระเครื่อง)

พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 3,000 องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง ส่วนใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง 12.7 ซม. ยาว 15.8 ซม. มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน

โดยมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็น สิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การปิดทองด้านหลังองค์พระ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ ผู้รับพระราชทานนำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะใดๆ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ”

พระสมเด็จจิตรลดา อุดมด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำ จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบ ขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม. พิมพ์เล็กสำหรับบุตรหลานข้าราชบริพาร ขนาดกว้าง 1.2 ซม. สูง 1.9 ซม.

ทั้งนี้พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2508-2509 เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ มวลสารจะมีมาก จะมีเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) มากกว่าในปีอื่นๆ พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2510 เนื้อองค์พระจะออกสีน้ำตาลแก่ ออกสีดำเขียว และน้ำตาลแก่ออกสีดำ พระที่สร้าง ในปี พ.ศ. 2511-2512 จะมีสีน้ำตาลแก่และน้ำตาลอมเหลือง หนา เนื้อค่อนข้างใส หนึกนุ่ม สังเกตดูตามลักษณะพิมพ์ทรง ความคมลึกชัดขององค์พระใน แต่ละปีไม่เท่ากัน จะเห็นความแตกต่างขององค์พระในแต่ละปีจากลักษณะด้านหลัง ด้านข้างสันขอบขององค์พระ และความหนาความบางขององค์พระ

จุดพิจารณาพระสมเด็จจิตรลดา นอกจาก พิมพ์ถูกต้อง เนื้อหามวลสารไม่กระด้างแล้ว ต้องดูรอยตัดด้านข้างจะเป็นมุมเฉียง ไม่ตัดตรงและมองไปแล้วเสมือนว่ามีเนื้อ 2 ชั้นซ้อนกัน และแทบทุกองค์มักมีฟองอากาศเกิดขึ้น ในองค์ที่ปิดทองหลังพระ จะเห็นความเก่าของทองชัดเจนโดยเมื่อนำมาบูชาขึ้นคอและสัมผัสเหงื่อ เนื้อองค์พระจะหนึกนุ่มมองแล้วสบายตา ครูบาอาจารย์ที่สำเร็จทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแนะนำให้บูชาขึ้นคอได้เลย เพราะเป็นพระเปลี่ยนดวง ใครที่ดวงตกจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

 

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521451

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

โดย ทิดมาก

ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีเกาะต่างๆ มากถึง 1.37 หมื่นเกาะ ประกอบด้วยประชากร : 253,609,643 คน (พ.ศ. 2516) ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธก็พอมีให้เห็นในฐานะชนส่วนน้อย แต่สถานที่ท่องเทียวที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของอินโดนีเซียกลายเป็นพุทธศาสนสถาน เช่น บุโรพุทโธ และเทวสถานของฮินดู คือวิหารปรัมบานัน เพราะศาสนาทั้งสองครองพื้นที่มาก่อนหลายร้อยปี นับแต่พุทธศตวรรษที่ 3 คราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธธรรม จนกระทั่งเกิดอาณาจักรศรีวิชัยในพุทธศตวรรษที่ 12 เมื่ออิสลามขยายอำนาจครอบครองในปี พ.ศ. 2012 พุทธศาสนาก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหัวใจชาวอินโดนีเซีย แต่ร่องรอยโบราณสถานทางพุทธศาสนาและฮินดูยังอยู่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซียดังที่ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เชิญให้เยือนอินโดนีเซีย เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็เลือกพุทธสถานและเทวสถานทั้งสองแห่งเป็นที่ต้องไปชมเพื่อรำลึกถึงอดีต

โอบามาเคยอยู่อินโดนีเซีย 4 ปี ขณะที่มีอายุ 6 ขวบ ตอนนั้นแม่ของเขาแต่งงานใหม่กับชาวอินโดนีเซีย ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงเคยพาเขาไปเยือนพุทธสถานและเทวสถานมาแล้ว เมื่อได้รับเชิญมาเที่ยวเป็นการส่วนตัว โอบามาและครอบครัวจึงเลือกเยือนสถานที่ 2 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นการรำลึกถึงอดีตที่ไม่ธรรมดา จะเห็นได้ว่า Colours นิตยสารประจำสายการบินการูดา อินโดนีเซีย ฉบับเดือน ก.ย. 2560 ได้นำเรื่องมาขึ้นปกทีเดียว

ภาพบุโรพุทโธและวิหารปรัมบานันติดไว้ทุกที่ที่สนามบินยอกยาการ์ตา เป็นการพิสูจน์ว่าไม่มีโบราณสถานแห่งใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว การไปเยือนยอกยาการ์ตาของอาจารย์ยุพา อร่ามกุล และคณะศิษย์ 76 กว่าชีวิต ก็มีเป้าหมายที่พุทธสถานและเทวสถานเช่นกัน แต่ได้เพิ่มวัดที่เป็นสาขาของวัดบวรนิเวศวิหาร คือวัดพุทธเมนดุทพุทธศาสนวงศ์ ในโปรแกรมตอนเช้า ของวันที่ 15 ก.ย. 2560 เพื่อพวกเราชาวพุทธได้ทำบุญถวายอัฐบริขาร ทอดผ้าป่า รวมทั้งอัญเชิญผ้าเหลืองสีทองอย่างดีห่มพระธาตุที่ตั้งในวัดแห่งนี้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วัดพุทธเถรวาทแห่งนี้ ตั้งมา 40 ปี ใกล้กับพุทธวิหารเมนดุท ที่มีอายุ 1,200 ปี ปัจจุบันวัดพุทธเมนดุทมีพระภิกษุ 4 รูป สามเณร 3 รูป กิจกรรมของพระภิกษุสามเณรจำนวนน้อยนี้แต่ทำกิจกรรมไม่น้อย คือนอกจากเผยแผ่พระธรรมคำสอน ทำวัตรสวดมนต์แล้ว พระภิกษุ สามเณรต้องสอนหนังสือและเรียนหนังสือ

อลิสา จินดา หัวหน้าทัวร์ พูดว่า วัดพุทธวิหารเมนดุทนี้ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อชาวพุทธเท่านั้น แต่เพื่อชุมชนทั่วไปโดยไม่เลือกศาสนา จะเห็นได้จากการเปิดโรงเรียนธัมมวิทยา ในวันอาทิตย์ ที่มีผู้มาเรียนประมาณ 1,000 คน เป็นการเพาะต้นกล้าให้ซึมซับวิถีพุทธไปด้วย และช่วยกันส่งไม้ต่อรุ่นต่อรุ่น ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ก็จัดให้เจริญภาวนาเวลาบ่ายทุกวันผู้เขียนเห็นสภาพวัดแห่งนี้ ขอชมว่าบริหารจัดการได้ดี ร่มรื่นสะอาดตาตั้งแต่ทางเข้าทีเดียว เมื่อเข้าไปในวิหาร หรือที่พระเจดีย์ และศาลาปฏิบัติธรรม ก็เกิดสัปปายะ น่าจะเป็นแบบอย่างวัดที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งในต่างประเทศ แม้จะอยู่ท่ามกลางชาวมุสลิม แต่ไม่เดือดร้อน เพราะต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน พระที่วัดยังบอกด้วยว่าพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดเป็นฝีมือช่างชาวมุสลิมทั้งสิ้น

 

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521381

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

โดย สมาน สุดโตและ สมหมาย สุภาษิต

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานถวายและมอบทุนการศึกษาแก่สามเณรและเยาวชน จำนวน 2 แสนบาท พร้อมถวายทุนเบื้องต้น 1 ล้านบาท เพื่อขยายที่ตั้ง มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส แห่งนี้ตั้งตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เพื่อให้เป็นสถานศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นรากฐานด้านภาษาและพระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า

นอกจากนั้น สถานศึกษาแห่งนี้ได้มุ่งเน้น การเรียนการสอนด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเปิดหลักสูตรวิปัสสนาภาวนามหาบัณฑิต เพื่อผลิตพระวิปัสสนาจารย์ออกเผยแผ่และสั่งสอนวิปัสสนาทั้งในและต่างประเทศ เพราะวิปัสสนาจัดเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การขยายวิทยาเขตจะทำให้รองรับผู้เข้ามาศึกษาทั้งด้านภาษาบาฬีและวิปัสสนาระดับนานาชาติได้มากขึ้น เพราะส่วนขยายอยู่บริเวณใกล้ วัดละมุด มีพื้นที่จำนวน 27 ไร่ ราคาไร่ละ 6.5 แสนบาท ในโอกาสนี้ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ได้ถวายทุนจัดซื้อที่ดิน 1 ล้านบาท พร้อมพระเถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาคในการจัดซื้อเพื่อให้การขยายพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี ในขณะที่ดาราดัง เช่น สรพงษ์ ชาตรี และแอน สิเรียม ที่เข้าร่วมในงานดังกล่าวได้ปวารณาร่วมจัดซื้อที่ดินถวายอีกคนละ 1 ไร่

บันทึกของพระศรีธวัชเมธี

เมื่อบ่ายวันที่ 15 ต.ค. 2560 ณ พระที่่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าหน้าที่ขานชื่อพระสงฆ์ที่นิมนต์มาสดับปกรณ์ ได้ขานชื่อพระศรีธวัชเมธี (เจ้าคุณชนะ ป.ธ.9) วัดราชบุรณะถึง 2 รอบ แม้ว่าจะรับนิมนต์เพียงรอบเดียว ส่วนเรื่องรำลึกในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เจ้าคุณศรีธวัชเมธี นักเขียนไดอารี่ รื้อฟื้นเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ว่า

อนุทินประจำวัน (258 วันสวรรคต ในหลวง ร.9)

เมื่อมีคนถามว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 วันสวรรคต ในหลวง ร.9 ท่านทำอะไรอยู่ ท่านยกไดอารี่มาให้อ่าน (เพียงบางส่วน)

วันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค. 2559 (ขึ้น 12 ค่ำเดือน 11) ตื่นเช้าตรู่ตี 3 พยายามให้หลับ แต่ ไม่หลับ จึงมาอยู่ห้องสำนักงาน ดูข่าวสาร มีข่าวภาคดึกย้อนหลังเป็นเพื่อน มีชิ้นข่าวจากภูฏานว่า (ขอแปลเป็นไทยว่า) พระมหากษัตริย์ภูฏานมีพระราชโองการให้วัดสำคัญทั่วภูฏานจัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 ราชวงศ์ทั้งไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ขอทรงพระเจริญ

หมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ (13 เม.ย. 2462-13 ต.ค. 2559 อายุ 97 ปี 6 เดือน) อนิจกรรมเช้านี้ ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กำหนดรดน้ำหลวงสรงศพที่วัดเทพศิรินทร์ ใน วันพรุ่งนี้

เดินทางไปวังน้อย เข้าทำงานตามปกติ เพราะคาดว่าจะหยุดยาวหลังวันออกพรรษา นั่งรถทางด้านริมหน้าต่าง ซึ่งมองไปเห็นโรงพยาบาลศิริราช เมื่อขึ้นสะพานปิ่นเกล้าฯ จ้องมองไปยังตึกศิริราชที่พระองค์ประทับอยู่ เหมือนจะมีอะไรมาสะกิดใจ แต่เพ่งไปด้วยใจสงบและเพ่งมองเห็นตึกปิยมหาราชการุณย์ศิริราช เคียงข้างกับตึก 90 ปีสมเด็จย่า

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) เดินไปยังสะพานพุทธดูแม่น้ำเจ้าพระยาและเรือลำใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมา เพ่งมองไปทางศิริราช เก็บไว้ในความทรงจำ วันนี้เมื่อเดินทางผ่านวัดพระแก้ว สำรวจดูตัวเอง รู้สึกใจหายเหมือนกัน ทุกอย่างดูเป็นปกติดี แต่ภายใต้ความมั่นคง คาดว่าเตรียมแต่งชุดสีดำกันทั่วแผ่นดิน

(เพราะพื้นที่จำกัด ขอสรุปว่า) ท่านเดินทางไปทำงานตามปกติที่ มจร วังน้อย ขากลับเห็น รถขบวนเสด็จออกไปทางสะพานพระราม 8 ในเวลา 18.30 น.

สมุดเซ็นเยี่ยมที่ศาลาสหทัยสมาคม ปิดเวลา 14.20 น. (ปกติปิด 16.30 น.) ประกาศว่าสวรรคต เวลา 15.52 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช พระชนมพรรษา 89 ทรงครองราชสมบัติ 70 ปี (ตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2489)