ฝีปากสามเณรธรรมาสน์ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515248

ฝีปากสามเณรธรรมาสน์ทอง

โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” สร้างความฮือฮาให้กับสมาชิกหลายร้อยชีวิต เมื่อนิมนต์สามเณรที่ได้แชมป์ธรรมาสน์ทองมาแสดงธรรมที่ตึกซีพี เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ส.ค. 2560 เพื่อแสดงฝีปากด้านธรรมให้ฟังกันทั่วๆ รัวๆ หัวใจทีเดียว

สามเณรสุรชัย ศรีกล่ำ จากวัดศรีโพธิ์ จ.สุโขทัย 3 แชมป์เณรธรรมาสน์ทอง เมื่อ พ.ศ. 2559 ก็ไม่ได้ทำให้แฟนซีพีผิดหวัง สามารถแสดงธรรมได้จับใจญาติโยมตามหัวข้อธรรมที่สามเณรหยิบยกมาวิสัชนา คือ สุจริตธรรมกถา ประพฤติดีง่ายๆ ทำได้ 24 ชั่วโมง

สามเณรในวัย 19 ปี กล่าวว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีหนึ่งชีวิตเท่ากัน มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันสิ่งนั้น คือ ดวงจิต แต่ละคนมีความสะอาด ความบริสุทธิ์ของจิตใจไม่เท่ากัน บางคนมีจิตใจดี เข้าวัดทำบุญสร้างแต่กุศล บางคนกลับทำแต่บาป ยิงนก ตกปลา เบียดเบียน คดโกงผู้อื่น

ด้วยความที่มนุษย์มีความหลากหลายทางดวงจิต สิ่งที่จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า คือ ความสุจริตธรรม

พร้อมทั้งอรรถาธิบายว่า ความเป็นมนุษย์เมื่อก่อกำเนิดเกิดขึ้นในสังขารของเราจะมีพ่อแม่เป็นที่ตั้ง

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งใด คือ ดวงจิตที่ถือเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนเรา การมีจิตที่สะอาด จิตใจบริสุทธิ์จะทำให้เรากระทำแต่กรรมดี คือ การเข้าวัดฟังธรรม หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล

ผิดกับคนที่จิตไม่ได้รับการขัดเกลาด้วยธรรมะ ทำแต่กรรมไม่ดี ตามสำนวนชาวบ้านพูดกันว่า “วัดไม่เข้า เหล้าไม่ขาด บาตรไม่ใส่” คนประเภทนี้มีกิเลสหนา อยากได้อยากมี อยากจะเป็น จนเกิดเป็นความโลภ โกรธ หลง ตัวอย่างที่มีให้เห็นในชีวิตเราเป็นประจำ เช่น การคดโกง การคอร์รัปชั่นทั้งหลาย ที่กระจายทั่วทุกระดับ

สามเณรได้อธิบายความหมายของคำว่า สุจริต อย่างแยบคาย โดยบอกที่มาว่า สุ แปลว่า ดี งาม ง่าย จริต แปลว่า ประพฤติ เมื่อรวมกันแล้วจะหมายความว่า การประพฤติที่ดี มี 3 คือ สุจริตทางใจ คือ การซื่อสัตย์ต่อใจตัวเอง เช่น การมาทำงานตรงต่อเวลา มีวินัยควบคุมใจตัวเอง สุจริตทางกาย คือ การซื่อสัตย์ต่อคนรอบข้างจากการประพฤติตัวของเรา เช่น การทำงานตรงตามคำสั่ง ทำงานบรรลุเป้าหมาย และสุจริตทางวาจา คือ การซื่อสัตย์ต่อคำพูดของเรา เช่นรับฟังสิ่งใด เมื่อจะบอกผู้อื่นจะต้องเป็นตามที่ได้ยินไม่บิดเบือนคำพูด

ในการดำเนินชีวิตจะต้องมี 3 สุจริตธรรม ควบคู่ไปกับ 2 ธรรมะ คือ หิริโอตตัปปะ หิริ คือ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือ ความเกรง ความกลัวต่อบาป หากเรามีธรรมะ 2 ข้อนี้ประกอบ จะทำให้ชีวิตเราและสังคมเกิดความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น น้อยคนที่จะมีหิริโอตตัปปะ เพราะเป็นธรรมที่ทำยากและเห็นผลช้า แต่ถ้าทำได้ชีวิตเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อบาปหรือสิ่งที่ไม่ดี ไม่ให้เข้ามาในชีวิตของเราได้

สามเณรได้ให้ความรู้ทิ้งท้ายไว้ว่า ชีวิตคนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะหมดลมหายใจเมื่อไร คนทุกคนจะมี 5 สิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ในชีวิต 1.ชีวิตะ เราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นานแค่ไหน จะอยู่ได้อีกกี่ปี 2.โรคะ เราไม่รู้ว่าจะจากไปแบบไหน ด้วยโรคอะไร 3.กาลเวลา เราไม่รู้ว่าจะจากโลกนี้ไปเวลาไหน ทั้งๆ ที่โลกนี้มี 7 วัน 24 ชั่วโมง เราเลือกเวลาไม่ได้ 4.เทหนิกเขปนะ เราไม่รู้ว่าเราจะไปทอดกายทิ้งไว้ที่ไหน จะตายอยู่สถานที่ใด 5.คติ เราไม่รู้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปไหน เป็นอย่างไร ไม่มีใครกลับมาบอกเราได้

เมื่อเราไม่รู้เวลาจาก เราควรที่จะ ทำเวลาอยู่ให้ดี อย่ามัวรอเวลาที่จะปฏิบัติดี รอให้มีสุจริตธรรมเอง แต่เราจะต้องเป็นคนลงมือสร้างขึ้นมา เพื่อที่เมื่อตายไปแล้วจะได้ไม่เสียเวลาที่มีชีวิตอยู่ว่า ทำไมเราถึงไม่ทำความดี จึงขอให้หมั่นสร้างบุญ สร้างกุศล อย่าทำตนเป็นคนไม่ได้ขัดเกลาจิตใจ ซึ่งสามเณรกล่าวเป็นภาษิตทิ้งท้ายว่า “คนที่ไม่ทำบุญเสมือนกอหญ้าที่ถูกเหยียบ จะหม่นหมอง ไม่มีโอกาสที่จะได้เติบโต แข็งแกร่ง ได้เป็นเพียงกอหญ้าที่รอวันเหี่ยวตาย”

 

‘เป้าหมายที่แตกต่าง…บนเส้นทางแห่งกุศล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515250

‘เป้าหมายที่แตกต่าง...บนเส้นทางแห่งกุศล’

โดย…ราช รามัญ

ความเป็นชาวพุทธของคนรุ่นใหม่ต่างเกิดคำถามขึ้นมามากมาย จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสิ่งที่เขาได้เห็น จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ศึกษาพระพุทธศาสนานั้น คือ ละอัตตาตัวตนของตัวเองลง แต่สิ่งที่เขาได้เห็น คือ นักปฏิบัติธรรมยิ่งปฏิบัติยิ่งมีอัตตา

สิ่งที่เขาเรียนรู้ คือ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอันปราศจากพิธีกรรมที่กระเดียดไปในทางความเชื่อทุกรูปแบบ ทั้งเป่าเสก พรมน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ แต่ภาพในความจริงเกือบทุกวัดมีสิ่งนี้อยู่ทั้งหมด ความสับสนในการเป็นชาวพุทธของคนรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้น ตกลงเราจะเป็นชาวพุทธหรือชาวฮินดูกันแน่

นักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้ มีหลักคิดอย่างไรกับความเป็นพระพุทธศาสนา ได้แต่แนะนำไปว่า การที่จะเป็นชาวพุทธที่ดี คือ ไม่ต้องไปมองเรื่องอื่น โค้ชตัวเอง มองตัวเอง ศึกษาตัวเองพอแล้ว คุณชอบความเป็นพุทธแบบไหน ก็ศึกษาแบบนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นพุทธแบบเซน พุทธแบบมหายาน วัชรญาณ หรือจะเป็นพุทธแบบเถรวาทกึ่งพราหมณ์

เพราะทุกแนวทางล้วนสอนให้คนเป็นคนที่ดี อยู่ในหลักของศีลธรรมอันดีงาม ไม่ได้สอนให้คนเข้าไปในทางที่มีจิตใจน้อมลงต่ำแต่ประการใด เราไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินว่าแบบไหนอย่างไร ดี ไม่ดี แต่เรามีสิทธิที่จะ ตัดสินใจเลือกเดินเอาเองว่า เราจะไปทางไหน ฝึกจิตแบบไหนอย่างไร เพื่อให้จิตวิญญาณของเราสูงขึ้น

ส่วนตัวผมเชื่อศาสตร์ทุกศาสตร์ของโลกว่ามีอยู่จริง เพียงแต่จะเชื่อและหยิบเอามาใช้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยเพียงแค่หลักความเชื่อเพียงอย่างเดียว ในมุมของความเป็นพระพุทธศาสนา ผมจะไม่เน้นเรื่องของพิธีกรรมทุกกรณี ผมจะไม่เน้นเรื่องการทำบุญเพียงส่วนเดียว และผมไม่ได้เน้นเรื่องของการเป็นนักปฏิบัติธรรมในกรอบตามวัดวาอาราม

แต่ผมจะเน้นลัดตรงมุ่งสู่จิตวิญญาณ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยึดกรอบของธรรม โดยมรรคมีองค์แปดที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น เราก็เห็นได้จากประโยคแรกที่พระองค์ทรงสอน คือ เรื่องของแนวความคิด การที่เรามีแนวความคิดที่เป็นธรรมนั้น คือ จุดเริ่มต้นที่ดี สัมมาทิฐิ แปลว่าความเห็นชอบ คำว่าชอบคำนี้ มิได้หมายถึง ชอบใคร ชอบแบบไหน ชอบของใคร แต่หมายถึง ความคิดที่บ่งบอกว่าเป็นความชอบธรรม การที่เรามีความคิดเป็นไปในรูปแบบชอบธรรมนั้นแล คือ ความคิดที่เป็นกลาง

คิดที่ไม่ได้เอียงเอนไปในฝ่ายใด ตัดสินใครทั้งสิ้น การฝึกจิตแบบนี้ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานเขาเรียกว่า การฝึกแบบโพธิจิต

ในฝ่ายเถรวาทอาจจะเรียกว่า ฝึกกรรมฐานแบบมรรคมีองค์แปดอะไรก็ตาม แล้วแต่ชื่อและความคุ้นเคยของแต่ละคน

ความแตกต่างในการปฏิบัติของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะบางคนปฏิบัติอาจมุ่งผลเพียงแค่แก้บน เสริมดวงชะตา บางคนก็เพื่อดับทุกข์ หรือสูงขึ้นไปนั้น อาจจะหมายถึงการหลุดพ้นหมดกิเลสเลยก็ได้

ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอย่างไร ที่แตกต่างกันนั้นก็ตาม แต่สิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด คือ ทุกคนล้วนอยู่บนเส้นทางที่สะอาด แม้จะมีธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

หลังจากที่ได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟังจบ นักศึกษาคนนี้ได้ถามผมว่า เป้าหมายอันสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาของผม คือ อะไร เมื่อถามมาก็ตอบไปว่า

“ไม่มี”

นักศึกษาทำหน้าตาแปลกใจว่า ทำไมตอบว่าไม่มี จึงอธิบายให้เขาฟังว่า การศึกษาในเรื่องทางโลกย่อมต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดแล้วมุ่งเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายตามที่วางเอาไว้

แต่สำหรับในด้านศาสนาเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ การเรียนรู้ระหว่างทางโลกกับทางธรรมจึงแตกต่างกันในเรื่องนี้ ทุกอย่างต้องค่อยๆ สะสมกุศลในใจไปเรื่อยๆ ให้แก่กล้า เป็นลำดับ ไม่พยายามปล่อยตัวเผลอใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น และหมั่นท่องอยู่ในใจเอาไว้ว่า ใจของเรานั้นบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่ที่เราเป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทำให้เรามีความคิดต่างๆ มากมาย

ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี จึงทำให้เราอ่อนไหวเอนตาม

ถ้าเราคิดจะฝึกจริงๆ ลัดตรงสู่จิตนี้แหละ เป็นประเด็นที่สำคัญ ที่พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ทำมา แล้วเราก็ค่อยๆ ทำในสิ่งนั้นแบบไม่ต้องเร่งรีบแต่ประการใด ทำไปเรื่อยๆ ทำไปด้วยความรู้สึกในมุมของการรักษากุศลกรรมในใจ

ฝึกแบบนี้ไม่นานใจเราจะเบา ใจเราจะโปร่ง ที่สำคัญต้องไม่ตัดสินใครอะไรอย่างไร เราไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใคร หรือความคิดของใครทั้งนั้น หลายคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมแต่ที่ยังไม่ก้าวไปข้างหน้าได้นั้นคิดว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของการตัดสินผู้อื่นโดยที่ไม่คิดที่จะตัดสินตัวเอง

ดังนั้น การปฏิบัติธรรมทั้งปวง เราควรจะกลับมามองที่ตัวเราเองมากๆ ไม่ใช่ไปมองแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียว

การเรียนรู้ภาวะจิตภายในของเรานั้น เราสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง เมื่อเราเข้าถึงแล้วทุกอย่างในความเป็นตัวเรานั้นก็จะใสสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะจิตใจ

 

ปฏิรูป ต้องกำหนดให้ตรงประเด็นปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515251

ปฏิรูป ต้องกำหนดให้ตรงประเด็นปัญหา

โดย…ส.คนจริง

ท่านผู้อ่าน อ่านเรื่องการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) นำเสนอแล้วมีความเห็นอย่างไร เขียนส่งมาให้อ่านที่ นสพ.โพสต์ทูเดย์ หรือส่งเมล มาที่ sudtos@yahoo.com ก็ได้ครับ จะได้แชร์ความรู้ และความคิดเห็น

ในส่วนของผมมีความคิดเห็นว่า การที่พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) เสนอเรื่องแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา การนำนโยบายสู่การปฏิบัตินั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะกระแสสังคมเรียกร้องให้ปฏิรูป ปฏิรูป ปฏิรูป พระพุทธศาสนา หลังจากมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นหลายเรื่อง จนกระทั่งมหาเถรสมาคม (มส.) ต้องตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ขึ้น 6 คณะ บวก 1 ตามที่ทราบกันแล้ว

แต่ๆๆ เมื่อได้อ่านแผนที่เสนอเข้ามาทั้งระยะสั้น 5 ปี และระยะยาว 20 ปี ในหนังสือแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 2560-2564 การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ บางช่วง บางตอน จะพบว่าเต็มไปด้วยงานวิชาการ และไม่ตรงประเด็น (ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งประเด็น) เช่น ที่อ้างในบทที่ 2 (หนังสือแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูป 1.เรื่องทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุสงฆ์ 2.เรื่องพระสงฆ์ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา 3.เรื่องการทำพระวินัยให้วิปริตและประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย และ 4.เรื่องฝ่ายอาณาจักรที่จะต้องเข้าไปสนับสนุนปกป้องคุ้มครองกิจการของฝ่ายศาสนจักร) ว่าเป็นที่มาของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หยิบยกขึ้นมา ให้สังคมถกเถียง

เรื่องนี้แทนที่พระคุณเจ้าจะหยิบยกข้อที่ สปช.มาถก หรือปุจฉาวิสัชนากันก่อน ว่า 4 ประเด็นหลักที่ สปช.หยิบยกมานั้น คือ ปัญหาของพระพุทธศาสนาจริง หรือเป็นเพียงความเห็นของอุบาสกนอกวัดที่ไปเห็นความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อของภิกษุ หรือเจ้าคุณบางรูป แล้วยกเป็นประเด็นว่านี่คือปัญหาที่ต้องปฏิรูป พระคุณเจ้าหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่เป็นมือเป็นเท้าให้ มส.ก็ไม่เอาไหน ปล่อยให้ลอยไปตามกระแส จนกระทั่ง สนช.ชงเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ปฏิรูปพระพุทธศาสนา เมื่อ ครม.พิจาณาแล้วส่งลูกต่อให้ มส.นั้น มส.ก็รับทันที แทนที่ มส.ซึ่งประกอบด้วยมหาเถระจะตั้งหลักก่อน กลับรับแล้วเขี่ยลูกให้ยาประจำบ้าน มส. 3 ท่าน คือ พระพรหมมุนี พระพรหมโมลี และพระพรหมบัณฑิต ไปจัดทำแนวทางปฏิรูป เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

ก็เป็นอันว่าคณะสงฆ์เดินเข้าทางที่เขากำหนดไว้ โดยขาดโยนิโสมนสิการ ถ้าหากทั้ง 3 ท่านศึกษาแล้วแย้งไป คณะสงฆ์ก็อาจอยู่นอกกระแส หรือนอกห่วงโซ่ แต่ตอนนี้ช่วยไม่ได้แล้ว เพราะไปเป็นข้อหนึ่งในห่วงโซ่ปฏิรูป ตามหมากที่เขาวางทั้งหมด จะเอวังก็ได้นะครับ

แท้จริงแล้ว ปัญหาหลักๆ ของพระพุทธศาสนาอยู่ที่การศึกษาที่ย่อหย่อน ขาดแรงจูงใจ และโครงสร้างทางการปกครองที่หละหลวม ขาดการวางเส้นทางสนองงานพระพุทธศาสนาของผู้ที่ทุ่มเทเรียนบาลีจนหัวจะผุ ว่าเมื่ออยู่ในเส้นทางนี้ จะเจริญเติบโตในเพศสมณะอย่างไร แต่หาเส้นทางไม่พบ แปลว่าคณะสงฆ์ไม่มีมาตรการรองรับผู้ที่เรียนจบสูงๆ ทั้งทางด้านบาลี และนักธรรม ซึ่งสำนักเรียนหลายแห่ง รวมทั้งแม่กองบาลี แม่กองธรรมสนามหลวง ใช้งบประมาณอุดหนุนปีละมากๆๆ เเต่เมื่อสอบได้ประโยคสูง เช่น สอบ ป.ธ.9 ได้ ทางวัดหรือองค์กรอื่นๆ จัดฉลองเสร็จ ก็นั่งหายใจทิ้ง บางท่านเบื่อ ก็ไปเรียนต่อทางโลก หรือลาสิกขา (ส่วนมากลาสิกขา) เพราะคณะสงฆ์ไม่มีงานให้ทำตามความรู้ความสามารถ เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ถ้าแก้เรื่องการศึกษา โครงสร้างทางปกครอง เส้นทางสนองงานพระพุทธศาสนาของผู้สำเร็จการศึกษาชั้นสูง ว่าสามารถเจริญเติบโตเป็นถึงผู้บริหารพระศาสนาได้ ผู้เขียนเชื่อว่าแก้ปัญหาได้ และน่าจะเป็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป แต่จะมีใครทำ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอชื่นชม คำนิยม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ที่เขียนไว้ แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ว่าเป้าหมายการปฏิรูปครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงขององค์กรพระพุทธศาสนา โดยพระภิกษุสงฆ์ให้เป็นศาสนบุคคลที่พึงประสงค์ 6 ข้อด้วยกัน

1.เป็นครูอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ล้ำเลิศของศิษย์ 2.เป็นมิ่งมิตรมหามงคลของชาวบ้าน 3.เป็นปราการสร้างความสมานสามัคคีของคนในชาติ 4.เป็นศาสนทายาทที่เหนือคำบรรยาย 5.เป็นแบบแผนสำหรับผู้ใหญ่ในการบริจาค ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน 6.เป็นผู้ควรแก่การขนานนามว่า อภิปูชนียบุคคล

ทั้ง 6 ข้อนี้ คือ การวิเคราะห์ตรงประเด็น มองเห็นปัญหาของพระพุทธศาสนาขาดเลย ว่าอยู่ไหน แก้อย่างไร หากทำตาม 6 ข้อ ผู้เขียน ว่าเป็นการปฏิรูปครับ

 

ผิดทางแล้วท่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 13:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515252

ผิดทางแล้วท่าน

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล ภาพ พันทิปดอทคอม

ข่าวสารในอาทิตย์นี้มีเรื่องที่เกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ให้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ต้องบอกว่าร้อนระอุ! และวัดบางขุนเทียนนอก เขตจอมทอง เป้าแห่งการวิพากษ์วิจารณ์

ต้นเหตุมาจากทางวัด โดยท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระครูเกษมคุณาภรณ์ ได้สร้างประติมากรรมรูปคล้ายอวัยวะเพศชายหลากหลายชนิดในวัด เช่น เวตาลปลัดขิก ไอเดียของท่านล้วนๆ ไม่ได้ลอกแบบใคร อยู่ในหัวมา 20 ปี (ตามข่าวว่าอย่างนั้น) โดยลักษณะจะมีขา ตา และมีปีกลงอักขระ แต่ไฮไลต์อยู่ที่ส่วนหัวที่คล้ายอวัยวะเพศชาย หรือโคมไฟคล้ายเจ้าโลก ตั้งล้อมหลวงปู่ทวดบนชั้นดาดฟ้าของวิหารหลวงปู่ทวด

อีกอันเสือปลัดขิก ตั้งอยู่ในหลายมุมตามจุดต่างๆ ของวัด ใกล้ประตูวัดก็มี ท่าน้ำวัดริมคลองบางขุนเทียนก็มี ใครเข้าไปวัดหรือผ่านไปแถวท่าน้ำก็จะเห็นประติมากรรมเช่นว่าตั้งตระหง่าน ท้าแดด ลม ฝน และท้าสายตาผู้คนอย่างสงบเงียบ!!!

เสือปลัดขิก ส่วนหัวเป็นปลัดขิก รูปร่างเป็นเสือ เกิดจากแนวคิดและจินตนาการของท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเช่นกัน จุดประสงค์ที่สร้างพระเลขาฯ เจ้าอาวาสเผยเพื่อกุศโลบายมุ่งล้อสังคมในปัจจุบัน

มุ่งล้อสังคมยังไงหรือครับท่าน?

ท่านว่าขนาดอวัยวะเพศด้วยตัวของมันไม่ได้มีกำลังมากมาย แต่ทำไมทำให้โลกวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็คือว่า ทุกวันนี้คนเรามีปัญหาเพราะเรื่องรักเรื่องใคร่กันมาก หากยังหมกมุ่นในกามารมณ์เพราะตัณหาราคะจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน

อืม…ก็จริงเหมือนท่านว่า ไหนจะกิ๊ก ไหนจะชู้ หึงหวง ฆ่ารันฟันแทงกัน ยื้อแย่งไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี เมื่อทางวัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นกุศโลบายสอนคน แต่ทำไมถึงสร้างมาขายกระนั้นด้วยเล่า ไม่ใช่สิ…ต้องเรียกว่า สร้างเพื่อให้คนมาบูชา (คำสวยเพื่อเลี่ยงความกระดากหู)

แล้วพอสร้างของพวกนี้ขนาดใหญ่เลยเป็นเรื่อง เป็นเรื่องถึงขนาดว่า ญาติโยมตระกูลเก่าแก่ที่ทำบุญที่วัดมาตลอดถึงกับออกปากไม่มาทำบุญที่วัดอีกต่อไป เพราะเวลาเข้าวัดก็ต้องเจอพวกนี้ก่อนทุกครั้ง

ใครมาก็เห็น จนบางคนถึงขนาดพูดล้อเลียนวัดกันเลยว่าวัดนี้มีแต่ กรวยยยยย! เห็นแล้ว ไม่ก่อให้เกิดศรัทธาและบรรยากาศในการทำบุญแต่อย่างใด

ผมว่าท่านเจ้าอาวาสบางขุนเทียนนอก มาผิดทางแล้วละครับ เพราะสิ่งที่ท่านทำอยู่นี้ไม่ใช่เส้นทาง “สายพุทธะ” แน่นอนซึ่งท่านก็คงจะรู้ดี

ส่วนที่ชาวบ้านบอกว่าจะไม่ทำบุญที่วัดบางขุนเทียนนอกอีกต่อไปนั้น ผมว่าชาวบ้านเขาไม่ได้รังเกียจวัดบางขุนเทียนนอกแต่อย่างใด แต่เขากำลัง “ให้สติ” ท่านเจ้าอาวาสอยู่

ถ้าท่านเป็นศิษย์ของพุทธะจริง คำเตือนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ บนสื่อต่างๆ และโลกโซเชียลผมว่าท่านควรจะทบทวนเรื่องนี้ เพราะถึงจะเป็นเจ้าอาวาสแต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ทำจะถูกและเหมาะสมทุกเรื่อง

 

เล่าเรื่องธงชัยเฉลิมพล สมัย ร.6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515254

เล่าเรื่องธงชัยเฉลิมพล สมัย ร.6

 

โดย…ส.สต

ธงชาติ กับธงชัยเฉลิมพล มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกันมาก จึงสรุปเรื่องธงชัยเฉลิมพลข้อเขียนของอาจารย์พินิจ สุวรรณะบุณย์ ที่เล่าไว้ในวารสารวชิราวุธานุสรณ์สาร ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2550 ว่า เมื่อ พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงสร้างธง “มหาไพชยนต์ธวัช” ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะเป็นธงพื้นสีแดง มีรูปช้างเผือกแต่งเครื่องยืนแท่นอยู่ตรงกลาง ที่มุมบนเหนือศีรษะช้างภายในกรอบสีเหลือง มีอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ วปร สีน้ำเงิน เบื้องบนประดับพระมหาพิชัยมงกุฎและรัศมีสีเหลือง ใต้พระบรมนามาภิไธย มีนามหน่วยทหารที่ได้รับพระราชทานธงไปประจำ

ส่วนชื่อธง “มหาไพชยนต์ธวัช” นั้น เป็นไปตามนามแห่งองค์ท้าวอมรินทราธิราช ที่ใช้ธงนำทัพเทพเสนาไปปราบอสูร จนพ่ายแพ้

พ.ศ. 2457 ทางทวีปยุโรปเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศสยามประกาศสงครามกับเยอรมนี ฮังการี โดยจัดส่งทหารอาสา คือ กองทหารบกรถยนต์ และกองบินทหารบกไปช่วยรบร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในการนี้รัชกาลที่ 6 พระราชทานธงชัยเฉลิมพลประจำกองทหารอาสาเป็นขวัญและกำลังใจแก่เหล่าทหารหาญ เมื่อ วันที่ 22 ก.ค. 2460 และเมื่อกองทหารอาสาเดินทางกลับมาถึงพระนครแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแก่ธงชัยเฉลิมพลนี้อีกด้วย

ธงนี้ลักษณะเหมือนธงไตรรงค์ (ธงชาติไทยปัจจุบัน) แต่มีวงกลมสีแดงอยู่ตรงกลาง ด้านหน้า ภายในวงกลมมีอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ ร.ร.6 อยู่ภายใต้พระมหามงกุฎมีรัศมีสีเหลืองด้านหลัง มีรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นอยู่ในวงกลมสีแดง หันหน้าเข้าหาคันธง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของธงมีคาถาแสดงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของสมเด็จพระวันรัต วัดชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงให้ไพร่พลสวดก่อนเสด็จออกงานพระราชสงครามทุกครั้ง (พาหุง สหัสสมภินิมมิตสาวุธันตัง ครีเมขลัง อุทิตโฆรสเสนมารัง ทานาทิธัม วิธินา ชิตวา มุนินโท ตันเตชสา เม ชยสิทธิ นิจจัง)

 

 

ยอดคันธง เป็นรูปพระครุฑพ่าห์สีทอง ใต้ครุฑ ลงมามีโบริ้ว สีเหลืองสลับดำ ตามยาว ทิ้งชายยาวประมาณหนึ่งเท่าครึ่งของส่วนกว้างของผืนธง

 

การปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515253

การปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา (2)

โดย…พระราชวรมุนี (พล อาภากโร ป.ธ.9 Ph.D.)

ตอนที่แล้ว การปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา (1) จบที่ขอทำความเข้าใจเรื่องปฏิรูป ว่า การที่คณะสงฆ์ต้องทำก็เพื่อเพิ่มศักยภาพกลไกคณะสงฆ์ เพราะถ้ายังไม่ทำอะไรเลย ก็มีอันหวังได้ว่า พระพุทธศาสนาของเราก็มีส่วนคล้อยสั่นคลอนและอาจล่มสลายไปในที่สุด

ระยะ 2-3 ปีมานี้ สถานการณ์ด้านพระพุทธศาสนาล่อแหลมมาก มีประเด็นที่ผู้ไม่เข้าใจเกี่ยวกับกิจการคณะสงฆ์ หาเหตุอ้างจะเข้ามาปรับปรุงหรือปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา แต่ในที่สุดรัฐบาลก็เล็งเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา และมีมติเป็นหลักการว่า งานคณะสงฆ์ก็ต้องให้คณะสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการ จึงนำไปสู่ “การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบดังกล่าว

กรรมการ 6+1

มหาเถรสมาคมจึงแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อรับผิดชอบงานทั้ง 6 ด้านของคณะสงฆ์ ประกอบด้วย

ด้านการปกครอง : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เป็นประธานกรรมการ

พระราชวรเมธี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านศาสนศึกษา : พระพรหมโมลี (สุชาติ) เป็นประธานกรรมการ

พระราชวรมุนี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านการเผยแผ่ : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เป็นประธานกรรมการ

พระเทพสุวรรณเมธี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านสาธารณูปการ : พระพรหมมุนี (สุชิน) เป็นประธานกรรมการ

พระราชสารเวที เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านศึกษาสงเคราะห์ : พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) เป็นประธานกรรมการ

พระราชวรเมธี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านสาธารณสงเคราะห์ : พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์) เป็นประธานกรรมการ

พระมงคลวชิรากร เป็นกรรมการและเลขานุการ

พร้อมกันนี้ ยังมีคณะกรรมการพัฒนาพุทธมณฑลอีกคณะหนึ่ง ซึ่งมี สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นประธานกรรมการ มีพระพรหมโมลี เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการทั้ง 6+1 ด้านนี้ จักเป็นองค์คณะที่จัดทำยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา

แผนปฏิรูป 5 ปี และ 20 ปี

โดยกำหนดเป็นแผนฉบับที่ 1 ของคณะสงฆ์ ซึ่งมีระยะเวลา 5 ปี คือ พ.ศ. 2560-2564 กำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ตัวชี้วัด แผนงาน โครงการ กิจกรรม งบประมาณ ให้เป็นระบบสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ 20 ปี ซึ่งตั้งยุทธศาสตร์ไว้ที่ 3 คำ คือ มั่นคง/มั่งคั่ง/ยั่งยืน ซึ่งคณะสงฆ์ได้ถอดหลักการยุทธศาสตร์ของชาติมาประยุกต์เป็นยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา คือ พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน โดยตกผลึกออกมาเป็น กลยุทธ์ ตัวชี้วัด แผนงาน โครงการ กิจกรรม ตลอดถึงผู้รับผิดชอบและงบประมาณ

ขณะนี้ทางคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ระดับภาค กำลังเป็นพี่เลี้ยงให้ระดับจังหวัด เร่งจัดทำโครงการย่อย/กิจกรรมใต้ร่มเงาโครงการใหญ่ 12 โครงการของมหาเถรสมาคม พร้อมทั้งงบประมาณส่งมายังคณะกรรมการทั้ง 6 ด้าน และคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของมหาเถรสมาคม (คปพ.) เพื่อพิจารณากลั่นกรอง สังเคราะห์ เสนอให้มหาเถรสมาคมอนุมัติ และเสนอรัฐบาลต่อไป

โครงการใหญ่ 12 โครงการ

ใน 12 โครงการใหญ่ ก็มีโครงการที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วน (Flag Ship) เช่น โครงการพระพุทธศาสนา 4.0 ฐานข้อมูลศาสนบุคคล (Smart Buddhism) โครงการการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม (พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม) ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการยกระดับการศึกษาพระปริยัติธรรม

นอกจากนั้น ก็มีโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาสู่สังคม โครงการยกระดับหมู่บ้านรักษาศีล 5 โครงการพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก โครงการส่งเสริมความร่วมมือภาคีเครือข่าย โครงการพัฒนาระบบบริหารตามหลักธรรมาภิบาล โครงการส่งเสริมนวัตกรรมเชิงพุทธ โครงการยกระดับขีดความสามารถศาสนบุคคล โครงการศูนย์รวมองค์ความรู้พระพุทธศาสนา โครงการบริหารศาสนสมบัติ และโครงการสาธารณสงเคราะห์เพื่อสังคมที่ยั่งยืน

ทั้ง 12 โครงการนี้ เป็นโครงการหลัก (Mega Projects) ซึ่งระดับจังหวัดสามารถปรับปรุงโครงการ/กิจกรรมที่ทำมาแต่เดิม และคิดค้นโครงการหรือกิจกรรมใหม่อะไรก็ได้ ที่บูรณาการเข้ากับโครงการทั้ง 12 โครงการใหญ่ของมหาเถรสมาคมนี้ เพื่อทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในภาพรวม

คณะสงฆ์ต้องปรับตัว

ขณะที่โลกกว้างแต่ทางแคบได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะสงฆ์ต้องปรับตัว โดยการหันมาใส่ใจ ทบทวนกิจการงานหรือกลไกที่เรามีอยู่แล้วอย่างพร้อมสรรพ ให้ปรับเป็นระบบ มีการจัดองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) จัดฐานข้อมูล (Database) กิจการงานคณะสงฆ์ทั้งหมดเพื่อเป็นฐานในการพัฒนา รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต เมื่อมีเหตุอันไม่พึงประสงค์ บังเกิดแก่พระพุทธศาสนา จะหาทางรับมือกับสถานการณ์อย่างไร รู้จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคาม อันจะพึงมี

ทั้งนี้ การที่จะล่วงรู้ได้ การที่จะปรับปรุงและพัฒนาได้นั้น ก็ต้องดำเนินการโดยคณะสงฆ์ นั่นคือต้อง “ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เพื่อคณะสงฆ์ โดยคณะสงฆ์” เพราะ “การปฏิรูป คือ ทางเลือกและทางรอด” “เอกายโน อยํ มคฺโค วิรุฬฺโห พุทฺธสาสเน” โดยมิต้องสงสัย…นั่นเอง

 

รางวัลของคนตั้งใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 16:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/513946

รางวัลของคนตั้งใจ

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

ความพยายามเป็นของใคร ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้นั้น!

เหมือนข้าวใครกินคนนั้นแหละอิ่ม ตามคำพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ “วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ” ผู้มีความเพียรพยายามย่อมเอาชนะอุปสรรค ได้เสมอ

วันนี้ขอพูดถึงความสำเร็จของสาวน้อยเด็กบ้านๆ คนหนึ่ง โบว์-สุดารัตน์ คำเชิด วัย 24 ปี จากบ้านอะลาง ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ความสำเร็จของเธอ คือ สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูในตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ และจะไปรายงานตัวที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ (สกสค.) ในวันที่ 18 ก.ย.นี้

บางคนอาจจะพูดว่าแค่ “ครูผู้ช่วย” ถ้าพูดอย่างนั้นก็ใช่…แต่สำหรับเธอและครอบครัวไม่ใช่แน่นอน นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เพราะมันคืออนาคต มันคือความฝันสูงสุดของเธอ คือ การได้เป็นคุณครู

ต้องบอกว่าชีวิตและวัตรปฏิบัติของเธอทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในตัวเด็กสาวคนนี้มาก และเชื่อว่าความสำเร็จของเธอน่าจะเป็นแรงบันดาลใจและสร้างแรงผลักดันให้กับคนอื่นได้เป็นอย่างดี

โบว์เกิดมาในครอบครัวยากจน พ่อแม่แยกทางกัน ตั้งแต่แม่ตั้งท้องน้องชาย แต่แม่เป็นคนเลี้ยงดูเธอและน้องเรื่อยมา แต่ส่วนใหญ่แม่จะฝากไว้กับยายเพราะตัวเองต้องเข้ากรุงเทพฯ ทำงานหาเงินส่งให้ลูกเรียน แทบไม่ได้เดินทางกลับไปเยี่ยมลูก คงก้มหน้าก้มตาทำงาน กระนั้นก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยสักครั้ง

แม่โบว์ บอกว่า เพื่อลูกแล้วไม่มีคำเหนื่อย มีแต่ความสุขที่ได้ทำเพื่อลูก และช่างเป็นบุญของเธอที่ลูกตั้งตนอยู่ในโอวาท ดูแล ตัวเองได้ ไม่ทำให้แม่เสียใจ ไม่ประพฤตินอกลู่นอกทาง และมีความกตัญญู รู้คุณ

แม้พ่อแม่จะแยกทางแต่โบว์ก็ยังได้รับความอบอุ่นและการช่วยเหลือจากญาติพี่น้องฝ่ายแม่เป็นอย่างดี นอกจากแม่แล้วโบว์ได้หลวงน้าทั้งสอง (น้องชายแม่) คอยช่วยเหลือบ้างในเรื่องทุนและคำแนะนำดีๆ รวมถึงน้องชายคนเล็กของแม่ที่ช่วยในเรื่องค่าหอพัก เพราะเห็นว่าโบว์เป็นเด็กดีและมีความมุ่งมั่น แต่ใช่ว่าเธอจะรอการช่วยเหลืออย่างเดียวช่วงปิดเทอมเธอก็ไปทำงานด้วย

โบว์เพิ่งจบการศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษมาได้ปีกว่าๆ เคยผ่านการสอบครูมาครั้งหนึ่งแต่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย ครั้งนี้จึงไม่อยากพลาด ดังนั้นวันทั้งวันเธอจึงอยู่แต่กับหนังสือ

“โบว์เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้เสมอค่ะ แม้บางครั้งอาจท้อบ้าง แต่เมื่อมีเป้าหมายก็ต้องพยายามไปให้ถึงให้ได้ โบว์ไม่อยากให้ทุกคนผิดหวังและโบว์เองก็ไม่อยากผิดหวังซ้ำสองที่สุดโบว์ก็ทำได้

โบว์อยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนผลักดันโบว์จนมีวันนี้ ขอบคุณ คุณแม่ คุณพ่อ คุณน้าและทุกๆ คนในครอบครัว ขอบคุณเพื่อนที่คอย เตือนในวันที่ท้อ อยากขอบคุณตัวเองที่ตั้งใจและเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ขอบคุณหนังสือทุกๆ เล่มที่อ่าน อาจารย์ทั้งหลายที่สอนตั้งแต่อนุบาลจน ปริญญา

ขอบคุณทุกๆ คนในหมู่บ้านที่เอ็นดูหนูและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูอยากมาถึงจุดนี้ อีกคนคือ อาจารย์กนกกาญจน์ แซ่จึง อาจารย์จบดอกเตอร์จากสหรัฐแต่ท่านเลือกที่จะมาพัฒนาบ้านเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ เวลาอาจารย์สอนตั้งใจ มุ่งมั่นและทำทุกอย่างเพื่อลูกศิษย์จริงๆ หนูอยากเจริญรอยตามท่านค่ะ” คุณครูโบว์ทิ้งท้าย

 

‘ดาวพฤหัสย้าย… ดีร้ายอย่างไรประเทศไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/513945

‘ดาวพฤหัสย้าย... ดีร้ายอย่างไรประเทศไทย’

โดย ราช รามัญ

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 เวลา 20.30 น. โดยประมาณ คติทางด้านหลักสถิติเกี่ยวกับดาราศาสตร์ในเชิงทฤษฎีโหราศาสตร์นั้น กล่าวเอาไว้ว่า ดาวพฤหัส เป็นตัวแทนของคุณธรรม ความดี นักพรต นักบวช ครู อาจารย์ ซึ่งเป็นดาวดวงใหญ่อีกดวงหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องในด้านคลื่นพลังงานต่อโลกอยู่มาก

ในด้านของประเทศไทยเรานี้ เมื่อดวงเมืองมีลัคนาเป็นราศีเมษ ที่ผ่านมานั้นเกือบ 3 ปี ดาวพฤหัสได้สถิตอยู่ในภพมรณะ บุคคลที่เป็นตัวแทน ของดาวพฤหัสนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาคงพอทราบกันดี ทั้งข่าวพระ ข่าวครู ข่าวด้านคุณธรรมต่างๆ มักจะมีกระแสออกมาในเชิงลบมากกว่าบวก

แต่เมื่อดาวพฤหัสได้โคจรเลื่อนเคลื่อนย้าย ไม่พ้น 7 วัน ไม่ผัน 7 เดือน ไม่เคลื่อนเกิน 700 นาที ย่อมจะมีสิ่งที่ดีตีกลับมาสู่ประเทศไทยของเราอย่างแน่นอน เพราะดาวพฤหัสได้ย้ายจากราศีกันย์ที่เป็นภพมรณะมาสู่ราศีตุลย์ซึ่งเป็นภพปัตตานิของดวงเมือง

อะไรที่เคยเทาๆ อะไรที่สีดำๆ อะไรเรื่องไหนที่ขุ่นหมองมัวจะปรากฏออกมาเป็นฉากๆ ให้สาธารณชนได้รับรู้เป็นช่วงๆ ใครที่ทำอะไรผิดๆ ไว้ใต้พรม ได้เวลาสะบัดพรมออก ใครดีใครร้ายอย่างไร ทุกอย่างจะปรากฏแบบแจ่มชัด แล้วก็ไร้การตอบโต้

ในวิถีการเมืองแบบนักการเมืองนั้น ในอดีตมักจะนิยมพูดในสิ่งที่ไม่ได้ทำ และทำในสิ่งที่ไม่ได้พูด ตลอดทั้งนิยมพูดความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว หรือเวลาที่ทำความผิดแล้วจะบอกว่าไม่ๆ กระต่ายขาเดียว จนถูกไล่ต้อนจนมุมก็จะยอมรับแค่เพียงครึ่งเดียว พฤติกรรมแบบนี้จะหมดไปจากสังคมไทย ความชัดเจนมีมากขึ้นทางด้านคุณธรรมจริยธรรม

พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสว่า นครใดก็ตามถ้าผู้นำขาดซึ่งธรรมแล้ว นครนั้นจะเกิดสิ่งต่างๆ อาทิ ฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล เป็นต้น

เมื่อจริยธรรมคุณธรรมมาส่องแสงสาดใส่ดวงเมือง ต่อไปนี้ความยุติธรรมและความเป็นธรรมตลอดทั้งคุณธรรมจะนำหน้า นำแบบนี้ไปอีก 3 ปีทีเดียว เมื่อดาวพฤหัสย้ายแล้วไปปะทะกับดาวมฤตยูที่จรมากุมลัคนาราศีเมษอยู่นั้น ตามศาสตร์มอญรามัญให้คติว่า ความฉลาด เฉียบคม และ สติปัญญา ไหวพริบ จะดีเยี่ยม นำเอาสิ่งที่ดีๆ มาปรากฏในประเทศมากขึ้น

โดยมี 2 แนวทางให้เลือกปฏิบัติ ไม่ล้ำหน้ายุคสมัยสุด ก็กลับไปยึดคตินิยมจารีตเดิมแบบสุดๆ แต่ทั้งสองแนวทางด้านนั้นจะน้อมนำเอาคุณธรรมเป็นหลักเหมือนกัน ภาวะการณ์แบบนี้ระดับของเศรษฐกิจที่มีอาการทรงๆ ทรุดๆ เริ่มขยับตัวไปในแนวบวกมากขึ้น การค้าการลงทุนจะดีมากขึ้น

ลีลาดวงดาวแบบนี้คล้ายกับสมัยเติ้งเสี่ยวผิง ปกครองประเทศเทศจีน สุดท้ายจีนจึงกลายเป็นประเทศแบบหนึ่งประเทศสองระบบไปได้อย่างสมบูรณ์ คือ ปกครองแบบสาธารณรัฐแต่มีการค้าขายเสรีในระดับหนึ่ง แล้วก็ขยายขึ้นจนเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมาจวบทุกวันนี้ ซึ่งโดยกรอบจารีตนั้น แตกต่างกันกับของประเทศไทย ผมจึงมองว่าประเทศไทยน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นจากต่างชาติ แม้ไม่ได้มากมายอะไรก็ไม่น้อยกว่า 2 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

คำพยากรณ์นี้บอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่า “ชัวร์”

ประเทศไทยของเราดีขึ้นอย่างไร้ข้อกังวล เมื่อคุณธรรมกลับมา พระสงฆ์องค์เณรก็จะมีแต่พระดีให้เรากราบไหว้ เรื่องที่ไม่ดีทั้งหลายก็จะหมดไป ดับไป ความเป็นไทยก็ค่อยๆ หล่อหลอมรวมความคิดโดยยึดในหลักธรรมมากขึ้น

หลักสถิติแบบนี้…ไม่ใช่เพิ่งมี แต่ทว่ามีมาช้านานแล้ว แต่จะอย่างไรก็ตาม เรื่องของโหราศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด มีผลเพียง 40% สูงสุดต่อทุกสรรพสิ่ง เพราะบนโลกใบนี้มีการสอดคล้องเคลื่อนไหวกับสรรพสิ่งมากมาย ไม่ใช่อะไรทั้งชีวิตก็ คือโหราศาสตร์

เหมือนที่มีคนชอบถามว่า ดวงไม่ดีจะแก้ดวงอย่างไร…ผมบอกเสมอว่า ไม่ต้องแก้อะไรทั้งนั้น เพราะดวงดาวเดินด้วยการเวลา เพียงแค่สวดมนต์ไหว้พระ จะที่บ้านหรือที่วัด ที่ไหนๆ ก็ได้ที่สะดวก ทำไปได้เลย สวดมนต์ภาวนาสมาธิมากๆ เดี๋ยวจากร้ายก็กลายคืนเอง

เพราะอานุภาพของการภาวนานั้น ทำให้ใจของเราเกิดเป็นกุศลล้วนๆ โดยที่ไม่ต้องไปยึดอะไรในเรื่องภายนอกเลย เน้นลงที่ใจ เน้นลงตรงนี้ให้มากๆ อะไรก็ไม่สามารถมาส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมากมาย คนที่นั่งสวดมนต์ภาวนา ดวงดาวจึงส่งผลไปถึงเพียงแค่ 3-10% เท่านั้นเอง

ใครที่ปรารถนาเป็นคนเหนือดวงก็ต้องสวดมนต์ภาวนาให้มากๆ ชีวิตของคุณก็พึ่งดวงดาวได้อย่างน้อยลง ที่สำคัญบางครั้งก็ยังต้องยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้เหนือเศียรเกล้าของเราด้วยว่า สรรพชีวิตทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นไปตามกรรม การรู้เรื่องดวงดาวเหมือนไปรู้เรื่องกรรมของเขา แต่ทว่ารู้แล้วเราไปตัดไปทักไปรอนกรรมของเขา อันนี้ก็ต้องนำเอาความรู้ทางพระพุทธศาสนาเข้ามาเชื่อมโยง และมุ่งเน้นพัฒนาทางด้านจิตใจต่อไป เพื่อให้ใจเบาสบายและดีขึ้นนั่นเอง เมื่อใจเราดี เป็นพื้นที่ของกุศล เดี๋ยว สิ่งที่ดีๆ ย่อมจะตามมามากมาย ด้วยเพราะกรรมดีที่เราสร้างขึ้นนั่นเอง

 

ไตรภูมิโลกวินิจฉัย คลังความรู้สมัย ร.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/514004

ไตรภูมิโลกวินิจฉัย คลังความรู้สมัย ร.1

โดย aส.สต

อาจารย์สมชัย ฟักสุวรรณ์ นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ป.ธ.9 (เมื่ออุปสมบทเป็นนาคหลวง เพราะสอบ ป.ธ.9 ได้ขณะเป็นสามเณร) ศิษย์วัดชนะสงคราม ประกาศในงานเสวนาวิจัย-วิจักขณ์ อันเป็นงานเสวนาทางวิชาการประจำปีของกรมศิลปากร ว่า ได้พบคลังความรู้สำหรับชาวไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งเรียกว่า พระราชมรดกทางภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า อยู่ในไตรภูมิฉบับหลวง เป็นคัมภีร์ใบลานที่จารึกด้วยอักษรขอมมีจำนวนทั้งหมด 60 ผูก ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตหลายท่าน รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชด้วย แต่งขึ้น เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับประชาชนคนไทย เมื่อ พ.ศ. 2326

ผ้าห่อคัมภีร์ไตรภูมิฉบับหลวง

อาจารย์สมชัย ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่ปริวรรตแค่อักษรจากขอมเป็นอักษรไทยเท่านั้น แต่เขียนให้เป็นภาษาไทยปัจจุบันที่ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจ เล่าว่า ตนอ่านแล้วประทับใจได้ความรู้หลากหลายทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น การอธิบายหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ

ส่วนข้อความในเอกสารที่แจกจ่ายแก่ผู้ประชุมเสวนา มีตอนหนึ่งอ้างคำปรารภการแต่งพระคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัยนี้ ว่าเป็นพระราชมรดกทางภูมิปัญญาชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานให้แก่ประชาชนชาวสยามหรือคนไทยทั้งประเทศ

พระคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัยนี้ เป็นคัมภีร์ที่สมบูรณ์ด้วยสรรพวิทยาการทุกอย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรม ในทางโลกนั้นมีความรู้ต่างๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา อุทกวิทยา สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ และโดยเฉพาะความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

ในทางธรรมนั้นก็ประมวลหลักธรรมต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานระดับศีลธรรม ไปจนถึงขั้นโลกุตรธรรมอันเป็นหลักธรรมสูงสุดทางพระพุทธศาสนาคือ ทำให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด

ฉะนั้น ถ้าผู้ใดได้พบได้อ่านหนังสือคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัยนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นคนโชคดีโดยแท้ เหมือนได้พบขุมทองทางปัญญาขุมใหญ่ทีเดียว

อาจารย์สมชัยกำลังบรรยายที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยนี้ มีหลายชื่อ เช่น เตภูมิกถา ไตรภูมิกถา ไตรภูมิวินิจฉยกถาบ้าง แต่ที่นิยมเรียกกันส่วนใหญ่ว่า ไตรภูมิฉบับหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานและเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตพฤฒาจารย์ช่วยกันแต่งขึ้นถวายเมื่อ พ.ศ. 2326 แต่ไม่ต้องพระราชหฤทัย ถึงปี พ.ศ. 2345 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมปรีชา จางวางราชบัณฑิต เจ้ากรมอาลักษณ์ เป็นแม่งานในการปรับปรุงแก้ไข จนเป็นที่ต้องพระทัย

อาจารย์สมชัย เล่าเรื่องไตรภูมิฉบับหลวง ว่า จาร (เขียน) ด้วยอักษรขอม ภาษาบาลี และภาษาไทย เส้นอักษรเป็นเส้นจาร ฉบับล่องชาดจำนวน 60 ผูก ปริวัตรเป็นตัวอักษรไทยลงในกระดาษ A4 ได้ 1,114 หน้า

ตามเอกสารที่แจกในที่ประะชุม อาจารย์สมชัย เขียนว่า เป็นที่น่าสลดใจ เวลาผ่านไป 200 กว่าปี หาคัมภีร์ที่สมบูรณ์เกือบไม่ได้ ต้องนำคัมภีร์จำนวน 8 ฉบับ มาถ่ายทอด จึงได้เนื้อความครบถ้วน

เนื่องจากอาจารย์สมชัย ชำนาญภาษาบาลี จึงบอกว่า ภาษาบาลีที่ใช้ในไตรภูมินั้นเป็นภาษาที่ชัดเจนมาก พร้อมทั้งยกคำไทยที่ใช้ในปัจจุบัน ที่น้อยคนจะรู้ว่า คำนั้นมีรากศัพท์จากภาษาบาลี คือ คำว่า บรรจง มาจากคำว่า ปัญจังคะ (เป็นคำสนธิ ปัญจะ กับอังคะ) ที่แปลว่า ประกอบด้วยองค์ 5 มีความหมายว่า ทำอะไรด้วยความประณีต หรือตั้งอกตั้งใจทำ

คุณสิริกิติยา เจนเซน ข้าราชการกรมศิลป์ มอบของที่ระลึกแด่อาจารย์สมชัย หลังจบการบรรยาย วันที่31 ส.ค. 2560

หรือคำว่า พยาน หมายถึง ผู้รู้เหตุการณ์ แต่เราไม่รู้ว่าคำนี้เป็นภาษาอะไร เผอิญพบในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัย จึงรู้ว่า มาจากคำว่า ผู้ญาณ คือ ผู้รู้ ต่อมาศัพท์เปลี่ยนเพี้ยนเป็นพญาณและเป็นพยานในที่สุด

เมื่ออ่านไป จะพบเรื่องเหลือเชื่อ เช่น เรื่องกำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิต ในหนังสือนี้กล่าวว่ามีสุริยเทพในดวงอาทิตย์ เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนก็รู้ว่าดวงอาทิตย์นั้นมีความร้อนขนาดไหน สิ่งมีชีวิตอะไรจะอาศัยอยู่ได้

ในขณะที่ดวงจันทร์ก็มีจันทรเทพสถิตอยู่ เรื่องแบบนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าเป็นไปได้ ซึ่งอาจารย์สมชัยยกตัวอย่างน้ำพุร้อน ขนาดที่เอาไข่เป็ดไก่ใส่ลงไปไข่จะสุก แต่ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ใต้น้ำพุนั้นมีปลาเป็นๆ อาศัยอยู่ หรือขั้วโลกเหนือเย็นจนน้ำกลายเป็นหิมะ หรือน้ำแข็ง ใต้น้ำแข็งนั้นเป็นแหล่งน้ำที่ปลาอาศัยอยู่ แสดงว่าใต้หิมะหรือน้ำแข็งมีความร้อนมีความอุ่น

นอกจากนั้น เพื่อยืนยันเรื่องเหลือเชื่อ อาจารย์สมชัยยกตัวอย่างใกล้ๆ คือ ในตัวเราเองที่มีลำไส้ มีกรดชนิดหนึ่งสามารถสลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่มีสิ่งมีชีวิตในลำไส้ใหญ่ หรือไม่ อาจารย์สมชัยสนใจมาก จึงปรึกษานายแพทย์ ท่านบอกว่า มีจุลินทรีย์จำนวนมากอยู่โดยธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ และพระพุทธเจ้าของเรา ก็ตรัสว่า มีสิ่งมีชีวิต 500 ชนิด อยู่ในร่างกายมนุษย์ทุกคนหลายอย่างท้าทายให้เราคิดติดตามเสมอพร้อมทั้งสรุปก่อนจบว่า ไตรภูมิโลกวินิจฉัยนี้ให้ความรู้มากจริงๆ

 

วัตถุมงคลรุ่นพิเศษ พระกริ่ง-เหรียญพุทธโสธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/513944

วัตถุมงคลรุ่นพิเศษ พระกริ่ง-เหรียญพุทธโสธร

โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สร้างวัตถุมงคลรุ่นพิเศษพระกริ่ง และเหรียญพุทธโสธร เพื่อนำรายได้สมทบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นประธานเททองหล่อวัตถุมงคล พระกริ่ง และเหรียญพระพุทธโสธร รุ่นร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ 60 ณ หน้าพระอุโบสถวัดราชบพิธฯ เป็นปฐมนำฤกษ์ เมื่อเวลา 09.15 น. วันพุธที่ 2 ส.ค. 2560 และจะเสด็จจุดเทียนชัยในพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัด โสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา วันที่ 10 ธ.ค. 2560

จุดประสงค์ของการสร้างครั้งนี้ ก็เพื่อให้มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ นำรายได้สมทบเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานจัดสร้าง ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานฝ่ายจัดหาทุน ให้ข้อมูลว่าวัตถุมงคลรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นพิเศษ และเป็นรุ่นแรกที่สมเด็จพระสังฆราชประทานอักษรพระนาม “ออป” ประดิษฐานผ้าทิพย์ พระกริ่งพระพุทธโสธร และหลังเหรียญพระพุทธโสธร ตลอดจนเสด็จเททอง

ท่านสนใจแบบไหนต้องเลือกแล้ว เพราะจะ สร้างตามจำนวนที่สั่งจองเท่านั้น โดยเปิดให้สั่งจอง ได้ตั้งแต่บัดนี้-30 พ.ย. 2560 ซึ่งวัตถุมงคลรุ่นพิเศษ ประกอบด้วย

พระกริ่งพระพุทธโสธร ฐานผ้าทิพย์ประดิษฐานอักษรพระนามสมเด็จพระสังฆราช “ออป” ประกอบด้วย 1.เนื้อทองคำ (น้ำหนักประมาณ 17.5 กรัม) ทำบุญองค์ละ 3.8 หมื่นบาท 2.เนื้อเงิน ทำบุญองค์ละ 1,200 บาท 3.เนื้อนวโลหะ ทำบุญองค์ละ 600 บาท 4.เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง ทำบุญองค์ละ 300 บาท 5.เนื้อทองแดงรมดำ ทำบุญองค์ละ 200 บาท

เหรียญพระพุทธโสธร มีอักษรพระนามสมเด็จพระสังฆราช “ออป” ประดิษฐานด้านหลังเหรียญ ประกอบด้วย 1.เนื้อทองคำลงยาสีแดง และอักษรพระนามลงยา ทำบุญองค์ละ 4.2 หมื่นบาท 2.เนื้อทองคำลงยาสีน้ำเงิน และอักษรพระนามลงยา ทำบุญองค์ละ 4.2 หมื่นบาท 3.เนื้อทองคำลงยาสีเขียว และอักษรพระนามลงยา ทำบุญองค์ละ 4.2 หมื่นบาท 4.เนื้อทองคำ (น้ำหนักประมาณ 20 กรัม)

ติดต่อได้ที่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ตึกมหิดล ถนนราชวิถี กทม. 10400 หรือโทรสาร 02-354-739-4 การสั่งจองให้โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จ พระเทพรัตน์ (โรงพยาบาลรามาธิบดี) เลขบัญชี 404-204226-6 และส่งหลักฐานพร้อมชื่อที่อยู่ไปที่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ได้ทางไลน์ ไอดี 08-9155-4399, 08-5114-8900 และ palmlui หรือทางอีเมล ruamchit_norm klao@hotmail.com

หรือที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ บ้านมนังคศิลา ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ

รายได้จากการทำบุญครั้งนี้ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จะมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชน ทั่วประเทศเหมือนทุกปีที่ผ่านมา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมมหากุศลในครั้งนี้โดยทั่วกัน

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2525 โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นประธาน ตาม คำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ผู้ประสานการก่อตั้ง ด้วยความร่วมมือขององค์กรเอกชนที่สำคัญ 10 องค์กร

ปัจจุบัน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ