การปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 กันยายน 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/513959

การปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา (1)

โดย  พระราชวรมุนี (พล อาภากโร ป.ธ.9, Ph.D.) กรรมการและเลขานุการด้านศาสนศึกษา มหาเถรสมาคม

ในห้วงเวลานี้ ถ้าจะให้เขียนอะไรเกี่ยวกับวงการพระพุทธศาสนา คงไม่มีเรื่องใดที่น่าสนใจมากไปกว่า “การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” เพราะการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาที่ได้เริ่มลงมือสู่ภาคปฏิบัติแล้ว (Vision to Action)

ย้อนความให้ทราบนิดหนึ่งว่า การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนานี้ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2558 พลันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานของคณะสงฆ์ 6 ด้าน + 1 ด้าน ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ

คณะสงฆ์ได้มุ่งมั่นและเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะปรับปรุงระบบกลไกที่มีอยู่ของคณะสงฆ์ และจะพัฒนางานให้ก้าวไปข้างหน้าในเชิงรุกเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเอาพันธกิจ 6 ด้าน ของคณะสงฆ์มาเป็นตัวตั้ง คือ 1) งานด้านการปกครอง 2) งานด้านศาสนศึกษา 3) งานด้านเผยแผ่ 4) งานด้านสาธารณูปการ 5) งานด้านศึกษาสงเคราะห์ 6) งานด้านสาธารณสงเคราะห์ ผนวกเข้ากับอีก 1 ด้าน คือ งานด้านพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งโลก โดยมหาเถรสมาคม (มส.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2505 แก้ไข 2535 แต่งตั้งคณะทำงานทั้ง 6 ด้าน มารับผิดชอบในงานแต่ละด้าน พูดง่ายๆ คือ ให้มีองค์คณะมาทำงานพิจารณากลั่นกรอง/วิเคราะห์งานก่อนนำเสนอมหาเถรสมาคมนั่นเอง

โครงสร้างการทำงานนี้ก็ให้จำลองแบบไปถึงระดับจังหวัด โดยให้ตั้งคณะกรรมการแต่ละด้าน ทั้ง 6 ด้าน มาพิจารณากลั่นกรอง/วิเคราะห์งานให้แก่เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด หมายความว่า ต่อไปนี้ เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัด ก็จะมีมือทำงาน โดยรับ “หน้าที่” ทำงานให้ ส่วน “อำนาจ” นั้นก็ยังคงให้ผูกติดอยู่กับเจ้าคณะผู้ปกครองเหมือนเดิม

การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนได้วางแผนการทำงานไว้ 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 (มิ.ย.-ธ.ค. 2558)

– ระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

ระยะที่ 2 (ม.ค.-ธ.ค. 2559)

– กำหนดภาระงานของคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน + 1

– ยกร่างแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ระยะ 5 ปี

ระยะที่ 3 (ม.ค. 2560-ธ.ค. 2563)

– นำเสนอ มส.เพื่ออนุมัติแผนยุทธศาสตร์

– ดำเนินงานตามแผน

– ติดตามผลการดำเนินงาน

ปฏิรูประยะที่ 3

ถามว่าขณะนี้คณะสงฆ์ทำงานไปถึงขั้นตอนไหน คำตอบ ก็คือ อยู่ในระยะที่ 3 โดยได้นำเสนอ มส.ให้อนุมัติยุทธศาสตร์หรือแผนแม่บทที่จะทำแล้ว และได้เริ่มลงมือทำงานตามแผน โดย มส.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (คปพ.) มีพระราชวรเมธี วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ มส. เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งทางคณะกรรมการ คปพ.ได้จัดสัมมนาสื่อสารให้คณะสงฆ์ทั้ง 4 หน ได้รับทราบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พร้อมทั้งคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับภาคขึ้นมาอีกชุด เพื่อเป็นคณะกรรมการประสานแผนงานการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาระดับภาค องค์ประกอบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด (พศจ.) และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เป็นต้น

ให้เป็นคณะกรรมการประสานงาน/ดำเนินงาน ร่วมกันจัดทำแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของจังหวัดให้แล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2560เมื่อคณะกรรมการทั้ง 6 ด้าน และ คปพ.ได้แผนงาน/โครงการ/และกิจกรรมภาพรวมทั้งประเทศแล้ว จะนำมาสังเคราะห์เป็นภาพรวมยุทธศาสตร์ระดับชาติ นำเสนอ มส.เพื่ออนุมัติและส่งผ่านไปยังรัฐบาล เพื่อขอรับการอุดหนุนงบประมาณแผ่นดินมาดำเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา

อะไรคือปฏิรูป

แท้ที่จริงแล้วอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ปฏิรูป” (Reform) เพิ่มเติมอีกนิด “การปฏิรูป” คือ การที่คณะสงฆ์เราเกิดแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถ เพิ่มศักยภาพ กลไกที่มีอยู่ของคณะสงฆ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนี้ก็มีแนวคิดหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้กับวงการคณะสงฆ์เพื่อให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ เพราะเราทั้งหลายทราบกันดีว่าขืนเรายังไม่ลุกขึ้นมาขยับตัวเองยังปล่อยให้กลไกที่มีอยู่เป็นไปตามยถากรรม ก็มีอันหวังได้ว่า พระพุทธศาสนาของเราก็มีส่วนคล้อยสั่นคลอนและอาจล่มสลายไปในที่สุด

 

มองแบบวิทย์ คิดแบบพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512636

มองแบบวิทย์ คิดแบบพุทธ

โดย ราช รามัญ

วันก่อนเดินทางไป ชาโต เดอ เขาใหญ่ ของกรมปศุสัตว์ โดย นสพ.รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยา เชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะโค้ชวิถีพุทธในหัวข้อ มองแบบวิทย์ คิดแบบพุทธ ผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นข้าราชการคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม เขาต่างเกิดและโตในยุคเทคโนโลยีเบ่งบาน

ได้นำเอาธรรมะนอกตำราจากเถรวาทไปส่งมอบบอกต่อ โดยเน้นการเข้าถึงใจโดยตรง ไม่เน้นพิธีกรรมลมๆ แล้งๆ ที่อาศัยกลิ่นธูปควันเทียนหวังให้ไปสื่อสารกับอะไรกับใครก็ไม่ทราบ ทุกคนเมื่อได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของตัวเองแล้วส่งมอบต่อด้วยความกรุณาในหัวใจแบบทองเล็น (การฝึกจิตและปฏิบัติธรรมของทิเบต) ตามแนวทางของวัชรญาณ ทุกคนปีติอิ่มเอิบน้ำตาไหล ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต

ความรัก ความผูกพัน การรู้จักให้อภัย การมองโลกในแง่บวก การรู้จักคำว่า ลืม เต็มปรี่ในหัวใจของทุกคน ไม่ต้องนั่งภาวนาหลังขดหลังแข็ง เพียงแค่ยืนแล้วนำเอาฝ่ามือมาประกบกันคล้ายๆ กับดอกบัว จากนั้นถ่ายทอดหัวใจที่เปี่ยมด้วยความกรุณาออกไป

ทุกคนได้รับ ทุกคนได้สัมผัสทางจิตวิญญาณ ไม่นานหน้าตาผ่องใส แววตาเป็นประกาย บางคนมีน้ำมาคลอในตา บางคนกลั้นเอาไว้ไม่ไหว ภาวะนี้ไม่ใช่การสะกดจิต เพราะทุกคนลืมตา เพราะทุกคนยืนไม่ได้นั่งสมาธิ แต่ทุกคนทำได้ เพราะจิตใจนั้นพร้อมที่จะรับและส่งต่อต่างหาก

หลายคนเล่าให้ฟังว่า รู้สึกว่าเบาโปร่งโล่งสบายคลายจากความเครียด คลายจากความมืดมิดทางความคิด หลายคนรู้จักคำว่า ลืม หลายคนปล่อยให้อดีตไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่กับกาลเวลาที่ผ่านมา หลอมละลายทุกข์ออกไปจากใจ อีกทั้งพร้อมกับมีสติสมาธิพร้อมที่จะรับใช้บริการประชาชน นี่คือประโยชน์สูงของการฝึกจิตแบบมหายาน

จึงกล่าวเสมอว่า เนื้อแท้ที่จริงนั้น พระพุทธศาสนา คือ ศาสนาใจ ไม่ใช่ศาสนาในตำราคัมภีร์ ท่านผู้รู้แต่ยึดมั่นยึดติดในคัมภีร์ทั้งหลายภาวะแบบนี้ท่านไม่อาจเข้าถึง การที่เราเข้าถึงภาวะแห่งใจ นั่นแหละ คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาแบบวัชรญาณ จะเน้นการเข้าถึงใจ ไม่ได้เน้นเข้าถึงพิธีกรรม หรือประเพณี ตลอดทั้งวัตถุเคารพ แต่จะเน้นลงตรงไปที่จิตวิญญาณ การพัฒนามนุษย์ที่ได้ผลมากที่สุดไม่ต้องอาศัยหลักวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เขาอาศัยใจ คือ การเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะการพัฒนาคนต้องพัฒนาที่ใจด้วยวิชาคน ไม่ใช่วิชาการ

การใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษที่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดและจิตใจได้ ต้องบอกว่าเป็นหลักสูตรที่สั้น กระชับ เร่งรัด แต่ได้ผลเกินคาด วิธีแบบนี้ทุกคนสามารถนำเอาไปใช้กับตัวเองได้ ด้วยวิธีง่ายๆ ข้อแรกสุด คือ

เลิกตัดสินผู้อื่น คนเราทุกวันนี้ชอบตัดสินผู้อื่นอยู่เสมอ เห็นอะไรที่ไม่ตรงตามความรู้เรา ไม่ตรงตามความคิดเรา และไม่ตรงตามประสบการณ์ชีวิตเรา ก็จะตัดสินเขาทันที ว่าเขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ การตัดสินคนอื่นด้วยความคิดแบบนี้ คนที่ทุกข์ไม่ใช่เขา แต่กลับเป็นตัวของเราเอง นี่แหละ ถ้าเลิกตัดสินคนอื่นได้เมื่อไหร่ ใจของเราก็สูงขึ้นทันที

ข้อต่อมา ต้องรู้จักความกรุณาในหัวใจอย่างแท้จริง คือ การปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไข อย่างไร้ข้อต่อรอง อย่างไร้หวังซึ่งผลลัพธ์ที่จะตอบแทน ถ้าเราเห็นอกเห็นใจผู้ใดแล้วมีความปรารถนาดีด้วยความกรุณาจากใจแท้ๆ แล้ว ไม่ว่าเราหรือเขาไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน ดังนั้นองค์กรไหนก็ตามที่นำเอาหลักคิดแบบนี้ไปพัฒนาคน ประโยชน์นั้นจะมหาศาลเป็นผลดีต่อองค์กรอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา หลักวิชาการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ช่วยเหลือฉุดดึงจิตใจของมนุษย์ได้ไม่มากพอ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงนั้น ก็เป็นเพราะว่ามิได้ถ่ายออกไปสู่ใจถึงใจนั่นเอง

ความรู้ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ถ้าเรียนรู้ด้วยสมองไม่นานก็ลืม เพราะไม่ซึมลึกลงไปถึงรากเง้าแห่งความเป็นมนุษย์ คือ จิตวิญญาณ แต่ถ้าเรามุ่งเน้นไปในทางจิตวิญญาณแล้ว สิ่งที่เราจะได้นั้นมันคุ้มค่าอย่างมาก

การที่เราใจโล่ง โปร่ง เบา ไม่เครียด นั้นแล คือ ใจที่ถึงพร้อมด้วยกุศลทั้งปวง เป็นใจที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ เป็นธรรมอันยิ่งที่พึงควรจะมีอย่างต่อเนื่อง เพียง 3 ข้อตามที่กล่าวมานั้นเปลี่ยนชีวิตของผู้คนได้มากมายแม้แต่ความคิด ชีวิตของเราก็เช่นกัน

ความจริงของเรา

ความจริงของเขา

ความจริงที่เป็นจริง

ความจริงที่เหนือสิ่งทั้งปวง

เราจะใช้ชีวิตอยู่กับความจริงแบบไหน เราจะใช้ความจริงแบบไหนในการพิจารณาผู้คน เราจะใช้ความจริงอันนั้นก็ไม่เท่ากับการที่ใช้ความจริงแห่งสิ่งทั้งปวงนั้นมาดูแลหัวใจของเรา เพราะพระพุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่งใจ ไม่ใช่ศาสนาแห่งพิธีกรรม

นี่คือมองแบบวิทย์ คิดแบบพุทธ

 

‘การให้ดีกว่าการรับ’ หลักคิด พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512709

‘การให้ดีกว่าการรับ’ หลักคิด  พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง

โดย เอกชัย จั่นทอง ภาพ : เสกรร โรจนเมธากุล

สัปดาห์นี้พาไปรู้จักนายตำรวจมากฝีมือที่ผ่านงานสืบสวนและปราบปรามมาอย่างโชกโชน ทั้งบทบู๊และบุ๋น มีผลงานคลี่คลายคดีสำคัญต่างๆ สารพัด เพื่อเป็นการลดอาชญากรรมในพื้นที่เขตรับผิดชอบให้เบาบางลง

“เดอะน้อย” พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.วังทองหลาง นามขาน “วังทอง 1” จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 46 มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดัง อย่าง พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น.  พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท  พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน รอง ผบก.บก.น.5

พ.ต.อ.ธรรมนูญ พื้นเพเป็นคน จ.ลำปาง รับราชการตำรวจครั้งแรกปี 2536 ติดยศร้อยตำรวจตรี ที่ สภ.เมืองกำแพงเพชร จนเติบโตตามสายงานตำรวจ กระทั่งปี 2540 ครองยศร้อยตำรวจเอก เป็นรอง สว.จร.สน.สุทธิสาร ถัดมาไม่นานเป็น รอง สว.สส.สน.สุทธิสาร ต่อมาปี 2547 ติดยศพันตำรวจตรี เป็น สว.สส.สน.เตาปูน ปี 2551 ช่วยงานสำนักงาน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรอง ผบ.ตร. เป็นรอง ผกก.ป.สน.ดินแดง กระทั่งติดยศพันตำรวจเอก เป็น ผกก.สน.วัดพระยาไกร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผกก.สน.วังทองหลาง

สำหรับ พ.ต.อ.ธรรมนูญ อาราธนาพระเครื่องคู่ใจคล้องคอเป็นประจำ คือ เหรียญรัชกาลที่ 5 หลังตราสัญลักษณ์ จปร เนื้อเงิน และกรอบรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พร้อมข้อความเตือนสติ ที่ “เดอะน้อย” ตั้งไว้บนหิ้งพระนานกว่า 20 ปี เรียกว่าย้ายห้องทำงานไปไหนต้องเอาติดตัวไปด้วยตลอด เพื่อเตือนสติในการทำงานไม่ให้หลงผิดทำสิ่งไม่ดี

ผกก.สน.วังทองหลาง เล่าว่า ครั้งหนึ่งมีโอกาสไปทำคดีจนติดตามทรัพย์สินและคนร้ายมาดำเนินคดีได้สำเร็จ ผู้เสียหายต้องการตอบแทนน้ำใจเลยปฏิเสธไปเพราะเป็นหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว กระทั่งวันหนึ่งผู้เสียหายคนเดิมนำเหรียญรัชกาลที่ 5 มาให้ บวกกับทุนเดิมเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้ว เลยแขวนติดตัวมาตั้งแต่ปี 2546 นานกว่า 14 ปีแล้ว

“การแขวนพระ คือ การเตือนสติให้เราทำดี คิดดี พระท่านก็ต้องคุ้มครอง ต่อให้แขวนพระดีศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน แต่ประพฤติปฏิบัติไม่ดี เชื่อว่าองค์พระจะไม่ปกป้อง แต่จะปกป้องสิ่งที่ดีแน่นอน อย่างส่วนตัวที่แขวนเหรียญรัชกาลที่ 5 นั้นคนไทยนับถืออยู่แล้ว อีกทั้งท่านได้สร้างคุณงามความดีสร้างประโยชน์ไว้มหาศาลมากมาย จึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวในแบบอย่างว่าท่านได้สร้างสิ่งสำคัญหลายอย่างให้กับประเทศไทย เราในฐานะตำรวจเป็นข้าราชการก็ต้องให้ความสุขกับประชาชน”

พ.ต.อ.ธรรมนูญ ยังเล่าอีกว่า ตั้งแต่คล้องเหรียญรัชกาลที่ 5 ไม่เคยเจอประสบการณ์แปลกๆ “แต่พี่ก็เจอสิ่งดีๆ มาตลอด” ทุกวันนี้สวดมนต์คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกก่อนทำงานเสมอ ไม่ว่าจะทำงานเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องสวดมนต์กราบไหว้พระ แล้วแผ่เมตตาให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย”

ดังคำว่า “บุญเราไม่เคยสร้าง…ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า”…! เป็นคำสอนของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) “เราต้องเป็นผู้ให้ก่อน เพราะก่อนจะเป็นผู้รับ เราต้องเป็นผู้ให้ก่อนเสมอ อย่าคิดเพียงว่าเป็นผู้รับอย่างเดียว แล้ว สักวันเมื่อเราลำบากยากเข็ญตกทุกข์ได้ยาก สิ่งที่เราให้ไปอาจย้อนกลับมาหาเรา โดยที่เราไม่ต้องเสาะแสวงหาเลย ไม่จำเป็นต้องไปไล่ขอใคร จึงเป็นหลักยึดหลักคิดเตือนตัวเองเสมอว่า การให้ดีกว่าการรับ”

นอกจากนี้ นายตำรวจคนเดิมยังเล่าย้อนประสบการณ์เฉียดตาย ครั้งติดยศร้อยตำรวจโท ที่ สภ.เมืองกำแพงเพชร ขณะนั้นคล้องพระหลวงพ่อเกษม เขมโก ช่วงเวลาประมาณตี 1 รับแจ้งเหตุรถบรรทุกชนกันขวางถนน ระหว่างเดินทางต้องผ่านโค้งช่วงมอกล้วยไข่ ลูกน้องที่ขับรถก็กลัวจะไม่ทัน รถติดมาก ตอนนั้นรถบรรทุกรถพ่วงก็เยอะ ระหว่างช่วงทางโค้งคนขับรถพยายามขับแซงรถพ่วงไปแล้วถึง 3 คัน และพยายามขับรถแซงรถพ่วงคันที่ 4 แต่ก็ยังไม่พ้น ปรากฏว่ามีรถสิบล้อขับสวนเข้ามา

“นาทีนั้นยังไงก็ชนประสานงาแน่นอน ยอมตายละวันนั้น คิดว่าตายแน่ๆ ปรากฏว่ารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้งที่เห็นหลอดไฟรถสิบล้อดวงใหญ่อยู่ตรงหน้า คิดว่ายังไงก็ไม่รอดแล้ว ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ตลอด ต่อมาเลยบอกลูกน้องค่อยๆ ขับรถไป” ผกก.สน.วังทองหลาง เล่าอย่างมีอรรถรส

ท้ายสุด พ.ต.อ.ธรรมนูญ มุ่งหวังว่า อยากตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกันให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างขวัญกำลังใจ สร้างบรรยากาศทำงานเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ดีมีสุข เพื่อบริการประชาชนอย่างเต็มที่ และย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนเสมอว่า “จะทำยังไงให้ประชาชนที่มาติดต่อราชการยิ้มกลับไปให้ได้” นั่นคือความสำเร็จของตำรวจ ถ้าเราทำได้…

 

ทั่วสังฆมณฑล ถวายสักการะสมเด็จช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512639

ทั่วสังฆมณฑล ถวายสักการะสมเด็จช่วง

โดย สมาน สุดโต และกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ พศ.

คณะสงฆ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประทศ หลั่งไหลมาถวายสักการะ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เนื่องในพิธีบำเพ็ญกุศลอายุวัฒนมงคลครบ 92 ปี พรรษา 72 ปี ณ วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

พระสงฆ์ที่เป็นพระธรรมทูต ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศอินเดีย มาถวายสักการะตั้งแต่ ตอนค่ำวันที่ 24 ส.ค. 2560 ส่วนพระสงฆ์สามเณรชาวต่างประเทศ สวดมาติกา-บังสุกุล ณ ตึกวิเศษธรรมกาย

ส่วนคณะสงฆ์หนเหนือ นำโดย พระวิสุทธิวงศา จารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ พร้อมคณะสงฆ์วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ ประกอบพิธีสืบชะตาหลวง ตามประเพณีล้านนา จัดพิธีสืบชะตาหลวง บายศรีทูลขวัญ ตามโบราณล้านนาถวาย วันศุกร์ที่ 25 ส.ค. 2560 เวลา 09.00 น. ณ พระอุโบสถวัดปากน้ำ

คณะสงฆ์วัดปากน้ำ ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ หอสังเวชนีย์ มงคลเทพนิรมิต วันที่ 25 ส.ค. เวลา 17.00 น.

วันที่ 26 ส.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันครบรอบอายุวัฒนมงคล สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ ณ ศาลาสตมานุสรณ์ ในเวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ คณะศิษยานุศิษย์ที่มาร่วมพิธีจะได้รับหนังสือเบญจศีล-นิจศีล ของมนุษย์ทั้งหลาย หนังสือเกร็ด คำสอนจากพรบุญ “สามจง” หนังสือมนต์พิเศษ ธัมมจักกัปวัตนสูตร ด้วย

ปัจจุบัน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สิริอายุ 92 ปี พรรษา 72 ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

เคยทำหน้าที่ ดังนี้

พระพรหมมงคล “หลวงปู่ทอง” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองผูกสายมงคลสมเด็จพระมหารัชฯ

พ.ศ. 2537-2558 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ พ.ศ. 2548 เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2556 เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2557 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน ประธานสมัชชามหาคณิสสร

มีนามเดิมว่า ช่วง สุดประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2468 ที่บ้านเลขที่ 32 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของนายมิ่งและนางสำเภา สุดประเสริฐ

ขณะที่มีอายุ 7 ขวบ นายมิ่งผู้เป็นบิดาถึงแก่กรรมลง ญาติจึงให้บรรพชาหน้าไฟตามประเพณี หลังเสร็จสิ้นพิธีศพแล้ว พี่ชายก็ลาสิกขา แต่ท่านยังคงบรรพชาอยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงลาสิกขาตาม

หลังจากนั้น ชีวิตเริ่มผูกพันกับวัดในละแวกใกล้บ้าน คือ วัดสังฆราชา และวัดลาดกระบัง และสำเร็จการศึกษาชั้น ป.4 ของโรงเรียนประชาบาลวัดสังฆราชา

ครั้นอายุ 14 ปี จึงบรรพชาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2482 ที่วัดสังฆราชา เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยมีพระครูศีลาภิรัต วัดลาดกระบัง เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อบรรพชาแล้วมุ่งศึกษาพระปริยัติธรรมและสอบนักธรรมชั้นตรี-โท ระหว่างนั้นได้ทราบกิตติคุณของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ จึงเกิดความปรารถนาจะเข้ามาศึกษาต่อภายใต้ร่มบารมีธรรม

พ.ศ. 2484 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำ โดยพระแจ่ม วัดสังฆราชา เป็นผู้นำมาฝากกับหลวงพ่อวัดปากน้ำและได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2488 ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

มีพระครูบริหารบรมธาตุ (ป่วน เกสโร) วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ด้วยความขยันและตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านจึงสอบได้มาโดยลำดับ เมื่อถึงปริยัติธรรมชั้นสูง หลวงพ่อสดจึงนำไปฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จ พระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เพื่อให้ศึกษาในสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

พ.ศ. 2497 หลังสำเร็จการศึกษาชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค จึงไปรับตัวท่านกลับมาช่วยงานที่วัดปากน้ำ เพื่อสานต่องานและโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มไว้

ออมสิน ชีวพฤกษ์ ถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชฯ

หลังการมรณภาพของหลวงพ่อสด ได้รับการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สืบต่อมาจนถึงกาลปัจจุบัน

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สร้างผลงานอันทรงคุณูปการในหลากหลายด้าน อาทิ งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ งานด้านการศึกษา งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นต้น

ลำดับงานปกครองสงฆ์ พ.ศ. 2500 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2508 เป็นเจ้าคณะภาค 3 พ.ศ. 2517 เป็นเจ้าคณะภาค 17 พ.ศ. 2528 เป็นเจ้าคณะภาค 7 พ.ศ. 2532 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม จนถึงปัจจุบัน

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ. 2499 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีวิสุทธิโมลี พ.ศ. 2505 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชเวที พ.ศ. 2510 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวรเวที พ.ศ. 2516 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระธรรมปัญญาบดี

พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

แม้จะไม่มีตำแหน่งให้คุณให้โทษ แต่ยังเป็นที่เคารพนับถือทั่วสังฆมณฑล เพราะเมตตา กรุณา และน้ำใจที่เผื่อแผ่ทั่วไป โดยไม่มีอคติ ตลอดมา n

 

วัดเขาวัง ฉลอง ป.ธ.9 ให้พระมหาพงศ์ศิริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512708

วัดเขาวัง ฉลอง ป.ธ.9 ให้พระมหาพงศ์ศิริ

โดย สมาน สุดโต กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักพุทธฯ

วัดเขาวัง พระอารามหลวง จ.ราชบุรี จัดพิธีฉลองเปรียญธรรม 9 ประโยค ให้กับพระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร ที่สอบ ป.ธ.9 ได้ วันที่ 3 ก.ย. 2560

พระมหาพงศ์ศิริ อายุ 30 ปี ได้รับยกย่องจากพระพรหมโมลี แม่กองบาลีสนามหลวง ในวันประกาศผลสอบเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2560 ว่า “ผลการสอบประโยค ป.ธ.9 ปีนี้ ได้ผลเป็น

ที่น่าพอใจ และที่สร้างความปลื้มใจให้กรรมการตรวจข้อสอบในครั้งนี้ คือ พระมหาพงศ์ศิริ ปญฺญาวชิโร วัดเขาวัง จ.ราชบุรี ที่สามารถทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม ซึ่งถือเป็นรูปแรกในรอบหลายปี เพราะตั้งแต่อาตมาเข้ามาทำงานเป็นเลขานุการแม่กองบาลีฯ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองบาลีฯ ก็เป็นเวลากว่า 20 ปี เคยเจอพระภิกษุ-สามเณรที่ทำข้อสอบประโยค ป.ธ.9 ได้คะแนนเต็มเพียง 5 รูปเท่านั้น”

ในขณะที่พระครูศรีสุตาภรณ์ (คำนึง)เจ้าอาวาสวัดเอี่ยมวรนุช กล่าวว่า พระมหาพงศ์ศิริ เป็นพระที่มีความกตัญญูมาก แม้จะมาขอพักที่วัดเอี่ยมวรนุช เพื่อเรียน ป.ธ.9 เพียงไม่กี่เดือน ก็ไม่เคยลืมวัด หมั่นมาเยี่ยมถ้ามีโอกาส จัดว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก

มอบโล่มอบทุน

อนึ่ง วันจันทร์ที่ 28 ส.ค. 2560 ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับแม่กองบาลีสนามหลวง จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนสำนักเรียน/สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีดีเด่น ฉลองปริญญาบัตร-พัดเปรียญ เปรียญธรรม 9 ประโยค และมอบประกาศนียบัตร พัดบาลีศึกษา แก่ผู้สอบได้ประโยคบาลีศึกษา ชั้น บ.ศ.3, 6 ปี 2560

ปี 2560 มีจำนวนนักเรียนสอบประโยคบาลีสนามหลวงรวมกันได้มากที่สุด อันดับ 1-10 ตามเขตปกครองคณะสงฆ์ จำนวน 50 สำนัก เปรียญธรรม 9 จำนวน 28 รูป และผู้สอบบาลีศึกษาได้ จำนวน 30 คน

งานเริ่มในภาคเช้า เมื่อพระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และมอบกล่าวเปิดประชุมสัมมนา จากนั้น พระพรหมโมลี แม่กองบาลีสนามหลวง บรรยายพิเศษ เรื่อง “การศึกษาพระปริยัติธรรม” และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นของผู้เข้าประชุม เรื่อง “การศึกษาของคณะสงฆ์”

ต่อมาในช่วงบ่าย ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถวายพัดรอง ย่าม และผ้าไตร แด่เจ้าสำนักเรียน/เจ้าสำนักศาสนศึกษา ดีเด่น/ผู้สอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ และมอบเข็มวิทยฐานะผู้สอบบาลีศึกษาได้

พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กล่าวสัมโมทนียกถา มีใจความว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เป็นการทรงจำสืบทอดศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการเล่าเรียนเพื่อน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เมื่อมีผู้ใฝ่ใจต่อการศึกษา ศาสนธรรมคำสอน ย่อมไม่เลื่อนหายไป ตราบใดที่พุทธบริษัทยังศึกษาอยู่ ตราบนั้น พระดำรัสคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จักสถิตสถาพรดำรงอยู่สืบไป ด้วยประการดังกล่าวนั้น จึงขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงช่วยกันจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อไป เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ในโลกนี้ตราบนานเท่านาน

พิธีมอบทุนและโล่ประกาศเกียรติคุณ สำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา ดีเด่น ประจำปี 2560 จัดที่พระมหาเจดีย์มหารัชฯ ท่ามกลางความยินดีของญาติโยม และความปีติของของผู้รับทุนและโล่ประกาศเกียรติคุณ และพัดประจำฆราวาสที่สอบบาลีได้ (เรียกว่า บ.ศ.)

 

แม่กองธรรมตามหาเยาวชนสอบ ธศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512637

แม่กองธรรมตามหาเยาวชนสอบ ธศ.

โดย ส.คนจริง

ได้ยินแม่กองธรรมสนามหลวง พระพรหมมุนี ตั้งคำถามว่า เยาวชนที่อยู่ในวงการศึกษามากถึง 20 ล้านคน แต่เข้าสู่การเรียนการสอนและการสอบบธรรมศึกษาเพียง 2 ล้านคน ส่วนที่เหลือหายไปไหน ซึ่งท่านตั้งคำถามไว้ที่หอประชุมสงฆ์วัดสามพระยา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 ในโอกาสที่บรรยายพิเศษในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมดีเด่น ปีการศึกษา 2559

ก่อนจะช่วยกันหาคำตอบให้ไปดูบันทึกการบรรยายพิเศษ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559 ที่หอประชุมพุทธมณฑล ท่านก็เรียกร้องให้ตามหาเยาวชนที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการเรียนการศึกษาธรรมศึกษาอีกนับสิบล้านคน ว่า หายไปไหน โดยแสดงตัวเลขผู้เรียนธรรมศึกษาทั่วประเทศมี ประมาณ 2 ล้านคน มาสอบจริงล้านเศษๆ ถ้าดูตามบัญชีหรือตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เยาวชนของชาติที่อยู่ในระบบการศึกษามากถึง 11-12 ล้านคน แต่มาเรียนมา ฝึกฝนศึกษาหลักธรรมเพียง 2 ล้านคน แล้วที่เหลืออีก 10 ล้านคน หายไปไหน ท่านจึงขอให้ มาช่วยกันตามหาที่หายไปว่าอยู่ที่ไหน

เมื่อปีที่แล้วท่านขอให้ 3 ประสานช่วยกันหา ได้แก่ 1.คณะสงฆ์ โดยเฉพาะระดับเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ 2.กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่น สพฐ. อาชีวะและอุดมศึกษา และ 3.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเฉพาะส่วนภูมิภาค คือ พศจ.ต้องมาช่วยกัน

ส่วนการบรรยายพิเศษที่ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 ไม่ได้เรียกร้องให้ 3 ประสานช่วยกัน หากแต่ท่านบอกว่าขอให้ช่วยๆ กัน

ผู้เขียนอยากช่วยตามหาเช่นกัน จึงมาศึกษาดูว่าที่เยาวชนจำนวนมากไม่ได้เข้าสู่การศึกษาธรรม หรือธรรมศึกษานั้นมีอะไรเป็นปัจจัย

ถามผู้รู้ และอ่านกระทู้ในอินเทอร์เน็ตมีคำตอบไม่ต่างกันมาก คือ ไม่จำเป็น ไม่มีแรงจูงใจ สอบได้แล้วเอาไปทำอะไร

เช่น กระทู้ใน Pantip 3-4 ปีก่อน ว่า มีโอกาสทางการศึกษาอะไรบ้างคะที่การสอบนักธรรมจำเป็น หรือช่วย Support? แล้วต้องสอบผ่านระดับไหนคะ? ปล.ขอบพระคุณที่ตอบล่วงหน้ามากๆ เลยค่ะ

คนแรก ตอบว่า ผมสอบนักธรรมตรีผ่านตั้งแต่ประถม ตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัย ยังไม่ได้ใช้อะไรเลยสักอย่าง

คนที่ 2 ตอบว่า พี่สอบนักธรรม ตรี โทเอก ผ่าน ไม่ได้ใช้เหมือนกัน

โรงเรียนมัธยมบังคับให้สอบ ถือซะว่าเรียนรู้หลักธรรมนะ ^^

อีกหลายๆ คำตอบมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือสอบ หรือไม่สอบก็ได้ สอบได้ก็ไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร

นอกจากนั้น ยังพบว่า บางคนยังแยกไม่ออกระหว่างธรรมศึกษากับนักธรรม สรุปว่าไม่มีแรงกระตุ้นที่จะขวนขวายเข้าเรียนเข้าสอบ นอกจากทางโรงเรียนบังคับให้สอบ เช่น ธรรมศึกษาตรี เป็นต้น โดยพระคุณเจ้าสร้างแรงจูงใจ เช่น ตั้งรางวัล สำหรับผู้เรียนและสอบได้ เป็นต้น

ผู้เขียน จึงเสนอว่า แค่ชักชวนให้เรียน หรือขอความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่พอ ควรจะมีแรงจูงใจให้คนอยากเรียน อยากเข้าสู่ระบบมากกว่านี้ เช่น สอบธรรมศึกษาตรีได้ให้มีคะแนนเพิ่มในวิชาคล้ายคลึงกันที่เรียนในโรงเรียนกี่คะแนน สอบนักธรรมศึกษาโท หรือเอก คะแนนในโรงเรียนจะเพิ่มเท่าไร ถ้าระดับอุดมศึกษาก็จัดหน่วยกิตให้ว่า ธรรมศึกษาตรีกี่หน่วยกิต ธรรมศึกษาโท กี่หน่วยกิต และธรรมศึกษาเอกกี่หน่วยกิต แบบนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจ

สิ่งสำคัญ ยุคนี้เป็นยุคเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไรต่างๆ นานา ถึงเวลาปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและการสอบธรรมศึกษาหรือยัง จึงขอเสนอให้แม่กองธรรมจัดหลักสูตรให้น่าเรียน หรืออยากสอบมากขึ้น เพราะธรรมศึกษานั้นได้กล่าวชื่นชมกันมาว่าจัดสอบเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระสังฆราช เจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ที่ทรงพิจารณาเห็นว่า การศึกษานักธรรมก็เป็นประโยชน์แม้แก่ผู้ที่มิใช่ภิกษุสามเณร โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการครู ดังนั้น คณะสงฆ์จึงอนุญาตให้ครูทั้งหญิงและชายเข้าสอบประโยคนักธรรมชั้นตรีในสนามหลวงได้ โดยได้ตั้งหลักสูตรประโยคนักธรรมสำหรับฆราวาส เรียกว่า “ธรรมศึกษาตรี” ซึ่งประกอบด้วยวิชาที่ต้องสอบเช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีสำหรับภิกษุสามเณร ยกเว้น วิชาวินัยบัญญัติ ใช้เบญจศีลเบญจธรรม และอุโบสถศีลแทน

ธรรมศึกษาตรี เปิดสอบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 ปรากฏว่ามีฆราวาสทั้งชายและหญิงสมัครสอบกันเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ผู้สอบนักธรรมชั้นตรี การสอบ 4 วิชา คือ 1.วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ใช้หนังสือ พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม 1

2.วิชาธรรม ใช้หนังสือ นวโกวาท แผนกธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติ

3.วิชาพุทธประวัติ ใช้หนังสือพุทธประวัติ เล่ม 1-2-3 และปฐมสมโพธิ พระนิพนธ์ สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว)

และ 4.วิชาวินัยบัญญัติ ใช้หนังสือนวโกวาท แผนกวินัยบัญญัติ, วินัยมุขเล่ม 1

ผู้สอบใช้เวลาสอบเพียง 1 วัน ทุกวิชา ส่วนการเรียนนั้นว่ากันว่าติวไม่กี่ชั่วโมงก็มา สอบได้ บางขณะผู้สอบคิดไม่ออก มีตัวช่วยในห้องสอบอีกต่างหาก สอบผ่านไม่ยาก ยิ่งถ้ามีแรงจูงใจทั้งหลายทั้งปวง ก็สามารถดึงคนเข้าสู่ระบบได้ โดยไม่ต้องถามหาเลยครับ n

 

เมื่อแรกเกิดมหาสงคราม (Great War) หรือสงครามโลกครั้งที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 18:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512640

เมื่อแรกเกิดมหาสงคราม (Great War) หรือสงครามโลกครั้งที่ 1

โดย เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ร.4

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์หนังสือ 100 ปี สงครามโลกครั้งที่ 1 งานพระราชนิพนธ์อันเนื่องด้วยงานพระราชสงคราม ณ ทวีปยุโรป จัดพิมพ์ จำนวน 500 ชุด จำหน่ายในราคา ชุดละ 3,000 บาท หนังสือเล่าเรื่องโดยสรุปว่า เมื่อแรกเกิดมหาสงคราม (Great War) หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I หรือ First World War) ในทวีปยุโรป เมื่อพุทธศักราช 2457 (คริสต์ศักราช 1914) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า สยามเป็นประเทศเล็ก อีกทั้งมีสัมพันธไมตรีกับประเทศคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ประกอบกับภัยสงครามคงจะไม่กระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยของไทยมากนัก จึงทรงดำเนินพระบรมราโชบาย

“กรุงสยามเป็นกลางในระหว่างการสงคราม” เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง และพสกนิกรทั่วพระราชอาณาเขต

อย่างไรก็ดี ทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า สยามคงไม่สามารถดำรงสถานะเป็น กลางอยู่ได้โดยตลอด เพราะประเทศเพื่อนบ้าน ที่รายรอบราชอาณาจักรอยู่นั้นล้วนเป็นอาณานิคมของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งสิ้น หากเจ้าอาณานิคมของประเทศเหล่านั้นสงสัยในความเป็นกลางของสยามเมื่อใด สยาม ก็จะอาจจะตกอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้ สยามคงต้องเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรในที่สุด ทรงเล็งเห็นว่าในระยะนั้นคนไทยจำนวนมาก ต่างสนใจติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของการสงคราม จึงทรงพระราชอุตสาหะแปลบทความ รายงานข่าว และนิยาย สงครามจากหนังสือพิมพ์ ต่างประเทศ รวมทั้งทรงพระราชนิพนธ์บทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามเป็นจำนวนมาก ส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆ พระราชนิพนธ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการโน้มน้าวประชาชนให้เข้าใจสถานการณ์และเข้าใจเหตุผลที่ต้องทรงประกาศสงครามในระยะเวลาต่อมาเป็นอย่างดี

เมื่อสงครามสิ้นสุด สัมพันธมิตรเป็นฝ่าย มีชัย ประเทศไทยได้รับประโยชน์มากมายหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ การได้ยกเลิกสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ที่ทำให้ไทยต้องเสียเอกราชทางศาล และสัญญาว่าด้วยการเก็บภาษีขาเข้าที่ทำให้ไทยเสียสิทธิในการกำหนดภาษีขาเข้า ซึ่งมีส่วนชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติมานานกว่า 60 ปี

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยดำรงอยู่ด้วยเอกราชอันบริบูรณ์ และได้พัฒนาเศรษฐกิจมาจนเข้มแข็งในบัดนี้ ก็ด้วยพระราชวิสัยทัศน์ และพระราชอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นปฐม

ท่านสามารถซื้อได้ที่มูลนิธิพระบรมราชา นุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โทรศัพท์ 02-281-4659 และ 02-282-2886 และมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานสาขา ภายในวัดมกุฏกษัตริยาราม โทรศัพท์ 02-280-1374 โทรสาร 02-282-1375

website : http://www.rama4foundation.org Facebook : http://www.facebook.com/Rama4Foundation/

 

เจ้าอาวาสวัดใหญ่อินทาราม เชิญชมภาพจิตรกรรมในโบสถ์ที่แฝงปริศนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 17:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512705

เจ้าอาวาสวัดใหญ่อินทาราม เชิญชมภาพจิตรกรรมในโบสถ์ที่แฝงปริศนา

โดย aส.สต

กรมศิลปากรจัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และสระแก้ว วันที่ 15-16 ส.ค. 2560 โดยนำคณะสื่อมวลชน เข้าชมวัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบุรี เป็นลำดับแรก ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธิวิมล เจ้าอาวาสวัดใหญ่อินทาราม ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ปัจจุบันอายุ83 ปี) มาบรรยาย และนำชม ท่านเล่าว่าวัดนี้เป็นวัดโบราณวัดหนึ่ง สร้าง พ.ศ. 1955 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประวัติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อเป็นที่พระยาวชิรปราการ ทรงเลือกวัดนี้เป็นจุดพักไพร่พล ก่อนมุ่งหน้าเมืองจันทบูร หลังออกจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 ปัจจุบันมีศาลของพระองค์ประดิษฐานเป็นที่สักการบูชาของชาวเมือง

หลวงปู่เชิญชมภาพจิตรกรรมวัดใหญ่อินทาราม

สิ่งสำคัญของวัด ได้แก่ พระอุโบสถ สร้างในสมัยอยุธยา มีฐานสิงห์รองรับตัวอุโบสถที่สร้างแบบอยุธยานิยมคือ ฐานแอ่นโค้งแบบท้องสำเภา

หลวงปู่เล่าว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อพระราชทานเพลิงศพบุคคลผู้หนึ่งที่วัดนี้ ได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นเวลานานพอสมควร ทั้งๆ ที่มิได้มีหมายกำหนดการมาก่อน แต่พระอุโบสถสะอาดพร้อมรับเสด็จ เพราะเปิดสวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็นเป็นประจำทุกวัน

พระอุโบสถ มีขนาดใหญ่ยาว 21 เมตร กว้าง 10 เมตร มี 7 ห้อง ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน 21 องค์หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศ แต่ละองค์ประดิษฐานบนฐานชุกชีที่มีลวดลายไม่ซ้ำกัน มีเสาร่วมในเป็นเสาไม้ ในจำนวนนั้นต้นหนึ่งที่ใกล้ชุกชีพระพุทธรูปประธาน ถูกไฟไหม้ที่โคนเสาเหตุเกิดตอนกลางคืน เมื่อเดือน ก.ย. 2559 เมื่อพระภิกษุมาเปิดพระอุโบสถตอนเช้าจึงเห็นควันเต็มพระอุโบสถ เดชะบุญไม่เสียหายอะไรมากนัก สาเหตุน่าจะมาจุดเทียนแล้วลืมดับ ทางวัดจึงสั่งห้ามจุดเทียนในพระอุโบสถ และกรมศิลปากรจะมาบูรณะให้ในระยะต่อไป

หลวงปู่ได้ชี้ชวนให้ชมการประดับมุกที่บานประตูพระอุโบสถทั้งสองด้าน ว่าเป็นฝีมือช่างจากพระนครศรีอยุธยา กว่าจะเสร็จงานทันฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งท่านไม่บอกว่านานแค่ไหน นอกจากบอกว่า เมื่อเริ่มงานราคาเปลือกหอยมุกอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท เมื่อใกล้เสร็จงานขึ้นมากิโลกรัมละ 2,500 บาท

บ่วงคล้องคอ

พระคุณเจ้าในวัย 83 ปี แต่กระฉับกระเฉงชี้ให้ดูภาพปริศนาที่บานประตูด้านในพระอุโบสถ เป็นภาพเขียนขึ้นใหม่ โดยท่านชี้ให้ดูภาพผู้ชายถือผ้าไตร เตรียมบวช 1 ภาพ อีกภาพหนึ่งตรงกันข้ามเป็นภาพเขียนหญิงสาวที่มีห่วง 3 ห่วง เป็นเครื่องประดับ หลวงปู่บอกว่า ผู้ชายออกบวชไม่ได้เพราะติด 3 บ่วงนี้แล

บ่วงที่ 1 คือบุตร (ปุตเต คีวัง) คล้องที่คอ บ่วงที่ 2 คือทรัพย์ (ธนัง ปาเท) คล้องที่เท้า และบ่วงที่ 3 คือภรรยา (ภริยา หัตเถ) คล้องที่มือ หากตัด 3 บ่วงได้ก็มีทางเดินเข้าสู่ความสงบคือพระนิพพาน

ก่อนจะจบบรรยาย ท่านให้ทำนายเรื่องกระดาษว่าหมายถึงอะไรคือ

กระดาษแผ่นนี้ ไม่หนา แต่ทำให้คนไม่มีความสุข กระดาษแผ่นนี้ ไม่ใหญ่ แต่ทำให้คนกลัว และกระดาษแผ่นนี้ไม่หนัก แต่ทำให้คนปวดหัว โกรธเคืองถึงกับไม่เผาผีกันเลย

พวกเราฟังทายไม่ได้ ในที่สุดหลวงปู่เฉลยว่ากระดาษนั้นคือ เงิน เงิน เงิน ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเพลงอำนาจเงินว่า โธ่เงินเอ๋ยเงิน โอ้เงินเอ๋ยเงิน อำนาจมันเกิน จะเอื้อมอาจ คนเราเคารพ คบกันที่เงิน ไม่มีเขาเมิน ดังหมดญาติ เงินตรานี่หรือ คือกระดาษผู้สร้างขึ้นมา ซิอนาถ หลงใหลเป็นทาส อำนาจเงิน

ประตูมุกที่ใช้เวลามากกว่าจะรังสรรค์เสร็จ

รอบกำแพงพระอุโบสถด้านใน เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้ง 4 ด้าน

ด้านหน้า ปรากฏภาพมารผจญขนาดใหญ่เต็มผนังเกือบถึงระดับพื้นพระอุโบสถตอนบนสุดเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย บนบัลลังก์ภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว และซุ้มโพธิ์มีฉัพพรรณรังสี ถัดลงมาเป็นภาพแม่พระธรณียืนบิดมวยผม ตามที่เห็นทั่วไปในพระอุโบสถอื่นๆ เช่น ภายในกองทัพพญามารมีทหารชาติต่างๆ เช่น ชาวจีน ฝรั่งเศส ชวา จาม เป็นต้น แต่ละตนถืออาวุธแตกต่างกันออกไป เช่น กระบี่ กริช มีดพร้า เป็นต้น ด้านขวาเป็นภาพอุทกธาราไหลท่วมกองทัพเหล่ามาร พญาวสวัตดีมารยอมแพ้ถวายอัญชลีแด่พระพุทธองค์

แต่มีภาพปริศนาหลายภาพแฝงอยู่ เป็นภาพอะไรนั้น หลวงปู่ให้ไปดูเอง เพราะพระอุโบสถเปิดทุกวัน

 

 

พระเครื่อง ยึดเหนี่ยวจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 13:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512537

พระเครื่อง ยึดเหนี่ยวจิตใจ

โดย ธนพล บางยี่ขัน

ภายนอก ถวิลวดี บุรีกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อาจดูเป็นสาวบู๋ ขาลุย แต่ลึกๆ แล้วหากรู้จักสนิทสนมจะรู้ว่า เธอมีอีกมุมที่เป็นคนธรรมะธรรมโม เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ควบคู่ไปกับการบูชา พระเครื่อง พระพุทธรูป ไว้ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ แถมมีเยอะจนต้องเร่ิมแบ่งปันให้คนรอบตัวไปช่วยบูชา

ถวิลวดี เล่าให้ฟังว่า เร่ิมห้อยพระตั้งแต่เด็กเพราะคุณพ่อให้ใส่ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจมาก จนมาถึงช่วงเรียนปริญญาโท ช่วงที่ต้องทำวิทยานิพนธ์เครียดๆ เริ่มเข้าวัดทำบุญ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้หันมาบูชาพระ ชนิดที่ไปวัดไหนก็ต้องเช่าบูชาติดไม้ติดมือกลับบ้าน ควบคู่ไปกับการศึกษาทั้งเรื่องธรรมะ และเรื่องพระเครื่องควบคู่กันไป

“ตอนแรกก็อ่านหนังสือบ้าง พูดคุยศึกษาจากคนอื่นบ้าง ไปเจอคนอื่นคุยกันบางทีก็มองว่าคนนั้นคนนี้เขาห้อยพระอะไรกัน แต่ส่วนตัวที่มีไว้บูชาเยอะคือพระสายนักรบ อย่าง พระนเรศวร พระเจ้าตากสิน อาจจะเป็นเพราะส่วนตัวเป็นคนบู๊ๆ ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพระนเรศวร จะมีเต็มบ้าน ตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านอยู่พิษณุโลก แถมตอนเด็กๆ ยังเรียนที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม วังจันทน์ สถานที่ประสูติพระนเรศวร”

ก่อนจะออกจากบ้านเธอจะไม่ลืมคล้องพระเพื่อความอุ่นใจ โดยเลือกสลับไปมาไม่ได้ซ้ำเหมือนเดิมทุกวัน แต่ที่สวมคอบ่อยๆ ที่สุด คือ เหรียญไพรีพินาศ ปี 2534 รุ่น 50 ปี กรมอาชีวศึกษา วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งจะมีส่วนผสมแผ่นยันต์พระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ, พระสมเด็จชนะ วัดชนะสงคราม ด้านหลังเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า (พระกู้ชาติ) เป็นพระที่พระนเรศวรทรงติดไว้ที่พระมาลา (หมวก) เวลาออกศึก, เหรียญจักรพรรดิ 400 ปี พระพุทธชินราช หลังพระนเรศวร ปี 2533 วัดพระศรีมหาธาตุ ลูกแก้ว หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก วัดป่าวิเวกธรรม จ.ขอนแก่น, พระลีลา 25 ศตวรรษ

ไม่เพียงแค่พระเครื่อง หรือพระพุทธรูป อย่างเจ้าแม่กวนอิม ที่สามารถท่องบทสวดได้ หรือจตุคามรามเทพ ที่เคยได้รับจากศิษย์ ของ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่นิยม จนตอนหลังกลายเป็นของหายาก รวมไปถึง พระพิฆเนศ ที่เดิมชอบในแง่ความเป็นศิลปะ ทั้ง แบบกัมพูชา แบบอินเดีย เวลาไปต่างประเทศก็จะซื้อติดตัวกลับมาตอนหลังก็นำมาบูชาด้วย

อดีต สปท. เล่าให้ฟังว่า มีพระไว้บูชาเยอะจนบางครั้งไปเจอที่นั่นที่นี่หรือไปเห็นของคนอื่น หรือมีคนพูดถึง ก็นึกได้ว่าเราก็มีเคยมีแต่ไม่รู้ว่าไปเก็บไว้ไหน คาดว่าหลังจากที่หมดวาระการทำหน้าที่จาก สปท. แล้วจะใช้เวลาช่วงนี้ไปจัดระเบียบพระที่บ้านให้เป็นระเบียบมากขึ้นจากที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

“นึกไปพระที่คล้องไว้มีแต่ออกรบ… แต่ทั้งหมดก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้สู้งานหนักเพื่อชาติ อย่างพระไพรีพินาศนี่ก็อุ่นใจที่คล้อง พระสมเด็จชนะ ก็ให้ชนะใจตนเองห้ามกระทำการที่ไม่ดี คล้องแล้วก็ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจเตือนสติ ทำให้เป็นคนบู๊น้อยลง สงบมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีสติ มีปัญญา คิดวิเคราะห์ ทำให้ช่วยทำงานดีขึ้นด้วย”

เดิมแต่ละวันออกจากบ้าน หรือไปต่างจังหวัดก็จะนำพระติดตัวไปค่อนข้างเยอะ แต่ก็มีบางวันที่ลืมหรือไม่นำพระติดตัวไปก็ไม่เป็นไรเพราะเริ่มเข้าใจ มีสติ สมาธิ มากขึ้น อีกหน่อยอาจะเหลือติดตัวแค่องค์เดียวหรือไม่พกเลยก็ได้ โดยเฉพาะระยะหลังเริ่มเข้าวัด สวดมนต์ ทำสมาธิ

ถวิลวดี เล่าว่า เริ่มฝึกปฏิบัติทำสมาธิกับอาจารย์หลายวัด ทั้ง หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี จนกระทั่งมาเจอ หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก วัดป่าวิเวกธรรม จ.ขอนแก่น ที่ดูจะเข้ากับตัวเองมากที่สุด ดังนั้น หากมีเวลา มีโอกาสก็จะเข้าวัด ทำบุญ ทำสมาธิ ส่วนเรื่องเช่าบูชาพระก็ลดน้อยลง

สำหรับเรื่อง “พุทธคุณ” ที่ประสบพบมากับตัวนั้นมีหลายเรื่อง แต่เรื่องที่หนักที่สุดน่าจะเป็นตอนเรียนปริญญาโท เรียนหนักช่วง ทำวิทยานิพนธ์ จนเริ่มเบลอถึงขั้นขับรถชนรั้วบ้านอย่างจัง รถพังยับ แต่ตัวเองก็ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ตอนนั้นก็ไม่รู้ทำไมไม่เป็นอะไร มีคนถามว่าห้อยพระอะไร ก็มีเยอะมากวันนั้น

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การบูชาพระเครื่อง พระพุทธรูป เป็นเรื่องของการหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่างพระที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ยังช่วยให้เตือนสติเราให้ทำงานเพื่อแผ่นดิน ทำให้จิตใจสงบมีมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ช่วยให้จิตใจสงบ ไม่โกรธ ไม่โมโห แผ่เมตตาทุกวันเข้าใจคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้

“การที่เรามีพระและธรรมะทำให้มีอะไรช่วยยึดเหนี่ยวจิตจากที่เคยเป็นคนบู๊ ชนไปหมดทุกวันนี้ก็ลดลงมาก มีสติมากขึ้น มองอะไรลึกซึ้ง ช่วยให้หาทางออกง่ายขึ้น อย่างงานด้านประชาธิปไตยที่จะต้องยอมรับความแตกต่างในการอยู่ร่วมกัน ต้องไม่ยึดติดความคิดของตัวเอง ต้องรับฟัง ไม่มีอคติ เพื่อร่วมกันหาฉันทามติในการเดินหน้าหาทางออกร่วมกัน” ถวิลวดี กล่าว

 

สามัญสำนึกมีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 18:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/512638

สามัญสำนึกมีไหม

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

ทางม้าลายนี่นี้ กูครอง

มึงอย่าคิดจับจอง ขอห้าม

สหัสเนตรส่องกล้องมอง แคร์ไม่

กูใคร่เตือนคนข้าม ช่วยอ้อมไปไกลไกล

เป็นโคลงสี่สุภาพ…แต่อาจจะใช้คำไม่สุภาพบ้าง ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน

จริงๆ แล้ว มึง กู สมัยหนึ่งก็ใช้เป็นคำเรียกกันปกติ แต่มาสมัยนี้กลายเป็นคำไม่สุภาพ คงพูดได้กับคนที่สนิทกันจริงๆ หรือถ้าจะพูดก็ต้องดู “กาละ” (เวลา) “เทศะ” (สถานที่) และ “บุคคล” เป็นสำคัญ ไม่อย่างนั้น คำพูดที่ว่าอาจเรียกแขกมารุมสกรัมใครจะไปรู้ ยิ่งยุคนี้โลกโซเชียลไวมากเดี๋ยวมีถล่มให้เห็น

ก่อนอื่นขอออกตัวว่า ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องบทเรื่องกลอน แต่เห็นภาพนี้แล้วกลับรู้สึกว่า ถ้าสื่อสารด้วยบทกลอนแบบบ้านๆ ดูจะเข้าท่าเข้าทีกว่า คิดว่ามันเข้าถึงความรู้สึกของคนจริงๆ ที่ได้เห็นภาพนี้

ภาพดังกล่าวผมถ่ายเมื่อปี 2559 สถานที่เป็นบริเวณสี่แยกทางด่วนสาธุประดิษฐ์ตัดกับถนนรัชดาภิเษก มีป้อมตำรวจ สน.บางโพงพาง อยู่ใต้สะพานทางด่วนสาธุประดิษฐ์ จุดที่ถ่าย เป็นทางม้าลาย ตรงหัวมุมโรงเรียนพระแม่มารีสาธุประดิษฐ์

เหตุผลที่ถ่าย เพราะเห็นภาพแบบนี้ทุกวัน เห็นจนเอือมระอา ไม่อาจจะอดทนกับพฤติกรรมของคนบางคนจึงต้องเก็บภาพไว้…ไม่ได้จะเอามาเก็บเป็นที่ระลึกอะไรหรอก แต่อยากกระตุ้นเตือนคนไทยมากกว่าให้เคารพกฎจราจรและสิทธิของคนอื่น และต้องการกระตุ้นไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใส่ใจกรณีนี้มากๆ รู้สึกว่าจะหย่อนยาน และไม่ค่อยสร้างความตระหนักรู้ในวินัยจราจรให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนเท่าไร

คิดดู…ละแวกสาธุประดิษฐ์ มีโรงเรียนเยอะมาก แล้วเด็กนักเรียน คนไปทำงาน หรือประชาชนที่สัญจรไปมา เวลาข้ามทางม้าลายต้องเดินอ้อมคนพวกนี้ที่จอดรถบนทางม้าลายทั้งที่มันเป็นทางเดินของคนโดยเฉพาะ รถทั้งหลายไม่มีสิทธิมาจอดบนนี้

แล้วดูคนพวกนี้ทำ มันยุติธรรมสำหรับคนเดินข้ามถนนแล้วหรือไม่ ท่านผู้อ่านเห็นแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง…ขัดตาหรือเฉยๆ หรืออยากจะลงไปเสวนากับคนพวกนี้สักครั้ง

นี่มัน “จอมล้ำ” ชัดๆ แล้วตำรวจไม่คิดจะจัดการอะไรเลยหรือ ก็จัดระบบระเบียบไปสิท่าน ปล่อยปละละเลยไว้อย่างนี้คนมันก็ทำอีก เอ่อ…แต่จะว่าตำรวจไม่ทำเลยก็ไม่ถูกเพราะบางวันนึกจะเคร่งก็เคร่ง บางวันนึกจะปล่อยก็ปล่อย ดูแล้วไม่มีความเสมอต้นเสมอปลายเอาเสียเลย…คนมันก็เลยได้ใจ

ภาพที่เห็น…มันคือความไม่เรียบร้อย มันคือความไม่สวยงามบน ท้องถนน มันคือการไม่เคารพกฎจราจร มันคือการไม่เคารพสิทธิของคนอื่น และมันคือการเห็นแก่ตัวของคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามัญสำนึกพื้นฐาน คือ การรู้จักผิดชอบชั่วดีควรไม่ควรของคนเรามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

บางคนถึงขั้น “ขาด” เชียวแหละท่านเอ๋ย