วิจารณ์แซดประกาศสำนักพุทธฯ ที่จัดมาตรฐานสำนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511362

วิจารณ์แซดประกาศสำนักพุทธฯ ที่จัดมาตรฐานสำนักเรียน

โดย…ส.คนจริง

พระเถระวิจารณ์กันแซด ที่มีประกาศเรื่องมาตรฐานสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา พ.ศ. 2560 ที่ลงนามโดย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งพระเถระที่บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ ทั้งนักธรรมและบาลี บอกว่า หน้าที่ในการออกระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งสองแผนก เป็นของแม่กองบาลีสนามหลวง และแม่กองธรรมสนามหลวง หรือที่สูงขึ้นไปก็เป็นมติมหาเถรสมาคม

การที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกประกาศ เรื่อง มาตรฐานสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 1 ส.ค. 2560 ถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นโมฆะ

เรื่องอย่างนี้ กรรมการมหาเถรสมาคม ต้องทำให้กระจ่าง มิเช่นนั้นจะคลุมเครือ

ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง อ่านประกาศนี้ก็สงสัยว่า จะทำบอนไซ หรือตอน การศึกษาพระปริยัติธรรม ไม่ให้เติบโตหรือเปล่า เพราะดูคุณสมบัติของผู้เรียนที่ประกาศออกมานั้น มีคุณสมบัติดีไม่ต้องมาเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำจุนก็ได้ ที่น่าเป็นห่วง ดูเหมือนจะขัดแย้งกับมติของมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2555

ประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี พ.ศ. 2555 ประกาศไว้ 5 หมวด ในจำนวนนั้น หมวด 4 ว่าด้วยการบริหารและการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ที่ระบุในข้อ 11 ว่า ให้เจ้าสำนักเรียนและเจ้าสำนักศาสนศึกษาจัดการศึกษา หรือส่งเสริมให้ศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติม แก่ผู้เรียนที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยคำแนะนำของมหาเถรสมาคม

ส่วนประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา พ.ศ. 2560 กำหนดมาตรฐานสำนักและสำนักศาสนศึกษา จำนวน 4 มาตรฐาน คือ 1.ด้านครูสอนพระปริยัติธรรม 2.ด้านของผู้เรียน 3.ด้านกระบวนการบริหาร และการจัดการของผู้บริหารสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา 4.ด้านประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิภาพ

ตามประกาศนี้ แจงคุณสมบัติแต่ละมาตรฐานออกเป็นข้อๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหา คือ มาตรฐานที่ 2 ด้านของผู้เรียน ที่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

2.1 คุณสมบัติของผู้เรียน

1) ผู้เรียนจะต้องสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ

2) ผู้เรียนจะต้องมีศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง

3) ผู้เรียนมีอุดมการณ์ในการเป็นศาสนทายาทที่ดีสืบต่อพระพุทธศาสนา

4) ผู้เรียนมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้

2.2 คุณภาพของผู้เรียน

1) ความสามารถในการอ่าน การเขียน และแปลภาษาบาลี

2) ความสามารถในการอธิบายขยายความหัวข้อธรรม

3) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านตามหลักเกณฑ์ของแม่กองธรรมสนามหลวง และแม่กองบาลีสนามหลวง

5) ความพร้อมในการศึกษาต่อ หรือการปฏิบัติศาสนกิจ

คุณสมบัติแบบนี้ คงควานหาผู้มาเรียนได้ยาก โดยเฉพาะ 2.1 ข้อ (วงเล็บ) 1 เพราะทางเลือกเขามีมากกว่า และ 2.2 (วงเล็บ) 1 นั้น คนที่มาเข้าโรงเรียนพระปริยัติธรรม แค่อ่านหนังสือทั่วไปยังอ่านไม่ออก แต่ข้อนี้ระบุว่าต้องแปลภาษาบาลีด้วย รู้สึกว่าจะเลิศมากกว่าความเป็นจริง

ความเป็นจริง ก็คือ เด็กที่มาบวชเรียนเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม หรือภาษาบาลี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แม้ว่าจะจบการศึกษา ป.6 มาแล้ว ครูพระต้องจับมาเรียนมาสอนใหม่ จนกระทั่งอ่านออกเขียนได้ จึงให้เรียนนักธรรมชั้นตรี

ดังนั้น มาตรฐานของผู้เรียน ตามประกาศสำนักพุทธฯ จึงเป็นที่กังขาของพระสงฆ์ที่บริหารการศึกษาจึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อผู้บริหารการศึกษามารับโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนสำหรับสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมดีเด่น เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา

รองเท้าของครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511361

รองเท้าของครู

โดย…สธน เปลี่ยนจันทรสิรตระกูล

เมื่อหลายเดือนมาแล้วผมไปสถาบันโหราศาสตร์วิทยา ที่เปิดสอนโหราศาสตร์ ณ วัดอัมพวา ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 เจอผู้ชายเสื้อดำ แล้วผมได้เจอผู้ชายเสื้อดำใส่แว่นคนนี้โดยบังเอิญที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา

พอไปถึงก็เห็นผู้ชายคนนี้คุยกับอาจารย์ธนกร สินเกษม อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยฯ ด้วยความที่ไม่รู้จักจึงไม่ได้ทักทาย จนกระทั่งเขายกตู้กระจกสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็ไม่เล็กเกินไปมาวางบนโต๊ะเรียนในช่วงที่อาจารย์ธนกรกำลังจะสอนวิชาสัตตเลข ก่อนจะสอน อาจารย์ธนกรได้แนะนำผู้ชายคนนี้ให้กับนักเรียนในห้องเรียนได้รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน

ผมไม่ได้สนใจผู้ชายคนนี้เท่าไร แต่สนใจใคร่อยากรู้สิ่งที่เขานำมามากกว่า คือตู้กระจกกรอบทอง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าข้างในตู้มีรองเท้าหนังสีดำ 1 คู่ ขันเงินใส่ดอกไม้บูชา 1 ใบ สิงโตหยก 1 คู่ และเทียนหอมสีเหลืองตั้งอยู่ข้างหน้า

ด้วยความอยากรู้ก่อนใครจึงถามอาจารย์ธนกรว่า เขาผู้นี้เป็นใครและสิ่งที่เขานำมาคืออะไร พอได้รู้ก็อดอุทานในใจ ทว่าในเชิงชื่นชมเขาไม่ได้เพราะไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน นอกจากในเรื่องรามเกียรติ์ หรือรามายณะของอินเดีย ที่พระพรต (ลูกของนางไกยเกษี มเหสีองค์ที่สองของท้าวทศรถ) ซึ่งเป็นน้องชายของพระราม ที่นำเอาฉลองพระบาทของพระรามมาวางบนราชบัลลังก์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระรามยังเป็นกษัตริย์แห่งกรุงอโยธยาอยู่

การกระทำแบบนี้ของพระพรตนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพและจงรักภักดีต่อพระรามผู้เป็นพี่ชายซึ่งถูกแม่ของเขา (นางไกยเกษี) วางแผนให้พระรามออกป่านานถึง 14 ปี เพื่อหวังให้พระพรตได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระทศรถผู้บิดา แต่พระพรตไม่คิดจะเป็นกษัตริย์กลับยินดีในตำแหน่งพระยุพราชเพราะความเคารพในพระรามนั่นเอง

แล้วผู้ชายคนนี้ถ้าเอ่ยชื่อในอดีตของเขาบางคนอาจจะเคยรู้จักและคุ้นหน้า เขาคือ “ช้าง มกจ๊ก” นักแสดงตลกที่เคยอยู่กับจาตุรงค์ มกจ๊ก มาก่อน 4 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับหนู คลองเตย แต่ปัจจุบันเขาเป็นนักโหราศาสตร์ที่ดังเงียบๆ คือไม่ออกสื่อแต่คนในแวดวงคนใหญ่โตมีหน้ามีตาในสังคมรู้จักเขาดีในชื่อ “โหราศิวะศิลป์ ศรีวิศาลโอฬารกุล” หรืออาจารย์ข้าว

และจะบอกว่ารองเท้าในกระจกนั้นเป็นของอาจารย์ธนกร สินเกษม ซึ่งเขาไปขอมาจากอาจารย์ธนกร ในคราวไหว้ครู เพื่อเอามาไว้เป็นการระลึกถึงและบูชาคุณของอาจารย์ธนกร และการที่เขาทำแบบนี้ก็ได้ตัวอย่างมาจากสิ่งที่พระพรตทำต่อพระรามนั่นเอง

เขาบอกว่าบางคนอาจจะหาว่าเขาทำเว่อร์ไปหรือเปล่า เอารองเท้ามาปิดทองบูชา สำหรับเขาแล้วอาจารย์ธนกรคือผู้ที่ดึงเขาจากชีวิตที่ยากลำบากสุดๆ มาสู่ชีวิตที่มีความสุขและมีพร้อมทุกอย่าง

“ช่วงขาลงของตลกลำบากมากแทบไม่มีเงินกินข้าว แต่พอได้มาเรียนโหราศาสตร์กับอาจารย์ธนกรทำให้ชีวิตดีขึ้น มีทุกอย่างทั้งบ้าน รถยนต์ โดยเฉพาะรถสองสามคันแทบไม่ได้ซื้อเพราะลูกศิษย์ที่ดูดวงให้มา ผมยอมรับว่าผมมีวันนี้เพราะมีครูจริงๆ”

 

เตรียมคุมเข้ม สอบธรรมสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511360

เตรียมคุมเข้ม สอบธรรมสนามหลวง

โดย…สมาน สุดโต

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง เตรียมออกกฎระเบียบใหม่ คุมเข้มการสอบธรรมสนามหลวง และธรรมศึกษา เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม

พระพรหมมุนี (สุชิน) แม่กองธรรมสนามหลวง กล่าวปาฐกถาพิเศษในที่ประชุมพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมดีเด่น ปีการศึกษา 2559 วันที่ 23 ส.ค. 2560 ความตอนหนึ่งว่า สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) อดีตแม่กองธรรมสนามหลวง พูดตลอดว่า การศึกษาของเรานั้นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ ทั้งนักธรรมและบาลีต้องทำไห้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมและประเทศชาติ

แต่เรื่องการสอบนั้น สมเด็จพระวันรัตได้พูดตลอดเช่นกัน ว่าอยากให้การสอบหรือการเรียนนักธรรมของเรานั้น เป็นจริงเป็นจัง ชัดเจน ให้มีความรู้้เหมาะสมกับภูมิความรู้ชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก ให้สมกับความที่จะเป็นผู้ประกาศและสั่งสอนธรรมในโอกาสต่อไป

พระพรหมมุนีอ้างถึงสมเด็จพระวันรัตที่พูดว่า เรื่องการเรียนก็อยากเรียนให้ครบ อยากให้เรียนกันจริงจัง ให้ได้ความรู้ความเข้าใจชัดเจน จะสอบได้หรือไม่ได้ ขอให้มีความรู้มากๆ ผู้ที่สอบได้แปลว่ามีความรู้แท้จริง ถ้าสอบไม่ได้ก็ต้องเพิ่มความรู้ให้แตกฉาน

สมเด็จพระวันรัต บอกว่า อย่าให้มุ่งที่การจะสอบได้อย่างเดียว แต่ต้องมุ่งถึงความเข้าใจด้วย เพื่อนำความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนและสังคมต่อไป

การประชุมคณะผู้บริหารแม่กองธรรมสนามหลวง เมื่อเดือนที่แล้ว สมเด็จพระวันรัต ในฐานะประธานที่ปรึกษาได้ร่วมประชุมด้วย ท่านก็พูดเรื่องที่ท่านเคยพูด ได้ยินจนคุ้นหู คือ การจัดการเรียนการสอบ ซึ่งท่านต้องการให้จริงจัง มิใช่มาติวก่อนสอบ 7 วัน 10 วัน เพราะสิ่งที่ได้ไม่ชัดเจน เป็นความรู้เพื่อการสอบ มิใช่เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติ

ในเรื่องการสอบนั้น สมเด็จพระวันรัต ปรารภว่า จะทำอย่างไรให้การสอบจริงจัง เป็นการสอบที่ถูกต้อง เรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม ซึ่งท่านจะไม่พูดว่าทุจริต แต่บอกว่าอยากให้เป็นการสอบที่เรียบร้อย เป็นไปด้วยความสุจริต ยุติธรรม ซึ่งท่านพูดมา 15-16 ปี สิ่งนั้นก็ยังไม่สัมฤทธิ์ 100%

พระพรหมมุนี จึงบอกที่ประชุมว่า (ในฐานะแม่กองธรรมสนามหลวง) ขอสานต่อ ขอฝาก (กับเจ้าสำนักเรียนที่มารับโล่ รับทุน) ว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนจริงจัง เรียบร้อย สุจริต ยุติธรรม ดังที่เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตได้เคยปรารภไว้

พระพรหมมุนี เล่าว่า สมเด็จพระวันรัตเคยเห็นการสอบในที่บางแห่ง ก็รู้สึกอายคฤหัสถ์ที่เขาทำด้วยความเรียบร้อย สุจริต ยุติธรรม

สมเด็จพระวันรัตเคยขอลาออกจากแม่กองธรรมสนามหลวง 2 ครั้ง ย้อนหลังไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว แต่มหาเถรสมาคมขอร้องให้อยู่ต่อ จึงเป็นแม่กองธรรมต่อมาอีก 5-6 ปี ทั้งนี้เพราะท่านรู้สึกอายที่ยังมีการสอบที่ไม่สุจริต เคยประชุมเจ้าคณะผู้ปกครอง ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะชี้แจงนโยบายโดยขอให้ช่วยกัน ว่าทำอย่างไรให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่เป็นผล

สมเด็จพระวันรัต ประธานที่ปรึกษาแม่กองธรรมสนามหลวง

สมเด็จพระวันรัต เล่าว่า เคยไปเยี่ยมสนามสอบต่างจังหวัดโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ซึ่งที่สนามสอบนั้นก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง ได้เข้าไปที่ห้องสอบ เห็นหนังสือวางบนโต๊ะ ขณะนั้นมีสามเณรมาจับแขน แล้วบอกว่า หลวงตาช่วยเปิดให้หน่อย เพราะหาไม่เจอ อันนี้เป็นประสบการณ์ที่สมเด็จพระะวันรัตเล่าให้ฟัง เพื่อบอกว่า เราไม่เอาจริงจังกันในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความเสียหายของคณะสงฆ์

สมเด็จพระวันรัต ปรารภว่า เราจะได้บุคลากรเช่นนี้มาเป็นผู้บริหารคณะสงฆ์ แล้วคณะสงฆ์เราจะเป็นอย่างไร เมื่อเริ่มต้นเป็นอย่างนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไร

เมื่อมีการประชุมคณะผู้บริหารแม่กองธรรมสนามหลวงครั้งที่แล้ว ได้หยิบยกว่า ควรจะทำอย่างไรให้เกิดความชัดเจนและจริงจัง (ในการสอบ) พระพรหมมุนี จึงเสนอให้คณะทำงานยกร่างกฏระเบียบให้ชัดเจนขึ้น และให้ถือปฏิบัติกันทั่วประเทศ เพื่อเอาจริงเอาจังต่อการสอบให้มากขึ้น ขณะนี้กำลังเขียนอยู่ คงจะประกาศออกไปอีกครั้งหนึ่งในระยะเวลาใกล้ๆ การสอบชั้นตรี โท เอก รวมทั้งธรรมศึกษา

ตามกฎกติกาใหม่ ผู้ไม่ปฏิบัติจะต้องถูกลงโทษ โดยเขียนให้ชัดเจนว่า ต้องปฏิบัติอย่างไร ถ้าไม่ปฏิบัติหรือทำผิดอย่างไร ต้องมีโทษกับผู้รับผิดชอบนั้นๆ ด้วย

กฎกติกานี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ถ้ามหาเถรสมาคมเห็นชอบก็จะดำเนินการได้ และจะได้แจ้งสนามสอบทั่วประเทศนำไปปฏิบัติ

ถ้าสนามสอบใดไม่ปฏิบัติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎเกณฑ์ที่กำนดไว้

สมเด็จพระวันรัต อดีตแม่กองธรรมสนามหลวง ก็พูดด้วยความเป็นห่วงว่า เจ้าคุณแม่กองธรรม กล้าที่จะทำหรือ พระพรหมมุนี จึงบอกว่า ต้องทำ ถ้าจะเสียหรือถูกตำหนิ ด้วยเหตุนี้ก็ต้องทำ

ท่าน เล่าว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที

กฎกติกาใหม่ เป็นการปรับปรุงระเบียบการสอบให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย มีผู้ที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง ถ้าปรากฏว่ายังบกพร่องอยู่ก็อาจมีการยกเลิก หรือพระสังฆาธิการที่รับผิดชอบคงต้องมีโทษบ้างตามควรแก่กรณี เรื่องนี้จะเกิดในโอกาสต่อไป นี่คือความห่วงใยของผู้บริหารคณะสงฆ์ ก็ขอให้คอยฟังมติมหาเถรสมาคมในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจน ในการจัดการเรียนการสอบนักธรรมและธรรมศึกษา ต่อไปในอนาคต

 

มจร วางแผน 3 ระยะช่วยน้ำท่วมอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511359

มจร วางแผน 3 ระยะช่วยน้ำท่วมอีสาน

โดย…สมาน สุดโต และสมหมาย สุภาษิต

จากการที่ พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มอบหมายให้พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ พระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี มอบหมายให้ พระวิสิฐ คณาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี พร้อมคณะสงฆ์ นำปัจจัย เครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบถวายวัดและมอบให้ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขต จ.ร้อยเอ็ด และยโสธร เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น

หลังจากนั้น พระพรหมบัณฑิต ได้ให้นโยบายในการช่วยเหลือวัดและประชาชนใน 3 ระยะ คือ 1.ระยะต้น งานเร่งด่วนให้ดำเนินการช่วยเหลือโดยนำปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบบรรเทาทุกข์เบื้องต้น ซึ่งก็ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมาในเขต จ.ร้อยเอ็ด และยโสธร 2.ระยะกลาง เมื่อน้ำกำลังเริ่มจะลด ให้ไปช่วยเหลืออีกรอบ ทั้งการถวายปัจจัยให้กับวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อจะได้นำปัจจัยเหล่านั้นไปบูรณะซ่อมแซมวัดในเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อจะให้วัดพอที่จะเป็นที่พึ่งของชาวบ้านและปฎิบัติกิจสงฆ์ได้ในช่วงเข้าพรรษานี้เสียก่อน

นอกจากนั้น ก็จะช่วยเหลือชาวบ้านโดยการมอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพิ่มเติม พร้อมกับการสำรวจความเสียหายในเบื้องต้นและดูนาข้าวที่จมน้ำไปแล้ว ว่า บัดนี้เป็นอย่างไร และชาวบ้านในระยะนี้จะพึ่งพิงวัดได้อย่างไรบ้าง วัดกับบ้านจะอยู่กันอย่างไร

การช่วยเหลือในระยะที่ 2 คือ ระยะกลางนี้ กำลังดำเนินการขนสิ่งของลำเลียงเข้าไปในพื้นที่แล้ว โดยกำหนดถวายและมอบสิ่งของในวันที่ 22-23 ส.ค.นี้ มีเป้าหมายในเขต อ.จังหาร ทุ่งเขาหลวง โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด และ อ.เมือง จ.ยโสธร

การช่วยเหลือระยะกลางนี้มีเป้าหมายกว้างขวางมากขึ้น จะขยายวัดและหมู่บ้านให้มากยิ่งขึ้น โดยให้วัดในหมู่บ้านที่น้ำท่วมนั้นเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชน แม้วัดเองจะถูกน้ำท่วมไปด้วยก็ตาม

หน่วยงานที่ร่วมนำปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคไปถวายและมอบชาวบ้านในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.มจร โดย พระพรหมบัณฑิต มอบให้ พระเมธีธรรมาจารย์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย

2.คณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี โดย พระธรรมปิฎก มอบให้ พระวิสิฐคณาภรณ์ และคณะ

3.คณะสงฆ์จังหวัดสุพรรณบุรี และหน่วยวิทยบริการ มจร สาขาคณะสังคมศาสตร์ จ.สุพรรณบุรี โดยการประสานงานของ พระครูวิบูลเจติยานุรักษ์ วัดดอนเจดีย์

4.มูลนิธิเศรษฐีเรือทอง คณะศิษย์หลวงปู่แบน โดย พระโสภณพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัด พุน้อย เจ้าคณะอำเภอหนองม่วง จ.ลพบุรี

5.พระเทพเมธี เจ้าคณะภาค 9 รักษาการเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม กทม.

สำหรับระยะยาว คือ ระยะที่ 3 เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมลดหมดแล้ว สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ได้มอบหมายให้ มจร วิทยาลัยสงฆ์ จ.ร้อยเอ็ด โดยพระมหาอุดร ธมฺมปญฺโญ ผู้อำนวยการ ให้นิสิตสำรวจความเสียหายให้ครบวงจร ทั้งวัด ชาวบ้าน และนาข้าว พร้อมกับให้ มจร วิทยาลัยสงฆ์ จ.ร้อยเอ็ด เป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือชาวบ้านในระยะยาว เช่น ถนนขาดทำให้ติดต่อสัญจรกันไปมากันไม่ได้ จะแจ้งหน่วยงานไหนมารับผิดชอบ นาข้าวล่มเสียหายหมดเนื้อหมดตัวจะแจ้งประสานหน่วยงานใด เป็นต้น พร้อมกันนี้ ก็ให้ศึกษาหาข้อมูลและเสนอแนะในเชิงวิชาการจากพระและฆราวาสในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบถาวรและยั่งยืนนั้นจะทำอย่างไร

นี่คือภารกิจของพระสงฆ์ในการช่วยเหลือชาวบ้านในภาวะที่ชาวบ้านวิกฤตหนักจากน้ำท่วมในขณะนี้

 

‘โสดาบันที่หลวงพ่อสมเด็จเล่าให้ฟัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511358

‘โสดาบันที่หลวงพ่อสมเด็จเล่าให้ฟัง’

โดย…ราช รามัญ

หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร เกิดเมื่อปี 2450 และมรณภาพเมื่อปี 2553 นับเป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่งที่อายุยืนถึง 103 ปี จำได้ว่า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า บวชพระตอนปี 2471 ก่อนหน้านั้นท่านเป็นสามเณรคอยรับใช้สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า กทม.

หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องของอริยบุคคลที่เป็นโยมให้ฟัง เรื่องนี้ประทับใจมาก ผมจึงนำเอามาเล่าต่อ สมัยท่านอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ท่านเรียนรู้ทั้งธรรมะและเรื่องของการสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ ตลอดทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมของอริยบุคคลที่มีชีวิตอยู่

หลวงพ่อสมเด็จท่าน เล่าว่า วัดสุทัศน์ สมัยก่อนตอนดึกๆ ไม่มีรถอะไรขับผ่าน เงียบสงัดเพราะคนกลัวเปรต คงเคยได้ยินคำว่า แร้งวัดสระเกศเปรตวัดสุทัศน์ สักประมาณห้าโมงของทุกวันจะมีคนจีนที่บ้านบาตรคนหนึ่งมาหาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เกือบทุกวัน แล้วก็นั่งคุยสนทนาธรรมกันจนกระทั่งทุ่มครึ่ง บางทีสามทุ่มจึงกราบลากลับ เป็นคนเดียวที่ไม่กลัวเปรต

วันหนึ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) บอกกับท่านว่า โยมเต็ก ที่มาทุกวันนั้นคุณเณรเห็นไหม นั่นเป็นอริยบุคคลนะ คุยธรรมะกันนี่เข้าใจรู้เรื่องดี ในเรื่องของโสดาบัน ผิวพรรณอิ่มผ่องใส กินอาหารวันละสองมื้อเหมือนพระ แต่กินมังสวิรัตินะ พรุ่งนี้เขามาคุณเณรเข้ามาด้วยนะ จะได้ฟังเป็นความรู้

ครั้นเมื่อโยมเต็กมา สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ให้คนไปตามมานั่งสนทนาธรรม ในการสนทนาธรรมนั้นท่านได้แต่ฟัง สิ่งที่จำได้ คือ โยมเต็กนี่ไม่คุยอวดตัวตนว่าตัวเองสำเร็จมรรคผลอะไรเลย เรียบร้อย หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกายใส

ธรรมะข้อหนึ่งที่โยมเต็กเล่านั้นน่าสนใจมาก คือ เวลาที่คนเราจะข้ามคูข้ามหนองไปอีกฝั่งนั้น จุดที่ยากที่สุด คือ จุดที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คูนั้นแหละ จะไป ไม่ไปดี ในวันนั้นก็เหมือนกัน นั่งสมาธิแบบลืมตาพิจารณาธรรมะไปเรื่อยๆ พอสักครู่ก็พาจิตเข้าสมาธิ

จากนั้นไม่เท่าไรตัดสินใจข้ามไปฝั่งโน่นดีกว่า แล้วก็ไป เมื่อจิตมันข้ามมาพ้น ภาวะความรู้อารมณ์โลกนี้มันช่างต่างจากเดิมมาก มองอะไรก็มากด้วยความเมตตา มองไปทางไหนก็จะมองแบบในมุมที่มีความสุขมากกว่าคำว่า ความทุกข์ มันเห็นแต่ไม่ได้คิดนะ มันรู้สึกเองโดยธรรมชาติ

หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) ในวันที่เป็นสามเณรแล้วได้ยินได้ฟังนั้น อดใจไม่ไหวถึงกับต้องเอ่ยถามไปว่า

โยมเต็ก มีความโลภ โกรธ หลง ไหม เมื่อเป็นแบบนี้ โยมเต็กหัวเราะ…แล้วบอกว่า มีอยู่นะสามเณร แต่การมีอยู่นั้น เวลามันเกิดก็ดับทันกับมัน เผลอคิดและรู้สึกไปสัก 5 นาที คิดได้มันก็กลับมาเป็นปกติอย่างเดิมทุกอย่างเลย แต่ถ้าเมื่อก่อนมีแล้วมันคิดไปตลอด คิดไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย

ถ้าโยมเต็กเป็นแบบนั้นจริงแล้ว ข้ามฝั่งแล้ว ถ้าเณรอธิษฐานขออะไร โยมเต็กจะรู้ไหม…โยมเต็กไม่ตอบ แต่ก็ได้ลองอธิษฐานเอาไว้ในใจอยู่สองเรื่อง แต่แล้วก็ต้องตลึงเมื่อโยมเต็กคนนั้นได้พูดขึ้นมาทันทีหลังอธิษฐานในใจเสร็จว่า

สามเณรจะมีอายุยืนเป็นร้อยปีแน่นอน

สามเณรจะได้เป็นสมเด็จด้วยนะ

สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้ยินอย่างนั้นถึงกับยิ้มชอบใจ แล้วพนมมืออนุโมทนาสาธุด้วย แต่ที่เป็นเรื่องทำให้ท่านเชื่อไปอีกว่า โยมเต็กคนนี้เป็นโสดาบัน คือ สามารถรู้วันตายของตัวเองได้แล้วก็รู้ว่าตายด้วยเพราะเหตุใด โยมเต็กบอกว่า เขาจะต้องตายในปี 2501 สาเหตุที่ตายเป็นเพราะว่ารถชนตาย เป็นเพราะกรรมเก่าที่เกิดมาแต่หนหลังที่เขาชอบเอานกมาขังเอาไว้จนทำให้มันขาดอิสรภาพ แล้วก็บินไปไหนมาไหนไม่ได้

โยมเต็กโดนรถชนที่ป้อมมหากาฬโน่น (ตรงข้ามวัดราชนัดดา) เสียชีวิตทันที ทั้งที่ในยุคสมัยนั้นรถก็ไม่ได้มากมายอะไร

แล้วในที่สุด สิ่งที่โยมเต็กพูดก็เป็นความจริงอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผ่านกาลเวลามา คือ มีอายุยืนและได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) ท่านจึงเชื่อหมดหัวใจว่า โยมเต็กคนนั้นเป็นโสดาบันจริงๆ ตามคำของสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

เรื่องของโสดาบันนี่เป็นอะไรที่น่าติดตาม ที่หน้าศึกษาอย่างมาก เหมือนกับที่หลวงพ่อสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ซึ่งเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 17 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็เคยประสบมาเหมือนกัน ซึ่งเรื่องราวนั้นน่าสนใจมากกับเด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ เธอมีบารมีเก่ามากมาย และที่สำคัญเกิดมาในชาติตระกูลที่ดีเป็นถึงหลานของคุณพระท่านหนึ่งด้วย เธอเก็บเงินได้ในกระปุกออมสิน แล้วนำเอามาถวายพระซึ่งมาฉันเพลที่บ้านของคุณพระ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ซึ่งเป็นประธานเลย ถามว่า เอาเงินมาถวายพระปรารถนาอะไร

“หนูปรารถนาเป็นโสดาบันเจ้าค่ะ” ทำเอาสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) อึ้งไปพักใหญ่ แล้วยกมืออนุโมทนาด้วยปีติ แล้วสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) แอบถามคุณพระว่า เคยพาไปวัดหรือให้ฟังเทศน์ฟังธรรมอะไรไหม คุณพระท่านว่า ไม่เคยพาไปไหนเลย ท่านจึงยกมือขึ้นท่วมหัวว่า

“เมื่อใดมีการปฏิบัติธรรม โลกนี้ไม่ว่างจากอริยบุคคลจริงด้วย”

โสดาบัน ไม่ว่าคุณ ไม่ว่าใคร ต่างก็สามารถเข้าถึงได้ แต่นั้นหมายความว่า คุณจะต้องพร้อมทั้งกายและใจและที่สำคัญบารมีเก่าและบารมีใหม่ต้องสัมพันธ์กัน ถ้ายังไม่ถึงพร้อมก็บำเพ็ญสั่งสมไป

 

อมตะพระเครื่องของไทย (27 ส.ค. 60)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/511357

อมตะพระเครื่องของไทย(27 ส.ค. 60)

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรกชม พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อผงยาจินดามณีจุ่มรัก หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ผงยาจินดามณีเป็นผงยาวิเศษ โดย สมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว แต่สมัยอยุธยา ผู้ใดได้กินยานี้จะป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ยังสามารถป้องกันคุณไสย เล่ากันว่า หลวงปู่บุญ สร้างผงยาจินดามณีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น เพราะการสร้างตามตำราโบราณทำได้ยาก นอกจากสมุนไพรซึ่งหายากต้องเสกคาถากำกับขณะบดและกำหนดฤกษ์ยามขึ้นเพื่อผสมตัวยาทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นกลางเดือนเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 12 หลังจากเป็นเม็ดยาแล้วปลุกเสกอีก 7 เสาร์ 7 อังคาร พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ ถือเป็นพิมพ์ที่นิยมสุด ค่านิยมหลักล้าน

องค์ที่สองชม พระสังขจายน์ เนื้อผงคลุกรัก หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ เนื้อหาของพระดูง่ายแห้งสนิท ท่านใช้ผงจากการลบอักขระและนำมาผสมกับผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ผงพระพุทธคุณ และว่านมงคลอีก 108 ชนิด บดรวมกันแล้วปั้นเป็นองค์พระขึ้นมา องค์พระเป็นเนื้อละเอียด มีความหนึก ศิลปะงานปั้นและแกะองค์ต่อองค์สวยงาม และจากการสัมผัสและความเก่าจะเห็นเนื้อในละเอียดออกสีน้ำตาลอมดำ อันเป็นที่มาของคำว่า เนื้อกะลา คล้ายกะลาเก่าขัดมัน ความเก่าของทองที่ปิดมาแต่เดิมออกสีแดงอมเหลือง สภาพแบบนี้มีหลักแสนต้นครับ

องค์ที่สามชม พระปิดตาข้าวตอกแตก เนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังฯ ร.ศ. 112 ทหารฝรั่งเศสได้แล่นเรือมาปิดปากอ่าว หลวงปู่เอี่ยมท่านได้สร้างพระปิดตาขนาดเล็กทั้งเนื้อตะกั่วและเนื้อผงคลุกรักเพื่อแจกทหาร ขณะที่ท่านปลุกเสกพระ องค์พระได้กระโดดขึ้นมากระทบบาตรเสียงดังเหมือนข้าวตอกแตกในขณะที่กำลังคั่ว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกพิมพ์นี้ว่า พระปิดตาข้าวตอกแตก ดูง่ายแบบนี้มีหลักแสนต้น

องค์ที่สี่ชม พระหลวงปู่ศุข พิมพ์สี่เหลี่ยมทรงครุฑ เนื้อโลหะผสมวัดคลองขอม พ.ศ. 2445-2462 วัดคลองขอม สุพรรณบุรี ได้สร้างพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนขนาดใหญ่ หลวงพ่ออุ่ม เจ้าอาวาสในสมัยนั้นซึ่งสนิทกับหลวงปู่ศุข จึงได้สร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมทรงครุฑขึ้นเพื่อแจกมี 2 เนื้อ คือ เนื้อโลหะผสมและเนื้อชินตะกั่ว สภาพดูง่ายแบบนี้มีหลักแสนต้น

องค์ที่ห้าชม พระชัยพิมพ์หม่อมมิตร เนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า สร้างถอดพิมพ์มาจากพระชัยวัฒน์กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ โดยที่ ม.ร.ว.มิตรารุณ เกษมศรี ได้พระรุ่นนี้ไว้มาก และมาแจกเพื่อนฝูงเสมอเลย เรียกขานกันว่า พระชัยหม่อมมิตร และพระผงคลุกรักสร้างเนื้อเดียวกับพระพิมพ์แจกแม่ครัวของหลวงปู่ศุข สันนิษฐานว่าสร้างไม่เกิน 400 องค์

จากกันด้วยข้อคิด “ชีวิตต้องเจอทั้งสุขและทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่พบเจอในปัจจุบันล้วนเป็นสิ่งเติมเต็มในสุขและทุกข์นั่นเอง”

 

กฎมิได้มีไว้แหก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510046

กฎมิได้มีไว้แหก

โดย…สธน

ผมไปญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ไปเห็นประเทศเขาแล้วบอกตรงๆ ว่าชอบและมีความรู้สึกว่าถ้าประเทศไทยของผมเป็นแบบนี้ก็คงจะดี บ้านเขามีความปลอดภัย ประชาชนมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย

ก่อนนี้พอได้ยินว่าคนญี่ปุ่นเขามีคุณลักษณะแบบนี้ พอไปเห็นก็จริงตามได้ยินมา อย่างเรื่องจราจร รถวิ่งบนถนนไม่ว่าถนนหลัก ถนนรอง หรือในตรอกซอย เมื่อใกล้ถึงทางม้าลายจะชะลอความเร็ว แต่ไทยเราวางใจไม่ได้ ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยสำหรับคนเดินข้ามทางม้าลาย อีกอย่างคนไทยมีทางม้าลายอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ใช้ หรือบางจุดมีไฟสัญญาณกดข้ามทางม้าลายก็มักจะไม่กดกัน เดินข้ามทั้งไฟแดงแต่ไฟเขียวรถ ผิดกับคนญี่ปุ่นเดินข้ามตรงทางม้าลายแสนสบายใจ

การขับรถบนท้องถนน คนญี่ปุ่นเคารพและปฏิบัติตามกฎจราจรเคร่งครัด ต่างจากภาพบนท้องถนนในกรุงเทพฯ บ้านเรามีการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและละเมิดกฎหมายทุกวัน บนถนนทุกสายปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะไม่มีคนทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎ ยกตัวอย่างที่เห็นชัดมากที่ห้าแยกคลองเตย มีคนขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรมากที่สุดโดยเฉพาะพวกมอเตอร์ไซค์

อีกภาพหนึ่ง คือ พวกที่ชอบขับขี่รถไป “จอดทับทางม้าลาย” ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับคนข้ามถนนอย่างมาก ภาพแบบนี้เห็นทุกวันจนชินตา คนที่เดินข้ามต้องเดินอ้อม ถามทุกคนเลยว่ามันแฟร์ไหมล่ะ ที่แย่กว่านั้นคนที่ไม่เคารพกฎจราจรพลอยทำให้คนที่ปฏิบัติตามกฎรู้สึกอึดอัดไปด้วย เห็นหลายครั้ง คันหนึ่งจอดติดไปแดงตรงจุดข้ามทางม้าลาย มีคนเดินข้ามไปแล้วแต่ยังไฟแดงคันหลังก็บีบแตรใส่คันหน้า ประมาณว่าไม่มีคนแล้วก็ไปเสียทีสิ…คนไทยบางคนเป็นแบบนี้ แต่ที่ญี่ปุ่นหายากมาก เขาเคารพกฎหมาย สังคมเขาจึงน่าอยู่และอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย

หันมาบ้านเรามีคนจำนวนไม่น้อยเป็นพวกเคารพกฎหมายแต่ปากเสียมาก แต่ไม่ค่อยปฏิบัติหรือตระหนักในกฎหมายสักเท่าไร แต่เมื่อเร็วๆ นี้คนไทยคงจะได้เห็นคนดังคนหนึ่งที่ได้สร้างความตระหนักและตื่นรู้ให้คนในสังคมได้หันมาเคารพในกฎหมายและกติกาสังคม คนดังนั้นคือ “ปัณฑพล ประสารราชกิจ” หรือโอม Cocktail นักร้องนำวง Cocktail เป็นลูกชายของ พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

สิ่งที่โอมทำ ก็คือ การแจ้งให้ผับแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ที่เขารับงานไว้ช่วยกรองคนที่อายุไม่ถึง 20 ปี ออกจากร้านให้เรียบร้อยก่อนจึงจะเริ่มการแสดงได้ ซึ่งที่มาของการขอความร่วมมือจากทางร้านเนื่องจากร้านได้แจ้งว่า วันนั้นในร้านมีคนสองพันกว่าคนและยังเข้าไม่ได้อีกมาก ขณะเดียวกันก็มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี แอบเข้ามาในร้านจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าผับบาร์สถานบันเทิงกฎหมายห้ามเด็กหรือเยาวชนต่ำกว่า 20 ปีเข้า

แต่พอโอมประกาศออกไปก็เกิดมีดราม่าเล็กๆ ขึ้น เมื่อมีบางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำแบบนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากกับคนที่เข้ามาร้านอย่างถูกต้อง แถมบางคนก็วิจารณ์ Cocktail ว่าเรื่องมาก ซึ่งโอมได้ออกมาโพสต์ชี้แจงในสองวันถัดมา (12 ส.ค.) ว่า การทำตามกฎหมายนั้น ถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หลายคนอาจจะมองว่าตนโลกสวย แต่ในความเป็นจริงนั้น เราทุกคนสามารถร่วมมือกันทำได้คนละเล็กละน้อย

ขอสนับสนุนและปรบมือให้ในสิ่งที่โอมทำเต็มที่ อย่างน้อยก็ช่วยให้คนไทยตระหนักในกฎหมาย

 

ธรรมเปลี่ยนชีวิตฮาร์ตันโต ชาวอินโดนีเซีย ให้มาช่วยเด็กด้อยโอกาสในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510045

ธรรมเปลี่ยนชีวิตฮาร์ตันโต ชาวอินโดนีเซีย ให้มาช่วยเด็กด้อยโอกาสในไทย

โดย…สมาน สุดโต

ฮาร์ตันโต คุณาวัน (Hartanto Gunawan) นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย ทิ้งธุรกิจร้อยล้านในอินโดนีเซียมาอยู่วัดช่วยเด็กด้อยโอกาสให้พ้นจากเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นชาวต่างชาติต้นแบบ ที่รักเมืองไทย รักวัฒนธรรมไทย โดยเป็นห่วงว่าคนจะห่างจากวัด จึงอาสามาช่วยรักษาวัฒนธรรมไทยให้อีกต่างหาก

การช่วยเด็กด้อยโอกาสให้พ้นจากเหยื่อการค้ามนุษย์ได้รับทุนสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ไซปรัส เยอรมนี และไต้หวัน โดยยังไม่เห็นทุนจากคนไทยสนับสนุนแม้แต่น้อย

ฮาร์ตันโต ไม่ใช่เป็นผู้บริหารจัดการศูนย์เท่านั้น ยังมีฐานะเหมือนคนวัด เพราะที่ทำการอยู่คณะ 6 วัดอรุณราชวราราม เขาจึงปฏิบัติตนเป็นอุบาสกที่ดี ช่วยงานวัด ทานข้าวมื้อเดียว ทำวัตร สวดมนต์เช้าเย็น และใส่บาตรพระทุกเช้า ทำงานจนเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย และนานาชาติ และจะเดินทางไปบรรยายในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดจะเดินทางวันที่ 27 ส.ค. 2560

ฮาร์ตันโต เล่าว่าทำงานช่วยเด็กด้อยโอกาสและป้องกันการค้ามนุษย์ ให้ชีวิตใหม่แก่เด็กๆ กว่า 200 ชีวิต ในเวลา 11 ปี และจะทำต่อไป เพราะธรรมพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิตเขาแล้ว

เขาเป็นชายหนุ่ม สมถะแต่งกายเรียบง่ายวัย 50 ปีเศษ ที่เด็กๆ เรียกว่าคุณพ่อ หรือ Father ที่พูดภาษาไทยได้ บอกว่าช่วยเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ครอบครัวแตกแยก เด็กยากจน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกทำร้ายร่างกายในครอบครัวทำมา 11 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนขึ้นมา

เขาเดินทางมาเมืองไทยปี 1997 (พ.ศ. 2540) บวชเป็นพระ 4 พรรษา โดยจำพรรษาที่วัดเกาะโนสวรรค์ ริมบึงหนองหาร จ.สกลนคร 2 พรรษา และวัดอรุณราชวราราม 2 พรรษาลาสิกขาเมื่อปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2555 จากนั้นเริ่มสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ฝรั่ง)

ฮาร์ตันโต กับลูกๆ จากชุมชน

ธรรมเปลี่ยนชีวิตได้

ก่อนบวชฮาร์ตันโต เป็นซีอีโอ บริษัทใหญ่ด้านการก่อสร้าง ที่ปรึกษา นำเข้า ส่งออก นำเที่ยว และธุรกิจบันเทิงในอินโดนีเซีย แต่หลังจากบวชพระ 4 พรรษา เขาบอกว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนจิตใจ เมื่อธรรมของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิตตนเองได้ จึงคิดจะใช้ธรรมของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิตคนอื่นๆ ด้วย ปัจจุบันฮาร์ตันโตมีตำแหน่งผู้ประสานงาน บริหาร จัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ศูนย์ปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญกุศลนานาชาติ วัดอรุณราชวราราม

ให้ทุนเด็กด้อยโอกาสเรียนผู้ช่วยพยาบาล

พูดถึงกิจกรรมของศูนย์ที่คณะ 6 วัดอรุณราชวรารามนั้น จะรับเด็กด้อยโอกาสที่เป็นเยาวชนอายุประมาณ 17 ปี เป็นเด็กต่างจังหวัด เด็กชาวเขา เด็กกำพร้า เด็กยากจน จบการศึกษาสงเคราะห์ของกระทรวงศึกษาธิการปีละ 25-30 คน ให้เรียนผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลธนบุรี และมหาวิทยาลัยสยาม โดยมีทุนจากสหรัฐสนับสนุน ปีหนึ่งประมาณ 5-6 ล้านบาท ผู้รับทุนเรียนจบผู้ช่วยพยาบาลมีงานทำที่โรงพยาบาลต่างๆ เป็นการช่วยเด็กครบวงจร หากเรียนจบไม่มีงาน โอกาสถูกหลอกยังมีอยู่ ถ้าเราหางานให้ โอกาสถูกหลอกน้อยลง แต่ยังไม่พอเมื่อทำงานแล้วต้องมีปัญญา ป้องกันไม่ให้โดนผู้ชายหลอก โครงการนี้ดำเนินการมา 11 ปี มีผู้จบไปแล้ว 202-203 คน ตัวเลขนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก วัดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ 91.5% ทำให้ฮาร์ตันโตได้รับรางวัลจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) และได้ใช้เงินรางวัลนั้นซื้อคอมพิวเตอร์ 25 เครื่อง มาช่วยผู้เรียนผู้ช่วยพยาบาลใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลทำการบ้าน และให้เด็กในชุมชนได้เรียนคอมพิวเตอร์ด้วย และได้เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา มาเป็นประธานเปิดโครงการคอมพิวเตอร์ในครั้งนั้นด้วย

แหล่งทุนที่สนับสนุนการเรียนของเด็กด้อยโอกาส ไม่ได้มาจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่มาไซปรัส ไต้หวัน ออสเตรเลีย และเยอรมนี ที่ช่วยให้เด็กไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีอีกด้วย

เขากล่าวว่าไม่ได้ให้ทุนแต่เด็กผู้หญิงเท่านั้น เด็กผู้ชายก็เคยได้รับทุน เรียนวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเด็กผู้หญิงที่เรียนผู้ช่วยพยาบาล ถ้าเรียนดี ตั้งใจดี ประพฤติดี ยังมีทุนให้เรียนต่อปริญญาตรีในต่างประเทศด้วย เช่น เยอรมนี และไต้หวัน หรือจะทำงานไปด้วยเรียนด้วยก็ได้เช่นที่ มสธ. และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งจะเรียนทางด้านสาธารณสุข ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องรักษาคุณธรรมและจริยธรรม เพราะเขาเรียนโดยใช้ทุนจากต่างประเทศ อย่าให้เขาเสียชื่อ

ลูกๆ จากชุมชน

รักษาวัฒนธรรมไทย

เมื่อถามถึงการอยู่วัด เขาบอกว่า ได้ศึกษาและเรียนวัฒนธรรมไทย พบว่าสมัยก่อนนั้นวัดเป็นที่พึ่งเป็นที่เรียนของชุมชน ใครอยากเรียนหนังสือก็ต้องมาวัด แต่สมัยนี้ชุมชนและเด็กๆพึ่งอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ คาราโอเกะ ในขณะที่มีข่าวร้ายเรื่องพระเสมอ จึงห่วงว่าประชาชนมองเห็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่อยากเคารพพระ ไม่อยากมาวัด เขาจึงขอจากผู้ให้ทุนว่าจะทำโครงการในวัดพุทธ เพื่อรักษาวัฒนธรรมไทยก็บังเอิญชาวพุทธก็อนุญาต

ส่วนเด็กที่อยู่ในอุปการะนั้น มีหอพักให้อยู่ทุกคนต้องปฏิบัติธรรม ทำบุญทุกวัน โดยกำหนดให้ตื่นตี 4 ทำสมาธิ ทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม และใส่บาตรทุกวันเวลา 08.00 น. ไปเรียนกลับมาถึงหอพักเวลา 17.00 น. กินข้าวเย็น 19.00 น. นั่งสมาธิ สวดมนต์เวลา 19.35 น. และ 22.00 น. ปิดไฟนอน

เมื่อเลิกเรียน หรือวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) ต้องมาช่วยชุมชน ช่วยทำความสะอาดวัด ช่วยสอนเด็กจากชุมชน ที่มาเรียนภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างพฤติกรรมดีๆ ให้ทุกคน เพราะมั่นใจว่าธรรมของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิตได้

การที่เด็กๆ มีกรอบในการปฏิบัติ มีวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ดีงาม สร้างความประทับใจแก่ผู้ให้ทุน เพราะพบกันเมื่อจะมีเสียงขอบคุณจากเด็กๆผู้ให้ทุนเคยพูดว่า เด็กๆ ได้ชีวิตใหม่ และประทับใจคำขอบคุณจากเด็กที่เขาไม่เคยได้รับจากสหรัฐอเมริกา

นี่คือชีวิตฮาร์ตันโต ชาวอินโดนีเซียที่รักเมืองไทย รักวัฒนธรรมไทย ทำงานช่วยเด็กด้อยโอกาสและป้องกันการค้ามนุษย์ให้ชีวิตใหม่แก่เด็กๆ กว่า 200 ชีวิต ในเวลา 11 ปี และจะทำต่อไป เพราะธรรมพระพุทธเจ้าเปลี่ยนชีวิตเขาแล้ว

ผู้ช่วยจิตอาสา ช่วยสอนเด็กจากชุมชน

 

 

ญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์สวดศพ แทนพระเป็นๆ ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510044

ญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์สวดศพ แทนพระเป็นๆ ได้แล้ว

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2560 หนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ รายงานว่า บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวพระหุ่นยนต์ที่จะเป็นทางเลือกให้กับญาติของผู้เสียชีวิตในการหาพระสวดศพ และมีราคาถูกกว่าการจ้างพระตัวจริงในการประกอบพิธีศพ

บริษัท นิสเซอิ อีโค่ จากกลุ่มบริษัทซอฟต์แบงก์ในญี่ปุ่นเปิดตัว เปปเปอร์ (Pepper) หุ่นยนต์ขนาดความสูง 120 เซนติเมตร มีส่วนหัวขาวกลม ตั้งโปรแกรมให้ทำหน้าที่แทนพระในการสวดศพได้

ก่อนหน้านี้หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า เปปเปอร์ เคยเปิดตัวเพื่อช่วยให้บริการในธนาคาร ร้านซูชิ และบ้านพักคนชรา โดยหุ่นยนต์ตัวนี้จะเป็นตัวแรกของโลกที่เข้ามาทำหน้าที่ในการประกอบพิธีศพแทนที่พระ และเป็นทางเลือกให้กับญาติๆ ในการประหยัดค่าประกอบพิธีศพ

โปรแกรมของพระหุ่นยนต์นี้ ตั้งค่าให้อ่านบทสวดของพุทธทั้ง 4 นิกายหลักของประเทศญี่ปุ่นได้ และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการสวดอยู่ที่ราวๆ 5 หมื่นเยน หรือประมาณกว่า 1.5 หมื่นบาท ซึ่งถูกกว่าการนิมนต์นักบวชให้มาทำพิธีศพที่ญาติอาจต้องจ่ายราว 3-4 หมื่นบาท

การออกผลิตภัณฑ์นี้เป็นไปตามแผนทางบริษัท นิสเซอิ อีโค่ ที่เล็งจะผลิตและผลักดันนวัตกรรมสู่การทำพิธีศพ โดยอิงจากจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่เข้าสู่ช่วงสูงวัยมากขึ้น รวมไปถึงแนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คนที่นิยมการใช้ของที่สะดวกสบายและมีราคาถูก

ทั้งนี้ หุ่นยนต์เปปเปอร์ (Pepper) กับการบริการด้านทำพิธีศพ เปิดตัวเป็นจุดเด่นในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสิ้นอายุขัย (The Life Ending Industry Expo) ที่มีการรวมตัวกันของบรรดาห้างร้านที่ทำธุรกิจด้านพิธีศพ

ส่วนราคาหุ่นตัวนี้อยู่ที่ราว 6 หมื่นบาท และต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนอีก 7,500 บาท

เมื่อฟังเสียงสวดของหุ่นยนต์ จากวิดีโอให้รู้สึกวังเวงได้เลยครับ

(cr Japan times และ Khaosod)

งานครบรอบ 72 ปี วันสันติภาพไทย

72 ปี วันสันติภาพไทย…

เยาวชนไทยรวมพลังพร้อมเพรียงในกิจกรรม “วันสันติภาพไทย…ในหัวใจเยาวชน” จัดโดยกรุงเทพมหานครและสถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี “วันสันติภาพไทย” ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Library) ถนนราชดำเนิน แสดงศักยภาพของเยาวชนในด้านความเข้าใจเรื่องสันติภาพและทักษะด้านวรรณศิลป์ ในพิธีมอบโล่รางวัลการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” พร้อมรับฟังธรรมกถาและร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้คู่ศีลธรรม จุดประกาย ความรัก ความรู้ และการแบ่งปัน ในหัวใจเยาวชน เมื่อเร็วๆ นี้

กิจกรรม “วันสันติภาพไทย…ในหัวใจเยาวชน” ได้รับเกียรติจาก ปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมมอบโล่รางวัลให้แก่เยาวชนที่ชนะการประกวดเขียนเรียงความในระดับประถมและมัธยม ในโอกาสนี้ยังได้นิมนต์พระราชญาณ
กวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เดินทางมาแสดงธรรมกถาแก่เด็กๆ ในหัวข้อ “ศีลธรรมของยุวชนคือสันติภาพของโลก” ด้วย

 

‘แขวนพระต้องรักษาสัจจะ’ ยศพนต์ สุธรรม ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510043

‘แขวนพระต้องรักษาสัจจะ’ ยศพนต์ สุธรรม ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ฤกษ์ยามงามดีได้พูดคุยกับ “พี่ยศ” ยศพนต์ สุธรรม ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี นามขาน “ธนบุรี 1” หลากหลายเรื่องราวชวนน่าสนใจ ในวงสนทนาอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้เวลาพอควร ผู้เขียนไม่ลืมขอชมพระเครื่องคู่ใจมาให้คุณผู้อ่านได้เชยชมเหมือนเช่นเคย

ผบ.ยศพนต์ พื้นเพบ้านเกิดอยู่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี เริ่มต้นทำงานในปี 2521 ตำแหน่งพนักงานเทศบาลเมืองพนัสนิคม จ.ชลบุรี จากนั้นในปี 2524 สอบเป็นผู้คุมเรือนจำกลางจังหวัดชลบุรี ถัดมาปี 2547 ขึ้นเป็น ผบ.เรือนจำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วย้ายมาเป็น ผบ.เรือนจำจังหวัดยโสธร ผบ.เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ถัดมา ผบ.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ผบ.เรือนจำกลางเขาบิน (เรือนจำความมั่นคงสูง) ไม่นานได้ไปเป็น ผบ.เรือนจำกลางจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปัจจุบันเป็น ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี

สัปดาห์นี้ “พี่ยศ” ให้เกียรติพูดคุยพร้อมให้ส่องพระเครื่องบนคอที่แขวนอาราธนาติดตัวมาตลอดหลายสิบปี รวมแล้วกว่า 9 องค์ ถือว่าเป็นเลขมงคลหนุนนำชีวิตให้ก้าวหน้า พระเครื่องทั้งหมดไม่เคยให้ใครชมมาก่อน

เริ่มต้นพระเครื่ององค์แรก พระสมเด็จวัดระฆัง ถัดมาหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี พระปิดตาหลวงพ่อเฮี้ยง จ.ชลบุรี เหรียญนาคปรก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค จ.นครสวรรค์ รูปหล่อหลวงปู่สุข วัดโพธิ์ทรายทอง จ.บุรีรัมย์ เหรียญหันข้างหลวงพ่อม่น วัดเนินตามาก จ.ชลบุรี หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จ.ฉะเชิงเทรา และสุดท้ายหลวงพ่อโสธร 2497 วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

ผบ.ยศพนต์ ผ่านประสบการณ์เฉียดตายสมัยเป็นผู้คุมนักโทษอยู่เรือนจำจังหวัดจันทบุรีว่า มีคนร้ายขับรถมาจอดหน้าบ้านพักเพื่อมาดักยิง โชคดีวันนั้นไม่ได้เข้าบ้าน เพราะในใจมีความรู้สึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เตือนเราว่าอย่าเข้าไปบ้าน และวันเกิดเหตุคนแถวบ้านก็บอกว่ามีคนมาดักหน้าบ้าน เลยตรวจสอบดูพบว่ามีคนร้ายมาดักหน้าบ้านจริง แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งยังผ่านเหตุการณ์อุบัติเหตุรถคว่ำรถชนมาได้หลายครั้ง จึงเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย แต่ก็ไม่เคยประมาทในการใช้ชีวิต

“ถ้าวันไหนออกจากบ้านแล้วไม่ได้ใส่พระเครื่อง ผมไม่ออกจากบ้านแน่นอน เนื่องจากเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นว่าจะช่วยคุ้มครองให้เราแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย คนแขวนพระต้องบูชา หากไม่ติดภารกิจจะสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน”

สำหรับสิ่งสำคัญที่สุดของคนแขวนพระนั้น ผบ.ฅยศพนต์ มองว่า ต้องรักษาสัจจะ รักษาคำพูด ต้องเป็นผู้ให้ ถ้าเราไปเบียดเบียน พระจะไม่คุ้มครอง เชื่อว่าถ้าเราทำดี เคารพศรัทธา ไม่หลบหลู่ สิ่งเหล่านี้พระคุ้มครองอย่างแน่นอน แต่ถ้าเรากะล่อนไม่จริงใจ พระไม่คุ้มครองแน่นอน บางคนแขวนอย่างเดียว แต่ไม่เคยอาราธนาสวดมนต์เลย ดังนั้นการแขวนพระบางครั้งหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เหตุการณ์หนักอาจเป็นเบาได้ แม้จะหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วย เกิด แก่ เจ็บตาย ไม่ได้ แต่เราต้องพยายามทำสิ่งดีๆ เพื่อเกื้อกูลตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การทำงานในเรือนจำมีความเสี่ยงอันตราย แต่มันคืออาชีพเรา นักโทษร้อยพ่อพันแม่เราไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่ แต่เราก็ต้องเข้าไปดูแลเหมือนพ่อคนหนึ่ง เข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำสม่ำเสมอเพื่อรับฟังปัญหาว่า สิ่งใดควรปรับแก้ไข ตราบใดที่เป็นข้าราชการจะไม่ทิ้งหน้าที่เด็ดขาด

“ข้าราชการต้องอุทิศเวลาและตัวเองเพื่อรับใช้ประชาชน เพราะประชาชนเป็นนายเรา คิดแบบนี้มีความสุขมาก เราต้องยอมรับฟังปัญหาทุกส่วนทั้งญาติผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ เพื่อหาทางออกด้วย เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้หนี ทุกปัญหามีรูออก ถ้าไม่แก้ สุดท้ายก็คือวัวพันหลัก ฉะนั้นต้องรีบแก้ปัญหาในทันที” ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี ย้ำหน้าที่

เส้นทางชีวิตรับราชการเหลืออีก 1 ปีกว่า ผบ.ยศพนต์ ยืนยันจะขอทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่มอบหมายให้ทำ เพราะชีวิตราชการก็เหมือนหัวโขนเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ “เกษียณไปก็กลายเป็นนายยศพนต์”

“เงินผู้ต้องขังบาทเดียว ก็คือ ยาพิษ” เป็นคติที่ยึดถือปฏิบัติในชีวิตการทำงานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งคือคำสอนจากท่าน “อายุตม์ สินธพพันธุ์” อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้ใหญ่ที่เคารพรักเคยกล่าวให้ไว้