จักรวาลจัดสรร เป็นแค่ปัญญาแบบดอกไม้ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510042

จักรวาลจัดสรร เป็นแค่ปัญญาแบบดอกไม้ไฟ

โดย…ราช รามัญ

เรื่องของการอธิษฐานจิตนี่ คนไทยคุ้นเคยมาก ถ้าหากพูดกันแบบภาษาโลก การอธิษฐานจิตย่อมไม่ต่างไปจากการตั้งเป้าหมาย นี่คือความหมายที่ถูกต้อง แต่ในปัจจุบันการอธิษฐานจิตกลับตรงกันข้าม กลายเป็นเรื่องของการร้องขอ ขอให้ท่านช่วยดลบันดาล เป็นต้น

พระมหาโพธิสัตว์ตั้งจิตอธิษฐานแล้วลงมือปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จมรรคผล ได้พบสัจธรรมอันยิ่ง ไม่ว่าเราจะอธิษฐานจิตอย่างไร สุดท้ายก็ต้องมีการลงมือทำ เพราะถ้าไม่ทำไม่มีทางที่จะสำเร็จลงได้แบบมีใครมาดลบันดาลให้

แต่วันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งมาพูดเรื่องของพลังจักรวาล โดยสอนผู้คนให้คิดและพูดในสิ่งที่ดีที่ตนเองอยากได้ ตลอดทั้งพูดเน้นย้ำไปว่า เดี๋ยวจักรวาลจะจัดสรรให้ เดี๋ยวจักรวาลจะทำงานให้กับเราเอง

นี่เป็นการสอนที่แนะนำให้ผู้คนที่มีสัมมาทิฐิ กลายเป็นมิจฉาทิฐิโดยไม่รู้ตัว คนที่สอนนั้นก็ได้สร้างบาปสร้างกรรมให้กับผู้อื่นโดยเจตนาแบบขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโลก คนในสังคมเสี้ยวหนึ่งได้ไปหลงเชื่ออย่างน่าใจหาย เพราะทุกอย่างที่สอนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ตนเองมีความอยากได้ มีการอ้างกันว่าเป็นแนวคิดความเชื่อแบบทางตะวันตก

เมื่อผมได้มีโอกาสสนทนากับนักเขียน Best Seller ระดับแสนเล่มของเมืองไทยอย่าง จันท์ เสวิกุล ผู้ที่เคยอยู่ในอเมริกามายาวนานและคลุกคลีกับนักธุรกิจในอเมริกาที่เป็นเชื้อสายยิวและอื่นๆ มากมาย เขาได้เขียนหนังสือโลกเป็นของอเมริกาแต่การค้าเป็นของยิว ที่ขายดีระดับ Best Seller ในปัจจุบัน

เขาพูดถึงแนวคิดแบบนี้ว่า “มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เราจะแค่พูดในสิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่ดี ร้องขอในสิ่งที่ดี โดยที่เราลงมือทำเพียงเล็กน้อยแล้วจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อทั้งสิ้นในแนวคิดแบบนี้ เพราะชาวตะวันตกเองจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เชื่อเรื่องแบบนี้กันทุกคน เป็นเพียงแค่ความเชื่อ เหมือนบ้านเราที่บางคนเชื่อในเรื่องของทรงเจ้าเข้าผี นอกจากการที่มาสอนบอกว่าให้เชื่อเรื่องของพลังจักรวาลนี้ หาตรรกะอะไรมารองรับเกือบไม่ได้ เพราะพลังงานสนามแม่เหล็กทั้งที่ดึงดูดซึ่งกันและกันของจักรวาลนั้นเขาทำหน้าที่เพียงแค่ตรงจุดนั้นในการยึดเกี่ยวเกาะดาวนพเคราะห์ต่างๆ เอาไว้ จะส่งพลังงานอะไรมาถึงดาวโลกนี่น่าจะเป็นเพียงแค่ความเชื่อสำหรับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่า ต้องเข้าใจว่าความเชื่อกับความจริงนั้นต่างกัน

แต่ในทางพุทธของเรานี่ชัดเจน อธิษฐานจิต (ตั้งเป้าหมาย) ลงมือทำปฏิบัติ แล้วผลจะออกมา”

เหตุผลของการนิยมพลังจักรวาล ก็เพราะว่าต้องการหาทางลัดเพื่อให้ทำอะไรสำเร็จง่าย โดยไม่พึงอาศัยความวิริยะอุตสาหะ แล้วก็มีการหลอกสมอง หรือหลอกความคิดตัวเองต่อไปอีกว่า ฉันคิดดี พูดดี แล้วเดี๋ยวจักรวาลก็จัดสรรให้ แนวคิดแบบนี้ถ้าเผยแผ่ไปกันมากๆ จะทำให้คนเข้าใจตรรกะของชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ จิตรกรชื่อดัง เคยมีคลิปออกมาเผยแผ่ทางโซเชียลมีเดีย มีใจความรวมว่า “อยากสำเร็จจะต้องทุ่มเท และทำให้มากกว่าคนอื่น โลกนี้ไม่มีใครมาประทานอะไรให้ใครได้ ทุกคนต้องทำ คนที่มันสำเร็จ มันมีใครคอยบันดาลช่วยหรือไง ไม่มี…เขาลงมือทำกันเองทั้งนั้น”

เพราะมนุษย์เราทุกวันนี้ไม่ค่อยสนใจในคำที่เรียกว่า คุณค่า ความมีคุณค่าในตัวเองไม่ค่อยสนใจ แต่ไปสนใจในเรื่องและคำว่า มูลค่า มากกว่า มันจึงอยากได้ อยากมี และอยากเป็น เพราะไปหลงคำว่า รวย ซึ่งเป็นเพียงเปลือกของคำว่า ความสำเร็จ

พลังจักรวาล จึงเป็นเป็นเพียงสสาร หรือมวลสาร อย่างหนึ่งที่ถูกแอบอ้างหยิบยกเอามาประโลมใจคนที่ต้องการทางลัด ต้องการสิ่งที่ตนเองปรารถนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ มันก็คือ ดอกไม้ไฟ ไม่ใช่เป็นปัญญาแท้ ที่มีหลักการและตรรกะอันถูกต้องตามความเป็นจริง

พระพุทธเจ้า ทรงชี้และสอนปัญญาแท้ให้เราเสมอ ในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเรื่องความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือแม้แต่เรื่องของการปฏิบัติธรรม เพียงแต่เราไปมองข้ามแล้วไปให้ค่านิยมกับใครบางคนมาก เพราะว่าเคยอยู่ต่างประเทศมา และเป็นการอยู่ในต่างประเทศที่อยู่ในระบอบสังคมเล็กๆ ที่มุมคิดและความเชื่อที่ไม่เป็นตรรกะตามความเป็นจริง

ดังนั้น เรื่องของพลังจักรวาล มันเป็นเรื่องที่หยิบยกอ้างมาเพื่อให้มีน้ำหนัก เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการปลอบประโลมใจ แต่ทว่าให้คุณให้โทษอะไรจริงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีหลักวิชาการอะไรใดๆ ในโลกนี้ที่จะเข้ามารองรับได้ว่า ความเชื่อนี้ผ่านการวิจัยและมันมีอยู่จริง อีกทั้งเป็นเพียงแค่ทฤษฎีความเชื่อใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มาก่อน 2,000 ปี

ส่วนใครที่ไปเคลิ้มหรือศึกษาเรื่องของพลังจักรวาลแบบจัดสรรให้นั้น แค่ศึกษาไม่เป็นไร แต่ถ้าน้อมใจเชื่อไปเมื่อไหร่ ว่า สิ่งเหล่านั้นช่วยดลบันดาลและจัดสรรให้ได้ ถือได้ว่ากำลังตกไปอยู่ในกลุ่มของปัญญาดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตตามความเป็นจริง…อาการเพ้อจะค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้นเป็นลำดับกระทั่งอาจจะคุยกับคนทั่วไปไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง

 

เข้าใจเสียใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508699

เข้าใจเสียใหม่

โดย…สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

เชื่อไหมทุกวันนี้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจเรื่องของสังฆทานอย่างถูกต้อง

บางคนแค่เห็นถังเหลือง ซึ่งข้างในบรรจุของกินของใช้ เช่น ข้าวสาร สบู่ ยาสีฟัน ปลากระป๋อง ไม้จิ้มฟัน ผงซักฟอก ทิชชู่ อะไรต่อมิอะไรก็เรียกว่า “ถังสังฆทาน” กันแล้ว เรียกกันจนติดปากทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะนำไปถวายใคร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คนไทยเราเข้าใจเรื่องสังฆทานผิดเพี้ยนไปกันใหญ่”

ปัจจุบัน “ถังเหลือง” เป็นตัวอย่างของความเข้าใจในสังฆทานที่ผิดเพี้ยนของชาวพุทธหลายต่อหลายคน เช่น เข้าใจว่าการถวายสังฆทานต้องมีถังเหลือง ถ้าไม่มีถังเหลืองไม่เป็นสังฆทาน หรือเอาถังเหลืองไปถวายพระก็เป็นสังฆทานทันที หรือขนาดเจาะจงถวายรูปนั้นรูปนี้ก็บอกว่าเป็นสังฆทาน

ความเข้าใจอย่างนี้แหละ ที่อาจารย์ทองย้อยบอกว่าเป็นความเข้าใจสังฆทานที่ผิดเพี้ยน

ท่านยังบอกอีกว่า ที่หนักกว่านั้นวัดต่างๆ ได้จัดสถานที่สำหรับถวายสังฆทานเป็นกิจจะลักษณะ จัดชุดสังฆทานไว้บริการพร้อม แต่พระไม่ได้ช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ชาวพุทธเลย ว่าการถวายสังฆทานคืออะไร คงปล่อยให้คนที่ไม่เข้าใจยังคงเข้าใจผิดอยู่อย่างนั้น

“เวลานี้การถวายสังฆทานกำลังเพี้ยนไปอีกขั้น นั่นคือพระเป็นผู้กล่าวนำถวาย โดยอ้างว่าผู้ถวายกล่าวถวายเองไม่เป็น ผมว่าอีกไม่เกิน 50 ปี การถวายสังฆทานทุกแห่งในโลกพระจะเป็นผู้กล่าวนำถวาย ไม่เชื่อคอยดูละกัน” น.อ.ทองย้อย ชี้ให้เห็น

ยุคนี้ยุคดิจิทัลเทคโนโลยีอะไรๆ ก็ก้าวหน้าจนบางทีเราก็ตามไม่ทัน ฉะนั้นชาวพุทธก็ต้องก้าวหน้าด้วย ก้าวหน้าในปัญญา คือ ใช้ปัญญาให้มาก ไม่ใช่เห็นคนอื่นทำอะไรก็ทำตามหมด ถูกหรือไม่ถูกไม่รู้

สังฆทาน หมายถึง การถวายแก่สงฆ์ หรือพระทั้งคณะโดยต้องไม่เจาะจงที่พระรูปใดรูปหนึ่งด้วย (สงฆ์ในที่นี้แปลว่าหมู่ คือ พระหมู่มาก มิได้แปลว่าพระภิกษุอย่างที่มักเข้าใจกัน) ยกตัวอย่าง นางวิสาขาถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ (หมู่พระ) จำนวน 500 รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นี้เรียกว่า “สังฆทาน” แต่ถ้าถวายเจาะจงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวไม่เรียกสังฆทาน แต่เรียก “ปาฏิบุคลิกทาน” (ถวายเป็นส่วนบุคคล)

สังฆทานเป็นทานที่มีอานิสงส์มาก แล้วพระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมสังฆทานมากกว่าปาฏิบุคลิกทาน โดยครั้งหนึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีนำผ้าไตรที่ทรงตัดเย็บเองมาถวายแต่พระองค์ ทรงแนะนำให้ไปถวายแก่สงฆ์ พร้อมตรัสว่า เมื่อถวายแก่สงฆ์แล้วทั้งพระองค์และสงฆ์จักเป็นอันได้รับการบูชานั้น

หลักการของสังฆทาน ก็คือ ถวายแก่สงฆ์หรือส่วนรวมเท่านั้น ไม่ถวายเป็นส่วนตัวหรือเจาะจงให้รูปใดรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าของถวายนั้นจะเป็นถังเหลืองหรืออะไรก็ตาม หากถวายแก่สงฆ์หรือมีพระรูปใดรูปหนึ่งรับในนามของสงฆ์ก็ถือว่าเป็นสังฆทาน

แต่ถ้าไม่ถวายแก่สงฆ์หรือส่วนรวม ก็อย่าได้เรียก “สังฆทาน” เลย เพราะมันไม่ใช่สังฆทานนั่นเอง

 

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508698

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2560 ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักพระราชวัง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อัญสุพรรณบัฏและเครื่องประกอบสมณศักดิ์ไปถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่อุโบสถวัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม ในการนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา แต่มีความยาวพอสมควร คอลัมน์นี้จึงแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกตีพิมพ์วันที่ 6 ส.ค.และตอนที่ 2 ตีพิมพ์วันที่ 13 ส.ค. คือวันนี้

พัดยศสื่อความถึงธรรม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวสัมโมทนียกถา ตอนที่แล้วจบลงที่ข้อความว่า…ประเพณีเมืองไทยระวังกันมาก ระหว่างความสัมพันธ์พระสงฆ์กับญาติโยม พระสงฆ์กับบ้านเมือง จะไม่ไปยุ่งกัน อาจมีกรณีแปลกปลอมบ้างในประวัติศาสตร์ไทย 2-3 ราย แต่ก็ถูกซัดออกไป ธรรมวินัยเหมือนน้ำทะเล จะซัดศพออกไปไว้ชายฝั่ง นี่คือประเพณีพระพุทธศาสนาของเรา ซึ่งเราควรศึกษาไว้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะบ้านเมือง (ขอแก้เป็นไม่เฉพาะบ้านเมือง-ผู้เขียน)

ในตอนที่ 2 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าถึงการที่บ้านเมืองเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมพระสงฆ์ เนื่องด้วยบทบาทของพระสงฆ์สอดคล้องกับหลักการและความประสงค์ของฝ่ายปกครอง กล่าวคือเมื่อพระสงฆ์สอนธรรมให้ประชาชน ประพฤติดี มีศีลธรรม ประกอบอาชีพสุจริต ขยันหมั่นเพียร ตั้งใจดูแลครอบครัวให้เจริญงอกงาม ซึ่งเป็นการช่วยให้บ้านเมืองให้อยู่ดี มีความร่มเย็นเป็นสุข ตรงกับหลักการและความประสงค์ของการปกครองดังปฐมบรมราชโองการในสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่าจะทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม อันนี้ทางราชการต้องการให้ประชาชนเป็นคนดี ตั้งใจประกอบอาชีพการงาน เป็นต้น ส่วนพระสงฆ์ก็ทำหน้าที่ของท่าน สอนคนให้เป็นคนดี การกระทำของพระสงฆ์ตรงกับวัตถุประสงค์ของบ้านเมือง

พระมหากษัตริย์ทรงยกย่อง

พระสงฆ์ที่สอนคนดี เป็นที่เคารพนับถือ เป็นหลักใจ ช่วยให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข พระมหากษัตริย์ก็ทรงนับถือยกย่องเป็นครูอาจารย์ ต่อมาอยากเรียกชื่อเพื่อแสดงว่าเคารพ จึงถวายนามพระมหาเถระ ที่เคารพนับถือ นามนั้นก็เลยเป็นตำแหน่งไป โดยไม่ตั้งใจว่าจะเป็นสมณศักดิ์ ต่อมาก็ตั้งองค์นั้นองค์นี้ ค่อยๆ ขยายไปจากอยุธยา 400 กว่าปี รัตนโกสินทร์ 200 กว่าปี กลายเป็นระบบสมณศักดิ์

พระเจ้าปเสนทิโกศล

การที่บ้านเมืองเห็นคุณค่าพระสงฆ์ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ที่มาสั่งสอนประชาชนพลเมืองนั้นมีมาแต่พุทธกาล สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรื่องครั้งพุทธกาล ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันมหาวิหารซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จไปที่ไหนก็ขอแวะเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อน เพื่อให้สบายพระทัย มีปีติปราโมทย์ เสร็จแล้วจึงเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ กลับจากพระราชกรณียกิจจะเข้าเมืองก็มาแวะเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันให้สบายพระทัยก่อน

คราวหนึ่งมีมหาโจรองคุลิมาลที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนมาก ใครก็ปราบไม่ลง ร้อนถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องทรงจัดทัพไปปราบเอง ก็ลองคิดดูว่าโจรองคุลิมาลนั้นเก่งแค่ไหนขนาดพระเจ้าแผ่นดินต้องยกทัพไปปราบ เมื่อยกทัพออกมา ก็ขอแวบเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันก่อน แต่ครั้งนี้พบเหตุการณ์ระทึกใจ เมื่อเห็นมหาโจรองคุลิมาลอยู่ที่นั่น ต่อหน้าพระพักตร์ แต่ไม่เป็นไร พระพุทธเจ้าตรัสว่ามหาบพิตร เย็นพระทัยเถิด (อะไรทำนองนี้จำคำไม่ได้) ตอนนี้องคุลิมาลเกิดใหม่โดยอริยชาติแล้ว ก็หมายความว่าเขาเลิกเป็นโจรแล้ว ไม่ต้องกลัว ต่อไปนี้มีแต่ความร่มเย็น องคุลิมาลจะแผ่ความร่มเย็นไปให้ คือให้ธรรม ทั้งนี้พระพุทธเจ้าเสด็จไปปราบองคุลิมาลโดยเสด็จพระองค์เดียวมาก่อนแล้วองคุลิมาลเลยตามเสด็จมาบวช แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทราบ ยกทัพจะไปปราบก็เลยมาเจอกันที่เชตวัน องคุลิมาลบวชเสียแล้ว จบกัน พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็เลยเป็นโยมอุปถัมภ์องคุลิมาลไป

พระเจ้าปเสนทิโกศลกตัญญูพระพุทธเจ้า

มีพระสูตรที่เกี่ยวกับพระเจ้าปเสนทิโกศลหลายพระสูตร ซึ่งพระสูตรหนึ่งว่า คราวหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน เมื่อเข้าไปก็ทรงกอดพระบาทและทรงจุมพิต (การแสดงความเคารพสูงสุดตามวัฒนธรรมชาวอินเดีย ปัจจุบันก็ยังปฏิบัติอยู่) พระพุทธเจ้าจึงทรงถามว่า ทำไมแสดงความรัก ความเคารพถึงเพียงนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลว่า หลายอย่างที่เป็นเหตุให้เคารพเลื่อมใสมาก มีข้อหนึ่งบอกว่าตัวพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงซาบซึ้ง ทรงกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรม ทำให้ประชาชนจำนวนมากมาตั้งอยู่ในกัลยาณธรรม กุศลธรรม

นี่คือพระพุทธเจ้าทำพุทธกิจของพระองค์เอง แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผู้ปกครองที่ต้องการให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขก็เลยเห็นพระคุณ พระพุทธเจ้าทรงทำไว้ให้เป็นตัวอย่างพุทธกิจของพระองค์ เช่น โปรดสัตว์ทำให้ประชาชนเลื่อมใสประพฤติดี ปฏิบัติชอบ อยู่ในศีลในธรรม พระเจ้าแผ่นดินก็พลอยสบายพระทัย เพราะประชาชนมีศีล มีธรรม ใช้คำว่ามีกัลยาณธรรม กุศลธรรมซึ่งเป็นตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลฉันใด สมัยนี้ก็ฉันนั้น ก็หมายความเมื่อพระสงฆ์ทำหน้าที่ของท่านถูกต้อง ประกาศธรรม สั่งสอนประชาชน ให้ประชาชนอยู่ดี ประพฤติดี ช่วยเหลือกัน ทำให้สังคมมีความสงบร่มเย็นปลอดภัย ช่วยพัฒนาสังคม อะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทางบ้านเมืองก็เห็นคุณค่า ก็เลยมีการแสดงออกว่ามีความเคารพนับถือ มีการยอมรับคุณค่าต่างๆ เหล่านี้ ก็แสดงออกมา

อันนี้พูดให้เห็นความเป็นมาในอดีต ซึ่งเอามาเทียบเคียงกับสมัยปัจจุบันนี้ได้ ใครที่ต้องการศึกษาน่าจะไปค้นคว้าให้ชัดออกมาเลยว่า ระบบสมณศักดิ์พระสงฆ์มีวิวัฒนาการมาอย่างไร สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวว่า ทราบพอเป็นเค้าอย่างนี้ พร้อมกับบอกว่า มิใช่อยู่ๆ ก็มีสมณศักดิ์ขึ้นมา คือ มิได้ตั้งใจให้เป็นยศพระ (แต่) เป็นเรื่องอย่างที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ต้องการที่จะแสดงออก

พัด (ยศ) คือสมเด็จ

ดังนั้นวันนี้ ก็จะเห็นว่า โยมมีความปรารถนาดีนำเอาเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาตั้งไว้ อันนี้มองให้ถูกก็จะเข้าใจ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรื่องที่ใกล้ความจริงว่า (แต่จำเรื่องไม่ชัดแล้ว) ว่า ที่วัดหนึ่งมีสมเด็จองค์หนึ่ง หรือมหาเถระองค์หนึ่ง ท่านก็อยู่ของท่าน อยู่มาวันหนึ่งก็มีโยมคนหนึ่งจะมาหาสมเด็จองค์นี้ แต่ไม่รู้จัก ก็เข้าไปวัด ก็เจอสมเด็จองค์นี้พอดี ก็ถามว่าสมเด็จอยู่ไหมครับ อยู่ไหนครับ สมเด็จก็ชี้มือไปที่พัด (ยศ) ว่าสมเด็จอยู่ที่นั่น คนนั้นจึงถามว่า องค์ที่พูดอยู่นี้เป็นใคร สมเด็จตอบว่าหลวงตา นี่คือความจริงที่เกือบจะแท้ ความจริงที่ใกล้แท้ คือจะตั้งให้เป็นอะไร มีพัดยศ สมณศักดิ์เป็นอะไร นั่น (พระ) ก็เป็นหลวงตา หลวงปู่อยู่นั่นแหละ เป็นไปตามเรื่อง เราต้องทำความเข้าใจให้ถูก ที่พูดกันในวันนี้ อาจถามว่าที่ตั้งพัด ตั้งเครื่องยศอะไรนั่นนะหมายความว่าอย่างไง

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

ตามที่พูดมานี้ มาทำความเข้าใจกัน ถ้าพูดตามที่อาตมาได้กล่าวมานั้น ก็พอจะบอกได้ว่าพัด (ยศ) ที่ตั้งอยู่นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายว่า ทางการบ้านเมืองมองเห็นคุณค่าของธรรม ไม่ใช่คุณค่าของพระองค์นี้นะ พระองค์ไหนก็ได้ไปแสดงธรรม สั่งสอนให้ประชาชนอยู่ในธรรม พระเจ้าแผ่นดินองค์พระประมุขทรงเห็นความสำคัญของธรรมว่า ธรรมนี้จะต้องมีอยู่ แล้วท่านก็เห็นความสำคัญแล้วเชิดชูยกย่องธรรม เมื่อแสดงความเชิดชูยกย่องธรรม จึงได้มีการแสดงออกอย่างนี้ ถ้าหากว่าการปฏิบัติในเรื่องอย่างนี้ เป็นไปด้วยความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีความสบายใจ

ความไพบูลย์ 2 อย่าง

ประชาชนเมื่อมองเห็นว่า ทางการบ้านเมือง องค์พระประมุขของชาติ ทรงเห็นความสำคัญของธรรม ยกย่องเชิดชูธรรม ก็อุ่นใจได้ มีกำลังใจ มั่นใจว่า บ้านเมืองนี้จะเจริญงอกงามไพบูลย์ ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เพราะบ้านเมืองเห็นความสำคัญของธรรม และช่วยกันเชิดชูธรรม แน่นอนว่าเมื่อธรรมรุ่งเรืองขึ้น กิจการบ้านเมือง ความเป็นอยู่ของประชาชน ชีวิตสังคมจะต้องรุ่งเรืองดีงามไปด้วย จะเกิดภาวะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นคู่กัน พระองค์ตรัสให้พระสงฆ์ไปแสดงธรรมให้เกิดธรรมไพบูลย์ และพระพุทธเจ้าตรัสว่า ไพบูลย์มี 2 อย่าง คือ อามิสไพบูลย์ และธรรมไพบูลย์ ให้มีเป็นคู่กัน

เมื่อบ้านเมือง ประชาชนทำมาหากิน ร่มเย็นเป็นสุข มีกิจเจริญงอกงาม การปกครองก็ดี การสังคมก็ดี พัฒนากันดีก็เกิดภาวะที่เรียกว่า เจริญทางวัตถุ ภาษาพระเรียกว่า อามิส ซึ่งไม่จำเป็นจะเป็นเรื่องเสียหาย อามิสคือวัตถุ อามิสไพบูลย์คือความเจริญงอกงาม รุ่งเรืองทางวัตถุ คู่กับธรรมไพบูลย์ บ้านเมืองที่ดีต้องมีพร้อมทั้งสองอย่าง ธรรมไพบูลย์จะเป็นหลักประกันให้อามิสไพบูลย์เจริญรุ่งเรือง มั่นคงต่อไป เราจะต้องให้มีทั้งสองอย่าง อามิสไพบูลย์ และธรรมไพบูลย์การที่ญาติโยมถวายแก่พระ พระก็ต้องตอบแทนด้วยการให้ธรรมทาน ต่อมาผลจุดหมายที่เราต้องการ คือ ให้มีอามิสไพบูลย์และธรรมไพบูลย์ เป็นอันว่าทางบ้านเมืองนำเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาถวาย เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายตามที่กล่าวมาแล้ว

ตราบใดที่ทางบ้านเมือง ทางผู้ปกครองประเทศชาติ เชิดชู ยกย่อง เห็นความสำคัญของธรรมอยู่ ประชาชนก็มีความมั่นใจในการที่จะอยู่ในบ้านเมืองนี้ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง ญาติโยมรู้ความประสงค์ของบ้านเมืองเห็นความสำคัญของธรรม ท่านต้องการให้ธรรมเป็นหลักของสังคมประเทศชาติแล้ว ประชาชนก็ควรมีกำลังใจ พร้อมใจกันประพฤติ ปฏิบัติธรรมช่วยกันส่งเสริมความดี ช่วยกันแพร่ขยายธรรม ความดีงามให้กว้างขวางไพบูลย์ ให้ไพบูลย์ของธรรม ที่ตามด้วยอามิสคู่กันไป ได้แผ่ขยายทั่วบ้าน ทั่วเมือง ทั่วแผ่นดิน และในที่สุดก็ทั่วโลก

ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็เป็นไปตามพุทธประสงค์ ที่ประกาศพระศาสนาไว้ก็เพื่ออันนี้ ในที่สุดก็เพื่อพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ บอกพระภิกษุทุกรูปว่า เธอทั้งหลายจงจาริกไป หรือไม่จาริกไป จงปฏิบัติ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พหูชน ชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณแก่ชาวโลก นี้คือวัตถุประสงค์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งมาจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว

สุดท้าย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อนุโมทนาผู้ที่มีน้ำใจนำเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาถวายและอำนวยพรให้ทุกท่านเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ ความดีงาม เจริญธรรม เจริญปัญญา อย่างยั่งยืนมั่นคง ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ

 

ทุกข์ของชาวบ้าน คือทุกข์ของพระศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508697

ทุกข์ของชาวบ้าน คือทุกข์ของพระศาสนา

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์) เจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กล่าวว่า ทันทีที่คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เช่น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานอำนวยการโครงการศีล 5 เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทราบเรื่องน้ำท่วมอีสาน ไม่ได้นิ่งนอนใจยื่นมือช่วยชาวบ้านทันลูกทันคน เพราะทุกข์ของชาวบ้านคือทุกข์ของพระศาสนา โดยสั่งการให้คณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง โอนเงินผ่านออนไลน์ไปให้เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร เพื่อจัดซื้ออาหารไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม โดยสมเด็จวัดปากน้ำ บริจาค 1 ล้านบาท เป็นทุนประเดิม

ตามด้วยทุนจากโครงการศีล 5 ซับน้ำตาพี่น้องชาวสกลนคร ชาวเสลภูมิ ร้อยเอ็ด และนครพนม ซึ่งส่งเงินไปช่วยจังหวัดละ 4 แสนบาท และ 5 แสนบาท

วันที่ 31 ก.ค. 2560 “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงขอให้ พศจ.เร่งสำรวจช่วยวัดในพื้นที่น้ำท่วมเข้าพิจารณาอนุมัติงบช่วยเหลือ ด้านมหาเถรสมาคม (มส.) เห็นชอบนำเงินกองทุนวินาศภัยของคณะสงฆ์ร่วมช่วยด้วย ในระหว่างการประชุม มส. พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการ มส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ได้รายงานการให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์และประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมตามที่ มส.ได้มอบหมาย

พระวิสุทธิวงศาจารย์ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในฐานะประธานกองทุนวัดช่วยวัด ขอข้อมูลจากสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อเตรียมงบประมาณจากกองทุนวัดช่วยวัดไปช่วยผู้ปประสบภัยต่อไปเช่นกัน

พระพรหมสิทธิ ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ศูนย์ผู้ประสบอุทกภัยของคณะสงฆ์ภาค 10 ประกอบด้วย ศูนย์ จ.อุบลราชธานี 1 แสนบาท ศูนย์ จ.นครพนม 1 แสนบาท ศูนย์ จ.นครพนม 1 แสนบาท ศูนย์ จ.ศรีสะเกษ 1 แสนบาท ศูนย์ จ.ยโสธร 5 หมื่นบาท ศูนย์ จ.มุกดาหาร 5 หมื่นบาท และศูนย์ จ.อำนาจเจริญ 5 หมื่นบาท

พระพรหมบัณฑิต ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า ได้มีคำสั่งให้ มจร ทุกวิทยาเขต ดำเนินการให้ความช่วยเหลือวัดและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคอีสานอย่างทันท่วงที

วันที่ 29 ก.ค. 2560 พระเทพพุทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ออกหนังสือขอรับบริจาคจากวัดที่อยู่ในเครือข่ายและญาติโยมพุทธบริษัทในสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.สกลนคร และนครพนม ให้นำส่งในเดือน ส.ค. 2560 เพื่อจะได้จัดส่งให้ผู้ประสบภัยต่อไป

งานบวชที่วัดเขาพระ สระบุรี

เจ้าอาวาสวัดเขาพระ เชิญผู้สร้างศรัทธาบวชสร้างบุญและละบาป วันที่ 19-26 ส.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันทำบุญให้อดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพ (หลวงพ่อใหญ่) โดยวันที่ 26 ส.ค.เป็นวันทำบุญเลี้ยงพระ ชีพราหมณ์ และญาติโยม จำนวนมาก จึงเชิญผู้สนใจร่วมทำบุญ หรือสมัครบวชได้ที่หมายเลข 06-3404-2421 หรือ 08-8541-6227

 

 

‘พระพุทธเจ้ากำพร้าแม่ ก็รักแม่ยิ่งสิ่งใด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508695

‘พระพุทธเจ้ากำพร้าแม่ ก็รักแม่ยิ่งสิ่งใด’

โดย…ราช รามัญ

ตอนเรียนเรื่องดวงดาว ในคัมภีร์บันทึกว่า ผู้ที่มีดาวราหูเป็นเกณฑ์ มักจะเกิดมาแล้วพ่อหรือแม่นั้นต้องจากเราไป ไม่จากเป็นก็จากตาย

ตอนเกิดนั้นบางคนลำบากบางคนสบาย แต่ตอนปลายจะไม่เหมือนเก่า เป็นคนที่มีแนวคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่งกายก็ไม่เหมือนคนอื่น เกิดที่หนึ่งไปได้ดีมีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง ผู้คนจะยกย่องนับถือ แอบคิดในใจ…ทำไมละม้ายคล้ายชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะนัก ที่เกิดมาได้เพียง 7 วัน มารดาก็สิ้นสวรรคต

พระนางสุชาปดี ผู้มีศักดิ์เป็นน้าน้องของแม่แท้ๆ ได้ดูแลเจ้าชายสิทธัตถะอย่างดี นอกจากให้น้ำนมของพระนางเองแล้ว แม้แต่ข้าวจะกล้ำน้ำจะกลืน จะหัดยืนหรือเดิน ก็ดูแลอย่างใกล้ชิด แม่แท้ๆ ให้ร่างกายจิตวิญญาณ แต่พระนางสุชาปดีได้ให้การเลี้ยงดู

การตอบแทนพระคุณของเจ้าชายสิทธัตถะในวันที่พระองค์สำเร็จแล้ว ในพรรษาที่ 7 ตามบาลีคัมภีร์ว่า เสด็จไปโปรดพระมารดาที่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่มาที่ไปในเรื่องนี้มีความตามบาลีว่าดังนี้…ในครั้งนั้นเหล่ามหาชนต่างพากันโศกเศร้าคร่ำครวญปรึกษากันว่า เมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วพระบรมศาสดาได้เสด็จหายไปฉะนี้ เปรียบเสมือนดวงเดือนหรือดวงตะวันตกหายไปจากโลก ต่างประสงค์จะทราบว่า เวลานี้พระบรมศาสดาเสด็จไปประทับ ณ ที่แห่งใด จึงพร้อมใจกันเข้าไปถามพระโมคคัลลานะเถระ พระอัครเสนาบดี แม้จะทราบดีแต่เพื่อถวายความเคารพแก่พระอนุรุทธเถระ จึงบอกให้มหาชนไปสอบถามพระเถระ พระอนุรุทธได้บอกแก่มหาชนว่า บัดนี้พระบรมศาสดาได้เสด็จขึ้นไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาและจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพเป็นเวลา 3 เดือน แล้วจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่โลกในวันมหาปวารณาออกพรรษา

เหล่ามหาชนเมื่อทราบดังนั้นต่างบังเกิดศรัทธาอยู่เฝ้ารอรับเสด็จพระบรมศาสดา ณ ที่แห่งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สละกำลังทรัพย์สร้างที่พักและอาหารอนุเคราะห์แก่มหาชนทั้งหลาย แม้พระโมคคัลลานะเถระก็ได้แสดงธรรมโปรด

ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เมื่อทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จขึ้นมาประทับ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีความรู้สึกปีติยินดี รีบป่าวประกาศแก่เหล่าเทพยดาทั้งหลายให้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อฟังธรรม

ครั้นพระพุทธองค์มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธมารดาจึงตรัสถามถึง ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อทูลเชิญเทพธิดาเจ้าสิริมหามายาพระพุทธมารดาเพื่อให้มาฟังธรรม พระบรมศาสดาได้ยกพระหัตถ์เบื้องขวาออกจากจีวรกวัก เรียกว่า “เอหิ อมฺม” ขอพระพุทธมารดาเสด็จเข้ามาประทับใกล้ๆ เถิด ตถาคตผู้เป็นปิโยรส ซึ่งพระแม่ได้อุ้มท้องประคับประคองเลี้ยงดูด้วยน้ำนม และป้อนข้าวแต่อเนกชาติ ตถาคตขอโอกาสโปรดสนองพระคุณสูงค่าอันหาประมาณมิได้ ด้วยพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เสด็จขึ้นมาจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพ เพื่อให้พระพุทธมารดาได้บรรลุอริยมรรคอริยผลสมดังที่ทรงพระอุตสาหะเสด็จมา

พระพุทธองค์ได้ทรงโปรดแสดงพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สนองคุณมารดา ทำให้พระพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นอนาคามี และจะได้เลื่อนระดับชั้นไปสู่พระนิพพานในที่สุด

นี่เป็นการตอบแทนพระคุณของแม่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพึงปฏิบัติ ส่วนพระนางสุชาปดีพระน้านางพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้ออกบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุณี จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทรงตอบแทนพระคุณด้วยธรรมเหมือนกัน

นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว พระอัครสาวกผู้มีปัญญามากอย่างพระสารีบุตร ทั้งที่ท่านเองก็อาพาธ ก็ยังเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า ด้วยการไปโปรดมารดาของท่านที่นับถือศาสนาอื่น ด้วยการเดินทางไปที่นาลันทาบ้านเกิดของท่าน แล้วเข้าไปนอนพักในห้องที่ท่านถือกำเนิด เหล่าเทวดาระดับมเหสักข์ สักกเทวราช ก็มาด้วย แม่เห็นแสงสีทองวูบหายเข้ามาในห้องแล้วก็วูบหายออกจากห้อง หลายครั้งจึงได้ย่องมาแอบดู เห็นเทวดามานั่งพนมมือสักการะพระลูกชายก็ตกใจปนตื่นเต้น คิดในใจลูกเราสำคัญอย่างไรหนอ จึงได้มีเทวดาลงมาสักการะ

ครั้นเมื่อได้โอกาสจึงได้เข้าไปแล้วถาม ได้ความตามกระบวนจบ จึงตกลงปลงใจฟังธรรมจากพระลูกชาย แล้วในที่สุดก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นลำดับ ภารกิจในการโปรดแม่ให้ถึงธรรมก็เป็นอันเสร็จสิ้น ท่านก็ละสังขารขันธ์ดับสนิทนิพพานไป

ดังนั้น การตอบแทนพระคุณแม่ หาใช่เพียงแค่ซื้อของพาไปเที่ยวหรือซื้อเสื้อผ้าให้เท่านั้น การทำให้พ่อแม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาก็เป็นการตอบแทนคุณอันยิ่งเช่นกัน

วันแม่ปีนี้นอกจากพาแม่ไปกินไปเที่ยวแล้วพาแม่เข้าวัดสวดมนต์ฟังธรรมด้วย ก็จะถือได้ว่าเจริญรอยตามพระพุทธองค์ในการตอบแทนพระคุณของแม่ที่ประเสริฐที่สุด

(ฝากข่าวอบรมเรื่อง โค้ชตัวเองด้วยดวงดาว ในวันอาทิตย์ 27 ส.ค.นี้ ท่านสนใจเข้าร่วมอบรมติดต่อได้ที่ 08-1445-9642 หรือ id line : Nop12111 (มีค่าลงทะเบียน) ราช รามัญ เป็นวิทยากร)

 

อมตะพระเครื่อง ประจำวันที่ 13 สิงหา 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508694

อมตะพระเครื่อง ประจำวันที่ 13 สิงหา 60

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับองค์แรก พระปิดตายันต์ยุ่ง เนื้อสำริด หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง การสร้างพระปิดตาของท่านเป็นการสร้างองค์ต่อองค์ จากเส้นสายอันอวบอิ่ม ประกอบกับคราบไคลเก่าและขี้เบ้าที่ติดอยู่เป็นจุดพิจารณาที่สำคัญของพระปิดตายันต์ยุ่งองค์นี้ สวยดูง่ายแบบนี้มีหลักล้านต้น

องค์ที่สอง ราหูแกะแบบคู่ สุริยประภา-จันทรประภา ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ ลำปาง สุดยอดเครื่องรางล้ำค่าแห่งแดนล้านนา ท่านแกะจากกะลาตาเดียวตามที่หาได้ มีทั้งแบบคู่และเดี่ยว มีทั้งลงรัก ชาดและปิดทอง กับแบบที่ไม่ลงอะไรเลย เล่ากันว่าท่านได้แกะกะลาให้ครูบาศรีวิชัยในคราวที่เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อสอบอธิกรณ์ในสมัยนั้นด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีใครได้พบเห็นกะลาคู่นั้นแล้ว สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนครับ

องค์ที่สาม พระปิดตาพิมพ์แขนชิด หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จัดสร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดสิงห์สถิต และนำมาให้หลวงปู่ศุขปลุกเสกเพื่อแจกให้กับผู้มาช่วยในการขุดสระน้ำที่วัด พิมพ์ที่มีขนาดเล็กน่ารัก ปัจจุบันหายาก ทำให้เป็นที่นิยม ค่านิยมอยู่หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ พ.ศ. 2473 เป็นเหรียญปั๊มแบบหูเชื่อม มีเนื้อเงินและเนื้อทองแดง สร้างแจกให้กับผู้บริจาคทรัพย์หล่อพระพุทธรูปในปีนั้น หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นพระที่มีวิชา เมื่อธุดงค์ผ่านมาแถวนั้น ชาวบ้านเลยพร้อมใจกันนิมนต์ให้ท่านอยู่ พร้อมกับสร้างวัดสัตหีบขึ้นมา ท่านเป็นพระ 1 ใน 4 เกจิอาจารย์ยุคแรกที่โด่งดัง จาด-จง-คง-อี๋ เหรียญสภาพใช้ดูง่ายแบบนี้ยังมีหลักแสนต้น

องค์ที่ห้า พระร่วงสนิมแดง กรุวัดปู่บัว แตกกรุในปี 2476 เป็นพระเนื้อตะกั่วสีแดงเข้ม ศิลปะสมัยอู่ทอง มีทั้งพิมพ์เศียรโต พิมพ์รัศมี พิมพ์ตาโปน ด้วยรูปทรงที่สวยงาม เนื้อสนิมแดงที่จัด และมีไขขาวแตกเป็นลายคล้ายใยแมงมุมคลุมอยู่ทำให้เป็นจุดพิจารณา เป็นที่นิยม แถมหายาก ค่านิยมอยู่ที่แสนต้น

องค์สุดท้าย พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศ สร้างในปี 2496 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วรรณะออกเหลืองปนขาว องค์ที่มีกริ่งจะมีค่านิยมสูงกว่าองค์ที่ไม่มีเม็ดกริ่ง สภาพสวยดูง่ายเป็นแนวทางสะสม องค์นี้เป็นของคุณไชยเสริฐ ชนาเทพาพร

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าหลงใหลในหัวโขนที่สวมใส่ จนลืมคนใกล้ตัว”

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503605

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

เมื่อผมลองสำรวจตำราของตะวันตก พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าพุทธศาสนาฝ่ายมหายานไม่มีธรรมเนียมเข้าพรรษา แต่ที่จริงแล้วฝ่ายมหายานทั้งในทิเบต จีน จนถึงญี่ปุ่นต่างก็เข้าพรรษาเช่นเดียวกับฝ่ายเถรวาท มีระยะเวลา 3 เดือนเท่ากัน เพียงแต่กำหนดฤดูกาลต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ

การเข้าพรรษาของมหายานเรียกว่า “เข้าพรต 3 เดือน” หรือ “การหยุดพักเพื่อสงบกายใจ” ในจีนน่าจะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่พระวินัยของฝ่ายยานน้อยเข้ามา คือประมาณราชวงศ์ฮั่นจนถึงยุคหนานเป่ย (ศตวรรษที่ 3-6) ส่วนในญี่ปุ่นเริ่มธรรมเนียมเข้าพรรษาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7

อย่างที่กล่าวไปว่าเข้าพรรษาแต่ละนิกายและประเทศขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ จึงมีระยะเวลาที่ต่างกันไป

ตามบันทึกการจาริกไปดินแดนตะวันตกของพระถังซำจั๋ง กล่าวว่า พระสงฆ์ในชมพูทวีป มักเข้าพรรษาช่วงเดือนกลาง 5 ถึงกลางเดือน 8 หรือกลางเดือน 6 ถึงกลางเดือน 9 (ในไทยเดี๋ยวนี้มักเข้าเดือน 8 ไปออกเดือน 11) ประเทศเอเชียกลาง (ไซอิ๋ว) บางแห่ง เช่น แคว้นตุษร หรือ Tokhara (แถบซินเจียง) จะเข้าพรรษาระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าจนถึงกลางเดือน 3 ปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพฤดูกาล ซึ่งฝนตกหนักในช่วงนั้น

ส่วนในจีนถือตามพระวินัยของนิกายธรรมคุปต์ โดยเข้าเดือน 5 ถึงเดือน 8 แต่ในทางปฏิบัติจีนและญี่ปุ่นนิยมเข้ากันกลางเดือน 4 จนถึงกลางเดือน 7 ที่แบ่งวันต่างกันคาดว่าเพราะต้องการให้ตรงกับการกำหนดฤดูกาลของอินเดีย ซึ่งมี 3 ฤดู ฤดูฝนมี 4 เดือน จึงแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 3 เดือนหน้า กับ 3 เดือนหลังไม่ก่อนไปกว่านี้ ไม่ช้าไปกว่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีเดือน 7 คาบเกี่ยวเป็นหลักกลาง อย่างไรก็ตาม มีการตีความว่าจำต้องมีการเข้าพรรษาเดือนกลางด้วย ซึ่งกำหนดไว้ที่กลางเดือน 4 ถึงกลางเดือน 5 โดยไม่จำเป็นต้องครบ 3 เดือน แต่นักวิชาการบางท่านแย้งว่าคณาจารย์ตีความพระวินัยคลาดเคลื่อน

ฤดูฝนของอินเดีย ตรงกับฤดูร้อนของจีนและญี่ปุ่น ที่นั่นจึงเรียกการเข้าพรรษาอีกอย่างว่า นั่งฌานหน้าร้อน เพราะพระสงฆ์จะไม่ได้จำวัดเฉยๆ หากแต่จะปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรียกว่าปฏิบัติธูตะ 12 ข้อฝ่ายมหายานคือการบำเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์์ เช่น การถือเนสัชชิก (ไม่เอนหลังนอน) ธรรมเนียมนี้ยังรักษาไว้อย่างดี นอกจากนี้ ในวัดนิกายฌานยังมีการเก็บตัวช่วงปลายปีนาน 3 เดือน เรียกว่า นั่งฌานปลายปี ระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าถึงกลางเดือนอ้ายของปีใหม่ หรือที่ญี่ปุ่นนิยมระหว่างกลางเดือน 12 จนถึงกลางเดือน 3 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังหนาวเหน็บ เรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระวินัย แต่อยู่ในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายานที่ระบุให้เข้าพรรษา 2 ช่วง คือหน้าร้อนกับหน้าหนาว

อนึ่ง ในช่วงนั่งฌานปลายปี วันที่ 8 เดือน 12 ทางฝ่ายมหายานถือว่าเป็นวันตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์นิกายฌาน (นิกายฉาน หรือนิกายเซน) จึงมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ไม่หลับไม่นอนเป็นเวลา 8 วัน เรียกว่า แปดปลายปีสัมผัสใจ (&&3240;&>0843;&>5509;&>4515;) เป็นการปฏิบัติธรรมเข้าพรรษาที่เอากายเอาใจเข้าแลก

เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์จึงสามารถออกบิณฑบาตได้และออกจาริกปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธุดงควัตรข้อที่เกี่ยวกับการจาริก เช่น การเดินทางแสวงบุญ แสวงหาอาจารย์ ในดินแดนห่างไกล เป็นต้น

ไหนๆ ก็เอ่ยถึงธุดงควัตรอันเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาแล้ว จะขออธิบายเรื่องหลักธุดงควัตรของฝ่ายมหายาน (รวมถึงวัชรยานสักเล็กน้อย)

หลักธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อขัดเกลาตนให้สลัดพ้นจากกิเลส พระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานล้วนมีวัตรปฏิบัตินี้เช่นกัน ฝ่ายเถรวาทเรียกว่า “ธุตงฺค” หรือ ธุดงควัตร 13 ฝ่ายมหายานเรียกว่า ธูตงฺคะ 12 หรือ “ธูตคุณฺ” (คุณแห่งการชำระกิเลส) เป็นสิกขาบทที่ผู้ถือโพธิสัตว์ปราติโมกษ์พึงปฏิบัติ ปรากฏในทวาทศธูตะสูตร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทวาทศธูตะสูตร ณ วัดเชตวันวิหาร เมืองศราวัตถี (สาวัตถี) เมื่อพระมหากาศยปะ (มหากัสสปะ) มีปุจฉาถึงวัตรแห่งการอยู่อรัญวาส พระตถาคตวิสัชนาว่า ภิกษุผู้อยู่อรัญวาสช่วยให้พ้นราคะ ช่วยชำระกายใจให้บริสุทธิ์ แล้วทรงแจกแจงธูตังควัตร (ธุดงควัตร) 12 ดังข้างต้น แล้วตรัสว่า การปฏิบัติตามวัตรทั้ง 12 นี้ จะช่วยให้การเจริญสมาธิภาวนาก้าวหน้าขึ้นได้ พระสูตรนี้พระคุณภัทระ พระธรรมทูตจากแคว้นมคธ แปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนไว้เมื่อปี ที่ 12 และปีที่ 20 แห่งรัชศกหยวนเจีย แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ตรงกับปี 978-986 ที่วัดหว่ากวนซื่อ เมืองหยางตู

ธูตงฺคะ 12 สำหรับพระโพธิสัตว์ มีดังนี้

1.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

2.ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร

3.ถือการบิณฑบาตโดยไม่เลือกเป็นวัตร

4.ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร

5.ถือการฉันพอประมาณในบาตรเป็นวัตร

6.ถือการไม่ฉันหลังเพลเป็นวัตร

7.ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

8.ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร

9.ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

10.ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

11.ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร

12.ถือการไม่นอนเป็นวัตร

ในส่วนของทิเบตเองก็ปรากฏหลักธุดงควัตรเช่นกัน ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ธูตคุณฺ” ปรากฏในคัมภีร์วิมุกติมรรคธูตคุณนิรเทศ (จีนเรียกว่า แปลโดยพระวิทยากรประภา ว่ากันว่า พระศานติเทวะเองก็ปฏิบัติตามวัตรนี้ ในคัมภีร์ธรรมสังคระห์ และคัมภีรค์มหาวยุตปัตติ มีสิกขาบท ดังนี้

1.ปางศุกูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์

ถือผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้ว (ปังสุกูลิกังคะ)

2.ไตรจีวริกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่ถือครองจีวรเกิน 3 ผืน (เตจีวริตังคะ)

3.นามะติกกะห์ – พระโพธิสัตว์ครองผ้าทำด้วยขนสัตว์ (?)

4.ไปณฑปาติกะห์ – พระโพธิสัตว์เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ (ปิณฑปาติกังคะ)

5.ไอกาสะนิกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นอาสนะที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (เอกาสนิกังคะ)

6.ขลุปัศจาทภักติกะห์ – พระโพธิสัตว์เริ่มลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม (ขลุปัจฉาภัตติกังคะ)

7.อารัณยะกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานการอยู่ในป่าไกล 500 ชั่วคันธนู (อารัญญิกังคะ)

8.วฤกษมูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่โคนไม้ (รุกขมูลิกังคะ)

9.อาภยวะกาศิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่กลางแจ้ง (อัพโภกาสิกังคะ)

10.ศมาศนิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่ป่าช้า (โสสานิกังคะ)

11.ไนศทิกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่อยู่ในอิริยาบถนอน (เนสัชชิกังคะ)

12.ยาถาสังสตริกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นการยึดติดในเสนาสนะ (ยถาสันถติกังคะ)

 

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503554

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

โดย…สมหมาย สุภาษิต

วันที่ 29 มิ.ย. 2560 พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จาก มจร จำนวน 66 รูป/คน ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจร่วมงานฉลอง 25 ปี ในการประดิษฐานพระพุทธองค์ใหญ่ และฉลอง 20 ปี เอกราชฮ่องกง ในการกลับคืนสู่แผนดินแม่ จีนแผ่นดินใหญ่ ณ วัดโป๋วหลิน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

งานสัมมนาครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของเถรวาทและมหายาน เป็นความร่วมมือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้น ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกัน โดยในพิธีเปิดมีผู้นำทางศาสนาฝ่ายเถรวาทและมหายาน พร้อมด้วยนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย พระธรรมาจารย์ เซ่อเฉิง (Venerable Xuecheng) ประธานพุทธสมาคมจีน (BAC) (Buddhist Association of China) ศ.Lai Yonghai จากมหาวิทยาลัยหนานกิง สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการมหาเถรสมาคม ศ.Stephe F. Teiser ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยปรินต์ตัน ประเทศสหรัฐ ศ.Lewis Lancaster จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐ และพระธรรมจารย์ จิ้งหยิน (Venarable Jing Yin) เจ้าอาวาสวัดโป๋วหลิน โดยได้นิมนต์พระเถระจากคณะสงฆ์เถรวาทและมหายาน ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากทั่วโลก ร่วมเสนอบทความทางวิชาการ เรื่อง “Tharavada and Mahayana Buddhism on the Belt and Road” เถรวาทและมหายานกับการสืบสานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น”

พระพรหมบัณฑิต ได้กล่าวในการสัมมนาว่า “ความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างนิกายเถรวาทและมหายานนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านวิชาการและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายหันมาจับมือกันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และจะได้ร่วมมือกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มากยิ่งขึ้นต่อไป ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างดียิ่ง ซึ่งท่านเซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสัมมนาครั้งนี้ มจร ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ก็เล็งเห็นความสำคัญในการสัมมนาได้ประสานงานและอาราธนาพระสงฆ์นักวิชาการมาจากทั่วโลก เพื่อมานำเสนอบทความทางวิชาการและแลกเปลี่ยนแนวความคิดทางด้านพระพุทธศาสนากับคณะสงฆ์ฝ่ายมหายาน ซึ่งมีเจ้าอาวาสวัดโป๋วหลินให้การสนับสนุนและประสานงาน”

นอกจากนั้น อธิการบดี มจร ยังกล่าวว่า “ในฐานะประธานสภาสากลวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ได้ดำเนินการตามมติที่ประชุมชาวพุทธโลก ในเรื่องการจัดทำพระไตรปิฎกสากลซึ่งรวมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เผยแผ่่ในฝ่ายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน เข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้เวลาถึง 7 ปี ในการจัดทำ และบัดนี้ได้ดำเนินการและจัดพิมพ์แล้วเสร็จเป็นภาษาอังกฤษ โดยมุ่งหวังที่จะนำเผยแผ่ให้มากยิ่งขึ้น และในอนาคตกำลังดำเนินการจัดแปลเป็นภาษาจีน เพื่อเผยแผ่และคาดหวังว่า ทางจีนจะได้ให้การสนับสนุนในการดำเนินการต่อไป”

ด้าน พระธรรมาจารย์เซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน กล่าวว่า “มจร ถือเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพระพุทธศาสนาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และการจัดสัมมนาครั้งนี้สำเร็จได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งทำหน้าที่ในการประสานงานอาราธนาและเชิญนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนามาร่วมเสนอบทความ ทำให้การสัมมนามีความหลากหลายและได้เห็นความสัมพันธ์อันดีที่เกิดขึ้นระหว่างพระสงฆ์นักวิชาการทั้งจากฝ่ายเถรวาทและมหายานได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางได้เชื่อมต่อพระพุทธศาสนาของทั้งสองฝ่ายตามเส้นทางสายไหมของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่อดีต และหวังว่าจากผลของการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านวิชาการที่แน่นแฟ้นต่อไป”

ด้าน พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ในฐานะผู้จัดงานฝ่ายเถรวาท กล่าวว่า “จากที่ได้ประสานงานมาตั้งแต่ต้น ความร่วมมือกันทางด้านวิชาการระหว่าง 2 นิกาย ได้ทำมาช้านานแล้ว แต่เดิม มจร ก็ได้ไปมาหาสู่ระหว่างไทย-จีน-ฮ่องกง เรื่อยมา มีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมจัดสัมมนาและนำเสนอบทความทางวิชาการกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความร่วมมือของพระสงฆ์นักวิชาการที่เดินทางมาจากหลายประเทศนำเสนอ รวมทั้งนักวิชาการจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนในด้านการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะได้สานสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรมต่อไป”

การสัมมนาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการจัดงานสัมมนานานาชาติ ของ มจร และคณะสงฆ์มหายาน

 

ม้าเดินขาเป๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503553

ม้าเดินขาเป๋

โดย…อารยชล ภาพ รอยเตอร์ส

คนพาลไม่เคยกลัวกับการทำความชั่วและไม่สะท้านสะเทือนใจถ้าต้องลงมือทำความชั่ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย

การฆ่ายกครัว 8 ศพ ที่ จ.กระบี่ เป็นตัวอย่างของฝีมือเหล่าพาลชัดๆ จิตใจไร้ความเมตตาปรานี เด็กๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ไม่ละเว้น เลือดเย็นโหดเหี้ยมสุดๆ นี่คือความร้ายกาจของคนพาล

การพร้อมใจยินดีเข้าร่วมกับคนชั่วหรือคนพาลไม่แคล้วเป็นพาลตาม เมื่อหัวหน้าชั่วหยาบช้าสมุนบริวารก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะถ้าต่างหรือเป็นคนดีในหมู่พาลไม่มีทางอยู่ได้แน่นอน

เมื่ออยู่กับพาลก็เลียนแบบพาล เป็นอย่างพาล ทำเหมือนพาล และกระทำด้วยความเป็นพาล แสดงความป่าเถื่อนออกมา ไม่เกรงกลัวบาปไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่เคารพวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสมงคลข้อแรกว่า อย่าไปคบคนพาลเด็ดขาด เพราะถ้าคบหา เสวนา สนิทสนมอยู่ร่วมกับคนพาลก็จะเป็นอย่างพาล แล้วแทนที่ความเจริญจะเกิดกับตัวก็เป็นความเสนียดตกต่ำเข้ามาแทน

ลองคิดดู ขนาดม้ามงคล รูปร่างสวย ไม่ว่าเวลาเดิน หรือเวลาวิ่งล้วนสง่างาม แต่พอได้คนเลี้ยงม้าขาเป๋เดินเขยกมาเลี้ยง ม้าเจ้ากรรมดันเดินเลียนแบบตามคนเลี้ยงม้ากลายเป็นม้าเดินขาเขยกไปได้

เรื่องนี้มีในมงคลสูตร กล่าวถึงพระราชาที่ครองเมืองพาราณสีพระองค์หนึ่ง พระนามว่า โสมราช มีม้ามงคลตัวหนึ่งรูปร่างสวยงามสมอัสสลักษณะชื่อปัณฑวะ เป็นม้าคู่พระบารมีของพระองค์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากคนเลี้ยงม้าของพระองค์

กาลต่อมา คนเลี้ยงม้าได้เสียชีวิตลง จึงรับสั่งให้หาคนเลี้ยงม้าคนใหม่มาดูแลต่อ ปรากฏได้ชายพิการขาคนหนึ่งชื่อ “คิริทัต” เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งนายคิริทัตคนนี้มีลักษณะอย่างหนึ่งเวลาเดินจะเดินขาเป๋

หน้าที่ของนายคิริทัต คือ ต้องเลี้ยงดูม้าอย่างดีไม่ให้เกิดความบกพร่อง แล้วเขาก็ทำหน้าที่ได้เรียบร้อยทั้งให้อาหาร อาบน้ำ ดูแลความสะอาดทั้งตัวม้าและคอกไม้ทุกวัน จนไม่มีเหตุอะไรให้ต้องตำหนิได้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายคิริทัตไม่รู้ตัว คือ เวลาที่เขาจูงม้าเดิน ม้ามงคลที่เดินตามเห็นลักษณะการเดินของเขาก็เข้าใจว่า นั่นคือการสอนของนายคิริทัตดังนั้นจากม้าที่เดินปกติ แต่เวลาเห็นนายคิริทัตเดินมันก็เดินขาเขยกตามทุกครั้ง

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนวันหนึ่งนายคิริทัตรู้ตัวว่าม้าเดินขาเขยก ด้วยความไม่สบายใจกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงม้าไม่ดี จึงได้ขอพระราชานุญาตเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องม้าขาเป๋ให้ทรงทราบ

พระราชาจึงรับสั่งแพทย์ให้ไปตรวจดูอาการของม้า ทางทีมแพทย์จึงไปตรวจดูแล้วพบว่าม้าแข็งแรงดี ไม่พบโรคหรือสาเหตุที่ความผิดปกติอะไร จึงกราบทูลให้พระราชาทราบ ตอนแรกทรงไม่สบายพระทัยเหมือนกัน แต่ทรงนึกได้ว่ายังมีอำมาตย์เก่งคู่พระบารมีที่น่าจะช่วยให้พระองค์ได้รู้ความจริงได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับม้า จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปหาสาเหตุ

และจากการที่อำมาตย์ได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ ก็เห็นว่า การทำหน้าที่ของนายคิริทัตไม่ได้มีความบกพร่องอะไร ก็ได้กลับมากราบทูลให้ทรงทราบ พร้อมกับกราบทูลต่อไปว่า แต่มีอย่างหนึ่งคาใจ คือ ยังไม่เห็นนายคิริทัตจูงหรือเดินนำหน้าม้า จึงขอพระราชานุญาตไปพิสูจน์ความจริง พอไปถึงที่เลี้ยงม้าก็ได้นายคิริทัตเดินนำหน้าม้า

ปรากฏว่าม้าพอเห็นนายคิริทัตเดินแบบนี้ก็คิดว่าต้องทำตาม จึงเดินขาเขยกเหมือนเช่นนายคิริทัต และนั่นก็ทำให้อำมาตย์คนเก่งมั่นใจว่า สาเหตุที่ม้าต้องเดินขาเขยกก็เพราะคนเลี้ยงม้านั่นเอง

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า สัตว์กับคนคบกันก็เป็นไปตามกันได้ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ชีวิตวิบัติอย่าไปคบคนพาลเป็นอันขาด

 

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503551

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

โดย…สมาน สุดโต

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ป.ธ.9 อาจารย์ใหญ่สำนักปฏิบัติธรรม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา แนะนำชาวพุทธให้บำเพ็ญบารมีในช่วงเข้าพรรษา ในเมื่อพระสงฆ์อธิษฐานพรรษาแล้ว โยมพุทธบริษัทก็ควรอธิษฐานเพื่อสร้างบารมีเช่นกัน โดยพรรษาแรกนี้อาจบำเพ็ญทานบารมีก่อน

(บารมี ประกอบด้วย 1.ทานบารมี 2.ศีลบารมี 3.เนกขัมมะบารมี 4.ปัญญาบารมี 5.วิริยะบารมี 6.ขันติบารมี 7.สัจจะบารมี 8.อธิษฐานบารมี 9.เมตตาบารมี 10.อุเบกขาบารมี)

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ ซึ่งเป็นประธานสงฆ์วัดนวมินทรราชูทิศ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศสอีกตำแหน่งหนึ่ง ปรารภธรรมเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ในโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” จัดโดย บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ปีที่ 2

ท่านแนะว่า เมื่อบำเพ็ญทานบารมีในพรรษาแรก พรรษาต่อไปก็บำเพ็ญศีลบารมี เมื่อครบ 10 พรรษา เราก็ได้ชื่อว่าบำเพ็ญบารมีได้ครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 2 ก็บำเพ็ญอุปบารมีต่อจนครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 3 ก็บำเพ็ญปรมัตถบารมี จนครบ 10 รวมเรียกว่าบารมี 30 ทัศ โดยใช้เวลา 30 พรรษา ดูเหมือนน้อยแต่ได้ผลในระยะยาว ส่วนเรื่องศีลนั้นพระสงฆ์ให้ความสำคัญ ดังที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานรณรงค์ให้มีหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง แต่การรับศีล 5 เป็นพิธีการเป็นส่วนมาก ทำเพียงสมาทานวิรัติ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น จึงขอแนะนำว่า ให้ยกระดับการรักษาศีล 5 ให้สูงจากสมาทานวิรัติ ขึ้นสู่สัมปัตตวิรัติ และสุดท้ายให้เข้าสู่สมุจเฉทวิรัติ

พระอาจารย์ ดร.มหานงค์ สุมงฺคโล นำเดินจงกรม

เมื่อพัฒนาได้อย่างนี้ชีวิตจะมีความสุข ทั้งนี้เพราะคนเรานั้นประกอบไปด้วยกายกับจิตเท่านั้น ต้องเร่งทำความดี อย่าประมาท เหมือนมีไฟไหม้ที่ศีรษะ ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบดับ การทำความเพียรในธรรมะก็เช่นเดียวกัน ต้องรีบทำ ถ้าไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเราประมาทซึ่งโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” วันนี้เป็นการเปิดพื้นที่ของใจ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้อยู่กับธรรมะ จิตสงบพบธรรมะ 1 วัน (คือไม่ประมาท)

ก่อนหน้านั้น อาจารย์พระมหานงค์ ได้ให้ความรู้เรื่องเวลา โดยเล่าว่า ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญเรื่องเวลามาก (ซึ่งท่านจะไปอธิษฐานปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลังที่ฝรั่งเศส เดือนหน้า) เวลา 12.00-14.00 น. เป็นเวลาพักผ่อน หลังจากนั้นเป็นเวลาทำงาน ส่วนนักเรียนฝรั่งเศสก็เช่นกัน เรียน 10 วัน พัก 15 วัน เมื่อเปิดใหม่ก็เรียนอีก 2 เดือน แล้วก็หยุด 15 วัน การหยุดแบบนี้ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองมีเวลาพักผ่อนด้วย เปรียบกับไทยแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน วัฒนธรรมการทำงานของไทยกับฝรั่งเศสต่างกัน ฝรั่งเศสถือเวลาเป็นสำคัญ ส่วนไทยเราทำงานทุกวัน สะสมโรคเครียดไว้มาก ท่านได้เล่าว่า หอจดหมายเหตุพุทธทาส ที่สวนจตุจักรนิมนต์พระให้ไปเจริญกายคตาสติ คือ ให้ไปดูหมอผ่าศพพิสูจน์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะญาติผู้ตายคนหนึ่ง (คุณลุง) ต้องการทราบสาเหตุการตายของคุณลุง จึงขอให้หมอผ่าศพพิสูจน์ ไปดูแล้วก็พบความจริงว่า ทั้งสมองและร่างกายมนุษย์เป็นอย่างไร ส่วนคุณลุงที่ตายนั้น หมอสันนิษฐานว่าเลือดคั่งในสมอง จึงขอให้ระวังเรื่องเส้นเลือดในสมองอย่าให้ ตีบ ตัน และแตก ส่วนโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางทวาร 9 ได้แก่ ตา 2 ข้าง หู 2 ข้าง จมูก 2 ช่อง ปาก 1 อุจจาระ 1 ปัสสาวะ 1 ส่วนโรคกิเลสมาทางทวาร 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อดูการผ่าศพ พบว่าแต่ละคนมีโรคอยู่ในตัว โดยเฉพาะโรคเครียดเป็นภัยเงียบ ถ้าเราไม่ทำงาน ช่วยให้สมอง กาย ใจ ได้พักผ่อน ความเครียดก็ลดลง เพราะฉะนั้นจึงฝากไว้ มนุษย์ควรดูแล 2 อย่าง คือ กายและใจทุกวันในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนนี้

โครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” ประกอบด้วย ฟังธรรม 30 นาที เดินจงกรม 30 นาที นั่งสมาธิ 30 นาที และสวดมนต์ 30 นาที จบเมื่อเวลา 16.00 น. ซึ่งโกวิทย์ ราชิวงค์ VP-Staff Developmemt & Special Project Bangkok Post Public Company Limited สรุปจากคำสอนพระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ไว้ใน fb ว่า “เมื่อสมองคิดเรื่องเป็นบุญเป็นกุศล ให้รีบเอาใจไปรองรับ…
แต่เมื่อสมองเผลอคิดเรื่องเป็นบาปเป็นอกุศล ให้รีบเอาสติไปกั้นไว้”

พนักงานระหว่างเดินจงกรม