20 ปีที่ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503550

20 ปีที่ประทับใจ

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2560 พระเถรานุเถระส่วนมากเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เช่น สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นต้น รวมทั้งเจ้าคณะภาคในหนกลาง มากันเต็มศาลา สมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา วัดพิชยญาติการาม คลองสาน เนื่องในโอกาสที่ทางวัดจัดงานทำบุญถวายสังฆทาน ในวาระครบ 20 ปี ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถร ป.ธ.9, M.A., Ph.D.) ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชมาครองวัดนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2540 นับเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 17 แห่งพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวัดที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เดิมเป็นวัดร้าง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษา ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ประมาณปี 2372-2375 ในรัชกาลที่ 3 เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ กระเบื้องสี และหินจากจีนมาสร้างวัด สถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะแบบไทยผสมจีน ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น เมื่อบูรณะวัดเสร็จแล้ว ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น “วัดพิชยญาติการาม” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดพิชัยญาติ

วัดนี้เป็นวัดเดียวในเมืองไทยที่มีเรื่องเล่าสามก๊กแกะจากหินแกรนิตติดอยู่รอบฐานพระอุโบสถ ทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันชำรุดไปบางส่วน อดีตเคยสังกัดคณะธรรมยุตมาก่อน จนถึงสมัยพระเมธาธรรมรส (เสาร์) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (ปี 2461-2485) จึงขอขึ้นกับคณะสงฆ์มหานิกาย (ประมาณปี 2485) ช่วงนั้นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี 2540 นั้น ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพปริยัติโมลี ได้พลิกวัดที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง งดงาม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพุทธศาสนิกชน

ภาพวัดพิชยญาติการามเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน

ประการที่สำคัญ ได้เป็นผู้ริเริ่มการสอนและอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้วัดที่มีคนเข้าในวันอาทิตย์ หรือวันสำคัญทางศาสนาเพียงหยิบมือ หรือไม่ถึง 10 คน ก็กลายมาเป็นร้อยเป็นพัน จนโบสถ์ที่มีอยู่รองรับไม่ได้ จึงได้สร้างศาลาหน้าพระปรางค์อีก 2 หลังรองรับ แต่ก็เต็ม จึงสร้างศาลาใหญ่ 2 ชั้น ชื่อศาลาสมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา แต่ก็รู้สึกคับแคบลงไป จึงสร้างอาคารปราสาทนครหลวง ขึ้นมาอีกหลังหนึ่งสูง 6 ชั้น (ขณะนี้กำลังก่อสร้างถึงชั้น 5)

เมื่อผู้เขียนกราบเรียนถามว่า 20 ปี มีความภาคภูมิใจอะไรบ้าง เจ้าประคุณสมเด็จเมตตาตอบว่า การเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานขึ้นในวัด ปัจจุบันประชาชนมาถือศีลปฏิบัติธรรมทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์และร่วมถวายมหาสังฆทาน ในวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น.

ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมโมลี ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี ที่ อ.ปากช่อง เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานแก่พระวิปัสสนาจารย์ พระสังฆาธิการ และพระอุปัชฌาย์ ในเขตปกครองเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตลอดจนถึงพระนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503549

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมสุดยอดพระเครื่องที่หาชมได้ยาก สวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับองค์แรกชม พระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท จัดสร้างขึ้นในวันทำบุญไหว้ครู ที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหาชมได้ยาก ค่านิยมหลักแสนปลาย องค์นี้ของ ดร.อธิโชค วินทกร

องค์ที่สอง ราหูแกะ กะลาตาเดียว หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง 1 ใน 9 เครื่องรางที่ควรมี ชิ้นนี้เป็น 1 ไม่มี 2 เพราะแกะภาพราหู 2 หน้า แถมจารเต็มสูตร ล่างสุดจะเป็นฤๅหัวเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อน้อย ถ้าเป็นฤๅหัวออกจะเป็นของหลวงพ่อปิ่น ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน ถัดขึ้นมาจารตัวพุทธ และจารนะ 12 โม 21 และที่สำคัญการแกะตัวราหูด้วยปลายมีดจะมองเห็นตามซอกมีขุยกะลา, ที่หูจะเป็นรอยคว้านและลบคมง่ายต่อการคล้องเชือก 1 ไม่มี 2 แบบนี้ต้องมีหลักแสนกลาง

องค์ที่สามชม พระสังกัจจายน์ เนื้อผงยาจินดามณีจุ่มรัก ยุคต้น หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จัดเป็นพิมพ์โบราณพิมพ์หนึ่งที่หาชมได้ยาก เนื้อหาจัด สำหรับพระเนื้อผงจินดามณีของหลวงปู่บุญนั้น นับว่าเป็นสุดยอดของวัดกลางบางแก้ว ตำรับยาจินดามณีนี้เป็นสุดยอดวิชาคู่มากับวัดกลางบางแก้ว เล่ากันว่า ตำรับยานี้มาจากสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยาและตกทอดมาสู่วัดกลางบางแก้ว ตำรับยาฉบับนี้เป็นสมุดข่อย ลงทองล่องชาดที่บันทึกการสร้างยา เล่ากันว่า หลวงปู่บุญท่านทำยาจินดามณีไว้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือ ในปี 2435 และปี 2476 พระภิกษุและฆราวาสที่ร่วมพิธีปั้นเม็ดยาต้องภาวนาคาถาตลอดเวลา ฆราวาสที่เป็นหญิงต้องเป็นพรหมจรรย์ ทั้งฆราวาสชายหญิงต้องรักษาศีลอุโบสถมาแล้ว 3 วัน หลังจากที่ปั้นเม็ดยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ก็จะนำไปปลุกเสกอีกอย่างน้อย 7 เสาร์ 7 อังคาร ค่านิยมองค์นี้อยู่ที่หลักแสนกลาง

องค์ที่สี่ชม พระพุทธชินราช เนื้อเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม พระเนื้อเมฆสิทธิ์ซึ่งได้จากการเล่นแร่แปรธาตุด้วยพุทธาคมขั้นสูง มีวรรณะหลายสี ทั้งเขียวปีกแมลงทับและออกแดงอันเนื่องมาจากการสาดผงทองแดงในขั้นตอนสุดท้าย พุทธคุณเด่นด้านคุ้มครองป้องกัน เสริมดวงชะตาโดยเฉพาะเมื่อใช้คู่กับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ค่านิยมหลักแสนกลาง

องค์ที่ห้าและหกชม พระสี่เหลี่ยมประภามณฑล เนื้อตะกั่วถ้ำชาและเนื้อทองเหลืองตัดชิด พิมพ์กลางของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท เป็นพระสภาพใช้ของแฟนทางบ้าน แต่ดูง่าย นำมาให้ชมเพื่อเป็นแนวทางสะสม ค่านิยมอยู่ที่หลักแสนต้น

จากกันด้วยธรรมะ “มีสติอยู่กับตัวเองทุกลมหายใจเข้าออก ปัญญาย่อมเกิดและแยกแยะได้ทุกขณะจิต กิเลสย่อมระงับไป”

 

‘ไม่ต้องข้ามภพชาติ ก็สามารถบรรลุธรรมได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503547

‘ไม่ต้องข้ามภพชาติ ก็สามารถบรรลุธรรมได้’

โดย…ราช รามัญ

ผู้คนที่สนใจในการเรียนรู้และปฏิบัติธรรม ต่างมีแนวความคิดเชื่อกันว่า เราจะต้องผ่านภพข้ามชาติเสียก่อนในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น แล้วจะทำให้เราสามารถเข้าถึงธรรมอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอนได้ แนวคิดนี้เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างอันตรายต่อผู้ศึกษาธรรมอย่างยิ่ง

เพราะไปมีความเชื่อในการแนบแอบอิงกับภพเก่าแต่หนหลังมากเกินความจำเป็น จนกระทั่งไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ เท่านี้ยังไม่พอ บางคนลงมือปฏิบัติธรรมในวันนี้ รักษาศีลและทำบุญทำทานเพื่อมุ่งหวังประโยชน์ในภพภูมิชาติหน้าโน่น

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเน้นสอนให้เราอยู่กับปัจจุบันขณะ แต่เราท่านกลับไปมีจิตใจที่ผูกติดกับอดีตชาติบ้าง อนาคตในชาติหน้าบ้าง ซึ่งเป็นการผิดต่อการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า…เพราะพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ทุกข์เพื่อไม่ให้มีความทุกข์แล้วจะสุขตลอดกาล แต่เราก็ไปเลี้ยวแสวงหาอิทธิฤทธิ์ในใจ ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่ปรากฏคล้ายแฟนตาซีในเรื่องราวของพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของการแต่งขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด

ตราบใดที่จิตใจเรายังไปข้องเกี่ยวกับเรื่องภพชาติและอิทธิฤทธิ์ ก็ง่ายนักที่จะโดนครอบงำและเป็นเหยื่อ จากมหาโจรในผ้าเหลือง ที่ไม่ได้รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและไม่ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยด้วย

ตอนที่ผมปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี และมาศึกษาของหลวงพ่อเจ้าคุณพุทธทาส ปัญญาแห่งปัจจุบันขณะของผมปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดเลยว่า ที่เรียนรู้มาทั้งหมดเกือบค่อนชีวิตเป็นเพียงแค่ธุลีธรรมโดยแท้

หลวงพ่อเทียน ท่านสอนว่า

“การเห็นความคิด คือ การเห็นจิตใจ เมื่อเห็นจิตใจของตัวเองแล้วก็ไม่มีความทุกข์”

แล้วทำอย่างไรให้เห็นความคิดและจิตใจของตัวเองได้…

หลวงพ่อเทียน

เมื่อเราเกิดความคิดอะไรขึ้น ก็รู้ทันในความคิดนั้นเสมอ คิดกุศล หรือคิดอกุศล ก็รู้ทันในความคิดนั้นเสมอ เพราะเมื่อเรารู้ทันความคิดนั้นแล้ว เราก็จะมารู้อีกขั้นหนึ่งโดยอัตโนมัติ ว่า สิ่งที่เราคิดไปนั้น ควรคิด ควรพูด หรือควรทำหรือไม่อย่างไร

แต่ถ้าเราไม่ตามรู้ความคิด ไม่ทันความคิด เราจะมีจิตใจที่ปรุงแต่งและเพ้อเจ้อฟุ่งซ่านไปเรื่อย มันก็ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอดไป เรียกได้ว่าเป็นทุกข์เพราะความคิด

แต่เมื่อเรารู้ทันความคิดจิตใจ ขณะที่เราลืมตา และทำการงานต่างๆ นั้น เราก็จะไม่เป็นทุกข์อะไรเลย เมื่อไม่เป็นทุกข์ในปัจจุบันขณะแล้ว เราจะไปร้องเรียกหาธรรมะอะไรกันอีก มันก็จบลงในตัวแล้วทันที เพียงแต่ว่าเราจะรักษาภาวะการรู้ทันความคิดแบบนี้ได้นานหรือสั้นอย่างไรเท่านั้น

แม้รู้ทันความคิดจิตใจและไม่มีความทุกข์สักวันละ 5 นาที หรือ 10 นาที อานิสงส์ก็มากกว่าการทำบุญทำทานร้อยครั้งแล้ว แต่ถ้าเรารู้ทันความคิดและรู้ทันจิตใจได้ทั้งวัน เราจะไม่มีทุกข์ตลอดทั้งวัน เพียงแค่นี้แล้วเราจะไปแสวงหาอะไรกันอีกจากธรรมะในตำรา

นี่เป็นวิธีที่ลัดและสั้นที่สุด…สำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุธรรม ในปัจจุบันขณะ เมื่อไรที่จิตใจไม่มีความทุกข์ เมื่อนั้นเราก็บรรลุธรรมทันที เพียงแต่ภาวะนี้จะตั้งอยู่นานหรือไม่ ก็อยู่ที่ใจของเรานั้นเองว่าตั้งมั่นตามรู้ความคิดจิตใจอยู่ตลอดหรือไม่

เพราะเมื่อเราตามรู้ทันความคิดจิตใจ เนืองๆ จนเป็นนิสัยความเคยชิน แล้วทำไมเราจะไม่สามารถปลดออกจากความคิดที่เป็นทุกข์ได้ตลอดไป เพียงแค่ไม่มีความคิดที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์เราก็บรรลุธรรมแล้ว แม้เป็นการบรรลุธรรมเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจที่ดีให้แก่ผู้ใฝ่ใจปฏิบัติ

วิธีที่จะทำให้หมดกิเลสนั้น…ผมไม่รู้ เพราะรู้เพียงแค่วิธีที่ทำให้ความคิดและจิตใจในปัจจุบันขณะไม่มีความทุกข์เท่านี้ ผมมองว่าก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็ในเมื่อความทุกข์น้อยลง หรือไม่มีความทุกข์อะไรหลงเหลืออีกเลย แล้วจะต้องยังไปแสวงหาอะไรกันอีกเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

หลวงพ่อพุทธทาส ท่านสอนสั้นๆ ง่ายๆ “การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม” เพราะทุกครั้งที่เราลงมือทำงาน เราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ เราต้องมีสติ มีสมาธิ และมีสัมปชัญญะไปในตัวของเรา

งานนั้นจึงสำเร็จประโยชน์ และนั่นเองเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะขณะที่เราทำงานอยู่ เราไม่ทุกข์ และไม่มีจิตใจที่ออกนอกตัวไปอยู่กับอนาคต หรือไปอยู่กับอดีต

หลวงพ่อพุทธทาสเคยกล่าวเอาไว้ว่า ในตำราวิสุทธิมรรคที่เขียนเรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วต้องคร่อมภพ คร่อมชาติก่อนจึงจะบรรลุธรรมนั้น เป็นการเขียนที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทอย่างแท้จริง ไม่ต้องคร่อมภพ ข้ามชาติเราก็สามารถดับทุกข์ได้จากที่ตรงนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะใด ยากดีมีจน สูงต่ำดำขาว สวยหล่อ ขี้เหร่ ถ้าคุณมีภาวะความคิดจิตใจเหมือนมนุษย์แล้ว…ก็สามารถปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรมโดยอยู่กับภาวะปัจจุบันขณะได้ทุกคน ไม่มียกเว้น

 

อิทัปปัจจยตาในการเผยแผ่พุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502179

อิทัปปัจจยตาในการเผยแผ่พุทธศาสนา

โดย…ส.คนจริง

ปัญหาพระพุทธศาสนาในพรรษานี้มีให้ขบคิดมากมาย ถ้าแก้ไม่ได้ ตอบสังคมไม่ชัด การเผยแผ่หลักธรรมที่หลายวงการกำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมา จะบรรลุผลได้ยากเต็มที นึกถึงอิทัปปัจจยตา ไว้ก็แล้วกัน

ดังนั้น เมื่อมีการประชุมนักวางแผนในการเผยแผ่ หรือเรียกให้โก้ว่ายุทธศาสตร์การเผยแผ่ นักวิชาการจึงพูดอ้อมๆ แบบเกรงใจพระคุณเจ้าว่าต้องแก้ที่ตัวเองก่อน อย่างเช่น ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ได้รับเชิญให้มาพูดในวงเสวนาเรื่องการขับเคลื่อนพลังบวร สู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน ในงานประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดี เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560 ได้ยกตัวอย่างตนเองที่เป็นครูสอนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยว่า เมื่อได้เห็นลูกศิษย์มีความเจริญก้าวหน้า ตนก็ดีใจ แต่การจะให้ศิษย์เจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายได้ ตนในฐานะครูก็ต้องศึกษา ทำตัวให้มีความรู้  พระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะเป็นผู้สอนจะต้องมีความรู้มากกว่าชาวบ้าน

ตนเป็นครูสอนกฎหมาย ต้องปฏิบัติตนตามที่สอนด้วย เช่น ความยุติธรรมนั้นต้องยึดเป็นหลัก ผู้ที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนก็เช่นเดียวกัน ต้องปฏิบัติตนตามคำสอนที่สอนคนอื่นด้วย

ศ.ธงทอง ว่า ผมสอนกฎหมาย มีฐานะเป็นศาสตราจารย์พิเศษทางกฎหมาย ถ้าดื่มเหล้าเมาแอ๋ แค่หนเดียวก็หมดศักดิ์ศรีแล้ว

ส่วนพระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ก็พูดถึงความหมายการเผยแผ่แบบยั่งยืนว่ามีความหมายอย่างไร และได้เล่าถึงฝ่ายอาณาจักรที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในอดีตนั้นทำเป็นแบบอย่างไว้อย่างไร

พร้อมทั้งบอกว่าพระสงฆ์ต้องอยู่ในวินัยสงฆ์ ส่วนราชการต้องส่งเสริมพระพุทธศาสนา เช่นที่ราชการทำในอดีต เมื่อฝ่ายราชการมาหาพระสงฆ์ มาด้วยความเคารพ งดงาม มิใช่นำคดีความมาให้พระสงฆ์

ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายมารองรับให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดังเช่นบุรพมหากษัตริย์เคยมีพระราชดำรัสมาแล้ว

กฎหมายอีกฉบับที่ต้องการคือ พระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ท่านบอกว่ามีธนาคารแบบนี้เมื่อไร ชาวพุทธทั่วไปมีโอกาสส่งเสริมพระพุทธศาสนาเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องบริจาคมาก เพียงโอนเงินเข้าธนาคารคนละ 5 บาทเท่านั้น ชาวพุทธเกือบ 70 ล้านคน เป็นเงินเท่าไรแล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมในช่วงบ่ายที่ประชุม ได้ประกาศมติสมัชชาเผยแผ่พระพุทธศาสนา 6 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป

1.ให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดและรวบรวมทำเนียบเครือข่ายจิตอาสาด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงจัดทำแนวทางการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพระไตรปิฎก

2.ให้รัฐบาล หน่วยงาน เครือข่ายในพื้นที่ร่วมกันค้นหายกย่องบุคคลต้นแบบด้านการเผยแผ่ ชุมชนต้นแบบวิถีพุทธ เช่น หมู่บ้านรักษาศีล 5 และให้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

3.ให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการผลิตสื่อเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้จัดงบประมาณสนับสนุนด้วย และที่สำคัญให้มีกลไกในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง และตอบโต้การเผยแผ่เชิงลบ และควรพิจารณาจัดตั้งโทรทัศน์และสถานีวิทยุเพื่อการเผยแผ่ด้วย

4.ให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

5.ให้รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดำเนินการสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ พระ เด็ก เยาวชน หน่วยงาน และองค์กรอื่นๆ ให้ทำแบบมีเอกภาพทุกระดับ

6.ผลักดันให้ศาสนาพุทธ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือ เป็นศาสนาประจำชาติและประจำชีวิต รวมทั้งผลักดันให้เกิดธนาคารกองทุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่ มมร. และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ขึ้น ภายใต้โครงการประเพณีวันสำคัญของชาติและศาสนา วันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2560 เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างเข้มแข็งมั่นคง และเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาโลก ณ ห้องคอนเวนชั่น โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนจาก มมร. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กระทรวงศึกษาธิการ ภาคีองค์กรชาวพุทธ แม่กองบาลี แม่กองธรรมสนามหลวง พระสงฆ์ทั้งเถรวาท-มหายาน พุทธศาสนิกชน สื่อมวลชนและอื่นๆ เข้าร่วมกว่า 800 รูป/คน

สำหรับผลการประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่ www.mbu.ac.th หรือสอบถามได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์การจัดงาน โทร.02-618-7781-4

ส่วนการจะแก้วิกฤตที่ถาโถมเข้ามาทั้งด้านความมั่นคงและวิกฤตในองค์กรที่รับสนองงานพระสงฆ์ที่เป็นข่าวทุกวันได้หรือไม่ ขอให้สาธุชนติดตาม ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา

 

พุ่มหอกกับดอกไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502178

พุ่มหอกกับดอกไม้

โดย…อารยชล

มีพุทธภาษิตหนึ่งว่า ยัง เว เสวะติ ตาทิโส คบคนเช่นใดก็เป็นเช่นคนนั้น กล่าวคือ มีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ลักษณะนิสัยเหมือนคนที่ไปคบด้วย จากการถูกปลูกฝัง เสี้ยมสอน และพฤติกรรมเลียนแบบ

การคบหาเสพสนิทกับใครนานๆ ย่อมเป็นดั่งเช่นคนนั้น ถ้าคบคนดีก็ดีไป แต่ถ้าคบพาล เช่น ผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นโจร ชอบมั่วสุมยาเสพติด ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาลไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็จะค่อยๆ ซึมซาบพฤติกรรมไม่ดีของกลุ่มหรือหัวหน้าแก๊งจนกลายเป็นคนไม่ดี

อย่าว่าแต่คน ขนาดนกบางชนิด เช่น นกแก้ว นกขุนทอง ถ้าเราสอนให้พูดอะไรมันก็พูดตาม บางทีไม่ได้สอน แค่ได้ยินเจ้าของพูดทุกวันหรือได้ยินเสียงอะไรบ่อยๆ มันก็เลียนแบบเสียงนั้นเอง ไม่ต้องมีใครสอน

ผมเคยเห็นนกขุนทองพูดคำหยาบ ใครที่เดินผ่านไปแถวกรงที่มันอยู่มีอันสะดุ้งและมองหาต้นเสียงมาจากไหน แรกๆ ได้ยินอาจงงใครมาด่า พอแหงนหน้ามองไปทางเสียงไม่เห็นใครเห็นแต่นกในกรง วินาทีนั้นคงไม่มีใครคิดว่านกจะสามารถขนาดนั้น แต่พอมันร้องอีกที ไอ้…ก็แทบจะจับมาถอนขนปิ้งย่าง

ในมังคลัตถทีปนีซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายความมงคลสูตร มีเรื่องหนึ่งที่ผู้แต่ง (พระสิริมังคลาจารย์ ในสมัยอาณาจักรล้านนา) ยกมาอธิบายในมงคลข้อแรก (ไม่คบคนพาล) คือเรื่องนกแขกเต้าสองพี่น้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นนิสัยของลูกนกแขกเต้าสองตัวเป็นอย่างดี

เรื่องมีอยู่ว่า มีลูกนกแขกเต้าสองพี่น้องอาศัยอยู่ในป่างิ้วใกล้ภูเขา ด้านเหนือภูเขามีบ้านโจรอาศัยอยู่ ด้านใต้มีอาศรมของฤๅษี ต่อมาวันหนึ่งได้เกิดลมหัวด้วนพัดรังนกที่อยู่บนต้นงิ้วจนทำให้นกสองพี่น้องต้องตกไปอยู่ตัวละแห่ง ตัวหนึ่งตกไปอยู่กลางหอกดาบพวกโจรตั้งชื่อว่า “สัตติคุมพะ” (พุ่มหอก) อีกตัวตกในพุ่มไม้ใกล้อาศรมฤๅษี พวกฤๅษีจึงตั้งชื่อ “บุบผกะ” (ดอกไม้)

วันหนึ่งพระราชาเสด็จฯ ออกล่าเนื้อในป่าแล้วได้บรรทมใต้ร่มไทร ขณะนั้นนกสัตติคุมพะซึ่งอยู่บนต้นไทรได้พูดขึ้นว่าพวกเราช่วยกันจับพระราชาพระชนม์แล้วเอาผ้าและอาภรณ์ไป แต่โชคดีพระราชาทรงตื่นมาได้ยินจึงรีบเสด็จฯ ไปทางใต้ถึงอาศรมฤๅษีพร้อมกับได้รับการต้อนรับและคำพูดที่ดีจากนกบุบผกะและฤๅษี

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าขนาดสัตว์ดิรัจฉานลูกแม่เดียวกันแท้ๆ นิสัยยังต่างกันลิบเพราะการอยู่ในสำนักคนชั่วและคนดี คนเราก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าริคบพาลเพราะพาลพาเสนียด

 

พระไปเรียนเตรียมพระธรรมทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502177

พระไปเรียนเตรียมพระธรรมทูต

โดย…สมาน สุดโต

วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมกันจัดส่งพระสงฆ์ไทยไปฝึกอบรมเตรียมพระธรรมทูตเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนในประเทศอินเดีย เพื่อเข้าอบรมเป็นพระธรรมทูต ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้จัดส่งพระสงฆ์ไทย ลาว กัมพูชา ไปอบรมพระธรรมทูตเชิงลึกในประเทศอินเดียมาแล้ว 5 ปีติดต่อกัน ส่วนเตรียมพระธรรมทูตนั้น วัดไทยพุทธคยาและสถาบันทำมาแล้ว 1 รุ่น ล่าสุดเป็นรุ่นที่ 2 เพื่อต่อยอดจากโครงการเดิมที่หันมาดำเนินการจัดธรรมยาตรา พาพระสงฆ์ 5 ประเทศ 40 กว่ารูปธุดงค์ โปรดญาติโยมในไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งปิดโครงการเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2560 ท่ามกลางการอนุโมทนาจากชาวพุทธที่โครงการนี้ช่วยปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัว และสร้างสามัคคีใน 5 ประเทศ โดยนำหลักธรรมพระพุทธศาสนาเป็นแกนนำ

เมื่อ 3 ก.ค. 2560 สุภชัย วีระภุชงค์ (เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980) เขียนในไลน์ว่าไปร่วมพิธีเปิดหลักสูตร “พุทธศาสน์การทูต” (เตรียมพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 2) ของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี เพื่อส่งพระสงฆ์ไทยจำนวน 50 รูป ไปอบรมที่อินเดีย ในจำนวน 50 รูปนั้น แบ่งเป็นพระสงฆ์ในหลักสูตรเตรียมพระธรรมทูต รุ่นที่ 2 จำนวน 37 รูป พระสงฆ์ในหลักสูตรเตรียมพระธรรมทูต รุ่นที่ 1 ที่กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในแดนพุทธภูมิ จำนวน 12 รูป พร้อมทั้งผู้ดูแลหลักสูตร 1 รูป (รวม 50 รูป) ทั้งหมดเดินทางสู่แดนพุทธภูมิ เพื่อการศึกษา ปฏิบัติธรรมเชิงลึก เป็นการ “ปลูกฝัง เพิ่มศรัทธา พัฒนาจิตสำนึก ลงลึกวิชาการ ให้เชี่ยวชาญการปฏิบัติ และมีอุดมการณ์ชัด เพื่อสานงานของพระพุทธองค์” เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนเต็ม

พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้กล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่คณะพระสงฆ์ โดยมี สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมด้วยคณะกรรมการคนสำคัญของสถาบัน อาทิ พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุก คุณนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ คุณเกษม มูลจันทร์ เป็นต้น ได้เดินทางร่วมในพิธีเปิดงานส่งพระสงฆ์ไทย พร้อมทั้งกล่าวถึงอุดมการณ์และแนวทางในการส่งพระไปฝึกอบรมที่แดนพุทธภูมิของสถาบัน อีกทั้งทางคณะกรรมการผู้บริหารของสถาบันยังร่วมทุนสนับสนุนการส่งพระสู่แดนพุทธภูมิ เช่น คุณนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ ขอเป็นเจ้าภาพถวายจตุปัจจัยแก่พระสงฆ์ทุกรูปอีกด้วยพระสงฆ์ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 50 รูป ได้ออกเดินทางสู่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ในเช้ามืดวันที่ 5 ก.ค. 2560

ในเรื่องเดียวกันนี้ ผมมีโอกาสสัมภาษณ์พระครูปริยัติโพธิวิเทศ หรือพระอาจารย์คมสรณ์ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 ในวันที่ มจร ปิดโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 23 ประจำปี 2560 ซึ่งท่านคมสรณ์เป็นกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติพระธรรมทูตสายต่างประเทศของ มจร ว่ารูปไหนมีคุณสมบัติครบ หรือไม่ครบ จึงได้กราบเรียนถามถึงโครงการอบรมเตรียมพระธรรมทูต ซึ่งในช่วงนั้นพระในโครงการเตรียมพระธรรมทูตกำลังเดินทางเข้าอบรมที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ท่านเล่าว่าพระที่เข้าร่วมโครงการได้รับการคัดเลือกจากกรรมการโดยการสัมภาษณ์ จึงส่งเข้าอบรมกรรมฐานเพื่อเตรียมความพร้อม หลังจากจบคอร์สกรรมฐาน วันที่ 19 มิ.ย. จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจึงขอวีซ่าไปประเทศอินเดีย เพื่อเข้าอบรมที่วัดไทยพุทธคยา เป็นเวลา 1 พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจะออกเดินทางไปยังพุทธสถานอันเป็นสถานที่จริงตามพุทธประวัติ เมื่อจบหลักสูตรสามารถเข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศที่ มจร หรือ มมร.ก็ได้

ท่านพระครูคมสรณ์ เล่าว่า โครงการเตรียมพระธรรมทูตรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 โดยสานต่อจากโครงการพระธรรมทูตเชิงลึก ที่ดำเนินการโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ดำเนินการมา 5 รุ่น รุ่นละ 30 รูป ถ้านับรวมกับเตรียมพระธรรมทูต 2 รุ่น จึงเป็น 7 รุ่น

ส่วนคุณสมบัติของพระภิกษุที่ผ่านการสัมภาษณ์เพื่อเข้าอบรมนั้น โดยหลักแล้วพระภิกษุต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.ต้องมีความสามารถงานนวัตกรรม หรืองานก่อสร้างทั้งหมด 2.ความสามารถในการเผยแผ่ เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และการใช้สื่อมีเดีย ซึ่งจะเน้น 2 กลุ่มนี้เป็นพิเศษ 3.การทำงานกองงานเลขา และต้องศึกษาการทำงานพระธรรมทูตทั่วไปด้วย

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ กล่าวว่า พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เน้นให้พระธรรมทูตเรียนรู้ระบบบริหารจัดการและการทำงานในเชิงรุก นอกจากเรียนรู้ในเชิงลึก (เรียนรู้พุทธสถานและพุทธธรรม) เชิงรุกคือสามารถประกาศพระศาสนานอกวัดได้การทำงานพระธรรมทูตเน้นเรื่องเป็นด้วย ทำงานได้ด้วย จึงต้องฝึกอบรมหลายชั้น ดังนั้นฝึกเตรียมยังไม่ถือว่าเป็นพระธรรมทูต ผ่านเตรียมก็อบรมต่อ เตรียมเป็นการคัดกรองชั้นหนึ่งเพื่อให้ได้บุคคลที่มีศักยภาพมากขึ้น ทำให้เราได้พระที่สามารถทำงานได้จริงๆ

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ พระเถระที่เป็นนักบริหารและจัดการที่ได้รับความไว้วางใจจากพระ พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาลเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ให้ทำงานต่างๆ ทางด้านบริหารมากมาย เช่น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ผู้อำนวยการ (กิตติมศักดิ์) สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก เมืองกุสินารา เจ้าอาวาสวัดไทยนวราช 960 ในนามเลขาธิการวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จึงดูแลวัดไทยอโยธยา (อยู่ระหว่างพาราณสีกับสาวัตถี) วัดสิทธารถราชมณเฑียรตั้งอยู่ระหว่างทางสาวัตถีไปเนปาล ดูแลการก่อสร้างวัดไทยอจันตาแอลโรล่า ที่พระธรรมโพธิวงศ์มีนโยบายให้เปิดงานพระธรรมทูตไปยังแคว้นมหาราษฎร์ อินเดีย ดูแลการสร้างวัดไทยบรมธาตุ ที่อยู่ด้านหลังวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ที่ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารมากมาย หลายรายการในประเทศไทย ดูแลและประสานงานเกี่ยวกับสร้างวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ และไม่ทิ้งมาตุภูมิ จึงเป็นผู้นำในการสร้างวัดกาลันทา บุรีรัมย์ เป็นการทำงาน 3 ภูมิประสานกัน คือ พุทธภูมิ อินเดียสุวรรณภูมิ สุวรรรภูมิที่ประเทศไทย และมาตุภูมิที่บ้านเกิด งานทั้งหมดที่ดำเนินการเป็นงานเชิงรุก โดยไม่อยู่กับที่ เป็นงานจรออกไป พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าท่านทั้งหลายจงเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดนั้นวัดนี้ แต่ตรัสว่า จรถะ ภิกขเว จาริกํ พหุชนหิตายะ ดังนั้นจึงต้องเดินทาง และไปรูปเดียว ไปหาทีมเวิร์กข้างหน้า หาออฟฟิศข้างหน้า หางานข้างหน้า เพราะไปแบบมีวัตถุประสงค์ว่าไปเพื่ออะไร ทำอะไร ไปแล้วมีงานรองรับทุกที่ จึงไม่เสียเวลาสมณศักดิ์ของพระทำงานรูปนี้คือ พระครูปริยัติโพธิวิเทศ ชั้นพิเศษ เทียบผู้เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

 

วัดสัมพันธวงศ์ สร้างพระกริ่ง 100 ปีสมเด็จมานิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502175

วัดสัมพันธวงศ์ สร้างพระกริ่ง 100 ปีสมเด็จมานิต

โดย…สมาน สุดโต

วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) จัดสร้างพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่อง รุ่นแรก ในวาระที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาส สมเด็จพระราชาคณะสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่ได้เรียนกรรมฐานและออกธุดงค์กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งจะมีอายุสูงถึง 100 ปี วันที่ 29 ธ.ค. 2560

พระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่องที่จัดสร้างเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทรงจีนใหญ่ปางมารวิชัย พระหัตถ์ถือวชิราวุธ ทรงเครื่องศิลปะจีน มีประวัติความเป็นมาว่า ได้เริ่มสร้างขึ้นในประเทศทิเบต จากนั้นได้เข้ามาสู่ประเทศไทย

ชาวพุทธมีความเชื่อว่า พระกริ่งนั้นเป็นองค์แทนของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และหาค่ามิได้ พร้อมทั้งยังเชื่ออีกว่า หากผู้ใดมีไว้ครอบครองจะพ้นภัยพิบัติ เกิดโชคลาภ เป็นวาสนาอันสูงส่ง และสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วย ยกตัวอย่างในคราวที่เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (แดง) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ เพื่อเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงประทานแก่สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทา ต่อมาหายจากอาพาธ นับได้ว่าเป็นกฤษดาภินิหารแห่งพระพุทธคุณ

พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการมหาเถรสมาคม ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวต่อที่ประชุมในพิธีเททองสร้างพระกริ่ง ว่า พระราชมงคลเมธี เลขานุการวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่อง และเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รุ่นแซยิด 100 ปี เพื่อให้ประชาชนที่มีศรัทธาในสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เช่าไว้บูชา ในงานทำบุญอายุวัฒนมงคล 100 ปี วันที่ 29 ธ.ค. 2560

ในการนี้ Mrs.Linda Lehoang อุบาสิกาจากรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา นิมนต์หลวงปู่สุวัณคำ จนฺทสาโร อายุ 66 ปี แห่งวัดภูเขาควายเผือก สปป.ลาว มาเป็นประธานเททอง

หลวงปู่สุวัณคำ แห่ง สปป.ลาว ฉันอาหารมังสวิรัติ เป็นพระเถระสายกรรมฐาน ถือรุกขมูลอยู่ถ้ำเป็นวัตรปฏิบัติ นานๆ จะออกจากถ้ำมาโปรดญาติโยมครั้งหนึ่ง

ผู้สนใจเช่าพระกริ่งหรือรูปเหมือน ติดต่อวัดสัมพันธวงศ์ และศูนย์พระชั้นนำทั่วไป หรือโทร.09-2754-0555 หรือ 09-2756-7666 ไลน์ไอดี phra123

พระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่

“สมเด็จพระสังฆราช ให้ละอายต่อบาป”

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระโอวาทวันอาสาฬหบูชา 2560 ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยย้ำเตือนจิตใจ มีความละอายต่อบาป ไม่ใช่ทำแค่เพียงพิธีกรรม

วันที่ 7 ก.ค. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท เนื่องในวันอาสาฬหบูชา พ.ศ. 2560 ความว่า “วันอาสาฬหบูชาเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธบริษัทจะได้น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ย้ำเตือนจิตใจตนให้มุ่งประพฤติตามหนทางแห่งอริยมรรค ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้เป็นครั้งแรกในดิถีเช่นนี้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธศาสนิกชน คงเคยปฏิญาณตนถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกกันมาแล้วทุกคน ด้วยถ้อยคำภาษาบาลีว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้น”

 

แขวนพระ ‘เตือนสติ’ ให้คิดดี สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502174

แขวนพระ ‘เตือนสติ’ ให้คิดดี สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

โดย…

สัปดาห์นี้แวะเวียนมาส่องพระเครื่องคู่ใจของ “รองหะ” สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม อาจไม่คุ้นชินในชื่อเสียงเรียงนาม แต่ฝีมือการทำงานไม่เป็นสองรองใคร ทำงานคลุกคลีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาโชกโชนจนเชี่ยวชาญ ซึ่งเจ้าตัวมุ่งหวังนำองค์กรสู่ความสำเร็จตามทิศทางที่วาดหวังไว้ นับเป็นอีกข้าราชการตัวอย่างที่ไม่ยอมหมดไฟ มักขันอาสาทำงานประคับประคองให้องค์กรสู่ความสำเร็จอยู่เสมอ

รองสหการณ์ ทำงานครั้งแรกช่วงปี 2531 สวมบทชีวิตอาสาสมัคร NGO สังกัดชมรมนักพัฒนาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ไม่นานสอบบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม กระทั่งมีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมช่วงปี 2543 ได้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. จากนั้นเป็นผู้อำนวยการกองกลางเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้สอบคัดเลือกเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 1 ปี ก่อนจะโยกสไลด์มานั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมพินิจฯ จนถึงปัจจุบันนี้

ย้อนเล่าประวัติทำงานพอสังเขป มาถึงไฮไลต์สำคัญพระเครื่องคู่ใจของ “รองหะ” กันบ้าง ก่อนหยิบถุงผ้าสีแดงใบเล็กจากเสื้อสูทแล้วหยิบพระเครื่องขึ้นมาให้ชมองค์แรกเป็นเหรียญหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน รุ่น 1 จ.นครศรีธรรมราช ถัดมาเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ จ.ปัตตานี พระสังกัจจายน์ วัดเมืองยะลา จ.ยะลา เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช ด้านหลังหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และเหรียญพระนเรศวร วัดดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เจ้าตัวยอมรับทุกครั้งที่เดินทางต้องมีพระเครื่องของรักของหวงพกติดตัวเป็นประจำ

รองหะ ย้อนเล่าถึงพระเครื่องทั้ง 5 องค์ว่า พระที่เคารพบูชามองว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เนื่องจากเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่วนสมเด็จพระนเรศวรและพระเจ้าตากสิน ทรงเป็นบูรพกษัตริย์ที่ได้นำพาสร้างเอกราชให้กับบ้านเมืองจนถึงทุกวันนี้ ถือว่าทั้งหมดสร้างกำลังใจเมื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยว ทำให้การทำงานฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงประสบความสำเร็จได้อย่างดี และมีพลังมากขึ้นเพราะเรามีแบบอย่างและสิ่งคอยยึดเหนี่ยวจิตใจคุ้มครองในการทำหน้าที่ ทุกครั้งเวลาทำสิ่งใดหรือลงพื้นที่เสี่ยงภัยต้องอธิษฐานขอให้เรื่องยากๆ หรือไม่ดีผ่านพ้นไปทุกครั้ง

“ส่วนประสบการณ์แปลกๆ ไม่ค่อยเจอนะ แม้ส่วนใหญ่จะลงไปทำงานพื้นที่เสี่ยงอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่เหตุการณ์ปล้นปืนในพื้นที่ภาคใต้ พี่ก็ลงพื้นที่ไปทำงานซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงก่อเหตุความรุนแรง แต่ก็ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายใดๆ เพราะเราตั้งใจลงไปทำงานทุกครั้งแคล้วคลาดปลอดภัยและได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างดี ทุกวันนี้จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกวัน เพื่อความเป็นสิริมงคล”

นอกจากนี้ การแขวนพระยังช่วยเตือนสติเราเสมอว่าจะทำอะไร ต้องนึกถึงสิ่งดีงาม ถูกต้อง เกิดประโยชน์ต่อหน้าที่ สังคม และประเทศของเรา ซึ่งจะยึดเสมอว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่ อย่างน้อยจะทำให้ชีวิตอยู่ในครรลองที่ดี โดยมีพระที่เรานับถือยึดเหนี่ยว ทั้งหมดช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองคอยเป็นพลังอย่างหนึ่งแม้เราจะจับต้องไม่ได้ ดังนั้นความชอบธรรมนี้คือยาปกป้องรักษาชั้นดีถ้าเรามีพระอยู่ในใจ

อย่างไรก็ตาม ส่วนการทำงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รองสหการณ์ วางแนวทางการทำงานอย่างแน่วแน่ว่า การทำงานทุกอย่างต้องเป็นในรูปแบบทีมเวิร์กไม่นิยมทำงานเพียงคนเดียว เลือกรับฟังความเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกน้องอย่างเข้าใจ ให้โอกาสทุกคนได้แสดงความคิดทำงานร่วมกันพาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

ตลอดระยะเวลาการรับราชการที่ผ่านมาจนปัจจุบันนานหลายสิบปีแล้ว รองสหการณ์ ตั้งปฏิญาณกับตัวเองไว้เสมอว่า เมื่อได้รับการมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งจะต้องทำให้ดีที่สุด ไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาเกี่ยวข้อง ยึดแต่เรื่องความพอเพียงเท่านั้น เพราะชีวิตคนเรานั้น “มาเพียงคนเดียวไปเพียงคนเดียว” ทรัพย์สมบัติที่สะสมไม่สามารถนำไปได้

 

 

ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ก็เป็นมนุษย์อริยะได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502173

ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ก็เป็นมนุษย์อริยะได้

โดย…ราช รามัญ

เงินสำคัญกับเราตั้งแต่เกิดยันตาย เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เราต้องเป็นผู้ใช้เงินไม่ใช่เป็นทาสของเงินก็เท่านั้น ความพอดี ความเป็นตรงกลางนั้นสำคัญมากสำหรับการมีชีวิตเป็นมนุษย์ ความเป็นตรงกลางในที่นี้ หมายถึง การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม ตามสำนวนโบราณที่กล่าวว่า “โลกก็ไม่ให้ช้ำธรรมก็ไม่ให้ขุ่น”

หลายคนมักมีความสุดโต่งในชีวิตเมื่อจะเลือกมาทางธรรมก็ทิ้งเททางโลกแบบไม่ไยดี หรืออยู่ทางโลกก็เททิ้งซึ่งทางธรรม แบบนี้ก็ดูเหมือนเป็นการเข้าใจอะไรที่สุดโต่งมากไป ตรงกลางของชีวิตยังมีอยู่ และตรงกลางที่กล่าวถึงนี้เป็นสิ่งที่งดงามมาก

หลายคนมองว่าทางโลกต้องสะสม ทางธรรมต้องสะสาง ทางโลกต้องเน้นความคิดไอคิว แต่ทางธรรมเน้นซึ่งรักษาควบคุมอารมณ์หรืออีคิว ความเป็นจริงถ้าเรามีตรงกลางในจิตใจบางครั้งเรื่องสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นคืออยู่ตรงกลางทั้งทางโลกและทางธรรมได้ จะเป็นจุดที่มีความสุขและเหมาะสมกับคนยุคดิจิทัลอย่างมาก

บุคคลที่มีจิตใจและแนวคิดอยู่ตรงกลางนี้ได้ ต้องกล่าวว่าเป็นมนุษย์อริยะเบื้องต้นก็ไม่ผิด ใช่ผมหมายถึง โสดาบัน ผู้มีจิตใจเป็นอริยะขั้นแรกแล้วแน่วแน่ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างที่ไม่คลอนแคลนใดๆ ซึ่งในครั้งพุทธกาลเองก็มีมนุษย์อริยะมากมายที่เป็นคนธรรมดาๆ

อย่างที่เราคุ้นชื่อคุ้นนามกันดีเห็นจะเป็น นางวิสาขา และนายสุตทัตตะ หรือ อนาถปิณฑิกเศรษฐี ดังนั้นความเป็นมนุษย์อริยะขั้นต้นนี้เราไม่ต้องไปบวชก็เป็นได้ เรามีครอบครัวก็เป็นได้ และเราทำมาหากินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ก็สามารถทำได้

มนุษย์อริยะโสดาบันไม่ได้ปฏิเสธเงิน และไม่ได้สุดโต่งไปในทางธรรม เพราะนางวิสาขาและอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็ยังสามารถทำมาหากินได้เหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ในความเป็นโสดาบันนี้ เป็นบุคคลที่ปิดแล้วอบายภูมิ และที่สำคัญมีพระนิพพานเบื้องหน้าอย่างมั่นคงและแน่นอนแล้ว

เราทุกคนเป็นมนุษย์อริยะได้จริง จากการฝึกฝนตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ หลายคนมักจะถามคำถามว่า เมื่อเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันแล้วนี่ จะทำงานและใช้ชีวิตตามแบบคนปกติสามัญได้ใช่หรือไม่ ตอบเลยว่าใช่ ตลอดทั้งยังสามารถเป็นประธานบริษัทได้เป็นซีอีโอได้ ไม่ได้ถูกจำกัดแต่ประการใด

คุณธรรมของมนุษย์อริยะโสดาบันนี้ มีมากมายหลายแง่มุม ยากนักที่จะพรรณนาได้หมด เพราะจากในตำรากล่าวนั้นเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่ตามความจริงยังมีรายละเอียดอีกมาก เพราะธรรมของมนุษย์อริยะโสดาบันนี้ แม้ว่าจะยังมีกิเลสอยู่ มีความอยากทุกอย่างอยู่ และมีความต้องการหลากหลายสารพัด แต่ต้องกล่าวว่า ทุกอย่างที่เขาปรารถนานั้นบางครั้งถ้าไม่ได้ หรือเมื่อพิจารณาแล้วว่าเป็นทุกข์ก็จะหยุดปรารถนาทันทีเมื่อดึงสติสัมปชัญญะได้

แม้ว่าถ้าโกรธใครสักคนหนึ่งเขาจะยืนตัวสั่นหน้าแดง แต่ไม่ตอบโต้กลับอะไรสักคำ แล้วเมื่อสามารถดึงสติกลับมาได้เขาก็จะกลายมาเป็นคนที่ปกติเหมือนเดิม การเป็นมนุษย์อริยะจึงไม่ต้องเปลี่ยนชุดเป็นนักบวชแต่ประการใด เป็นคนธรรมดาๆ อย่างเราถ้าใจพร้อมก็สามารถมุ่งไปอยู่ในจุดนี้ได้

การเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันนี่เอง ที่เรียกได้ว่าเป็นการอยู่ตรงกลาง ไม่เอียงไปทางโลกสุดโต่ง ไม่เอียงไปทางธรรมจนสุดโต่ง และกล่าวได้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อจิตใจพร้อมที่จะขยับไปสู่สกิทาคามี หรือมากกว่านั้น ย่อมหมายความว่า ใจเลื่อนขึ้นไปสูงกว่าเดิมและพร้อมที่จะสละในทางโลกมุ่งสู่โลกุตรธรรมล้วนๆ ถ้าพร้อมจะไปแบบนั้นแล้วก็ไปได้ และจะทิ้งทางโลกไปก็ไม่ผิดแปลกอะไร แต่ถ้ายังต้องการอยู่ในทางโลกครึ่งหนึ่งทางธรรมครึ่งหนึ่งก็ต้องอยู่ในมุมของโสดาบัน

สิ่งที่มนุษย์อริยะโสดาบันต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปนั้น สิ่งแรกเลย คือ ไม่ทำให้ศีลของตัวเองด่างขาดทะลุเลยแม้แต่ข้อเดียว ยึดมั่นแม้ว่าตัวตายก็ยอมดีกว่าที่จะต้องทำอะไรที่ผิดศีลผิดธรรม นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้เป็นมนุษย์อริยะ

เพราะเมื่อศีลสมบูรณ์แล้ว สมาธิย่อมบังเกิดขึ้นเอง เมื่อมีสมาธิแล้วปัญญาก็มาเองเป็นลำดับขั้นไป ตัวเราเองจะรู้ตัวเองว่าเป็นมนุษย์อริยะเมื่อไรอย่างไร รู้เพราะตัวเราเริ่มมีปัญญามากขึ้นไม่มีความรู้สึกในใจของตัวเองในการยึดมั่นถือมั่นเรื่องของตัวตนแต่ประการใด

ด้วยในลักษณะของการคิดและเชื่อว่า ร่างกายนี้ไม่ผุพังสวยตลอด ในลักษณะนี้ แต่ในลักษณะของมานะทิฐิยังมีอยู่ เช่น ฉันดีกว่าเขา ฉันเสมอเขา ฉันอ่อนด้อยกว่าเขา แบบนี้ยังคงมีแต่เบาบางกว่าคนธรรมดา เพราะเรื่องของมานะทิฐิจะหมดราบเรียบต่อเมื่อใจไปสู่อริยะระดับอนาคามีแล้ว

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นก็ยังมีอยู่ แต่น้อยและไม่ใช่อยากได้จนออกหน้าออกตาถึงขนาดต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งนั้น ดังนั้นตรงกลางของมนุษย์ยุคดิจิทัลที่สนใจศึกษาธรรม ควรจะต้องอยู่ที่การน้อมใจไปให้ถึงความเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันให้ได้ แล้วชีวิตจะมีแต่ความสุข เทพเทวดาก็รักศรัทธาและเกรงใจ จิตวิญญาณก็ต่างปรารถนามาคุ้มครองตามสำนวนที่ว่า คนดีแม้ผียังต้องคุ้ม นอกจากนี้คุณธรรมของโสดาบันยังไม่มีความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วแม้แต่ข้อเดียว ตลอดทั้งเป็นผู้เลิกเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะไหว้ผี ไหว้ต้นไม้ ไหว้ในสิ่งที่ไม่ควรไหว้ที่ออกไปในทางแนวความเชื่อลึกลับ เพราะใจของโสดาบันนั้นสูงกว่าเป็นอย่างยิ่งแล้ว มาฝึกใจฝึกตนให้เป็นมนุษย์อริยะกันอย่างที่กล่าวเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไม่ต้องเปลี่ยนชุด (เป็นนักบวช) ก็สามารถเป็นมนุษย์อริยะได้

 

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ร่วมประชุมผู้นำศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500963

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ร่วมประชุมผู้นำศาสนาโลก

โดย…ส.คนจริง

 

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ในฐานะตัวแทนองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.)ร่วมการประชุมผู้นำศาสนาโลก ณ สาธารณรัฐคาซัคสถาน

ในฐานะตัวแทน พ.ส.ล.และประเทศไทย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.อนิลมาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธโลก) แสดงบทบาทสำคัญของ พ.ส.ล.และประเทศไทย ต่อที่ประชุมที่เป็นคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ก็คือ การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพระพุทธศาสนา ผู้นำศาสนาต่างๆ และระหว่างผู้แทนพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ จากทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกในสภานี้ พร้อมกับการชี้แจงอธิบายและปกป้องจุดยืนของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ในสภานี้ทำให้ผู้นำศาสนา ประชาสังคม และคณะรัฐบาลต่างๆ เข้าใจและมีมุมมองที่สร้างสรรค์

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ฟังทรรศนะในเชิงบวกและเป็นรูปธรรม จึงคาดว่าการประชุมครั้งต่อไปจะมีการอภิปรายเพื่อให้เกิดสันติภาพของโลกอย่างจริงจัง เช่น ทำอย่างไรจะให้คู่กรณีหรือผู้สร้างปัญหา แก้ปัญหาภายในก่อน แล้วจึงนำมาสู่เวทีนี้ ซึ่งเหมือนที่ประชุมสหประชาชาติย่อยๆ เพื่อหาจุดปรองดองและสามัคคีต่อไป

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 รัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน ได้จัดประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 16 เพื่อหาความร่วมมือระหว่างศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น กับฝ่ายการเมืองของประเทศต่างๆ ในการเตรียมการจัดประชุมใหญ่สภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 6 ในปี 2561 ที่จะมาถึงนี้ ณ พระราชวังแห่งสันติภาพและการปรองดอง (Palace of Peace and Reconciliation) หรือพีระมิดแห่งสันติภาพและความสามัคคี ณ เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

การประชุมครั้งนี้ Kassym-Jomart Tokayev ประธานวุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น เป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ และศาสนาต่างๆ รวม 40 คน โดยมีผู้แทนศาสนาอิสลาม 8 คน ผู้แทนศาสนาคริสต์ 6 คน ผู้แทนศาสนายิว 1 คน ผู้แทนศาสนาพุทธนิกายต่างๆ 6 คนผู้แทน พ.ส.ล. 1 คน ผู้แทนนักบวชลัทธิเต๋า2 คน ผู้แทนศาสนาชินโต 2 คน ผู้แทนศาสนาฮินดู 2 คน ผู้แทนองค์กรนานาชาติ 1 คน แขกที่ทางคณะกรรมการเลขาธิการเชิญมาจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ 4 คน ผู้แทนองค์กรศาสนาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน 4 คน และผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน 3 คน ผู้แทนที่มาร่วมประชุมทั้งหมด ประกอบไปด้วย นักการทูต ข้าราชการ นักการเมือง พลเรือน และนักบวชของศาสนาต่างๆ ที่เชิญมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก คณะกรรมาธิการเลขาธิการมีการเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของสภานี้ในการสานเสวนาสากลระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความเข้าใจและความเคารพระหว่างชุมชนของทุกศาสนิกอย่างลึกซึ้งและมั่นคงอีกทั้งช่วยพัฒนาวัฒนธรรมแห่งการยอมรับและความเคารพต่อความคิดเห็นที่ต่าง ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังเพราะความคิดต่างที่สุดโต่ง สร้างให้เกิดความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์การนานาชาติและโครงสร้างที่นำไปสู่เป้าหมายของการส่งเสริมสานเสวนาระหว่างศาสนา วัฒนธรรม และอารยธรรมต่างๆ โดยมีประเด็นการนำเสนอ ดังนี้

เหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี

เอกอัครราชทูต Abdel Rahman Moussa ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของคณะกรรมการโต๊ะอิหม่ามแห่งอียิปต์ นำเสนอเพื่อรับทราบต่อสภานี้ คือ ปัญหาการอพยพของชาวโรฮีนจา อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางด้านศาสนาในประเทศเมียนมา จากนั้นประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการได้แจ้งเรื่องความพร้อมของการเตรียมการจัดประชุมใหญ่ของสภานี้ ครั้งที่ 6 ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า โดยกำหนดวันสำหรับการจัดประชุมใหญ่สภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 6 และประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 17 ในปีหน้าเป็นวันที่ 10-11 ต.ค. 2561

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศาสนาและประชาสังคม สาธารณรัฐคาซัคสถาน บริก อาร์น์ (Berik ARYN) ได้นำเสนอข้อสรุปของสาธารณรัฐคาซัคสถานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ต่อการประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภานี้

นอกจากนี้ ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้ทราบว่า สภานี้จะมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้สมควรที่จะได้รับรางวัลอัสตานานานาชาติเพื่อสานเสวนาศาสนสัมพันธ์(Astana International Award for Interfaith Dialogue) และเหรียญเกียรติยศแห่งสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น (Medal of Honor of the Congress of the Leaders of World and Traditional Religions) ในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

รัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถานได้มอบเหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี การประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยรัฐบาลได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมขึ้นรับเหรียญดังกล่าวซึ่งผู้แทนองค์การ พ.ส.ล.และประเทศไทย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ได้รับเลือกให้รับเหรียญดังกล่าวจากรัฐบาลด้วย