มะม่วงยังขมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500961

มะม่วงยังขมได้

โดย…อารยชล

ชีวิตคนเราถ้าเดินทางผิด หายนะก็รออยู่ข้างหน้า

ข้างหน้านั้นไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ที่ต้องเจอแน่ๆ ไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความทุกข์ ไม่ใช่ความเจริญแต่เป็นความเสื่อมความต่ำทราม มิใช่มงคลแต่เป็นอัปมงคล

มิใช่ปัญญาแต่เป็นปัญหา อุปสรรค เป็นความขัดข้อง ไม่ใช่ความปลอดภัยแต่เป็นภัยอันตราย มิใช่ความน่าดูแต่เป็นความน่ารังเกียจ มิใช่เสียงสรรเสริญแต่เป็นเสียงนินทาก่นด่า ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ที่ไปคบค้าสมาคมสนิทสนมกับคนพาล เท่ากับเดินทางผิดเต็มๆ หรือเดินไปในทางไม่ดี พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าทางสายนี้น่ากลัวสุดๆ เต็มไปด้วยอันตรายโทษภัยนานา ตัวอย่างมีให้เห็นทุกวัน

ความเป็นคนพาล ทำให้หลายคนต้องอนาคตดับวูบ เพราะไปทำชั่วช้าเลวทราม ทำให้เสียชื่อเสียงเหม็นเหมือนปลาเน่า ไม่มีคนนับถือ เปรียบเหมือนใบตองห่อปลาเน่าห่ออุจจาระยังไงยังงั้น

ทั้งยังหมดความสง่างาม หมดสิริมงคลในตัว ทำให้ผู้คนเกลียดชัง ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย ที่น่าเศร้า คือ ทำลายชื่อเสียงตัวเองไม่พอยังทำให้วงศ์ตระกูลมัวหมองไปด้วย

พระพุทธเจ้าทรงเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ จึงต้องเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าไม่อยากให้ชีวิตต้องประสบกับชะตากรรมไม่ดี ความทุกข์ ความเสื่อม ความพินาศ อย่าได้คิดหรือริคบคนพาลเด็ดขาด

คนพาลอยู่ไหน อย่าได้เข้าไปหา อย่าได้เข้าไปนั่งใกล้ อย่าได้ไปเผลอสบตา อย่าได้ไปพูดคุย อย่าได้ไปฟังคำพูดของคนพาล ยิ่งไม่ได้พบไม่ได้เจอคนพาล ไม่ได้ยินแม้เสียงคนพาลเป็นดีที่สุด

จงเว้นให้ห่างไกลพาลที่สุดจะได้ปลอดภัย เหมือนคำโบราณท่านว่าไว้ เว้นหมาให้ห่างศอก เว้นวอกให้ห่างวา เว้นพาลาให้ไกลตั้งแสนโยชน์

ตอกย้ำภาพลักษณ์คนพาลได้ดีว่า เป็นบุคคลอันตรายไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้

ลักษณะที่ทำให้รู้ว่าคนพาลเป็นแบบไหนนั้น พระพุทธเจ้าทรงให้หลักใหญ่ๆ ไว้สังเกต 3 อย่าง คือ ถ้าคิดทำแต่เรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม และเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ที่ดี อย่างนี้ให้ระวัง

สอง นอกจากให้สังเกตมุมมอง แนวคิด ทัศนคติแล้ว คำพูดก็ทำให้รู้ลักษณะพาลได้ ใครที่พูดแต่คำที่ไม่ดี เช่น พูดทำให้คนแตกแยก พูดใส่ร้าย อย่างนี้ก็เข้าลักษณะพาล และสาม ชอบคิดแต่เรื่องที่ไม่ดี

นี่คือหลักสังเกตพาลเบื้องต้น

ถ้าเห็นว่า ใครมีลักษณะแบบที่ว่ามา ก็ควรต้องระวังตัวเองให้ดี อย่าได้เผลอไปเสียท่าเสียที หรือติดกับดักหลงคารมคนพาลเป็นอันขาด

พระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร เสียท่าให้พระเทวทัต คิดปลงพระชมน์พระบิดา ต้องขาดจากมรรคผลนิพพาน ก็เพราะคบกับคนพาลสันดานหยาบอย่างพระเทวทัตเป็นต้นเหตุ

คนพาลร้ายกาจอยู่แล้ว!!

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเป็นมงคลข้อแรก ถ้าอยากให้ชีวิตมีแต่มงคล มีแต่ความเจริญ ความสุข อย่าได้คบค้าสมาคมกับคนพาลเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นชีวิตคนคนนั้นเปลี่ยนไปแน่ และไปในทางไม่ดีด้วย

ขนาดต้นมะม่วงที่ผลมีรสหวาน แต่พอปลูกสะเดาและเถาบอระเพ็ดล้อมรอบ รากของต้นมะม่วงเกี่ยวพันกับรากและกิ่งของสะเดาและเถาบอระเพ็ด จากมะม่วงหวานกลายเป็นมะม่วงขมไปได้

เรื่องนี้น่าคิด…ของมีชีวิตแท้ๆ พออยู่ใกล้กับของไม่ดี ก็พลอยเป็นของไม่ดีไปด้วย

คนเราก็เช่นกัน ถ้าคบคนชั่วก็พาตัวให้ชั่วตาม เพราะฉะนั้นอย่าคบคนพาลเป็นอันขาด

 

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500960

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (จบ)

โดย…สมาน สุดโต

ดร.ชาย โพธิสิตา กล่าวว่า ส่วนหนังสือเรื่อง ละครในศาสนา นั้น อาจารย์เสฐียรแต่งเป็นเรื่องละครให้ผู้อ่านจินตนาการเอาเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบ จึงเห็นได้ว่า อาจารย์เสฐียร นั้นเป็นคนข้ามนวัตกรรม หนังสือนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2506

ดร.ชาย บอกที่ประชุมว่า เรื่องที่ทันสมัยเสมอ คือ เรื่อง ภราดรภาพ หรือศาสนาสามัคคี ที่อาจารย์เขียนไว้ตอนท้ายของ ละครในศาสนา เพราะให้ข้อคิดในเรื่องหลักธรรมของทุกศาสนา ให้ผู้มีปัญญาพิจารณาว่าโลกจะตั้งอยู่ได้ด้วยธรรมะบทใด สังคมจะพินาศลงได้เพราะธรรมบทใด

ในขณะที่พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) เขียนอนุทินฉบับที่ 141 โดยสรุปถึงถิ่นกำเนิด สถานศึกษา และที่มาของชื่อ เสฐียร และนามสกุลพันธรังษี โดยโยงเรื่องจากวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ แหล่งพำนักเบื้องต้น และที่บ่มเพาะปัญญาความรู้ โดยมีพระอมรเมธาจารย์ (สาหร่าย จนฺทรํสี ป.ธ.6) วัดมหาธาตุ เป็นผู้ดูแล

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) สมทบทุนมูลนิธิเสฐียร พันธรังษี

พระศรีธวัชเมธี มิได้เล่าเรื่องความประทับใจต่ออาจารย์เสฐียรเท่านั้น แต่โยงถึงอาจารย์ของอาจารย์เสฐียร ที่ชื่อ พระอมรเมธาจารย์ (สาหร่าย จนฺทรํสี ป.ธ.6) ด้วย เพราะพระอมรเมธาจารย์ ลาสิกขาออกจากวัดมหาธาตุไปเป็นเขยเมืองสุพรรรณ เมื่อไปแต่งงานกับสาวบางใหญ่ อ.บางปลาม้า

ท่านเขียนว่า ย้อนไปเมื่อราวปี 2521-2522 คือร่วม 40 ปีที่แล้ว

ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เรียนวิชา เรื่อง ศาสนาโบราณและศาสนาเปรียบเทียบ สังกัดคณะพุทธศาสตร์ สมัยนั้นวิชาศาสนาโบราณใช้ชีตแจกอยู่เลย สมัยที่เรียนยังมีร้านหนังสือขายอยู่ที่ริมคลองหลอด สนามหลวง ใกล้แม่พระธรณีบีบมวยผม ซึ่งข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่า วันหนึ่งไปค้นหนังสือเก่าๆ ดู ได้เจอหนังสือ “ละครในศาสนา” ที่อาจารย์เสฐียรประพันธ์ไว้ และซื้อมา จำไม่ได้ราคาเท่าไร รู้แต่ว่าราคาย่อมเยามาก หนังสือก็หายไปไหนไม่รู้ แต่วันนี้ในปี 2560 ดร.ชายโพธิสิตา จะมาทบทวนและปาฐกถา เรื่อง ละครในศาสนา

ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ และพัลลภ ไทยอารี ถวายผ้าไตรในงานวันเสฐียร พันธรังษี วันที่ 3 มิ.ย. 2560 ณ วัดมหาธาตุ

เจ้าคุณพระศรีธวัชเมธี เล่าถึงมหาเฉลิม ยิ้มสมบูรณ์ (พ.อ.พิเศษเฉลิม ยิ้มสมบูรณ์) คนบางใหญ่ อ.บางปลาม้า ศิษย์เก่าวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ที่พูดกรอกให้ฟังบ่อยว่า **มีคนเก่าแก่เล่าให้ผมฟังว่า เจ้าคุณสาหร่ายเป็นผู้ตั้งชื่อและนามสกุลให้อาจารย์เสฐียร พันธรังษี เพราะเจ้าคุณสาหร่ายฉายา “จันทรํสี” และชื่อ “เสฐียร” การใช้ “ฐ” ในสมัยนั้น
ยังไม่มี ท่านเจ้าคุณสาหร่ายคิดเองให้” เจ้าคุณศรีธวัชเมธี ป.ธ.9 นาคหลวง บอกว่า ท่านพันเอกเล่าให้ฟังอย่างนั้น หรือจะฟังผิดไปบ้าง เพราะขัดแย้งกับเอกสารที่นำมาแสดงนิทรรศการและประวัติ ว่าอาจารย์เสฐียรเดิมชื่อ “บุญเฐียร” แล้วมาเปลี่ยนเป็น “เสฐียร” ซึ่งเจ้าคุณสาหร่ายน่าจะเป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้มากกว่า คงไม่ถึงกับการใช้อักษร ฐ ยังไม่มีเช่นที่ว่านั้น

ท่าน พ.อ.เฉลิม ยังคุยต่อว่า “เจ้าคุณสาหร่าย ประโยค 6 วัดมหาธาตุ เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าคุณอุ่ม (พระวิบูลเมธาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี) และเจ้าคุณพาว (พระเมธีวรคณาจารย์) วัดวิเศษการ อดีตเป็นนักเทศน์ใหญ่ เคยเทศน์ปุจฉาวิสัชนาว่า “ระหว่างพระที่นั่งขัดตะหมาดกับนั่งพับเพียบ ใครมีกิเลสหนากว่ากัน”เจ้าคุณสาหร่ายเฉลยว่า “ที่นั่งขัดตะหมาดนั้น นั่งทับความกำหนัดไว้” เจ้าคุณสาหร่ายลาสิกขาปี 2482 ไปแต่งงาน น.ส.วง คนบางใหญ่ ที่เคยเอาของมาขายที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ

ท่านผู้พันเฉลิมเวลาพูดแล้ว ยังลงไม่ได้ง่ายๆ ขยายต่อไปว่า “ขนาดสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ป.ธ.9) วัดสามพระยา จะเป็นรุ่นๆ เดียวกันหรือไง เวลาเจอกัน กอดกันกลมเลย เพราะผู้พันเฉลิมเคยนิมนต์สมเด็จวัดสามพระยามาแจกวุฒิบัตรให้สามเณรบวชภาคฤดูร้อนที่วัดบางใหญ่ ทั้งสองพบกันในเวลานั้น” ข้าพเจ้าแกล้งแย้งไปว่า “คงเป็นเพราะเป็นคนอยุธยาเหมือนกันมั่ง” แต่ท่านผู้พันฟันธงเลยว่า “เจ้าคุณสาหร่ายถ้าไม่สึกไป อยู่ต่อไป ต้องเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุแน่”

รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา

เจ้าคุณสาหร่ายตายปี 2537 (หลังอาจารย์เสฐียร พันธรังษี ถึงแก่กรรม 3 ปี)

ขอเข้าเรื่องอาจารย์เสฐียร ต่อ ในหนังสืออนุสรณ์มหาจุฬาฯ ปี 2512 มีรูปภาพเสฐียร พันธรังษี และคติธรรมว่า “การศึกษาที่จะให้ผลสมบูรณ์ คือ 1.ให้รู้ว่า นี้คืออะไร? 2.ให้รู้ว่า เพราะอะไรมันจึงเป็นอย่างนั้น 3.ให้รู้ว่า มันควรเป็นอย่างไรต่อไป

เจ้าคุณศรีธวัชเมธี จดจำและเขียนข้อคิดที่ได้จากอาจารย์เสฐียรไว้มาก เช่น

อมตวาจา ถ้าใครเอ่ยถึงประโยคนี้ แสดงว่าเป็นศิษย์อาจารย์เสฐียร คือคำภาษาอังกฤษว่า ไม่เปรียบเทียบก็ไม่เข้าใจ “without comparison is no comprehension : no comparison no comprehension”

เจ้าคุณศรีธวัชเมธี กล่าวว่า ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนศาสนาโบราณ เป็นชีตแจก จำวาทะของท่านอาจารย์ได้ประโยคหนึ่ง ที่ว่า “หนังสือผม ยิ่งอ่านยิ่งได้ความรู้เพิ่ม” ข้าพเจ้าเคยไปยืนฟังท่านบรรยายคณะสังคม วิชาสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีและเด็ดมาก จนข้าพเจ้าอยากจะเปลี่ยนคณะไปเรียนด้วยนี่คือบางส่วนชีวิตและงานของ ศ.พิเศษ เสฐียร พันธธังษี ราชบัณฑิต ปราชญ์ของแผ่นดิน

ศาสนาเปรียบเทียบ และละครในศาสนาบทประพันธ์ของอาจารย์เสฐียร พันธรังษี

 

วันมรณภาพ หลวงปู่แหวนปีที่ 32

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500959

วันมรณภาพ หลวงปู่แหวนปีที่ 32

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในนามมูลนิธิสุจิณโณอนุสรณ์ และศิษยานุศิษย์ แจ้งกำหนดการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันมรณภาพ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ณ พระอุโบสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. 2560 ซึ่งทำมาเป็นปีที่ 32 แล้ว แต่ปีนี้มีพิเศษ นอกจากบำเพ็ญกุศลเป็นปกติแล้ว ตอนบ่ายมีพิธีเททองหล่อพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ รุ่นแรก เป็นที่ระลึก ในโอกาสที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงค์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เจริญอายุครบ 1 ศตวรรษ ในวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ในการนี้ หลวงปู่สุวัณคำ อายุ 66 ปี แห่ง สปป.ลาว ดินแดนภูเขาควาย ได้เมตตาเดินทางมาเป็นประธานเททอง และร่วมงานทำบุญถวายหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และในเวลา 18.00 น. หลวงปู่สุวัณคำ จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานจุดประทีปแสงสว่างแห่งปัญญา และวันแห่งความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ที่จะให้เกิดพลังจิตเป็นความสุขและความสงบแห่งชีวิตในปี 2017 จากนั้นมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สนทนาธรรม และนั่งสมาธิภาวนา ท่ามกลางแสงเทียนนับพันดวง อุปถัมภ์โดย Mrs.Linda Lehoang อุบาสิกาจากรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ถึงเวลา 21.00 น.เป็นเสร็จพิธี

สวีเดนอุปถัมภ์พุทธ!

สวีเดนถวายตึกแก่พระวิเทศปุญญาภรณ์ พระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน พระผู้สร้างสันติภาพ ทำเป็นศูนย์กลางกัมมัฏฐานพุทธสำหรับคนทั่วโลก

พระวิเทศปุญญาภรณ์ พระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน บอกอาจารย์บรรจบ วันที่มารับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่า สวีเดนถวายตึกให้ และท่านมีแผน “จะทำตึก ‘สีทอง’ ที่รัฐบาลสวีเดนถวาย ให้เป็นศูนย์กลางกัมมัฏฐานพุทธสำหรับคนทั่วโลก”

เจ้าคุณสวีเดนจะทำตึกสีทองเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม

พระวิเทศปุญญาภรณ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์วัดพุทธาราม ทั้ง 5 สาขา ในประเทศสวีเดน และเป็นกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และเป็นทูตสันติภาพแห่งประเทศสวีเดน และรางวัลทูตสันติภาพอีกหลายสถาบัน และเจ้าของหนังสือ คู่มือการเดินทางไปต่างประเทศของพระสงฆ์ และล่าสุดได้รับมอบหมายให้จัดงาน “World Peace International Stockholm in Sweden” ในปีหน้าอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวีเดนนั้น

เจ้าคุณสวีเดน หรือ พระวิเทศปุญญาภรณ์ (นามเดิม บุญทิน) เป็นชาวศรีสะเกษ บวชเณรแต่อายุยังน้อย มาอยู่เป็นศิษย์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) ณ วัดสระเกศราชวรวิหาร แล้วได้เข้าศึกษาปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลังจากจบการศึกษาได้ถูกวางตัวจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ทำงานเป็นพระธรรมทูตสายยุโรปประจำสวีเดน ท่านทำงานด้วยความมุ่งมั่น พร้อมทั้งเรียนภาษาสวีเดนและวัฒนธรรมยุโรปจนเข้ากับคนท้องถิ่นได้ดีด้วยความเชื่อใจว่าพระพุทธศาสนาไม่เป็นภัยใดๆ ต่อสวีเดน รัฐบาลสวีเดนจึงตัดสินใจยก “ตึกสีทอง” ซึ่งเคยเป็นที่ทำการทหารแต่บัดนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วถวายให้ท่านเจ้าคุณใช้ประโยชน์ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เมื่อรับงานมา ได้เชิญชวนอาจารย์บรรจบไปร่วมงานที่สวีเดน ซึ่งอาจารย์บรรจบ บอกว่า “ยินดีช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง แล้วแต่ท่านเจ้าคุณจะบอกให้ทำอะไรเกี่ยวกับงานนี้ จะทำถวายตามกำลังกายและสติปัญญา เพราะงานนี้ถ้ามีคนรู้จะมีคนเข้ามาช่วยเยอะ เพราะเป็นงานมีเกียรติ”

 

พระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500957

พระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

อมตะพระเครื่องของไทย

วันนี้ชมพระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์ สวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เจดีย์ องค์นี้เป็นพระล้างคาบกรุมา จนเห็นเนื้อในมวลสารขาวหนึกนุ่ม ด้านหลังเห็นเนื้อเน่า (รอยด่างอันเกิดจากการระเหิดของส่วนผสม เช่น น้ำมันตังอิ๊ว) ยิ่งมุมหักที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นมวลสารภายในชัดเจน เป็นแนวทางในการสะสม สภาพดูง่ายแบบนี้ยังมีแสนปลายครับ

องค์ที่สอง พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก กรุวัดนางพญา หนึ่งในเบญจภาคี เป็นพระเครื่องดินเผา อายุประมาณ 600-700 ปี พิมพ์ทรงพระสามเหลี่ยมหลังเรียบ มี 6 พิมพ์ คือ พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา มวลสารของพระนางพญา ประกอบด้วย ดิน ซึ่งเป็นดินปนทราย ด้านหลังเรียบ แล้วนำมาเผาแบบโบราณ พระนางพญาจึงมีสีแบบธรรมชาติ คือ สีดำ สีแดง สีเหลือง สีเขียว แต่ละสีที่เกิดขึ้น เป็นเพราะสัมผัสความร้อนจากเตาเผาไหม้เท่ากัน ผดที่เกิดจากทรายบนผิวพระเป็นเพราะอายุของพระที่สร้าง เมื่อเวลาผ่านไปผิวที่เคลือบก็จะกร่อนไป ทำให้ปรากฏผดขึ้น พระนางพญาสีดำถือว่าหาชมได้ยาก เพราะโดนไฟจนเป็นสีดำ สภาพสวยดูง่ายแบบองค์นี้ต้องมีหลักแสนกลาง

องค์ที่สาม เหรียญหล่อโบราณ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระพิมพ์ประภามณฑล ฐานบัวตูมบัวบาน เนื้อชินตะกั่ว ด้านหลังเรียบ มีจารอักขระยันต์พุทธล้อมโลก สวยดูง่ายมีปรอทขาวพราวเสน่ห์แบบนี้มีหลักแสนกลางครับ

องค์ที่สี่ หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ พระอาจารย์ชุ่ม ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระครูวัฏะสัมบัญ (เป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และท่านได้ให้มาปกครองวัดท้ายน้ำ) ได้จัดสร้างรูปหล่อหลวงพ่อเงินขึ้นมารุ่นหนึ่ง เป็นรูปหล่อลอยองค์แบบพิมพ์นิยม มีตัว ช. โดยนำพระพิมพ์นิยมของพระครูวัฏะสัมบัญมาถอดพิมพ์ เนื้อหาจัดเหลืองอมเขียวแบบนี้นำเป็นแนวทางในการส่องพระเนื้อโลหะผสมในยุคเดียวกันได้ ดูง่ายแบบนี้มีหลักหมื่นปลาย

องค์ที่ห้า เหรียญพระพุทธ หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย พ.ศ. 2459 เป็นเหรียญปั๊มรูปพระพุทธด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปจำลองพระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ด้านหลัง เป็นอักขระขอม สภาพเหรียญสวยหูตากะพริบแบบนี้ค่านิยมอยู่ที่แสนต้น

องค์สุดท้าย ชมตะกรุดพิสมร หลวงพ่อแก้ววัดพวงมาลัย 1 ใน 9 เครื่องรางที่ควรมี ตะกรุดของท่านจะต้องทำมาจากต้นตาลที่ปากคลองบางปืน โดยต้องเป็นยอดใบลานอ่อนเดือน 5 ตากแห้งแล้วม้วนไม่แตก สาเหตุที่ใช้ใบลานปากคลองบางปืน เพราะชื่อของบางปืนแผลงเป็นบังปืนซึ่งเป็นการตัดไม้ข่มนาม มีผลในทางจิตใจ ตะกรุดพิสมรจะพันด้วยด้ายสายสิญจน์ ระหว่างการพันด้ายท่านจะบริกรรมคาถาไปด้วยและมาจุ่มรักในภายหลัง ตะกรุดพิสมรมองแล้วเหมือนกงจักร สภาพดูง่ายแบบนี้หลักหมื่นกลาง

จากกันด้วยข้อคิด “ความสุขเกิดขึ้นได้ จากการทำในสิ่งที่เรารัก”

 

ฝึกใจให้เป็นโสดาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500956

ฝึกใจให้เป็นโสดาบัน

โดย…ราช รามัญ

วันก่อนท่านพระมหา ดร.พิรุฬห์ พทฺธสีโล มาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ ท่านเป็นพระภิกษุที่อยู่ในประเทศอินเดียมายาวนานกว่า 15 ปี และเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 หรืออดีตพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งในเรื่องของธรรมะและเรื่องในพุทธภูมิ ทั้งในมิติที่กว้างและลึก

ในปัจจุบันท่านได้มาสร้างวัดไทยภูริปาโล ในเมืองคยา ประเทศอินเดีย และสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล อีกแห่งหนึ่งในบริเวณเดียวกันกับวัด

ตลอดทั้งสร้างที่พักต้อนรับผู้แสวงบุญอย่างใหญ่โต ที่ถนนบายพาสของประเทศอินเดีย ซึ่งเลยจากสนามบินคยามาเพียงอึดใจเดียว

หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล (อดีตพระเทพโพธิวิเทศ) พระผู้ทรงธรรมอันยิ่งใหญ่อยู่แดนพุทธคยามา 50 ปี ได้ละสังขารลงแล้วนั้น ท่านพระมหา ดร.พิรุฬห์ ได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ระยะหนึ่งกับสหธรรมิก เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ใหม่ จากเมืองที่เจริญที่สุดแล้วของโลก จากนั้นท่านก็กลับมาอยู่ที่ประเทศอินเดียอีกครั้ง ตามคำนิมนต์ของท่านพระครูฉลอง ซึ่งเป็นอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่ท่านเคารพนับถือ

คราวหนึ่งที่ได้สนทนาธรรมกับท่าน ก็ทำให้เห็นเจตนาของการที่มาสร้างวัดและสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล และการดำรงอยู่ที่พุทธคยาของท่าน

“การที่มาอยู่ที่นี่ มีความสงบมาก มีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระศาสดา เวลาที่ไม่ใช่ฤดูไหว้พระ ไม่มีโยมมา อาตมาและคณะแม่ชีและผู้ปฏิบัติธรรมก็จะไปปฏิบัติธรรมที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และก่อสร้างวัดและโรงพยาบาลควบคู่กันไป ตลอดทั้งปรับอาคารที่มีอยู่ให้อยู่ในลักษณะที่สะอาดและสงบ เวลาที่ญาติโยมมาจะได้มีที่พักเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม และที่สำคัญ สะอาดและดีต่อสุขภาพ เพราะที่อินเดียฝุ่นเยอะ ดังนั้นเรื่องสุขภาพจึงสำคัญยิ่ง”

ขณะที่คุยกันอยู่มีแขกอินเดียมาจากไหนไม่ทราบ…ทำท่าทางแบบไม่ค่อยดี ท่านพระมหาได้หันไปพูดคุยภาษาฮินดี้เบาๆ นิ่มๆ ตามความเป็นสมณะ ยาวพอประมาณ แขกคนนั้นจึงนั่งลงแล้วก้มกราบท่านอย่างอ่อนน้อม

ท่านพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาฮินดี้ นับได้ว่าไม่ธรรมดาครับ…แต่ท่านเป็นพระที่นิ่งๆ เงียบๆ บางทีญาติโยมจะมาถวายอะไร ท่านก็บอกว่าถวายกับรูปไหนก็ได้ เป็นพระเหมือนกัน ไม่ต้องรอประธานสงฆ์ก็ได้

คราวหนึ่งได้มีโอกาสฟังธรรมะจากท่าน เรียกได้ว่าจับใจนัก…

อริยบุคคลขั้นต้น คือ โสดาบัน เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ ปิดประตูอบายภูมิแล้ว โยมทุกคนเป็นโสดาบันได้ พระทุกรูปเป็นได้ แม่ชีทุกคนเป็นได้เช่นกัน โยมเป็นโสดาบันมีครอบครัวได้ ทำงานออฟฟิศได้ อยู่คอนโดได้ ขับรถได้ การเป็นอริยบุคคลที่มีคุณค่าของโลกนี้มาก

คำว่า โสดาบัน ที่เป็นกันได้ เป็นเพราะหัวใจเข้าถึงธรรม เป็นผู้ละซึ่งความเชื่อเดิมว่า ร่างกายนี้เป็นอัตตายึดถือได้ เป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ทั้งปวง เป็นผู้ที่ไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ มีจริงไหม ดีจริงไหม ทุกอย่างถูกลอกอย่างงดงาม ละออกไปจากหัวใจ

การกระทำของผู้ที่เป็นโสดาบันนั้น ความบริสุทธิ์ของศีลทั้ง 5 ข้อ หมดจดงดงามมาก เป็นผู้มีสติและความรู้สึกตัวที่มีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป จิตใจไม่คิดอะไรที่เป็นไปในฝ่ายอกุศล พูดง่ายๆ ว่า คิดแต่ในมุมที่ดี ในมุมที่เป็นบวกทุกๆ เรื่องราวที่พบที่เห็น ที่สำคัญแม้ว่าจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ใดๆ ผู้ที่เป็นโสดาบันนั้นท่านก็ไม่ปฏิเสธที่จะไปร่วมงาน (สำหรับฆราวาสนะ) ไปแต่ไม่ข้องเกี่ยวกับของมึนเมาเลย

ในพระพุทธศาสนาครั้งพุทธกาลนั้น มีโสดาบันหลายคนที่เป็นคนธรรมดาอยู่มากมาย ไม่ว่าจะนายสุทัตตะ หรืออนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้ที่สร้างทานบารมียิ่งใหญ่ มีก้อนข้าวให้ผู้ยากไร้เสมอ หรือจะนางวิสาขา ผู้ได้โสดาบันมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

ถ้าใจเราพร้อมที่ฝึกตนให้เป็นโสดาบัน สิ่งแรกอาตมาขอแนะนำว่า ให้น้อมคุณธรรมของโสดาบันนั้นแล มาปฏิบัติที่ใจ ปฏิบัตินานๆ ไปจะเคยชินจนเป็นลักษณะนิสัยและพฤติกรรม เมื่อคุณธรรมนั้นติดอยู่กับตัวกับหัวใจแล้วจะเป็นอย่างเสียมิได้ เราก็ฝึกไปอีกเรื่อยๆ จากที่เป็นโสดาปัตติมรรค เราจะกลายเป็นโสดาปัตติผล คือ ได้เป็นอริยบุคคลจริงๆ ขึ้นมา เป็นโสดาบันจริงๆ ขึ้นมา

แต่ทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่ใจของเราว่า ใจเราพร้อมจริงหรือไม่ คุณธรรม 3 ข้อของโสดาบันนั้น ประกอบด้วย

1.ละความยึดมั่นในอัตตาตัวตน 2.ละความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด 3.ไม่สนใจเรื่องไสยศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะดูดวงไม่ว่าจะไปเป่าน้ำมนต์พ่นหมากคากน้ำลาย สิ่งเหล่านี้โสดาบันทิ้งหมด จากนั้นต้องไม่ลืมเรื่องใหญ่ คือ มีศีล 5 ครบสมบูรณ์ทุกข้อ และหมั่นสร้างทานและภาวนาอยู่เนื่องๆ นำสิ่งเหล่านนี้ไปปฏิบัติตลอดเวลา 3-5 ปี จิตใจเปลี่ยน นิสัยเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน และอีกไม่นานเลยเราจะได้พบกับเนื้อนาโพธิแท้ๆ แห่งความเป็นโสดาบัน

นี่คือคำเทศน์สอนของท่าน ที่มีให้ญาติโยมที่เดินทางไปอินเดียเพื่อไปปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ถ้าท่านใดปรารถนาจะเดินทางไปประเทศอินเดีย แนะนำให้ไปพักและปฏิบัติธรรมที่ภูริปาโล เป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นทั้งโรงพยาบาลที่กำลังเริ่มก่อสร้าง แต่สะอาดและสะดวกทุกอย่าง แล้วจะได้ร่วมบุญสร้างวัดสร้างโรงพยาบาลกัน

ติดต่อวัดไทยภูริปาโล ที่อีเมล Phuripalomeditation@gmail.com และ ID LINE : sodsai898

 

พระพรหมเมธี เสนอแก้ปัญหาเงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499806

พระพรหมเมธี เสนอแก้ปัญหาเงินทอน

โดย…ส.คนจริง

ปัญหาเรื่องเงินทอที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเรียกจากวัดที่ได้รับการอุดหนุน เป็นข่าวอื้อฉาวทุกวัน จนชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าคณะสงฆ์รู้เห็นเป็นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วคณะสงฆ์ระดับที่มีอำนาจในการปกครอง เช่น มหาเถรสมาคม (มส.) ก็ดี เจ้าคณะใหญ่ก็ดี ไม่เคยรู้เลยว่ารัฐบาลจัดงบประมาณอุดหนุนกิจการคณะสงฆ์ปีละเท่าไร

เรื่องนี้ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษก มส. เสนอแนวทางแก้แบบมีเหตุมีผล คือ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รายงานให้ มส.และเจ้าคณะใหญ่ทราบถึงงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้แต่ละปี เพื่ออุดหนุน 1.การปฏิสังขรณ์วัด 2.เงินอุดหนุนสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือพุทธศึกษา 3.เงินอุดหนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหรือกิจการเพื่อส่งเสริมการพระศาสนาที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ

เมื่อ พศ.เห็นชอบว่าจะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่วัดไหน จำนวนเท่าไร พศ.ต้องรายงานให้ฝ่ายปกครองทราบ พร้อมทั้งเสนอแนะแก่วัดนั้นๆ ที่ได้รับงบอุดหนุน ว่าจะต้องจัดทำบัญชี และรายงานการใช้งบประมาณให้รัดกุม ตรวจสอบได้อย่างไรด้วย

วิธีที่นี้จะทำให้ผู้ปกครองรับรู้ ตรวจสอบได้ แต่ละวัดก็สามารถใช้เงินงบประมาณที่รัฐอุดหนุนได้ทุกบาททุกสตางค์ ปัญหาเงินทอนก็จะไม่มีต่อไป

ตามที่พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์เป็นข่าวในแง่มุมต่างๆ ทุกวันนี้ มส.วิตกว่าประชาชนจะมองพระสงฆ์ว่ามัวหมอง มีส่วนร่วมในการทุจริตจ่ายเงินทอน ซึ่งในความเป็นจริงหากดูขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ไม่ง่ายเลย แต่การที่พระสงฆ์ต้องให้เงินทอนตามที่เรียกร้อง ก็ให้ด้วยความเกรงใจ หรือเกรงกลัว เช่น วัดแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ได้เงินอุดหนุน 1 ล้านบาท จากรัฐก็ยินดี แต่เมื่อถูกเรียกเงินทอน 8 แสนบาทไม่มีให้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการเบิกจ่าย วัดต้องไปขอยืมญาติโยมมาให้ เรื่องนี้ทำให้ญาติโยมกังขาว่าให้เงินอุดหนุนมาแล้ว ทำไมต้องจ่ายคืนไปจำนวนมาก จึงโวยจนเป็นข่าวใหญ่

เพื่อให้ มส.ได้ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์วิจัยได้ทันเหตุการณ์ มส.จึงเห็นชอบให้มีคณะกรรมการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา และกระทบศรัทธาประชาชน โดยเห็นชอบให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธาน คณะกรรมการ ประกอบด้วย กรรมการ มส.คือ พระพรหมเมธี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) พระพรหมมุนี(สุชิน อคฺคชิโน) พระพรหมโมลี(สุชาติ ธมฺมรตโน) และพระพรหมสิทธิ(ธงชัย สุขญาโณ) ส่วนฆราวาสมี 3 ท่าน ได้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. บุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา (พ.ศ. 2545)

ในการนี้ สมเด็จพระวันรัต เสนอให้นับองค์ประชุมเป็นกรณีพิเศษ ว่ากรรมการมาประชุมกี่รูป/คน ถือว่าเป็นองค์ประชุม เพราะเห็นรายชื่อกรรมการแล้ว คงมีภารกิจมาก จะคอยให้ครบองค์ประชุมแต่ละครั้งคงยาก นอกจากนั้นให้ พศ.ไปยกร่างอำนาจหน้าที่ของกรรมการ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติต่อไปด้วย

อนึ่ง ข่าวล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทอนเงินอุดหนุนวัดนั้น เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2560 ผู้อำนวยการ พศ.เข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งว่า ได้ตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการ พศ. 4 ราย ตามที่พบมูลเหตุใน 12 กรณี และให้รายงานผลทุก 15 วัน แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด

วิษณุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ให้ทำตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบ โดยกฎต่างๆ ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งขั้นตอนอยู่ในเกณฑ์รัดกุมอยู่แล้ว ปัญหาการทุจริตจึงไม่ได้ทำง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นก่อนปี 2558

ผู้อำนวยการ พศ.ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดที่มีข่าวว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุว่าพบวัดทางภาคใต้เกิดการทุจริตอีกประมาณ 70 แห่ง แนะให้ไปสืบข่าวจาก ป.ป.ช.

ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันนี้ เมื่อวันที่22 มิ.ย. 2560 สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตเงินอุดหนุนวัด ที่ได้รับสำนวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 12 สำนวนว่า ฝ่ายเลขาธิการ ป.ป.ช.เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว 7 สำนวนแรก เพื่อพิจารณาว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้เลยหรือไม่ เหลืออีก 5 สำนวน ที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันสำนักงาน ป.ป.ช.ไต่สวนข้อมูลเบื้องต้นพบอีกอย่างน้อย 60-70 สำนวน ใน 60-70 วัด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.สงขลา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสตูล ที่อาจมีลักษณะเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำความผิดดังกล่าว โดยใช้โมเดลเดียวกัน คือ โอนเงินเกินแล้วมาเรียกเงินคืน หรือเงินทอน ซึ่งขยายผลจากกรณีบุกจับกุมผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2558 อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสียหาย 60-70 สำนวน ประมาณ 90 ล้านบาทเศษ

วันนี้ จึงเสนอทั้งความเห็นและข่าว เพื่อความยั่งยืนแห่งพระพุทธศาสนา

 

ว่าด้วยเรื่องมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499805

ว่าด้วยเรื่องมงคล

โดย…อารยชล

มีผู้อ่านอยากให้เขียนมงคล 38 ประการ บอกเป็นเรื่องไม่เคยล้าสมัย เป็นประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ผู้ใหญ่อ่านจะได้ทำตัวเป็นมงคลและเอาไปสอนเด็กๆ ตามโอกาส ส่วนเด็กๆ ก็จะได้ทำตัวเป็นมงคลเช่นกัน และเวลาทำอะไรจะได้ไม่ต้องถูกผู้ใหญ่ดุหรือตำหนิเอาได้ว่าช่างทำอะไรไม่เป็นมงคลเสียเลย

ผู้อ่านท่านนี้ใจตรงกัน เดิมผมตั้งใจจะเขียนอยู่แล้วพอผู้อ่านสะท้อนความต้องการออกมาเลยเป็นเวลาเหมาะสมได้โอกาสปักหมุดเรื่องนี้ และก็คงจะอยู่กับเรื่องมงคลไปอีกนาน

เรื่องมงคล 38 เกี่ยวกับคนล้วนๆ กล่าวคือคนจะเจริญดีก็อยู่ที่มีมงคลเหล่านี้ กลับกันถ้าไม่มีเลยชีวิตของคนคนนั้นเป็นอันหวังความเสื่อมได้ ดังนั้นมงคล 38 ผมยกเป็น “ยาพิเศษขนานเอก” ที่มิใช่แค่ “ควรมีติดตัว” แต่ต้อง “ให้มีอยู่ในตัว” เพราะใครจะลักไปไม่ได้ ถ้าติดตัวอาจมีหล่นหายหรือถูกคนลัก อันนี้ผมแค่เปรียบเทียบให้เห็น

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องมงคลนี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ที่มาของเรื่องใหญ่มาก เกิดขึ้นเพราะมีคนถามเพื่อต้องการรู้ว่า มงคล คืออะไร หรืออะไรหนอเป็นมงคล

จุดเริ่มต้น ก็คือ มีประชาชนในชมพูทวีปมารวมกลุ่มกันตามที่ต่างๆ เช่น ประตูเมือง ศาลาว่าราชการ ที่ประชุม เป็นต้น แล้วจ้างผู้รู้เรื่องต่างๆ ในคัมภีร์มาเล่าให้ฟัง เช่น เรื่องนำนางสีดามา เป็นต้น (เรื่องนี้มีในรามายณะ คัมภีร์ปุราณะในศาสนาพราหมณ์) แล้ววันหนึ่งเรื่องมงคลก็ได้เกิดขึ้นในที่ประชุมนั้น

ชายคนหนึ่งบอกว่า อะไรก็ตามที่เห็นด้วยตาเป็นมงคล อีกคนบอกสิ่งที่ได้ยินด้วยหูต่างหาก คนที่สามต้องสัมผัสได้ด้วยดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสจับต้อง (โผฏฐัพพะ) เท่านั้นเป็นมงคล เช่น ดมกลิ่นดอกไม้ เป็นต้น คนฟังแตกเป็นสามพวก แล้วเรื่องมงคลนี้แพร่สะพัดไปถึงเทวดาถึงพรหมชั้นอกนิฏฐพรหม

การพูดเรื่องมงคลก็เกิดขึ้นในที่ทุกสถานจนกระทั่งหมื่นจักรวาล ในตำรามงคลสูตรว่าอย่างงั้น และเรื่องมงคลนี้ถูกพูดกันนานถึง 12 ปีจึงแก้ได้ คนที่แก้ความสงสัยของผู้คนได้ ก็คือ พระพุทธเจ้า

คนที่นำปัญหาไปถาม คือ เทวดา ขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสมงคล 38 ประการ ว่า อะเสวะนา จะ พาลานัง  ปัณฑิตานัง จะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯลฯ (การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา เป็นมงคลสูงสุดเป็นต้น)

สำหรับ มงคล มีหลายความหมาย ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า เหตุให้ถึงซึ่งความเจริญ แต่ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดกญาณสิทฺธิ ป.ธ.9) วัดมหาธาตุ (ท่าพระจันทร์) แปลไว้ครบถ้วน

1.ท่านแปลว่า ถึงพร้อมด้วยลักษณะแห่งบุญ ลักษณะแห่งบุญที่ว่าคือสิริ (ศรี-ความเจริญด้วยสมบัติต่างๆ) บุญ (ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น หลีกเว้นอกุศล) และปัญญา

2.เครื่องถึงความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย ก็คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา ความบริสุทธิ์ หมายถึงความบริสุทธิ์ทางกาย วาจาและทางใจ)

3.ตัดผู้ยังสัตว์ให้ตาย ตัดผู้ยังสัตว์ให้ไปอบาย (อบายคือเสื่อม ไม่เจริญ ทุกข์) ถ้ามีมงคลก็จะไม่ไปอบาย

4.ประกอบด้วยการเข้าถึงความงาม (งามด้วยประโยชน์ในโลกนี้และด้วยศีล งามด้วยประโยชน์ในโลกหน้าและด้วยสมาธิ งามด้วยประโยชน์อย่างยิ่งและงามด้วยปัญญา)

สรุป คนที่สร้างมงคลให้เกิดขึ้นในตัวเองย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเสื่อมแน่นอน

 

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499804

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (1)

โดย…สมาน สุดโต

“งานวันเสฐียร พันธรังษี” ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2560 จัดว่าเป็นวันรวมนักปราชญ์ราชบัณฑิตวันหนึ่ง เพราะผู้ร่วมงานตั้งแต่พระสงฆ์ถึงฆราวาส ล้วนแต่ทรงภูมิธรรมทั้งสิ้น เนื่องด้วยอาจารย์เสฐียร พันธรังษี เป็นผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นราชบัณฑิตปูชนียบุคคล ปราชญ์ของแผ่นดิน วางรากฐานทางสังคมไทยไว้ในหลากหลายสถานะ นับแต่ฐานะอาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ ราชบัณฑิต

การที่เลือกวันที่ 3 มิ.ย. เป็นวันเสฐียรพันธรังษี เพราะตรงกับวันคล้ายวันเกิด คือ วันที่ 3 มิ.ย. 2454 ถ้ามีชีวิตถึงวันนี้ต้องฉลองอายุวัฒนมงคล 106 ปี

หลังจากอาจารย์สนิท ไชยวงศ์คต เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นพิธีกรแนะนำวีไอพีที่จะกล่าวสัมโมทนียกถา และผลงานของอาจารย์เสฐียร ทั้ง 3 ท่านแล้ว ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต รองประธานกรรมการมูลนิธิเสฐียร พันธรังษี กล่าวรายงานสรุปว่า อาจารย์เสฐียรนั้นเป็นศิษย์เก่าวัดมหาธาตุ ต่อมาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิชาที่สอน ได้แก่ ศาสนาโบราณ ศาสนาเปรียบเทียบ พร้อมกับเล่าว่าตนเป็นผู้เสนอให้อาจารย์เสฐียรเข้าเป็นภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน ต่อมาท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาปรัชญา สาขาวิชาศาสนาศาสตร์ เป็นมหาเปรียญคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ที่น่าทึ่ง คือ ทั้ง 3 ท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุทั้งสิ้น ท่านแรก คือ หลวงวิจิตรวาทการ ท่านที่ 2 คืออาจารย์เจริญ อินทรเกษตร และที่ 3 คือ อาจารย์เสฐียร

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ และสภานายกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ท่านภูมิใจที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เสฐียร แม้ว่าจะมาอยู่ทีหลัง แต่เกียรติคุณของท่านนั้นขจรขจายเป็นที่ภาคภูมิใจของสำนัก พร้อมกันนั้นก็สรรเสริญที่ตั้งมูลนิธิเสฐียร พันธรงษี ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สงเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นบุญอันประเสริฐ ในขณะที่ฐานะของมูลนิธินั้นมีความมั่นคง อยู่ยงคงกระพัน ไม่ว่าจะเกิดภัยต่างๆ ภัยนั้นจะไม่ส่งผลกระทบมูลนิธิแม้แต่น้อย

บูชิโด หนังสือที่เขียนเพื่อคนไทยและชาติไทย พิมพ์ พ.ศ. 2478

รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา กล่าวถึงงานประพันธ์ว่า อาจารย์เสฐียรมีผลงานด้านประพันธ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม เมื่อเขียนเรื่อง บูชิโด ออกมา

แรงบันดาลใจที่ท่านเขียนเรื่องนี้ คือ ต้องการให้ไทยเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจเหมือนญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจ และสร้างลัทธินิยมทางทหารต้องการทำเอเชียเพื่อเอเชีย

หนังสือ บูชิโด ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ พ.ศ. 2473 ต่อมาพิมพ์ซ้ำถึง 20 ครั้ง ในเวลา 10 ปีโดยประมาณ อาจารย์เสฐียรเอามาสังเคราะห์และเขียนออกมาตามวิธีของท่านในภาษาไทย เรื่องนี้อ่านเมื่อไรก็พอใจเมื่อนั้น ทั้งๆ ที่ท่านเขียนเรื่องนี้อายุยังไม่มาก พื้นฐานเป็นลูกชาวนาอยู่วัดเมื่ออายุ 11 ขวบ แต่เมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรก 1,000 เล่ม เมื่อ พ.ศ. 2478 กระทรวงกลาโหมสั่งซื้อถึง 100 เล่ม เพื่อให้ทหารอ่านต่อมาท่านถูกกล่าวหาว่านิยมญี่ปุ่น จึงต้องเขียนแก้ในคำนำเมื่อพิมพ์ครั้งที่2 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ด มีชื่อเต็มว่า บูชิโด จรรยาของชนชาติทหาร ดวงวิญญาณของญี่ปุ่น แต่ไม่มีจำหน่ายแล้ว)

ผู้เขียนไปที่แผนกหนังสือหายาก ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอยืมหนังสือ บูชิโด ออกมาชมเป็นบุญตา จึงถ่ายภาพปกมาด้วย หน้าในท่านเขียนว่าหนังสือเล่มนี้เขียนเพื่อคนไทยและชาติไทยที่ข้าพเจ้ารักและปรารถนาให้มีความเจริญ

คำนำหน้า (จ) ท่านเขียนว่า บูชิโดจะสามารถเป็นสื่อชักนำให้ท่านผู้อ่านมีความกล้าหาญ รักชาติ รักหน้าที่ รักพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ เพื่อความก้าวไปข้างหน้าแห่งประเทศชาติของท่านได้เป็นพิเศษมากกว่าก่อนหน้าที่ท่านได้อ่านบูชิโดเล่มนี้เป็นแน่

คุณกาญจนา และคุณสมบูรณ์ สุ่นสวัสดิ์ ทายาทอาจารย์เสฐียร พันธรังษี

ท่านเสฐียร ต่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (2 สมัย) เขียนออกตัวว่า หนังสือเรื่อง บูชิโด เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตแห่งการเขียนของท่าน และที่เขียนออกมาก็ไม่ได้มุ่งหวังทางการค้ากำไร คิดมุ่งหวังที่จะให้บูชิโดได้ทำประโยชน์ให้แก่คนไทยทั้งหลายเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงหวังว่าคงไม่มีใครเอาความผิดแม้เล็กน้อยที่อาจปรากฏในหนังสือมาเป็นเหตุแห่งการประทุษร้ายท่านเป็นการส่วนตัว

ส่วนความสำเร็จของหนังสือนี้ ท่านต้องอ่านหนังสือหลายเล่ม และความกรุณาจากเพื่อนและผู้มีคุณหลายท่าน แต่กว่าจะสำเร็จลงได้ก็ต้องฝ่าอุปสรรคอย่างเลือดตาแทบกระเด็น

ท่านเขียนคำนำ ลงวันที่ 10 ส.ค. 2478

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี เชื่อมั่นพุทธคุณหลวงปู่ทวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499803

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี เชื่อมั่นพุทธคุณหลวงปู่ทวด

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

สัปดาห์นี้ชวนทำความรู้จักกับ “เดอะปั้น” พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อดีตนายตำรวจดังผู้ลือลั่นในการค้นหาความจริงจากศพและที่เกิดเหตุ ด้วยความเชี่ยวชาญงานนิติวิทยาศาสตร์ คลุกคลีพิสูจน์หลักฐานพิสูจน์ความจริงมาตลอดในช่วงรับราชการตำรวจจนเกษียณ หลายคดีใหญ่ๆ อดีตนายตำรวจคนนี้ไขความจริงสำเร็จปิดคดีได้อย่างสมบูรณ์ บนหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ที่คลี่คลายความจริง

พล.ต.อ.จรัมพร จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 28 (นรต.) มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดังอย่าง พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ฯลฯ ผ่านตำแหน่งสำคัญ ผบช.สพฐ. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ปรึกษา สบ 10 ก่อนเกษียณราชการ เป็นที่ปรึกษาให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้นั่ง กรรมการ ป.ป.ท.ในปัจจุบัน แต่ไม่ไว้ลายนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงนำมาปรับใช้ปราบปรามคนทุจริต

พระเครื่องอาราธนาติดตัวเป็นประจำ คือ หลวงปู่ทวด เนื้อนวะ พิมพ์หลังเตารีด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี มรดกตกทอดจากคุณพ่อ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยสวมใส่พระเครื่อง แม้หลวงปู่ทวดเป็นที่หมายปองของใครหลายคน จนกระทั่งเข้ามาทำงานในสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอาสาสมัครใจไปทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การลงพื้นที่ไปทำงานในภาคใต้ หลายคนพูดเสมอว่า เพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัยต้องแขวนพระหลวงปู่ทวด

“ส่วนตัวเลยหยิบหลวงปู่ทวดองค์นี้มาแขวนติดตัวตลอด ตั้งแต่ทำงานพิสูจน์หลักฐานมาหลายสิบปี สำหรับการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยต้องหลวงปู่ทวด รวมถึงซึมซับกับพุทธานุภาพของท่านให้มากขึ้นด้วย”

พล.ต.อ.จรัมพร มองเรื่องพุทธคุณว่า การแขวนพระคือการแทนคำสอนให้เป็นคนดีมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ครั้นแต่เป็นเรื่องของศรัทธาความเชื่อ และทำให้เกิดแรงบันดาลใจเมื่อเราทำดีแล้วพระท่านจะคุ้มครองให้ปลอดภัยเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด ไม่สนใจเรื่องราคา แต่ผมศรัทธาอย่างนี้ทุกครั้งที่ออกภาคสนามงานทุกอย่างราบรื่นประสบความสำเร็จ โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าผลจากการทำงานตรงไปตรงมา และความ

สำเร็จคือพุทธานุภาพในคุณงามความดี ที่สำคัญตลอดระยะเวลาทำงานพิสูจน์หลักฐานตั้งแต่ในพื้นที่ภาคใต้หรือพื้นที่อื่นไม่เคยประสบเหตุใดๆ แม้จะเดินทางมากมายทั้งเฮลิคอปเตอร์ รถยนต์ ปลอดภัยแคล้วคลาดตลอดมา

“แม้จะทำงานพิสูจน์หลักฐานคลุกคลีใกล้ชิดศพมากกว่าครอบครัว แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ ต่างกับผู้ใต้บังคับบัญชาเจอเหตุการณ์ไม่ปกติตลอด” อดีตนายตำรวจ เล่า

ผมเชื่อในคุณค่าของพุทธานุภาพ คุณงามความดี และเชื่อในกฎแห่งกรรม ทั้งหมดทำให้งานยากเย็นหลายชิ้นสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีมาจากหลวงปู่ทวดที่เราสวมใส่เคารพศรัทธามาตลอดชีวิตรับราชการตำรวจและการเป็นกรรมการใน ป.ป.ท.

พล.ต.อ.จรัมพร ย้อนเล่าเหตุการณ์ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุยิงช้างป่าตาย ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สื่อหลายสำนักพาดหัวตีข่าวใหญ่หลายวัน ครั้งนั้น พล.ต.อ.จรัมพร นำคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ค้นหาหลักฐาน ใช้เวลานานอยู่หลายชั่วโมงสแกนหากระสุนปริศนาในตัวช้างแต่หายังไงก็ไม่เจอ จนแถบจะถอดใจ เลยหยุดค้นหานั่งกินข้าวพร้อมนักข่าวใกล้ซากช้างตายเหม็น
คละคลุ้งไปหมด ผนวกกับเสียงช้างป่าร้องส่งสัญญาณกำลังจะลงจากภูเขา

“เลยถามลูกน้องว่าเอาไงดี ลูกน้องบอกว่านายๆ ให้จุดธูปไหว้เจ้าที่ เลยไปหาธูป 16 ดอกจุดบอกเจ้าป่าเจ้าเขาอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เจอกระสุนปริศนา ก่อนปักธูปลงดินควันฟุ้งขาวไปทั่ว ไม่ถึง 10 นาที ลูกน้องตะโกนบอก นายๆ เจอแล้ว หัวกระสุน จนต่อมาสามารถติดตามจับกุมคนร้ายก่อเหตุได้ทั้งหมด”

พล.ต.อ.จรัมพร เผยทิ้งท้ายการทำคดีครั้งนั้นว่า เพราะช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง การมาทำแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องหาหลักฐานทุกอย่าง ล่าคนผิดมารับโทษทัณฑ์ เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นความเชื่อว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นดี มีเจตนาดี และทำงานอยู่ในสิ่งถูกต้อง พระท่านจะคุ้มครองเราอย่างแน่นอน

 

 

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499802

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

โดย…ราช รามัญ

คำว่า “จิต” เป็นคำในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเป็นคำสามัญทั่วไป เรามักจะนิยมเรียกกันว่า “ใจ” ในคำคำเดียวกันนี้ ถ้าไปเทียบเคียงในพระอภิธรรมอาจจะสำลัก เพราะจิตมีไม่รู้จะกี่ดวงต่อกี่ดวงแต่ก็เป็นการขยับปรับเพิ่มเติมกันในชั้นหลังตามกาลสมัย

แต่ที่แน่ๆ พระสงฆ์ในสายปฏิบัติทั้งหลาย ท่านยึดถือเอาว่า “จิต” มีเพียงดวงเดียว และภายใต้จิตดวงเดียวนี้เองที่จะทำให้เราได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจอย่างมีปัญญา เข้าใจอย่างแท้จริง เข้าใจแบบไม่ใช่ท่องจำ ใครสักคนที่เข้าใจในเรื่องของจิตได้โดยรอบ ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่ธรรมดาแน่

ในความไม่ธรรมดาตรงนั้น คือ การเข้าใจชีวิตของตัวเอง เข้าใจชีวิตจริงๆ ว่าเกิดมาทำไม เพื่อประโยชน์อะไรกันแน่ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ด้วยเพราะบุญก็ยังมีความทุกข์มากมายเสียขนาดนี้ ถ้าไม่มีบุญได้เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นเปรต สัมภเวสี มันจะทุกข์เพียงไหน

ดังนั้น เรื่องของการปฏิบัติธรรมในจิตใจ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งนัก ที่จะพัฒนาศักยภาพทางจิตวิญญาณของเราให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยธรรมอันยิ่ง

ใครที่เคยเฝ้าดูความคิดของตัวเอง…เวลาที่มันต้องการอยากได้ อยากเป็น อยากมี แล้วเราไปขัดมันที่ใจ หรือขัดใจ (ตัวเอง) ถ้าเราทำได้แบบนี้ นี่แหละคือการฝึกจิตของตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากการร้อยรัดในทุกสรรพสิ่งทั้งปวง

พูดง่ายๆ ว่า เอาผล…ของการปฏิบัติวิปัสสนามาเป็นวิธีในการปฏิบัติก็ย่อมได้เช่นกัน หลายคนที่เข้าใจและเข้าถึงธรรมะได้เพราะนำเอาผลของธรรมมาเป็นวิธีการปฏิบัติ ด้วยการค่อยๆ ฝึกจิต ขัดเกลาใจไปเรื่อยๆ

ในยุคก่อนพระสงฆ์ที่พูดเรื่องจิตได้แจ่มชัด เห็นจะมีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่ จ.สุรินทร์ หลวงปู่ท่านชัดในเรื่องนี้มาก ท่านเข้าใจทุกแง่มุม ทุกมิติของการฝึกจิต หรือการเฝ้าตามดู ตามรู้ ความคิด บางคนคิดว่าการเฝ้าตามดูความคิดเป็นการเดินตามหลังเงาของจิต ซึ่งเป็นกระบวนการทางมายาแห่งจิตอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับใครที่ใช้วิธีนี้แบบนี้ คำว่า “มรรคา” ไม่ได้อยู่ไกลอีกต่อไป เพียงแต่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้เราได้มองเห็นและเข้าใจโดยวิถีที่กว้างขึ้นไปอีก

ในวงการพระสงฆ์ไทย วันนี้มีหลวงพ่ออยู่รูปหนึ่งที่พร่ำเพียรสอนเรื่องของจิต แล้วก็มีแนวทางในการฝึกจิตย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอานาปานสติเป็นพื้นในการฝึก แล้วต่อเนื่องไปถึงเรื่องของสติปัฏฐาน ผมกำลังหมายถึง หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ปัจจุบันท่านพำนักที่ สวนโพธิญาณอรัญวาสี

พระผู้ที่มีปฏิปทางดงาม แต่คราวหนึ่งเคยมีข่าวดังครึกโครมกับ ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต ที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้ ในห้วงทำนองที่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง แต่แล้วกรรมก็ดี และวันเวลาที่เลยผ่านพ้นไป ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว หลวงพ่อปราโมทย์ ยังสง่างามด้วยธรรม มุ่งสร้างแต่กรรมที่ดี และกรรมนั้นก็สนองมาให้ท่านด้วยดีเช่นเดียวกัน

บนโลกใบนี้ เรามักจะลืมกรรม แต่กรรมไม่เคยลืมเรา ใครที่ทำอะไรไว้กับใคร สักวันหนึ่งผลนั้นย่อมมาส่งผล ถ้าหากกุศลในใจน้อยลง หรือกรรมนั้นได้ส่งผลแรงและเร็วอย่างทันท่วงที

หลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่ที่บ้านบาตร ป้อมปราบศัตรูพ่าย เคยบวชเรียนตามประเพณีกับหลวงพ่อปัญญา นนฺทภิกฺขุ ท่านเป็นอดีตพนักงานราชการของ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นผู้ชำนาญให้องค์การอีกมากมาย

ท่านเริ่มศึกษาธรรมเมื่อปี 2502 กับหลวงพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม และศึกษากรรมฐานกับพระกรรมฐานในภาคอีสานหลายรูป

แล้วท่านมาบวชครั้งที่ 2 เมื่อปี 2544 ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นวัดของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระกรรมฐานชื่อดังลูกศิษย์ยุคแรกๆ ของพระอาจารย์มั่น การบวชครั้งนี้มีพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาพระอุปัชฌาย์แนะนำให้ไปจำพรรษาที่ สวนสันติธรรม ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นอกจากท่านจะเป็นพระนักปฏิบัติ ท่านยังเป็นนักเขียนอีกด้วย มีผลงานที่น่าติดตาม อาทิ วิถีแห่งความรู้แจ้ง, ประทีปส่องธรรม, ทางเอก, วิมุตติมรรค เป็นต้น

ในดงขมิ้น…วันนี้ดูจะมีสารพัดเรื่องราวที่มักจะมาจากความโลภของพระฝ่ายปกครอง ที่แม้แต่มหาเถระยังทำตาบอดสี ทำหูหนวก ไม่ได้ยินมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอน หรือเรื่องที่เจ้าคณะเขตบางเขตทำท่ารีดไถพระในเขตปกครอง อย่างเขตสายไหม เป็นต้น

แต่ในดงขมิ้นก็ยังมีพระที่งดงามด้วยธรรม อย่างหลวงพ่อปราโมทย์ ที่อยู่แบบไม่เปลืองข้าวสุกญาติโยม เพราะท่านปฏิบัติและสอนญาติโยมและเผยแผ่ธรรมอยู่เนื่องๆ ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดพัก ผู้ใดปรารถนาธรรมให้เย็นใจ ปรารถนากราบพระดี ชักชวนให้มากราบหลวงพ่อปราโมทย์  หรือฟังธรรมของท่านมากๆ แล้วจิตใจจะเบิกบานอย่างแท้จริง