สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตร-ดอกไม้จันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499800

สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตร-ดอกไม้จันทน์

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตรศพไทยพุทธ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระเมตตาให้ พระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าเพื่อรับประทานผ้าไตรจีวรและดอกไม้จันทน์เพื่อนำไปร่วมในการบำเพ็ญกุศลศพชาวไทยพุทธที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจรก่อการร้ายภาคใต้ทำร้ายและฆ่าราษฎรไทยพุทธ ต.ตอหลัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และกำหนดฌาปนกิจวันที่ 22 มิ.ย. 2560

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพระครูสมุห์พิสิทธิ์ อนาลโย เจ้าอาวาสวัดศรีนคร ประธานเครือข่ายอาสาสมัครปกป้องพระพุทธศาสนาจังหวัดยะลา รองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธไทยยะลา กรรมการสมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดชายแดนใต้ มีลิขิตลงวันที่ 18 มิ.ย. 2560 กราบเรียนพระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) เรื่อง ขอนำเรื่องกราบทูลเพื่อขอรับผ้าไตรและดอกไม้จันทน์พระราชทานจากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวชาวไทยพุทธ 3 รายที่เสียชีวิต เพราะโจรก่อการร้ายภาคใต้ทำร้ายและฆ่า ขณะเดินทางไปประกอบสัมมาชีพ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2560 เหตุเกิดบนถนนเส้นบ้านคอน-บ้านโต๊ะดีเต หมู่ 1 ต.ตอหลัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และญาติกำหนดฌาปนกิจวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ณ วัดดอนกลาง ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

ทั้ง 3 รายที่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ ได้แก่ อรรถวุฒิ จันทร์หอม อายุ 19 ปี พีรพัฒน์ แต้วเอียด อายุ 18 ปี และณัฐภพ อินทรทิตย์ อายุ 18 ปี ทั้งหมดอยู่บ้านหมู่ 6 ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ สักการะ มส.

วัชรพงษ์ บุญพระ กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขานุการกรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รายงานว่า วันที่ 20 มิ.ย. 2560 เวลา 14.00 น. ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/ 2560 พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเลขาธิการมหาเถรสมาคม เบิกตัว พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่นำคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมาธิการ เข้าถวายสักการะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมี สมเด็จพระวันรัต รับแทน เนื่องด้วยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาประชุม

ในการนี้ สมเด็จพระวันรัต ให้โอวาท เรื่อง ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ให้คณะกรรมาธิการนำไปปฏิบัติด้วย

เลี้ยงพระเตรียมธรรมทูต

หลายท่านอนุโมทนาข่าวที่ Alisa Chinda แห่ง บริษัท Irawadi Tour  รายงานทาง fb เรื่อง ทำบุญที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชัยันตี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2560 ว่า คณะ Fantastic India Tour และเพื่อน นำโดย คุณหน่อย-จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย และครอบครัว ผู้บริหารทรูโฟร์ยู รวมถึงกลุ่มเพื่อนอักษรศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 37 และคณะญาติธรรม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารตลอดวัน ตั้งแต่เช้า-เพล และปานะ ที่จัดเตรียมอย่างประณีตมาก ทั้งคาว-หวาน แด่คณะสงฆ์ที่เข้าโครงการอบรมเตรียมพระธรรมทูตเชิงลึก อินเดีย-เนปาล และคณะสงฆ์วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี รวม 60 รูป โดยผู้ร่วมงานทั้งหมดราว 50 ราย

โครงการเตรียมพระธรรมทูต เป็นดำริของพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เพื่อให้พร้อมรับหน้าที่เผยแผ่ในอินเดียและในไทย

 

ดั่งพุทธทำนาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499018

x

โดย…อารยชล

ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับพระสุบิน (ความฝัน) 16 ข้อของพระเจ้าปเสนทิโกศล เริ่มเห็นเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้

ก็เมื่อสามสี่วันมานี้โลกโซเชียลร้อนฉ่า ชาวเน็ตออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสังคมไทยที่ก้าวไกลเกินควบคุมเมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งออกมาโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กว่ากำลังตั้งครรภ์และใส่แคปชั่นว่า “ไม่อายใครหรอก ที่ท้องตั้งแต่ยังเด็ก” และยังมีข้อความต่อไปอีก — ประมาณว่ามีปัญญาเลี้ยงลูกได้

มันมาถึงจุดนี้นานแล้วนะสังคมไทย มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น!!

ผมว่าโพสต์ของเธอได้สะท้อนล่อนเปลือกของสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้โจ่งชัดมาก และทำให้ผมอดนึกถึงพระสุบินของพระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองสาวัตถีที่มีพระนามว่าปเสนทิโกศลไม่ได้ พร้อมกับคำอุทานว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมันได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

ก่อนเข้าประเด็นความฝันที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ขอเท้าความที่มาเรื่องความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลคร่าวๆ คือในคืนหนึ่งพระองค์ทรงฝันถึง 16 เรื่อง แล้วความฝันแต่ละเรื่องก็แปลกประหลาดมากจนทำให้พระองค์พลอยตระหนกพระทัย กลัวว่าความฝันนั้นจะนำภัยมาถึงพระองค์

รุ่งเช้าจึงให้เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าและทรงเล่าความฝันให้ฟังแล้วพราหมณ์ปุโรหิตก็กราบทูลว่าพระสุบินทั้งหลายร้ายกาจนัก จักนำภัยอันตรายมาถึงราชสมบัติ โรคภัยร้ายแรงจักเบียดเบียนพระองค์ และอันตรายจักมีแก่พระชนม์ชีพ วิธีแก้ต้องบูชายัญด้วยวัตถุอย่างละ 4 ทุกอย่าง เช่น ม้า 4 ตัว ช้าง 4 เชือก ควาย 4 ตัว สุกร 4 ตัว เป็นต้น จึงจะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี

นี่คือคำแนะนำของพวกพราหมณ์ปุโรหิตที่มุ่งหวังทรัพย์จากการประกอบพิธีบูชายัญ แล้วพระองค์ก็ทรงเชื่อพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้น ทว่าความทราบถึงพระนางมัลลิกาเทวี จึงเข้าไปกราบทูลให้สติว่าผู้ที่จะแก้ไขฝันร้ายได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือพระพุทธเจ้า

ว่าแล้วก็ทูลเชิญนำเสด็จไปเข้าเฝ้าเล่าความฝันให้พระพุทธเจ้าฟังที่วัดเชตวัน และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายฝันทั้ง 16 ข้อนั้นว่าไม่ได้มีอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์ แต่จะมีผลเกิดขึ้นกับโลกในกาลข้างหน้า

หันมาเรื่องเด็กหญิงตั้งท้องนี้ตรงกับพระสุบินข้อที่ 2 ของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ว่า “…ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน”

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ในอนาคต (ก็คือปัจจุบันนี้) สัตว์โลกจักมีราคะ (ความกำหนัด) แรงกล้า กุมารี (เด็กหญิงวัยแรกรุ่น) ซึ่งมีวัยไม่สมบูรณ์ (ยังไม่เป็นสาวเต็มตัว) จักสมสู่กับบุรุษ เป็นหญิงมีระดูแล้วตั้งครรภ์พากันมีลูกก่อนวัยอันควร

ความที่กุมารีเหล่านั้นมีระดูเปรียบเหมือนต้นไม้เล็กๆ มีดอก กุมารีเหล่านั้นจำเริญด้วยบุตรธิดาก็เหมือนต้นไม้เล็กๆ มีผล

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมาถึงจุดนี้แล้วและมีมานานแล้วด้วย นอกจากวุฒิภาวะของแต่ละคนยังไม่สมควรจะตั้งท้องแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาแน่นอน เพราะส่วนใหญ่ยังเรียนหนังสือไม่จบ จะเอาอะไรหาเลี้ยงตัวและเด็กที่กำลังจะเกิดมา

เรื่องใหญ่ขนาดนี้ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รีบแก้ปัญหาด่วน!!

 

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499017

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

โดย…ส.คนจริง

เรื่องวัดในพระพุทธศาสนา เรื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบริหารจัดการผลประโยชน์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ. เรียกเงินทอนจากเงินอุดหนุนโครงการต่างๆ ของวัดสูงถึง 75% จึงมีการเรียกร้องต่างๆ เช่น ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อให้ตรวจสอบเงินวัดได้ ให้ปฏิรูปพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นที่ตั้งศรัทธา ประสาทะของชาวพุทธให้ยั่งยืน

เมื่อดูเรื่องบริหารจัดการผลประโยชน์ ก็จะโยนเข้าเรื่องระบบบัญชีของวัดที่ไม่โปร่งใส โดยอ้างว่าผู้ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายมักจะเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้นจึงเสนอให้วัดจัดทำบัญชี ให้มีการรับรองโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ดังที่บริษัทของเอกชนต่างๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้เจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรียนบัญชี ฟังว่า ทำบัญชีแล้วยังต้องตวจสอบอีก ก็รู้สึกมีทิฐิ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

ความจริงแล้วมีไม่กี่วัดในประเทศไทยที่มีเงิน มีปัจจัยมากถึงกับต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี เพราะวัดแต่ละแห่งมีฐานะทางการเงินไม่เท่าเทียมกัน บางวัดไม่มีปัจจัยพอจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นใครคิดจะทำอะไรกับวัด ต้องคิดหลายๆ ชั้น มิเช่นนั้นวัดจะกลายเป็นวัดร้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีไม่ใช่น้อย

ส่วนเรื่องใหญ่เกินคำบรรยาย คือ เรื่องที่ผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารใน พศ.ไปเรียกเงินทอนจากวัดต่างๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนในด้านต่างๆ จากรัฐ เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามข่าวว่ามีด้วยกัน 33 วัด และที่อยู่ในข่ายทุจริตมี 12 วัด ซึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุเมื่อเช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2560 ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป โดยยืนยันว่ามีข้าราชการระดับสูงขั้น ซี8 ซี9 อยู่ในข่ายทำผิดตามที่เป็นข่าว ซึ่งตำรวจจะให้รายละเอียดได้ดีกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ในการเรียกเงินทอนจากวัดได้มากขนาดนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ใช้อำนาจในการอนุมัติได้ตามอำเภอใจ ขาดการตรวจสอบ ควบคุมและถ่วงดุล โดยเฉพาะในปี 2558 ให้วัดทำเรื่องขอได้โดยตรง และ พศ.ก็มีอำนาจอนุมัติ และจ่ายไปยังวัดโดยตรง แต่หลังปี 2558 มีระเบียบใหม่ ให้วัดทำคำขอผ่าน พศจ. หรือสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัด หลังจากนั้นจึงดีขึ้น

เมื่อถามว่า เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร จะโดนความผิดหรือไม่ (ในกรณีเงินทอน) พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า คนที่ร่วมทำผิดโดยเจตนาและมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องมีความผิด เงินเมื่อเข้าบัญชีวัด เงินนั้นเป็นของวัด และตาม พ.ร.บ.สงฆ์นั้น ฐานะเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงาน ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนตัวเลขความเสียหายนั้น ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ตามที่ตำรวจแถลง คือ 40-60 ล้านบาท

เมื่อถามว่า พศ.จะมีอำนาจตรวจสอบอะไรได้บ้างหรือไม่ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า พศ.มีหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่อำนาจไม่มี เมื่อมีปัญหา พระสงฆ์ที่มีอำนาจก็ให้ความร่วมมือดี

เมื่อถามว่า จะแยกทรัพย์สินวัดและเจ้าอาวาสทำได้ไหม ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ทำได้ เพราะเจ้าอาวาสมีอำนาจหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของวัด เช่น เงินทอนนั้นต้องเข้าบัญชีวัด พร้อมกันนั้นก็บอกว่าจะถอนก็ต้องลงนามร่วม มิใช่ถอนตามอำเภอใจ มิเช่นนั้นจะเกิดความมิชอบขึ้น แต่ส่วนมาก (การถอนเงิน) เป็นอำนาจเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว หรือถ้าตั้งคนมาคุม คนคนนั้นก็อยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส

สิ่งที่ต้องการทำ คือ ทำบัญชีทรัพย์สินของวัดให้ชัดเจน การจะยักเงินไปเป็นของตน หรือไม่ลงบัญชีตามที่ได้รับมาจริง ทำยาก เงินของกลางจะไม่ไปไหน ไม่เป็นของส่วนตัว เพราะบัญชีบอกที่มาที่ไปได้

ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ถ้าเอาทรัพย์สินของวัดเป็นตัวตั้ง จัดระบบทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ให้มีการตรวจสอบควบคุม และการเปิดเผย 3 มาตรการนี้ จะป้องกันการทุจริตได้ ทั้งเงินบริจาค และรายได้ของวัด หรือเงินอุดหนุนวัดที่ได้มา เพราะจะถอนยากขึ้น

สำหรับผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า ถ้าทำได้ย่อมเกิดผลที่ดีในทางปฏิบัติ กล่าวคือให้ พศ.มีหน้าที่ในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว ยิ่งทำหน้าที่ตำรวจพระได้ยิ่งดี โดยขอให้ยกเลิกไปเลย คือ อำนาจอนุมัติเงินอุดหนุนวัด เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามที่เป็นข่าว

ต่อไปวัดหรือองค์การ ที่ต้องการเงินอุดหนุนจากรัฐ ให้จัดทำงบประมาณประจำปี ส่งตรงสำนักงบประมาณไปเลย แบบนี้จะบริหารจัดการและมองเห็นเป้าหมายการทำงานได้ชัดเจนขึ้น

ดังนั้น ถึงเวลาเซตซีโร่ อำนาจให้คุณให้โทษของ พศ.ได้แล้ว

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499016

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เปิดประชุมพระสังฆาธิการฯ จ.อุบลราชธานี วันอังคารที่ 13 มิ.ย. 2560 ได้ให้โอวาทเป็นเชิงตักเตือนให้ระมัดระวังและปกป้องตนเอง มิเช่นนั้นจะลำบาก

การประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตามมติมหาเถรสมาคม ที่ 143/2546 ประจำปี 2560 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องประชุม ศูนย์กลางคณะสงฆ์ภาค 10 ต.หนองเมือง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พระพรหมสิทธิ ได้ให้โอวาทแก่พระสังฆาธิการในการประชุมครั้งนี้ ความว่า

“พระสังฆาธิการมีเกียรติเพราะมีหน้าที่ที่รับผิดชอบ พระสังฆาธิการจึงต้องทำหน้าที่ตามเกียรติที่ได้รับมอบหมาย และต้องพึ่งตัวเองให้มาก ต้องคิดปกป้องตนเอง ถ้าไม่คิดจะปกป้องแล้ว ยังปล่อยให้เขาดูถูกเหยียดหยามอีก ก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นพระสังฆาธิการต้องทำอะไรที่ไม่ผิดพระธรรมวินัย ต้องออกไปช่วยเหลืออะไรชาวบ้าน ถ้าเรื่องที่ช่วยนั้นไม่ผิดพระธรรมวินัย พร้อมกันนั้นก็บอกว่าไม่ต้องสร้างวัดหรูหรา แต่ต้องสร้างวัดให้สะอาด รื่นรมย์ น่าศรัทธา ต่อไปวัดจะอยู่ยาก เพราะคนจะไม่ทำบุญ ไม่บริจาค เพราะใครทำบุญ หรือบริจาค จะถูกตรวจสอบ จนวัดอยู่ไม่ได้”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะรบเร้า รุนแรงมากขึ้น เราต้องปกป้องตนเอง ช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือชาวบ้าน เมื่อก่อนเราอาศัยชาวบ้าน ต่อไปต้องให้ชาวบ้านอาศัยเรา

ท่านยังให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้ ฝ่ายเถรวาทคงที่ และอ่อนกำลังลง แต่ฝ่ายมหายาน ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย

ข้อมูลที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี รายงานว่า จ.อุบลราชธานี (ฝั่งเมือง) มี 13 อำเภอ พระภิกษุจำนวน 1,058 รูปในการประชุมเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.นั้น ได้รับเกียรติจากวิทยากรบรรยายถวายความรู้พระสังฆาธิการ ดังนี้ พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส รองเจ้าคณะภาค10 บรรยาย เรื่อง สาธารณูปการ และงานสาธารณสงเคราะห์ พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสวนพลู รองเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง งานศาสนศึกษา งานศึกษาสงเคราะห์และงานเผยแผ่พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร ป.ธ.6) เลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน ป.ธ.6) กองงานเลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต

วิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี บรรยายพิเศษ

ฆราวาสธรรม

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ท่านคมสรณ์)เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย รับนิมนต์ไปสวดมนต์งานแต่งงานที่ จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. เตรียมหัวข้ออบรมคู่แต่งงาน เรื่อง หลักธรรมครองรัก ครองเรือน 4 ประการ ได้แก่ 1.สัจจะ รักเดียวใจเดียว ไม่เกี่ยวกับกิ๊ก 2.ขันติ อดทน อดกลั้น ร่วมกันฝ่าฟันความลำบาก 3.ทมะ ทิ้งความเป็นเธอ ทิ้งความเป็นฉัน หลอมกันเป็นเรา 4.ปัญญา จงอย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความรักเพียงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องเติมต่อด้วยความเข้าใจ

แต่ไม่ได้อบรม จึงนำมาลง fb วันที่ 16 มิ.ย. อ่านแล้วได้ข้อคิดยิ่งนัก

 

พระฝรั่ง…ที่คนไทยศรัทธา ด้วยปัญญาญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499015

พระฝรั่ง...ที่คนไทยศรัทธา ด้วยปัญญาญาณ

โดย…ราช รามัญ

 พระโพธิญาณเถระ หรือหลวงพ่อชา สุภทฺโท อดีตสมภารวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี นับได้ว่าเป็นพระมหาเถระในฝ่ายมหานิกายที่สามารถต่อหน่อเนื้อแห่งสังฆะได้มีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชๆ ให้ไปแบบอุปัชฌาย์เป็ด คือ เช้าบวชวัด บ่ายบวชอีกวัด แต่ไม่เคยได้ให้การอบรมอะไรต่อผู้ที่เข้ามาบวช

พระฝรั่งจำนวนมากที่มาอยู่ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงพ่อ ต่างต้องผ่านการอบรมจากคณะสงฆ์ของหลวงพ่อชาก่อน เมื่อเห็นว่าสมควรให้บวช ท่านก็จะทวงถามกับคณะสงฆ์ว่าสมควรบวชให้ได้หรือไม่ เมื่อคณะสงฆ์ไม่ปฏิเสธหลวงพ่อก็บวชให้

ใครเคยไปวัดป่านานาชาติจะเห็นพระฝรั่งมากมาย ทั้งพรรษามาก พรรษาน้อย ต่างก็ผ่านการอบรมด้วยดีมาแล้วทั้งสิ้น บางรูปฉันจังหัน (อาหารอาสนะเดียว มื้อเดียวหนเดียว) กับพริกกล้วยและส้มตำ แบบไม่มีสิทธิเลือก ฉันตามมีตามเกิด

สมัยผมอยู่ดงขมิ้น เคยไปอยู่วัดหนองป่าพง ไปเพื่อให้รู้ที่นี่เขาสอนอะไร ก็ได้รับการต้อนรับแบบเสมอภาคกับอาคันตุกะรูปอื่นๆ เป็นผู้มาใหม่แม้พรรษามากกว่าก็ไล่ให้ไปนั่งหลังพระบวชใหม่ แรกๆ ก็คิดค้านว่าไม่นั่งเรียงตามพรรษาเหมือนว่าจะขัดกับพระธรรมวินัย แต่เมื่อทราบถึงกุศลเจตนาแล้วก็สาธุ เพราะต้องการให้หลอมละลายอัตตาของเรานั่นเอง

การอยู่ที่วัดหนองป่าพง ไม่ว่ายุคสมัยใดพระอาคันตุกะอยู่ได้เพียงแค่ 7 วัน แม้จะมีจดหมายแนบจากพระราชาคณะมหาเถระฝากมาก็ตาม ครบวันที่ 7 ผมต้องออกพ้นนอกวัดไปจำวัดอื่น 1 คืน จึงกลับเข้ามาใหม่ได้ ราวกับออกไปต่อวีซ่าฉันนั้นแล

หมู่คณะของวัดหนองป่าพง บอกได้คำเดียวว่าเป็นสถานที่ฝึกจิตฝึกใจและฝึกตนที่ดีของพระสงฆ์ในสายกรรมฐานเป็นอย่างมาก การส่งเสียงคุยกันนั้นเกือบจะไม่มีให้ได้ยิน ยามบ่ายใครเผลอจำวัดไม่ภาวนาจะเป็นเป้าหมายที่ต้องพิจารณาตัวเอง

วันหนึ่งพระฝรั่งที่นามว่า ชยสาโร มาที่วัดหนองป่าพง ผมได้พบท่านและได้สนทนาธรรมกัน บอกเลยชื่นชอบเพราะท่านเป็นพระที่ไม่มีทิฐิมานะถือตัวแต่ประการใด

นามเดิมของท่าน ฌอน ชิเวอร์ตัน เป็นชาวอังกฤษ เมื่อบวชพระแล้วได้รับฉายาจากพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ว่า ชยสาโร ท่านอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์มากว่า 33 ปีแล้ว ปัจจุบันพำนักอยู่ที่สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

 ชีวิตท่านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยตรง เพราะเมื่อคราวหนึ่งบิดาของท่านต้องการให้สอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อของประเทศอังกฤษ แต่ท่านไม่ปรารถนาสิ่งนั้น กลับเฝ้าคิดเสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม เกิดแล้วอะไรมันคือสิ่งที่สูงสุดของการที่ได้มาเป็นมนุษย์ ท่านก็หาหนังสือหลายเล่มมาอ่าน จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงเริ่มเข้าใจว่า สัจธรรมคือความจริง

จึงออกจากบ้านร่อนเร่ไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ทั้งในอิหร่าน ซึ่งลำบากมาก หรือแม้แต่ไปฝึกตนเป็นฤๅษีที่อินเดียท่านก็เคยไปมาแล้ว ท่านใช้เวลาค้นหาสิ่งที่เรียกว่า สัจธรรม ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกระทั่งเมื่อครบ 2 ปีผ่านไป ท่านได้กลับประเทศอังกฤษและได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สุเมโธ พระฝรั่งลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา เมื่อปี 2521 จึงศึกษาธรรมและถือศีล 10 กับพระอาจารย์สุเมโธ จากนั้นจึงเดินทางมาที่ประเทศไทย

แม้ฝึกกับพระอาจารย์สุเมโธแล้ว แต่หลวงพ่อชาท่านก็ไม่บวชให้ ท่านให้มาเรียนรู้เพิ่มเติมอีก และเมื่อท่านถามว่าอยากบวชไหม ถ้าตอบว่า อยากบวช หลวงพ่อจะไม่บวชให้ แต่ถ้าตอบว่า แล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควร หลวงพ่อชาท่านก็จะบวชให้ แล้วในปี 2523 หลวงพ่อชาท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ในการบวชเอง

แม้บวชแล้วท่านก็ฝึกภาษาไทย ทั้งพูด ทั้งอ่าน ทั้งเขียน แถมเขียนหนังสือสวยมาก ต้องบอกว่า เวลาฟังท่านบรรยายธรรมแล้ว ผมมักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างขึ้นมา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ท่านบรรยายนั้นไม่ได้มีศัพท์แสงหรือคำบาลีในพระไตรปิฎกอะไรทั้งสิ้น แต่ฟังแล้วมันจับใจ มันกินลึกไปถึงจิตวิญญาณอย่างมาก อาจจะเป็นไปได้ว่าเพราะท่านใช้หัวใจพูด ไม่ได้ใช้ตำราพูด

หัวใจที่ผ่านการปฏิบัติธรรมมาอย่างเนิ่นนาน หัวใจที่ได้รับการอบรมมามาก บางครั้งคราวดูเหมือนจะอ่านใจผู้คนทั้งหลายออกด้วยซ้ำไป ผมเคยถามท่านแบบตรงๆ ซึ่งหน้าว่า

“ท่านเคยเห็นเทวดาไหม”

ท่านมองแล้วเอามือชี้ไปที่ญาติโยมที่อยู่ในศาลา พร้อมกับพูดขึ้นว่า

“นี่ไงๆ เทวดาทั้งนั้น…เห็นบ่อยเลยเทวดาแบบนี้”

นี่คือ ปัญญาแห่งธรรม ปัญญาที่ผมชื่นชอบและหลงใหลยิ่งนักเวลาที่ท่านบรรยายธรรม   นอกจากนี้ท่านยังทำโครงการมากมายเพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยและคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันท่านเป็นที่ปรึกษาให้โรงเรียนปัญญาประทีป เป็นโรงเรียนวิถีพุทธแบบโรงเรียนประจำ อยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองยุคใหม่ปรารถนาจะให้ลูกเข้ามาเล่าเรียนศึกษามากที่สุด แต่ทว่ารับจำนวนจำกัด เพราะที่นี่นอกจากสอนในเชิงวิชาการอย่างดีแล้ว ยังสอนในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรมด้วย

ใครที่มีโอกาสเดินทางไป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไปกราบท่านได้ที่สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี แล้วจะรู้สึกปีติในหัวใจในเวลาที่ได้กราบพระสงฆ์แท้ๆ ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499014

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรกชม พระหลวงปู่ศุข พิมพ์สี่เหลี่ยมประภามณฑลข้างรัศมี เนื้อชินตะกั่ว หลังจารอักขระตัวพุทธล้อมโลก พุทธคุณครอบจักรวาล พระองค์นี้สวย ดูง่าย ผิวปรอทขึ้นทั่วทั้งองค์ ค่านิยมแสนกลางเป็นของแฟนทางบ้าน

องค์ที่สอง พระรอดละโว้ เนื้อโลหะพิมพ์ต้อ วัดกำแพง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี พ.ศ. 2482 เป็นพระที่จัดสร้างเพื่อหารายได้มาสร้างซ่อมแซมวัดกำแพง โดยพระมหาพงษ์ ได้อาราธนาเจ้าคุณศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ มาเป็นประธาน ในการสร้างพระเครื่องชุดนี้ สำหรับพระรอดละโว้ มีเนื้อโลหะและเนื้อผง พระคณาจารย์ที่มาปลุกเสก อาทิ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และเจ้าคุณศรี วัดสุทัศน์ เป็นต้น ถือว่าเป็นของดี ราคาถูก

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก พิมพ์ดอกบัวข้าง พ.ศ. 2520

องค์ที่สาม เหรียญหลวงปู่ดู่ วัดสะแก พิมพ์ดอกบัวข้าง พ.ศ. 2520 เหรียญรุ่นนี้สร้างจำนวน 1 หมื่นเหรียญ โดยหลวงปู่ดู่ ท่านเมตตาจารให้ทุกเหรียญ เหรียญละ 4 รอยจาร อยู่เหนือเข่า 2 รอยจาร และใต้ฐานอีก 2 รอยจาร เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกเหรียญหนึ่งของหลวงปู่ดู่ครับ

องค์ที่สี่ พระปิดตาพิมพ์สังฆาฏิ เนื้อตะกั่วพิมพ์เล็ก หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ระยะแรกท่านสร้างโดยขึ้นหุ่นเทียนทีละองค์ ภายหลังลูกศิษย์มาขอท่านมากขึ้น ท่านจึงสร้างจำนวนมากโดยใช้ตะกั่วถ้ำชามาสร้างพระปิดตา โดยนำตะกั่วถ้ำชามารีดเป็นแผ่น มาจารยันต์และลบพร้อมบริกรรมคาถา จนยันต์หายไปและลงยันต์ซ้ำๆ จนได้แผ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ มาหลอมเป็นพระปิดตาออกมา และนำมาปลุกเสกอีกครั้ง นอกจากพิมพ์สังฆาฏิแล้ว ยังมีพิมพ์ข้าวตอกแตก พิมพ์นะหัวเข่า พิมพ์ยันต์ยุ่งเนื้อตะกั่ว พิมพ์สังฆาฏินี้แบ่งเป็นพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก พระเนื้อตะกั่วองค์นี้มีคราบปรอทด้วย ทำให้ดูง่าย ผิวจะมีความเก่าเป็นธรรมชาติ บ่งบอกอายุการสร้างค่านิยมหลักแสน

เหรียญหลวงพ่อนุ้ย วัดม่วง(อัมพาราม) รุ่นแรกปี 2479

องค์ที่ห้า เหรียญหลวงพ่อนุ้ย วัดม่วง (อัมพาราม) รุ่นแรกปี 2479 บล็อกหน้าต่าง พิมพ์นิยม สวย ดูง่าย ห่วงเชื่อมเดิม เนื้ออัลปากาในท้องถิ่นเรียกว่าเนื้อช้อนส้่อม เหรียญหลวงพ่อนุ้ยเป็นหนึ่งในสุดยอดเหรียญเมืองสุราษฎร์ธานี มีประสบการณ์เรื่องคงกระพัน ค่านิยมหลักแสน

สุดท้ายพระระฆังหลังค้อน เนื้อทองเหลือง สร้างโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) เป็นพระหล่อแบบโบราณ โดยมีพระอาจารย์ภา วัดระฆัง เป็นผู้ดำเนินงาน เพื่อแจกแก่ผู้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมพระอุโบสถวัดระฆังหลังเก่า ขนาดพระกว้าง 1.5 ซม. สูง 2.0 ซม. เนื้อทองผสมนี้ มีชนวนรูปหล่อพระพุทธชินราช (จำลอง) วัดเบญจมบพิตรด้วย หล่อเป็นเส้นยาว โดยนำพิมพ์พระเข้าหุ่นดินแล้ววางบนรางโลหะ เสร็จแล้วทุบหุ่นดินออก และเคาะพระออกจากรางโลหะโดยใช้ค้อน จึงเป็นที่มาของคำว่า หลังค้อน และใช้สิ่วตัดพระด้านบนและด้านล่าง ออกเป็นองค์ๆ ขอบข้างองค์พระทั้งสองด้าน ส่วนใหญ่จะไม่มีร่องรอยการตกแต่งด้วยตะไบ แต่ก็มีบ้างที่มีการตกแต่งด้วยตะไบ เพื่อความเรียบร้อยองค์เจียหลังเหลี่ยมแบบเพชรเป็นของคุณกำพล รามอินทรา

จากกันด้วยข้อคิด “ปล่อยวางได้ในทางปฏิบัติ คือ การพอใจในสิ่งที่เรามี และนำมาซึ่งความสุข”

 

ทำบัญชีวัด แบบมืออาชีพได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498248

ทำบัญชีวัด แบบมืออาชีพได้แล้ว

โดย…ส.คนจริง

 

ประเด็นการดูแลทรัพย์สินของวัด ถูกหยิบยกมาพูดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเกิดกรณีสามเณรปลื้มถูกคนร้ายสังหารแล้วถูกโบกปูนปิดไว้ในวัดวังตะวันตก สาเหตุมาจากเรื่องบริหารจัดการทรัพย์สินในวัดไม่โปร่งใส

กระแสเรื่องเงินวัดเกิดเป็นระยะๆ ในขณะที่คณะสงฆ์และรัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจ ดังเช่นเมื่อ พ.ศ. 2511 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) มีเนื้อหาและหลักการครอบคลุมทุกเรื่องทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และเรื่องเงินทองในวัด ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติกันหรือไม่ เพราะไม่ใช่ข้อบังคับ เช่นเดียวกับไวยาวัจกร ตั้งมาแล้ว แต่เจ้าอาวาสไม่มอบงานให้ดูแล ก็ไร้ความหมาย ซึ่งมีอยู่หลายวัด

เมื่อกระแสเรื่องนี้แรง หลายฝ่ายก็ติดตามการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 8 มิ.ย. 2560 ว่า มส.จะมีมติเรื่องจัดการทรัพย์สินวัดว่าอย่างไร ฟังที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บอกก็ผิดหวัง เพราะไม่มีเรื่องนี้ในวาระการประชุม หากแต่ให้ข้อมูลว่า วัดทั่วประเทศกว่า 4 หมื่นแห่ง ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้สำนักพุทธฯ ประมาณ 3.9 หมื่นวัด หรือคิดเป็น 80% ซึ่งเจ้าอาวาสต้องแสดงบัญชีการเงิน (ของวัดปีละ 1 ครั้ง ตามมติ มส. ปี 2558)

ส่วนการจะเข้าไปตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของวัดนั้น มติ มส.ไม่ได้ให้อำนาจหน้าที่กับสำนักพุทธฯ ไว้ จึงไม่มีสิทธิล่วงรู้ถึงผลประโยชน์ของวัด ถ้าหากจะให้ตรวจสอบทรัพย์สินของวัดได้ มส.ต้องมีมติให้อำนาจสำนักพุทธฯ หรือมิเช่นนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ออกหลักเกณฑ์ให้อำนาจที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอแจ้งข้อมูลว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เรื่องการบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย เสนอต่อสำนักวิจัยสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ดำเนินการโดย ผศ.ดร.ณดา จันทร์สมคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อเดือน พ.ค. 2555 เป็นรายงานที่อ่านแล้วตาสว่าง

โดยสรุปผลการศึกษานั้น ให้สำนักพุทธฯ เสนอแนะการบริหารจัดการการเงินของวัดให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ในฐานะที่วัดเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยเสนอมา 4 ข้อ เพราะในภาพรวมแล้ววัดทั่วประเทศมีเงินหมุนเวียนในรูปของรายได้แและรายจ่ายประมาณ 1-1.2 แสนล้านบาท/ปี (ข้อมูล พ.ศ. 2555) ในขณะที่การจัดทำบัญชีและตรวจสอบยังไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่สำนักพุทธฯ ต้องเสนอให้วัดจัดทำบัญชีแบบมืออาชีพ จะได้โปร่งใสเสียที

 

ลุ้นให้เดินหน้าธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน(ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498247

ลุ้นให้เดินหน้าธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน(ต่อ)

โดย…สมาน สุดโต

จากการที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 21 พ.ค.-4 มิ.ย. 2560 ได้รับความสำเร็จเกินคาดหมายนั้น ทำให้ผู้นำทั้งภาครัฐและพระสงฆ์เรียกร้องให้เดินหน้าต่อ ในขณะที่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันที่เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการโครงการนี้ เผยว่า อาจจัดปีเว้นปี แต่จะเปลี่ยนเส้นทางไปตามเมืองหลวงเก่า เช่น เว้ ในเวียดนาม เป็นต้น

ให้เดินหน้าต่อไป

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวในวันปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการดีๆ อย่างนี้ ขอให้เดินหน้าต่อไป

พระธรรมวรนายก อายุ 83 ปี เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ที่เดินทางร่วมคณะธรรมยาตรา ตลอดเวลา 14 วัน กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ได้เห็นศาสนธรรม พิธีกรรม ของชาวพุทธ ที่เรารับจากบรรพบุรุษและบูรพาจารย์ในอดีต ทั้งในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาเวียดนาม และเมียนมา พบว่าอยู่ในแนวทางเดียวกัน ต่างกันแต่สำเนียงเสียงสวดเท่านั้น แต่เมื่อล่ามถ่ายทอดออกมาก็มีความหมายเดียวกัน คือ เชื่อมั่นในหลักธรรม ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว เหมือนปลูกพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

ส่วนมูลนิธิวีระภุชงค์และสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ทำโครงการนี้ ก็มีองค์ประกอบสำคัญ คือ รัก เชื่อ ชอบ และช่วย จึงรวมพลังแบบร่วมด้วยช่วยกันให้พระพุทธศาสนาเจริญจากรุ่นสู่รุ่น วันนี้แม้จะเป็นวันปิดโครงการ แต่น่าจะเป็นวันเริ่มต้นขยายผลสู่ชุมชนรุ่นต่อไปมากกว่า

พระอาจารย์นาคะทีปะ เจ้าอาวาสวัดไจทีเซา สหภาพเมียนมา กล่าวขอบคุณที่ให้ร่วมงานสำคัญนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ประกาศว่าเราชาวพุทธมีพ่อคนเดียวกัน และขอให้ส่งต่อพุทธธรรม คำสอนต่อไปเรื่อยๆ

ให้เชิญศรีลังการ่วม

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) สภานายกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวสัมโมทนียกถาว่า โครงการนี้ที่ทำขึ้น ถูกต้องแล้ว ชอบแล้ว ขอให้ทำต่อไป แต่ขอให้เชิญศรีลังกาเข้าร่วมด้วย จะได้เป็นชาวพุทธ 6 ประเทศเป็นกลุ่มเป็นก้อน และขอชื่นชมโครงการนี้ที่จะเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ทำต่อไป และแสดงให้เห็นความเข้มแข็งของชาวพุทธ ถ้าหากมีอะไรข้างหน้าต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาของเรา

พระอาจารย์ บุญปอน ศรศักดิ์สิทธิ์ แห่ง สปป.ลาว กล่าวว่า ชื่นชมชาวพุทธทุกประเทศที่ต้อนรับดีมาก

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) กับผู้แทนคณะสงฆ์จาก 5 ประเทศร่วมพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา ที่วัดสุวรรณภูมิ

จะไปเผยแผ่ต่อใน สปป.ลาว

ในขณะที่พระอาจารย์สีสุก เฉลิมกุล อายุ 34 ปี จากวัดศาลาแดง นครหลวงเวียงจันทน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตลอดเวลา 14 วัน ที่ร่วมธรรมยาตรา ทัศนคติเปลี่ยนไป จากที่เคยคิดว่าไทยและลาวเท่านั้นที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เมื่อเห็นประเทศอื่นๆ ได้พบว่าความเป็นอารยะแนวพุทธนั้นไม่มีขีดจำกัด ไม่สามารถวัดด้วยจำนวนวัดและนิกาย ทุกคนนับถือศาสนาเดียวกัน ปฏิบัติเหมือนกัน จึงได้ข้อคิดว่า บาปและบุญไม่มีประเทศ ไม่มีพรมแดน ดังนั้น เมื่อกลับ สปป.ลาว จะนำประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ไปเผยแพร่ตามสื่อที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการทั้ง ทีวีลาวสตาร์ และวิทยุ

พระอาจารย์บุญเฮง จาก กัมพูชา กล่าวว่า ในกัมพูชาเคยจัดโครงการธรรมยาตรา 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดเพื่อให้ประเทศกัมพูชามีความสงบสุข และหนที่ 2 เพื่อเผยแผ่และเรียกร้องให้ประชาชนมีความสามัคคี

สำหรับธรรมยาตรา 5 แผ่นดินที่ใช้เวลา 14 วันเดินทาง 5 ประเทศนั้น พิสูจน์ว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นยิ่งใหญ่ เช่น สอนให้มีสติ ปัญญา สมาธิ และศรัทธา พร้อมกันนั้นได้สรรเสริญสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ว่า เป็นผู้เสียสละ ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ช่วงที่เดินธรรมยาตราได้เห็นมูลนิธิวีระภุชงค์ ทุ่มเทช่วยเหลือทุกอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

ให้ 95 คะแนน

พระเมธีวรญาณ (สายเพชร ป.ธ.9, Ph.D.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่ร่วมโครงการธรรมยาตรา ตลอด 14 วัน บอกว่า ประะทับใจที่เห็นชาวพุทธนานาประเทศมีศรัทธา มีความสามัคคี และถ้าจะให้คะแนนโครงการนี้ จะให้ถึง 95 จากคะแนนเต็ม 100 เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่มีอะไรบกพร่อง นอกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่

เกษม มูลจันทร์ กรรมการและผู้ประสานงานโครงการ กล่าวว่า เคยมีความกังวลช่วงสำรวจเส้นทางในประเทศต่างๆ ว่าจะได้รับความสะดวกและความร่วมมือแค่ไหน แต่เมื่อถึงวันเคลื่อนขบวนปรากฏว่าได้การต้อนรับและการอำนวยความสะดวกจาก 5 ประเทศ เกินความคาดหมายจริงๆ นับว่าเป็นการจารึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอีกหน้าหนึ่ง

ด้านสื่อมวลชนทั้งทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ จาก 5 ประเทศที่ติดตามทำข่าวตลอดโครงการ นอกจากเสนอข่าวสารให้ประชาชนในแต่ละประเทศได้เสพข่าวมงคลนี้แล้ว แต่ละคนประทับใจที่เห็นชาวพุทธทุกประเทศมีศรัทธาเหนียวแน่น ทำให้มั่นใจว่าศาสนาพุทธยังอยู่คู่กับสุวรรรณภูมิ และชาวโลกตลอดนิรันดร์กาล

วินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ มอบพระพุทธเมตตา แด่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรประธานในพิธีปิดโครงการ ที่วัดสุวรรณภูมิ

สื่อมวลชนเห็นความอัศจรรย์

ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวล ผู้สื่อข่าวพิเศษหนังสือพิมพ์รายวันของไทยฉบับหนึ่งที่เดินทางตลอดเส้นทาง 14 วัน บอกว่า ในตัวเขาเองนั้นไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ทริปนี้ทำให้เขาเห็นความอัศจรรย์หลายอย่าง เช่น ฝนที่ตกหนักตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อคณะธรรมยาตราไปถึงฝนก็หยุดตก ในขณะที่สื่อมวลชนประเทศต่างๆ ที่ร่วมคณะ ก็พูดกันว่า ไม่เคยเห็นโครงการแบบนี้ที่ดึงดูดความสนใจประชาชนชาวพุทธมาก เช่น ชาวพุทธในเวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา ตื่นตัวมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นยิ่ง

นักรบของพุทธเจ้า

ตวงศักดิ์ บอกว่า เส้นทางที่ยาวไกลนั้นจะเรียกว่าโหดก็ได้ แต่เมื่อนึกว่าเราคือนักรบของพระพุทธเจ้า ก็เกิดปีติ ช่วยให้ทำงานได้ตลอดเส้นทางของโครงการ 14 วัน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ตวงศักดิ์ กล่าวย้ำ เมื่อเห็นชาวพุทธทุกประเทศมีศรัทธาเหนียวแน่นว่า ทำให้มั่นใจว่าศาสนาพุทธต้องอยู่คู่สุวรรณภูมิ และชาวโลกตลอดนิรันดร์กาลอย่างไม่ต้องสงสัย

พิธีจบหลังจากปลูกต้นโพธิ์

การปิดโครงการในวันที่ 4 มิ.ย. 2560 เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส พระธรรมปัญญาบดี สภานายก มจร ประธานฝ่ายสงฆ์ ประชาชนและพระสงฆ์ร่วมกันห่มผ้าจีวรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และปลูกต้นหน่อพระศรีมหาโพธิ์ ที่นำมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย ณ วัดสุวรรณภูมิ โดยมี วินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์หลักของโครงการร่วมงานตลอด

 

วัดคลองเตยใน ฉลองเปรียญยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498246

วัดคลองเตยใน ฉลองเปรียญยิ่งใหญ่

โดย…สมาน สุดโต

วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย ประกาศความสำเร็จที่นักเรียนบาลีสำนักเรียนวัดคลองเตยใน ทำสถิติใหม่ที่สามารถสอบได้รวมกันถึง 12 รูป ตั้งประโยค 1-2 ถึงเปรียญ 7 ประโยค ทางสำนักเรียนจึงจัดขบวนแห่ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อประกาศความสำเร็จให้ญาติโยมได้อนุโมทนา ตั้งแต่ปากทางเข้าวัด เริ่มที่ตึกล็อกซเล่ย์ ถนน ณ ระนอง ถึงวัดคลองเตยใน เมื่อเวลา 17.30 น.หลังจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานสัญญาบัตรพัดยศให้พระภิกษุสามเณรที่สอบได้ประจำปี 2560 ที่วัดพิชยญาติการาม วันที่ 5 มิ.ย. 2560

ในการนี้สำนักเรียนวัดคลองเตยใน นิมนต์พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม และรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มาเป็นประธานในการมอบทุนการศึกษาแก่ผู้สอบได้ และถวายรางวัลแก่ครูอาจารย์

พระวิสุทธิวงศาจารย์ ในฐานะประธานในพิธี ได้กล่าวอนุโมทนาชื่นชมในความสำเร็จของสำนักเรียนวัดคลองเตยใน รวมทั้งสรรเสริญ พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน และครูอาจารย์ที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จในครั้งนี้ และอนุโมทนาญาติโยม อุบาสกอุบาสิกา ที่เสียสละอุปถัมภ์ค้ำจุนด้านปัจจัยสี่และภัตตาหาร มิเช่นนั้นนักเรียนนักศึกษาก็อยู่ไม่ได้

พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เปรียญธรรม 9 ประโยค อาจารย์ใหญ่สำนักเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย วัดสามพระยา เล่าว่า การเรียนบาลีเป็นการรักษาพระพุทธพจน์ ตราบใดที่ยังมีการเรียนการศึกษาภาษาบาลี พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงอยู่เมื่อนั้น ผู้เรียนบาลีจัดว่าเป็นศาสนทายาท รับมรดกตกทอดจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะการศึกษาภาษาบาลี คือ การศึกษาพระพุทธพจน์นั่นเอง

พร้อมทั้งเล่าเคล็ดลับความสำเร็จในการเรียนว่าต้องรู้จักท่อง และทบทวนแบบ (ไวยากรณ์) มิเช่นนั้นอาจลืมเลือนได้ อย่าคิดว่าสอบได้แล้วก็ไม่สนใจ เพราะแบบหรือไวยากรณ์เป็นหลักภาษาให้เข้าใจอักขรสมัยได้ดี เมื่อจำได้ เข้าใจดี ก็เรียนได้ สอบได้ แล้วนำหลักธรรมไปเผยแผ่ให้พุทธบริษัทเข้าใจต่อไป ซึ่งจะเป็นมหากุศลออย่างยิ่ง

พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน กล่าวว่า วัดคลองเตยใน ตั้งสำนักเรียนมา 8-9 ปี ผลการเรียนการสอนปีนี้จัดว่าประสบความสำเร็จสูง เมื่อพระภิกษุสามเณรสอบได้หลายรูป หลายประโยค กล่าวคือ ประโยค 1-2 จำนวน 3 รูป ประโยค 3 จำนวน 5 รูป ประโยค 4 จำนวน 3 รูป ประโยค 7 จำนวน 1 รูป อันเป็นสถิติใหม่ของวัด และสำนักเรียน

ในการนี้สำนักเรียนได้มอบทุนการศึกษาให้ผู้สอบได้ทุกรูป รวมทั้งถวายผ้าไตรจีวรและปัจจัยแก่อาจารย์ผู้สอน เพื่อเป็นกำลังใจต่อไปด้วย

วัดคลองเตยใน ตั้งอยู่ที่ 472 ถนน ณ ระนอง แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 ติดต่อวัดคลองเตยใน โทร.02-249-3364 วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านทำการฌาปนกิจสุนัข-แมวที่ตายแล้ว ส่วนเจ้าอาวาสพระราชสิทธิสุนทรนั้นมีชื่อเสียงในการรักษาวัฒนธรรมการจัดไม้ดัด ในรูปแบบต่างๆ ที่โบราณเคยทำแบบไหนไว้ ท่านก็ทำและรักษาไว้แบบนั้น

นอกจากนั้น ท่านยังเก็บรักษาตาลปัตรพัดรองในยุคสมัยต่างๆ รวมทั้งนาฬิกาแขวนโบราณไว้ด้วยเช่นกัน สรุปว่าอยากดูของหายาก ต้องมาที่วัดคลองเตยใน ครับ

วันเสฐียร พันธรังษี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดงานวันศาสตราจารย์เสฐียร พันธรังษี ครั้งที่ 13 วันที่ 3 มิ.ย. 2560 ที่ มจร วัดมหาธาตุ โดยนิมนต์ พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ และสภานายก มจร มาเป็นประธาน และกล่าวสัมโมทนียกถา และ ดร.ชาย โพธิสิตา เล่าเบื้องหลังงานประพันธ์ของท่านอาจารย์เสฐียร พันธรังษี เรื่อง “ละครในศาสนา” หนังสือศาสนาเปรียบเทียบอ่านสนุก

 

ฝึกจิตดูจิต แบบหลวงปู่ดูลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498245

ฝึกจิตดูจิต แบบหลวงปู่ดูลย์

โดย…ราช รามัญ

ในสังคมที่รีบเร่งวุ่นวายมีหลายสิ่งอย่างรุมเร้า ผู้คนในยุคปัจจุบันจึงค่อนข้างจะเร่งรีบ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งกลับเข้านอน ก็ต้องรีบเพื่อจะได้ทำงานให้ทันในวันต่อไป

การบีบคันเร่งรีบแบบนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น ในหลักของวิทยาศาสตร์ทางสมอง เมื่อเคมีต่างๆ ที่สัมพันธ์กัน ทำงานอย่างต่อเนื่องหลายสิ่งอย่างในเวลาอันจำกัด นั่นหมายความว่า สมองทำงานหนักมาก ในทางเดียวกัน ถ้าทำงานในสิ่งเดียว โฟกัสเพียงอย่างเดียวสมองมนุษย์จะทำงานน้อยลง และไม่ต่างจากคนที่นั่งสมาธิ

ดังนั้น การที่มนุษย์ทำอะไรรีบๆ เพราะต้องให้จบงาน เพราะมีงานหลายอย่างที่จะต้องทำ การเร่งรีบแบบนี้เอง ภาวะอารมณ์ภายในที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของเคมีบางอย่างในสมองเราจึงเข้มข้น จนกระทั่งอาจจะเกิดค่าแปรผันและเกิดภาวะอารมณ์ถึงกับทำให้แสดงออกมาทางพฤติกรรม

คนรุ่นใหม่หลายคน อารมณ์จึงค่อนข้างรุนแรง บางครั้งอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนกระทั่งยากต่อการควบคุม วิธีแก้ไข ต้องอาศัยหลักธรรม เมื่อภาวะอารมณ์ถูกเบรกโดยภาวะธรรม ย่อมจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

คำว่า ภาวะธรรม ในที่นี้ที่นิยมกันเป็นส่วนมากนั้น คือ การฝึกจิต ไม่ว่าจะฝึกจิตในรูปแบบใด สำนักไหน วัดใดก็ตาม ก็สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ที่ขุ่นมัวได้ทั้งนั้น

การฝึกจิต ทำให้จิตจดจ่อเพียงสิ่งเดียว เช่น การตามดูลมหายใจเข้าและออก (อานาปานสติ) การตามดูลมหายใจ โดยที่ไม่มีความคิดใดๆ ปะปน ย่อมจะทำให้โปร่งเบาสบาย ที่สำคัญสามารถคลายเครียดได้ เมื่อคลายเครียดได้แล้ว อารมณ์ต่างๆ ก็จะเบาลงไปโดยปริยาย

แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำเอามาลดภาวะอารมณ์ได้ และทำให้เกิดภาวะธรรมได้ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การนั่งพิจารณา คำว่า พิจารณา ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่การคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่อาศัยการคิดนั่นแหละเป็นตัวตั้ง ที่สำคัญวิธีแบบนี้ ทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้

เมื่อเริ่มรู้สึกว่า เริ่มจะหงุดหงิดมากขึ้น อารมณ์ร้อนมากขึ้น เร่งรีบมากขึ้น วิธีการฝึก คือ นั่งสบายๆ บนเก้าอี้แบบไหนก็ได้ ทอดสายตาให้ไกลออกไป ถ้าเบื้องหน้ามีวิวธรรมชาติยิ่งจะเป็นการดี มองออกไปให้สุดลูกหูลูกตา ขณะที่มองนั้นจิตต้องไม่คิดอะไรเลยที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะอารมณ์ที่รุนแรงฉุนเฉียว เหมือนๆ กับการนั่งทอดอารมณ์แบบนั้นแหละ

มองไปเรื่อยๆ เมื่อความคิดอะไรที่แทรกเข้ามา…ก็นำเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มีไปถามตัวเองว่า คิดทำไม ควรคิดหรือไม่ ถ้าได้คำตอบว่า ไม่ควรคิด ก็เลือกไม่ต้องคิดต่อไป แล้วก็นั่งทอดอารมณ์ต่อไป การนั่งทอดอารมณ์แบบนี้ พุทธศาสนานิกายเซนเป็นที่นิยมนัก โดยเฉพาะในยุโรป เพราะภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่กับปัจจุบันค่อนข้างง่ายและเป็นภาวะปัจจุบันที่ลืมตาด้วย สำหรับคนที่นั่งฝึกจิตแบบหลับตา ถ้ามีฐานที่แข็งมากพอแล้วมาฝึกจิตแบบนี้จะง่าย

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ลูกศิษย์ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้ที่เป็นพระเถระคณาจารย์ทางด้านสายการปฏิบัติอีกรูปหนึ่ง ท่านเน้นสอนในเรื่องของปัญญา ท่านเคยพูดถึงวิธีการฝึกจิตเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการเฝ้ารับรู้ดูจิต

หลวงปู่ ท่านเคยปรารภว่า… นั่งกรรมฐานนี่ต้องระวังอย่าไปเผลอนั่งเล่นกับจิต เพราะการไปนั่งเล่นกับจิตนั้นมันทำให้เราเพลิน แล้วที่สุดก็ไม่ได้อะไรสิ่งที่เรามองเห็นในนิมิตต่างๆ ของการทำกรรมฐานนั้น เรามองเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นมันไม่จริง มันเป็นเพียงอาการของจิตเท่านั้น

จากนั้นหลวงปู่ท่านเคยแนะนำว่า ถ้าเรานั่งลืมตาเฉยๆ เพื่อดูจิตดูใจ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่งใดๆ ก็สามารถทำให้เรามีจิตที่เป็นสมาธิได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าระวังความคิด แต่นั่งดูความคิด ว่าความคิดมันคิดอะไร คิดฟุ้งซ่าน คิดหงุดหงิด หรือเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย

ใครก็ตามที่มีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ มีภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย หรือทำอะไรรีบร้อนอยู่เสมอ จนเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายทางใจ ไม่ค่อยสบายทางกาย ลองนำเอาวิธีนี้ไปฝึก เป็นการฝึกจิตที่ตรง ลัด และสั้นที่สุด ไม่ต้องสงสัยว่ามีสอนในพระไตรปิฎกหรือเปล่า แค่เพียงคุณฝึกตาม แล้วก็กลับมาถามใจของคุณเองว่า ใจคุณโล่งหรือเปล่า ลดความเครียดน้อยลงหรือเปล่า เลิกภาวะอารมณ์ต่างๆ ลงได้หรือไม่

ถ้าลดลง ไม่เครียด นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถฝึกเพื่อนำเอาไปใช้กับชีวิตจริงได้ โดยไม่ต้องสงสัย

ธรรมะเป็นเรื่องของใจ ไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรม ไม่ใช่เรื่องข้างนอก ไม่ใช่เรื่องการรู้ปริยัติ ไม่ใช่เรื่องของการฝึกอยู่ในรูปแบบ แต่เป็นเรื่องของใจล้วนๆ เท่านั้น