‘พระกริ่งดำรงราชานุภาพ’ ว่าที่ ร.ต.ธนกร สถานานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498244

‘พระกริ่งดำรงราชานุภาพ’ ว่าที่ ร.ต.ธนกร สถานานนท์

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน ความยิ่งใหญ่ คือ ความไม่ยั่งยืน ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือ ชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น” คำสอนเตือนสติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

ว่าที่ร้อยตรี ธนกร สถานานนท์ หรือ “เดอะหน่อง” ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ผ่านการทำงานมานานกว่า 30 ปี ตลอดชีวิตราชการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนบนรากฐานความเข้าใจเอื้ออารีในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ตลอดชีวิตการรับราชการผ่านงานสำคัญสารพัด เริ่มรับราชการครั้งแรก เป็นอาจารย์สอนหนังสือ จ.ร้อยเอ็ด สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่นานโอนมาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตำแหน่งสืบสวนสอบสวน จากนั้นเป็นนิติกร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อมาโอนเข้าสังกัดนักวิชาการแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ก่อนจะโยกเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินฯ ในปัจจุบัน

พระเครื่องที่ห้อยคอติดตัวประจำ “เดอะหน่อง” องค์แรก พระกริ่งดำรงราชานุภาพ สร้างโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นของรักของศรัทธามาก องค์ถัดมา สมเด็จหลวงวิจารณ์ หลวงพ่อโสธร เนื้อทองคำ วัดหลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา และพระปิดตา วัดห้วยจระเข้ จ.นครปฐม ยามว่างมักนำพระมาส่องดูประเทืองปัญญาไป และเก็บสะสมพระเครื่องเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานได้เคารพบูชาโดยไม่ยึดติดกับราคา

“เรื่องราวปาฏิหาริย์มีผ่านมาในชีวิตเช่นกัน อย่างเวลาจะเดินทางไปต่างจังหวัดจะมีสิ่งดลจิตดลใจเราให้ระวังหรือห้ามเดินทางไป บางทีเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันก่อนพอออกมาก็พบว่าตรงหน้ามีอุบัติเหตุ ลองคิดดูถ้าเราไม่เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันก่อน รถเราอาจเกิดอุบัติเหตุได้”

“เดอะหน่อง” เผยด้วยว่า ทุกวันนี้จะสวดคาถาชินบัญชรทุกวันพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนการแขวนพระเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจให้เราใช้ชีวิตไม่ประมาท ดำรงครองตนอยู่บนความถูกต้อง ทุกครั้งเวลาเดินทางต้องแขวนพระตลอด ครั้งใดลืมแขวนต้องเลี้ยวรถขับกลับบ้านไปหยิบพระมาแขวนเพิ่มความอุ่นใจ ถ้าหากลืมรู้สึกไม่มั่นใจเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต

สำหรับการทำงาน ผู้อำนวยการธนกรไม่เคยเป็นสองรองใคร มุ่งมั่นใส่ใจงานทุกรายละเอียด เจ้าตัวยอมรับนั่งทำงานตำแหน่งไหนไม่สำคัญ ขึ้นชื่อว่าข้าราชการสามารถทำงานได้ทุกที่ และปฏิญาณตัวเองไว้เสมอ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางรับราชการว่า “คิดทำเพื่อประโยชน์เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก” โดยเฉพาะงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน คือ การให้บริการประชาชน ดังนั้นจะย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอว่าต้องบริการประชาชนให้รวดเร็วทันใจ รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้งานราชการเดินหน้าอย่างรวดเร็วตามความเปลี่ยนแปลง

ชีวิตราชการเปรียบเสมือนแท่นพีระมิด ทุกคนต้องพยายามไขว่คว้าเติบโต แต่ต้องย้ำเตือนเสมอว่าเราต้องไม่ไปเหยียบย่ำใครขึ้นมาเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง ในอดีตมีนักการเมืองระดับชาติชักชวนให้ลงเล่นการเมือง ตอนนั้นตัดสินใจแล้วจะลงสู่สนามการเลือกตั้ง แต่พ่อกับแม่บอกว่า “อยากให้คนอื่นมาด่าพ่อแม่หรือไง” จากนั้นมาเลยตัดสินใจไม่ลงเล่นการเมืองอีกเลย และเลือกรับราชการตามรอยพ่อและแม่จวบจนทุกวันนี้

แม้ผู้อำนวยการธนกรจะเหลืออายุราชการประมาณเกือบ 2 ปี เจ้าตัวบอกว่า จากนี้ขอมุ่งมั่นทำงานเพื่อองค์กรต่อไป เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำงานเพื่อประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง หากเราทำงานบริการประชาชนช้าไป 1 วัน แต่อาจเป็นผลเสียกับประชาชนอีกหลายร้อยคน ดังนั้น การทำงานบริการประชาชนต้องให้รวดเร็วที่สุด

 

 

ถนนสายบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497639

ถนนสายบุญ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ถ้ามันเรียกว่า “บุญ” อานิสงส์จากการใส่ซองกฐิน ผ้าป่า หรือการระดมทุนสร้างซ่อมโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงอาหาร ถิ่นธุรกันดาร ก็น่าจะส่งผลให้ผมมี “ต้นทุน” ไปเผชิญภพหน้าได้ไม่น้อย

แต่หลายครั้งที่มี “คำถาม” ผุดขึ้นมาในหัว ให้ตัวเองทบทวนสิ่งที่กำลังทำนั้นเรียกว่า “บุญ” จริงหรือไม่

ไม่แปลกที่หากจะให้ลองนึกย้อนว่าซองที่ใส่ไปแต่ละครั้งนั้นนำไปทำบุญอะไร ที่ไหน อย่างไร คงยากจะแจกแจงได้อย่างละเอียด หรือครบถ้วน ยกเว้นงานที่เราเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

แทบไม่ต่างจากการหยอดตู้ทำบุญค่าน้ำ ค่าไฟ โลงศพ หรือตู้อื่นๆ ตามวัด ที่ให้ย้อนนึกก็จำไม่ได้ถนัดใจว่า ทำที่ไหน ไปเท่าไหร่ อย่างไร และเมื่อไหร่

การทำบุญกึ่งสำเร็จรูปแบบนี้จึงต่างจากการทำบุญแบบเดิมๆ อย่างการทำบุญตักบาตร ที่เคยถูกปลูกฝังมาว่าได้บุญทั้งชาตินี้ มีอาหารกินไปถึงชาติหน้า แถมยังเหลือให้กรวดน้ำแผ่ส่วนบุญไปให้บรรพบุรุษ เจ้ากรรมนายเวร ได้แบบไม่อั้น

ส่วนหนึ่งเพราะการใส่บาตรในระยะหลังนี้ลดน้อยลงไปมาก ด้วยแนวทางการใช้ชีวิต ทำให้การใส่บาตรแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ หรือเดินทางไปต่างจังหวัด ที่บรรยากาศเอื้อต่อการทำบุญ

ล่าสุด 2-3 เดือนก่อนที่ จ.ระนอง จังหวะที่พอดิบพอดีเดินทางถึงตลาดในช่วงเช้าตรู่ ระหว่างตระเวนหาของกินเจ้าดัง พระสงฆ์อุ้มบาตรผ่านไปอย่างช้า โอกาสเช่นนี้เย้ายวนต่อการทำบุญที่แทบไม่ค่อยได้ทำมานานหลายเดือน

ปัญหาอยู่ตรงความเป็นคนแปลกถิ่นกว่าจะหาร้านขายข้าว ขายแกง พระสงฆ์ก็เดินหายไปไหนต่อไหน

ตัวช่วยอย่างป้าเจ้าของร้านขายของชำอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดว่าจะมีพระเดินบิณฑบาตผ่านร้านในอีกไม่กี่นาทีให้รอใส่บาตรพร้อมกันได้เลย สะท้อนความแนบแน่นของคนที่นี่กับศาสนาที่ยังมีเสน่ห์

เส้นทางสาย “บาป” ที่เหยียบย่ำเป็นครั้งคราว และอาจดูจะบ่อยกว่าเส้นทางสาย “บุญ” ทำให้หลังๆ ถ้ามีโอกาสก็มักจะรีบเติมต้นทุนติดกระเป๋าไปเผชิญชะตาชีวิตในชาติภพหน้า

แม้รู้ทั้งรู้ว่า “บุญ” ก็เป็นเพียงแค่การตีกรอบอธิบายสิ่งที่ดูจะเป็นนามธรรมให้มีรูปลักษณ์จับต้องได้ และยากจะกำหนดนิยามความชัดเจนของ “บุญ” ตลอดจนหามาตรวัดได้อย่างแม่นยำ

จะได้บุญมากน้อยแค่ไหนอย่างไรไม่ใช่แค่ทำ แต่ยังมีเรื่องของจิตใจ ความคิด ความตั้งใจ ต่อบุญที่ทำ ที่ว่ากันว่าเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มหรือลดบุญที่กำลังทำนั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการสงสัยว่าพระที่กำลังใส่บาตรอยู่นี้เป็นพระจริงพระปลอม เอาอาหารที่เราใส่ไปเวียนเทียนขายเหมือนในข่าวที่เห็นบ่อยๆ หรือไม่ ความคิดเช่นนี้ว่ากันว่ามีผลต่อบุญที่เราทำ

ล่าสุดเช้าหลังวันหวยออกที่ผ่านมา ทุกอย่างดูจะเอื้อกับการทำบุญอย่างมาก ​บนฟุตปาทหน้าตลาดย่อมๆ ชานกรุง ​อัดแน่นไปด้วยแหล่งบุญ

เริ่มตั้งแต่จุดแรก พระชราภาพนั่งเก้าอี้ปักหลักอยู่หน้าร้านขายอาหารใส่บาตร ด้านข้างมีชุดกรวดน้ำรอบริการลูกค้าเสร็จสรรพ เยื้องไปข้างหลังพระมีอาหารถุงกองย่อมๆ ที่ลูกค้าใจบุญใส่บาตรไว้ก่อนหน้า

จุดต่อมาเป็นวณิพกตาบอดปักหลักอยู่หน้าแผงลอตเตอรี่ร้องเพลงผ่านระบบเครื่องเสียงขนาดย่อม พร้อมกล่องบริจาคที่มีทั้งธนบัตรและเหรียญนอนก้นอยู่จำนวนไม่น้อย

ไม่ห่างกัน คนขาพิการนั่งพื้นยกมือไหว้คนผ่านไปมาปลกๆ ขันตรงหน้ามีเศษเหรียญกระจายตัวอยู่ภายใน

อีกมุมหนึ่งหญิงวัยรุ่นท้องโต ดูจากสไตล์การแต่งตัวน่าจะเป็นคนต่างชาติ ที่ยากจะระบุให้ชัดเจนว่าถือสัญชาติไหน บนตักมีเด็กอ่อนนอนตาแป๋ว ข้างตัวมีอาหาร น้ำดื่ม ที่คาดว่าเป็นของคนที่ผ่านไปมานำมามอบให้ ผ้าขนหนูผืนเล็กสีมอซอตรงหน้ามีเหรียญบาทวางอยู่ไม่กี่เหรียญ

สมองประมวลผลอย่างหนักขณะค่อยๆ ก้าวผ่าน กับโอกาสตรงหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า “บุญ”

 

ตามหาสุวรรณภูมิที่เมืองสะเทิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497633

ตามหาสุวรรณภูมิที่เมืองสะเทิม

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

มุขปาฐะคำพระเถระท่านว่า สุวรรณภูมินี้มี 2 เมือง เมืองหนึ่งเบื้องอุดร เรียกว่า ทวารวดี มีนครอยู่นครปฐมทุกวันนี้ อีกเมืองหนึ่งอยู่เบื้องปัจจิม เรียกว่า สุธรรมวดี มีนครชื่อสุธรรม

นครสุธรรม คือ เมืองสะเทิม รัฐมอญ ประเทศเมียนมา ทุกวันนี้

ตะโท่ง หรือสะเทิม เป็นเมืองสามแพร่งบนทางหลวงหมายเลข 8 ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กๆ ทว่า แต่เดิมนั้นเคยยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมอญโบราณ หรืออาณาจักรสุธรรมวดี (อาณาจักรสะเทิม) เคยเป็นเมืองท่าติดทะเล แต่วันนี้แผ่นดินงอกจนสะเทิมห่างจากทะเลประมาณ 16 กิโลเมตร

คนมอญคนเมียนมาเชื่อว่า พระโสณะ พระอุตตระนำพระศาสนามาประกาศที่สุวรรณภูมิ ณ เมืองสะเทิมแห่งนี้ จึงเชื่อถือกันว่า สะเทิม คือ สุวรรณภูมิที่แท้จริง และพุทธศาสนาก็รุ่งเรืองอย่างมาก แต่เมืองนี้สูญสิ้นไปเมื่อพระเจ้าอนิรุธแห่งพุกาม ยกทัพมาตีแล้วอัญเชิญพระไตรปิฎก 30 ชุด พระสงฆ์รู้ธรรม 1,000 รูป กับพระบรมธาตุ แล้วจับพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรสะเทิมไปอยู่ด้วยกันที่พุกาม

จารึกกัลยาณี ระบุว่า ตัวเมืองหลวงเดิมอยู่ตีนเขาเกละสะ ซึ่งยังไม่สรุปว่าจริงหรือไม่ แต่ชาวบ้านเล่ากันว่าดวงพระวิญญาณของพระเจ้ามนูหะสถิตอยู่ ในเขตปลายทางใต้เมืองสะเทิมมีพระเจดีย์ชเวซายันเป็นมิ่งขวัญ บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 ในกัลป์นี้ รวมถึงองค์ที่พระควัมปตินำมาจากลังกา วันดีคืนดีพระธาตุจะแสดงปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์

ตำนานกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอนิรุธอัญเชิญพระธาตุไปพุกาม เทพยดากริ้วเป็นกำลัง บันดาลให้พระองค์สะดุดชายผ้าทรงพระมเหสีล้มลง จนพระสติวิปลาส

ตัวพระเจดีย์ชเวซายันบูรณะเป็นทรงแบบใหม่ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเพิ่งสร้างแต่ใหม่กว่าของโบราณนิดหน่อย) แต่เดิมคาดว่าแบบมอญโบราณเหมือนเจดียสถานเมืองนครปฐม ในเขตวัดทางเบื้องตะวันออกยังมีพระเจดีย์ตะจะพยา ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมสามชั้นแบบโบราณสมัยศตวรรษที่ 7-11 รอบลานประทักษิณมีศิลาจำหลักรูปพระเจ้าสิบชาติ เป็นศิลปะมอญโบราณหาชมได้ยาก บัดนี้เหลือไม่กี่ชิ้นแถมยังถูกล้างด้วยน้ำปูนจนมองไม่ชัด ใกล้กับตะจะพยามีสระน้ำขนาดสนามวอลเลย์บอล กรุด้วยก้อนศิลาแลงขนาดมหึมาประมาณการจากสายตาว่าลึกเท่าคนสองคนต่อกัน

เบื้องทิศเหนือมีเจดีย์ชื่อปิฏะกะไต้ หรือหอไตร สร้างเป็นทรงเดียวกับเจดีย์ตะจะพยา แต่ขนาดย่อมลงมา มีคูหาสี่ทิศประดิษฐานพระพุทธรูป ทั้งปิฏะกะไต้ และตะจะพยา สร้างด้วยศิลาแลงแต่มาโบกปูนในภายหลัง แม้แต่เจดีย์ชเวซายันก็สร้างบนโครงศิลาแลง อันเป็นแบบอย่างสถาปัตยกรรมยุคอาณาจักรสะเทิม ในเขตวัดมีเศษศิลาแลงจำนวนมากเหลืออยู่แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่คาดว่าฐานของพระอารามทั้งหมดน่าจะปูด้วยแลง (ปัจจุบันอาคารในหัวเมืองมอญจนถึงหงสาวดีก็ยังใช้ศิลาแลงในการตั้งฐาน)

เบื้องตะวันตกมีเจดีย์โบราณ 2 องค์ทรงไข่แบบพุกามหนึ่งองค์ มีโรงเก็บของเก็บรักษาศิลาจารึก กับประติมากรรมสมัยศตวรรษที่ 11 ลงมามีพระพุทธศิลารูปงดงามมาก ยังมีพิพิธภัณฑ์เก็บพระดินเผาที่พบในสะเทิมอีกจำนวนหนึ่งทางทิศใต้นอกกำแพงวัด มีกัลยาณีสีมา หรือสีมาที่ถูกต้องซึ่งสถาปนาโดยพระเจ้าธรรมเจดีย์ ในหงสาวดีมีแห่งหนึ่ง (เป็นต้นเค้านิกายธรรมยุตในไทย) ในเขตกัลยาณีสีมา มีสีมามอญ

โบราณทำจากหินทรายปักไว้รอบสีมาสลักลายสวยงาม มีรูปเทพเจ้าและชาดก เป็นต้น แต่ทางวัดห่อลูกกรงไว้ทำให้ถ่ายภาพได้ยาก สีมาเหล่านี้มีความสำคัญมากเพราะหาชมได้ยาก แต่ชำรุดเสียหาย มีองค์หนึ่งถูกระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พังย่อยยับ หากจะชมที่สมบูรณ์ต้องไปชมที่ถ้ำเกาะกูน เมืองพะอัน ซึ่งล้อมกรงแน่นหนายิ่งกว่านี้อีก

ด้านในโถงของกัลยาณีสีมา ผมสังเกตเห็นพระนั่งองค์หนึ่งทรงเครื่องแปลกตา ดูเผินๆ เหมือนพระทรงเครื่องรุ่นใหม่แบบไทย ในใจคิดว่าน่าจะเป็นมอญที่ทำงานเมืองไทยสั่งทำเข้ามาประดิษฐานไว้ ครั้นกลับเข้าไปที่ลานพระชเวซายัน เห็นแม่ค้าขายโปสต์การ์ดรูปพระรูปเจ้า เห็นรูปถ่ายพระองค์นี้พร้อมคำบรรยาย จึงถึงบางอ้อว่านี่เป็นรูปแทนองค์พระเจ้ามนูหะ

เป็นอีกหนึ่งหลักฐานย้ำเตือนว่าคนมอญยังไม่ลืมพระเจ้ามนูหะผู้ครองเมืองนี้ แม้บางคนจะเชื่อว่าดวงพระวิญญาณไปสถิตอยู่ที่เขาเกละสะ ทางเหนือเมืองสะเทิมขึ้นไป

อนึ่ง พระเจ้าธรรมเจดีย์ แห่งหงสาวดี ผู้สร้างกัลยาณีสีมาก็ทรงเป็นมอญ แต่คนละวงศ์กัน

โดยรอบชเวซายัน ยังมีเจดีย์โบราณอีกจำนวนหนึ่งแต่ถูกบูรณะหมดแล้วเหลือแต่โครงร่างแบบโบราณ มีรูปพระสำริดที่วัดสัทธรรมโชติกะ เป็นรูปพระไม่กี่รูปที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่ถูกขนย้ายไปเมืองพุกามคราวสะเทิมถูกตีแตกเมื่อพันกว่าปีก่อน เสียแต่พระองค์สำคัญคือ พระชินะมานอ่อง พระทองคำประจำพระเจ้ากรุงสะเทิมรอดพ้นไปได้ โดยพุทธญาณฤษี ราชครูของพระเจ้ามนูหะ อุ้มหนีออกไปซ่อนที่ถ้ำยะแตเปียง (ถ้ำฤษี) เมืองพะอัน

เมืองสะเทิมนี้มีความสำคัญทางพุทธศาสนามาก เป็นทั้งที่ขึ้นฝั่งของพระโสณุตตระ เป็นที่ขึ้นฝั่งของพระพุทธโฆษะชาวมอญ ผู้นำคัมภีร์กัจจายนะปกรณ์จากลังกา เมื่อศตวรรษที่ 6 (ปัจจุบันเมียนมาก็ยังเก่งเรื่องบาลีไวยากรณ์มาก) เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ก่อนจะถูกขนย้ายไปพุกาม จนพุทธศาสนาไปจำเริญที่นั่น ทุกวันนี้ พระชเวซายันยังคงเป็นมิ่งขวัญของคนท้องถิ่น คนที่นี่เชื่อถือกันมากว่าพระธาตุยังแสดงปาฏิหาริย์อยู่เนืองๆ

ก่อนจะจากพระชเวซายันวันนั้น ยังมีครอบครัวมอญนำเครื่องสักการะมานบไหว้ จุดที่เชื่อกันว่าพระผู้มีพระภาคเคยเสด็จมาประทับ คราวมาโปรดเมืองสะเทิม ณ จุดนั้นอนุชนรุ่นต่อๆ มายังสร้างเสาและรั้วล้อมศิลาแลงเป็นหมุดหมายอยู่

สุวรรณภูมิอยู่ที่สะเทิมหรือทวารวดี หรือที่หนแห่งใด สำหรับผู้แสวงหาความเบาแห่งใจคงไม่สำคัญเท่ากับการทำให้ใจอันวุ่นวายสับสน กลายเป็นภูมิอันเรืองดั่งทองคำกระมัง?

 

‘พระพุทธนรสีห์’ พระพุทธรูปสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497596

'พระพุทธนรสีห์' พระพุทธรูปสำคัญ

โดย…ส.สต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ 175 รูป ในวันอังคารที่ 23 พ.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า)

พร้อมกันนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ “พระพุทธนรสีห์” พระพุทธรูปยุคเชียงแสน ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามยิ่ง และไม่เคยอัญเชิญออกนอกสถานที่ให้ประชาชนทั่วไปได้ถวายสักการะมาก่อน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อัญเชิญมาเป็นพระประธานในพิธี โดยริ้วขบวนตามแบบโบราณราชประเพณีอันงดงาม

สำหรับพระพุทธนรสีห์องค์นี้ เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ระหว่างการก่อสร้างพระอุโบสถ เมื่อพระอุโบสถนั้นตลอดจนพระพุทธชินราชจำลองสร้างเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธนรสีห์ขึ้นไปประดิษฐานยังพระที่นั่งอัมพรสถาน ตราบจนบัดนี้ถึงบัดนี้ก็ไม่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญออกมาอีกเลย

ประวัติมีบันทึกไว้ใน “นิทานโบราณคดี”

พระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 

… ก็ในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำลังทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ทรงพระราชดำริว่าพระพุทธรูปที่จะตั้งในวัดนั้น จะหาพระหล่อของโบราณแบบต่างๆ มาตั้ง ทำนองอย่างเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ โปรดให้ฉันเป็นพนักงานเสาะหาพระพุทธรูปถวาย วันหนึ่งตรัสแก่ฉันว่าต้องพระราชประสงค์พระพุทธรูปตั้งเป็นพระประธานที่การเปรียญสักองค์หนึ่ง ให้เป็นพระขนาดย่อมกว่าพระพุทธรูปที่ตั้งพระระเบียง แต่จะต้องให้งามสมกับที่เป็นพระประธาน ฉันจะหาถวายได้หรือไม่ ฉันกราบทูลว่าเมื่อขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ได้พระพุทธรูปขนาดนั้นมาไว้ที่บ้านองค์หนึ่ง “ถ้าโปรดจะถวาย” (หมายความว่าถ้าไม่ถูกพระราชหฤทัยก็ไม่ถวาย) ไม่ตรัสตอบว่ากระไรในเวลานั้น ต่อมาอีกสักสองสามวันมีพระราชกิจจะเสด็จลงไปเมืองสมุทรปราการ เพื่อรับพระบรมสารีริกธาตุที่รัฐบาลอินเดียถวาย และโปรดให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เมื่อยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิจ ไปเชิญมาจากอินเดียจนถึงเมืองสมุทรปราการ เวลาทรงรถไปสถานีรถไฟที่หัวลำโพง เสด็จแวะที่บ้านฉัน ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรพระพุทธรูปที่ท้องพระโรง พอทอดพระเนตรเห็นก็โปรด ออกพระโอษฐ์ว่า “พระองค์นี้งามแปลกจริงๆ” ตรัสสั่งกรมวังในขณะนั้นว่า ให้จัดยานมาศกับขบวนแห่มีเครื่องสูงกลองชนะไปรับพระองค์นั้นเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงขนานพระนามถวายว่า “พระพุทธนรสีห์” ก็เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งแต่นั้นมา

เมื่อสร้างพระอุโบสถชั่วคราวที่วัดเบญจมบพิตรแล้ว โปรดให้เชิญพระพุทธนรสีห์แห่ขบวนใหญ่ไปตั้งเป็นพระประธานอยู่จนสร้างพระอุโบสถใหญ่แล้ว แต่พระประธานสำหรับพระอุโบสถใหญ่นั้น ให้เที่ยวตรวจพระโบราณตามหัวเมืองจนกระทั่งเมืองเชียงแสน ก็ไม่มีพระพุทธรูปงามถึงสมควรจะเชิญมา จึงโปรดให้หล่อจำลองพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลกมาเป็นพระประธาน และโปรดให้หล่อจำลองพระพุทธนรสีห์ ตั้งไว้เป็นพระประธานที่พระวิหารสมเด็จในวัดเบญจมบพิตรด้วยองค์หนึ่ง ส่วนองค์พระพุทธนรสีห์นั้นโปรดให้เชิญเข้าไปประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งอัมพรสถาน ยังสถิตอยู่ในพระราชมนเทียรนั้นจนบัดนี้ มีคนชอบพูดกันว่าพระพุทธนรสีห์เป็นพระมีอภินิหารให้เกิดสวัสดิมงคล อ้างว่าตัวฉันผู้เชิญลงมา ไม่ช้าก็ได้เลื่อนยศจากกรมหมื่นขึ้นเป็นกรมหลวง พระพุฒาจารย์ (มา) เมื่อยังเป็นพระมงคลทิพมุนีผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์ เป็นพระราชาคณะสามัญ ก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ชั้นเทพ แม้พระภิกษุเปี่ยมช่างหล่อผู้แต่งพระพุทธนรสีห์ ต่อมาไม่ช้าก็ได้มีสมณศักดิ์เป็นที่พระครูมงคลวิจิตร เขาว่ากันดังนี้

สมเด็จพระสังฆราชเจริญพระพุทธมนต์

 

ปฏิญญามหานุวะระ หรือ ปฏิญญาแคนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497594

ปฏิญญามหานุวะระ หรือ ปฏิญญาแคนดี

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9, M.A.)

(พระศรีธวัชเมธี เล่าเรื่องประชุมวันวิสาขบูชาโลกที่ศรีลังกา (ระหว่างวันที่ 12-13-14 พ.ค. 2560) ในอนุทินประจำวันตอนที่ 125 เรื่อง ปฏิญญาแคนดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้)

โปรแกรมเขียนไว้ชัดเจนว่า พิธีปิดการประชุมเริ่มเวลา 15.30 น. ภัณฑารักษ์วัดพระเขี้ยวแก้ว ชื่อ นิลเม ศรีทาลตา มลิกะวะ กล่าวต้อนรับ ตามด้วยรัฐมนตรีกระทรวงพระพุทธศาสนา, Hon.Speaker ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นประธานสภา, ไมตรีปาละ สิริเสนา ประธานาธิบดีศรีลังกามหานายกะฝ่ายอัสคีรียะ ซึ่งเรียกตำแหน่งว่า “Chief Prelate” (ประมุขพระราชาคณะ) กล่าวสัมโมทนียกถาในนามพระสงฆ์, แขกรับเชิญคือประธานาธิบดีเนปาล พิทยา เดวิ บันดารี หลังจากจบปาฐกถาพิเศษแล้วมีการมอบของที่ระลึกกัน (to change momento)

อธิการบดี มจร (พระพรหมบัณฑิต) ประกาศปฏิญญา Mahanuwara Declaration (ปฏิญญามหานุวะระ) คือปฏิญญาแคนดี ที่มีคนคอยฟังกันมาก (คงจำกันได้ว่าเรามีปฏิญญากรุงเทพฯ Bangkok Declaration มาหลายปีแล้ว) จบแล้วจึงกล่าวปิดงานและขอบคุณโดยเลขานุการของรัฐมนตรี พระสงฆ์สวดให้พร ซึ่งเขาใช้ศัพท์ว่า Chanting of Seth Piritคือให้พรสั้นๆ เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ในเวลา 19.30 น.เป็นการแสดงวัฒนธรรม (Cultural Performance) คือการแสดงเฮร่าเปร่า ซึ่งข้าพเจ้าเคยชมมาแล้ว ในคราวฉลอง 250 ปี พระอุบาลี จำได้ดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จมาเข้าชมในวันนั้นด้วย พระองค์ประทับนั่งฟากหนึ่ง ส่วนข้าพเจ้านั่งอีกฟากหนึ่ง

เมื่อพิธีเริ่มพระมหานายกะฝ่ายอัสคีรียะ กล่าวเป็นภาษาสิงหล อ้างบาลีว่า สุขาสังฆัสสะ สามัคคี เน้นถึงความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ ก่อให้เกิดความสุข จบด้วยท่าน ดร.อุบาลี ที่กล่าวสรุปเนื้อความจบ แล้วท่านพระมหานายกะกล่าวสัมโมทนียกถาอีกทีหนึ่ง ท่านประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา กล่าวปราศรัยเป็นภาษาสิงหลี โดยมี ดร.อุบาลี กล่าวสรุปใจความ

ประธานาธิบดีหญิงเนปาล เดวิ บันดารี กล่าวเป็นภาษาฮินดีหรือจะเป็นเนปาล ไม่ทราบชัด ซึ่งล่ามแปลประโยคต่อประโยค จึงใช้เวลานานจนมีคนพูดว่าแขกพูดสั้นไม่เป็น ต้องพูดยาวและยาว

ข้าพเจ้าออกเดินดูบรรยากาศรอบเต็นท์ที่ตั้ง อยู่ใกล้ทะเลสาบ ปากทางเข้ามีรั้วเหล็กล้อมกั้น และยามรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น อีกด้านหนึ่งเป็นโรงเลี้ยงช้าง ผู้เข้าร่วมพิธีมากประมาณ1,000-1,500 คน

หลังจากสวดให้พรแล้วปิดงาน ข้าพเจ้าก็ติดตามอธิการบดีไปที่ทำเนียบประธานาธิบดี ที่อยู่ห่างวัดเพียงราว 15 นาที แต่กว่าจะเข้าทำเนียบได้ ต้องเสียเวลาอีก 10 นาที เนื่องด้วยระบบรักษาความปลอดภัย สักครู่หนึ่ง อธิการบดีออกมา และคณะก็เดินทางกลับโคลัมโบ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

ระหว่างเส้นทาง 124 กม. (แคนดี-โคลัมโบ) เส้นทางลงจากหุบเขา จิตใจก็กังวลนิดหน่อยเกี่ยวกับสิ่งของที่อยู่ในห้อง 2115 (ชั้น 21 ห้องเบอร์ 15) แต่อุ่นใจที่พักกับท่านเจ้าคุณพระราชปริยัติมุนี (เจ้าคุณเทียบ) ท่านเป็นคนละเอียด ต้องเอาสัมภาระของข้าพเจ้ามาด้วยแน่ ถึงกระนั้นก็ต้องโทรติดต่อบอกเจ้าหน้าที่ให้ระวังเพราะภายในกระเป๋ามีโน้ตบุ๊กบอบบางอยู่ภายใน กลัวเสียหายเหมือนไปเวียดนามเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ที่โน้ตบุ๊กตกกระแทกกับพื้น จนช่างไม่รับซ่อม

เครื่องใหม่ที่เป็นห่วงนั้น ราคา 4.95 หมื่นบาท น้ำหนัก 1.4 กิโล หิ้วไปไหนมาไหนได้ง่าย ฝุ่นไม่ทันจับเลย

ผ่านเมืองนีคอมโบ (ตำบล Negombo) เขตจังหวัดโคลัมโบ ซึ่งเป็นเมืองที่มีพลเมืองนับถือพระเยซูมาก เข้าไปร้านกาแฟฉันน้ำปานะพร้อมกับอธิการบดี จึงมีโอกาสได้พูดคุยกันราวครึ่งชั่วโมง

ฉันน้ำปานะเสร็จ ก็เดินทางไปอีกราว 10 นาที ถึงสนามบิน รีบเดินลิ่ว ผ่านเครื่องตรวจจับวัตถุต่างๆ ซึ่งไม่มีอะไรอยู่แล้ว เป็นห่วงแต่กระเป๋าใหญ่ซึ่งมีโน้ตบุ๊กอยู่ภายใน

โชคดี พบกระเป๋าใหญ่ก่อนยกขึ้นสายพาน ไขกุญแจเอาโน้ตบุ๊กออกมา ถามพระมหาสุเทพ สุปัณฑิโต ผู้ดูแลกระเป๋าว่า “ทราบไหมว่าภายในกระเป๋าใหญ่มีโน้ตบุ๊กอยู่” ซึ่งท่านก็บอกว่า “ไม่ทราบเลย”

ส่วนปฏิญญาแคนดี 9 ข้อ ซึ่งท่านประธานาธิบดีศรีลังกาพอใจชอบใจมากถึงกับนิมนต์อธิการบดีเป็นกรณีพิเศษไปเยี่ยมทำเนียบ และขอบพระคุณคณะสงฆ์ไทยที่มาร่วมพิธีฉลองวิสาขบูชาที่ศรีลังกาเป็น
เจ้าภาพ

มาคราวนี้ 3 วัน พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี พบประธานาธิบดีศรีลังกาทุกวันเลย วันแรกที่หอประชุมนานาชาติเมืองโคลัมโบ, วันที่ 2 พบที่วิทยาลัยนาคานันทะ ใกล้วัดกัลยาณี และวันที่ 3 พบที่วัดพระเขี้ยวแก้ว และนิมนต์ให้ไปเยี่ยมที่ทำเนียบอีก

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ เจอรถติด เพราะเป็นวันแรกที่โรงเรียนเปิดเทอม (วันที่ 15 พ.ค.) ในขณะที่กลางคืนทราบว่าฝนตกใหญ่ ปฏิญญาแคนดีจึงจบลงด้วยประการฉะนี้แลฯ

 

ให้พระธรรมทูต ยึดสาราณียธรรม 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497593

ให้พระธรรมทูต ยึดสาราณียธรรม 6

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ให้โอวาทพระธรรมทูตว่าให้ยึดสาราณียธรรม 6 เป็นหลักในการดำรงตนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ซึ่งได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้มาเป็นประธานมอบวุฒิบัตร และปิดการอบรม พระสงฆ์ที่ผ่านการอบรมธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 23 ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2560 ที่อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี มจร กล่าวรายงานว่า โดยความเห็นชอบของ มส.นั้น มจร จัดอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2538 รวมแล้ว 22 รุ่น จำนวน 1,658 รูป และรุ่นที่ 23 มี 112 รูป ใช้เวลาอบรม 3 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. 2560 รวมทั้งอบรมวิปัสสนากรรมฐาน 1 เดือนด้วย

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก)

สาราณียธรรม

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มอบวุฒิบัตรและให้โอวาทให้แก่พระธรรมทูตว่า การเป็นพระธรรมทูตต้องมีความอดทน ทำงานเป็นทีม สามัคคี เสียสละ และมั่นคงในพระธรรมวินัย ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสหลักธรรมที่เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความสามัคคี และเห็นเหตุแห่งความดีงามไว้ คือ หลักสาราณียธรรม 6 ซึ่งเป็นหลักธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นหลักธรรมที่จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีให้เกิดขึ้นต่อกันและกันอยู่เสมอ เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เกิดขึ้นในองค์กร ประกอบด้วย 1.เมตตามโนกรรม 2.เมตตาวจีกรรม 3.เมตตากายกรรม 4.สาธารณโภคี 5.สีลสามัญญตา และ 6.ทิฏฐิสามัญญตา

หลักสาราณียธรรมทั้ง 6 เป็นหลักธรรมที่จะทำให้พระธรรมทูตทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี มีความสุข และเป็นเหตุให้นึกถึงความดีของกันและกันตลอดเวลา แม้เราจะกลับมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศไทย หรือย้ายไปปฏิบัติศาสนกิจในที่ใดก็ตาม จะทำให้เกิดการยอมรับ ความเป็นพระธรรมทูตจะปรากฏ จนกระทั่งเราสามารถพัฒนาให้เป็นเครือข่าย เป็นองค์กร เพื่อยกระดับการทำงานของคณะสงฆ์ไทยให้มีความเจริญยิ่งขึ้น

รุ่นมหัศจรรย์

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต กล่าวถึงผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 23 นี้ว่า น่าอัศจรรย์ ที่ผ่านการอบรม 100% เมื่อมอบหมายให้มาต้อนรับผู้ที่เข้าประชุมวันวิสาขบูชาโลก ที่ มจร วังน้อย และที่หอประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ ก็ได้รับคำชมว่าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม

เมื่อไปอบรมและดูงานที่ประเทศอินเดีย-เนปาล ก็ได้เห็นความอดทนของทุกท่านว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แม้ว่าจะเป็นภาระหนัก เพราะมิใช่เพียงมาสวดมนต์ภาวนาเท่านั้น

พระโสภณวชิราภรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศอีกตำแหน่งหนึ่ง กล่าวว่า การอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ คือ การพัฒนาพระธรรมทูตในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการ ทั้งการเข้าใจและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน รวมทั้งสอนธรรมภาคปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำงานร่วมกันโดยใช้หลักสามัคคี เป็นต้น

พระมหานิยม สีลสํวโร ประธานรุ่นที่ 23

ประธานรุ่น 23

พระมหานิยม สีลสํวโร เจ้าอาวาสวัดกลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ประธานรุ่นที่ 23 กล่าวถึงแรงบันดาลใจให้เข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศประเทศ ว่า จะช่วยให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้กว้างขวางมากขึ้น ตามพุทธปณิธานในการประกาศพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า

จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายพหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถายหิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ เทเสถ. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายฯ เป็นต้น

พระมหานิยม กล่าวว่า ตามปกติ

ก็เรียนตามหน้าที่ คือ เรียนปริยัติ ปฏิบัติ ส่วนปฏิเวธนั้นต้องมีการเผยแผ่ เพื่อยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้กว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมชาวโลกนั้นเปิดกว้างมาก การได้มาอบรมจึงเท่ากับเปิดโลกทัศน์และวิสัยทัศน์ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์มานานกว่า 10 ปี

ท่านบอกว่า การมาอบรมมิได้ตั้งเป้าหมายว่าจะไปประจำในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะพัฒนาวัดที่ตนเป็นเจ้าอาวาสให้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์กลางประสานงานเพื่อนร่วมรุ่นและพระธรรมทูตทั่วไป

พระมหานิยม เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เล่าเรื่องการอบรมว่า ตลอดเวลา 90 วันนั้น ต้องปฏิบัติเข้มงวดมาก ห้ามหยุดห้ามลา เว้นแต่พ่อแม่หรืออุปัชฌาย์ ตาย/มรณภาพเท่านั้น ส่วนประสบการณ์ที่ได้ คือ นอกจากหลักการและวิธีการต่างๆ ในการเผยแผ่แล้ว ยังรู้จักการทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละรูปมีความรู้และประสบการณ์ไม่เหมือนกัน เอาแค่ภูมิธรรม ในจำนวน 112 รูปนั้น มีวุฒิตั้งแต่เปรียญธรรม 1-2 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค รวมทั้งจบปริญญาโทและเอกอีกหลายรูป

ท่านมหานิยม สรุปว่า การอบรมพระธรรมทูตนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต คือ มีโลกทัศน์กว้างขึ้น วิสัยทัศน์กว้าง ดังที่พูดว่า ก่อนนั้นเหมือนกบในกะลาครอบ แต่ตอนนี้กะลาเปิดแล้ว เห็นโลกกว้าง

พระมหานิยม ป.ธ.4, พธ.ม. เกิดวันที่ 26 มี.ค. 2508 อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด บรรพชาอายุ 10 ขวบ (จบ ป.4) อายุครบ 20 ปี อุปสมบท ถึงปัจจุบันนับได้ 31 พรรษา

พระธรรมทูตรุ่นที่ 23

 

 

ธรรมยาตรา 5 ประเทศพลิกฟื้นพุทธในสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/497592

ธรรมยาตรา 5 ประเทศพลิกฟื้นพุทธในสุวรรณภูมิ

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ประสบความสำเร็จ สมความตั้งใจที่นำพุทธพลิกสุวรรณภูมิ เมื่อผู้นำภาครัฐและประชาชนในแต่ละประเทศออกมาต้อนรับคณะธรรมยาตรา ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย

คณะธรรมยาตรามีพระสงฆ์ 5 ประเทศร่วมโครงการ สนับสนุนโดยมูลนิธิวีระภุชงค์ ที่มีนายวินัย วีระภุชงค์ เป็นประธาน โดยเดินทางประกาศพระพุทธศาสนา จากไทยสู่ สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา เริ่มที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. โดยมี ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.อุบลราชธานี เป็นประธาน

พระสงฆ์ 5 แผ่นดินที่พระธาตุอินทร์

แนวลาวสร้างชาติสนับสนุน

จากนั้นคณะธรรมยาตราที่มีพระสงฆ์ สื่อมวลชน ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ จาก 5 ประเทศ และคณะกรรมการสถาบันโพธิคยาประมาณ 120 รูป/คน เดินทางสู่ สปป.ลาว ผ่านแขวงจำปาสัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งแนวลาวสร้างชาติ และ ดร.พระมหางอน ดำลงบุน ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาวมาเป็นประธานในการต้อนรับ

การที่ผู้ใหญ่ระดับสูง และพระเถระ แห่ง สปป.ลาว มาต้อนรับ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ลาวทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการว่า โครงการนี้พรรคร่วมจัดกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งพระสงฆ์ลาวว่า นับเป็นครั้งแรกที่พรรคให้ความสำคัญถึงระดับนี้

ชาวกัมพูชานับพันใส่บาตร

เมื่อเข้าถึงสตรึงเตรง กัมพูชา ประชาชนนับพันคนออกมาใส่บาตร สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน ซึ่งสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยา บอกว่าคาดไม่ถึงที่ประชาชนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้จะศรัทธามากขนาดนั้น

ชาวกัมพูชาต้อนรับ ที่สตรึงเตรง

วีไอพี 5 ประเทศร่วมเปิดงาน

ในพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมโซฟีเตล โภคีธารา รีสอร์ตแอนด์สปา พนมเปญ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2560 นั้นจัดว่าเป็นงานแกรนด์ระดับนานาชาติ เมื่อผู้นำรัฐบาล และผู้แทน คณะสงฆ์ระดับผู้นำ เอกอัครราชทูตทั้ง 5 ประเทศให้ความสำคัญร่วมงานตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงผู้นำรัฐบาล และผู้แทนที่ระบุนาม ได้แก่ ฯพณฯ ฮอง นำฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีไทย ดร.ขิ่น ฉ่วย มหาอุบาสกชาวพม่า ฯพณฯ เหงียน ทรัค ตวน เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำกัมพูชา ฯพณฯ ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา ฯพณฯ ประสิทธิ สายสิทธิ เอกอัครราชทูตลาวประจำกัมพูชา ส่วนคณะสงฆ์ประกอบด้วยสมเด็จพระเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา พระธรรมวรนายก ที่ปรึกษา จ.นครราชสีมา ดร.พระมหาบุญมา รอง อพส.ลาว พระ ดร ทิชเทียน ตัม รองประธานสภาบริหารคณะสงฆ์เวียดนาม พระตีปิตะกะ ธชะ ภัททันตะ ผู้แทนสังฆนายกพม่า ท่านนาคะทีปะ เจ้าอาวาสวัดไจทีเซา เมียนมา รวมทั้งแขกที่มีเกียรติเต็มห้องแกรนด์บอลรูม

วันรุ่งขึ้นวันที่ 27 พ.ค.ก่อนเดินทางเข้าเวียดนาม เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร และข้าราชการสถานทูตจัดพิธีตักบาตร และถวายอาหารเช้าแก่คณะธรรมยาตราทั้งหมด

คณะร่วมพิธีเปิดธรรมยาตรา ที่วัดไจทีเซา รัฐมอญ เมียนมา

เวียดนามอนุญาตให้บิณฑบาต

เมื่อคณะธรรมยาตราเดินทางถึงเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้พระสงฆ์ทั้ง 5 ประเทศ ปักกลด ปฏิบัติธรรม และออกบิณฑบาตได้ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เวียดนามห้ามบิณฑบาต ใครบิณฑบาตถือว่าเป็นพระปลอม จากเวียดนามกลับไทย ผ่านจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ประชาชนชาวเกาะกงออกมาต้อนรับและใส่บาตรเนืองแน่นแม้ว่าฝนจะตก พื้นดินแฉะก็ไม่เป็นอุปสรรค

พม่าปิดเมืองต้อนรับ

จากประเทศไทย เข้าสหภาพเมียนมา ทางด่านแม่สอด สู่เมืองเมียวดี วันที่ 31 ทางราชการท้องถิ่นหยุดงานปิดเมืองให้ประชาชนประมาณ 3 หมื่นคน ออกมาใส่บาตรเต็มทุกถนนที่คณะผ่านไป

เมื่อถึงวัดไจทีเซา รัฐมอญ ก่อนขึ้นไปที่พระธาตุอินทร์แขวนนั้น คณะธรรมยาตราพักแรม 1 คืน และที่วัดนี้นอกจากพิธีต้อนรับอย่างสง่างามแลัว ยังมีงานฉลองพระอาจารย์นาคะทีปะ

เจ้าอาวาส ได้รับประทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยอีกด้วย

ประธานสงฆ์และผู้แทนจาก 5 ประเทศในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการที่พนมเปญ

รมต.กระทรวงศาสนาพม่าร่วมพิธี

เจ้าหน้าที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 รายงานว่า

1 มิ.ย. 2560 ณ วัดไจทีเซา รัฐมอญ

มีพิธีปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดไจทีเซา โดยพระมหาเถระ แม่ชี และฆราวาสร่วมพิธี ท่ามกลางพระสงฆ์ เช่น ท่าน Tipitaka daya Buddanta ผู้ทรงพระไตรปิฎก พระนาคะทีปะ เจ้าอาวาสวัดไจทีเซา พระธรรมวรนายก พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. และคณะธรรมยาตรา 5 ประเทศ คณะสงฆ์มหายาน จากประเทศเกาหลี และแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

พิธีวันนี้ได้รับเกียรติยิ่งจาก Mr.Aung Ko (อ่อง โก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนา แห่งสหภาพเมียนมา ที่มาเป็นประธาน โดยมี ดร.ขิ่น ฉ่วย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ พร้อมคณะในโครงการธรรมยาตรา และชาวพุทธเมียนมานับร้อยคนร่วมพิธี

พระโสภณวชิราภรณ์มุทิตา ท่านาคะทีปะ วัดไจทีเซา

สำหรับหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล นำมาจากพุทธคยา จำนวน 19 หน่อ เพื่อปลูก ณ วัดและสถานที่สำคัญทั้ง 5 ประเทศ ที่ธรรมยาตราเดินทางไปเยือน

หลังเสร็จสิ้นพิธีปลูกหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสได้ร่วมกันเปิดโครงการธรรมยาตราฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ณ วัดไจทีเซา โดยร่วมตัดริบบิ้นสายธรรม ผู้ที่ร่วมตัด ได้แก่ อ่อง โก รมต.กระทรวงศาสนา แห่งเมียนมาพระ Tipitaka daya Buddanta พระสงฆ์มหายานจากเกาหลี และพระธรรมวรนายก ดร.ขิ่น ฉ่วย ดร.สุภชัย แม่ชีศันสนีย์ ผู้แทนคณะสงฆ์ทั้ง 5 ประเทศ ร่วมพิธี

จากนั้นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกันกดปุ่มเปิดม่านเข้าสู่ปรัมพิธี เพื่อร่วมฉลองปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ที่ มจร.ถวายแด่ท่านญาณทีปะ

คณะสงฆ์จาก 5 ประเทศบิณฑบาตในเวียดนาม

เจ้าคุณไสวมุทิตา

ในการนี้พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. กล่าวสรรเสริญเกียรติคุณเจ้าอาวาสวัดไจทีเซา และถวายเครื่องสักการะเพื่อแสดงมุทิตา Mr.Aung Ko รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนา ประกาศเกียรติคุณ – ดร.ขิ่น ฉ่วย มหาอุบาสกเมียนมา กล่าวสรรเสริญ และชมวีดิทัศน์พุทธประวัติ ที่กล่าวถึงที่มาของพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ ตลอดถึงผลงานของหลวงพ่อไจทีเซา ที่บูรณะพระเจดีย์สำคัญทั่วเมียนมา

สุภชัยประทับใจ

สุภชัย วีระภุชงค์ แสดงความรู้สึกผ่านไลน์ว่า เสียดายที่หลายคนพลาดโอกาสไม่ได้เห็นศรัทธาของชาวพุทธในลุ่มน้ำโขงว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน สุภชัยว่ามีแต่ภาพประทับใจ ไม่เคยเห็นในแผ่นดินไทยมาก่อน ฝนตกหนักก็ยังออกมายืนคอย ทั้งๆ ที่รู้ว่ารถไม่ได้แวะ แต่ก็ขอให้ได้เห็นธรรมยาตรา จึงโบกธงรับ หลายครอบครัวอุ้มลูก อายุสามเดือนถึงแปดเดือน มารอรับขบวนธรรมยาตราแม้ว่าฝนจะตกก็ตาม

วีไอพีที่ร่วมประชุม ประสิทธิ สายสิทธิ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมา ประกร ฮอง นำฮง ขิ่น ฉ่วย เหงียน ทรัค ตวน

ที่วัดไจทีเซา คณะธรรมยาตราถึงช้ากว่ากำหนด 5 ชั่วโมง หรือถึงสี่ทุ่มครึ่ง ประชาชนชาวเมียนมายังปักเทียนตลอดรายทาง ออกมายืนรับพร้อมดอกไม้ธูปเทียน จึงเป็นภาพที่ประทับใจยิ่ง

สุภชัย ว่าได้คุยกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงศาสนาประเทศเมียนมา เสนอว่าเราควรประกาศดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงห้าประเทศเป็นแผ่นดินพุทธให้สืบนานไปอีก 2,400 ปีตามพุทธกาลของพระโคตมโคดม

พล.อ.ธนะศักดิ์ ประธานปิด

ในวันที่ 4 มิ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันปิดโครงการนั้น สุภชัย บอกว่าจะมีพิธีปิดโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นประธาน มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป จาก สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และไทย ที่ร่วมโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดินเป็นเวลา 14 วัน ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี (ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ) อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในเวลา 07.00 น. พร้อมทั้งเลี้ยงพระเพลที่วัดแห่งนี้ด้วย จึงเชิญทุกท่านมาทำบุญร่วมกัน ยืนยันว่าพุทธศาสนาพลิกฟื้นในสุวรรณภูมิแล้ว

สุรศักดิ์ ตรีรัตนตระกูล และ ทพ.มณฑล สุวรรณนุรักษ์

อภัย จันทนะจุลกะ สุรพล มณีพงษ์ ทพ. มณฑล ฟังพระพุทธมนต์

สุภชัย วีระภุชงค์ และแม่ชีศันสนีย์ ทักทายผู้มาต้อนรับที่รัฐมอญ

 

 

ศรีลังกา จัดงานวิสาขบูชาโลกอย่างอลังการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/496731

ศรีลังกา จัดงานวิสาขบูชาโลกอย่างอลังการ

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9, M.A.)

งานวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 14 ประจำปี 2561/2017 ประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าภาพจัดเป็นครั้งแรกอย่างสมเกียรติ มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตทูตต่างประเทศศรีลังกา ชื่อลักษมัน กทิรคามาร์ (Lakshman Kadirgamar) เสนอมติขอการรับรองต่อที่ประชุมใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา 34 ประเทศรับรอง จนสมัชชาองค์การสหประชาชาติให้การรับรองวันวิสาขบูชา ให้เป็นวันสำคัญ (Buddhist Holiday or Buddhist observance) ในปี 2542

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพฉลองงานวิสาขบูชาโลก 11 ครั้ง ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ 2 ครั้ง และปีนี้เป็นครั้งแรกที่ศรีลังการับเป็นเจ้าภาพ มีประเทศเข้าร่วมประชุม 72 ประเทศ มีสาสน์แสดงความยินดีจากทั่วทั้งโลก 75 สาสน์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือที่ระลึกประธานาธิบดีศรีลังกา นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระพุทธศาสนา เข้าร่วมประชุมเป็นสักขีพยาน โดยมีแขกรับเชิญเป็นประมุขประเทศอินเดียและเนปาล ในระดับนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี แสดงปาฐกถาพิเศษเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เน้นความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่มีรากฐานเดียวกัน จากคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระมหานายกะศรีลังกา ผู้นำชาวพุทธ ประมุขสงฆ์ นักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างเต็มที่ มีพระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวเปิดงานประชุม แถลงเปิดตัวพระไตรปิฎกฉบับสากล (CBT : Common Buddhist Text) อย่างเป็นทางการ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง จนในวันปิดการประชุม หลังจากประกาศปฏิญญาแคนดีมหานครแล้ว ไมตรีปาละ สิริเสนา ประธานาธิบดีศรีลังกา ได้นิมนต์ไปทำเนียบที่เมืองแคนดี เพื่อพบปะส่วนตัว และกล่าวขอบคุณเป็นกรณีพิเศษ ที่นานาชาติให้ความร่วมมือจัดงานวิสาขบูชาโลกครั้งนี้ จนสำเร็จเรียบร้อยอย่างสมเกียรติ ในฐานะที่ประเทศศรีลังกาได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองพระพุทธศาสนาและเป็นประเทศที่มีการจารพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก

ก่อนเดินทางไปศรีลังกา ข้าพเจ้าเสนอให้สร้างกลุ่มไลน์ติดต่อประสานงานกันได้ง่ายยิ่งขึ้น มีแจ้งบอกว่า จะประสานงานจองซื้อซิมใส่โทรศัพท์ก่อนวันเดินทางล่วงหน้า กะว่าลงเครื่องบินปุ๊บก็ติดต่อกันได้ปั๊บเลย

เมื่อถึงสนามบินโคลอมโบ เจ้าหน้าที่พาไปจุดนั้นจุดนี้ หลังรับกระเป๋าใหญ่กันหมดแล้ว ก็มานั่งรอความพร้อมด้านเอกสารและสิ่งของต่างๆ มีคนชวนไปแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เดินออกไปด้วย ปรากฏว่ามีร้านเปลี่ยนซิมตั้งอยู่แถวๆ ด้านนอกนั้นเอง ผู้ที่เดินออกไปก็ได้เปลี่ยนซิมมา หลังจากเปลี่ยนสกุลเงินตราแล้ว

บรรยากาศที่เมืองแคนดี

 

เมื่อเดินทางถึงที่พักโมเวนปิค ก็มีฟรีไว-ไฟให้ใช้ได้เลย สะดวกสบายทุกอย่าง ความเร็วก็ใช้ได้ดี จึงเห็นว่าไม่ต้องเปลี่ยนซิมก็ได้ เขาอ้างว่าถ้าจะเปลี่ยนซิมต้องไปที่ร้านด้วยตนเอง นำเครื่องไปด้วย ให้ร้านเปลี่ยนให้เสร็จสรรพ มีขนาด 4 กิ๊ก และ 8 กิ๊ก

คืนก่อนเข้าประชุมเขานำบัตรคล้องคอเครื่องหมายลงทะเบียนมาให้ น่าชมเชยที่เขาทำบัตรแข็งอย่างดี ติดรูปภาพ ระบุว่าเป็นผู้ประชุมประเภทไหน ด้านหลังของบัตรมีลายเซ็นกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระพุทธศาสนา และรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ในการติดต่อประสานงาน

วันแรกหลังประชุมกันตลอดทั้งวัน ในภาคค่ำมีการพาไปชมแสงสีประดับที่บริเวณใกล้รัฐสภาเมืองหลวงใหม่ชื่อกรุงโกฏเฏ ได้ดูไฟตอนกลางคืน สวยงามมาก ที่ประดับตามตึกรามบ้านช่อง และตึกสูงๆ แต่อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน เดินทางผ่านต้นไม้ประจำชาติศรีลังกา ซึ่งเขาเรียกว่า ต้นนาคหะ (NA ออกเสียงว่า “นา” คือชื่อของพันธุ์ไม้ และคหะ? แปลว่าต้นไม้) เป็นต้นไม้ที่ขึ้นในแทบทางใต้ของศรีลังกา ว่ากันว่าถ้าเป็นเทศกาลออกดอกบานสะพรั่งจะสวยงามมาก

โชคร้ายนิดหนึ่ง หลังจากเดินดูซุ้มวิสาขบูชาจากประเทศต่างๆ มีซุ้มของประเทศไทย เวียดนาม เมียนมา ฯลฯ และที่ซุ้มศรีลังกาจัดทำ พิรุณก็โปรยปรายลงมา จากขั้นประพรมน้ำ และลงมาค่อนข้างใหญ่ จึงรีบทยอยกันออกมารอขึ้นรถ กว่าจะประสานงานให้รถมารับได้ และรอความพร้อมของมวลสมาชิก ก็ยืนตากฝนรับลมหนาว ทราบว่ามีบางคนเป็นไข้ ขนาดกลับมาถึงไทยแล้วยังไม่สร่างไข้เลยก็มี

ในขณะที่พักอยู่ 4 วัน 3 คืนนั้น แทบจะไม่ได้ติดตามข่าวสารทางทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์เลย เพราะไม่มีเวลาจะดู จนกระทั่งวันเดินทางไปรถไฟเหมาลำ เห็นหนังสือพิมพ์เขาทิ้งไว้ฉบับหนึ่ง จึงเก็บมาเป็นที่ระลึก

ได้ตรวจเช็กปีว่า งานฉลอง 250 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสยามวงศ์กับเกาะลังกา ตรงกับปี พ.ศ. 2556 ดังนั้นนับถึงปีปัจจุบันนี้ นับเป็นปีที่ 263-264 ปี นั่นคือพระอุบาลีมหาเถระเดินทางไปถึงเกาะลังกาเมื่อปี พ.ศ. 2296 ในสมัยแผ่นดินของพระเจ้าบรมโกศ ปลายอยุธยา ส่วนสมเด็จพระปิยมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปแล้วเสด็จไปนมัสการพระทันตธาตุ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดมลิกาวะ เมืองแคนดี ตรงกับวันที่ 21 เม.ย. 2440 และทรงพระนิพนธ์เรื่องพระทันตธาตุ พระเขี้ยวแก้ว เป็นหลักฐานการเสด็จครั้งนั้น พร้อมทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ ซึ่งถ้าคิดตั้งเป็น ค.ศ.จะเหลื่อมกัน 1 ปี เพราะต่อมาสยามประเทศเปลี่ยนวันปีใหม่เป็นวันที่ 1 ม.ค. หลังปี พ.ศ. 2483

 

ชาวพุทธไทย ลาว กัมพูชา ต้อนรับธรรมยาตราเกินคาดคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/496730

ชาวพุทธไทย ลาว กัมพูชา ต้อนรับธรรมยาตราเกินคาดคิด

โดย…สมาน สุดโต

สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวความในใจผ่านสื่อมวลชนว่า รู้สึกประทับใจมากตั้งแต่วันแรกที่คณะธรรมยาตราออกเดินทางจากไทยเข้า สปป.ลาว จนถึงกัมพูชา เพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าภาพแห่งความงดงามเช่นนี้ จะเกิดขึ้นแบบเกินความคาดหมาย มากๆ ถือเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ของการธรรมยาตราอย่างแท้จริง อย่างล่าสุดที่ สตึงเตรง จังหวัดเล็กๆ ในกัมพูชา มีประชากรหมื่นกว่าคน แต่พลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่มีอยู่มากล้น จึงเห็นชาวสตึงเตรงสามัคคีกันออกมาต้อนรับและร่วมทำบุญกันอย่างเนืองแน่น

โดยสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา เสด็จเป็นประธานสงฆ์ที่กรุงพนมเปญ วันที่ 26 พ.ค. 2560 อันเป็นวันที่ 6 ของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่พระสงฆ์และญาติโยม 5 ประเทศ ประกอบด้วย พระสงฆ์ไทย 23 รูป พระสงฆ์เมียนมา 10 รูป พระสงฆ์ สปป.ลาว 6 รูป พระสงฆ์กัมพูชา 4 รูป พระสงฆ์เวียดนาม 2 รูป รวม (วันที่ 21 พ.ค.) 45 รูป ทั้งนี้ยังไม่รวมสื่อมวลชนจากไทย สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา และญาติโยมผู้อุปถัมภ์และติดตามอีกจำนวนหนึ่งที่เดินทางและทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.-4 มิ.ย. 2560 เพื่อประกาศหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

โครงการนี้ดำเนินการโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มี ชัช ชลวร เป็นประธาน และสุภชัย เป็นเลขาธิการ อุปถัมภ์โดยมูลนิธิวีระภุชงค์

วันแรกที่ 21 พ.ค. 2560 ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผจว.อุบลราชธานี และพระเทพวราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ในขณะที่ญาติโยมชาวอุบลมาร่วมทำบุญตักบาตรกันคับคั่ง ดังที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันจันทร์ที่ 22 พ.ค. เวลา 06.30 น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาต ณ วัดโพธิ์สระปทุม ต.กุศกร อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี จากนั้นตั้งขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ ผ่านบ้านดอนกลาง มุ่งสู่วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว สุภชัย ได้ถวายองค์พระพุทธเมตตาแด่เจ้าอาวาสวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว สันติ เหล่าบุญเสงี่ยม รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็นตัวแทนชาวไทยมอบตราธรรมจักร สัญลักษณ์ธรรมยาตรา 5 แผ่นดินฯ

คณะธรรมยาตราเริ่มเดินทางเข้าสู่ประเทศ สปป.ลาว เป็นประเทศแรกทางด่านช่องเม็ก มุ่งสู่ด่านวังเต่า เข้าสู่สปป.ลาว เข้าถวายความเคารพเจ้าอาวาสวัดศรีสว่างวงศ์ ถวายองค์พระพุทธเมตตาแด่เจ้าอาวาส และเริ่มพิธีมอบเสาเสมาธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสีธงธรรมยาตรา 5 แผ่นดินฯ และหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดีย และพิธีปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดศรีสว่างวงศ์

วันรุ่งขึ้นข้ามไปแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติยิ่งจาก ดร.พระมหางอน ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.)

สังฆราชกัมพูชาเปิดธรรมยาตราที่พนมเปญวันที่ 26 พ.ค.

บุคคลสำคัญของ สปป.ลาว 1.รศ.ดร.สมอก กิ่งสดา รองประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ 2.คุณเมฆสวรรค์ พรหมพิทักษ์ ประธานสภาแขวงจำปาสัก 3.คุณบัวลิน วงพะจัน รองเจ้าแขวงจำปาสัก 4.คุณสีทน แก้วพูวงศ์ ประธานแนวลาวสร้างชาติ แขวงจำปาสัก 5.คุณขันคำแก่นบุดตา หัวแผนกการต่างประเทศแขวงจำปาสัก 6.คุณบุญทวี พรทะสิน รองอธิบดีกรมการศาสนา 7.คุณภูธร สุพรรณทอง อุบาสิกาผู้ให้การสนับสนุนโครงการ ณ เมืองปากเซ คณะธรรมยาตราได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากประชาชนชาวลาวที่ออกมาทำบุญใส่บาตรกันคับคั่ง และมีพิธีมอบธงตราสัญลักษณ์และฉัพพรรณรังสีแก่ผู้นำ ร่วมปลูกต้นโพธิ์ที่นำมาจากพุทธคยาเป็นที่ระลึก ก่อนออกเดินทางต่อไปราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อเช้าวันที่ 23 พ.ค.จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดพูส่าเหล้า เมืองโพน่อง ที่วัดแห่งนี้มีพิธีที่มีความสำคัญ จะมีการถวายองค์พระพุทธเมตตาแด่เจ้าอาวาสวัดพูส่าเหล้า และจะมีการมอบเสาเสมาธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี และธงธรรมยาตราแด่เจ้าคณะแขวงจำปาสัก ผู้ว่าแขวงจำปาสัก และ ดร.ฮาว ชิดดัง ผู้อุปถัมภ์โครงการใน สปป.ลาว

วันที่ 23 พ.ค. จาก สปป.ลาว ข้ามไปยังจังหวัดสตึงเตรง สู่ประเทศกัมพูชา ผ่านด่านหนองนกเขียน-เวินคาม คณะพระสงฆ์เดินข้ามสะพานแม่น้ำเซกองไปยังวัดโพธิญาณ อำเภอสตึงเตรง ประเทศกัมพูชา

หลวงปู่งอน ประธานศูนย์กลาง อพส.ลาว มาต้อนรับด้วยตนเอง

สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ คณะธรรมยาตราได้เข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณสถาน ปราสาทซอมโบไพรกุก (Sambor Prei Kuk) จากนั้นเดินทางเข้าสู่พิธีการ ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันเทคโนโลยีกำปงเฌอเตียล

เป๊กเซียง ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีกำปงเฌอเตียล กล่าวต้อนรับ และเลขาธิการชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวขอบคุณ พร้อมทั้งมอบเสาเสมาธรรมจักร แด่ พล.อ.วาภิรมย์ มนัสรังษี ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา

สุภชัย วีระภุชงค์ และพระเมธีวรญาณ

สุรพล มณีพงษ์ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา ส่งมอบธงฉัพพรรณรังสี แด่ผู้อำนวยการสถาบันและ ทพ.มณฑล สุวรรณนุรักษ์ ส่งมอบธง 5 แผ่นดิน แด่ สุขาคุณ หัวหน้าสำนักงานบริหารสถาบัน

นอกจากนั้น ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ ยังมอบยาเวชภัณฑ์และเครื่องโต๊ะหมู่บูชาแด่สถาบันอีกด้วย

จากนั้น พระธรรมวรนายก อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไทยไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล นำคณะสงฆ์ธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นมงคลของสถาบันเทคโนโลยีกำปงเฌอเตียล เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีพระสงฆ์ร่วมสวดมนต์ ณ สถานศึกษาแห่งนี้ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา

คณะธรรมยาตราออกเดินทางไปยังพนมเปญ วันที่ 25 พ.ค. และสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา เป็นประธานในพิธีสงฆ์ ที่โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ วันที่ 26 พ.ค. จากนั้นคณะเดินทางเข้าเวียดนาม กลับมาไทยแล้วไปเมียนมา ปิดโครงการ วันที่ 4 มิ.ย. ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 จ.สมุทรปราการ

คณะธรรมยาตราฯ ที่ปราสาทวัดพู

 

 

80 ปี พระพรหมวชิรญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/496729

80 ปี พระพรหมวชิรญาณ

โดย…สมาน สุดโต

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถวายสักการะพระพรหมวชิรญาณ เนื่องในโอกาสที่พระคุณเจ้าฉลองอายุครบ 80 ปี เมื่อวันที่ 23-24 พ.ค. 2560

พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระภิกษุยุคแรกๆ ผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อพระพุทธศาสนา ที่ร่วมกันบุกเบิกการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อตั้ง “สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา” มาตั้งแต่ปี 2519 จนทำให้พระพุทธศาสนาหยั่งลึกอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในปัจจุบัน จนภายหลังได้รับเลือกเป็น “ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา” หลายสมัย จนกระทั่งเดินทางกลับมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศไทย

วัดที่ท่านสร้างในสหรัฐอเมริกา เช่น วัดธัมมาราม นครชิคาโก วัดพุทธธรรม เมืองวิลโลว์บูค รัฐอิลลินอยส์ และวัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นวัดไทยที่ใหญ่ และมีความสง่างามที่สุดในต่างประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

การเผยแผ่ที่ทันสมัย คือ ตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา WBTV ซึ่งยังคงแพร่ภาพในปัจจุบัน

สร้างห้องน้ำถวายวัด

อลิสา จินดา แห่งบริษัท อิรวดีทราเวล เล่าว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2560 หลังคณะ Fantastic Tour India นำโดยคุณถุง-ปริพันธ์ หนุนภักดี คุณหน่อย-จำนรรค์ ศิริตัน ประธานกรรมการ และคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย รวมถึงกลุ่มเพื่อนอักษรศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย รุ่น 37 บริษัท มายด์เอ็นแม็ทเทอร์ส บริษัท วู้ดแมน เดคคอร์ กลุ่มเพื่อนสาธิตปทุมวัน ร่วมกันใส่บาตร และถวายภัตตาหารเพลแด่คณะสงฆ์วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วันเดียวกันในช่วงบ่าย เวลา 14.30 น. คณะญาติธรรมทั้งหมด ได้น้อมถวายปัจจัยเพื่อก่อสร้างห้องน้ำ วัดไทยสิทธารถราชมณเฑียร แด่พระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างวัดไทยสิทธารถราชมณเฑียร เป็นจำนวนปัจจัยทั้งสิ้น 565,000 บาท (ห้าแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

วัดไทยสิทธารถราชมณเฑียร ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนอินเดีย-เนปาล ด่านโสเนาวลี และกรุงสาวัตถี ปัจจุบันมีพระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ท่านพระครูคมสรณ์) อำนวยงานการก่อสร้าง มีพระครูปลัดเฉลิมชาติ ชาติวโร เป็นประธานสงฆ์ ซึ่งในระหว่างการเดินทางไปแสวงบุญอินเดีย-เนปาล ของคณะ Fantastic Tour India เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความรู้ข้อธรรมจากการนำบรรยายพุทธสังเวชนียสถานของพระครูปลัดเฉลิมชาติ ชาติวโร (พระอาจารย์กอล์ฟ) เป็นอย่างมาก

วัดก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ในระดับพอใช้งาน มีห้องน้ำสะอาดบริการญาติโยมจำนวนหนึ่ง มีศาลาอเนกประสงค์สำหรับใช้สอย มีเครื่องปั่นไฟ แต่ยังขาดทุนทรัพย์ในการดำเนินงานก่อสร้างอีกมาก จึงเป็นเหตุปัจจัยแห่งการทำบุญก่อสร้างห้องน้ำในวันนี้

กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 มีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จำนวน 10 รูป/คน ทดแทนชุดเดิมที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตโต) พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ พล.อ.ศรุต นาควัชระ สุวิทย์ กิ่งแก้ว อรุณ บุญชม มุขนายกชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ปานชัย สิงห์สัจเทพ และพงษ์ทิพย์ เทศะภู