ศรัทธา‘จตุคามรามเทพ’ขุนพันธ์ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/496728

ศรัทธา‘จตุคามรามเทพ’ขุนพันธ์ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

สัปดาห์นี้ชวนผู้อ่านหยิบกล้องส่องพระเครื่องของแต่ละท่านมาดูพระเครื่องของรักของหวงบุคคลในสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่ใช่ใครอื่น หลายท่านคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างดี เจ้าของฉายา “อัยการฝีปากกล้า” ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ผู้มีบุคลิกพูดจาตรงไปตรงมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องร้อนในสังคมไม่น้อย จนเป็นที่รู้จักหน้าค่าตากันดี

การศึกษาถือว่าไม่น้อยหน้าใคร ปรเมศวร์ จบเนติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทย การจัดการภาครัฐและเอกชน มหาบัณฑิตวิทยาลัยการทัพเรือ วปอ.

เช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตรับราชการ ปรเมศวร์ ที่เลือกเดินตามความใฝ่ฝัน ผ่านประสบการณ์ทางคดีความมาจำนวนไม่น้อย เป็นพนักงานอัยการที่ อสส. ทั้งยังเป็นทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยุคแรก เลขานุการรอง อสส. เป็นอัยการพิเศษสำนักงานคดีอาญา 1 เป็นเลขานุการ อสส. อรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด เป็นรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ครองตำแหน่งปัจจุบันรองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด

พระเครื่องอาราธนาขึ้นคอของ “ปรเมศวร์” เป็นประจำคือ เหรียญเนื้อทองคำ องค์จตุคามรามเทพ รุ่นมือปราบสิบทิศ ขุนพันธ์ (พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช) ซึ่งต้องสั่งจองให้เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพขุนพันธ์ ถึงกับเอ่ยปากว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีเรื่องราวหลายเหตุการณ์สำคัญผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกอย่างก็ล้วนผ่านไปด้วยดีตลอด ไม่มีปัญหาอุปสรรคในการทำงานหรือขัดข้องใดๆ เลย

“บางครั้งต้องเดินทางไปทำงานสถานที่ต่างๆ จนคิดว่าไปไม่ทันนัดหมายอย่างแน่นอน แต่ปรากฏว่าถึงที่หมายทันทุกครั้ง ทั้งที่ความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะมาทันเวลา ในใจลึกๆ ภาวนาขอให้พระที่เราแขวนช่วยให้สำเร็จ แม้หลายครั้งจะพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ว่าเพราะสาเหตุใดหลายเหตุการณ์จึงลุล่วง ทุกครั้งที่แขวนเหรียญจตุคามรามเทพองค์นี้ ทำให้เรารู้สึกดีตลอด”

ปรเมศวร์ เผยเคล็ด(ไม่)ลับว่า ออกจากบ้านไหว้พระ เข้าทำงานก็ไหว้พระ ขึ้นรถก็ไหว้พระ อดีตค่อนข้างใจร้อน พูดจาเร็ว กลับกันทุกวันนี้รู้สึกมีสมาธิ พูดน้อยลง ใช้ความคิดมากขึ้น อาจด้วยอายุมากขึ้นด้วย แต่ก็เชื่อว่าพระเครื่องที่เราแขวน คือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยความศรัทธา ไม่มองว่าพระเครื่องนั้นจะราคาแพงแค่ไหน เพื่อนฝูงให้มาไว้ติดตัวบูชาปกป้องรักษา ยอมรับส่วนตัวดูพระแท้พระปลอมไม่เป็น แต่เลือกศรัทธาในพุทธคุณเหนือสิ่งอื่นใด

“ถ้าสังเกตพระแต่ละองค์แต่ละปาง จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามเรื่องราว สำหรับตัวปรเมศวร์ บอกว่า ลักษณะของพระแต่ละองค์มีความสวยงามในตัวอยู่แล้ว พระแต่ละปางก็บ่งบอกเรื่องราวและคำสอน ส่วนตัวจะนั่งมองและตั้งคำถามว่า ทำไมพระถึงมีปางพิมพ์แบบนี้ ทุกอย่างมีความหมายสื่อถึงความสงบ ความเมตตาของสัตว์โลกทั้งหลาย”

รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดฯ ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่เคยขอพรอะไรจากพระที่สวมใส่เลย เพียงแต่หวังว่าขอให้ตัวเองมีสมาธิ มีความคิดในการทำงาน เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ราบรื่นทุกอย่างเพียงพอแล้ว

ชีวิตราชการเหลืออีก 5 ปี ปรเมศวร์ เน้นย้ำว่า การทำงานเกี่ยวกับกฎหมายความยุติธรรมต้องไม่วอกแวก คิดเสมอว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลมีองค์ประกอบชัดเจน “คนเราไม่สามารถทำอะไรได้เพียงคนเดียว ทุกอย่างต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีความร่วมมือกัน”

อยากให้มองเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่ามาจากไหนมาอย่างไร หวังว่าหากทำสิ่งเหล่านี้ได้เราจะเป็นคนมีเหตุผลและเป็นสิ่งที่คนไทยต้องการมากที่สุด…

 

111 ปี พุทธทาส พุทธธรรมกับสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/496262

111 ปี พุทธทาส พุทธธรรมกับสังคม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ, เสกสรร โรจนเมธากุล

ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ครบรอบชาตกาล พุทธทาส 111 ปี ท่านถือเป็นบุคคลสำคัญของโลกชาวไทยโดยยูเนสโก พุทธศาสนิกคนไทยน้อยคนที่จะไม่รู้จักท่าน ไม่ใช่เพราะอื่นใดมากไปกว่าโอวาทธรรม คำกลอน ภาพปริศนาธรรม คติแง่คิดและงานมากมายของท่าน ที่เผยแผ่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับโลกว่า อรรถาธิบายธรรมแห่งพระพุทธองค์ได้แจ่มชัดที่สุดรูปหนึ่ง

สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว การบูชาผู้ควรบูชาเป็นมงคลสูงสุด ครบรอบชาตกาล 111 ปีพุทธทาส บูชาคุณท่านจึงควรอยู่ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธและเป็นศิษย์รู้เรียนธรรมจากท่าน เราอาจจะได้ท้าทายตัวเองต่อไปอีกสักนิดหรือไม่ว่า ควรรำลึกถึง “พุทธทาส” อย่างไรในวันสำคัญนี้

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า เราควรรำลึกถึงคุณูปการของท่านที่มีต่อพุทธศาสนาในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรื้อฟื้นคำสอนด้านปรมัตถธรรมของพุทธศาสนาให้กลับมามีความหมายสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน

“ท่านทำให้พุทธศาสนามีชีวิตชีวา และมีคุณค่าต่อสังคมสมัยใหม่มากขึ้น พร้อมกันนี้ควรระลึกถึงคำสอนของท่านที่เป็นเสมือนสื่อแห่งพุทธธรรมที่ชี้ทางออกจากทุกข์โดยไม่จำต้องหนีโลก”

 

 

 

 

สำหรับผู้เป็นศิษย์ของท่าน ควรรำลึกถึงปณิธาน 3 ประการของท่าน และควรตั้งจิตสืบทอดปณิธานของท่าน อันได้แก่ 1.การเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน 2.การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และ 3.การออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม

การปรับใช้คำสอนท่านพุทธทาสกับสังคมไทยในปัจจุบัน ควรเริ่มต้นจากการเข้าใจคำสอนของท่านให้ถ่องแท้ แล้วนำมาปฏิบัติกับตน ทั้งในระดับพฤติกรรมและการพัฒนาจิต โดยเฉพาะคำสอนที่ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” และ “ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง” (ซึ่งมีนัยบ่งชี้ว่า จิตว่างหรือการปล่อยวาง ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลยหรือไม่ทำอะไรเลย แต่เป็นการทำจิตควบคู่กับการทำกิจ)

สำหรับพุทธธรรมกับสังคมความรุนแรงในปัจจุบัน จะหาสมดุลกันอย่างไร พระอาจารย์ไพศาลชี้ว่า สันติสุขในสังคมที่ผู้คนปรารถนานั้น โดยสาระสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ การที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่เบียดเบียนหรือข่มเหงคะเนงร้าย ปลอดพ้นจากภัยสงคราม ความอดอยากหิวโหย โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติ แม้ว่าสภาวะดังกล่าวยังห่างไกล แต่ก็ควรที่เราจะช่วยกันทำให้เกิดขึ้น

คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส โดยสาระสำคัญยังเป็นประโยชน์กับสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเรื่องศีลธรรม (โดยไม่ยึดติดถือมั่นว่าเป็นตัวกูของกู) และการพัฒนาตนจนเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา นั่นคือ “รักผู้อื่น” จิตที่พัฒนาดีแล้ว ไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัว หรือยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู ย่อมเกื้อกูลต่อการขับเคลื่อนให้สังคมเกิดสันติสุขอย่างแท้จริง

สันติสุขและความสงบเย็นของสังคม พระอาจารย์ไพศาลชี้ว่า ตามความหมายของท่านพุทธทาส หมายถึงชีวิตที่ไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลส ปลอดโปร่งจากความทุกข์โศก ความรุ่มร้อน และการบีบคั้นด้วยอารมณ์อกุศล เพราะมีสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษาจิต ความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดคือ ชีวิตที่หมดกิเลส อวิชชาดับ เข้าถึงนิพพาน อันเป็นความสงบเย็นอย่างยิ่ง เพราะมีปัญญาแลเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่ยึดติดถือมั่นได้เลย

พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เล่าว่า คำสอนของท่านพุทธทาสประกอบด้วยหลักเชิงสังคมที่คู่อยู่กับหลักพัฒนาในเชิงปัจเจก ได้แก่การอยู่อย่างมีสติ อยู่อย่างเรียบง่าย ไปจนถึงเป้าหมายสุดท้ายคือการมีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

“สังคมอุดมปัญญาตามคติของท่านพุทธทาสแล้ว หลักใหญ่คือการถอนคลายทิฐิตัวกูของกู ด้วยเมื่อทิฐิเสมอกันหรือสอดคล้องกันแล้ว โลกก็ไม่วุ่นวาย”

โรเบิร์ต เดวิด ลาร์สัน หรืออดีตสันติกโรภิกขุ พระชาวอเมริกันศิษย์ท่านพุทธทาส ลาสิกขาในปี 2547 ต่อมาก่อตั้งลิเบอเรชั่นพาร์ค (Liberation Park) สถานปฏิบัติธรรมร่วมสมัยที่รัฐวิสคอนซิน กล่าวว่า ในฐานะศิษย์ ท่านเคยพูดว่า ถ้าไม่ทำตามคำสอนก็อย่าเรียกว่าอาจารย์ พวกเราควรคำนึงว่า ทุกวันนี้ที่ท่านมรณภาพไปเป็นเวลาเกือบ 24 ปีแล้วนั้น พวกเรายังน้อมคำสั่งสอนของท่านมาอยู่ในใจและปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

“ท่านยังเป็นอาจารย์เราอยู่ในดวงใจเราทุกวันหรือเปล่า ถึงขนาดทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งจะเป็นคำสอนไหนก็ตาม เช่น ไม่มีอะไรที่สมควรยึดมั่นถือมั่น ตัวกูของกู หรืออย่าโง่เมื่อเกิดผัสสะขึ้นทางหูจมูกลิ้นกายใจ ถ้าไม่ค่อยเอาจริงเอาจังก็อย่าเรียกอย่าหาอาจารย์”

โรเบิร์ตกล่าวว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพระที่ใช้พุทธศาสนามองไปข้างหน้าอย่างละเอียดลึกซึ้ง เมื่อกิเลสของคนหลายคนรวมกันเข้า ได้แก่ความโกรธ ความโง่ ความละโมบ ความกอบโกย ก็ทำให้สังคมไม่มีสันติสุข ไม่มีความสงบเย็น สรุปอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนตัว ถ้าพิจารณาในแง่ส่วนรวมก็เป็นการเห็นแก่พรรคพวก เป็นพวกชาตินิยมโง่ๆ ซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัวแบบหนึ่ง ชาวพุทธก็ดี ไม่ใช่ชาวพุทธก็ดี ควรตระหนักในข้อนี้

ด้านพุทธศาสนาในโลกตะวันตก โรเบิร์ตเล่าว่า มีชาวตะวันตกจำนวนมากขึ้นทุกปีที่รู้สึกว่า พุทธเป็นกระแสการเรียนรู้และการปฏิบัติที่สามารถช่วยเขาให้อยู่ได้ในสังคมและโลกที่เครียดจัด หลายคนเห็นว่าพุทธเป็นแนวปฏิบัติมากกว่าเป็นศาสนา ทุกวันนี้การเจริญสติในหมู่ชาวตะวันตกเป็นเรื่องแพร่หลายมาก

อยากให้คนไทยตระหนักว่า มีทรัพยากรบุคคลล้ำค่า แม้แต่ว่าได้มรณภาพไปแล้วถึง 24  ปี ก็ยังมีชาวต่างประเทศติดตามผลงานและศึกษาธรรมะของท่านอยู่ การสัมมนาวิจัยพุทธศาสนานานาชาติโดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญที่จะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ มีชาวต่างประเทศจากหลายประเทศหลายทวีปทั่วโลกทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา ที่จะมาประชุมกันก็เนื่องจากท่าน

“คนไทยมีมรดกสุดยอด อยากให้คนไทยสนใจมรดกของตัวเอง ถ้าไม่งั้นฝรั่งจะมาขโมยไปหมดนะ”

ส่งท้ายด้วยพระสุธีรัตนบัณฑิต ท่านกล่าวว่า เนื่องในวันล้ออายุของท่านพุทธทาสปีที่ 111 นี้ เราควรทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์และรำลึกถึงท่านด้วยการรำลึกถึงสติของตน ท่านผู้อ่านเล่า ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เป็นศิษย์รู้เรียนธรรมคำสอนจากท่านพุทธทาสไม่มากก็น้อย อยากตอบตัวเองหรือไม่ว่า จะรำลึกถึง “พุทธทาส” อย่างไร

ไปร่วมสัมมนาพุทธธรรมกับสังคม

นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญกล่าวว่า เนื่องในวาระครบรอบชาตกาล 111 ปีพุทธทาส หอจดหมายเหตุฯ จะจัดงานสัมมนาวิจัยพุทธศาสนานานาชาติ ภายใต้แนวคิดพุทธธรรมกับสังคม เน้นการแสวงหาหนทางเพื่อ

ฟื้นฟูมนุษยชาติ

“กลียุคโลกก็เป็นหนึ่งในธรรมดาโลก หากเราจะหาทางรักษาความปกติสุขของโลกได้อย่างไรท่านพุทธทาสได้เคยกล่าวไว้ถึงธรรมมิกสังคม หมายถึงสังคมที่มีธรรมนำ หน้า การสัมมนาครั้งนี้ นักคิดจากทั่วโลกจะมาสืบสาน”

24-25 พ.ค.

ที่สวนโมกข์กรุงเทพ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ไปร่วมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ “พุทธธรรมกับสังคม” ใน 4 มิติ จิตใจ-เศรษฐกิจ-สังคมและการสานงานพุทธทาสภิกขุ วิทยากรทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศทั่วโลก นำโดยพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

26-27 พ.ค.

ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานีจะมีกิจกรรมล้ออายุ รวมทั้งมีกิจกรรมตามรอยพุทธทาสภิกขุในพุมเรียงบ้านเกิดและสวนโมกข์เก่า (วัดตระพังจิก) รวมทั้งกิจกรรม “เห็นธรรมเมื่อฮัมเพลง” โดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์นำ บทสวดมนต์มาขับร้องเพื่อการภาวนาปฏิบัติบูชาเนื่องในวันล้ออายุ เรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ ทั้งที่สวนโมกข์กรุงเทพ และสวนโมกข์ไชยา www.dhammaandsociety.org

 

หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495833

หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ป.ธ. 9 M.A.)

เรื่องหลวงพระบางจบวันนี้ สัปดาห์หน้าจะเล่าเรื่องวิสาขบูชาที่ศรีลังกาว่าอลังการขนาดไหน

(ต่อจากตอนที่แล้ว) อีกหนึ่ง คือวัดสุวรรณคีรี เป็นวัดที่เป็นศูนย์ข้อมูลของคณะสงฆ์หลวงพระบาง

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอเวลาเยี่ยมชมรอบๆ วัดอย่างทั่วถึงใจ ถึงมีฝนโปรยลงมานิดๆ ประเภทฝนหมากับแมวทะเลาะกันก็ตาม เข้าไปภายในโบสถ์กราบไหว้พระประธาน ด้านหน้าโบสถ์มีรางไม้รดสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งพระพุทธรูปส่วนมากที่พบเห็นในหลวงพระบางคือมุทราปางห้ามญาติทะเลาะกัน หรือปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้าง (พระหัตถ์เดียวไม่พอห้าม เพราะห้ามทั้งสองฝ่าย) เดินดูสิมสีมารอบๆ และหอไตรที่เก็บคัมภีร์…

ใจของข้าพเจ้าล่องลอยกลับบ้านไปทาง อ.บางปลาม้า ที่มีคนไทยพวนอาศัยอยู่ถึง 75%

อนุทินประจำวัน (109 หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ตอน 2)

ณ ถนนเจ้าฟ้างุ้ม ถนนเป็นที่แห่นางสังขาร (นางสงกรานต์) ฟากฝั่งตรงข้ามกับวัดมหาธาตุ เมืองหลวงพระบาง เป็นร้านอาหารบ้านบูราณและร้านกาแฟลาว หลังจากดื่มกาแฟแล้ว ก็พากันไปขึ้นเขาพระธาตุภูสี ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะมากที่สุดคือช่วงพระอาทิตย์ขึ้น (ยามเช้า) และช่วงพระอาทิตย์ตก (ยามเย็น) เพื่อจะมองเมืองมรดกโลกได้อย่างเต็มตา แต่ต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าอำนวยอวยพรให้

ณ เชิงพระธาตุภูสี เป็นช่วงราว 8 โมงเช้าของวันที่ 27 เม.ย. 2560 ที่รถพาไปจอดอยู่ด้านแม่น้ำคานฝั่งทิศตะวันออก และบอกว่ารถจะไปรับอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นฝั่งหน้าหอพิพิธภัณฑ์

ภูคือภูเขา และสี มาจาก “ฤๅษี” สองตนพี่น้องมาบำเพ็ญตบะความเพียร ถือว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบางและเขาถือว่าเป็นหลักเมืองอีกด้วย มาหลวงพระบางถ้าไม่ขึ้นภูสี ก็ถือว่ายังมาไม่ถึง วัดภูสีตามประวัติบอกว่า สร้างปี ค.ศ. 1804 หลังจากเจ้าอนุวงศ์ครองเมืองได้ 8 ปี มีความสูงราว 300 เมตร ต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นไป เส้นทางสะดวกสบาย ถึงจะหอบและเหนื่อยนิดๆ ก็ตาม ท่องคาถา “พุทโธขึ้นได้ ธัมโมขึ้นได้ สังโฆขึ้นได้” ก็ขึ้นไปถึงยอดภู ใช้เวลาพักที่จุดรอยพระพุทธบาทและถ้ำฤๅษีราว 15 นาทีก่อน แล้วเดินรวดจนถึงยอดเขาภูสี

ทัศนียภาพข้างบนนั้นงามจับตาจับใจด้านทิศตะวันออกเป็นแม่น้ำคาน ด้านทิศตะวันตกเป็นแม่น้ำของฝั่งโน้นเป็นเขตอำเภอจอมเพชร แขวง (จังหวัด) หลวงพระบาง มองเห็นเขา 2 ลูก ตามนิทานพื้นบ้านเรื่องขูลูกับ นางอั้ว – ลูกหนึ่งเป็นหญิง (ลูกซ้าย) ลูกหนึ่งเป็นชาย (ลูกขวา) ภาพพาโนรามามองเมืองมรดกโลกได้รอบทิศ มองเห็นวัดวิชุลราช จวนผู้ว่าฯ และวัดวาอารามต่างๆ

เสร็จแล้วก็เดินลงเขามาอีกเส้นทางหนึ่ง ที่จะลงไปตรงหน้าหอพิพิธภัณฑ์ราชวังพอดี พบต้นโพธิ์อินเดียที่รัฐบาลมอบให้มาเมื่อคราวฉลองพุทธชยันตี 2500 ปีนั้น จากนั้นเดินรวดเดียวถึงเชิงบันไดด้านหนึ่ง พบวัดป่ารวก เป็นวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังชั้นหนึ่งในหลวงพระบาง ว่าเป็นวัดไทยอีกด้วย

เข้าชมมณฑปหอพระบาง เพิ่งสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1995 ใช้เวลาสร้างเกือบ 20 ปี แล้วเสร็จปี 2013 และได้อัญเชิญพระบางจากหอพระราชวังมาประดิษฐานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2013 ในแต่ละปีหลังปีใหม่ลาวคือหลังสงกรานต์แล้ว มีพิธีแห่พระบางไปยังวัดใหม่สุวรรณาราม เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ถวายน้ำสรงและถ่ายรูปได้เต็มที่แต่ตอนนี้หลวงพ่อพระบางยืนยกพระหัตถ์ห้ามอยู่ตรงนี้ ผู้เข้าชมไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป (No photo)

ข้าพเจ้าอ่านประวัติพระบางได้ว่า เป็นพระพุทธรูปที่เป็นของขวัญมาจากเจ้าชีวิตเขมร มอบให้แด่เจ้าฟ้างุ้ม เจ้าชีวิตลาวในปี ค.ศ. 1359 ตามตำนานยังได้เล่าเสริมไว้ว่า พระบางหล่ออยู่ที่ประเทศลังกาในศตวรรษที่ 1 และแต่ก่อนเมืองหลวงพระบางชื่อว่าเมืองชวา แล้วเป็นเมืองเชียงดง-เชียงทอง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “นครหลวงพระบาง” เมื่อปี ค.ศ. 1560 เมื่อพระบางจากเมืองเขมรมาอยู่ประจำ ณ หลวงพระบางแห่งนี้

พระบางมีขนาดความสูง 83 ซม. มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “พระบางพุทธลาวัน”

พระบาง เคยอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่มณฑปวัดจักรวรรดิ (วัดสามปลื้ม) ในสมัย ร.4 ได้อัญเชิญกลับไปประดิษฐานที่หลวงพระบาง

จากนั้นก็เข้าชมหอพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ที่เดิมเคยมีห้องแสดง 11 ห้อง แต่อัญเชิญพระบางออกไปประดิษฐานถาวรที่หน้าหอนั้นแล้ว จึงเหลือ 10 ห้อง ซึ่งมีของขวัญจากประเทศไทยคือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐอยู่ตู้หนึ่ง และมีภาพพระเวสสันดรชาดกสมบูรณ์ครบชุด … ส่วนตัวพระราชวังนั้นเป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสสร้างให้ งามล้ำเลิศ ภายในแสดงของราชูปโภค ตั้งแต่ห้องแรกคือพระแท่นบัลลังก์วิจิตรสำหรับสมเด็จพระสังฆราช และที่นั่งพระราชาคณะปลัดซ้ายปลัดขวา และมัคคุเทศก์ยังบรรยายต่อไปว่า สำหรับพระมหากษัตริย์เวลาฟังธรรม ประทับนั่งลงกับพื้นเหมือนสามัญชนคนทั่วไป

ขอรวบรัดตัดความว่า แขวงหลวงพระบางมี 297 วัด มีพระและเณร 2,050 รูป มีโรงเรียน 3 แห่ง กำลังจะยกโรงเรียนวัดสีพุทธบาทขึ้นเป็นวิทยาลัยสงฆ์ มีเด็กจากชนบทมาจากเวียงจันทน์-บ่อแก้ว-และที่ต่างๆ ตอนเปิดเรียนครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีนักเรียน 38 รูป ปีนี้มีสถิติที่จดช่วงเข้าพรรษามี 510 รูป เรื่องจบแต่ยังติดใจ ต้องหาเวลามาเยี่ยมเมืองมรดกโลกอีกครั้งหนึ่ง

 

หมดสิ้นเพราะโลภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495832

x

โดย…อารยชล

การแต่งงานของสังคมอินเดียเป็นที่ทราบกันว่า “ผู้หญิง” จะต้องไปสู่ขอ “ผู้ชาย” ตามประเพณี แม้ทางการจะออกกฎหมายห้ามการให้และรับสินสอดตั้งแต่ปี 2504 แล้วก็ตาม แต่ประเพณีที่ทำกันมาแต่โบราณนับหลายศตวรรษก็ยังคงอยู่แพร่หลายในสังคมอินเดียโดยเฉพาะสังคมชนบท

ในการเรียกสินสอดของคนอินเดียจะมากจะน้อยก็คล้ายไทยเรานั่นแหละ ก็จะพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ถ้าฐานะตัวเอง (ผู้หญิง) ดีมั่นคงก็ต้องเรียกสินสอดค่าดองสูง ลูกสาวมีการศึกษาสูง มีหน้าที่การงานดีในสังคม ก็ต้องเรียกแพงเป็นเรื่องธรรมดา สังคมอินเดียก็พิจารณาแบบนี้เหมือนกัน

เมื่อรูปแบบและองค์ประกอบมันถูกออกแบบมาอย่างนี้ ฝ่ายที่ไปสู่ขอก็ต้องหาเงิน เตรียมสินสอดให้พร้อมครบถ้วนตามที่ฝ่ายชายเรียกระบุ แต่ปัญหาคือถ้าฝ่ายหญิงยากจนหาเงินสินสอดไม่ทันไม่ครบตามที่ฝ่ายชายกำหนด งานแต่งนั้นอาจไม่เกิดขึ้นถ้าฝ่ายชายยกเลิก ฉะนั้นบางครอบครัวจึงต้องไปกู้เงิน

ว่าแต่เรื่องสินสอดในสังคมอินเดียค่อนข้างเกิดปัญหาเยอะ มีผู้หญิงอินเดียถูกฆ่าเพราะเงินสินสอดจำนวนมาก ปี 2553 มีมากถึง 8,391 คดี ส่วนใหญ่มาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายสินสอดที่ครอบครัวฝ่ายหญิงต้องให้แก่ครอบครัวฝ่ายชายในวันแต่งงานไม่ครบตามที่ฝ่ายชายเรียกร้อง

แล้วแม่ผัวนี่แหละตัวดีเจ้ากี้เจ้าการเรียกร้องสินสอดแพงจนฝ่ายหญิงหาไม่ครบในวันแต่ง หรือพอได้แต่งกันไปแล้วแม่ผัวก็ตั้งข้อรังเกียจลูกสะใภ้ บางทีถึงขั้นลงไม้ลงมือฆ่าลูกสะใภ้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ราดน้ำมันจุดไฟเผาแล้วแจ้งตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย ตามที่มีข่าวเคยลง

ส่วนใหญ่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในสังคมชนบทเพราะประเพณีนี้ยังฝังแน่นอยู่ แต่ในฟากของสังคมเมืองก็มีความทันสมัยขึ้นเมื่อเจ้าสาวเริ่มเป็นฝ่ายเรียกสินสอดบ้าง แต่ที่นิยมก็คือทั้งสองฝ่ายออกค่าใช้จ่ายช่วยกัน

ที่ผมพูดถึงการแต่งงานของอินเดีย เพราะมีเรื่องหนึ่งที่อยากเล่านานแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับสินสอดเหมือนกัน ไม่ใช่สินสอดไม่ครบ แต่บางอย่างไม่ถูกใจเจ้าบ่าวเลยต้องเรียกร้องเพิ่ม ซึ่งผมรู้สึกว่าเจ้านี่มันก็เหลือเกิน

ผมว่าหลายท่านน่าจะจำข่าวหนุ่มอินเดียคนหนึ่งเรียกสินสอดเพิ่มจากเจ้าสาวหลังพิธีแต่งงาน แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วฝ่ายเจ้าบ่าวรวมทั้งพี่ชายของเขาถูกจับโกนผมแบบน่าเกลียดน่าอายมาก แค่นั้นไม่พอยังถูกคนเอารองเท้าสองคู่มาคล้องคอเสมือนว่าเป็นพวงมาลัยยังไงยังงั้น

เป็นงานแต่งงานที่ดราม่ามาก คือแต่งไปได้ 3 ชั่วโมงก็ต้องหย่ากัน ทั้งที่สินสอดทุกอย่างรวมรถจักรยานยนต์ที่เจ้าบ่าวเรียกพ่อเจ้าสาวซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมจัดให้ครบตามว่าที่ลูกเขยเรียก แต่พอแต่งเสร็จเขยเจ้ากลับไม่พอใจเรียกสินสอดเพิ่ม และขอให้พ่อตาซื้อรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่ดีกว่าคันเดิมให้อีก

พ่อตาไม่พอใจ ฝ่ายลูกเขยก็ไม่ยอม!

ที่สุดก็มีปากเสียงกันจนเกิดความวุ่นวายย่อมๆ ท่ามกลางผู้มาร่วมงาน ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวเห็นท่าบานปลายพยายามกล่อมเจ้าบ่าวให้ใจเย็นและพอใจในสินสอด ไม่ต้องโลภมากอยากได้อีก แต่เจ้าบ่าวไม่ยอมแถมขู่จะกลับบ้านโดยที่ไม่พาเจ้าสาวไปด้วย

กล้าพูดขนาดนี้มีหรือที่พ่อเจ้าสาวจะเฉยเมยได้

ในที่สุดครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวที่รวยอยู่แล้ว เมื่อธาตุแท้ของลูกเขย “งก” แบบนี้ ขอบายสถานเดียว จึงขอให้ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นมาช่วยเป็นพยานและขอหย่าเจ้าบ่าวหลังแต่งไปได้แค่ 3 ชั่วโมง พร้อมยื่นคำขาดต้องคืนของขวัญและสินสอดทั้งหมดที่เคยให้ไปกลับคืนมาด้วย

หมดกัน เจ้าบ่าวไม่ได้อะไรเลย!

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น อินเดียอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ บรรดาคนที่มาร่วมงานต่างสุดทนกับความโลภความไม่รู้จักพอของเจ้าบ่าวเลยจับเจ้าบ่าวและพี่ชายของเขาลงโทษด้วยการโกนหัวประจาน

และเจ็บยิ่งกว่านั้นเมื่อพ่อฝ่ายหญิงได้จัดการติดต่อชายหนุ่มอีกคนในพื้นที่มาเข้าพิธีแต่งกับลูกสาวในเย็นวันนั้น เลี้ยงฉลองสมรสตอนค่ำตามกำหนดการเดิมที่วางไว้เพียงแต่เปลี่ยนเจ้าบ่าวคนใหม่เท่านั้น

เขียนมานี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากบ่นให้ท่านผู้อ่านได้ยินด้วยเท่านั้น “คนโลภไม่รู้จักพอ” เป็นแบบนี้นี่เอง

 

จัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ทั่วประเทศ 23 พ.ค. 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495830

จัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ทั่วประเทศ 23 พ.ค. 2560

โดย…สมาน สุดโต

กระทรวงมหาดไทย แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สอดคล้องกับวันเวลาในส่วนกลาง ที่จัดขึ้น ณ พระลานพระราชวังดุสิต

หนังสือลงนามโดย สุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนกระทรวงมหาดไทย วันที่ 18 พ.ค. 2560 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันอังคารที่ 23 พ.ค. 2560 เวลา 16.30 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต ประกอบกับเมื่อวันพุธที่ 17 พ.ค. 2560 ที่ประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการจัดพิธีฯ ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ในวันและเวลาดังกล่าว ในการนี้ กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้

1.พิจารณาคัดเลือกวัดหรือสถานที่เหมาะสมสำหรับจัดพิธีฯ โดยประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระประธาน (สำหรับจังหวัดที่ไม่มีพระพุทธนวราชบพิตรให้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดแทน) พร้อมจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา ตามแผนผังการจัดพิธี

2.ประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ร่วมจัดพิธีฯ ในวันอังคารที่ 23 พ.ค. 2560 เวลา 16.30 น. พร้อมกับส่วนกลาง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีฯ ตามร่างกำหนดการ รวมทั้งชมการถ่ายทอดสดพิธีฯ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

3.ประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกภาคส่วนในจังหวัดเข้าร่วมพิธีฯ เพื่อร่วมสวดพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน

4.ดาวน์โหลดบทเจริญพระพุทธมนต์ได้ที่ www.gad.moi.go.th บทเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีฯ หรือฉายขึ้นจอโปรเจกเตอร์เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมสวดพร้อมกัน

5.งบประมาณดำเนินการจัดพิธีฯ ให้จังหวัดใช้งบประมาณจากงบรายจ่ายอื่น คำรับรองและพิธีการของจังหวัด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

6.รายงานผลการดำเนินการจัดพิธีฯ พร้อมภาพนิ่งและคำบรรยาย ตามแบบรายงานฯ ให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 1 มิ.ย. 2560

มส.อนุโมทนา

ขณะเดียวกัน มหาเถรสมาคมทราบเรื่อง และอนุโมทนา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (วธจ.) ร่วมกันจัดพิธีดังกล่าว

จากการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2560 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) เสด็จทรงเป็นประธานนั้น

ประดับ โพธิกาญจนวัตร โฆษก พศ. กล่าวภายหลังการประชุมว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 23 พ.ค. 2560 เวลา 16.30 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต ในการนี้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้รับทราบและอนุโมทนาในพิธีดังกล่าว

ประดับ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดพิธีในครั้งนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมทั้งได้ประสานมายัง พศ. และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อแจ้ง พศจ.และ วธจ.ร่วมกันจัดพิธีดังกล่าว ทั้งนี้ มส.ได้เห็นชอบให้เจ้าคณะกรุงเทพมหานครแจ้งเจ้าคณะเขตทุกเขตกำหนดวัดที่เหมาะสมในการจัดพิธีดังกล่าว ขณะที่ในส่วนภูมิภาคให้ พศจ.ร่วมกับ วธจ.จัดพิธีดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ โดยจะมีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และขอเชิญประชาชนเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว โดยสามารถดาวน์โหลดบทเจริญพระพุทธมนต์ได้ที่ www.gad.moi.go.th หัวข้อบทเจริญพระพุทธมนต์

โฆษก พศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนพิธีที่พระลานพระราชวังดุสิต ในวันที่ 23 พ.ค.นั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ ทั้งหมด 175 รูป ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นผู้แทนพระองค์ในพระราชพิธีดังกล่าว นอกจากนี้ยังกำหนดให้ทุกจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธี เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริสร้างพระราชทานเป็นพระประจำจังหวัด หากจังหวัดใดไม่มีก็ให้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธีแทน

 

กษัตริย์กัมพูชาถวายเครื่องราชฯ แก่พระสงฆ์ผู้นำ มจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495829

กษัตริย์กัมพูชาถวายเครื่องราชฯ แก่พระสงฆ์ผู้นำ มจร

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถวายพระสงฆ์ไทย 3 รูป เน้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ ที่เกื้อหนุนการศึกษาของพระสงฆ์ชาวกัมพูชา นับเป็นคณะสงฆ์ไทยชุดแรกที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง ในพิธีถวายเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 นั้น เจ้าชายฤทธีราชวงศ์ ศรีสุวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ผู้พิทักษ์สำนักราชเลขาธิการพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นผู้แทนถวาย ส่วนพระเถระที่รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีชื่อตามลำดับดังนี้

1.เครื่องราชอิสริยาภรณ์สหไมตรี มหาเสนาราชชมิตราภรณ์ ถวายพระธรรมปัญญาบดี นายกสภา

2.เครื่องราชอิสริยาภรณ์สหไมตรี มหาสิริวัฒน์ราชชมิตราภรณ์ ถวายพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี

3.เครื่องราชอิสริยาภรณ์สหไมตรี มหาเสนาราชชมิตราภรณ์ ถวายพระสุธีวีรบัณฑิต ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาบริการสังคม

เจ้าชายฤทธีราชวงศ์ ถวายเครื่องราชฯ พระธรรมปัญญาบดี

หลังจากถวายแล้ว เจ้าชายฤทธีราชวงศ์ ศรีสุวัสดิ์ มีพระดำรัสในพิธีว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ผู้บริหาร มจร ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้านการทูตที่จะมอบแก่ผู้นำประเทศ หรือบุคคลที่มีความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ เนื่องจากผู้บริหาร มจร ได้อำนวยความสะดวกด้านการศึกษาแก่พระสงฆ์กัมพูชาที่มาเรียนที่ มจร และทรงหวังว่าคณะผู้บริหาร มจร จะสานต่อความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศให้ดียิ่งขึ้นสืบไป

พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี กล่าวตอบว่า นับเป็นการแสดงสัมพันธไมตรีและเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ที่มี 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และคนส่วนใหญ่ยังนับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

เจ้าชายฤทธีราชวงศ์ ถวายเครื่องราชฯ พระพรหมบัณฑิต

พระสุธีวีรบัณฑิต กล่าวว่า เครื่องราชฯ สำรับนี้มี 5 ลำดับ ชั้นมหาสิริวัฒน์ เป็นชั้นสูงสุด รองลงมาคือ มหาเสนา และคณะสงฆ์ มจร ที่รับนี้เป็นคณะสงฆ์ไทยชุดแรกที่ได้รับการถวายเครื่องราชฯ จากกัมพูชา

การที่พระมหากษัตริย์กัมพูชาถวายเครื่องราชฯ เนื่องจาก มจร สนับสนุนการศึกษาพระกัมพูชาที่มาศึกษาที่ มจร เช่น ถวายทุนการศึกษา เป็นต้น

ปัจจุบันมีพระกัมพูชาศึกษาที่ มจร ประมาณ 300 รูป

เจ้าชายฤทธีราชวงศ์ ถวายเครื่องราชฯ พระสุธีวีรบัณฑิต

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495828

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก พระวัดระฆังหลังค้อน เนื้อเมฆสิทธิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม สร้างในสมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) มีทั้งเนื้อเงิน เนื้อสำริดเงิน ทองเหลือง และเนื้อเมฆสิทธิ์ พิมพ์เป็นพระนั่งสมาธิบนบัว 2 ชั้น มีปรกโพธิ์ลักษณะเป็นเม็ดกลมรายรอบอยู่ภายในซุ้มครอบแก้ว ด้านหลังเรียบที่นำมาให้ชมเป็นเนื้อเมฆสิทธิ์ซึ่งหายาก เพื่อเป็นแนวทางสะสม

องค์ที่สอง พระซุ้มกอพิมพ์กลาง กำแพงเพชร สร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไทเมื่อครั้งเป็นผู้ครองเมืองชากังราว ลักษณะเป็นพระดินผสมกับเกสรดอกไม้และว่าน อายุการสร้างจนถึงปัจจุบัน 700-800 ปี เนื้อพระจึงนุ่มละเอียด มัน ตามผิวองค์พระจะปรากฏจุดแดงเข้มที่เรียกว่าว่านดอกมะขาม และตามซอกองค์พระจะมีคราบรารักสีดำปรากฏอยู่ พุทธคุณครบเครื่องเรื่องเมตตา มหานิยม จนมีคำกล่าวว่า “มีกูแล้วไม่จน” สภาพที่นำมาให้ชมยังมีหลักล้าน

องค์ที่สาม พระปิดตายันต์ยุ่ง เนื้อสำริดเงิน หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง พระปิดตายันต์ยุ่งหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อโลหะ หลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระปิดตาแบบเดียวกับการสร้างพระปิดตาของหลวงพ่อทับ วัดทอง โดยสร้างองค์ต่อองค์ ลักษณะดูคล้ายกัน แต่ขนาดจะไม่เท่ากัน มีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อสำริดเงิน และเนื้อโลหะแก่ทอง เมฆพัตร ตะกั่วและผง องค์ที่นำมาให้ชมมีคราบขี้เบ้า เส้นสายอวบอิ่ม ทำให้ดูง่ายเป็นแนวทางสะสม

องค์ที่สี่ พระปิดตาพิมพ์พุงป่อง เนื้อตะกั่ว หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท พิมพ์นี้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อผงคลุกรัก เนื้อตะกั่วสร้างน้อยมาก องค์นี้ผิวพรรณความเก่ามีครบ ด้านหลังจารยันต์พุทธม้วนโลก พระพิมพ์นี้สร้างขึ้นมาแจกในคราวงานศพโยมมารดาของหลวงปู่ ซึ่งฌาปนกิจในปี 2463 ค่านิยมอยู่ที่แสนกลาง

องค์ที่ห้า ตะกรุดไม้ครู (นิ้วเพชรพระอิศวร) หลวงปู่ภู วัดอินทร์ 1 ใน 9 เครื่องรางที่ควรมี สร้างจากไม้ไผ่สีสุกที่ถูกฟ้าผ่าล้มปลายชี้ไปทางทิศตะวันออก และท่านจะนำมาเป็นไม้เท้าเดินธุดงค์ จากนั้นจะนำมาผ่าให้เป็นแผ่นเล็กๆ เรียกว่าตอก นำไปลงพระนามที่ได้รับจากเบื้องบน และจะทำการบรรจุตอกไม้ไผ่ที่ลงพระนามเข้าไปในรูของไม้ที่เจาะเตรียมมาและอุดด้วยชันโรงใต้ดิน และลงอักขระทับ การบรรจุนั้นถ้า
บรรจุด้านเดียวเรียกว่า “ไม้พ่อครู” ถ้าบรรจุสองด้านเรียกว่า “นิ้วเพชรพระอิศวร” วันนี้ชมตะกรุดนิ้วเพชรพระอิศวรของหลวงปู่ภู ซึ่งหาชมได้ยากมาก

สุดท้าย พระกริ่งโสฬส วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร การจัดสร้างเข้มขลัง ราคาย่อมเยา โดยในปี 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานหล่อพระนิรันตราย ขนาดบูชา และนำชนวนที่เหลือมาสร้างพระกริ่ง ในคราวสมโภชพระอารามหลวง วัดราชประดิษฐ์ที่ครบ 108 ปี องค์ที่นำมาให้ชมของคุณกำพล รามอินทรา

จากกันด้วยข้อคิด “ความสุขที่แท้จริง ใช่อยู่ที่ใจหรือไม่ เคยถามตนเองไหมว่า ในชีวิตนี้ค้นหาอะไร”

 

ติช นัท ฮันห์ อาจารย์เซนแห่งหมู่บ้านพลัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/495827

ติช นัท ฮันห์ อาจารย์เซนแห่งหมู่บ้านพลัม

โดย…ราช รามัญ

พระพุทธศาสนานิกายเซนเป็นอีกหนึ่งในความเป็นมหายานที่ได้รับการตอบรับจากชาวตะวันตก ผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีปัญญาในการขบคิดและค้นคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้แอบอิงเพียงแค่ความเชื่อแต่ประการใด แต่อาศัยหลักแห่งเหตุและผลเป็นตัวนำ

แม้ในการสนใจพระพุทธศาสนาของเขา ก็พึ่งอาศัยหลักแห่งเหตุผลเป็นหลัก พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสายเซนรูปหนึ่ง ผู้ที่ลี้ภัยจากบ้านเกิด คือ เวียดนาม ไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และได้นำเอาคำสอนไปเผยแผ่ที่นั่น ตอนแรกอยู่ทางตอนเหนือ จากนั้นได้มาสร้างใหม่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเป็นสังฆะใหม่มีนามว่าหมู่บ้านพลัม

พระอาจารย์ท่านนี้นามว่า ติช นัท ฮันห์

แนวทางคำสอนของท่านไม่ทำให้รู้สึกว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่แปลกแยกออกไปจากสังคมความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันท่านกลับมุ่งเน้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติแบบกลมกลืน อีกทั้งยังมุ่งเน้นในเรื่องของเสรีภาพอีกด้วย

จิตใจของท่านปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ แม้แต่การมีความคิดที่รุนแรงก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน อาจจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าผู้ที่ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรปและอเมริกาที่ได้ผลมากที่สุด เห็นมีอยู่เพียงแค่ 2 รูปเท่านั้นในโลกนี้ คือ องค์ดาไลลามะ และท่านติช นัท ฮันห์

ท่านมักกล่าวเสมอว่า “มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เป็นดั่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรที่แตกต่างและแปลกแยกออกจากกันเลย ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลรักษาและอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งหลายเอาไว้ ด้วยการไม่ปล่อยควันพิษไปทำร้ายธรรมชาติทุกอย่างในโลก

เป็นแนวคิดที่พยายามชี้ให้เห็นว่าทุกสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน แนวทางแบบนี้สามารถทำให้คนที่มีจิตใจแข็งหยาบกระด้างได้รู้สึกว่ามีจิตที่อ่อนลง ควรค่าแก่การปฏิบัติการงานทางด้านการฝึกจิตมากขึ้น

ส่วนตัวผมศึกษาทั้งเถรวาทอย่างเข้มข้น และทางด้านของมหายาน เพื่อต้องการหามิติใหม่ๆ ให้กับจิตวิญญาณตัวเอง ก็ทำให้พบได้ว่าคำสอนแบบเซนก็เป็นอีกหนึ่งที่ผมมีความชื่นชอบและเป็นคำสอนที่ท้าทายการปฏิบัติจิตยิ่งนัก

คำสอนของท่าน ติช นัท ฮันห์ ไม่ได้สอนแบบให้เชื่อแล้วให้ไหว้ต้นไม้ ไหว้ผี แต่ท่านสอนให้รักษาต้นไม้ทุกต้น ท่านให้นำเอาจิตใจและความรู้สึกทั้งหมดนี้อยู่เคียงคู่กับธรรมชาติ และไม่โกงธรรมชาติ ไม่เอาเปรียบต่อธรรมชาติทุกสิ่งอย่าง

เมื่อจิตใจเราเข้าใกล้ธรรมชาติแล้ว ย่อมจะมีจิตใจที่อ่อนโยนและเป็นจิตใจที่ง่ายต่อการศึกษาธรรมในขั้นสูงๆ ต่อไป

ในประเทศไทยก็มีหมู่บ้านพลัมด้วยเช่นกัน ผู้ที่สนใจอยากปฏิบัติธรรมในสายเซนแบบของท่าน ผู้เขียนทราบมาเลาๆ ว่าหมู่บ้านพลัมที่นครราชสีมาก็มีอยู่ ลองไปหาข้อมูลเอาเองก็แล้วกัน

เสียงกริ๊งจากระฆังเคาะที่ท่านชอบนำเอามาใช้ร่วมกับการปฏิบัติ เรียกได้ว่าเป็นการบอกให้เตรียมตัว ใครที่เคยฝึกในหมู่บ้านพลัมย่อมจะทราบดีว่ารูปแบบของการฝึกเป็นอย่างไร ท่านให้เดินบ้าง เดินไปด้วยกันหลายๆ คน จับมือกันไปบ้าง หยุดบ้างเพื่อให้มีสติระลึกรู้ ท่านเคยสอนลูกศิษย์ว่า

“เพราะใจเป็นทั้งหมดของธรรมชาติ เหมือนกันดังนั้น ต้องหมั่นดูแลรักษาใจ อย่าให้เศร้าหมอง”

นอกจากนี้ บางครั้งท่านได้บอกกับลูกศิษย์ การผ่อนคลายที่สุดนั่นแหละอาจทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของความคิดและจิตใจ อาจรวมไปถึงเรื่องของการเข้าใจในเนื้อหาแห่งธรรมทั้งปวงด้วย

สิ่งหนึ่งที่เชื่อเสมอมานั่นคือ เซนไม่ได้สอนให้ยึดติด และก็ไม่ได้สอนให้ห่างขาดจากโลกแห่งสมมติ เพียงแต่การใช้ชีวิตอาจจะมุ่งเน้นไปที่ความเป็นตัวของตัวเองทางจิตใจค่อนข้างสูง มีนิทานเซนเรื่องหนึ่งเขาสอนว่า

ตอนเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรม มองแม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ มองภูเขาก็เป็นภูเขา ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างเลย แต่ต่อมาเมื่อปฏิบัติไปจนถึงระดับหนึ่งจะมองเห็นว่า แม่น้ำก็เป็นเพียงธาตุน้ำ ภูเขาก็เป็นธาตุดิน แต่เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็มองเห็นแม่น้ำนั้นก็เป็นแม่น้ำ ภูเขาก็เป็นภูเขาดังเดิม เหมือนกับคนที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติ แต่ความลึกซึ้งของการเห็นนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป ระหว่างผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติเห็นกับผู้บรรลุธรรมเห็น

คำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ก็เช่นเดียวกัน

แนวทางการฝึกที่มุ่งเน้นสติ ให้เดินมีสติ ให้นั่งมีสติ ทำอะไรก็ตามในกิจวัตรประจำวันของชีวิตก็ควรที่จะต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา แนวทางการสอนเป็นเช่นนี้

พระเซนในญี่ปุ่นก็อย่างหนึ่ง พระเซนแบบจีนก็อีกแบบหนึ่ง พระเซนแบบเวียดนามก็อีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างย่อมมีความแตกต่างกันในความเหมือนเสมอ จึงจะทำให้เราเกิดความสมดุลอย่างแท้จริงของการใช้ชีวิต สัปดาห์นี้ก็ขอให้ทุกคนลองไปปฏิบัติธรรมแบบง่ายๆ

การปฏิบัติแบบง่ายๆ ของท่าน ติช นัท ฮันห์ คือการอาศัยหลักสติปัฏฐานสี่ โดยเน้นให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้มีจิตที่แน่วแน่กับอารมณ์ในปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสมอในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน และในระหว่างวันควรหาช่วงเวลากลับมาอยู่กับลมหายใจของตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้จิตส่งอารมณ์ออกไปอยู่กับสิ่งนอกตัวเพียงอย่างเดียว

เวลาฝึกในหมู่บ้านพลัมไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ฝึกเดิน ฝึกยืน หรือนั่งสมาธิภาวนา ก็จะมีเสียงจากระฆังใบเล็กๆ คอยกำกับเพื่อให้จิตกลับมาอยู่กับตัวเสมอ

ดังนั้น กลับมาใช้ชีวิตจริงๆ ของเราให้ง่ายขึ้น แล้วเราก็จะมีความสุขตลอดไปครับผม

 

หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/494751

หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9, M.A.)

หนึ่งวันในเมืองมรดกโลก หนึ่งวันที่ย้อนอดีตเก่า 7 ปีที่แล้ว (2-3 มิ.ย. 2553) จำได้ว่าครั้งที่แล้วไปพบท่านผู้ว่าแขวงหลวงพระบาง ซึ่งมีเชื้อสายเป็นชาวขมุ (ลาวเทิ่ง) แล้วไปเยี่ยมวัดป่าผาโอ ดูโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งมีสามเณรจำนวนมาก ช่วงนั้นฝนตกชมอะไรไม่ได้มากแม้อยากชมหลายวัด แต่ได้เข้าชมหอพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ในช่วงนั้นพระบางยังอยู่ที่หอนี้ แต่มีโครงการจะอัญเชิญไปประดิษฐานในมณฑปพระบางใหม่ หลังจากนั้นไปฉันเพลที่วัดภูควายโภคาราม วัดของรองเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งที่นั่นเรียกว่า เจ้าคณะแขวง (ฝ่ายการศึกษา) ที่จำได้คือการเดินทางออกนอกเมืองไปชมน้ำตกกวางสี แหล่งธรรมชาติที่สวยงามมากอีกแหล่งหนึ่ง…

วันนี้ 26-27 เม.ย. 2560 บ่ายวันแรกที่เดินทางมา มีกำหนดการเข้าพบปะรองผู้ว่าฯ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจการแขวงหลวงพระบาง ที่จวนผู้ว่าฯ หลังจากนั้นก็ไปวัดเชียงทอง ในใจยังนึกว่า “ครั้งนี้น่าจะมีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดวิชุลราชและถ้ำติ่งได้” เพราะไม่มีรายการไปนอกเมือง คือ ไปชมน้ำตกดังกล่าว

โชคดีมาก ที่วัดเชียงทอง ได้มีโอกาสได้กราบไหว้และถวายน้ำสรงพระพุทธรูปชื่อว่า “พระม่าน” ซึ่งปกติประดิษฐานอยู่หอพระม่านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ด้านหลังสีมาวัดเชียงทอง คราวก่อนนั้นยังไม่ทราบเลยว่ามีพระม่านอยู่ที่ด้านหลังหอนั้น (เมื่อกลับไทยแล้ว ได้ชมถ่ายทอดสดพิธีอัญเชิญพระม่านกลับเข้าหอด้านหลัง เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2560), ได้เข้าไปกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ และอธิษฐานจิตว่า จะขอมาอีก ซึ่งวันนี้ก็ได้มาแล้ว เดินชมภายใน-ภายนอกสิม-หอพระไสยาสน์-โรงเก็บราชรถซึ่งเก็บโกศต่างๆ ไว้อย่างจุใจ ข้าพเจ้าเดินชมไม่ต่ำกว่า 2 รอบ สมแล้วที่เป็นมรดกโลก ทำให้ทั้งเมืองได้รับอานิสงส์เป็นมรดกโลกไปทั้งเมือง วัดเชียงทอง เคยมีกฐินพระราชทานจากในหลวง ร.9 พระราชทานมาทอด อยู่บ่อยๆ ตั้งอยู่บนถนนมรดกโลก ด้านทิศเหนือเป็นแม่น้ำของ มีบ้านเรือนเก่าๆ ที่ยังอนุรักษ์ รักษาไว้ขึ้นทะเบียนไว้ว่าเป็นมรดกโลก

ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากวัดเชียงทองที่สร้าง ซึ่งเขาเขียนไว้ที่ประตูทางเข้าว่าเป็นปี จ.ศ. (923) (เท่ากับ พ.ศ. 2104) ในสมัยเจ้าฟ้างุ้ม เขยของกษัตริย์กัมพูชาที่ได้ของขวัญคือ “พระบาง” มาจากเขมร หมุดสำคัญที่ลาวหันมานับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท

ถัดจากนั้นไป วัดสุวรรณคีรี ที่ตั้งอยู่เฉียงๆ กับวัดเชียงทองนั่นเอง ที่จริงเดินไปก็ได้ แต่นั่งรถไป, วัดนี้มีการเก็บรักษารูปภาพของพระสงฆ์แขวงหลวงพระบาง ซึ่งข้าพเจ้าเคยมาเยี่ยมแล้วเช่นกัน ประเภทเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่วันนี้ได้ขึ้นไปบนชั้นสองของศาลาธรรมวิหาร ชมสำนักงานศูนย์ข้อมูลพระพุทธศาสนา (Buddhist Archives Document) ได้พบกับ ดร.คำวอน บุนนะพอน พธ.บ. รุ่นที่ 48 แล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮัมบรูก จบดอกเตอร์จากประเทศเยอรมนี มาทำงานประจำที่นี่ จึงได้นั่งคุยกัน จนเกือบลืมหน้าที่การงานที่ท่าน ดร.ทำงานอยู่ เพราะท่านเป็นผู้ดูแลติดป้ายใบลานเอกสารเก่าๆ ที่มีอายุเก่าถึง 200-300 ปี บันทึกเก็บเป็นหมวดหมู่ ลงในคอมพิวเตอร์ เฉพาะเครื่องสแกนก็มาจากเยอรมนี โปรแกรมบันทึกมาจากห้องสมุดอังกฤษ และยังเป็นศูนย์ที่มีหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแขวงหลวงพระบางจำหน่ายอยู่ด้วย

จุดที่ข้าพเจ้าต้องใช้เวลาที่วัดสุวรรณคีรีมากเป็นพิเศษ เพราะวัดนี้เรียกว่า “วัดเนินทอง” เพราะวัดสุวรรณคีรีเป็นเนินเขา มีทางราบลุ่มทอดลงไปแม่น้ำคาน, เมืองมรดกโลกหลวงพระบางเป็นแหลมยื่นเข้าไป ขนาบด้วยแม่น้ำของและแม่น้ำคาน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าแม่น้ำคานไปจรดที่ฝั่งไทยแถวไหน เพราะมีเมืองชื่อ “เมืองคาน” อยู่ที่ จ.เลย แต่ต้นน้ำของแม่น้ำคานในฝั่งลาวไหลมาจากเชียงขวาง

วัดเนินทอง (สุวรรณคีรี) สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในสมัยหลังเจ้าฟ้างุ้ม ในภายหลังจากวัดเชียงทอง, เป็นวัดที่เจ้าเมืองพวนมาสร้าง เนื่องจากเป็นพันธมิตรกับหลวงพระบาง เมื่อมีพม่ามาบุกโจมตี จึงจับมือเป็นพันธมิตรกัน เมืองพวนกับเมืองหลวงพระบางเป็นพี่น้องเป็นพันธมิตรกัน อยู่ห่างไกลกันราว 200-300 กม. ผู้สร้างวัดเนินทองแห่งนี้ชื่อว่า “เจ้าคำสัทธา” เจ้าเมืองพวน เพราะมเหสีของพระองค์เป็นคนหลวงพระบาง เป็นคนที่นี่ เรียกว่า พ่อตาเป็นคนหลวงพระบาง

ในซอยเล็กๆ ใกล้วัดสุวรรณคีรี ยังมี “ศาลหลักเมือง” ที่อยู่ในบริเวณสำนักงานมรดกโลก ที่มีการประกอบพิธีสำคัญ เพราะเป็นศาลสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนชาติพวน จากเมืองเชียงขวาง

วัดสุวรรณคีรี ยังเป็นวัดที่มีพระราชาคณะ ชื่อว่า สาธุใหญ่คำฝั่น สีลสังวโร มหาเถระ เป็นคนท้องถิ่นหลวงพระบางที่นี่ มรณภาพในปี 1987 ถึงไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระสังฆราชสูงสุด แต่เป็นปลัดซ้ายปลัดขวา ซึ่งมีความสำคัญไม่ใช่น้อย ท่านมีชื่อเต็มยศว่า “สมเด็จพระลูกแก้ว สีลสังวโร” อดีตเจ้าคณะแขวงหลวงพระบาง (เจ้าคณะจังหวัด)

อีกหนึ่ง คือ วัดสุวรรณคีรี เป็นวัดที่เป็นศูนย์ข้อมูลของคณะสงฆ์หลวงพระบาง

(มีต่อ)

 

ชาวพุทธ 5 ประเทศร่วมธรรมยาตราส่งเสริมพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/494750

ชาวพุทธ 5 ประเทศร่วมธรรมยาตราส่งเสริมพระพุทธศาสนา

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อนิมนต์พระสงฆ์ 5 ประเทศ จากประเทศไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม และเมียนมา จำนวน 50 รูป ญาติโยมและสื่อมวลชนอีกประมาณ 70 คน เดินทาง 2,500 กม. ทำกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาในโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง เป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.-4 มิ.ย. 2560

สานเจตนา อาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า สถาบันวางแนวคิดโครงการนี้มานานตั้งแต่ยาท่านอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านเมตตามาเป็นประธานการประชุมเสวนานานาชาติ ที่จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่โรงแรมโซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์สปา รีสอร์ท จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 17-18 พ.ค. 2557 และวันที่ 9-13 ก.ย. 2558 ซึ่งท่านอาจารย์ใหญ่เมื่อได้ฟังหัวข้อเสวนาได้ให้โอวาทว่า “ให้เดินหน้ามุ่งมั่นทำงานต่อในแนวทางพุทธพลิกสุวรรณภูมิ”

หัวข้อเสวนาที่สถาบันจัดครั้งแรก ได้แก่ “พุทธพลิกสุวรรณภูมิ : ธรรมวิชัย พลิกปัญหาสู่มรรคา และครั้งที่ 2 ชื่อหัวข้อว่า “พุทธพลิกสุวรรณภูมิ สามัคคีธรรม แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง”

เป็นที่น่าเสียใจว่า ยาท่านอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง ละสังขารในวัย 103 ปี ที่ สปป.ลาว หลังจากเสร็จสิ้นการเสวนาครั้งที่ 2

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) ร่วมแถลงข่าวโครงการธรรมยาตรา เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่บริษัท ไทยนครพัฒนา

ดังนั้น การจัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง ขึ้น เพื่อสานเจตนารมณ์ท่านอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง โดยสถาบันนำมาต่อยอดเพิ่มกิจกรรมเพื่อต้องการเห็นวิถีพุทธ ช่วยสร้างสุวรรณภูมิให้สงบสุขสันติ ยั่งยืนทุกๆ ด้าน ทั้งการค้า การเกษตร การท่องเที่ยว ด้านวัฒนธรรมและสังคม จึงเป็นธรรมยาตราครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่ชาวพุทธทั้งพระและฆราวาส สื่อมวลชน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนขององค์กรชาวพุทธในประเทศสุวรรณภูมิทั้ง 5 ประเทศ มูลนิธิวีระภุชงค์ ครอบครัววีระภุชงค์ และคณะทำงานของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ทุกคน โดยได้รับการชี้แนะจาก พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และพระเถรานุเถระที่เคารพหลายท่าน

พลังยิ่งใหญ่

ดร.สุภชัย กล่าวว่า การรวมตัวของชาวพุทธ 5 ชาติได้เช่นนี้ เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้งานนี้ลุล่วงสำเร็จได้ พิสูจน์ว่าความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นของจริง ซึ่งอยู่ในจิตใจของพวกเราเสมอมา ด้วยว่าพวกเราทั้ง 5 ชาติ มีพ่อคนเดียวกัน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โครงการนี้จึงเกิดขึ้นมา เพื่อรณรงค์ให้มวลมนุษยชาตินำหลักการสันติธรรมมาปฏิบัติให้เกิดสันติสุข ปฏิบัติตามมรรคาที่พระพุทธองค์มอบไว้ให้ โดยคณะธรรมยาตราใช้วิธีการถอดแนวทางปฏิบัติ ด้วยการศึกษาชีวิตและผลงานของพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และน้อมนำมาปฏิบัติตามท่าน

นอกจากนี้ โครงการธรรมยาตราฯ จะเน้นการผนึกความสามัคคีในกลุ่มประเทศชาวพุทธในอาเซียนให้เข้มแข็ง เพื่อร่วมมือกันทำงานหนุนเสริมงานเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนาร่วมกันในดินแดนลุ่มน้ำโขง เป้าหมายเพื่อความสงบสุขของประชาชนในประชาคมอาเซียน อันสอดคล้องกับนโยบาย 3 เสาหลักอาเซียน โดยมุ่งเน้นเสาที่ 3 คือ การสร้างประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SOCIO-CULTURAL COMMUNITY หรือ ASCC) ซึ่งผลของโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน จะทำให้เกิดความร่วมมือและเสริมสร้างความสามัคคี แลกเปลี่ยนเรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ระหว่างชาวพุทธในกลุ่มลุ่มน้ำโขงและทุกประเทศสมาชิกอาเซียนให้มีความเป็นหนึ่งเดียว

โปรแกรมครั้งประวัติศาสตร์

การเปิดโครงการจะทำที่บ้านกุศกร อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี จากนั้นเดินทางสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กลับเข้าประเทศไทย ที่ จ.ตราด ก่อนเดินทางผ่าน จ.ตาก เข้าสู่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และกลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทยเพื่อทำพิธีปิดที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 ที่ จ.สมุทรปราการ โปรแกรมย่อๆ แต่ละวันมีดังนี้

วันที่ 21 พ.ค. ออกเดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างอริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ (เจดีย์เก็บอัฐิธาตุของอดีตพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พระมหาผ่อง สะมาเลิก) ที่วัดบูรพา ต.กุศกร อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี และปักกลดพักแรมที่มูลนิธิอริยธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณภูมิ

อาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก ฉายเมื่อปี 2556 ที่วัดองค์ตื้อ นครเวียงจันทน์

วันที่ 22 พ.ค. พระสงฆ์ออกรับบิณฑบาตบริเวณหน้าวัดโพธิ์สระปทุม เสร็จแล้วตั้งขบวนธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน เดินทางข้ามไป สปป.ลาว

วันที่ 23 พ.ค. จาก สปป.ลาว สู่ประเทศกัมพูชา ผ่านด่านหนองนกเขียน-เวินคาม คณะพระสงฆ์เดินข้ามสะพานแม่น้ำเซกองไปยังวัดโพธิญาณ อำเภอสตึงแตรง ประเทศกัมพูชา

วันที่ 24 พ.ค. เดินทางไปจังหวัดกำปงธม ผ่านวัดพระวิหาร ปักกลดและจำวัดที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา

วันที่ 25 พ.ค. ออกเดินทางไปยังพนมเปญ จำวัดที่วัดปะตุมวตี พนมเปญ

วันที่ 26 พ.ค. พิธีสงฆ์ ที่โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ โดยสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีเทพวงศ์ เป็นประธาน

วันที่ 27 พ.ค. เดินทางไปวัด PHAT LON เมืองฮาเตียน จังหวัดเกียนยาง ประเทศเวียดนาม

วันที่ 28 พ.ค. เดินทางกลับเข้าประเทศกัมพูชา เพื่อเดินทางต่อไปที่วัดปากคลอง จังหวัดเกาะกง กัมพูชา

วันที่ 29 พ.ค. เดินทางกลับประเทศไทย ปักกลดและจำวัดที่วัดไก่เตี้ย จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 30 พ.ค. จาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยัง จ.ตาก ปักกลดและจำวัดที่วัดโพธิคุณ อ.แม่สอด จ.ตาก

ภาพหน้าปกหนังสือเทศนา 40 กัณฑ์ โดยอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง

วันที่ 31 พ.ค. ข้ามด่านแม่สอดเข้าประเทศเมียนมา ปักกลดและจำวัดที่วัดเจดีย์เซา

วันที่ 1 มิ.ย. สักการะเจดีย์โสณุตตระ กีราต้าเซติเจดีย์ และพระธาตุอินทร์แขวน ปักกลดและจำวัด ที่บริเวณพระธาตุอินทร์แขวน

วันที่ 2 มิ.ย. เดินทางกลับผ่านด่านแม่สอด ปักกลดที่วัดโพธิคุณ จ.ตาก

วันที่ 3 มิ.ย. จาก จ.ตาก ถึงวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 จ.สมุทรปราการ

วันที่ 4 มิ.ย. ปิดโครงการธรรมยาตรา ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 จ.สมุทรปราการ

รายละเอียดเพิ่มเติม : facebook สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 หรือ โทร.08-7513-3318

ขอชาวพุทธร่วมอนุโมทนาเพราะชาวพุทธ 5 ประเทศ ร่วมธรรมยาตราส่งเสริมพระพุทธศาสนา ยังไม่เคยมีมาก่อน

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบัน โพธิคยาวิชชาลัย 980