สิทธัตถะน้อยแห่งอิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/494749

สิทธัตถะน้อยแห่งอิตาลี

โดย…ราช รามัญ

ใครเคยคิดบ้างว่า วันหนึ่งพระพุทธศาสนาจะได้ไปเจริญงอกงามในทางตะวันตก ที่สำคัญผมเคยลองทบทวนดูถึงเหตุผลที่ทำให้ฝรั่งยอมรับพระพุทธศาสนา ข้อแรกเลยคือ พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ในทุกมิติ และมีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ก็ก้าวเข้าไปไม่ถึงร่วมอยู่ด้วย

ผลของการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่างล้วนเป็นวิทยาศาสตร์ วิธีที่จะปฏิบัติเพื่อไปให้ถึงก็เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ระหว่างทางที่ปฏิบัติอาจพบเจอบางเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์จากการปฏิบัติอันยากจะอธิบายได้ หรืออาจจะกล่าวว่า เป็นเรื่องนอกเหตุเหนือผล ในคำพูดของการสื่อสารแบบมนุษย์สามัญ

การศึกษาพุทธของฝรั่ง เขาไม่ได้ศึกษาแบบความเชื่อและความศรัทธาแบบคนไทย และเรื่องของความเชื่อดูเหมือนจะถูกปฏิเสธทิ้งอย่างสิ้นเชิงด้วย เนื่องจากเขาเน้นไปทางปัญญา การศึกษาพุทธเขาเริ่มจากการอ่าน วิเคราะห์แบบลงลึกถึงรากของคำสอน ไม่ใช่ฟังแค่จากปากพระหรือคนที่มีความรู้ทางด้านธรรมะเพียงอย่างเดียวแล้วก็เชื่อ

สิทธัตถะน้อย กับบิดา และผู้เขียน

กลับกันเขาอาศัยการเรียนรู้ สังเกต เทียบเคียงกับความเป็นธรรมชาติทั้งปวงหลากหลายอย่าง เคยถามฝรั่งคนหนึ่งว่า เชื่อไหม…ที่บอกว่าวันวิสาขบูชา คือ วันที่พระพุทธเจ้าประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วปฏิบัติธรรมจนตรัสรู้ในวัย 35 ปี ก็เป็นวันเดียวกับวันที่ประสูติ และผ่านไปอีก 45 ปี ก็ปรินิพพาน ซึ่งก็เป็นวันเดียวกับที่ประสูติและตรัสรู้

เขาตอบกลับมาทันทีเลยว่าเชื่อ…โดยใช้คำพูดว่า “มันคือความจริง”

โดยเขาบอกว่า ได้เคยศึกษาแล้วว่าเป็นตามนั้นจริง เพราะเมื่อได้นำเอาตำราโบราณมาเทียบเคียงทั้งในส่วนของจันทรคติและสุริยคติปรากฏว่า โอกาสการเวียนมาซ้ำกันในช่วงอายุคนหนึ่งคนที่มีอายุถึง 80 ปี มีโอกาสที่วันเดือนจะมาซ้ำกันได้อย่างมาก

เขาศึกษากันแบบนี้ ไม่ใช่พอได้ยินได้ฟังแล้วก็เชื่อโดยทันที ดังนั้นฝรั่งจึงศึกษาพุทธด้วยปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อ ไม่ใช่เพียงแค่ความศรัทธา ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผลเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องในมุมที่ขลังศักดิ์สิทธิ์เขาปฏิเสธทุกรูปแบบ โดยกล่าวว่า มันเป็นเพียงแค่ความเชื่อล้วนๆ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจภายใน ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีความรู้ ไม่ใช่ความจำความเชื่อศรัทธา

เหมือนเคยมีคนพยายามถามผมว่า มีความนับถือหลวงพ่อรูปใดในประเทศ ผมได้แต่ตอบไปว่า…ในเมืองไทยผมเคารพนับถือทุกรูป แต่ที่เรียกว่าศรัทธาเลยก็มีเพียงรูปเดียว คือ หลวงพ่อพุทธทาสเท่านั้นเพราะคำสอนของท่านเน้นปัญญา ไม่มีเรื่องอื่นใดเข้ามาเจือปนเลยแม้แต่น้อย แม้จะเคยพบกับท่านในช่วงปลายของชีวิตหลวงพ่อ แต่ก็คุ้มค่าและมีอรรถรสแห่งธรรมนัก

หลวงพ่อทำให้ผมเข้าใจถึง ต้นทาง ระหว่างทาง และเป้าหมายที่สุดทาง ของการศึกษาธรรมอย่างแท้จริง ยากนักที่พระรูปอื่นใดในเมืองไทยจะเสมอเทียบท่านได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยอมรับจากเวทีโลก

เหมือนกับที่ไปอินเดียคราหนึ่ง ได้พบครอบครัวฝรั่งที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เป็นชาวอิตาลี เดินทางมาประเทศอินเดียศึกษาพุทธไม่เพียงเท่านั้น เขาเดินทางไป 4 สังเวชนียสถาน ด้วยการเดิน เดินจนครบ 4 ที่ เขาเดินสองคนกับลูกชายของเขาวัย 10 ขวบ ที่มีชื่อว่า สิทธัตถะ

ได้ถามสิทธัตถะว่า…มาเดินทำไม เขาบอกว่าพ่อเขาพาเดิน เดินเพื่อให้เข้าใจในความเป็นมนุษย์ ความเป็นคน และได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริงว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม พ่อบอกเขาว่า พระพุทธศาสนาสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้หมดให้กับหัวใจของเรา

โค้ชชิ่ง วิถีพุทธ

ชอบศาสนาพุทธมาก เพราะคนที่นับถือศาสนาพุทธเป็นคนที่มีความกรุณามีความเมตตา และเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน นั่นคือพุทธแท้ จะเป็นแบบนั้น ไม่แกร่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันและกัน อภัยให้กัน

ดูเหมือนว่าสิทธัตถะจะได้รับความรู้ความคิดอิทธิพลมาจากพ่อของเขาอย่างสูง และเป็นอิทธิพลที่อาศัยปัญญาเป็นตัวนำ ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ความเชื่อเป็นตัวนำ

การสนทนาธรรมโดยมาก ผมจะใช้หลักของการโค้ชชิ่งเข้ามาร่วมด้วย แต่เป็นในรูปแบบวิถีพุทธ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการและสิ่งที่เขาสื่อสารได้ดี ที่สำคัญกระบวนการแบบการโค้ชชิ่งวิถีพุทธนี้สามารถนำเอามาปรับใช้กับชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าในยามที่เราสนทนากับผู้อื่น หรือต้องการช่วยเหลือผู้อื่นให้ปลดล็อกทางความคิดอะไรบางอย่าง จากสนทนาธรรมกับชาวตะวันตกบ่อยครั้ง การวางทิฐิของตัวเราเองลงได้นั้น ทำให้เราได้พบอะไรมากมายในการสนทนาและข้อมูลใหม่ๆ เสมอ หลายๆ องค์กรในเมืองไทยทุกวันนี้ต่างก็นิยมความเป็นวิถีพุทธมากขึ้นในด้านจิตใจ

ฝากข่าวว่าครับ ที่ผมจัดอบรมโค้ชวิถีพุทธ วันที่ 20-21 พ.ค.นี้ ท่านใดสนใจติดต่อที่ เฟซบุ๊ก ราช รามัญหรือที่ Line : nop12111 หรือโทร.08-1445-9642 (มีค่าลงทะเบียน) รับจำนวนจำกัด

 

ชมพระธาตุหลวง เวียงจันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/493629

ชมพระธาตุหลวง เวียงจันทน์

โดย…พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9, M.A.)

วันสุดท้ายในนครหลวงเวียงจัน เรายังอยู่ในกำแพงเวียงจันอยู่ ภารกิจสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย รายงานสายใยสานศาสนสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว ภารกิจสุดท้าย คือ การเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชรูปใหม่ ที่ วัดพระธาตุหลวง

– ณ วัดพระธาตุหลวง เมื่อปี 2553 ข้าพเจ้าได้เคยเข้าเฝ้าพระสังฆราชพระมหาวิจิตร สิงหาราชอายุ 86-87 ปี ซึ่งพอข้าพเจ้าเดินทางกลับไทยได้ราว 10 กว่าวัน ก็มรณภาพเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2553 หลังจากนั้นลาวมีพระสังฆราชรูปใหม่ ชื่อ พระมหาผ่องสมะเลิก ซึ่งเพิ่งมรณภาพไปด้วยอายุ 101 ปี เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

– ตอนนี้ลาวมีพระสังฆราชพระองค์ใหม่ เรียกว่า สมเด็จง่อน คนทางจำปาศักดิ์ อายุราว 86-87 ปี

– พระสังฆราชลาวปรารภว่า ลาวอยากจะจัดการประชุมประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง และอยากให้ไทยมาช่วยเรื่องการจัดประชุม ซึ่งทางไทยก็ตอบรับด้วยความยินดี หรือทำเป็นเรื่องประชุมร่วมกัน เป็น Co-host ก็ได้

– เมื่อปี 2553 นั้น หอประชุมใหญ่วัดพระธาตุหลวง กำลังก่อสร้าง บัดนี้สมบูรณ์เสร็จเรียบร้อย เป็นห้องประชุมใหญ่โต ด้วยทุนการก่อสร้างเป็นพันล้านบาท (45 ล้านเหรียญสหรัฐ) เปิดใช้งานเป็นที่จัดประชุมใหญ่มาแล้ว คณะเราได้ขึ้นไปเยี่ยมชมชั้นสอง เห็นพระไตรปิฎกอักษรบาลีลาว ที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตีพิมพ์แจก 100 ชุด ตอนนี้คณะกรรมการกำลังแปลจากบาลีลาวเป็นภาษาท้องถิ่นลาว

– จากหอประชุมใหญ่ ก็ไปเยี่ยม “ห้องการศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.) (The Central Headquarter Office of Laos Fellowship Organization)” ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของหอประชุมใหญ่นั่น บุนทวี ตำแหน่งรองอธิบดีกรมศาสนา คนหลวงพระบาง (ลาวลุ่ม) ศิษย์เก่า มจร เชียงใหม่ บอกว่า ก่อนเขาไปศึกษาต่อที่ประเทศไทย ได้เคยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดนี้

– ศูนย์รวมใจของลาวทั้งชาติอยู่ที่พระธาตุหลวง มีพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มหาราชของลาว ประทับนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านทิศตะวันออก ใครมาเวียงจันต้องมาถ่ายรูปที่ด้านหน้านี้ ฉากหลังมีพระเจ้าไชยเชษฐาฯ-ต้นตาล-และเจดีย์พระธาตุหลวงที่เปล่งสีเหลืองงามอร่ามตา สิ่งก่อสร้างทางศาสนาพุทธที่มีความสมบูรณ์ ความลงตัว ไม่ว่ามองจากมุมไหน จะเห็นความสวยงามที่เรียกว่า “Beauty ความสวย” นั่นคือความพอดี พองาม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป แต่พอดี ได้สัดส่วนในองค์ประกอบทุกอย่าง

– ข้าพเจ้าตั้งขอสังเกตว่า ต้นตาลดูเหมือนจะหายไป ซึ่งก็เป็นความจริงดังว่า เพราะต้นตาลที่อยู่หลังพระเจ้าไชยเชษฐาฯ ได้หักล้มลงมา อย่างน้อยต้นหนึ่ง ข้าพเจ้ายังเก็บภาพต้นตาลที่พระธาตุหลวง ประเทศลาว (และต้นตาลที่นครวัด) ไว้ในใจอยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นเป็นความงดงามทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง

– พระธาตุหลวงกำลังซ่อมบูรณะ ส่วนยอดเจดีย์ซ่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือที่ด้านวิหารคดและซุ้มประตูทางเข้าออกพระธาตุชั้นใน ดังนั้นภายในบริเวณวิหารคดจึงไม่มีอะไรให้ชมมาก เนื่องจากกำลังบูรณะชั้นล่างอยู่

อ่านต่อฉบับหน้า

 

ความอัศจรรย์แห่งวันวิสาขบูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/493628

ความอัศจรรย์แห่งวันวิสาขบูชา

โดย…

10 พ.ค. 2560 “วันวิสาขบูชาโลก” อันเป็นวันที่ประชาชนทั่วโลกจัดฉลองตามที่องค์การสหประชาชาติมีมติเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2542

วันวิสาขบูชา ประกอบด้วย 3 วัน คือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่วันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ก่อนวันตรัสรู้ที่มีในหนังสือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร อธิบายโดยพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ สหภาพเมียนมา) สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9, M.A., Ph.D) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมโมลี เป็นผู้ตรวจชำระ ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดยพระคันธสารภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ จ.ลำปาง

เมื่ออ่านบางช่วงบางตอน พบประเด็นที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ที่ตรวจชำระแสดงความเห็น โยงเรื่องอดีตให้เห็นได้ในปัจจุบันได้อย่างน่าอัศจรรย์

ทรงแสวงหาสำนักศึกษา

หนังสือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เล่าเรื่องตั้งแต่สิทธัตถะราชกุมารออกบวชเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา มีฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ แสวงหาสัจธรรมตามวิถีแห่งนักบวช ชั้นแรกเสด็จไปศึกษายังสำนักอาฬารดาบส ที่อยู่เมืองเวสาลี หลังจากตรัสรู้ พระโพธิสัตว์เล่าการเรียนในสำนักนั้นว่า อาฬารดาบสยินดีรับเป็นศิษย์ธรรม (เพราะมองเห็น) ว่ามีปัญญาสามารถเรียนจบได้ในเวลาไม่นานและจะสามารถประจักษ์แจ้งได้ผลของการปฏิบัติได้เช่นเดียวกับตัวอาจารย์ ส่วนปัจจัยให้ฝากตัวเป็นศิษย์ เพราะเข้าใจว่าอาฬารดาบสมิได้สอนตามความเชื่อของตน ไม่ได้สอนตามคัมภีร์และไม่ได้สอนตามที่ได้ยินสืบทอดกันมา แต่สอนตามประสบการณ์ที่ตนรู้แจ้งมาแล้ว และทำให้ผู้เรียนรู้แจ้งได้โดยเร็ว

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ที่บุกเบิกการสอนวิปัสสนากรรมฐานในไทยให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปัจจุบันได้แสดงความเห็นตอนนี้ว่า (ในหนังสือไฮไลต์ไว้)

ในสมัยนี้ ถ้าอาจารย์สอนกรรมฐานยังไม่เคยปฏิบัติธรรมจนประจักษ์แจ้งด้วยตนเองแล้ว ก็ไม่ควรสอนหรือเขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยอาศัยความรู้จากตำราเท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับแพทย์ที่สั่งยาให้คนไข้ โดยที่ยานั้นยังไม่ได้ผ่านการทดลองความปลอดภัย และตัวนายแพทย์เองก็ยังไม่กล้าใช้ยานั้น การสอนเช่นนั้นย่อมไม่น่าเชื่อถือได้อย่างแท้จริง

พระโพธิสัตว์เรียนกับอาฬารดาบสได้มรรคได้ผลบรรลุสมาบัติ 7 แต่พบว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้น จึงลาไปเรียนกับอุทกดาบส ซึ่งมีสำนักที่กรุงราชคฤห์ (คัมภีร์ลลิตวิสตระว่าอย่างนั้น) ครั้นเรียนจบ อุทกดาบสยกสำนักให้เลย ซึ่งพระโพธิสัตว์รับไว้ แต่ไม่นานก็ออกแสวงหาโมกษธรรมต่อ

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) ณ บ้านนางสุชาดา

พระโพธิสัตว์ที่ผ่านมา 2 สำนักแล้ว ได้เปรียบเทียบผู้บำเพ็ญเพียรว่า เหมือนไม้ 3 ชนิด คือ 1.ไม้สดแถมยังแช่ในน้ำ เอามาสีกันย่อมไม่เกิดไฟ หมายถึง ผู้ที่ยังติดในกามคุณ 2.ไม้สดแต่ชุ่มด้วยยางเอามาสีกันก็ไม่เกิดไฟ เหมือนผู้ทีออกบวชแล้วแต่ติดในกามคุณ และ 3.ไม้ที่แห้ง ไม่มียาง ไม่แช่น้ำ สีให้เกิดไฟได้ เหมือนนักบวชที่สละแล้วสามารถทำสติปัญญาให้เกิดได้ และการทรมานตนเพื่อเผากิเลสเป็นที่นิยมของผู้แสวงหาในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เลือกแบบทรมานตนบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤษฏ์ ได้รับทุกข์ทรมาน ถึงกับป็นลม ต่อมาบริโภคอาหารน้อยลง ในที่สุดเหลือเพียงแกงถั่ววันละหนึ่งอุ้งมือ เป็นเหตุให้พระวรกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เช่น เห็นในภาพบำเพ็ญทุกรกิริยา จะเห็นดวงตาทั้งสองลึกโบ๋ลงไปเหมือนบ่อน้ำ หนังศีรษะเหมือนน้ำเต้าที่ตากแดดจนเหี่ยวแห้ง เมื่อจะลูบท้องก็ไปถูกกระดูกสันหลัง เมื่อจะลูบกระดูกสันหลังก็ไปถูกท้อง เวลาจะลุกไปอุจจาระ ปัสสาวะ ก็หมดแรงล้มคว่ำลงไป ผู้ที่พบพระโพธิสัตว์ต่างก็พูดว่า ผิวดำผิวคล้ำ บางคนถึงกับกล่าวว่ามีผิวสีน้ำตาล น้ำเงิน เหมือนหนังปลา พระฉวีวรรณสีทองที่เปล่งปลั่งได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ เกิดจากการอดอาหารนั่นเอง

ปัญจวัคคีย์ถอย

หลังจากใช้เวลา 6 ปี ทรมานตน ก็พบว่าไม่ใช่หนทางเข้าถึงพระนิพพาน พระโพธิสัตว์จึงเลิกและเลือกใหม่ คือ บำเพ็ญอานาปานสติ ตามที่เคยมีประสบการณ์เมื่อเป็นราชกุมาร ในช่วงที่มีพิธีแรกนา ซึ่งบรรดาพี่เลี้ยงทิ้งให้อยู่ตามลำพังใต้ต้นไม้ จึงเข้าสมาธิจนบรรลุปฐมฌาน

ส่วนปัญจวัคคีย์เห็นพระโพธิสัตว์เลิกล้มความเพียรจึงพากันหลบไป พระโพธิสัตว์อยู่ตามลำพังเป็นเวลา 15 วัน บำเพ็ญเพียรตามทางสายกลาง และได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันวิสาขปุณณมี

เหตุการณ์ก่อนตรัสรู้น้น พุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อสาวใช้นางสุชาดาที่มากวาดต้นไทร เพื่อจะทำพิธีบวงสรวงองค์เทพได้พบพระโพธิสัตว์รัศมีเปล่งปลั่งประทับนั่ง ณ โคนต้นไทร ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ก็รีบไปบอกนายสาวว่าพบองค์เทพที่โคนต้นไทร นางสุชาดาจึงให้ยกข้าวมธุปายาสที่ใส่ถาดทองเตรียมถวายองค์เทพมาถวายพระโพธิสัตว์ที่ประทับนั่งอยู่ที่ต้นไทร ด้วยเข้าใจว่าเป็นเทพที่ตนต้องการบวงสรวง

ผจญมารก่อนตรัสรู้

พระโพธิสัตว์รับแล้วแบ่งข้าวมธุปายาสเป็น 49 ก้อน (หรือคำ) เพื่อเสวย เสร็จภัตกิจก็ลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา โดยอธิษฐานว่า ถ้าจะตรัสรู้ให้ถาดลอยทวนน้ำ ถาดนั้นลอยทวนน้ำตามคำอธิษฐานแล้วตกลงใต้บาดาล ตรงกับที่อยู่ของพญานาค ชื่อ กาฬนาคราช เมื่อถาดนั้นตกลงไปได้ไปทับซ้อนกับถาดอื่นๆ อีก 3 ใบ ที่เป็นของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนอีกด้วย

หลังจากฉันมธุปายาส พระโพธิสัตว์สำราญอิริยาบถอยู่จนกระทั่งค่ำแล้ว จึงข้ามแม่น้ำเนรัญชรามาอีกฝั่งหนึ่ง ที่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ยืนต้นอยู่ ก่อนถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ พราหมณ์คนหนึ่ง (พุทธประวัติไทย เรียกว่า โสตถิยะ) ถวายหญ้าคา 8 กำ พระโพธิสัตว์รับไว้แล้วได้นำมาปูลาดเป็นอาสนะหรือบัลลังก์ จากนั้นประทับนั่งหันหน้าไปทิศตะวันออก แล้วอธิษฐานว่า เราจะไม่ลุกจากบัลลังก์นี้ จนกว่าจะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา ฝีมือชาวปากีสถาน ที่ตักสิลา ปากีสถาน – ภาพ : สมาน สุดโต

ในราตรีนั้น พระโพธิสัตว์ผจญพญามาร พร้อมทั้งบริวารจำนวนมาก แต่มีชัยได้เพราะทานบารมีและขันติบารมี จากนั้นพระโพธิสัตว์ได้เกิดปัญญาหยั่งรู้อดีตชาติ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ในยามแรก ได้ทิพยจักษุญาณ เมื่อเข้ายามที่ 2 และทรงได้อาสวขยญาณ ในยามที่ 3 ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนเดือนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันนี้จึงเป็นวันพุทธชยันตี หรือวันพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่า วันวิสาขบูชา ซึ่งชาวพุทธบูชาทุกปี

หลังจากตรัสรู้ ประทับ ณ บัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ 7 วัน เสด็จประทับที่อื่นๆ อีก 6 แห่ง แห่งละ 7 วัน รวมเวลา 49 วัน เรียกว่า ทรงเสวยวิมุตติสุข พิจารณาธรรมที่ทรงบรรลุ พร้อมกันนั้นก็ทรงเลือกบุคคลที่ควรแสดงธรรมโปรดเป็นคนแรก ในที่สุดเลือกได้ปัญจวัคคีย์ที่อยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ห่างจากที่เรียกว่า พุทธคยา ในปัจจุบัน 288 กม.

ประกาศความเป็นสัมมาสัมพุทธ

ระหว่างเส้นทางจากคยาไปพาราณสีได้พบอุปกาชีวกที่ถามไถ่ความเป็นมา จึงทรงประกาศว่า เราเป็นใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง เป็นสัพพัญญูผู้รู้แจ้ง ไม่ยึดติดในธรรม ละกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นในความสิ้นตัณหา เรารู้เองแล้ว จะเรียกใครเป็นศาสดาของเราเล่า

เราเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยม เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองเพียงผู้เดียว เป็นผู้สงบดับกิเลสได้ พร้อมกันนั้นได้ตอบอุปกาชีวกที่ถามว่าจะไปไหน ว่าจะไปกาสี เพื่อยังวงล้อแห่งธรรมให้หมุนไป เราจักย่ำกลองอมฤตในโลกที่มืดบอด

เมื่ออุปกาชีวกถามว่า เหตุใดจึงปฏิญญาณตนว่าเป็นพระชินเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่าผู้ที่ดับกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว จึงได้ชื่อว่า ชินะ เหมือนเรา อุปกะ เราไม่มีความคิดที่เป็นบาปชั่วอีกต่อไป จึงชื่อว่า ชินะ (มาทิสา เว ชินา โหนติ เย ปตฺตาอาสวกฺขยํ ชิตา เม ปาปกา ธมฺมา ตสฺมาหมุปก ชิโน) (วิ.มหา.๔.๑๑.๑๑)

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัญจวัคคีย์เห็นก็นัดแนะว่าจะไม่ลุกขึ้นต้อนรับ แต่ด้วยพุทธานุภาพลืมทุกอย่าง ต้อนรับเหมือนเดิม ยกเว้นคำพูด ที่ใช้คำพูดตีเสมอ เช่น เรียกว่าอาวุโส (สหาย) ดังนี้ พระพุทธองค์จึงเตือนว่า พวกท่านอย่าเรียกเราอย่างนั้น เราเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง จงตั้งใจฟังอมตธรรมที่เราได้บรรลุ เราจะแสดงธรรมแก่พวกท่าน หากพวกท่านปฏิบัติตามก็สามารถบรรลุอรหัตผล รู้แจ้งพระนิพพานได้ในเวลาไม่นาน

นับแต่นั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ บรรลุธรรม พระองค์จึงเปล่งอุทานว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ. โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ คำว่า “อญฺญา” จากคำว่า “อญฺญาสิ” มาเป็นคำนำหน้าสาวกคนแรก โกณฑัญญะ จึงชื่อ อัญญาโกณฑัญญะ

วันนั้นตรงกับวันอาสาฬห เป็นวันพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบ 3 ประการ วันวิสาขบูชา จึงบูชาครบ 3 รัตนะ

 

‘พระเครื่องเตือนสติ’ ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/493627

‘พระเครื่องเตือนสติ’ ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เรื่องความเคารพศรัทธาพระเครื่องล้วนแตกต่างกันออกไปตามปัจเจกของบุคคล อย่าง ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานอัยการ สูงสุด เลื่อมใสศรัทธาหลงใหลในพุทธคุณทางจิตใจ โดยมองข้ามเรื่องของราคาที่หลายคนอาจวัดหน่วยด้วยมูลค่า

ชีวิตการทำงานของ “ขจรศักดิ์” รับราชการครั้งแรกปี 2521 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน สำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านตำแหน่งทำคดีสำคัญมาหลายร้อยพันคดี ดำรงตำแหน่งอัยการศาลแขวงดุสิต อัยการจังหวัดสมุทรปราการ อัยการปากช่อง อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักคดีพิเศษ และปัจจุบันอัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด

สำหรับ “ขจรศักดิ์” อาจไม่ใช่เซียนพระตัวยงทั่วไป แต่สะสมพระเครื่องไว้ในครอบครองไม่น้อย แม้ไม่เชี่ยวชาญช่ำชองถึงขั้นดูว่าพระเก๊หรือแท้ ในยามว่างหมั่นเพียรศึกษาหยิบคว้าตำราหนังสือพระมาพลิกเปิดอ่านศึกษาอยู่เป็นประจำ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ลืมอ่านสำนวนคดีที่รับผิดชอบในมือเช่นกัน บางโอกาสเปิดหนังสือเจอพระเครื่องที่ตัวเองสะสมไว้ เลยหยิบกล้องมาส่องมองเทียบดูตำหนิความเหมือนเพื่อลับคมสายตาให้เฉียบคม

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

พระเครื่องที่อาราธนาขึ้นคอทุกวัน องค์แรกคือ พระสมเด็จเนื้อผง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถัดมา พระสมเด็จจิตรลดา รัชกาลที่ 9 ทรงจัดสร้าง และเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ พิมพ์ไข่ปลาเล็ก

ทั้ง 3 องค์หลักนี้ เจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากออกมาเลยว่า “ถ้าวันไหนลืมแขวนพระออกมาจากบ้านยังไงก็ต้องวนรถกลับเข้าไปหยิบมาแขวนใส่ทุกครั้ง แต่น้อยครั้งที่จะลืม ยอมรับเลยว่าเป็นพระเครื่องคู่กายคู่ใจพี่ไปเลย และตั้งแต่เด็กจนโตได้ยินชื่อเสียงพระที่แขวนและหลายคนในแวดวงพระเครื่องกล่าวขวัญถึงเสมอมา”

แขวนพระเพราะเชื่อว่าเป็นการเตือนสติเราอยู่เสมอ พระให้ความเมตตา ให้ปัญญา และให้ความคิดในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่ประมาท เวลาทำงานจะนึกถึงพุทธคุณ เชื่อมั่นในความดี จะช่วยให้งานทุกอย่างราบรื่นประสบความสำเร็จได้ อย่างทุกการตัดสินใจมีพระที่เราศรัทธาอยู่ใกล้ๆ ถือว่าสำเร็จดีแล้วแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายสอบสวนผู้ต้องหามาตลอด บางครั้งบางอย่างพระที่เราแขวนจะคอยเตือนเราให้ฉุกคิดในทางที่ดีและปลอดภัย

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“ทุกวันนี้ท่องคาถาชินบัญชรทุกวันมานานกว่า 20 ปีแล้ว พี่เชื่อว่ามันทำให้ชีวิตเราไม่ตกต่ำ แถมยังมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายราบรื่น ตลอดระยะเวลาทำงานที่ผ่านมาโชคดีเสมอเจอผู้บังคับบัญชาและลูกน้องดีมาตลอด ทั้งยังช่วยให้งานของเราเดินหน้าตามเป้าหมาย ที่สำคัญตั้งแต่แขวนพระสวดมนต์มาไม่เคยเกิดอุบัติเหตุหรือเฉียดตายเลยสักครั้ง”

ขจรศักดิ์ เล่าผ่านนัยน์ตามุ่งมั่นว่า ส่วนตัวเลือกดำเนินชีวิตอยู่บนความพอเพียง ทำงานตามหน้าที่ของตัวเองมาตลอด กอปรกับต้องทำให้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย ถ้าทำงานให้ถูกหน้าที่ ความก้าวหน้าก็จะเติบโตไปเรื่อยๆ ตามสายงาน พระที่เราแขวนหรือพกติดตัวจะทำหน้าที่เตือนสติให้เราอยู่ในกรอบของความถูกต้องดีงาม

“การทำผิดหน้าที่เป็นการก่อกรรม” มนุษย์มีโลภ โกรธ หลง อย่างน้อยพระเครื่องก็ให้เราได้ฉุกคิด แม้ชีวิตจะไม่ร่ำรวย แต่จิตใจเราสงบสุขไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร อยู่บนความพอเพียงตามอัตภาพมาตลอด ทำหน้าที่ให้ดีจนกว่าจะพ้นตำแหน่งแล้วเขาถอดหัวโขนเราออกไป”

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

นี่เองกระมัง ทำให้นักกฎหมายอย่าง “ขจรศักดิ์” ได้รับเสียงตอบรับว่าทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพราะเจ้าตัวนิยามกับตัวเองไว้ว่า แม้ชีวิตจะสอบสวนผู้ต้องหามาเยอะมากมายเพียงใด เจอสารพัดรูปแบบ เราต้องมีหลักหนักแน่นแน่วแน่ในการทำงาน แล้วงานทุกอย่างจะไม่เกิดความกดดันกังวลใจเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าหลักเราล้มหรือเขวนั่นจะทำให้เราเกิดความทุกข์

“คนเราหนีกฎธรรมชาติและกฎแห่งกรรมไม่พ้น คนบางคนไม่ติดคุกก็ได้รับเคราะห์กรรมอื่นแทน” ขจรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายให้คิดเตือนสติ…

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 

 

สมเด็จพระสังฆราช ให้ชาวพุทธบ่มเพาะปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/493626

สมเด็จพระสังฆราช ให้ชาวพุทธบ่มเพาะปัญญา

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทเนื่องในวันวิสาขบูชาโลกในที่ประชุมทางวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยทรงเรียกร้องให้ชาวพุทธบ่มเพาะปัญญา เพื่อจะได้รู้จักโลกทั้งสองนัย คือโลกหมู่มนุษย์ และโลกทางธรรม

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงกล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุมที่เป็นชาวพุทธนานาชาติ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกและทรงเปิดงานประชุมวิชาการ สมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2560 ณหอประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2560 พระองค์ทรงมีพระโอวาทว่า

โลก โดยปริยายหมายถึง แผ่นดิน หรือหมู่มนุษย์ ตามธรรมชาตินั้นมนุษย์มีความสามารถในการมองเห็นได้ตราบเท่าที่มีแสงสว่างนำพาให้ก้าวเดินไป หากโลกมีแต่ความมืดมิด ก็อาจทำให้ผู้คนเดินไปกระทบกระทั่งกันบ้าง ชนกับสิ่งกีดขวางเป็นอันตรายบ้าง นั่นเป็นลักษณะความมืดทางโลก อันเป็นสภาพทางรูปธรรม

โลกอีกความหมายหนึ่งซึ่งพิจารณาในทางพระพุทธศาสนา อาจหมายถึงโลกในสภาพปรุงแต่งความคิด และอารมณ์ในการสร้างสรรพสิ่งขึ้นมา หากความคิดของผู้ดำเนินไปบนหนทางที่มืดบอดแล้ว ผลร้ายได้แก่ความเบียดเบียนกัน และความเดือดเนื้อร้อนใจย่อมบังเกิดขึ้น ไม่ต่างจากเดินดุ่มไปท่ามกลางขวากหนามในความมืด

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเราทั้งหลายไว้ว่า ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ความว่าปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก แม้ปัญญาในโลกมีความสำคัญยิ่งและจำเป็นต่อการประกอบสัมมาชีพก็ตาม แต่ปัญญาที่สำคัญยิ่งกว่ายังมีอยู่อีก ทั้งนี้พระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นคือ ปัญญาในทางธรรม อันเกิดจากการอบรมทางจิตตภาวนา จนเกิดความสามารถที่จะหยั่งรู้สภาพความเป็นไปของชีวิต ตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ ทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากวนเวียนในกองทุกข์ได้ ประเสริฐยิ่งกว่าประดิษฐกรรมใดๆ ในโลก

ในเมื่อชาวโลกตระหนักถึงคุณวิเศษของพระพุทธศาสนา ประกาศให้วิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก จึงเป็นวันสำคัญของทุกชาติ ทุกศาสนา ไม่จำกัดความสำคัญอยู่ในหมู่พุทธบริษัทเท่านั้น เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทจึงควรอบรมบ่มเพาะปัญญาให้งอกงามยิ่งขึ้น เพื่อให้รู้จักโลกอย่างถ่องแท้ทั้งสองนัย และจงเตือนใจให้ซาบซึ้งถึงพระพุทธคุณ เพื่อจะได้พากเพียรเจริญรอยตามพระยุคลบาท พระผู้เป็นโลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก และจะได้พากันนำแสงสว่างที่แท้จริงมาสู่โลกนี้ให้ก้าวพ้นความมืดมนอนธการให้จงได้ ด้วยสติ คือความรำลึกได้ สามารถคุมจิตไว้ได้ และด้วยปัญญาคือความรู้ถึงเหตุและถึงผล สามารถเข้าใจสรรพสิ่งได้ชัดเจน อันเป็นบ่อเกิดแห่งความผาสุกสันติได้อย่างแท้จริง

เนื่องในวันวิสาบูชา พุทธศักราช 2560 ขอตั้งความปรารถนาดี อำนวยพรให้เพื่อนสหธรรมิก และสาธุชนทุกท่านที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ จงถึงพร้อมด้วยกำลังปัญญาอันเป็นแสงสว่างในโลก ยังให้ประสบความงอกงามไพบูลย์ในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งๆ ขึ้นไปจิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม ขอพระสัทธรรมจงดำรงอยู่สิ้นกาลนานเทอญ

สรุปกิจกรรมวิสาขบูชาโลกโดย มจร

งานเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 4-6 พ.ค. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

วันที่ 7 พ.ค. 2560 พิธีเปิดอาคาร IBSC หลังใหม่ เช้า-บ่าย ประชุมวิชาการนานาชาติ ที่ อาคาร มวก.

วันที่ 8 พ.ค. 2560 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ พิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก เวลา 09.00 น. วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มาแทนนายกรัฐมนตรี, เวลา 14.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเปิดงานฉลองวิสาขบูชาโลก และเวลา 17.00 น. ผู้ร่วมประชุมไปเวียนเทียนที่พุทธมณฑล

 

วิถีพุทธ… เปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/493625

วิถีพุทธ... เปลี่ยนชีวิต

โดย…ราช รามัญ

วันก่อนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติกับชาวต่างชาติในเรื่องพระพุทธศาสนา ด้วยการถามถึงเหตุผลทำไมเขาจึงมาสนใจในพระพุทธศาสนาแล้วมาศึกษาอย่างเป็นระบบ คำตอบที่ได้ฟังพอสรุปความได้ว่า พระพุทธศาสนาสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาได้ ทำให้เขามีความสุขมากขึ้น และความรู้ในแง่ต่างๆ ของความเป็นพระพุทธศาสนานั้น เป็นวิทยาศาสตร์ สามารถใช้กายและใจเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ อย่างเรื่องของความเครียด เรื่องของกังวล ที่เขาเคยเป็นมาเนิ่นนาน รักษากับแพทย์มาหลายที่ก็ไม่อาจรักษาหายได้ แต่พอมาบำบัดด้วยวิถีพุทธ ปรากฏว่า ทำให้เขานอนหลับได้ ทานข้าวได้ อาการเครียดลดน้อยลง ความสุขที่เกิดจากปีติที่เขาเคยรู้จักแต่การอ่านหนังสือ และเมื่อลงมือปฏิบัติจริงๆ เมื่อได้ปีติแล้ว เขาเย็นไปทั้งร่างกายและทำให้เขามีความสุขชนิดแบบที่ไม่มีความสุขใดๆ ในโลกนี้สามารถทำให้เขามีความสุขแบบนี้ได้เลย

การมาศึกษาพระพุทธศาสนา ไม่ได้หมายว่าจะต้องได้หลุดพ้น หรือพบคุณธรรมอะไรที่สูงสุด แต่เขามาเพื่อบำบัดกายและใจของเขาให้เป็นปกติสุข เพราะชีวิตของเขาในอเมริกามันช่างเครียดและไม่มีความสุขกับความเป็นตัวเองเลย

ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธศาสนาจึเริ่มเป็นที่นิยมในตะวันตกอย่างมากไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หรือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ต่างได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องถึงกับมีคลาสในการสอนนั่งภาวนาสมาธิจากพระเซนบ้าง จากพระทิเบตบ้าง

คนไทยเองนับได้ว่ามีความโชคดีเป็นที่สุดที่ได้เกิดมาแล้วก็พบพระพุทธศาสนา แต่คนไทยกลับไปชื่นชอบพุทในแนวไสยศาสตร์มากกว่าที่จะแสวงหาเรื่องของปัญญา ส่วนตัวก็มองว่ายังเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าที่จะไม่สนใจใดๆ เลย

เชื่อหรือไม่ว่า…ฝรั่งเวลาเขาศรัทธาหรือว่าเชื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วนั้นเขาย่อมจะทุ่มเทหัวใจลงไปในส่งที่เขาเชื่อนั้นอย่างเต็มที่ อย่างไม่มีความสงสัยลังเล เพราะก่อนที่เขาจะศรัทธานั้นเขาก็ศึกษามาหลายมิติก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ

พระพุทธเจ้า หาใช่มีแต่ธรรมะเพื่อการปล่อยวางและการหลุดพ้นเท่านั้น… แต่พระองค์ยังสอนวิธีในการใช้ชีวิตทางโลกอีกด้วย เช่น คนที่ปรารถนาในความสำเร็จจากการทำกิจการงาน พระองค์ก็สอน ว่าจะต้องมุ่งมั่นอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร

แต่คนไทยบางส่วนไม่เคยได้ยินในเรื่องการสอนของพระพุทธเจ้าแบบนี้… แล้วก็นึกไปเอาเองว่า เมื่อพูดถึงพระพุทธเจ้า พูดถึงพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องแต่ปล่อยวาง เป็นเรื่องแต่สอนให้หลุดพ้นไป เทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ มากมายของพระพุทธเจ้านั้น ชาวตะวันตกที่มีความรู้ทางด้านการพัฒนาศักยภาพหลายคน นำเอาไปดัดแปลงใช้ภาษาง่ายๆ แล้วนำเอามาสอนไปทั่วโลก สำหรับคนที่ปรารถนาความสำเร็จแล้วก็ได้รับความนิยม

ด้วยเหตุนี้ ผมเองจึงได้รวบรวมธรรมะของพระพุทธเจ้า สำหรับการใช้ชีวิต เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้และศึกษาเพื่อให้ได้นำเอาไปใช้กับชีวิตอย่างแท้จริง บางทีไม่จำเป็นว่าจะต้องมีความทุกข์ก็สามารถมาศึกษาธรรมะได้ อย่างบางครั้งเราเริ่มสับสนจะหาคำตอบอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการทำงาน เราขาดความมั่นใจ หรือเราไม่รู้แน่ชัดว่า เส้นทางนี้ เราจะต้องตัดสินใจอย่างไรดี จึงจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง วิธีของพระพุทธเจ้าก็สามารถช่วยทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและถูกต้อง

ทุกครั้งหลังจากที่คุณได้พูดคุยกับตัวเอง สนทนากับตัวเองเหมือนเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์สับสนในตัวพระองค์เอง ก็ใช้วิธีการคุยกับตัวเองเช่นกัน กระบวนการเหล่านี้ผมมาเรียกรวมๆ กันใหม่ว่า การโค้ชชิ่งในรูปแบบวิถีพุทธ

ชาวตะวันตก จะมีความคุ้นชินกับศาสตร์แห่งการโค้ชชิ่ง…และเขาได้นำเอาหลักของพระพุทธศาสนาไปร่วมกับวิถีชีวิตของเขา ด้วยการอาศัยศาสตร์แห่งการโค้ชนี่เข้าไปร่วมด้วย ศาสตร์แห่งการโค้ชช่วยคุณได้ในทุกเรื่องไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มีแนวคิดที่อยากหาวิถีชีวิตใหม่ให้ดีกว่าเดิมจะไปทางไหนดี ไม่ว่าจะเรื่องของความรัก ไม่ว่าจะเรื่องของการเงิน

เมื่อนำเอาความรู้ทางพระพุทธศาสนาไปใช้…ย่อมทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนจากเดิมไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชนิดที่เรียกได้ว่า วิถีพุทธ เปลี่ยนชีวิต ทุกคนรู้ว่าพุทธคืออะไร แต่สิ่งที่ไม่รู้คือทำอย่างไรต่างหาก เลยขออนุญาตประชาสัมพันธ์ งานที่เกี่ยวกับวิถีพุทธหนึ่งงาน คือ อบรมเรื่อง โค้ชวิถีพุทธ จัดขึ้นวันที่ 20-21 พ.ค. 2560 นี้ โดยผมเป็นผู้จัดขึ้นเอง สนใจติดต่อได้ที่โทร.08-1445-9642 และที่ Line : nop12111 รับเพียง 15 ท่าน (มีค่าลงทะเบียน) เมื่อมีความรู้ในเรื่องโค้ชวิถีพุทธแล้ว นอกจากจะช่วยเหลือตัวเองได้ยังสามารถนำเอาความรู้นี้ไปช่วยผู้อื่นให้ได้พบแสงสว่างด้วยเช่นกัน ด้วยการนำเอาศาสตร์พุทธและศาสตร์แห่งตะวันตกมารวมกัน แล้วคุณจะเข้าใจว่ากระบวนการวิธีโค้ชนี้ดีอย่างไร จึงทำให้ชาวตะวันตกสนใจพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ศาสตร์นี้พระภิกษุก็เข้ามาอบรมได้…เพื่อนำวิธีการไปเผยแผ่ธรรมต่อไป ด้วยแนวทางแห่งโค้ชวิถีพุทธ

 

อย่าอยากเป็นไม้คด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492558

x

โดย…อารยชล

 

คดีซื้อบริการเด็กที่แม่ฮ่องสอนตอนนี้เป็นที่สนใจของประชาชนมั่กมาก

ตอนนี้ข้าราชการที่รู้แก่ใจว่าตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องก็คงหนาวๆ ร้อนๆ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระส่ายกระสับตามธรรมดาของคนทำผิดแหละ

แหม…คดีอย่างนี้ ใครจะนอนหลับตาสนิทได้ ทั้งผิดกฎหมาย ทั้งอับอายผู้คน ไม่วาย ถ้ามีครอบครัวก็พลอยทำให้ครอบครัว ลูกหลาน ภรรยา อับอายขายหน้าไปด้วยทั้งที่คนเหล่านั้นไม่ได้ก่อ

อย่างนี้เขาเรียก กรรม (การกระทำ) พาซวย!

ฟากประชาชนก็กระสันอยากรู้อยากเห็น ข้าราชการระดับสูงในแม่ฮ่องสอนคนไหนหนอที่ “กินเด็ก” ตามคำของแม่เด็กที่ถูกซื้อบริการหลุดปากมา

อีกไม่นานก็คงรู้ว่า “แจ็กพอต” จะออกที่ใคร แต่ถ้าไม่จริงขึ้นมาตามที่แม่ของเด็กพูดละก็ เธอก็ต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองเต็มๆ

ในโลกนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี…อันนี้จริง ขนาดเหรียญยังมีสองด้าน

ไม่ว่าสังคมไหน ที่ไหน ก็มีทั้งคนดี คนเลวปะปนกันทั้งนั้น บางครั้งก็ยากที่จะแยกแยะคนไหน “ดีของแท้” คนไหน “ชั่วของจริง”

เพราะบางทีไอ้คนที่เราคิดว่าดี อาจจะดีต่อหน้าคน ต่อหน้าสาธารณะเท่านั้น เลยถูกมองว่าเป็นคนดี แต่พอลับหลังอาจเป็นคนละคนได้ ซึ่งก็มีให้เห็นในสังคม

แต่ผมขอพูดตรงนี้ว่า ถ้าคุณคิดจะเป็นข้าราชกาที่ทำงานรับใช้ประชาชนคุณต้องไม่ “เลว” ดิ

เพราะถ้าเลว ชั่วช้า ประพฤติเสื่อมทราม ทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจมิชอบ กลั่นแกล้งประชาชน ก็ไม่สมควรรับเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินจากการเสียภาษีของประชาชน

แล้วข้าราชการเลวพวกนี้ก็เป็นที่พึ่งที่ดีของประชาชนไม่ได้ ครั้นพอจะพึ่งได้บ้างก็มีข้อแม้…คุณต้องจ่ายสินบน จ่ายใต้โต๊ะ นี่คือธาตุแท้ของข้าราชการเลว

ทุกวันนี้ข้าราชการหลายคนทำตัวไม่สมกับตอนแรกที่เข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ๆ ที่ประพฤติตัวเหมาะสมเป็นข้าราชการที่ดี แต่พอรับราชการนานไป พอมียศ มีอำนาจ มีตำแหน่งสูงๆ เข้าหน่อยก็เปลี่ยนไป

จาก “ไม้ตรง” กลายเป็น “ไม้คด” ไปเสียงั้น ทั้งที่รู้ว่า “ไม้คด” นั้นชะตากรรมไม่ได้ดีอะไรเลย ก็ยังอยากเป็นกันอยู่

ไม้คด…ใช้ปลูกบ้านปลูกเรือน มันก็ไม่เรียบร้อย บ้านก็ไม่สวย

แม้จะเอามันมากองรวมกันไว้เฉยๆ มันก็เกะกะพื้นที่ รกหูรกตาเปล่าๆ เข้ากับใครไม่สนิท ไม่เชื่อลองเอาไปวางเรียงกับไม้ตรงดู มันไม่สนิท หรือจะเอาไปวางเรียงกับไม้คดด้วยกันมันก็ยิ่งไม่สนิทใหญ่เลย

ได้อีกทีก็เอา “เผาไฟ” นู่นแหละ แต่เชื่อไหม แม้เผาเป็นถ่านแล้วถ่านไม้คดก็ยังตักยากตวงยากอยู่ดี แถมพานช่วยให้คนขายโกงคนซื้ออีกด้วย

คนคดก็เหมือนกับไม้คดนั่นแหละท่าน!!

คนคดอยู่ที่ไหนก็เข้ากับใครเขาไม่ได้ เพราะมันคด (ชอบคิดชั่วทำชั่ว) แล้วตำแหน่งสำหรับ “คนคด” มันก็หายาก เพราะไม่มีตำแหน่งไหนที่เขาเตรียมไว้บรรจุ “คนคด” เข้าทำงาน

จึงมีแต่ว่า ถ้าใครทำตัวเป็นคนคดเมื่อไร เป็นต้องถูกกำจัดออกเมื่อนั้น นี่น่ะใช่

เพราะฉะนั้น ถ้าใครคดมากๆ จะเอาไว้ที่บ้านไม่ได้ จะเอาไว้ที่หน่วยงาน องค์กรก็ไม่ได้ จะเอาไว้ที่ไหนไม่ได้ทั้งนั้น มีที่เดียวคือ ส่งไปไว้ในคุกด้วยกัน

แต่ก็อีกแหละ คนคดแม้ไปอยู่ในคุกก็ยังทำให้คนคุกด้วยกันรวนเรไปได้ คนประเภทนี้มีแต่ตายแล้วก็ทิ้งเรื่องยุ่งไว้ให้คนที่อยู่ข้างเกิดการทะเลาะกัน

ฉะนั้น เป็นคนดีไม่ชอบ ยังกระสันอยากจะเป็น “คนคด” กันอยู่ดอกหรือ

อย่าลืมนะว่า “โจรองคุลิมาล” มือถือดาบเที่ยวไล่ฆ่าคนไปทั่วตั้ง 999 คน แต่ทำไมในที่สุดกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ เพราะจิตใต้สำนึกขององคุลิมาลไม่ใช่คนโหดร้าย

แล้วพอได้คนชี้แนะที่ประเสริฐอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาจึงทิ้งดาบและไม่คิดฆ่าคนอีกต่อไป เพราะละอายในบาปที่ตัวเองทำมา

ข้าราชการไม่ได้เลวทุกคนครับ เป็นเฉพาะบางคน และทุกคนไม่ได้เลวตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นข้าราชการ แต่บางคนต้องกลายมาเป็น “ไม้คด” เพราะสิ่งแวดล้อม เช่น จากนาย และจากกิเลสของตัวเอง

ถ้าพื้นฐานจิตใจไม่เลวอยู่แล้วก็อย่าเลวเลย เป็นไม้ตรงดีกว่าเป็นไม่คดนะท่านพี่

 

ไทย-ลาวสัมพันธ์ราบรื่น ด้วยพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492557

ไทย-ลาวสัมพันธ์ราบรื่น ด้วยพระพุทธศาสนา

โดย…สมหมาย สุภาษิต

ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ สปป.ลาว และประเทศไทย เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีแม่น้ำโขงขวางกั้นก็ไม่เป็นอุปสรรค เพราะประชาชนทั้งสองฝั่งนับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะระดับพระสงฆ์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเยี่ยมเยือนกันและกันเสมอ

ล่าสุด ระหว่างวันที่ 24-28 เม.ย. 2560 รัฐบาล สปป.ลาว อาราธนาและเชิญคณะผู้แทนไทยมาเยี่ยมเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ ในการนี้ พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กรรมการมหาเถรสมาคม มอบหมายให้ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร พร้อมคณะผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นผู้แทนมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการตามคำอาราธนาและเชิญจาก สปป.ลาว ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติยิ่ง

ผู้บริหารศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ (ศนช.) ได้อำนวยความสะดวกในการจัดให้คณะจากไทยเข้านมัสการ ดร.พระมหาเวท มะเสไน รองประธานองการศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.) ณ วัดศรีสะเกษ ซึ่งท่านรองประธาน อพส.ลาว ได้กล่าวต้อนรับด้วยความจริงใจ และบอกว่า ความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทย-สปป.ลาวนั้นราบรื่นทุกระดับ มีเพียงแม่น้ำโขงเท่านั้นที่กั้นกลาง ที่สำคัญพระสงฆ์ สปป.ลาวได้ไปศึกษาที่ มจร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีจำนวนมาก ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยและ พศ.ของไทย ที่สนับสนุนทุนการศึกษาในบางส่วนอย่างดียิ่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพได้กลับมาช่วยเหลือ สปป.ลาวและพระสงฆ์ สปป.ลาวดีมาก

เมื่อคณะผู้แทนจากไทยได้พบปะหารือกับท่านคะนองลิต สีสมบูน อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมคณะ ณ ที่ทำการ ศนช. นครหลวงเวียงจันทน์ ก็ได้รับทราบข้อมูลอย่างเป็นทางการ เช่น สปป.ลาว มีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนากว่า 70% ที่เหลือก็เป็นศาสนาอื่น

ที่สำคัญ ศนช.มุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างความสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในชาติ และมุ่งให้ทุกศาสนาอบรมสั่งสอนตามหลักศาสนาของตนไม่ให้มีการกล่าวร้ายกันในระหว่างศาสนาซึ่งจะนำความแตกแยกมาสู่ประเทศชาติ

อธิบดีกรมการศาสนา ยังขอให้ไทยสำรวจจำนวนพระสงฆ์ สปป.ลาว ที่ไปศึกษาในประเทศไทย ว่า แต่ละปีมีจำนวนเท่าใด เพราะแต่ละเดือนจะมีพระสงฆ์มาทำเอกสารเพื่อข้ามฝั่งไปศึกษาจำนวนมาก

เมื่อคณะผู้แทนไทยได้พบท่านจันทะวงศ์ แสนอำมาดมนตรี รองประธาน ศนช. ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านพระพุทธศาสนากันมาก และรองประธาน ศนช. ได้ชื่นชมความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทศาสนาของทั้งสองประเทศที่ใกล้ชิดทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภาษา ทุกอย่างคล้ายคลึงกันจนแทบจะแยกไม่ออก พร้อมทั้งบอกข่าวดีว่า ปีนี้รัฐบาล สปป.ลาวจะจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาอย่างเป็นทางการเป็นปีแรก และตั้งเป้าหมายว่าจะจัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติสักครั้ง แต่จะต้องเรียนรู้หลักการ วิธีการจากประเทศไทย โดยจะขอไทยให้คำปรึกษาแนะนำในการดำเนินการดังกล่าว

คณะผู้แทนไทยนมัสการ ดร.พระมหางอน ประธาน อพส.ลาว

คณะผู้แทนไทย ได้เดินทางไปยังแขวงหลวงพระบาง เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่นั่นท่านบัวทอง แพงสวรรค์ รองเลขาธิการพรรคแขวงหลวงพระบางและคณะมาต้อนรับ และได้ให้ข้อมูลว่า หลวงพระบางถือเป็นเมืองมรดกโลก ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานและเป็นต้นแบบของวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง และดีใจที่ได้ต้อนรับคณะจากไทยอย่างเป็นทางการ และหวังว่าจะได้ร่วมมือกันในหลายด้านต่อไป

พระโสภณวชิราภรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทยกับ สปป.ลาวนั้นมีมาช้านานแล้ว ทั้งระดับคณะสงฆ์และประชาชน จึงเห็นความช่วยเหลือซึ่งกันและเสมอ

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งนับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของ 2 ประเทศ เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมโมลี ได้เดินทางมาเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2553 และได้มีการลงนามความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการตามข้อตกลงเป็นอย่างดี

ดังนั้น การเดินทางมาเยือนเป็นทางการในครั้งนี้ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีในการที่จะสานต่อเจตนารมณ์ตามข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ และเพิ่มเติมประเด็นที่ควรเสริมในอันที่จะเป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

พระโสภณวชิราภรณ์ พูดถึงความร่วมมือทางการศึกษาว่า ปัจจุบันมีพระสงฆ์ สปป.ลาวไปศึกษาระดับปริญญาตรี-โท กว่า 170 รูป ที่ มจร และ พศ.ก็ได้สนับสนุนทุนการศึกษาบางส่วน

ในด้านการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาตินั้น มจร และ พศ.พร้อมให้คำปรึกษา โดยขอให้ทาง สปป.ลาว ได้ไปร่วมศึกษาหลักการและวิธีการและกระบวนการในการจัดงานดังกล่าว และคงต้องมีการลงนามเพื่อจะได้เป็นแนวทางการร่วมมือกันต่อไป

คณะผู้แทนไทย ได้เข้ากราบนมัสการ ดร.พระมหางอน ดำรงบุญ ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ณ วัดพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนเดินทางกลับไทยด้วย

สรุปว่า การเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการครั้งนี้ บรรลุจุดประสงค์ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะคณะผู้แทนไทยได้ศึกษาดูงานทางด้านการศึกษา เช่น เยี่ยมชมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสงฆ์และโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญของ สปป.ลาว ทั้งที่นครหลวงเวียงจันทน์และแขวงหลวงพระบาง เพื่อที่จะได้นำมาสู่การดำเนินการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือให้รอบด้านต่อไป

 

เวียงจันทน์ วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492556

เวียงจันทน์ วันนี้

โดย…พระศรีธวัชเมธี

วันนี้เป็นสารคดีท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ สปป.ลาว เขียนโดย พระศรีธวัชเมธี (ชนะ)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ ที่ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ไปเยือน สปป.ลาว วันที่ 24-28 เม.ย. 2560 ตามคำอาราธนาของรัฐบาล สปป.ลาว ซึ่งท่านเขียนเป็นอนุทินประจำวันดังนี้ (๑๐๕ วัดสีสะเกด)

– วันแรกในกำแพงเวียงจัน หรือนครหลวงเวียงจันหลังจากลงเครื่องบินที่สนามบินวัดไต ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมือง (ทางไปหลวงพระบาง) แต่คณะเรามาพักทางใต้ตัวเมือง (ทางไปจำปาศักดิ์) เดินทางผ่านไปผ่านมา จนชักจะจำอะไรได้หลายอย่าง

– หากนับมาทางเครื่องบิน ก็นับเป็นครั้งที่ 2​ ที่เดินทางมากำแพงเวียงจัน ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะย้อนรอยเก่า ภารกิจในครั้งนี้เป็นเวลา 5 วัน ในกรุงเวียงจัน และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง

– เวียงจันเปลี่ยนแปลงไปแยะพอสมควร ถนนหนทางดีขึ้น ตึกรามบ้านช่องก็พุ่งทะยานสูงขึ้น ประตูไซยังตั้งตระหง่านสวยงามอยู่เหมือนเดิม วันนี้เดินทางผ่านประตูไซไปๆ มาๆ ไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง มีฆ้องสันติภาพโลกเป็นสัญลักษณ์อีกหนึ่ง

– วัดสีสะเกด คือ เป้าหมายในการเข้าเยี่ยมชมในบ่ายนี้ ท่านเจ้าอาวาส มีตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายเผยแผ่ 1 ใน 4 องค์การ คือ การปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ

– หลังจากพบปะพูดคุยกันพอสมควรแล้ว ทำให้ทราบว่า เจ้าอาวาสชื่อพระมหาเหวด ป.ธ.3 เป็นคนลาวหย้อ จากเมืองนครพนม สอบบาลีได้ที่สกลนคร และเข้ามาอยู่ในประเทศลาวตั้งแต่ปี 2509

– ข้าพเจ้าตั้งคำถาม 2 ข้อ คือ 1.เจดีย์บรรจุอัฐิเป็นอิทธิพลของไทยต่อลาว หรือของลาวต่อไทย ซึ่งคำตอบของท่านคือ เป็นวัฒนธรรม ร่วมกัน บอกไม่ได้ว่าใครเลียนแบบใคร

– ทำไมวัดสีสะเกด จึงรอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในศึกสงครามเมื่อ 200​ ปีที่แล้ว หลวงพ่อบอกว่า เดิมชื่อวัดแสน มีพระประธานชื่อว่าหลวงพ่อแสน เป็นวัดเก่าอยู่แล้ว เมื่อมีการสร้างพระราชวังขึ้น เจ้าอนุวงศ์เปลี่ยนรูปแบบวัดใหม่ เพราะต้องการหันศีรษะไปทางพระประธานในเวลาบรรทม จึงสร้างวัดให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก จากเดิมที่หันหน้าไปทิศตะวันออก

– ข้าพเจ้า (ไม่) ได้คำตอบมาว่า ทำไมวัดสีสะเกดไม่ถูกทำลาย ต่อมามีพรายกระซิบว่า อย่าเล่าไปเลย เขาไม่ชอบ อย่างไรก็ตามวันนี้ใช้เวลาร่วม 2​ ชม. เที่ยวชมวัดสีสะเกด วัดเดียวที่มีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ เป็นวัดที่รอดพ้นจากภัยสงคราม เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงามเลิศ เป็นวัดที่มีราวเทียนสวยที่สุดในโลก

– ถ้ามานครหลวงเวียงจัน ยังไม่เยี่ยมชมวัดสีสะเกด วัดหอพระแก้ว วัดพระธาตุหลวง ก็ถือว่ายังไม่ถึงประเทศลาว ดวงใจของคนทั้งชาติมีดอกจำปาเป็นสัญลักษณ์ของชาติ

– ศูนย์รวมศิลปะลาวเก่า ตรงกับยุคร.3 ของไทย ที่คงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ที่วัดสีสะเกด ภายในอุโบสถมีหลวงพ่อแสนหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก (ตามที่เจ้าอนุวงศ์ต้องการ) มีจิตรกรรมเรื่องพญาสังขยาสวยงามมาก ได้รับการบูรณะจากยูเนสโก วิหารคดที่ดาระดะไปด้วยพระพุทธรูปต่างๆ ตามช่องน้อยบ้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ที่ประดิษฐานไว้รอบๆ เหมือนกับที่วัดเบญจมบพิตร

อนุทินประจำวัน (๑๐๖ พระเจ้าองค์ตื้อ)

วันที่สองในนครหลวงเวียงจัน เช้าพบท่าน คะนองลิต สีสมบูน อธิบดีกรมการศาสนา, บ่ายพบท่านจันทวง แสนอำมาดมนตรี รองประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ (Laos Front for National Construction Central) หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง โดยมีโอกาสไปเยี่ยมแม่น้ำของ (โขง) หลังเลิกประชุมพบปะกันแล้วหน่อยหนึ่ง พอได้ชิมรสว่าสภาพแม่น้ำของหรือโขงเป็นอย่างไร

– สถิติข้อมูลดิบที่ได้รับในวันนี้ คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพลเมือง 6.8 ล้านคน มี 4 ศาสนาที่รัฐบาลให้การรับรองคือศาสนาพุทธ คริสต์ บาไฮ และอิสลาม

– สปป.ลาว ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา บวกกับผู้นับถือศาสนาดั้งเดิมคือถือบรรพบุรุษอีก 30% นับเป็นตัวเลขสูงถึง 98%

– สำนักงานพระพุทธศาสนาของ สปป.ลาว แบ่งออกเป็น 4 กรรมาธิการ (องค์การ) คือฝ่ายปกครอง ฝ่ายเผยแผ่รวมทั้งวิปัสสนากรรมฐาน ฝ่ายสาธารณูปการ และฝ่ายการศึกษา

– วัดทั้งหมดทั่วประเทศนับได้ 4,884 วัด เป็นวัดมีพระเณรอยู่ 4,134 วัด และวัดร้าง 750 วัด มีพระเณรทั้งประเทศ 35,558 รูป (พระ 15,564 รูป และเณร 19,994 รูป) มีโรงเรียน 56 โรง แบ่งเป็นชั้นประถมศึกษา 4 โรง มัธยมศึกษาต้น 34 โรง โรงเรียนพระปริยัติธรรม 1 โรง มีวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ ที่วัดองค์ตื้อและที่จำปาศักดิ์ และกำลังจะเปิดใหม่อีก 2 แห่ง คือที่สุหวันนะเขต กับที่หลวงพระบาง

– ศาสนาคริสต์แบ่งเป็น 2​ นิกาย คือ คาทอลิกและโปรเตสแตนต์ และโปรเตสแตนต์ยังแบ่งย่อยออกเป็น 2​ นิกาย มีคริสตจักรขาวประเสริฐ และอีกชื่อหนึ่ง…​มีโบสถ์คริสต์ราว 100 กว่าแห่ง มีผู้นับถือ 1 แสนกว่าคน บาไฮมีศาสนสถาน 9 แห่ง มีผู้สอนศาสนา 9 คน มีผู้นับถือ 2 แสนคน อิสลามมีสุเหร่า 2 แห่ง ล้วนอยู่ในนครหลวงเวียงจัน มีผู้นับถือ 1,000 คน ซึ่งเป็นพวกค้าขายมีเชื้อสายมาจากอินเดีย-ปากีสถาน-กัมพูช

อ่านต่อฉบับหน้า

 

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ บูรณะใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492555

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ บูรณะใหญ่

โดย…สมาน สุดโต

มุงหลังคาวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์)ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ส่งข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก เล่าเรื่องการบูรณะปรับปรุงศาลา พร้อมทั้งมีภาพกิจกรรมของพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ที่ไปกำกับดูแลเป็นประธานการมุงหลังคาใหม่ของศาลาที่ทำพหุกิจกรรมของวัด ซึ่งผู้แสวงบุญที่ไปในวัดนี้ต้องได้สัมผัสมาแล้ว

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) เป็นผู้หางบประมาณ ได้รายงานใน FB ว่า ด้วยอาคารโมขเวศน์สันติธรรมศาลา (อาคาร 1) และอาคารสัณฐานคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 2) วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นอาคารชั้นเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารหอสวดมนต์ อาคารที่พักผู้แสวงบุญ อาคารสำนักงาน และอาคารหอฉันกุสาวดี ซึ่งผ่านการใช้งานมานานกว่า 20 ปี บัดนี้อาคารได้มีการชำรุด ร้าว และหลังคารั่ว ทางวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์จะได้ทำการเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมด

การบูรณะเริ่มดำเนินการวันที่ 17 เม.ย. 2560 โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานมุงหลังคาเปลี่ยนกระเบื้องแผ่นแรก เป็นปฐมฤกษ์ โดยมี พระครูสุวัฒน์ชยาทร รองหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นผู้ควบคุมดูแลงานก่อสร้าง พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นผู้หางบประมาณ

จึงขอเชิญชวนท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดซื้อกระเบื้องมุงหลังคาราคาแผ่นละ 100 บาท ซึ่งทางวัดจะใช้ทั้งหมด 4 หมื่นแผ่น โดยโอนเงินผ่านบุญชีธนาคารกรุงเทพชื่อบัญชี เพื่อวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย เลขบัญชี 115-4-15745-5 หรือติดต่อ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) โทร.+91-900-500-7063, +91-900-500-7032

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ อนุโมทนาว่า อานิสงส์ทำบุญเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาวัดจงมีแก่ทุกท่าน ขอให้ทำธุรกิจการค้า ซื้อมา ขายคล่อง ได้กำไรสูงๆ ได้ลาภ สุข สรรเสริญ มีตำแหน่งการงานสูงๆ ลูกหลานเล่าเรียน เขียนอ่าน ได้ปริญญาสูงๆ สมณศักดิ์เลื่อนขึ้นสูงๆ โรคภัยไม่เบียดเบียน มีอายุยั่งยืนนาน มีผู้หลักผู้ใหญ่คุ้มครองคุ้มกัน มีความปลอดภัยสูง ปฏิบัติธรรมได้มรรคบรรลุผล นำพาตนสู่ระดับสูง หลังจากตายเพราะกายแตก ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ชั้นสูงๆ

นุ่งซิ่น ไม่นุ่งสั้น

พระศากยปุตติยวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ผลักดันนโยบายของพระพรหมสิทธิ ที่ต้องการให้วัดไทยในต่างประเทศ รักษาเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน ดังนั้นวัดอรุณสหราชอาณาจักร จึงจัดให้ โดยรณรงค์ นุ่งซิ่นไม่นุ่งสั้น ส่งเสริมคนไทย-ต่างชาติเข้าวัดตามวิถีวัฒนธรรมไทย เมื่อทำไปแล้วเป็นวัดแรกในทวีปยุโรปที่รักษาวัฒนธรรมไทย กลายเป็นต้นแบบวัดไทยในต่างประเทศไปแล้วในตอนนี้

“วัดอรุณสหราชอาณาจักร จะมีผ้าถุงหรือผ้าซิ่นคอยให้บริการแก่พุทธศาสนิกชน พร้อมส่งเสริมให้ชาวพุทธที่เป็นคนไทยช่วยเป็นผู้สื่อสารให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจในโครงการนุ่งซิ่นไม่นุ่งสั้นด้วย ซึ่งวัดอรุณสหราชอาณาจักรเป็นวัดไทยวัดเดียวที่มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มาศึกษาดูงาน และสนใจการเรียนวิปัสสนากรรมฐาน” พระศากยปุตติยวงศ์ กล่าว แบบนี้ต้องสาธุ