ศีลโพธิสัตว์… สิ่งที่มากกว่าความเป็นศีล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492554

ศีลโพธิสัตว์... สิ่งที่มากกว่าความเป็นศีล

โดย…ราช รามัญ

วันก่อนเดินทางไปวัดมังกรบุปผาราม จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ มีน้องๆ สมัครใจมาบวชเป็นสามเณรกันเนืองแน่น โดยการสนับสนุนของวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้มาอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา การบวชสามเณรของนิกายมหายานนั้น ไม่ใช่มาถึงก็บวชได้เลย กฎระเบียบค่อนข้างมีมากพอควร

อย่างแรกเลย ไม่ใช่มาบวชแบบ 3 วัน 5 วัน แล้วลาสิกขาบท อย่างน้อยผู้ที่จะมาบวชต้องอยู่ให้ครบ 3 ปี แล้วในขณะที่บวชก็ต้องฝึกใจฝึกตนอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการศึกษาธรรมะและการศึกษาทางโลกควบคู่กันไป แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ก่อนบวชนี่ต่างหาก

สิ่งที่ผู้จะเข้ามาบวชทั้งพระและสามเณรของสายมหายานนั้น จะต้องทำการรักษาศีลโพธิสัตว์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ฝึกจิตฝึกตนในศีลนี้แล้วก็รักษาไปจนกระทั่งได้บวชเป็นพระและสามเณรกันเลยทีเดียว

ศีลของโพธิสัตว์น่าสนใจมาก ประกอบด้วย ครุกาบัติ 10 ข้อ และลหุกาบัติอีก 48 ข้อ รวมทั้งหมด 58 ข้อ ความละเอียดของศีลโพธิสัตว์มีมาก และที่สำคัญในลหุกาบัตินั้น กล่าวกันว่า แม้คนธรรมดาๆ ก็ศึกษาและน้อมเอามาปฏิบัติได้

ในแต่ละข้อนั้นเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อให้บุคคลนั้นเข้าสู่ความเป็นโพธิสัตว์ด้วยการละวางอัตตาของตนอย่างแท้จริง ที่สำคัญเมื่อรับมาแล้วต้องปฏิบัติให้ถึงที่สุดด้วย โดยนิยมปฏิบัติกันที่ใจครับ

เด็กๆ สามเณรหลายรูปตลอดทั้งพระภิกษุของนิกายมหายานนี้ต่างก็ต้องรักษาและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดกันเลยทีเดียว มิเช่นนั้นอาจจะทำให้จิตใจที่ตั้งมั่นมาแต่คราวแรกหมดกำลัง และท้อถอยต่อการฝึกปฏิบัติธรรม

ขอเล่าที่ประสบมากับตัว คือ เพื่อนใหม่ที่พบกันในประเทศอินเดีย ชื่อว่า จิกมี เป็นชาวภูฏาน มาที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อปฏิบัติธรรมสวดมนตรา ตามคติของมหายาน ปรากฏว่ารองเท้าเขาหาย เมื่อทราบว่ารองเท้าหาย สิ่งแรกที่เขาหันมาบอกกับผม คือ

“ขอให้รองเท้าของเขา พอจะทำประโยชน์แก่ผู้ที่เอาไปได้บ้างนะ”

ฟังแล้วเงิบ…เพราะจิตใจเขามีมุมมองในทัศนคติที่ไปในทางบวกอย่างมาก นี่แอบคิดในใจถ้าเป็นเรา ก็คงจะบ่นเป็นหมีกินผึ้ง…ประมาณว่ามาทำบุญสวดมนต์ยังมีมารมาตามผจญ อะไรประมาณนั้น นี่คือ ความต่างของการถือศีลธรรมดาๆ กับการถือศีลและมีศีลโพธิสัตว์กำกับด้วย

ท่านเสถียร โพธินันทะ ผู้เลิศทางมหายานได้กล่าวถึงศีลโพธิสัตว์เอาไว้อย่างน่าศึกษา โดยขอยกมาเป็นข้อๆ ดังนี้

โดยขอยกครุกาบัติ 10 ไว้ เพราะเหมาะแก่นักบวช แต่ลหุกาบัติ 48 ข้อนี้เป็นสิ่งที่คนธรรมดาแบบเราๆ ท่านๆ สามารถน้อมนำเอามาฝึกได้ ลหุกาบัติ มีดังนี้

1.ผู้ไม่เคารพผู้มีอาวุโสชั้นอาจารย์ของตน

2.ผู้ดื่มสุราเมรัย

3.ผู้บริโภคโภชนาหารปลาและเนื้อ

4.ผู้บริโภคผักมีกลิ่นแรงฉุน ให้โทษเกิดราคะ 5 ชนิด คือ

1.หอม 2.กระเทียม 3.กูไฉ่ 4.หลักเกี๋ย 5.เฮงกื่อ

5.ผู้ไม่ตักเตือนผู้ต้องอาบัติให้แสดงอาบัติ

6.ผู้ไม่บริจาคสังฆทานแก่ธรรมกถึก

7.ผู้ไม่ไปฟังการสอนธรรม

8.ผู้คัดค้าน-พระพุทธศาสนาในมหายานนิกาย

9.ผู้ไม่ช่วยเหลือ-คนป่วย

10.ผู้เก็บอาวุธ-สำหรับฆ่ามนุษย์หรือสัตว์ไว้ในครอบครอง

11.ผู้เป็นทูตสื่อสารในทางการเมือง

12.ผู้ค้า-มนุษย์ไปเป็นทาส ขายสัตว์ไปให้เขาฆ่าหรือใช้งาน

13.ผู้พูดนินทาใส่ร้ายผู้อื่น

14.ผู้วางเพลิงเผ่าป่า

15.ผู้พูดบิดเบือนข้อความพระธรรมให้เสื่อมเสีย

16.ผู้พูดอุบายเพื่อประโยชน์ตน

17.ผู้ประพฤติข่มขี่บังคับเขาให้ทานวัตถุ

18.ผู้อวดอ้างตนเป็นอาจารย์เมื่อตนเองยังเขลาอยู่

19.ผู้พูดกลับกลอกสองลิ้น

20.ผู้ไม่ช่วยสัตว์ เมื่อเห็นสัตว์นั้นตกอยู่ในภยันตราย

21.ผู้ผูกพยาบาทคาดแค้น

22.ผู้ทะนงตัว ไม่ขวนขวายศึกษาธรรม

23.ผู้เย่อหยิ่ง กระด้างก้าวร้าว

24.ผู้ไม่ศึกษาพระธรรม

25.ผู้ไม่ระงับการวิวาทเมื่อสามารถสงบได้

26.ผู้ละโมบเห็นแก่ตัว

27.ผู้น้อมลาภที่เขาถวายสงฆ์อื่นมาเพื่อตน

28.ผู้น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์ไปตามชอบใจ

29.ผู้ทำเสน่ห์ยาแฝดฤทธิ์เวทให้คนคลั่งไคล้

30.ผู้ชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน

31.ผู้ไม่ช่วยเหลือไถ่ค่าตัวคนให้พ้นจากเป็นทาสเมื่อสามารถ

32.ผู้ซื้อขายอาวุธสำหรับฆ่ามนุษย์และสัตว์

33.ผู้ไปดูกระบวนทัพมหรสพ และฟังขับร้อง

34.ผู้ไม่มีขันติอดทนสมาทานต่อศีล

35.ผู้ปราศจากกตัญญูต่อบิดามารดา อุปัชฌายาจารย์

36.ผู้ปราศจากสัตย์ต่อคำปฏิญาณจะตั้งอยู่ในพรหมจรรย์

37.ผู้ปฏิบัติธุดงควัตรในถิ่นที่มีภยันตราย

38.ผู้ไม่มีคารวะ ไม่รู้จักต่ำสูง

39.ผู้ไม่มีกุศลจิต ไม่สร้างบุญสร้างกุศล ทำทาน

40.ผู้มีฉันทาคติลำเอียงการให้บรรพชาและอุปสมบท

41.ผู้เป็นอาจารย์สอนด้วยการเห็นแก่ลาภ

42.ผู้กระทำสังฆกรรมแก่ผู้มีมิจฉามรรยา

43.ผู้เจตนาฝ่าฝืนวินัย

44.ผู้ไม่เคารพสมุดพระธรรมคัมภีร์

45. ผู้ไม่สงเคราะห์โปรดเวไนยสัตว์

46.ผู้ยืนหรือนั่งที่ต่ำแสดงธรรม

47.ผู้ยอมจำนนต่ออำนาจธรรมโรธี (อำนาจที่ผิดธรรม)

48.ผู้ล่วงละเมิดธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

ปฏิบัติตามนี้ได้ บอกได้เลยว่า ศีล 5 ที่มีย่อมจะสมบูรณ์ขึ้น ทั้งกายและใจ

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492553

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระกริ่งพิมพ์ชะลูด ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว พระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วพิมพ์ ร.ศ.118 เหตุที่เรียกเพราะการหล่อพระในแต่ละช่อนั้นจะมีเพียงองค์เดียวที่อยู่ยอดช่อและมีตัวอักษรบนพระชัยยอดช่อว่า ร.ศ.118 ซึ่งคือปี พ.ศ. 2441เป็นปีที่สร้าง องค์นี้กระแสโลหะจัดจ้านดูง่าย ราคาว่ากันหลักล้าน เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

 

องค์ที่สอง พระซุ้มกอพิมพ์กลาง กรุวัดบรมธาตุ กำแพงเพชร หนึ่งในชุดเบญจภาคี เป็นพระเนื้อดินเผาที่มีความละเอียดและเนื้อนุ่ม มีจุดสีแดงเล็กตามองค์พระเรียกว่า ว่านดอกมะขาม อันเป็นจุดพิจารณา มี 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไม่มีกนก หรือซุ้มกอดำพิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์ขนมเปี๊ยะ พิมพ์กลางดูง่ายสภาพนี้ต้องมีแสนกลาง ของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

 

องค์ที่สาม พระปิดตาพิมพ์นั่งบัวเศียรแหลมเนื้อสำริดเงิน หลวงพ่อทับ วัดทอง ธนบุรี พระปิดตาวัดทองทุกองค์ปั้นหุ่นเทียนองค์ต่อองค์ และพระทุกองค์จะไม่มีรอยตะเข็บปรากฏให้เห็นเป็นอันขาด แม้พิมพ์จะคล้ายกันแต่เมื่อหล่อออกมาแล้วจะไม่เหมือนกันพระปิดตาหลวงพ่อทับถ้าผ่านการใช้มาแล้วเนื้อหาจะกลับดำทุกองค์ ท่านได้สร้างพระไว้หลายเนื้อ คือ เนื้อสำริดแก่เงิน เนื้อชิน เนื้อเมฆพัด เนื้อผงและเนื้อแร่บางไผ่ เป็นพระปิดตาที่ขึ้นชื่อมากทางด้านมหาอุตม์ ที่สำคัญของแท้หายากเพราะมีจำนวนการสร้างน้อย สภาพดูง่ายแบบองค์ที่นำมาให้ชม ค่านิยมยังอยู่ที่หลักล้านต้น

 

องค์ที่สี่ พระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ พิมพ์ห้าเหลี่ยมเล็ก เนื้อชินตะกั่ว หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท ลักษณะพิมพ์เล็กที่หัวไหล่จะสูงเสมอกลางเศียร ด้านหลังมีจารยันต์พุทธอุดม้วนโลก จัดสร้างที่วังนางเลิ้ง ในพิธีไหว้ครูเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ การจัดสร้างถ้าเป็นเนื้อผงคลุกรักแจกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ส่วนเจ้านายชั้นรองลงมาท่านจะแจกพระปิดตาพิมพ์ห้าเหลี่ยม โดยสร้างขึ้นแบบหยอดหลุมเหมือนขนมครก องค์นี้ผ่านการใช้งานมาแล้วทำให้กระแสเนื้อดูง่ายค่านิยมอยู่ที่หลักแสนกลาง

องค์ที่ห้า ชมสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้นนิยม พระเครื่องที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างเป็นอนุสรณ์แด่โยมมารดาของท่าน มวลสารประกอบด้วยผงวิเศษทั้งห้าและกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมจันทน์ทั้งเปลือก ปูนขาว ข้าวสุก รวมกับน้ำมันตังอิ๊วทำให้วรรณะมีสีเหลืองนวล ที่นิยมสะสมมี 3 พิมพ์คือ พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ 6 ชั้น อกตัน และพิมพ์ 6 ชั้น อกตลอด องค์ที่นำมาให้ชมดูง่ายเพราะผ่านการใช้งานมา ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักล้านต้น ของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

องค์ที่หก พระสมเด็จพิมพ์แปดชั้นแขนกลมหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร ท่านเป็นศิษย์เอกของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

เนื้อหาส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกับพระเครื่องของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพราะสร้างจากผงพุทธคุณ ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช ผงปถมัง ผสมด้วยกระดาษฟาง ปูนขาว กล้วยทั้งเปลือก น้ำมันตังอิ๊ว เป็นต้น องค์นี้สภาพเดิมๆ ไม่ผ่านการใช้ ผิวพรรณมีการยุบตัวตามธรรมชาติ มีความเก่าปรากฏสภาพสวยแบบนี้มีหลักหมื่นปลาย

จากกันด้วยข้อคิด “สรรพสิ่งในโลกนี้ ย่อมเป็นไปตามกรรมและกาลเวลา ดอกไม้จะบานเมื่อถึงเวลา ฉันใด ฉันนั้น สุขและทุกข์ของเรา ย่อมไม่พ้นกรรมตามกาลเวลา”

 

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491453

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

โดย…สมาน สุดโต

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารของชาวต่างชาติ” ระหว่างวันที่ 19-20 เม.ย. 2560 ในโอกาสสำคัญที่กรุงธนบุรีจะมีอายุครบ 250 ปี นอกจากระดมวิทยากรทางประวัติศาสตร์มาบรรยายให้ฟังอย่างจุใจที่โรงแรมรอแยล ปริ้นเซส หลานหลวง ตลอดวันที่ 19 เม.ย. รุ่งขึ้นวันที่ 20 เม.ย.ยังได้นำชมสถานที่จริงที่เกี่ยวข้องสมเด็จพระเจ้าตากสินอีกด้วย สถานที่สำคัญนั้นๆ ได้แก่ วัดหงส์รัตนาราม มัสยิดต้นสน วัดโมลีโลกยาราม พระราชวังเดิม ป้อมวิชัยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวราราม โดย บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี เป็นวิทยากร

วันนี้ขอเล่าถึงวัดโมลีโลกยารามก่อน เพราะประทับใจในหลายๆ เรื่องๆ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์ ป.ธ.9, Ph.D) สำนักเรียนแห่งนี้ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นที่ 1 หรือแชมป์การสอบบาลีของประเทศไทย จากการที่พระภิกษุสามเณรสอบเปรียญได้ทุกชั้น นับแต่ประโยค 1-2 เปรียญธรรม 3 ประโยค-เปรียญธรรม 9 ประโยค ทั้งๆ ที่เป็นสำนักเรียนเล็กๆ

เมื่อเห็นด้วยตาและสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรของสำนักที่ดีที่สุดหรือแชมป์ของประเทศนั้นค่อนข้างลำบาก อาศัยอาหารบิณฑบาตตอนเช้า แต่ถึงเวลาเพลก็ไม่เพียงพอ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่ต้องบริหารจัดการทุกอย่างไม่ให้พระภิกษุสามเณร 300 กว่ารูป ต้องอดอยาก จึงนำปัจจัยที่ญาติโยมถวายในโอกาสต่างๆ มาเป็นค่าภัตตาหาร นอกเหนือจากที่ญาติโยมนำมาถวายแต่ละวัน (แต่บางวันก็ไม่มีเลย)

ที่นอนเป็นเตียง 2 ชั้น เหมือนตู้นอนรถไฟ แต่ที่นี่ของสามเณรที่วัดโมลีโลกยาราม

พระเทพปริยัติโมลี ซึ่งมีตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9 ด้วย บอกว่า เฉพาะค่าอาหารวันละประมาณ 1.5 หมื่นบาท ส่วนค่าน้ำค่าไฟเดือนละหลายแสนบาท ล้วนแต่เป็นภาระทางวัดทั้งสิ้น

เนื่องจากเป็นวัดเล็กๆ ที่พักมีจำกัด จึงเห็นพระภิกษุสามเณรต้องนอนเตียงซ้อนกันเหมือนตู้นอนรถไฟ เป็นอยู่แบบพอเพียงจริงๆ แต่การเรียนของสำนักนี้ไม่พอเพียง เรียนและสอบได้เป็นที่ 1 ของประเทศ น่าทึ่งมาก

ปี 2554 มีผู้สอบได้ 102 รูป ปี 2555 มีผู้สอบได้ 104 รูป ปี 2556 มีผู้สอบได้ 124 รูป และปี 2557 มีพระภิกษุสามเณรได้สูงถึง 158 รูป ปี 2559 สอบทุกประโยคได้ 157 รูป และตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 200 รูป หรือมากกว่า เมื่อสอบซ่อมอีก 61 รูป วันที่ 21 เม.ย. 2560

ผู้เขียนจึงอยากเชิญท่านผู้มีใจเป็นกุศล หากจะทำบุญกุศลในโอกาสใดๆ เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ หรือต้องการเลี้ยงพระภิกษุ-สามเณรที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงด้วยการเรียนบาลี ภาษาพุทธพจน์ แล้วควรเลือกวัดโมลีโลกยาราม

ติดต่อเจ้าอาวาสได้ที่หมายเลข 08-9660-1464 การเดินทางไปวัดนี้ง่าย อยู่ไม่ไกลจากวัดอรุณราชวราราม อยู่ติดกำแพงกองทัพเรือ ตรงข้ามกับวัดกัลยาณมิตร โดยมีคลองบางหลวงคั่นไว้ หากมาจากวัดอรุณฯ ให้สังเกตก่อนถึงสะพานอนุทินสวัสดิ์ (สะพานข้ามคลองบางหลวง) หรือถ้ามาจากวงเวียนเล็ก ข้ามสะพานอนุทินสวัสดิ์ จะเห็นวัดทางขวามือ

สามเณรนักเรียนบาลีวัดโมลีโลกฯ คอยฉันเพล วันที่ 20 เม.ย. 2560

ประวัติวัด

วัดโมลีโลกยาราม หรือวัดท้ายตลาด พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นประมาณปี 2300 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง สร้างพระราชวังที่ประทับ ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ ทรงเห็นว่าพระราชวังกระหนาบด้วยวัดอรุณราชวรารามและวัดท้ายตลาด จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกวัดท้ายตลาดอยู่ในเขตพระราชวังชั้นนอก เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล และเจริญพระกรรมฐานอยู่เนืองๆ

ในวัดนี้มีวิหารฉางเกลืออยู่ตรงหน้าพระอุโบสถ วิทยากรกล่าวว่าเป็นที่เก็บเกลือในช่วงสมัยพระเจ้ากรุงธน ปัจจุบันมีพระพุทธรูปงามนามว่าปรเมศ เป็นพระประธาน

ส่วนพระอุโบสถที่สร้างโดยสมเด็จอมรินทราบรมราชินี (นาก) ในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ยังงามยิ่งโดยมีพระพุทธรูปนามว่า พุทธโมลีโลกนาถ เป็นพระประธาน

เมื่อเปลี่ยนจากยุคกรุงธน มาเป็นยุครัตนโกสินทร์ วัดท้ายตลาด ยังคงความสำคัญต่อเนื่อง ดังที่หนังสือ กว่า 200 ปีประวัติศาสตร์ปริยัติธรรมที่ยังมีชีวิต ของมูลนิธิพุทธรักษา (หน้า 6) กล่าวว่า ลุล่วงสมัยรัตนโกสินทร์ เกิดเป็นสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล และได้รับพระราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์สม่ำเสมอ หลังจากมีเจ้าอาวาสรูปแรกในรักาลที่ 1 นี้ เมื่อเจ้าอาวาสรูปแรกมรณภาพ ถึงรัชกาลที่ 2 เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ที่ปราดเปรื่องภาษาศาสตร์ พุทธศาสตร์ โหราศาสตร์ และวิชาการแขนงอื่นๆ ได้รับการสถาปนาเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ชื่อเดิมว่า ขุน เป็นพระอาจารย์ของพระราชโอรสหลายพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ในบรรดาพระราชโอรสนั้นมี 3 พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ ได้แก่รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นี่คือจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ในฐานะสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล

นี่ก็สามเณรนักเรียน เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2560

ถึงรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่มรณภาพในรัชกาลที่ 3 นี้เอง ปัจจุบันจะเห็นหอสมเด็จ อนุสรณ์แห่งศิษย์เชิดชูผู้เป็นอาจารย์ ตั้งอยู่บริเวณพุทธาวาส ภายในประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงหล่อขึ้น

เจ้าอาวาสรูปถัดมา มีนามว่า ฉิม เปรียญ 9 ประโยค มีความรู้ความสามารถสูงมากทางด้านภาษาบาลี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบพระบาลีในพระบรมมหาราชวัง ผู้รักการเรียนรู้จักว่าเป็นสำนักยอดเยี่ยมในยุคที่สอบบาลีด้วยการแปลปากเปล่าต่อหน้ากรรมการ

ส่วนชื่อเสียงในยุคปัจจุบันนั้น พระเทพปริยัติโมลี ที่เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 13 ต่อจากพระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) ที่มรณภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อปี 2554 นั้น ได้สืบสานปณิธานงานการศึกษาต่ออย่างเข้มแข็ง จนเป็นสำนักที่พระภิกษุสามเณรที่ใฝ่เรียนบาลีพูดกันติดปาก ว่าเป็นสำนักสอนบาลีที่ดีสุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

ถ้าเทียบจำนวนผู้ที่สอบได้ทุกชั้น ทุกประโยค (ประโยค 1-2 ป.ธ.3-9) กับสำนักอื่นๆ ท้าได้ว่าไม่มีสำนักใดทำได้ จึงเป็นแชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

 

‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491452

‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ทุกทิศทั่วหล้าสนุกสนานชุ่มช่ำกันไปแล้วกับประเพณีสงกรานต์ของคนไทย ผู้เขียนยังเลือกหาเรื่องราวดีๆ ในคอลัมน์ “พุทธานุภาพ” ของพระเครื่องมาให้อ่านชมกันต่อเนื่องเหมือนเดิม สัปดาห์นี้มาพบกับดารา
นักบู๊ พนม ยีรัมย์ หรือ “จา พนม” นักแสดงบทบู๊ที่โด่งดังทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือทั่วโลกต่างรู้จักกันในนามว่า “โทนี่ จา”

ผลงานภาพยนตร์ชื่อดังมากมายการันตีฝีไม้ลายมือการแสดงของ “โทนี่ จา” คับแก้ว อาทิ ภาพยนต์เรื่อง องค์บาก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ต้มยำกุ้ง Fast & Furious 7 และอีกหลายเรื่องที่รอฉายบนจอเงิน เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ชม แต่หลังม่านฉากการแสดงเขาเป็นตัวยงศรัทธาพระเครื่อง วัตถุมงคล ฯลฯ ซึ่งน้อยคนนักยังไม่รู้ว่าดาราจอมบู๊รายนี้ ศรัทธาและแขวนพระเครื่ององค์รุ่นไหน

พระเครื่องที่ “จา พนม” บูชาอาราธนาพกพาติดตัวตลอดเวลา ทั้งเวลาอยู่ในประเทศไทยและเดินสายทำงานต่างประเทศ ชิ้นแรกล็อกเกตหน้าเณร หลวงพ่อชำนาญ รุ่น 3 ด้านหลังอุดเทียนชัยมีเกศา และพระพิฆเนศเม็ดแตงวัดบางกุฎีทอง ถัดมาเป็นตะกรุดพระพรหม 4 หน้า วัดบางกุฎีทอง ปี 2544 สุดท้ายล็อกเกตหลวงพ่อชำนาญ ทั้ง 3 ชิ้นนี้ เจ้าตัวเคารพและศรัทธาอย่างมาก ที่สำคัญจะพกพาติดตัวเสมอทั้งเวลาทำงานและกิจส่วนตัว

ดาราจอมบู๊ เล่าว่า บ้านเกิดเป็นคนสุรินทร์ นับถือศาสนาพุทธ และพ่อแม่มักปลูกฝังให้ห้อยพระ บูชาพระมาตลอด เวลาไปไหนมาไหนนึกถึงพุทธคุณตลอด เชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้รอดพ้นอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย ทำให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และเชื่อว่าพลังตรงนั้น เมื่อเรานึกถึงครูบาอาจารย์มักทำให้ประสบความสำเร็จ ยอมรับว่ามีพระเครื่องมากมาย ที่แฟนคลับให้มาบูชา ซึ่งจะเก็บใส่พานขึ้นหิ้งไว้บูชาเป็นอย่างดี

“ไม่รู้นะ แต่พอมาแขวนพระหลวงพ่อชำนาญ ทำให้รู้สึกสบายใจว่ามีครูบาอาจารย์คุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นพระรุ่นไหน ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็สามารถเข้าถึงได้ แต่การแขวนพระก็เพื่อพึงระลึกถึงขอให้การทำงานราบรื่นไร้อุปสรรค ขอปัญญาและความกล้าหาญในการทำงาน เพราะต้องแสดงคิวบู๊เป็นประจำ ภาวนาขอให้ทุกฉากบู๊ชำนาญเหมือนชื่อหลวงพ่อ และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเพราะเรามีความศรัทธา”

จา พนม เล่าอีกว่า มักขอให้พุทธคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยนำทาง จากเรื่องร้ายกลายเป็นดี หนักเป็นเบา และพบเจอแต่กัลยาณมิตรที่ดี

อย่างไรก็ตาม คำพูดหนึ่งที่ยึดมั่นกับตัวเองตลอดมา คือ “หัวใจไม่ยอมแพ้ต่อขวากหนาม ศรัทธาในคุณงามความดีที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน” ถ้าไม่ศรัทธาจะไม่เกิดขึ้น หากศรัทธาปัญญาจะตามมา และถ้าศรัทธาไม่เต็มมันก็ไม่เกิด แม้แต่ดินเช่นกัน เราก็ต้องมีความศรัทธา

ทำไมถึงศรัทธาหลวงพ่อชำนาญ ดาราจอมบู๊ล้างผลาญ เล่าย้อนไปว่า เมื่อครั้งย้ายบ้านมาอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วงเริ่มแสดงหนังใหม่ๆ ได้รู้จักพระมงคลวโรปการ (เจ้าคุณชำนาญ) เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง ตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกุฎีทอง

“มีพี่ในกองถ่ายหนังเรื่อง ต้มยำกุ้งภาค 1 ปี 2547 แนะนำว่า อยู่ จ.ปทุมธานี ควรไปกราบหลวงพ่อชำนาญ จากนั้นจึงเริ่มศึกษาประวัติหลวงพ่อ และฝันว่าได้ไปกราบพระพรหม เลยหาโอกาสไปกราบพระพรหมองค์ใหญ่ที่วัดบางกุฎีทอง”

กระทั่งปี 2547 หลวงพ่อชำนาญ ได้เมตตาสร้างตะกรุดพระพรหม 4 หน้า จำนวน 4 ดอก ให้โดยเฉพาะและกำชับให้ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียง จึงรู้สึกได้ถึงความเมตตาของท่าน และกราบเคารพนับถือเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันกว่า 13 ปีแล้ว

นับว่าเป็นมุมเล็กๆ ของดาราจอมบู๊ อย่าง “จา พนม ยีรัมย์” ที่มองว่าพระเครื่องคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดี และทำให้การแสดงบนจอเงินของเขาได้รับเสียงปรบมือด้วยดีตลอดมา

 

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491451

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

โดย…ราช รามัญ

ได้มีโอกาสรู้จักกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (หลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวิสุทธิกวี แต่เรียกท่านด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระที่ทรงภูมิรู้ทางด้านบาลีเป็นเอกอุ และความสามารถในการประพันธ์เป็นยอด เรียกว่าหายใจเป็นบทกลอนก็แล้วกัน เป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทางดงาม กราบไหว้กันได้สนิทใจ

ท่านเป็นคน จ.นครราชสีมา บรรพชาตั้งเป็นสามเณรแล้วก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุสืบต่อเนื่อง เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

กุฏิของหลวงพ่อ เมื่อปี 2533 เป็นเพียงเรือนไม้ยาวเก่าๆ ทรุดโทรมมากที่ท้ายคณะ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม แม้จะเป็นถึงพระราชาคณะแล้วก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ในห้องของหลวงพ่อไม่มีเตียงตั่งตั้งนอน มีแต่เพียงผ้าปูนอนราบเรียบกับพื้น ไม่มีอะไรที่งามวิจิตรพิสดารเยี่ยงคนทางโลกเลย

ต่อมาด้วยความศรัทธาของศิษย์จึงได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายให้ และแม้ว่าได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตามแต่หลวงพ่อก็ยังมีปฏิปทาเหมือนเดิม คือ นอนพื้น และที่สำคัญท่านฉันมังสวิรัติตลอดชีวิต

ในยามบ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนพอควร ผมไปกราบท่านที่กุฏิไม้เรือนเดิม คุยปัญหาธรรมต่างๆ นานา หลวงพ่อเล่าไปหัวเราะในลำคอไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยังจำติดใจมาตลอด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก

“คืนนั้นนั่งภาวนาที่นี่…ดึกมากแล้วเลยจำวัด พอเอียงกายนอนตะแคงข้างไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หลวงปู่โตท่านมาในนิมิตเลย ท่านมาแล้วจูงมือเราเดินเข้าไปในสวน เป็นสวนที่ร่มรื่นมาก ถามท่านว่าจะพาไปไหน ท่านก็ว่าตามมาๆ ในสวนนั้นเป็นสวนหมาก หมากสุกร่วงหล่นเต็มพื้นไปหมดเดินนุ่มเท้าสบาย มาถึงกระท่อมกลางสวน หลวงปู่ท่านว่า ให้นั่งรออยู่ตรงนี้นะ ก็นั่งรอ รออยู่นานสองนานไม่เห็นท่านมาเลย แล้วก็สะดุ้งรู้สึกตัวก็แปลกดี…ทำไมเป็นแบบนี้

แต่อีกทีที่แปลกกว่า…วันหนึ่งขณะที่จำวัดอยู่…ท่านมานั่งที่ตรงเหนือหัวนอน แล้วก็หัวเราะดังลั่น ในฝันหันไปมองว่าเสียงใคร เอ้า…หลวงปู่มาหัวเราะทำไม…

เช้ารีบเดินทางไปนครราชสีมา…พอถึงรังสิตเท่านั้น…อดหัวเราะตามหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อคนขับหันมาบอกว่า หลวงพ่อครับล้อหลังรถเรามันแซงล้อหน้าไปแล้วครับ… จึงเข้าใจเลยว่าท่านมาเตือน แต่เราไม่เข้าใจเองว่าท่านมาทำไม

หลวงพ่อเที่ยง…ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด มีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทุกวันหลวงพ่อจะต้องนั่งภาวนาสมาธิไม่เคยขาด มากน้อยตามแต่กำลังของจิตที่ต้องการการเติมเต็ม

สิ่งที่เคยเห็นมากับลูกกะตา…วันหนึ่งนำเอาพระเครื่องไปให้หลวงพ่อท่านเมตตาปลุกเสกเพื่อนำเอาไปออกแจก เพื่อให้กับเพื่อนๆ ที่ร่วมทำบุญ ในขณะที่หลวงพ่อท่านนั่งกรรมฐานภาวนาอธิษฐานจิตอยู่นั้นปรากฏว่าใบหน้าหลวงพ่อมีภาพเชิงซ้อนกลายเป็นใบหน้าของหลวงปู่โต  สะกิดให้เพื่อนหันไปดู ปรากฏว่าเพื่อนร้อง เฮ้ย…ด้วยความตกใจ ที่เห็นเหมือนกันกับสายตาของเรา ไม่นานหลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาแล้วถามว่า

“ใครร้อง…ร้องทำไม” จากนั้นหลวงพ่อก็ปะพรมน้ำมนต์พร้อมกับท่องพระคาถาชินบัญชร

หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระมหาเถระที่อยู่อย่างสมถะมาก ไม่เป็นผู้สะสม ใครถวายอะไรมาท่านวางกองเอาไว้ แอร์ในกุฏิถวายมาไม่เคยจะเปิดจนมันพังไปเพราะไม่ได้ใช้เลย ทุกวันนี้สาธุชนที่เคารพศรัทธาไปกราบท่านที่คณะ 4 ท่านก็ต้อนรับแบบเป็นกันเอง ไม่มีการปิดกั้น พบยาก จองคิว อะไรทั้งนั้น ท่านเป็นพระเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

เคยถามหลวงพ่อว่า เวลานั่งอธิษฐานพระเครื่องตามงานหลวงพ่อนั่งอย่างไร …ท่านเมตตาบอกว่า

“ก็นั่งสมาธิให้ใจสงบ ท่านอื่นนั่งอย่างไรไม่รู้นะ แต่นั่งให้ใจสงบเราก็มีใจเป็นกุศลแล้ว จากนั้นก็ท่องพระคาถาชินบัญชรให้หนึ่งจบ การท่องคาถานี้จะให้มีอานุภาพ ต้องท่องด้วยหัวใจ ท่องช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องให้ชัดถ้อยชัดคำ การท่องแบบนี้เป็นการฝึกสติของตัวเองไปด้วยในตัว คนเราเมื่อสติที่ดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดีตาม”

ในบริเวณกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบันมีระฆังที่หล่อขึ้นมาใหม่มากมาย ถามว่า หล่อเอามาทำอะไรเยอะมากมาย ท่านว่าเอาไว้แจกวัดในต่างจังหวัดที่ทำเรื่องขอมาว่าไม่มีระฆัง นับได้ว่าเป็นการสร้างทานบารมีในรูปแบบของวัตถุเพื่อพระศาสนา

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปวัดระฆังฯ ไปกราบท่านกันนะครับ ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติน่าศรัทธาอีกรูปหนึ่งของแผ่นดินเลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง

หลวงพ่อเที่ยงท่านเมตตาทุกคนเสมอภาค ไม่เลือกใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ยังแข็งแรงมาก ความจำดีเลิศ ไปกราบพระแท้แบบนี้แล้ว เราท่านต่างได้ทั้งบุญกุศลที่อิ่มเอิบเบิกบานอย่างแท้จริงครับ

 

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491450

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

โดย…สมาน สุดโต

แวดวงสงฆ์ วันนี้เล่าเรื่องการคัดกรองพระว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ ด้วยการให้ดำน้ำพิสูจน์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธน หรือพระเจ้าตาก ในช่วงที่ขับไล่พม่าข้าศึกออกจากแผ่นดินอยุธยาแล้วปราบปรามก๊กต่างๆ

การปราบชุมนุม หรือก๊กต่างๆ ที่กระจายตามหัวเมืองให้อยู่ในอำนาจนั้นใช้เวลามากแต่ปราบได้แล้วก็ไม่ยุ่งยาก ยกเว้นชุมนุมเจ้าพระฝาง เพราะมีพระสงฆ์เป็นหัวหน้า แต่ความที่เป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัด พระเจ้ากรุงธนจึงต้องคัดพระสงฆ์ว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ วิธีที่นำมาใช้ คือให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ศีล

จารึกที่พระราชวังเดิมว่าการปราบชุมนุมต่างๆ นั้น กว่าจะราบคาบก็ถึง พ.ศ. 2314 (การปราบใช้เวลาหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 บันทึกที่วังเดิมว่า เมื่อเดือน ต.ค. 2310 พระเจ้าตากยกทัพเรือจากจันทบุรี ประกอบด้วย 100 ลำ กำลังพล 4,000 นาย เข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โจมตีและยึดป้อมวิชัยประสิทธิ์ จากพม่าที่ธนบุรีได้สำเร็จ จากนั้นกรีธากำลังทัพเรือมุ่งกรุงศรีอยุธยา สู้รบกับพม่าที่ยึดครองอยุธยา ที่โพธิ์ 3 ต้น และได้รับชัยชนะ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2310 วันนี้ จึงถือว่าเป็นวันที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนกอบกู้สยามประเทศ ให้พ้นจากการยึดครองของพม่าได้สำเร็จ )

ในการสัมมนาเรื่องประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารชาวต่างชาติ ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2560 ณ โรงแรมรอยัล ปริ้นเซส บุหลง ศรีกนก ที่กำหนดให้เป็นผู้ดำเนินรายการและวิทยากร เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารตะวันออก” ได้พูดเรื่องความที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธน ทรงเป็นชาวพุทธที่เหนียวแน่น ว่าเมื่อเสด็จไปเมืองไหน ต้องเสด็จไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่อยู่ในเมืองนั้น พร้อมทั้งตรัสว่าตั้งใจแก้ไขคนที่ไม่อยู่ในศีลในธรรมให้กลับมาเป็นดี มีศีล

เมื่อไปปราบชุุมนุมเจ้าพิษณุโลก ได้ไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก

เมื่อไปปราบปรามเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ไปกราบนมัสการพระพุทธสิหิงค์ในวัดพระสิงห์เช่นกัน (พระพุทธสิหิงค์ เมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ จ.นครศรีธรรมราช ต่างจากพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร ที่ประทับในลักษณะสมาธิ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย)

เรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ว่าพระเจ้ากรุงธนมีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา คือ การสร้างสมุดภาพไตรภูมิ เพื่อนำมาสั่งสอนประชาชนให้ตั้งในศีลในธรรม งานนี้เป็นงานชิ้นเอก โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สี) คุมงาน ปัจจุบันเก็บไว้ที่สำหนักหอสมุดแห่งชาติ

นอกจากนั้น ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกที่จารึกด้วยอักษรขอมจากนครศรีธรรมราช ลงมากรุงธนบุรี โดยขบวนช้างหลวง เมื่อรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จัดสังคายนาพระไตรปิฎก ก็ใช้ฉบับจากนครศรีธรรมราชอ้างอิง

ส่วนเรื่องที่ให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ก่อนให้พระดำน้ำ พระเจ้ากรุงธนให้ตั้งสัตยาธิษฐานก่อนว่า ถ้าศีลบริสุทธิ์ ก็ต้องชนะนาฬิกา ผลมีทั้งแพ้และชนะ พระที่ชนะนาฬิกาก็อยู่เป็นพระต่อไป ที่แพ้ต้องสึก แต่ด้วยความที่เคารพพระพุทธศาสนามาก จึงให้นำผ้าจีวรและสบงของพระที่ต้องสึกไปเผาไฟทำสมุก เพื่อใช้ประโยชน์แก่พระศาสนาต่อไป ([สะหฺมุก] ถ่านทําจากใบตองแห้ง ใบหญ้าคา เป็นต้น ป่นให้เป็นผงประสมกับรักนํ้าเกลี้ยง สําหรับทารองพื้นบนสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะเขียนลายรดนํ้าปิดทอง)

วิธีการนี้ เกิดเพียงครั้งเดียวสมัยกรุงธน หากนำมาใช้ในสมัยนี้ จีวร-สบง ที่เอามาเผาทำสมุก คงไม่มีที่เก็บแน่นอน

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490653

อมตะพระเครื่องของไทย

วันนี้มาชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ http://www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก องค์เล็กจิ๋ว ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท สร้างขึ้นเพื่อแจกในวันทำบุญไหว้ครูที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในปัจจุบัน) แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหายากมาก องค์นี้น้ำรักแห้งจัดเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสนกลาง

องค์ที่สอง ชมพระปิดตาเมฆสิทธิ์พิมพ์กระดุม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม ธนบุรี ท่านเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ นำเอาโลหะต่างๆ และปรอทมาหลอมรวมโดยใช้กสิณไฟกำกับให้เข้าเป็นหนึ่งเดียว และซัดด้วยผงตะไบทองแดง ทำให้วรรณะของพระจะมีจุดแดง ในองค์พระ เกิดเป็นเมฆสิทธิ์ธาตุวิเศษที่เปลี่ยนสี เมื่อผู้ที่บูชาดวงชะตาตกต่ำและสามารถพลิกดวงได้ จนมีคำกล่าวว่าเมฆสิทธิ์พลิกดวง ราหูหนุนดวง ใช้ร่วมกันกับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เรียกว่าครบเครื่อง องค์สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนกลาง

องค์ที่สาม ชมสมเด็จพระปิลันธ์พิมพ์ครอบแก้วเล็ก เป็นพระเนื้อใบลานเผาสีเทาดำ ด้านหลังเรียบคราบกรุจะมีลักษณะเป็นไขขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับองค์พระ พุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม สามารถใช้แทนพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรหม ราคาเช่าหาสวยแบบนี้หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ ชมเหรียญ 2 หน้า หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญหล่อหน้าเสือ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า/ยอดนิยม/ปี พ.ศ. 2510) เนื้อทองผสม สภาพสวย เนื้อทองเหลืองแห้งออกโทนเหลืองอมเขียว หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างและปลุกเสกเอาไว้ในปี พ.ศ. 2510 เหรียญหล่อหน้าเสือมี 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า,พิมพ์หน้าเสือ หลังยันต์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่ห้า ชมรูปหล่อรุ่นแรก หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา จ.ปราจีนบุรี สร้างปี พ.ศ. 2484 มี 3 พิมพ์ พิมพ์ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ไม่ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ก้นมีจารเก่า สร้างแบบโบราณโดยการปั้นหุ่นเทียนบรรจุเม็ดกริ่งแบบชักกริ่งในตัวไม่ใช่เจาะบริเวณก้นแล้วบรรจุเม็ดกริ่ง จะเห็นรอยอุดเม็ดกริ่งที่ด้านหลัง บริเวณปลายสังฆาฏิทุกองค์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่หก ชมเหรียญครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน พ.ศ. 2492 รุ่นนี้เป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปครูบาศรีวิชัยครึ่งองค์ ด้านหลังมี 2 พิมพ์ คือ หลังยันต์น้ำเต้า และหลังรูปพระธาตุดอยสุเทพ มี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อตะกั่ว ลองพิมพ์ องค์ที่มาให้ชมเป็นเหรียญพิมพ์หน้าแก่ ประคำเม็ด หลังรูปพระธาตุดอยสุเทพของ พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าเสียดายกับความหลังที่ผ่านมา อย่าประมาทกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งสำคัญคือทำให้ดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคง”

 

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490650

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

พุทธศาสนาในประเทศไทยนอกจากเถรวาทแล้ว นิกายจีน หรือมหายาน นับว่าเป็นอีกนิกายหนึ่งที่มีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากมายเหลือล้นไม่ต่างกัน เมื่อพูดถึงพุทธในแนวมหายานแล้วนั้น ความแตกต่างหลายอย่างในขนบประเพณีธรรมและสิ่งภายนอกของการครองจีวรของพระสงฆ์ตลอดทั้งวัตรปฏิบัติก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หาได้แตกต่างกันเลย คือ เรื่องของเนื้อหาแห่งธรรม

ด้วยที่สุดก็เป็นไปเพื่อหอบพาหัวใจให้ไปถึงจุดหลอมละลายเหมือนพุทธศาสนาเถรวาท การหลอมละลายทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง การเดินทางของหัวใจที่จะให้ไปถึงจุดหลอมละลายได้นั้นสิ่งมีหลายเส้น
ทางเดิน ทุกเส้นทางต่างมีข้อวัตรเพื่อฝึกจิตฝึกตนด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมืองไทยวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส นับได้ว่าเป็นวัดจีน ที่มีสาธุชนเดินทางไปศึกษาธรรมและน้อมนำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนตลอด ต่อมาได้มีการสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ขึ้น บนเนื้อที่ 12 ไร่ ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีชื่อเป็นทางการว่า วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 โดยการอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายประเทศไทย ซึ่งพระเดชพระคุณอาจารย์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เป็นประธานในการจัดสร้าง และพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เป็นประธานที่ปรึกษาจัดสร้างฝ่ายสงฆ์

บริเวณภายในวัดสะอาดเรียบร้อย กว้างขวาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกสายลมพัดโบกตลอดเวลาราวกับมีการวางหลักชัยภูมิเอาไว้ได้อย่างดี แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ภายในวัดนี้เย็นสดชื่นราวอยู่กับคนละโลก

ขณะที่เดินอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ได้มีโอกาสพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีจริยาวัตรงดงาม คอยต้อนรับและทักทาย รวมทั้งแนะนำสาธุชนที่เข้ามากราบสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามมากของวัด ต่อมาทราบว่าท่านชื่อ พระศิริชัย ฉายา เสี่ยใช้ เป็นหลวงจีนวินัยธร ตำแหน่ง คณานุกรม ประจำรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเมตตาแนะนำและให้ความรู้ญาติโยมที่เดินทางมาโดยไม่เลือก ที่รักมักที่ชัง จะฐานะไหนอายุเท่าไหร่ ท่านแนะนำให้ความรู้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด อดทำให้ผมสนใจท่านไม่ได้ เมื่อสนทนาธรรมกับท่าน ได้ความรู้มุมมองใหม่แปลกๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็ได้ “ความเมตตาเป็นสายใยแห่งธรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มีมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนไทย คนจีน คนแขก หรือคนชาติไหนๆ ถ้าเราเจริญเมตตาให้มากๆ บ่อยๆ ใจของเราจะสงบเย็นโดยธรรมชาติและสามารถค่อยๆ ลดทิฐิลง

ทิฐิความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้เราในบางครั้งเครียด เป็นทุกข์ ความเมตตาจะช่วยเราได้มาก ถ้าหากเราเจริญอย่างจริงจัง แต่ความเมตตาที่เจริญนั้นควรประกอบไปด้วยปัญญามากำกับ”

ส่วนเจ้าแม่กวนอิม หรืออวโลกิเตศวร ของวัดนี้ เท่าที่ได้ถามกับผู้คนที่มากราบไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเคารพศรัทธาพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังหัวใจแล้ว ไม่ใช่มากราบเพื่อร้องขอ เพื่อมาบนบาน แต่มากราบเพื่ออธิษฐานจิตเพื่อจะปฏิบัติตนให้อยู่ในรอยธรรม ทุกคนย่อมสำเร็จในสิ่งที่ใจของตนนั้นปรารถนาเหมือนกันหมด บางคนกล่าวถึงขนาดว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกข์ร้อนเรื่องใดมากราบอธิษฐานจิตตั้งมั่นใฝ่ในธรรมไม่ช้าไม่นานทุกอย่างที่ติดขัดย่อมสำเร็จประโยชน์

เทียนแก้วจำนวนไม่น้อย วางเรียงราย เป็นการบ่งบอกถึงจำนวนศรัทธาของผู้คนที่มากราบไหว้ด้วยหัวใจและต้องเป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงจึงจะประสบผล แต่ถ้ามากราบเพื่อร้องขอแต่ไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในรอยธรรมก็ยากที่จะสำเร็จ

พระสงฆ์นิกายจีนนี้ท่านฉันอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต…ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการปรับธาตุให้เบาต่อการดำรงอยู่ของความเป็นสมณะตลอด ทั้งเป็นการเจริญตามรอยธรรม พระศิริชัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

“ถ้ามองสถาปัตยกรรมที่วัดนี้แล้ว สามารถเข้าใจถึงปริศนาธรรมบางประการที่มากกว่าเรื่องของความสวยงามได้ จะทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะการวาดแต่ละภาพนั้นเป็นการวาดที่ต้องอาศัยฝีมือ สติ สมาธิ และการสอดแทรกถึงธรรมะเข้าไปด้วย บางภาพมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามแต่เคร่งขรึมด้วยธรรมก็มี แต่จะอย่างไรเสีย ความเมตตาเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีอยู่ในใจของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติ ปรารถนาให้ทุกคนเจริญในความเมตตาเพื่อให้เกิดความรัก ความกรุณา เกื้อกูล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รู้จักอภัยทานให้กัน ให้กับทุกสรรพชีวิต แล้วความสุขสวัสดิมงคลที่ปุถุชนแสวงหาย่อมจะปรากฏอย่างแท้จริงในหัวใจ”

ท่านใดที่ยังไม่เคยไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ควรหาโอกาสสักครั้ง ไปแล้วความสุขปีติในธรรมย่อมจะชักนำปรากฏ อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลหนักหนาที่ได้มาวัดนี้ ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญธรรม สร้างบารมี ที่เปล่งปลั่งด้วยความเมตตา และกรุณา

 

โถ คนไทยยังเป็นมนุษย์ ไม่สมบูรณ์แบบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490370

โถ คนไทยยังเป็นมนุษย์ ไม่สมบูรณ์แบบ?

โดย…ส.คนจริง

คนไทยและชาวสุวรรณภูมิฉลองสงกรานต์กันไปแล้วตามวิถีและศรัทธาของแต่ละประเทศ ก็ไม่ทราบว่านางสงกรานต์ให้คุณให้โทษอย่างไรบ้าง เพราะนั่งหลับตามาบนหลังช้าง แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครหนีคำเตือนของพระพุทธองค์ที่เป็นพุทธภาษิตว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายได้ ดังนั้นมาตรา 44 จะเป็นยาแรงขนาดไหนก็หยุดยั้งความตายไม่ได้ ถ้าคนยังตกอยู่ในความประมาท

จุลศักราช (จ.ศ.) 1379 หรือปีใหม่นี้ ผู้เขียนขอชวนผู้อ่านพูดคุย หลังจากอ่านหนังสือ คู่มือการขับเคลื่อน แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2559-2564) ที่มีเรื่องเกี่ยวกับท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทยทุกคน

ท่านผู้อ่านคิดอย่างไร ถ้ามีคนมาพูดกับท่านว่ายังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นคนที่มีอาการครบถ้วน 32 ประการ แต่บัดนี้คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พูดแล้วว่าคนไทยยังไม่เป็นนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงสร้างแผนผังการขับเคลื่อนเรียกว่าแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขึ้นมา ระยะเวลาปี 2559-2564 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดทางวิทยุถึงแผนแม่บทเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 เม.ย. ด้วยความภาคภูมิใจไปแล้ว

ตามแผนแม่บทนั้น ท่านตั้งโมเดลในการพัฒนาขึ้นมา 3 กล่อง คือ 1.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญา โดยขยายความว่าสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่โลกด้วยความสมดุล 2.สร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขยายความว่าพุทธิศึกษา ศิลปศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา 3.สร้างสังคมไทยเป็นสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน พร้อมทั้งมีบทขยายว่า 1.นำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต 2.ผนึกกำลังสานพลังประชารัฐ เน้นการพึ่งพากันเอง (มิใช่ตนเอง) และรวมเป็นกลุ่มอย่างมีพลัง

ผู้เขียนอ่านแล้วสะดุดใจในกล่องที่ 2 คือสร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงสำรวจตัวเองในฐานะที่เป็นไทยคนหนึ่งว่าขาดตกบกพร่องอะไร ขนาดไหน ทำไมเขาจึงตราหน้าว่าหัวหยักๆ สักว่าเป็นคน ยังไม่เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ เป็นคน (ไทย) ภาษาอะไรกัน

ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธที่สอนให้เป็นดีคนมีศีล มีธรรม โดยรักษาศีล 5 ไม่ขาดตกบกพร่อง (ไม่ใช่เพื่อสนองที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ที่ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นประธานการขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล 5 เมื่อเร็วๆ นี้) และ 3.ทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าเย็น เจริญภาวนา แผ่เมตตาให้ตนเอง และสรรพสัตว์สม่ำเสมอ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ ดังนั้น การที่คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เหมารวมคนไทยทั้งประเทศ ว่ายังเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงต้องสร้างให้สมบูรณ์นั้น ผู้เขียนคิดว่ากรรมการนี้คิดผิด ใช้ตรรกะอะไรมากำหหนดหลักการนี้

เมื่อศึกษาข้อความในหน้าที่ 3 เรื่องการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่คณะกรรมการเสนอมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากเตือนความจำศาสนิกให้รำลึกถึงหลักธรรมคำสอนของศาสนาว่ามีอะไร ให้ยึดอะไร ซึ่งเป็นหลักการที่ศาสนิกนั้นๆ รู้และปฏิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่มาเน้นให้ ยึดพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ซึ่งคนทั่วไปมีทั้ง 4 ข้อ (อาจไม่สมบูรณ์ 100%) แต่คนประเภทหนึ่งที่มีโอกาสดีกว่าคนทั่วไปมักจะขาด 4 ข้อนี้ คนประเภทนี้ มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบ่นให้ฟังบ่อยๆ ซึ่งเป็นคนไทยที่ต้องสร้างให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ

กรรมการชุดนี้ต้องต้องศึกษาและเข้าถึงปัญหาคนที่มีปัญหา ไม่ใช่เหมารวม อย่าให้ คนไทยบ่นออกมาว่า

โถ สงสารคนไทย เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ น่าสงสารจริงๆ

 

นี่แหละนิสัยพาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490368

โดย…อารยชล

จะรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ถ้ามีคนมาบอก มาสอน และกล่าวเตือนเราให้ทำในสิ่งที่ดีและไม่ให้ทำในสิ่งไม่ดี

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เวลามีใครมาบอกมาสอนในเรื่องดีๆ ยังรับฟังอยู่ หรือถ้าถูกคนอื่นว่ากล่าวตักเตือนก็พร้อมน้อมรับ ถ้าเห็นว่าสิ่งที่คนอื่นเตือนนั้นเราทำไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควรจริงๆ

ทว่ามีคนประเภทหนึ่งที่ไม่ชอบให้ใครมาบอก มาสอน หรือถ้าเขาทำผิด ทำไม่ดีไม่งามไม่ควรทั้งหลายแหล่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมากล่าวเตือน จะด้วยไม่ชอบหรือด้วยกลัวขายหน้าก็สุดแต่

ขอให้รู้ว่าคนนั้นเข้าข่าย “คนพาล”

ผมมีตัวอย่างประกอบเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข่าวไปเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อนายตำรวจยศสิบตำรวจโทนายหนึ่งถูกวัยรุ่นแทงที่ราวนมฝั่งซ้ายขณะเดินทางมาเปลี่ยนเวร

อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เป็นมีดพกสั้นปลายแหลมยี่ห้อ Ying Guns ขนาดประมาณ 5 นิ้ว จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงจุดเกิดเหตุ พบตัวมีดหลุดออกจากด้ามในสภาพเปื้อนเลือด

สิบตำรวจโทนายนี้ให้การว่า

ก่อนเกิดเหตุได้ขับขี่จักรยานยนต์เพื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อขับมาถึงบริเวณแยกป้อมมหากาฬ มีสัญญาณไฟแดง จึงหยุดรถแล้วสังเกตเห็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 17-20 ปี ประมาณ 10 คน ขับขี่จักรยานยนต์มาด้วยกัน 5-6 คัน ทั้งหมดไม่สวมใส่หมวกนิรภัย

ต่อมาสัญญาณไฟเขียวจึงขับขี่มาบนถนนราชดำเนินกลางมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อถึงบริเวณด้านหน้าหอศิลป์ ได้ถูกกลุ่มเด็กเหล่านี้ขับขี่ปาดหน้าจึงตะโกนออกไป

“ทำไมขับรถแบบนี้มันอันตราย และยังไม่สวมหมวกกันน็อกด้วย”

วิสัยพาล! ได้ยินมีหรือจะพอใจ กลุ่มวัยรุ่นจึงตะโกนกลับว่า

ถ้างั้นจอดรถคุยกันดีกว่า ผมไม่ชอบให้ใครมาสอนว่ะ

ทว่าระหว่างพูดคุยกันนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อมีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธมีดแทงจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนพากันแยกย้ายหลบหนีไป ทว่าโชคดีที่ตำรวจนายนี้ปลอดภัย

ทีนี้ทำไมผมจึงบอกว่าพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้เข้าข่าย “คนพาล”ก็เพราะว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมามันชัดเจนทั้งการกระทำและคำพูดที่ว่า “ทั้งขับรถปาดหน้าไปมา” ทั้งคำพูดที่ว่า “ผมไม่ชอบให้ใครมาสอนว่ะ”

ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้อคติกับวัยรุ่นกลุ่มนี้แต่ผมดูจาก “ตำราพระพุทธเจ้า” ที่ระบุว่า คนพาลเป็นแบบไหน มีลักษณะอย่างไร และชอบมีพฤติกรรมอะไรบ้าง

หนึ่ง คนพาลชอบคิดชั่วเป็นปกติ เรื่องดีมีเป็นร้อย แต่น้อยที่คนพาลจะคิดทำ แต่จะใฝ่คิดในทางไม่ดี เช่น คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ

สอง ชอบพูดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง ชอบพูดจาหาเรื่องคนอื่นประจำ

สาม ชอบทำชั่วเป็นปกติ ได้แก่ เกะกะเกเร ทำตัวอันธพาล ชอบทำลายล้างผลาญชีวิตคนอื่น ทำผิดศีลธรรม และกฎหมายบ้านเมืองเป็นอาจิณ

วิธีการสังเกตคนพาลสามารถดูได้จากการกระทำและคำพูด ได้แก่

ชอบชักนำในทางที่ผิด เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ไปลักขโมย ชักชวนไปเสพยา ทำสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติมักถูกชักนำได้ง่าย

ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่ตัวเองไม่พยายามจัดการให้เสร็จ แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่คนอื่น

ชอบแต่สิ่งผิดๆ ไม่ดี ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าดี เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด

ไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัยที่สังคมตั้งขึ้นมา

สุดท้าย คือแม้คนอื่นพูดดีๆ ก็โกรธอย่างเช่นเรื่องนี้เลยถูกตำรวจเตือนในเรื่องดีก็โกรธและทำร้ายตำรวจเสียงั้น