สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงสร้างศาสนทายาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490367

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงสร้างศาสนทายาท

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 วัดพระแก้ว อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ตั้งโรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยา ต้นแบบโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ที่อยู่ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เต็มไปด้วยนาคเณร 123 คนและผู้ปกครองที่เข้าขบวนแห่เตรียมการบวชเณรในโครงการ สร้างศาสนทายาท เสริมความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา ประจำปี 2560

พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว และเจ้าคณะภาค 6 กล่าวว่า ผู้บวชสามเณรภาคฤดูร้อนนี้ ถ้าไม่ลาสิกขาก็เรียนต่อที่โรงเรียนได้ ซึ่งจัดให้เรียนฟรี มีทุนให้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปเยี่ยมโรงเรียนตามโครงการ กพด.ของพระองค์ ในเขต จ.ลำปาง พะเยา เชียงราย แพร่ และน่าน ซึ่งพระองค์สนพระทัยในการเรียนของนักเรียนในโครงการ ซึ่งเป็นสามเณรทั้งหมด แต่ละจังหวัดมีหลายโรงเรียนด้วยกัน เช่น จ.เชียงราย มีถึง 21 โรงเรียน แต่ละโรงเรียนจัดสอนตั้งแต่ชั้นม.1-ม.6

พระธรรมราชานุวัตร กล่าวว่า โรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยา สอนวิชาสามัญ 70% และที่เหลือเป็นวิชาศาสนธรรม หรือศาสนปฏิบัติ

เรื่องวิชาศาสนธรรม หรือศาสนปฏิบัตินั้น เป็นพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระราชประสงค์ให้สามเณรฝึกการฝีมือ โดยใช้ครูช่างจากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มาสอน ฅซึ่งผู้เรียนได้แสดงผลงานออกมาหลายอย่าง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ ให้นำไปจัดจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า เพื่อนำรายได้มาสมทบทุนในโครงการด้วย

ส่วนวิชาสามัญนั้นได้ครูทั่วไปสอน ส่วนมากเป็นผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมี 4-5 รูป จบระดับปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย

ผู้ที่เรียนจบวิชาสามัญสามารถเรียนต่อที่วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานทุนถึง 100 กว่าทุน พร้อมทั้งอุปกรณ์การศึกษา เรียนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล ระบบ DLTV และ DLIT จากวังไกลกังวล พระราชทานค่าภัตตาหารเพลให้สามเณรทุกรูป รูปละ 10 บาท/วัน ปีละ 200 วัน

ถ้าหากสามเณรมีอายุ 20 ปี ประสงค์จะอุปสมบท ก็พระราชทานผ้าไตรให้อีก

พระพุทธรูปสร้างโดยสามเณรศาสนทายาท จากโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ที่วัดพระแก้ว เชียงราย

ในการเสด็จฯ ไปเยี่ยมโรงเรียนในโครงการ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2560 พระองค์สนพระทัยในการเรียนการศึกษาและสุขภาพพลานามัยของสามเณรมาก จะทรงตั้งพระทัยฟังรายงานการศึกษาของสามเณรตลอด เช่นที่โรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยาทรงประทับทอดพระเนตรโครงการต่างๆ ของโรงเรียนนานถึง 2 ชั่วโมง จากหมายกำหนดการที่กำหนดไว้ 45 นาที

พระธรรมราชานุวัตร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้แก่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และคณะที่เดินทางไปร่วมงานโครงการ “บรรพชาและอุปสมบททายาทพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เม.ย. 2560 จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และคณะกรรมการส่งเสริมกิจการของมหาวิทยาลัย ที่มี อภัย จันทนจุลกะ เป็นประธาน

เมื่อมีการประชุมนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม พระธรรมราชานุวัตร ได้กล่าวย้ำให้นักเรียนที่เป็นสามเณรให้คำมั่นสัญญาว่า อย่าให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสียพลังศรัทธา ต้องศึกษาเล่าเรียนในผ้าเหลืองตลอดไป จนกระทั่งจบการศึกษา

พร้อมกันนั้น ท่านได้เล่าเรื่องที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระภิกษุรูปหนึ่งที่ จ.น่าน โดยเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาให้ถึงวัดที่พระภิกษุรูปนั้นอยู่ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากพระภิกษุรูปนั้น (พระธรรมราชานุวัตรจำไม่ได้ทั้งชื่อของพระและวัด) เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แต่มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่พระภิกษุ เมื่อความทราบถึงพระองค์ จึงมีพระราชดำริว่า เมื่อเขาเรียนจบต้องให้ จึงทรงนำปริญญาไปพระราชทานถึงที่วัด

พระธรรมราชานุวัตร บอกกับพระภิกษุรูปนั้นว่า ไม่ควรลาสิกขา เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอาทิกัมมะ หรือต้นแบบ ถึงเพียงนี้ เหตุการณ์นั้นผ่านมา 10 กว่าปีมาแล้ว และนับแต่ครั้งนั้น มศว ต้องพระราชทานปริญญาให้พระภิกษุที่เรียนจบตลอด ส่วนพระภิกษุรูปนั้นที่เป็นอาทิกัมมะ ยังอยู่ในสมณเพศ ช่วยสอนหนังสือพระภิกษุสามเณรจนถึงทุกวันนี้

พระธรรมราชานุวัตร กล่าวว่า พระเมตตาในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญนั้น เป็นการสร้างศาสนทายาทโดยตรง และยังเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

แห่เผาศพพระไม่มีญาติ แน่นวัดพระพิเรนทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490366

แห่เผาศพพระไม่มีญาติ แน่นวัดพระพิเรนทร์

โดย…สมาน สุดโต

วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2560 เต็มไปด้วยประชาชนที่มาทำบุญเลี้ยงพระเพล บังสุกุลรวมญาติ เนื่องในวันมหาสงกรานต์ และร่วมฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไม่มีญาติ ในวันเดียวกัน จนทำให้ศาลาใหญ่ที่มี 2 ศาลาคับแคบ

การฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไม่มีญาติ เป็นประเพณีที่วัดจัดต่อเนื่องมานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่พระเทพคุณาธาร (ผล หรือปู่ขุ่น เล็กสมบูรณ์) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (เกิดวันที่ 28 พ.ค. 2445 เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2476 มรณภาพวันที่ 7 ต.ค. 2512)

ปีนี้พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ก็ปฏิบัติตามครูอาจารย์ในอดีต โดยจัดอย่างสมเกียรติ นับตั้งแต่การตกแต่งดอกไม้ที่ศาลาบำเพ็ญกุศลศพอย่างสวยงาม ก็ได้ บริษัท เรน ฟอเรสต์ ที่รับจัดดอกไม้ในพิธีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาจัดให้เป็นการกุศล

พระเทพสิทธิโกศล ประธานในพิธี

ส่วนพระเถระที่มานั่งเป็นประธาน เพื่อเป็นเกียรติในงานฌาปนกิจ ได้แก่ พระเทพสิทธิโกศล (ใหญ่ ชวโน) เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย เจ้าคณะเขตป้อมปราบฯ-ปทุมวัน ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งเป็นศิษย์เก่าวัดพระพิเรนทร์เช่นกัน

ประชาชนที่ร่วมงานมาจากหลายพื้นที่ทั้งใกล้และไกล นอกจากมาด้วยใจเป็นกุศลที่ต้องการฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้ไม่มีญาติ ยังรับเป็นเจ้าภาพถวายผ้าไตรที่ทอดบังสุกุลหน้าศพอีกจำนวนมาก

ทางวัดจัดพิธีฌาปนกิจครบทุกขั้นตอน เช่น นิมนต์พระสวดพระอภิธรรม 3 วัน ถึงวันที่ 13 เม.ย. ก่อนพิธีฌาปนกิจก็จัดให้มีพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ นิมนต์พระสงฆ์ทั้งวัดมาสวดมาติกา บังสุกุล จัดทอดผ้าบังสุกุลหน้าศพ วันรุ่งขึ้นได้จัดพิธีเก็บอัฐิและอังคาร

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ป.ธ.9 เจ้าคุณนักบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และสาแหรกตระกูลชาวบ้าน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) ได้รับนิมนต์มาร่วมพิธีที่วัดพระพิเรนทร์ บันทึกในเฟซบุ๊กว่า

วัดพระพิเรนทร์ วรจักร จัดงานบำเพ็ญกุศลศพของพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2492 (หรือปี 2493) นับถึงวันนี้ได้ 60 กว่าปี ในปีนี้มีพระผู้มรณภาพ (ที่โรงพยาบาลสงฆ์) ที่ขึ้นป้ายไว้ 120 รูป มีสมณศักดิ์สูงสุด คือ พระเทพประสิทธิคุณ (หลวงพ่อผัน) วัดระฆังโฆสิตาราม อายุ 103 ปีดร.พระมหาอดิศร มะลิทอง วัดราชบุรณะ อายุ 80 ปี มีพระที่อายุน้อยที่สุด คือ อายุ 29 ปี

ในจำนวน 120 รูปนี้ ญาติหรือวัดต้นสังกัดนำศพไปเผา/พระราชทานเพลิงศพที่วัดต้นสังกัดหรือวัดบ้านเกิดของท่าน ดูรายชื่อพระรูปอื่นๆ มีนามสกุล “สังพิชัย, มั่นคง, สว่างศรี, …นี้เป็นนามสกุลที่คุ้นๆ ในฐานะที่เป็นคนสุพรรณบุรี มีเผาจริงๆ ศพพระภิกษุ 2 รูป นี่คือกิจกรรมพิเศษของวัดพระพิเรนทร์ ที่หลวงปู่ขุ่น เล็กสมบูรณ์ (พระเทพคุณาธาร) ได้ปฏิบัติมา เรียกว่า “เผาศพไม่มีญาติ” ในภาคเช้ามีกิจกรรมทำบุญสงกรานต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว, ภาคบ่ายมีสรงน้ำพระ, ฟังพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ สวดมาติกาบังสุกุลแก่ศพพระผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ และสุดท้ายคือเผาจริงศพพระภิกษุผู้ไม่มีญาติ 2 ศพ นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า มาวัดเดียว ได้บุญคุ้ม ได้บุญหลายอย่าง

นอกจากประเพณีฌาปนกิจศพพระผู้ไม่มีญาติแล้ว วัดพระพิเรนทร์ ยังจัดสงเคราะห์เผาศพประชาชนทั่วไปที่ไม่มีญาติ รวมทั้งบริจาคโลงศพให้แก่ผู้ต้องการอีกด้วย ดังนั้นหากท่านมีความประสงค์จะร่วมพิธีการกุศลของวัดที่มีแต่ให้เพื่อเป็นการสร้างบุญบารมี อันไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ ติดต่อได้ที่สำนักงานวัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร (ย่านคลองถม) โทรศัพท์ 02-222-09448, 02-221-4050, หรือ 02-222-08770

 

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

6 เมษายน 2560 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490364

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

โดย…ราช รามัญ

พุทธศาสนาในประเทศไทยนอกจากเถรวาทแล้ว นิกายจีน หรือมหายาน นับว่าเป็นอีกนิกายหนึ่งที่มีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากมายเหลือล้นไม่ต่างกัน เมื่อพูดถึงพุทธในแนวมหายานแล้วนั้น ความแตกต่างหลายอย่างในขนบประเพณีธรรมและสิ่งภายนอกของการครองจีวรของพระสงฆ์ตลอดทั้งวัตรปฏิบัติก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หาได้แตกต่างกันเลย คือ เรื่องของเนื้อหาแห่งธรรม

ด้วยที่สุดก็เป็นไปเพื่อหอบพาหัวใจให้ไปถึงจุดหลอมละลายเหมือนพุทธศาสนาเถรวาท การหลอมละลายทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง การเดินทางของหัวใจที่จะให้ไปถึงจุดหลอมละลายได้นั้นสิ่งมีหลายเส้นทางเดิน ทุกเส้นทางต่างมีข้อวัตรเพื่อฝึกจิตฝึกตนด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมืองไทยวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส นับได้ว่าเป็นวัดจีนที่มีสาธุชนเดินทางไปศึกษาธรรมและน้อมนำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนตลอด ต่อมาได้มีการสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ขึ้น บนเนื้อที่ 12 ไร่ ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีชื่อเป็นทางการว่า วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 โดยการอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายประเทศไทย ซึ่งพระเดชพระคุณอาจารย์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เป็นประธานในการจัดสร้าง และพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เป็นประธานที่ปรึกษาจัดสร้างฝ่ายสงฆ์

บริเวณภายในวัดสะอาดเรียบร้อย กว้างขวาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกสายลมพัดโบกตลอดเวลาราวกับมีการวางหลักชัยภูมิเอาไว้ได้อย่างดี แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ภายในวัดนี้เย็นสดชื่นราวอยู่กับคนละโลก

ขณะที่เดินอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ได้มีโอกาสพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีจริยาวัตรงดงาม คอยต้อนรับและทักทาย รวมทั้งแนะนำสาธุชนที่เข้ามากราบสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามมากของวัด ต่อมาทราบว่าท่านชื่อ พระศิริชัย ฉายา เสี่ยใช้ เป็นหลวงจีนวินัยธร ตำแหน่ง คณานุกรม ประจำรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเมตตาแนะนำและให้ความรู้ญาติโยมที่เดินทางมาโดยไม่เลือก ที่รักมักที่ชัง จะฐานะไหนอายุเท่าไหร่ ท่านแนะนำให้ความรู้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด อดทำให้ผมสนใจท่านไม่ได้ เมื่อสนทนาธรรมกับท่าน ได้ความรู้มุมมองใหม่แปลกๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็ได้ “ความเมตตาเป็นสายใยแห่งธรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มีมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนไทย คนจีน คนแขก หรือคนชาติไหนๆ ถ้าเราเจริญเมตตาให้มากๆ บ่อยๆ ใจของเราจะสงบเย็นโดยธรรมชาติและสามารถค่อยๆ ลดทิฐิลง

ทิฐิความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้เราในบางครั้งเครียด เป็นทุกข์ ความเมตตาจะช่วยเราได้มาก ถ้าหากเราเจริญอย่างจริงจัง แต่ความเมตตาที่เจริญนั้นควรประกอบไปด้วยปัญญามากำกับ”

ส่วนเจ้าแม่กวนอิม หรืออวโลกิเตศวร ของวัดนี้ เท่าที่ได้ถามกับผู้คนที่มากราบไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเคารพศรัทธาพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังหัวใจแล้ว ไม่ใช่มากราบเพื่อร้องขอ เพื่อมาบนบาน แต่มากราบเพื่ออธิษฐานจิตเพื่อจะปฏิบัติตนให้อยู่ในรอยธรรม ทุกคนย่อมสำเร็จในสิ่งที่ใจของตนนั้นปรารถนาเหมือนกันหมด บางคนกล่าวถึงขนาดว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกข์ร้อนเรื่องใดมากราบอธิษฐานจิตตั้งมั่นใฝ่ในธรรมไม่ช้าไม่นานทุกอย่างที่ติดขัดย่อมสำเร็จประโยชน์

เทียนแก้วจำนวนไม่น้อย วางเรียงราย เป็นการบ่งบอกถึงจำนวนศรัทธาของผู้คนที่มากราบไหว้ด้วยหัวใจและต้องเป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงจึงจะประสบผล แต่ถ้ามากราบเพื่อร้องขอแต่ไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในรอยธรรมก็ยากที่จะสำเร็จ พระสงฆ์นิกายจีนนี้ท่านฉันอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต…ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการปรับธาตุให้เบาต่อการดำรงอยู่ของความเป็นสมณะตลอด ทั้งเป็นการเจริญตามรอยธรรม พระศิริชัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

“ถ้ามองสถาปัตยกรรมที่วัดนี้แล้ว สามารถเข้าใจถึงปริศนาธรรมบางประการที่มากกว่าเรื่องของความสวยงามได้ จะทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะการวาดแต่ละภาพนั้นเป็นการวาดที่ต้องอาศัยฝีมือ สติ สมาธิ และการสอดแทรกถึงธรรมะเข้าไปด้วย บางภาพมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามแต่เคร่งขรึมด้วยธรรมก็มี แต่จะอย่างไรเสีย ความเมตตาเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีอยู่ในใจของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติ ปรารถนาให้ทุกคนเจริญในความเมตตาเพื่อให้เกิดความรัก ความกรุณา เกื้อกูล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รู้จักอภัยทานให้กัน ให้กับทุกสรรพชีวิต แล้วความสุขสวัสดิมงคลที่ปุถุชนแสวงหาย่อมจะปรากฏอย่างแท้จริงในหัวใจ”

ท่านใดที่ยังไม่เคยไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ควรหาโอกาสสักครั้ง ไปแล้วความสุขปีติในธรรมย่อมจะชักนำปรากฏ อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลหนักหนาที่ได้มาวัดนี้ ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญธรรม สร้างบารมี ที่เปล่งปลั่งด้วยความเมตตา และกรุณา

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490363

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก องค์เล็กจิ๋ว ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท สร้างขึ้นเพื่อแจกในวันทำบุญไหว้ครูที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในปัจจุบัน) แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหายากมาก องค์นี้น้ำรักแห้งจัดเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสนกลาง

องค์ที่สอง ชมพระปิดตาเมฆสิทธิ์พิมพ์กระดุม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม ธนบุรี ท่านเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ นำเอาโลหะต่างๆ และปรอทมาหลอมรวมโดยใช้กสิณไฟกำกับให้เข้าเป็นหนึ่งเดียว และซัดด้วยผงตะไบทองแดง ทำให้วรรณะของพระจะมีจุดแดงในองค์พระ เกิดเป็นเมฆสิทธิ์ธาตุวิเศษที่เปลี่ยนสี เมื่อผู้ที่บูชาดวงชะตาตกต่ำและสามารถพลิกดวงได้ จนมีคำกล่าวว่าเมฆสิทธิ์พลิกดวง ราหูหนุนดวง ใช้ร่วมกันกับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เรียกว่าครบเครื่อง องค์สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนกลาง

องค์ที่สาม ชมสมเด็จพระปิลันธ์พิมพ์ครอบแก้วเล็ก เป็นพระเนื้อใบลานเผาสีเทาดำ ด้านหลังเรียบ

คราบกรุจะมีลักษณะเป็นไขขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับองค์พระ พุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม สามารถใช้แทนพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรหม ราคาเช่าหาสวยแบบนี้หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ ชมเหรียญ 2 หน้า หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญหล่อหน้าเสือ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า/ยอดนิยม/ปี พ.ศ. 2510) เนื้อทองผสม สภาพสวย เนื้อทองเหลืองแห้งออกโทนเหลืองอมเขียว หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างและปลุกเสกเอาไว้ในปี พ.ศ. 2510 เหรียญหล่อหน้าเสือมี 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า,พิมพ์หน้าเสือ หลังยันต์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่ห้า ชมรูปหล่อรุ่นแรก หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา จ.ปราจีนบุรี สร้างปี พ.ศ. 2484 มี 3 พิมพ์ พิมพ์ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ไม่ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ก้นมีจารเก่า สร้างแบบโบราณโดยการปั้นหุ่นเทียนบรรจุเม็ดกริ่งแบบชักกริ่งในตัวไม่ใช่เจาะบริเวณก้นแล้วบรรจุเม็ดกริ่ง จะเห็นรอยอุดเม็ดกริ่งที่ด้านหลัง บริเวณปลายสังฆาฏิทุกองค์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่หก ชมเหรียญครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน พ.ศ. 2492 รุ่นนี้เป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปครูบาศรีวิชัยครึ่งองค์ ด้านหลังมี 2 พิมพ์ คือ หลังยันต์น้ำเต้า และหลังรูปพระธาตุดอยสุเทพ มี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อตะกั่วลองพิมพ์ องค์ที่มาให้ชมเป็นเหรียญพิมพ์หน้าแก่ประคำเม็ด หลังรูปพระธาตุดอยสุเทพของ พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าเสียดายกับความหลังที่ผ่านมา อย่าประมาทกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งสำคัญคือทำให้ดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคง”

 

ทำไมต้องหลอกพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/489277

ทำไมต้องหลอกพระ

โดย…อารยชล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตั้งแต่เกิดมาเคยโดนคนอื่น “หลอก” ไหมครับ

ถูกหลอกในเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ถูกหลอกกินไข่แดง ถูกหลอกออกโรงเรียน ถูกหลอกให้รักแล้วเขาก็ทิ้งไป (ฮ่า) ถูกแก๊งตกทองหลอก ถูกหลอกให้ส่งยา ถูกหลอกให้จ่ายเงินโดยคนหลอกอ้างว่าสามารถช่วยให้เป็นตำรวจทหารได้ ถูกหลอกให้รอเก้อ ฯลฯ

ผมว่าคงไม่มีใครในโลกนี้อยากโดนคนอื่นหลอกหรอกนะ และก็เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่ถูกหลอกด้วย ขนาดพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังถูกหลอก!!

แล้วคนที่หลอกมันก็มีอาชีพเหมือนกันนะ อาชีพนั้นคือ “มิจฉาชีพ” (ฮ่า)

ไม่ได้ทำอาชงอาชีพสุจริตเหมือนชาวบ้านเขาหรอก เพราะอาชีพของมิจฉาชีพ คือ “เที่ยวหลอกคน” ไปทั่ว ใครที่ถูกมิจฉาชีพหลอกถือว่าซวยไป หลอกพระ พระเชื่อ พระก็ซวยไป หลอกโยม โยมเชื่อ โยมก็ซวยไป

มิจฉาชีพหลอกพระ…ข่าวแนวนี้มีมานานอดีตกาลผ่านพ้นก็มีมานับครั้งไม่ถ้วน

ล่าสุด เกิดเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ที่วัดใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มิจฉาชีพมานิมนต์พระบอกว่าจะทำบุญเลี้ยงพระที่วัด พระก็รับนิมนต์ จากนั้นไปตกลงกับร้านก๋วยเตี๋ยว ไก่ย่าง ไอศกรีมรถเข็นละแวกวัดให้ทำไปเลี้ยงพระในงาน

ถึงเวลาหลวงพ่อหลวงพี่เตรียมสถานที่ ถ้วยจานชามช้อนนำออกมา ปูลาดอาสนะพร้อม เตรียมการให้เจ้าศรัทธา “มหามิจฉาชีพ” พร้อมสรรพ ทางร้านค้าที่มหามิจฉาชีพไปดิวไว้ก็พร้อมเช่นกัน

แต่ขึ้นชื่อว่ามิจฉาชีพเล่ห์เหลี่ยมนั้นแพรวพราวอยู่แล้ว ไหนๆ ตั้งใจมาหลอกทั้งทีต้องโชว์เล่ห์งัดเหลี่ยมออกมาให้เห็นหน่อย

ทำทีไปคุยกับมัคนายกท่าไหนไม่รู้ มัคนายกไม่ทันเล่ห์ให้เงินไป 1,200 บาท สงสัยคงบอกมัคนายกจะเอาเงินไปให้ร้านค้าก่อนเดี๋ยวจะไปกดเงินมาให้ทีหลัง หรือไม่ก็บอกรอญาติที่กำลังเดินทาง ถ้ามาแล้วจะเอาเงินคืนให้…ไม่พ้นมุขนี้อยู่แล้ว พอได้แล้วก็หายจ้อย ฟากร้านค้าก็จัดอาหารไป พระก็รอเจ้าภาพ ไม่มาสักที มาคิดได้ว่าถูกหลอกก็สายไปแล้ว เลยต้องควักเงินกันเองจ่ายร้านค้า ฟากมัคนายกก็สูญเงินไป 1,200 บาท

ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์ทำนองนี้หลายเคสมาก ที่ จ.สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ ก็โดนมิจฉาชีพขับเก๋งทำทีมานิมนต์พระไปฉันเพลพร้อมจะเอารถมารับพระในวันพรุ่ง ก่อนไปได้หลอกเอาผ้าไตรพระ (สงสัยเอาไปขายต่อ) ไปหลายไตรบอกจะเอาไปถวายพระนี่แหละพร้อมปัจจัย วันต่อมาพระก็รอเมื่อไหร่เจ้าภาพจะมารับ จน 11 โมงก็ไม่มา จึงรู้ว่าถูกหลอก

กรณีที่พระสงฆ์ถูกหลอกอยู่ร่ำไปนั้น บางทีท่านเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็คิดแต่ว่าโยมอยากทำบุญท่านก็สงเคราะห์ แต่บางครั้งท่านก็คิดไม่ถึง แล้วส่วนใหญ่จะคิดไม่ถึงมากกว่า (ฮ่า)

คาดไม่ถึง คิดไม่ถึง เพราะ…มิจฉาชีพมักมาในรูปแบบและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ เช่น แต่งกายดี ดูมีราศี พูดจาน่าเชื่อถือ บางคนขับเก๋งมาเลย ไม่มีหรอกที่จะใส่รองเท้าแตะมาต้องรองเท้าหนัง

“แต่งตัวดีขี่เก๋งมา ใครจะคิดว่าเขาเป็นมิจฉาชีพล่ะโยม”

เอ่อ…ก็น่าคิดอย่างหลวงพ่อว่านั่นแหละ แต่ต่อไปหลวงพ่อหลวงพี่ก็ต้องรอบคอบมากกว่านี้ เพราะมิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบที่เราอาจคาดไม่ถึงจริงๆ คนชั่ว คิดชั่ว ทำชั่วมันเยอะ ไม่งั้นก็จะตกเป็นเหยื่อได้

เสนอให้ว่า ต่อไปใครจะมานิมนต์พระไปงานอะไร ที่ไหน ถ้าไม่รู้จักกัน ย้ำ!! ถ้าไม่รู้จักเลย ไม่ใช่โยมละแวกวัด ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ใครก็รู้จัก ไม่ใช่ญาติของพระเณรในวัด

ต้องมานิมนต์ที่วัดอย่างเดียว ไม่มีนิมนต์ผ่านทางโทรศัพท์!!

ถ้ามาวัดแล้วหลวงพ่อหลวงพี่ก็ขอดูบัตรประชาชน (แต่ต้องใช้วาทศิลป์หน่อยนะ) ขอเบอร์โทรติดต่อพร้อมสรรพโทรตรงนั้นเลยว่าเบอร์จริงไหม ถ่ายรูปไว้ด้วย ถ้าขับรถมาก็ถ่ายทะเบียนรถไว้เหมือนกัน

ตั้งเป็น “ข้อปฏิบัติ” ของวัดไว้ ให้รู้เลยว่าวัดนี้ๆ ถ้าญาติโยมจะนิมนต์พระไปงานอะไรก็ตามต้องปฏิบัติตามนี้ๆ วิธีนี้เชื่อว่าจะป้องปรามมิจฉาชีพได้

ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่เรื่องราวอาจไม่เหมือนซะทีเดียว และเกิดขึ้นกับพระองค์เองด้วย แต่พระพุทธเจ้าทรงรับมือสบายๆ

ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้ไหมว่า “เขาหลอกพระองค์”

แน่นอน ในฐานะพระสัพพัญญูพระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว ทรงรู้ล่วงหน้า รู้แจ้งทุกอย่าง แต่ถึงรู้ว่าเขาหลอกก็ทรงเต็มใจให้หลอก!!

เรื่องของเรื่องมาจากชายสองคนเพื่อนเกลอกัน คนหนึ่งชื่อ “สิริคุต” นับถือพุทธ อีกคนชื่อ “ครหทิน” เป็นสานุศิษย์ของเดียรถีย์

ตอนแรกสิริคุตก็เป็นสาวกเดียรถีย์ แต่พอพระพุทธเจ้าเผยแผ่ศาสนาประกาศคำสอนของพระองค์ สิริคุตได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสก็เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มีการโต้เถียงกันหลายครั้งในเรื่องของศาสนา โดยครหทินพยายามที่จะโอ้อวดความดีความวิเศษของเดียรถีย์ว่ามีญาณหยั่งรู้สารพัด จนสิริคุตออกอาการหมั่นไส้ (ฮ่าๆ พูดยังกะอยู่ในเหตุการณ์) อยากจะลองของว่าแท้หรือเทียม ก็ทำทีเป็นเลื่อมใสในเหล่าเดียรถีย์ แต่ในใจตั้งใจเล่นตลก

จึงไปเชิญเหล่าเดียรถีย์มารับประทานอาหารที่บ้าน แต่วางแผนขุด “หลุมกล” ไว้ด้านหน้าบ้าน เสร็จแล้วเอาของสกปรกโสโครกเทใส่หลุมแล้วปิดปากหลุมพรางไว้ไม่เห็นให้ผิดสังเกต พอพวกเดียรถีย์มาบ้าน ก่อนจะเข้าบ้านสิริคุตประกาศขึ้นว่า ท่านที่มานี้ใครมีญาณหยั่งรู้เชิญเข้าบ้านได้เลย อาหารที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

พอสิ้นเสียงประกาศ แต่ละคนเดินเข้ามาก็มีอันต้องพลัดตกไปในหลุมสกปรก

ครหทินทราบเรื่องเคืองมาก คิดจะเอาคืน ก็ทำทีไปนับถือพุทธคล้อยตามสิริคุต พอเห็นสิริคุตตายใจก็วางแผนเลี้ยงพระเหมือนกัน โดยให้สิริคุตไปนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มาฉันที่บ้าน นิมนต์จริงไม่หลอก

แล้วสิริคุตก็เตรียมการเอาคืนโดยการทำหลุมเพลิง (เต็มด้วยถ่านไฟแดงๆ) ซึ่งประกอบด้วยกระดานกลและสายยนต์ (กะเผาพระพุทธเจ้าทั้งเป็น) เตรียมอาสนะ สำรับกับข้าวแต่เป็นสำรับเปล่า

แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง เวลาที่พระบาททรงเหยียบลงบนแผ่นกระดานกลแผ่นกระดานนั้นก็ไม่ได้พังครืนในหลุมที่เต็มด้วยถ่านเพลิง แต่เป็นดอกบัวผุดขึ้นมารับพระบาท

นี่คืออานุภาพพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าครหทินหลอก แต่ยินดีให้หลอกเพราะต้องการโปรดเขานั่นเอง

 

มรภ.เชียงราย จัดบวชเณร ถวายสมเด็จพระเทพฯ 2,547 รูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/489276

มรภ.เชียงราย จัดบวชเณร ถวายสมเด็จพระเทพฯ 2,547 รูป

โดย…สมาน สุดโต

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) จัดพิธีบรรพชา-อุปสมบทภิกษุ-สามเณร 2,547 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันพระราชสมภพ 2 เม.ย. 2560

โครงการ “บรรพชาและอุปสมบททายาทพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ จัดโดย มร.ชร.และคณะกรรมการส่งเสริมกิจการของมหาวิทยาลัย ที่มี อภัย จันทนจุลกะ เป็นประธาน ที่ จ.เชียงราย-พะเยา วันที่ 1-2 เม.ย. 2560 โดยมีเจ้าภาพหลักที่สนับสนุนโครงการ ได้แก่ ดร.นิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.ศิริธัช โรจนพฤกษ์ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ คุณวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ คุณมารชัย กองบุญมา พร้อมทั้ง ผศ.เฉลียว ประสิทธิ์วิเศษ ที่ปรึกษาอธิการบดี ผศ.ดร.วรินทรีย์ เยาว์ธานีรองอธิการบดี และ นิคม อัสสรัตนะสุขิน ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา มร.ชร. ที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ผศ.ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดี มร.ชร. กล่าวว่า โครงการนี้มีผลในทางบวก เปิดโอกาสให้เยาวชนมาเรียนรู้ทักษะชีวิต สังคม และที่สำคัญคือทักษะทางด้านคุณธรรม จริยธรรม แม้เวลาจะไม่มาก แต่หลายคนก็ได้รับการหล่อหลอมจริยธรรม ปลูกฝังตัวอย่างที่ดี ทำให้มีทัศนคติที่ดีๆ ในอนาคตได้ ส่วนผู้ที่สามารถต่อยอดได้ เขาก็จะบวชต่อเนื่อง ทำให้เขาเรียนรู้ยิ่งขึ้น กลายเป็นรูปแบบของสังคมต่อไปได้ ผศ.ดร.ศรชัย เชื่อว่าโครงการแบบนี้จะทำให้สังคมเข้มแข็ง อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดมั่นใจว่าสังคมไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา เป็นสังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม และเกิดจิตสำนึกที่ดี

พระมหาสุบรรณและสามเณรในโครงการปี 2557 แห่งวัดเจดีย์หลวง ถ่ายภาพกับคณะผู้อุปถัมภ์

ผศ.ดร.ศรชัย เพิ่งรับตำแหหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2560 กล่าวว่า จะสานต่อโครงการนี้ตลอดไปและหวังว่าคณะกรรมการส่งเสริมฯ จะทำโครงการนี้กับมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมหาวิทยาลัยจะพัฒนาระบบและทำให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้น

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้กล่าวถึงเรื่องที่ร่วมโครงการสร้างศาสนทายาทที่ จ.เชียงราย ก็เนื่องจากเป็นกรรมการส่งเสริมกิจกรรมมหาวิทยาลัยด้วยคนหนึ่ง ส่วนผู้ที่เริ่มเรื่องนี้ก่อน ได้แก่ นิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ และ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ เป็นต้น และตนก็เต็มใจร่วม เพราะเป็นกิจกรรมของพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างศาสนทายาท ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ดร.ธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการ Spring News กล่าวว่า ที่มาร่วมโครงการการกุศลนี้เนื่องด้วยประทับใจและต้องการทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยบ้าง ในฐานะที่มหาวิทยาลัยมีมติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ ทำให้ตนมี 4-5 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตในขณะนี้

ผู้อุปถัมภ์ เช่น สุภชัย วีระภุชงค์ ธนาชัย ธีรพัฒนพงศ์ และดร.ศรชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

ผู้เขียนไม่ได้ขอความเห็นจาก ดร.นิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ และ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ แต่สิ่งที่ทั้งสองแสดงออกบอกชัดเจนว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง เต็มใจสร้างศาสนทายาท มิเช่นนั้นคงไม่ทำต่อเนื่องมาถึง 13 ปี

โครงการนี้จัดตั้งวัดสำคัญๆ ในแต่ละอำเภอของ จ.เชียงราย เป็นศูนย์กลาง 6 วัด หรือ 6 ศูนย์ โดยมีวัดใกล้เคียงเป็นเครื่อข่ายเพื่อจัดส่งผู้บรรพชาอุปสมบทมา ณ ศูนย์กลางนั้นๆ ได้แก่ วัดและโรงเรียนวัดสันหนองบัว อ.พญาเม็งราย วัดท่าข้าม อ.เชียงของ วัดแม่คำ อ.แม่จัน วัดเจดีย์หลวง อ.แม่สรวย โรงเรียนวัดหนองบัวพิทยา อ.เวียงป่าเป้า และวัดพระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา

สามเณรชุติพงษ์ วงศา อายุ 15 ปี ที่บรรพชาในโครงการนี้ เมื่อปี 2557 ปัจจุบันเรียนหนังสือชั้น ม.4 โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดเจดีย์หลวง ได้กล่าวขอบคุณ มหาวิทยาลัยและคณะเจ้าภาพอุปถัมภ์ว่า ได้ช่วยเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนต่อโดยไม่เป็นภาระแก่โยมทางบ้าน นอกจากนั้นยังทำให้สามเณรได้ตอบแทนบุพการี เนื่องจากโยมแม่ป่วยด้วย

อภัย จันทนจุลกะ มอบผ้าไตรแก่เณรลูกแก้ว

พระมหาสุบรรณ มหาคมฺภีโร เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง และเจ้าคณะอำเภอแม่สรวย กล่าวว่า นอกจากสามเณรรูปนี้ยังมีสามเณรในโครงการบวชในปีต่างๆ เรียนที่โรงเรียนอีก 20-30 รูป ในจำนวนนั้นมีสามเณรรูปหนึ่งเรียนเก่งได้เกรด 4 ทุกวิชา ชื่อสามเณรรณชัย บริสุทธิ์ อายุ 18 ปี อยากไปเรียนต่อประเทศอินเดีย ท่านมหาสุบรรณใช้ทุนส่วนตัวส่งไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย 2 ปีมาแล้ว สามเณรรณชัยเคยกลับมาเยี่ยมที่วัด มีพัฒนาการดีมาก เช่น เทศน์และสอนพุทธประวัติ และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ดี จึงจัดว่าเป็นเพชรเม็ดหนึ่งของโครงการทีเดียว

ในการกล่าวอนุโมทนาโครงการ พระมหาสุบรรณ กล่าวว่า โครงการของมหาวิทยาลัยช่วยให้ทางวัดมีความพร้อมในการจัดบรรพชาสามเณรได้เต็มที่ ต่างจากที่เคยทำเองในอดีตที่ขาดแคลนทุกอย่างแม้กระทั่งผ้าไตรต้องไปขอตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงอนุโมทนาที่มหาวิทยาลัยจัดโครงการนี้เป็นการช่วยส่งเสริมพระศาสนาและต่อยอดศรัทธาประชาชนได้อย่างดี

ดร.นิวัฒน์ พร้อมคณะเตรียมมอบผ้าไตรที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย

คณะผู้อุปถัมภ์หลัก สุภชัย ดร.ศรชัย ดร.ศิริธัช และเกษม

 

 

หลวงพ่อคูณ เตือนใจ เตือนสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/489275

หลวงพ่อคูณ เตือนใจ เตือนสติ

โดย…สมาน สุดโต

ผมนำบทกลอน ที่ว่าเป็นของหลวงพ่อคูณ ส่งมาในไลน์ มาลงให้อ่านในแวดวงสงฆ์วันนี้ เป็นการเตือนสติพวกเราในช่วงเดินทางในเทศกาลสงกรานต์ ที่รัฐบาลสั่งใช้ ม.44 ให้คาดเข็มขัดเวลาโดยสารรถยนต์ ก่อนนั้นห้ามนั่งกระบะท้ายรถด้วย แต่ชาวบ้านซื้อรถกระบะ เมื่อไม่ให้นั่งก็ร้องค้านกันระงม ตอนนี้รัฐบาลผ่อนผันให้นั่งไปก่อน หลังสงกรานต์ค่อยว่ากันใหม่

ส่วนบทกลอนหลวงพ่อคูณนั้น คนส่งไลน์คนแรกๆ บอกว่า สำหรับท่านที่เคยอ่านแล้ว ก็อ่านซ้ำละกัน นะครับ

เพราะบทกลอนบทนี้ ก็เผยแพร่มานานแล้ว…ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หลวงพ่อคูณท่านเป็นพระเจ้าบทเจ้ากลอนตอนไหน แต่ตอนนี้มีการค้นพบบทกลอนของหลวงพ่อก่อนละสังขาร เขาว่ากันว่าอย่างนั้น

…อ่านแล้วรู้สึกเคารพนับถือหลวงพ่อเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ แต่ก่อนยังยั้งๆ เรื่องนั่งยอง เรื่องเขกหัว เรื่องใบ้หวย อ่านกลอนบทนี้แล้วให้สัจธรรมว่า หลวงพ่อไม่ใช่จะอยากทำเช่นนั้น แต่คนรอบๆ นั่นแหละ …ขอให้ดวงวิญญาณของหลวงพ่อ สถิตในสัมปรายภพ ณ สรวงสวรรค์

• กูก็อยู่ ของกู อยู่ดีดี

คนนั้นที คนนี้ที รี่มาหา

มากันจน ล้นวัด เปี่ยมศรัทธา

ราวกับว่า ทั้งจังหวัด มีวัดเดียว

• มาให้กู โขกเขก มะเหงกงุ้ม

กูสุดกลุ้ม เปลี่ยนเป็นไม้ ให้หวาดเสียว

มันกลับดัง ขลังกว่า แห่มาเกรียว

กระทั่งเยี่ยว ยังแย่งจอง เป็นของดี

• จะพร่ำบอก อย่างไร ไม่รับรู้

ว่าตัวกู มิได้เลิศ ประเสริฐศรี

มันกลับมอง ตัวกู เป็นปูชนีย์

ใช้เป็นที่ ดับร้อน ผ่อนลำเค็ญ

• ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว เป็นใบ้หวย

สิบคนรวย ล้านคนจน ไร้คนเห็น

ไอ้สิบคน ก่นเล่า เช้ายันเย็น

กูเลยเป็น เซียนใบ้หวย ด้วยอีกคน

• ท่านั่งยอง ของกู ก็หรูเฟื่อง

เป็นพระเครื่อง คณารุ่น วุ่นสับสน

บ้านจัดสรร กอล์ฟคลับ ยังสัปดน

ย่องนิมนต์ กูโปรโมท โฆษณา

• บ้างเอากู เลี่ยมทอง ผุดผ่องใส

หวังใจให้ คุ้มครอง ผองปัญหา

แล้วเกิดกู เคราะห์กรรม กระหน่ำพา

ใครจะมา ช่วยดึง มึงคิดดู

• ขนาดเก๋ง เยอรมัน คันเป็นล้าน

ชนสะท้าน ท้ายยุบ ก้นบุบบู้

ตัวกูจริง เสียงจริง ยังกลิ้งกรู

นอนคุดคู้ รอมึงช่วย ด้วยเหมือนกัน

หลวงพ่อโคราชเดินธุดงค์

หลวงพ่อพระธรรมวรนายก (โอภาส) เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ด้วยวัย 83 ปี ยังแข็งแรงทั้งกายและใจ ความจำเหลือเฟือ โดยเฉพาะการบรรยายธรรม สามารถบรรยายได้เป็นชั่วโมง ครั้งหนึ่งผู้เขียนเดินทางไปกับคณะสุภชัย วีระภุชงค์ แห่งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เพื่อบูชาสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย โดยมีหลวงพ่อพระธรรมวรนายกไปด้วย ท่านแสดงธรรมบนรถติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ไม่พักเลยระหว่างทางจากกุสินาราไปอัครา พวกเราที่โดยสารกันเต็มรถไม่รู้สึกว่าเบื่อ ทั้งๆ ที่รถติดหนักหนาสาหัสมาก

วันนี้ท่านพาคณะสงฆ์โคราชเดินธุดงค์ ตามโครงการพระธรรมทูต เพื่อประกาศสัจธรรม หรือเยี่ยมเยียนชาวบ้าน ชาววัดทุกอำเภอ ใน จ.นครราชสีมา ที่มี 32 อำเภอ เริ่มเดือน เม.ย.สิ้นสุดเดือน ก.ย. 2560 ซึ่งท่านปฏิบัติมาเป็นประจำนานนับสิบปี โดยที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดนานที่สุดรูปหนึ่งในประเทศไทย (เป็นเจ้าคณะจังหวัดเมื่ออายุ 42 ปี เกษียณอายุ 80 ปี เมื่อ พ.ศ. 2557) ขอให้ทุกท่านร่วมอนุโมทนา

 

‘ขอเลือกปิดทองหลังพระ’ พล.ต.ต.วันชาติ คำเครือคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/489274

‘ขอเลือกปิดทองหลังพระ’ พล.ต.ต.วันชาติ คำเครือคง

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“บิ๊กชาติ” พล.ต.ต.วันชาติ คำเครือคง รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (รอง ผบช.ตชด.) เจ้าของนามขาน “ช้างศึก2” พื้นเพเป็นชาว จ.พิษณุโลก ก้าวเข้าสู่รั้วปทุมวันในฐานะเด็กภูธร มีเพียงความรู้ใช้เป็นอาวุธเท่านั้น ไม่มีเงินตราเงินทุนอะไรมากมาย แต่เลือกใช้ความรู้ความสามารถสอบเข้าตำรวจ กระทั่งเติบโตติดยศ “พล.ต.ต.” สวมเครื่องแบบเขียวเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมานานกว่า 20 ปี

จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 35 มีเพื่อนร่วมรุ่นแถวหน้าในแวดวงสีกากีชื่อดังอย่าง พล.ต.อ.เฉลิม เกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในชีวิตผ่าน “งานบู๊และบุ๋น” มาสารพัด แต่เชี่ยวชาญคุ้นมือคงเป็นงาน “สายบุ๋น” ที่มีความคิดเป็นคมกระสุนปืน คลุกคลีงานด้านยุทธศาสตร์มานาน หาตัวจับได้ยาก จนมีฉายาว่า “เจ้าพ่อแผน” ไม่ว่าการชุมนุมของม็อบการเมือง นายตำรวจคนนี้อยู่ในทีมงานเบื้องหลังปราบม็อบทั้งหมด

พล.ต.ต.วันชาติ รับราชการครั้งแรกปี 2525 ตำแหน่งผู้บังคับหมวดกองร้อยที่ 3 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 6 กระทั่งเติบโตตามสายงานมาต่อเนื่อง เป็นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษฯ ก่อนติดยศ “นายพล” ตำแหน่งผู้บังคับการกองยุทธศาสตร์ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ จากนั้นโยกเป็นผู้บังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ก่อนจะขยับขึ้นนั่งรอง ผบช.ตชด.ในปัจจุบัน

แล้วทำไมต้องมาเป็นตำรวจ ตชด.? คำถามนี้ทำให้ พล.ต.ต.วันชาติ เล่าย้อนไปสมัยเด็กว่า พ่อเป็นอดีตตำรวจตระเวนชายแดน อยู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ นปพ. เวลาไปไหนมาไหนพ่อก็พาเราไปทำงานด้วยเสมอ ไม่ว่าจะพบปะประชาชนพูดคุยกับชาวบ้าน เนื่องจากพ่อต้องทำงานด้านมวลชนสัมพันธ์ด้วย อย่างน้อยจะทำให้ทราบข่าวเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ ทำให้เกิดการซึมซับสัมผัสการทำงานใน
อาชีพตำรวจ ตชด.ที่ใครหลายคนทราบดีว่าทำงานแบบ “ปิดทองหลังพระ” เลยตัดสินใจเจริญรอยตามพ่อ

“วันที่พี่ทำงานตำรวจ ตชด.ใหม่ๆ ติดยศผู้หมวด พ่อพี่ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว ยังมาทำงานกับพี่ด้วยเลย ส่วนใหญ่มาให้คำปรึกษาชี้แนะการทำงาน ให้กำลังใจ สอนให้เป็นผู้นำ สร้างความเคารพศรัทธาให้กับประชาชน และผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดเส้นทางทำงานของพ่อผ่านงานรบและมวลชนสัมพันธ์มาตลอด จึงได้ความรู้หลายอย่างมาปรับใช้ในชีวิตจริง”

รองชาติ เล่าอีกว่า นิสัยส่วนตัวชอบทำงานช่วยเหลือประชาชน พบปะมวลชน ดังนั้นการทำงาน “ปิดทองหลังพระ” ค่อนข้างตรงกับนิสัยของตัวเอง ไม่เคยคิดว่ามาทำงานตรงจุดนี้จะไม่ดี ทุกอาชีพดีหมด เพียงแต่เราจะเลือกทำงานที่รับผิดชอบให้ดีอย่างไร สิ่งที่ยึดปฏิบัติในการทำงานมาตลอด คือ งานบนโต๊ะต้องไม่ค้าง ไม่ทำงานผัดวันประกันพรุ่ง งานต้องเสร็จก่อนเวลา และติดตามงานอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประสบความสำเร็จ

ส่วนพระเครื่องที่ศรัทธาและใช้อาราธนาติดตัวอยู่ตลอดทุกวันนี้ของ พล.ต.ต.วันชาติ เป็นพระหลวงปู่ทวด พิมพ์หลังเตารีด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี และเหรียญหลวงปู่ทวด วัดเมืองยะลา หลังพัดยศ จ.ยะลา พุทธคุณเป็นพระทางแคล้วคลาดปลอดภัย เนื่องจากแขวนหลวงปู่ทวดและนับถือท่านมานาน ครั้งจะเดินทางไปไหนก็อาราธนาพระขึ้นคอ ที่ผ่านมาไม่เคยมีประสบการณ์อะไรที่เลวร้ายเลยสักครั้ง ปลอดภัยตลอด

“ทุกวันนี้ก่อนนอนจะสวดคาถาของหลวงปู่ทวดเป็นประจำ 9 จบ เชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกอย่างให้ราบรื่นตามเป้าหมาย ทั้งยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทุกครั้งเวลาทำงาน หากเกิดปัญหาหรือปฏิบัติหน้าที่ครั้งใดจะอธิษฐานนึกถึงท่านให้ช่วยคุ้มครองปกป้องอยู่เสมอ”

นายพลใหญ่ ปรารภด้วยว่า ไม่ว่าจะมีพระดีแค่ไหน ถ้าเราทำตัวไม่ดี ยังไงพระก็ไม่ช่วยเราแน่นอน ดังนั้นเราต้องประพฤติดี ทำดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตพบเจอสิ่งดีเสมอ ท้ายสุดนายพลใหญ่คนเดิมย้ำเจตจำนงในความเชื่อว่า ถ้าทำดี ความดีเหล่านั้นจะตอบแทนกลับคืนมา แต่ในรูปแบบไหนก็แตกต่างกันออกไป

ยังเหลืออายุรับราชการตำรวจอีก 2 ปีเศษพล.ต.ต.วันชาติ ยืนยันจะทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ตามคำขวัญของตำรวจตระเวนชายแดน “เสียสละ อดทน ดำรงตนอย่างมีเกียรติ” เพื่อรักษาความสุขสงบของประเทศ…

 

‘ธรรมะจัดสรร กับพระอาจารย์สุขุม สุขุโม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/489273

‘ธรรมะจัดสรร กับพระอาจารย์สุขุม สุขุโม’

โดย…ราช รามัญ

เดินทางไปอินเดียคราใด มักจะต้องมีเรื่องเล่าเก็บมาฝากเสมอ แต่ปีนี้ได้มีโอกาสพบพระภิกษุที่งดงามด้วยธรรมทั้งด้านความรู้และสัมมาปฏิบัติ

วันหนึ่งผมเดินออกจากพระมหาเจดีย์พุทธคยาแล้วไปที่สำนักวัดป่าพุทธคยา ที่อยู่ด้านหลังมหาเจดีย์นั่นเอง เบื้องต้นเพียงหวังใจว่าจะเยี่ยมชมความงดงามของวัดที่สร้างได้อย่างสวยงาม และมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็จะกราบหลวงพ่อจิ๋ว (พระโพธินันทมุนี) ผู้เป็นสมภาร แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อไม่อยู่

จึงสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเดินไปถึงวิหารหลังหนึ่ง ได้มีโอกาสพบกับพระภิกษุที่ท่านนั่งสนทนาธรรมกับญาติโยม เลยทรุดตัวลงเข้าไปนั่งฟังด้วยความกระหายธรรมใคร่รู้

พระภิกษุเบื้องหน้าผมดูจากกิริยาแล้วสำรวมมาก ใบหน้าอ่อนเยาว์ ก็คาดว่าอายุไม่น่าจะเกิน 40 ปี แต่ที่ไหนได้พอคุยกับท่าน จึงทราบว่าใกล้จะ 60 ปีแล้ว อายุพรรษา 20 พรรษา ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ท่านชื่อว่าพระอาจารย์สุขุม สุขุโม พอถามท่านว่าอยู่ที่วัดไหนในเมืองไทย

ได้ความว่า อยู่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สังกัดธรรมยุติกนิกาย  และเมื่อคราวอุปสมบทได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงรับเป็นพระอุปัชฌาย์

ส่วนธรรมที่สนทนานั้น ท่านเน้นย้ำไม่ใช่เรื่องของปริยัติธรรม แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติ…

“สติปัฏฐานสี่ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ สามารถนำเอามาใช้ได้จริง เราต้องฝึกกายโดยการใช้สติให้มากๆ เมื่อมีสติแล้วทำอะไรก็ไม่หลงๆ ลืมๆ เพราะจะระลึกก่อนทำเสมอ

ส่วนใจเราก็ฝึกด้วยการใช้สัมปชัญญะให้มากๆ เราก็จะไม่หลงใจ แล้วใจก็ไม่ไปยึดติด หลงติด ฝึกไป เวลาฝึกกาย ฝึกใจ ไม่ต้องไปมีความอยากว่าจะต้องได้อะไร เห็นอะไร หรือแม้แต่เป็นอะไร แม้เพียงแค่อยากให้สงบ ก็ไม่ต้องไปอยาก เพราะยิ่งอยากก็ยิ่งจะไม่ได้”

เป็นธรรมะที่รวบยอดกันเลยทีเดียว แต่ฟังง่าย สามารถนำเอาไปฝึกได้ ท่านยังเน้นบอกว่า “เคยปฏิบัติแบบไหนมาก็ปฏิบัติไป แต่การปฏิบัติอย่าไปอยู่ในอิริยาบถเดียว ต้องเดินจงกรมไปมาบ้าง ไม่ใช่ไปนั่งอย่างเดียวจนตัวแข็ง เวลาหันซ้ายหันขวาก็ต้องมีสติบ้าง มีความรู้สึกตัวด้วย เพราะการปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติแล้วต้องเอาไปใช้ได้จริงกับชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ปฏิบัติกันแค่เฉพาะรูปแบบเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าฝึกแล้วปฏิบัติแล้วไม่เอาไปใช้ในชีวิตจริงๆ จะเรียกว่า ปฏิบัติธรรมอย่างไร ฝึกแล้วต้องเอาไปใช้ได้ด้วย”

พระอาจารย์สุขุม…ถามผมว่า มาอินเดียบ่อยไหม ผมเรียนท่านไปว่า มาทุกปี ส่วนตัวท่านก็มาทุกปีเช่นกัน เว้นแต่ปีไหนที่มีงานมากก็ไม่ได้ไป เพราะต้องทำศาสนกิจในเมืองไทยก่อน สิ่งที่ผมชอบ คือ ธรรมะของท่านนั้นเน้นฝึกปฏิบัติให้เกิดปัญญา ไม่ได้เป็นธรรมะแบบประเภทแก้ปีชง แก้สะเดาะเคราะห์กรรมใดๆ

มีท่านหนึ่งถามว่า…เราแก้กรรมได้ไหม ท่านย้อนถามว่า กรรมอะไร กรรมเก่า หรือกรรมแบบไหน ถ้ากรรมเก่าแก้ไม่ได้ ไม่มีใครแก้ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงแก้กรรมไม่ได้เลย ไม่มีทางที่จะแก้ได้ แต่ถ้ากรรมที่เป็นปัจจุบันแก้ได้ แก้ด้วยการมีสติมากๆ คิดก่อนพูด ก่อนทำ แล้วก็แก้ที่ใจด้วย โดยรอบจะมีเสียงดัง แต่ก็ล้วนเป็นเสียงสวดมนต์เพื่อสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ

ท่านเมตตาแนะวิธีว่า…เมื่ออยู่ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ต้องขออะไร ให้ทำใจสงบ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ให้มากๆ หลายคนมาแล้วก็ขอๆๆ ลองเปลี่ยน เน้นเอาธรรมะเพียงอย่างเดียว แล้วเราจะมีความสุข แล้วเราจะมีใจที่สงบ กำลังสติสมาธิและสัมปชัญญะจะเกิด

หลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับท่านแล้ว ท่านได้รับการนิมนต์ให้ไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์และไปในส่วนของพระมหาเจดีย์วิหารโพธิ์ เพื่อขึ้นไปชั้นที่สองของวิหาร โดยคุณบัวสุด ซึ่งเป็นผู้นิมนต์ เลยได้มีโอกาสติดตามขึ้นไปชมด้วย แบบนี้เรียกว่า ธรรมะจัดสรร

ชั้นบนของพระมหาเจดีย์วิหารโพธิ์ ข้างบนมีพระโพธิสัตว์ทรงประทับยืน หลายท่านยืนยันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะลงมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ พระศรีอริยเมตไตรย นอกจากนี้ยังมีของเก่าเก็บอีกมากมายที่ขุดและค้นพบมาตั้งแต่อดีต

พระอาจารย์สุขุม กล่าวว่า…ตรงที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ในอนาคตกาลพระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ธรรมเช่นเดิมกับพระพุทธเจ้าที่ผ่านมาแล้วทั้ง 4 พระองค์ ใครหลายคนมา จะอธิษฐานขอให้ตนเองได้มีบุญเกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย เพื่อที่จะได้มีโอกาสฟังธรรม จากพระพุทธเจ้า

การที่ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์สุขุม ทำให้ผมได้ความรู้มากมายหลายมุม โดยเฉพาะทางด้านการปฏิบัติธรรม อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเสมอ คือ ความเป็นธรรมยุติกนิกายของท่านนั้น คงไว้ด้วยความสงบสำรวม ไม่ทำอะไรที่ดูไม่เป็นปริมณฑลเลย แม้จะอยู่ต่างแดนก็ตาม สาธุ… เราได้กราบพระภิกษุอีกรูปหนึ่งแล้วที่เป็นสัมมาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

สุดท้ายขอให้รำลึกคำสอนของพระคุณเจ้าอีกครั้ง สติอยู่กับกายใจอยู่กับสัมปชัญญะ

 

มส.ทำแล้วแต่เหมือนไม่ได้ทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488139

มส.ทำแล้วแต่เหมือนไม่ได้ทำ

โดย…ส.คนจริง

การแก้ปัญหาวัดพระธรรมกายล่าสุด ที่สมเด็จ พระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลวัดพระธรรมกาย 2 คณะ ประกอบด้วย คณะที่ 1 กรรมการที่ปรึกษา มี พระเทพสุธี (สายชล ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธาน พระเทพปริยัติมุนี รองเจ้าคณะภาค 1 เป็นรองประธาน พระราชรัตนสุธี (ปัญญา) รองเจ้าคณะภาค 15 และ ดร.สมศักดิ์ โตรักษา (ที่ปรึกษากฎหมาย) เป็นกรรมการ คณะที่ 2 คณะกรรมการกำกับดูแล ได้แก่ เจ้าพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นประธาน มีหน้าที่กำกับดูแลในการบริหารจัดการและปกครองคณะสงฆ์ในวัดพระธรรมกายให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ซึ่งมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติรับทราบตามที่เสนอ

คำสั่งนี้ทำให้เห็นว่า เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 มีงานทำ แม้ว่าจะเป็นคำสั่งที่ให้ความชอบธรรมกับพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ที่เสนอกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 ว่าจะเป็นผู้กำกับดูแลวัดพระธรรมกาย โดยไม่ต้องตั้งพระที่อื่นมาเป็นเจ้าอาวาสก็ตาม

ถ้าย้อนอดีตไปดูว่า เมื่อปี 2542 รัฐบาลและ มส.แก้ปัญหากันอย่างไร และการคาดการณ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ว่าอย่างไร ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่มีอะไรใหม่ และตอกย้ำสิ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์คาดการณ์ ไว้เป็นจริงทุกประการ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นการแก้ปัญหามีความเข้มข้น รัฐบาลสนใจมากถึงกับส่ง ดร.วิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้น (พ.ศ.นี้ก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี) เข้าร่วมประชุมกับ มส.เพื่อถวายความเห็น และเป็นสื่อกลางระหว่างราชอาณาจักรกับพุทธจักร แต่ผลจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ลองอ่านมติ มส. (โดยย่อ) ครั้งที่ 17/2542 เรื่องกรณีวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ก็จะมองเห็นภาพได้ดีมากขึ้น

ในการประชุม มส.ครั้งที่ 17/2542 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2542 เลขาธิการ มส. เสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม เลขาธิการ ครม. เข้าสังเกตการณ์ รับฟัง ชี้แจง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายนั้น วิษณุ ได้นมัสการต่อที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกายโดยสรุปให้ตำรวจถวายอารักขาสมเด็จพระสังฆราช และอำนวยความสะดวกในการประชุม มส. ให้กรมการศาสนาสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และสนอง มส.และให้กระทรวงมหาดไทย อำนวยความสะดวกแก่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในกรณีโอนที่ดินในชื่อเจ้าอาวาสให้แก่วัดพระธรรมกาย

วิษณุ เสนอความคิดเห็นกรณีเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกาย 5 ประการ คือ

1.ให้ดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกายให้เป็นไปตามกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และกฎ มส.ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2535) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ

2.ให้ดำเนินการทางการปกครอง นั่นคือสั่งพ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส และแต่งตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งทำการแทนชั่วคราว

3.เรื่องการโอนที่ดินให้แก่วัดพระธรรมกายนั้น ก็ให้เจ้าอาวาสโอนไป

4.ถ้าหากว่ากรณีปัญหาวัดพระธรรมกายมีมูลทางอาญา ก็ให้ดำเนินการทางอาญา

5.การจัดการวัดพระธรรมกาย ขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นกรรมการเฉพาะกิจมีหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด เช่น เรื่องคำสอนที่ผิด เป็นต้น จะแก้ไขอย่างไรแล้วเสนอรายงานกลับมายัง มส.โดยตรง

จากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการ มส. ได้ชี้แจงว่า กรณีปัญหาวัดพระธรรมกายนี้ หากไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็วแล้ว จะเกิดกระแสลุกลามใหญ่โต เป็นเหตุให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันโดยเฉพาะพระศาสนาอย่างสูงยิ่ง และจะไม่สามารถรักษาสถาบันไว้ได้ มส.คาดคะเนเหตุการณ์จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้ายังแก้ไขไม่ได้จะลุกลามต่อไป จะไม่พูดว่าผิดหรือถูก แต่จะดำเนินการอย่างไรจะให้ครบวงจร รวดเร็ว ถูกต้อง

ตามรายว่า มส.แก้ปัญหาเน้นให้เป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม เช่น การกล่าวว่ามีความผิดอย่างนั้นอย่างนี้ จะดำเนินการเมื่อมีผู้ร้องเรียน กรมการศาสนาเปิดศูนย์ร้องเรียน แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันที่จะฟ้องร้องได้

วันนี้ เลขาธิการ ครม.จะมาช่วยกันแก้ปัญหา ถ้าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์มิได้มีการแก้ไขก็จะเกิดความสะเทือนใจมิใช่น้อย เช่น มาตรา 44 ทวิ ดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราชจะปล่อยไว้โดยมิได้แก้ไขเลยไม่ได้ รัฐบาลก็เอาใจใส่จะเห็นได้จากการนำเรื่องปัญหาวัดพระธรรมกายเข้าสู่การประชุม ครม.ถึง 3 ครั้ง มีมติทั้ง 3 ครั้ง มส.และรัฐบาลเดินทางเดียวกัน คือ แก้ปัญหาให้ครบวงจรและรวดเร็ว จึงเห็นควรนำเสนอ มส.พิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยพระภิกษุ 3 รูป และฆราวาส 2 ท่าน เพื่อทำหน้าที่ติดตามการปฏิบัติตามมติ มส.

มส.ทำแล้วเมื่อปี 2542 ถึงปี 2560 ก็เหมือนเดิม ทำแล้วเหมือนไม่ได้ทำ