ชั่วให้รู้จักเบรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488138

 

โดย…อารยชล

ความดีของคนเรา ไม่ใช่เป็นแต่ทำอะไรรวดเร็วเอาจริงเอาจังเข้าว่าถ้าจะถลำตัวถลำใจไปสู่ความชั่ว ความผิด ความเสื่อม ความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย จะต้องหยุดเป็นด้วย

หมายถึง ยั้งตัวยั้งใจตัวเองให้อยู่ นั่นแหละจึงจะเป็นการดีแท้ดีจริง

เปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ทางถนนหนทาง นอกจากวิ่งเป็นแล้วมันต้องหยุดเป็นด้วย ถ้าคันไหนหยุดไม่เป็น หยุดไม่ได้ ตะบี้ตะบันวิ่งไปเรื่อย รถคันนั้นก็ใช้ไม่ได้และไม่ควรที่ใครจะใช้มันอีกต่อไป

แล้วถ้าใครยังขืนใช้มันต่อ ไม่ว่าทั้งรถทั้งคนก็คงต้องไปสู่ที่ชอบๆ แน่นอน

หันมามองสังคมไทยทุกวันนี้ สังคมก้มหน้า จิ้มๆ กดๆ ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงครับ…คนไทยเราใจร้อนมาก ร้อนจริงๆ หงุดหงิดง่าย พอโกรธแล้วไม่รู้จักเบรกหรือห้ามอารมณ์ตัวเองไว้

จนต้องเกิดเรื่องเกิดราว และเกิดการสูญเสียในที่สุด เช่น เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เสียงานเสียการ เสียอวัยวะ เสียชีวิต เสียเพื่อน เสียคนที่รัก เสียสารพัด

กรณีของ “น็อต เวคคลับ” เจ้าของวลี “กราบรถกู” เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ท่านเคยบอกว่า การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า สมาร์ทโฟน ไอโฟน ไอแพด คอมพิวเตอร์ ในแต่วันมากเกินไปและเกินจำเป็นมีส่วนทำให้คนใจร้อนขึ้น

ผมว่าจริงที่เทคโนโลยีกระตุ้นให้คนใจร้อนขึ้น

คือจิตของมนุษย์เราปกติมีความเร็วสูงยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกอยู่แล้ว ไอพ่นหรืออะไรที่ว่าเร็วที่สุดก็ไม่เท่าเศษเสี้ยวความเร็วของจิตมนุษย์

แต่ก่อนคนเราใจเย็นกันได้นะ พูดคุยกันได้เพราะยังไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเทคโนโลยีพวกนี้ แต่พอมีเทคโนโลยีผลิตความเร็วขึ้นมาก็เป็นเรื่องอย่างที่เห็น

เมื่อเป็นเช่นนั้น มีหรือที่จิตของมนุษย์จะช้าลง ขนาดเร็วแค่ไหนยังบอกว่าช้า เช่น นั่งเครื่องบินที่ว่าเร็วแล้ว แต่พอเครื่องดีเลย์ชั่วโมงสองชั่วโมงอารมณ์เสียทันที

เทคโนโลยีมันกระตุ้นใจเราให้ร้อนอย่างนี้

ทางที่ดีมนุษย์เราควรกลับไปสู่ธรรมชาติ ดนตรี กีฬา ปรัชญา ศิลปะ ทิ้งเทคโนโลยีออกไปบ้าง วันหยุดไม่ควรอยู่กับเทคโนโลยีพวกนี้มากไป

ไปอยู่กับธรรมชาติพาลูกพาครอบครัวไปเล่นดนตรีบ้าง กีฬาบ้าง ปรัชญาหรือศิลปะก็ดี เพื่อให้ใจของเราได้ผ่อนคลาย

ในสมัยพระพุทธเจ้ามีสามเณรรูปหนึ่งทำชั่ว “ขั้นศีลขาด” เพราะไปมีอะไรกับผู้หญิง ก็เพราะไม่รู้จักเบรกหรือหยุดอารมณ์ความอยากของตัวเองเอาไว้ได้

เรื่องมีอยู่ว่ามีพระตาบอดรูปหนึ่ง ไม่ได้บอดแต่กำเนิดแต่บอดเพราะทำความเพียรอย่างหนักตลอดคืนยันรุ่งหวังทำลายกิเลสให้ราบคาบ ถึงขนาดไม่เคยเอนกายลงนอนตลอดระยะเวลา 3 เดือน

ความเพียรแรงกล้ามาก!!!

พอเดือนที่ 2 ก็มีปัญหาเรื่องสายตา ตาเจ็บ น้ำตาไหลตลอด แต่ท่านไม่ยอมรักษาด้วยการหยอดยาหยอดตาตามที่หมอแนะนำและกำชับ

เข้าเดือนที่ 3 ในคืนสุดท้าย ในที่สุดตาท่านก็บอดสนิทพร้อมกับบรรลุพระอรหันต์ไปด้วย

ฟากน้องชายท่าน (เคยบวชพร้อมกันแต่ชิงสึกไปมีเมียก่อน) อยากให้ท่านกลับมาเยี่ยมบ้าน พอทราบว่าพระพี่ชายตาบอดก็ให้ลูกชายบวชเณรเพื่อไปรับท่านมา

ระหว่างทางสามเณรได้ยินหญิงสาวร้องเพลงเลยบอกหลวงลุงให้รอแป๊บบบบบ…ขอไปทำธุระสักประเดี๋ยวเสร็จแล้วจะรีบกลับ สามเณรเกิดหลงเสียงนาง อยู่กันสองต่อสองจะเหลืออะไรทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกันเรียบร้อย เสร็จกามกิจสามเณรก็รีบกลับมาหาหลวงลุง

“หลวงลุงครับ หลวงลุง ผมมาแล้ววววว ไปกันต่อครับ”

ฟากพระเถระถึงตาบอดมองไม่เห็น แต่ตาในท่านแจ่มแจ้งชัดแจ๋วเพราะท่านคืออรหันต์

“หยุด อย่ามาจับปลายไม้เท้าเรา ต่อแต่นี้ไปเจ้าหาควรร่วมเดินทางไปกับเราไม่ ไปตามทางของเจ้าเสีย”

ฝากไว้ครับ ถ้าเมื่อใจถลำไปหาชั่วจงรีบเบรกทันที

เวียดนาม-ไทย แนบแน่นด้วยพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488137

เวียดนาม-ไทย แนบแน่นด้วยพุทธศาสนา

โดย…สมหมาย สุภาษิต รายงานจากฮานอย

รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ผู้แทนมหาเถรสมาคม นำโดย พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และคณะสงฆ์อนัมนิกาย นำโดย พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่ คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ที่รัฐบาลเวียดนาม นิมนต์ให้ไปเยือนเพื่อสานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและเสริมสร้างมิตรภาพอันดีของคณะสงฆ์ของทั้งสองประเทศ ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2560

รัฐบาลเวียดนามจัดให้คณะได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนาและของชาติ เช่น สุสานประธานโฮจิมินห์ ในกรุงฮานอย ที่ชาวเวียดนามและชาวโลกเข้าไปเคารพจำนวนมากในแต่ละวัน

ศาสนสถาน ได้แก่ วัดโบราณ เช่น วัดเสาเดียว ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1592 เป็นศาลาไม้ทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนเสาหินเสาเดียวกลางสระบัว ในศาลานั้นเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักเจ้าแม่กวนอิมโบราณอีกด้วย ส่วนวัดที่สร้างใหม่ ได้แก่ สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่มีชาวพุทธมาปฏิบัติธรรมจำนวนกว่า 1,000 คน ใน 1 วัน

ในแง่ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ใกล้ชิดอีกแห่ง คือ วัดหวงอัน ที่มีเจดีย์บรรจุอัฐิของพระครูคณานัมสมณาจารย์ (บิ๊นเลือง) อดีตเจ้าคณะใหญ่ สงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย รูปที่ 8 เจ้าคณะใหญ่รูปนี้เคยสนับสนุนโฮจิมินห์ขณะเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทย ต่อมากลับเวียดนามและมรณภาพที่กรุงฮานอย เมื่อปี 2509 อัฐิของท่านได้รับการบรรจุที่สุสานในวัดนี้

ในวันที่ 2 แห่งการเยือนอย่างเป็นทางการ เจิ่น ดาย กวาง ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถวายการต้อนรับพระพรหมบัณฑิตและคณะสงฆ์อนัมนิกาย ที่ทำเนียบประธานประเทศ ในวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2560

ในโอกาสนี้ เจิ่น ดาย กวาง ประธานประเทศ กล่าวตอนรับว่า “เวียดนามและไทย ต่างมีความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ประชาชนของทั้งสองประเทศส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา แม้จะมีความแตกต่างกันด้านนิกาย แต่ก็มีความสัมพันธ์กันมาช้านานนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

พบประธานคณะกรรมการแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนามชื่อเหวียนเทียนเยิน

ในประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาอนัมนิกายไปเผยแผ่และได้รับการดูแลให้คณะสงฆ์อนัมนิกายได้เผยแผ่ในประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดมา อีกทั้งมีประชาชนชาวเวียดนามไปตั้งรากฐานประกอบอาชีพที่ประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งคณะสงฆ์อนัมนิกายในไทยก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เวียดนามได้รับอิสรภาพในยุคของประธานโฮจิมินห์ ทางรัฐบาลเวียดนามก็ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยและคณะสงฆ์ไทยที่ได้เกื้อหนุนดูแลคณะสงฆ์อนัมนิกายและประชาชนชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างดีตลอดมา และทางรัฐบาลเวียดนามได้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศ จึงได้อาราธนาคณะสงฆ์อนัมนิกายในไทยและผู้แทนคณะสงฆ์ไทยมาเยือนเวียดนามในครั้งนี้ และคาดหวังว่า จะก่อให้เกิดความร่วมมือทางด้านพระพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทศาสนาต่อไป”

ในการกล่าวตอบ พระพรหมบัณฑิตได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและเวียดนามที่มีมายาวนาน ว่า “การที่รัฐบาลเวียดนามเชิญชวนให้ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ทั่วโลกและที่อยู่ในประเทศไทย กลับมาเยี่ยมถิ่นปิตุภูมิ และกลับมาหารากเหง้าดั้งเดิมทางด้านประเพณี วัฒนธรรม และภาษา เป็นการแสดงถึงนโยบายอันเปิดกว้างและมิตรไมตรีของรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความแตกต่างในเรื่องความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรม ถ้าเราให้ความเคารพต่อกันในเรื่องความแตกต่างนั้น เราก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน

พระพรหมบัณฑิต ยังรำลึกถึงความประทับใจที่รัฐบาลเวียดนามได้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันวิสาขบูชาโลกถึง 2 ครั้ง คือ ในปี 2551 ที่กรุงฮานอย และในปี 2557 ที่จังหวัดนินห์บินห์

“ชาวเวียดนามและชาวไทยได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาเป็นเวลาช้านาน ชาวเวียดนามในประเทศไทย แม้เป็นพระสงฆ์ เช่น หลวงพ่อบินเลือง อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย รูปที่ 8 ท่านเป็นชาวเวียดนามที่เคยพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ช่วยเหลือท่านประธานโฮจิมินห์ ขณะที่ไปเคลื่อนไหวในประเทศไทยในช่วง ค.ศ. 1928-1929 เพื่อเรียกร้องเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคณะของเราได้ไปเยือนสุสานและได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือกันในอดีตของบุคคลทั้งสอง จึงตั้งใจที่ว่าจะเดินตามรอยของท่านทั้งสอง

การมาเยือนเวียดนามในครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่ประชาคมอาเซียนประกาศใช้นโยบายตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นต้นมา นั่นคือ นโยบายประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน การมาเยือนของพวกเราครั้งนี้ สอดคล้องกับคำขวัญของอาเซียนที่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกภาพ หนึ่งประชาคม “One Vision, One Identity, One Community.” พระพรหมบัณฑิต กล่าว

พระศรีธวัชเมธี ซึ่งร่วมคณะ ได้ชื่นชมที่ผู้นำระดับสูงของเวียดนาม ที่ส่งความปรารถนาดีมายังพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลไทย และคณะสงฆ์ไทย นอกจากให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในระดับดีเยี่ยม จึงประทับใจในมิตรไมตรีครั้งนี้

 

‘พระสิวะ…ตอบแทนบุพการีด้วยธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488136

‘พระสิวะ...ตอบแทนบุพการีด้วยธรรม’

โดย… ราช รามัญ

จากการที่คอลัมน์นี้รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพระอาจารย์สิวะ แตรสังข์ นักร้องนักแสดงชื่อดังในอดีต ได้ตัดสินใจอุปสมบทที่ จ.ชัยภูมิ บัดนี้ล่วงเลยมา 6 พรรษา เมื่อโพสต์เรื่องในออนไลน์ มีผู้อ่านสนใจเปิดอ่านเกินกว่า 5 แสนราย วันนี้รายงานต่อเป็นตอนที่ 2 โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “พระสิวะ…ตอบแทนบุพการีด้วยธรรม”

หลายคนเฝ้าเพียรถามว่า พระอาจารย์สิวะ จำพรรษาที่ไหน เมื่อถามท่านก็ทราบว่าไม่ได้อยู่ประจำเป็นที่เป็นทาง เพราะบางครั้งท่านก็จาริกตามครูบาอาจารย์ที่นับถือไปเรื่อย ปีนี้จำวัดถ้ำวัวแดง ปีหน้าอาจจะจำพรรษาที่ จ.เพชรบูรณ์ หรืออ่างทอง อีกปีอาจจะไปจำพรรษาในป่าเขาที่ไหนก็ยังไม่แน่ เพราะชีวิตของความเป็นพระภิกษุหากยังไม่แจ้งด้วยตัวเองถึงธรรมข้อใดเลยของพระพุทธองค์ ก็จะยังไม่ขออยู่ประจำที่ใด

ท่านบวชเงียบๆ มายาวนานถึง 6 พรรษา บวชแล้วหลีกซ่อนเร้นกายอยู่ในถ้ำเพื่อฝึกจิตฝึกตน พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร พระอาจารย์พยายามฝึกตนไปให้อยู่ในรอยนั้น

“การฝึกจิตต้องผ่านประสบการณ์อะไรมากมายของการฝึก มีทั้งได้เห็นบางสิ่งที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง เป็นความรู้ที่ถูกทางบ้างผิดทางบ้างเป็นธรรมดา สำหรับผู้ที่มาใหม่ ก่อนจะบวชอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า เฝ้าเพียรถามใจตัวเองเสมอ ดูใจของตัวเองเสมอ ดูอยู่ตั้ง 3 เดือน เมื่อมั่นใจแล้วก็มาทางนี้เลย การบำเพ็ญฝึกจิตไม่มีใครมาถึงก็ปุ๊บปั๊บทำได้เลย ทุกอย่างอยู่ที่การฝึก เฝ้าดูใจ เฝ้าดูความคิด โดยมากจะเน้นทางด้านการพิจารณามากที่สุด เพราะเราเห็นโลก ใช้ชีวิตอยู่ทางโลกมานานมาก เมื่อเห็นก็ต้องพิจารณาไปแล้วก็วางเพื่อให้ปัญญานั้นเกิด”

ท่านเล่าให้ฟังว่า…ตอนบวชใหม่ๆ ก็คิดที่จะปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่โยมแม่วัย 70 ปีกว่า อยากให้เรียนนักธรรม ก็เรียนสอบได้นักธรรมชั้นโท โยมแม่ทราบยิ้มแบบปลื้มปีติ

สถานที่พำนักนั้นบางเดือนก็มาอยู่ที่วัดโคกพุทรา อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง โยมแม่คิดถึงก็มาหาที่วัดได้ ในความรู้สึกของแม่จะเห็นว่า ลูก ก็คือ ลูก  ได้คุยธรรมะกับแม่ แนะนำธรรมะบางอย่างกับแม่บ้าง แลกเปลี่ยนมุมมองกันบ้าง เป็นการตอบแทนบุพการีด้วยธรรม เท่ากับเดินตามรอยพระพุทธองค์ที่ทรงไปโปรดพระพุทธมารดา เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบุพการี

 

ยกพุทธศาสนาหล่อหลอม ล้านช้าง-ลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488135

ยกพุทธศาสนาหล่อหลอม ล้านช้าง-ลุ่มน้ำโขง

โดย…สมาน สุดโต

พระวิสุทธิศาสนวิเทศ รายงานว่า พระพรหมสิทธิ ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ปฏิบัติศาสนกิจโดยเดินทางไปยังศูนย์ประชุมใหญ่ เมืองไหโข่ว (Haikao) เกาะไหหลำ (Hainan) สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นประธานร่วมในการประชุมผู้นำพระพุทธศาสนา เพื่อเจริญศาสนสัมพันธ์ สร้างความร่วมมือในการยกระดับพระพุทธศาสนาขึ้นสู่แกนหลักในการเชื่อมโยงกลุ่มประเทศในพื้นที่ “ล้านช้าง-ลุ่มน้ำโขง” จำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมา เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2560

งานประชุมเสวนานานาชาตินี้ รัฐบาลกลางจีนให้ความสำคัญมาก โดยมอบให้ จางเจี้ยหยง รองรัฐมนตรีกระทรวงการศาสนา ประเทศจีนผู้แทนฝ่ายฆราวาส ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์จีนวิเทศศาสนานุสิฐ (พระธรรมาจารย์อิ้งซุ่น) เจ้าอาวาสวัดหงฝ่าซื่อ เมืองเซินเจิ้น รองประธานสงฆ์จีนเป็นผู้แทนฝ่ายสงฆ์ และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจการค้าเข้าร่วมเสวนาด้วย

พระพรหมสิทธิ กล่าวในที่ประชุมว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สร้างความสุข และทำให้ผู้ที่นับถือมีจิตใจดีงาม ไม่เบียดเบียนกัน อยู่อาศัยกันด้วยความเข้าใจเอื้อเฟื้อ มีความเมตตาต่อกัน สมัครสมานสามัคคี เป็นพลังของการนำไปสู่ความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ได้”

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. ถวายสักการะสมเด็จพระวันรัต

“พุทธศาสนิกชนชาวไทย ยึดถือตามหลักคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาด้วยความเข้าใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกันในสังคม ไม่ใช้ความรุนแรง พระพุทธศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน ให้อภัยกัน ทำให้เกิดความสามัคคีในการอยู่ร่วมกันได้ การให้อภัยจึงถือเป็นข้อธรรมะประการหนึ่งที่สำคัญ ในการที่ทำให้สังคมสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข”

“ขออนุโมทนาชื่นชมยินดี ที่ทางรัฐบาลจีนเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา นำหลักธรรมคำสอนเป็นหลักสำคัญ ในการเชื่อมโยง สร้างความเข้มแข็ง ในพื้นที่ล้านช้าง-ลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อสร้างศักยภาพและพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าว มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาศัยความเข้าใจ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา มาเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ชาวพุทธทั่วโลกเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช

วันที่ 30 มี.ค. 2560 เวลา 09.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถระ) ทรงประทานอนุญาตให้คณะกรรมการองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) และภาคีสมาชิกทั่วโลก ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ รวม 91 รูป/คน นำโดย แผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล.เข้าเฝ้าถวายมุทิตาสักการะ ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ในการนี้ทรงมีพระดำรัสขอบใจที่เต็มใจมา แม้จะอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วโลก เพราะเราชาวพุทธไม่ว่านิกายไหน ทั้งเถรวาทและมหายานต้องประสานกัน พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะจีรังยั่งยืนตลอดกาลนาน

ในเวลา 08.30 น.วันเดียวกัน คณะ พ.ส.ล.ได้เข้าถวายสักการะสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ณ ศาลา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 100 ปี โดยสมเด็จพระวันรัตให้โอวาทเป็นข้อเตือนใจแก่ศาสนิกทุกศาสนาว่า ศาสดาทุกศาสนาในโลกนั้นมุ่งสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี จึงควรสามัคคีกัน เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความดี ที่เป็นสากล

สมเด็จพระเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกัมพูชา พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม ประชุมเสวนากับคณะสงฆ์จีน

 

เผยจดหมายหาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486996

เผยจดหมายหาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

โดย…ส.คนจริง

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนใหม่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ มีผลงานดี แม้จะมารับตำแหน่งไม่นาน ก็ทำงานถึงลูกถึงคน แสดงถึงความสามารถ ศึกษายุทธศาสตร์มาดี โดยเฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย ที่สามารถติดต่อประสานงานกับคณะสงฆ์ได้ทุกระดับชั้น รวมทั้งผลักดันให้พระเถระผู้ปกครองให้ใช้กฎมหาเถรสมาคมข้อนั้นข้อนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกายอย่างเป็นระบบ

ขณะที่เรื่องกำลังเดินไปดีๆ ก็มีเรื่องรำคาญใจแทรกเข้ามา ได้แก่ คลิปพระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โทรมาคุยด้วย กลายเป็นเรื่องเป็นราวที่ทำให้เสียภาพลักษณ์ผู้อำนวยการ พศ. ที่ปฏิบัติธรรม ถือศีลเคร่งครัด ทำงานเป็นระบบ กลายเป็นว่าต้องฟังพระสุวิทย์ (ซึ่งไม่จริง) เรื่องนี้ถึงกับแจ้งความเอาผิด เห็นว่ายอมความไม่ได้ เพราะเป็นอาญาแผ่นดิน

ส่วนการแก้ปัญหาวัดพระธรรมกายที่ว่าทำอย่างมีระบบนั้น เห็นได้จากประชุม มส.ทุกครั้ง จะมีเรื่องเสนอให้ มส.ใช้กฎฉบับนั้นฉบับนี้มาแก้ปมปัญหาวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย เช่น เสนอให้ใช้กฎ มส.ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ จัดการให้อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายพระธัมมชโยลาสิกขา เป็นต้น

ล่าสุดจะประชุมกับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระเทพรัตนสุธี ณ วัดเขียนเขต โดยมีพระผู้ปกครองทุกระดับและดีเอสไอร่วมประชุมด้วย ในวันที่ 31 มี.ค. 2560 เพื่อหารือเรื่องการบริหารและจัดการวัดพระธรรมกาย

ตามจดหมายของผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ลงวันที่ 20 มี.ค. 2560 ถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เรื่องการพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ดังนี้

ตามที่พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้ดำเนินการแต่งตั้งพระวิเทศภาวนาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้ามาบริหารจัดการและปกครองคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนั้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาแล้วขอนมัสการว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันวัดพระธรรมกายมีความจำเป็นจะต้องมีเจ้าอาวาส เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารการพัฒนา และการปกครองพระภิกษุสามเณรและศิษยานุศิษย์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม รวมทั้งเพื่อเร่งฟื้นฟูวัดพระธรรมกายให้มีความเจริญก้าวหน้าและการสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ในวัดให้เป็นไปโดยยุติธรรม อันจะรักษาไว้ซึ่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการพิจารณาแต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่น มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามกฎมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงขอความอนุเคราะห์พระคุณท่าน โปรดพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคมต่อไป

จึงนมัสการมาเพื่อพิจารณา

ลงนามโดย พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เมื่อดูข้อ 4 ในกฎ มส.ฉบับที่ 24 มีหลักการและเหตุผลว่า เพื่อแก้ปัญหาการเสนอแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่ชาวบ้านและชาววัดนั้นๆ คัดเลือกแล้วเกิดปัญหา จึงเห็นสมควรให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองเจ้าสังกัดโดยตรงร่วมกันพิจารณาคัดเลือก (น่าจะเป็นข้อนี้ที่ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ อ้าง)

กรณีวัดพระธรรมกายมีปัญหาตามหลักการและเหตุผลนี้แล้วหรือยัง เจ้าคุณพระวิเทศภาวนาจารย์ (พระมหาสมบูรณ์) ที่รักษาการเจ้าอาวาสนั้นมีปัญหา หรือทำงานบกพร่องอะไร อย่างไร ส่วนผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายหลายรูป หมดศักยภาพที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้แล้วหรือ จึงต้องหาพระนอกวัด

วัดพระธรรมกายนั้นเป็นองค์กรใหญ่ มีเครือข่ายทั่วโลก การหาพระภิกษุที่มีอำนาจและบารมีจากภายนอกมาเป็นเจ้าอาวาสนั้น คงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเท่าที่ทราบพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย นับพันรูปนั้นมิใช่พระลูกชาวบ้านธรรมดา ส่วนมากเป็นพระที่มีภูมิหลังด้านการศึกษา ทั้งทางโลกทางธรรม อย่างต่ำจบปริญญาตรี ส่วนผู้ที่เป็นสามเณรต้องเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรมและบาลี แต่ละปีจึงมีภิกษุสามเณรวัดนี้สอบได้เปรียญธรรมได้มากติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้นเจ้าอาวาสรูปใหม่ นอกจากต้องมีบารมีสูงแล้ว ความสามารถต้องเป็นที่ยอมรับของชาววัดพระธรรมกาย แล้วใครล่ะ รูปนั้น

อย่างไรก็ตาม ขอฝากผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ที่ไฟแรง เมื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่วัดพระธรรมกายได้ถูกใจแล้ว ขอให้ติดตามหาเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม พระอารามหลวงกลางเมืองหลวงด้วย วัดนี้ว่างเจ้าอาวาสมานานเกือบ 10 ปี ทั้งๆ ที่การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงไม่ยาก เพียงแต่เจ้าคณะจังหวัดส่งเรื่องแต่งตั้งพระเถระที่มีคุณสมบัติตามกฎ มส.ฉบับที่ 24 ให้มหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นชอบ ก็จบ แต่ทำไมวัดมกุฏฯ จึงทำไม่ได้ ใครมีอำนาจเหนือกฎ มส. และพระธรรมวินัย

ที่ฝากเรื่องนี้ เพราะสงสารสมเด็จพระวันรัต (จุนท์) ที่อายุ 81 ปี เป็นทั้งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ต้องมาแบกภาระรักษาการเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม นานถึง 7 หรือ 8 ปี แบกไว้นานๆ ก็หนัก และเป็นทุกข์ ช่วยท่านด้วยครับ ผู้อำนวยการ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ไฟแรง

 

ไปขอโทษโยมเดี๋ยวนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486995

 

โดย…อารยชล

คนเราเมื่อจิตเป็นอกุศลก็คิดจะทำแต่เรื่องชั่วๆ พูดแต่เรื่องชั่วๆ หรือเรื่องอกุศล นั่นเอง เหมือนเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

ย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้า มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อ “จิตตคหบดี” เป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ พ่อเป็นเศรษฐี พอพ่อเสียชีวิตก็สืบทอดตำแหน่งเศรษฐีแทน

ก่อนมานับถือศาสนาพุทธท่านได้พบกับพระมหานามะ (หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์) แล้วเกิดประทับใจเลื่อมใสศรัทธาในความสำรวมของพระเถระ จึงนิมนต์ไปฉันที่คฤหาสน์ของตนพร้อมสร้างวัดอัมพาฏการามถวายและนิมนต์ให้อยู่ประจำอีกด้วย

พอได้คบกับพระดีความเป็นคนดีก็ฉายออกมา

พระมหานามะได้แสดงธรรมให้คหบดีฟังอยู่เสมอจนวันหนึ่งก็ได้บรรลุอนาคามิผล หลังจากนั้นก็เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ จนแตกฉานมีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดีและลึกซึ้ง ซึ่งในเวลาต่อมาคหบดีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นยอดอุบาสกธรรมกถึก แสดงธรรม อธิบายธรรมได้เป็นเลิศ

กิตติศัพท์หนึ่งของจิตตคหบดีที่ใครก็รู้จักดีคือเป็นคนใจบุญ เคยถวายทานสุดประณีตแด่ภิกษุสงฆ์ติดต่อกันนานครึ่งเดือน ทั้งเคยนำน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จำนวน 500 เล่มเกวียนไปถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์

พระมหานามะอยู่วัดอัมพาฏการามอยู่ชั่วเวลาหนึ่งก็จาริกไปที่อื่น จากนั้นก็มีพระมาพำนักอยู่เรื่อยๆ แล้วจาริกไปที่อื่น แต่มีรูปหนึ่งชื่อ “พระสุธรรม” พำนักประจำไม่ได้ไปไหนจนนึกว่าตัวเองเป็น “สมภารวัด” แต่จิตตคหบดีก็อุปถัมภ์บำรุงอย่างดี

สำหรับพระสุธรรมนั้นยังเป็นปุถุชน แต่จิตตคหบดีเป็นพระอนาคามีที่ถือเพศฆราวาส ทว่าก็ยังแสดงความเคารพกราบไหว้พระที่เป็นปุถุชนเพราะเพศบรรพชิตเป็น “ธงชัยพระอรหันต์”

และแล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อพระอัครสาวกทั้งสอง (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ) เดินทางผ่านมา คหบดีจึงนิมนต์ให้ทั้งสองท่านพำนักที่อัมพาฏการามและนิมนต์ฉันเช้าที่บ้านท่านด้วย พอนิมนต์อัครสาวกทั้งสองแล้วก็ไปนิมนต์พระสุธรรมในภายหลัง

พระสุธรรมถือตัวว่าเป็น “เจ้าวัด” และคิดว่าคหบดีเป็นโยมอุปัฏฐาก พอเห็นคหบดีให้ความสำคัญแก่พระอัครสาวกมากกว่าตนจึงไม่ยอมรับนิมนต์ แม้จิตตคหบดีจะอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่รับ

เอ๊า ไม่รับก็ไม่เป็นไร คหบดีจึงสั่งให้คนตระเตรียมอาหารถวายพระอัครสาวกแต่เช้ามืด แต่พอเช้าๆ หน่อยก่อนที่พระอัครสาวกจะมาถึงบ้านพระสุธรรมก็โผล่หน้าไปถึงก่อนอย่างคนคุ้นเคย ดูโน่นนี่นั่นแล้วพูดขึ้นว่าอาหารที่โยมเตรียมถวายพระพรุ่งนี้ดีทุกอย่าง แต่ขาดอยู่อย่างเดียวที่ไม่ได้เตรียมถวาย

“ขาดอะไร พระคุณเจ้า” จิตตคหบดีถาม

“ขนมแดกงา!!”

“ขนมแดกงา” ถ้าฟังโดยไม่คิดอะไรมากก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร พระสุธรรมอาจคิดว่าในสำรับน่าจะมีขนมชนิดนี้ แต่การไม่เป็นอย่างนั้นพอคหบดีได้ยินก็รู้ว่าพระสุธรรมเหน็บแนมจึงทำทีออกอาการฉุนแรงเพื่อให้สำนึก (เข้าใจว่าขนมแดกงาในที่นี้น่ามีนัยสำคัญบางอย่างที่อาจเป็นปมด้อยของตระกูลที่ไม่อยากให้ใครพูดถึงก็ได้)

ทว่า พระสุธรรมไม่สำนึกแต่กลับโกรธคหบดีหนีจากวัดไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงตำหนิพระสุธรรมแรงๆ และมีบัญชาให้กลับไปขอขมาหรือขอโทษจิตตคหบดี ภาษาพระเรียกถูกลง “ปฏิสารณียกรรม” (ให้ไปสำนึกผิดและขอโทษ)

ท่านจึงไปขอโทษแต่คหบดีไม่ยอมยกโทษให้ กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอีก คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงให้ภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็น “อนุทูต” พาพระสุธรรมไปขอขมาคหบดี แต่ก่อนส่งไปทรงแสดงธรรมให้พระสุธรรมฟังจนท่านบรรลุพระอรหัต หลังจากนั้นจึงเดินทางไปกับพระอนุทูตเพื่อขอขมาจิตตคหบดี คราวนี้คหบดียกโทษให้

อ้าว…ส่วนใครจะไปขมาใครก็ไปนะ อาตมาไม่เกี่ยว!!

ลุ้นเชื่อมวัฒนธรรม CLMVT ด้วยพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486994

ลุ้นเชื่อมวัฒนธรรม CLMVT ด้วยพุทธศาสนา

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดประชุมเสวนาระหว่างเอกอัครราชทูต นักธุรกิจ สื่อมวลชนด้านศาสนา และฝ่ายความมั่นคงในหัวข้อเรื่องพุทธพลิกสุวรรณภูมิ สุนทรียสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศ เพื่อความแข็งแกร่งทุกมิติ เพื่อผลักดันการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ด้วยพุทธศาสนา ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท เมื่อวันที่ 16-17 มี.ค. 2560

สืบเนื่องมาจากสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และมูลนิธิวินัยวีระภุชงค์ จะจัดโครงการธรรมยาตรา ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขงเชื่อมสุวรรณภูมิ 5 แผ่นดิน โดยจะนิมนต์พระสงฆ์ 5 ประเทศเดินธุดงค์เยี่ยมเยียน และจัดกิจกรรมร่วมกันในเริ่มวันที่  24 พ.ค. สิ้นสุดวันที่ 4 มิ.ย. 2560 โดยมีคณะสงฆ์ สมาชิกชมรมโพธิคยาเข้าร่วมโครงการนี้ ไม่น้อยกว่า 120 รูป/คนนั้น

สถาบันโพธิคยาจึงจัดเสวนาเพื่อต้องการฉายภาพให้เห็นความเป็นไปในแต่ละประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงว่ามีปัญหาอะไรมากระทบบ้าง อิทธิพลประเทศมหาอำนาจในลุ่มน้ำโขงเช่นจีนนั้นส่งผลกระทบด้านใดบ้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจกันใน 5 ประเทศนั้นควรมีอะไรเป็นตัวเชื่อม แม้ว่าทั้ง 5 ประเทศจะมีสังคม วัฒนธรรม และศาสนาที่คล้ายคลึงกัน แต่ในความเหมือนก็ย่อมมีความแตกต่าง

เสวนาวันแรก วิทยากรที่เป็นนายพลของกองทัพบก นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักธรุกิจระดับนานาชาติที่คร่ำหวอดในประเทศอินโดจีน และเมียนมา พูดเกือบจะสอดคล้องกันในเรื่องอิทธิพลจากจีนว่าจะส่งผลกระทบประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อจีนสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงในช่วงที่ผ่านจีน หรือล้านช้าง และระเบิดเกาะแก่งที่มี 12 แห่ง เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นล่องได้สะดวก ขณะนี้ระเบิดไปแล้ว 11 แห่งที่อยู่ใน สปป.ลาว เหลืออีกแห่งเดียวที่ถูกต่อต้านอย่างแรงที่อยู่ในเขตไทย ทั้งนี้โครงการที่ว่านี้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชากรที่ตั้งบ้านเรือนในประเทศตอนใต้แม่น้ำโขง รวมทั้งเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม อย่างแน่นอน แหล่งปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลกคือแม่น้ำโขงจะสูญสิ้น เป็นปัญหาท้าทายการทำประมงน้ำจืดวิถีชีวิตคน 2 ฝั่งไทย-ลาว ซึ่งผูกพันกับแม่น้ำโขงมาช้านานจะเปลี่ยนไป ปลาบึกที่เป็นปลาขนาดใหญ่อาจสูญพันธ์ุ เพราะหาที่วางไข่ไม่ได้

ประเด็นที่ยังหาคำตอบยากคือทำอย่างไรให้จีนเข้าใจวิถีชีวิต และความต้องการของคนในลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย CLMVT ได้

การเสวนาในวันที่ 2 จัดที่เดิมคือ ห้องบอลรูมโรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท ผู้ที่เป็นวิทยากร เป็นท่านเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ และ สปป.ลาว ได้เล่าอดีตของประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว รวมทั้งความผูกพันกับไทยที่มีทั้งเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบความมั่นคงตามหัวข้อที่วิทยากรแสดงความคิดเห็นได้แก่ทิศทางและความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในทศวรรษที่ 2560-2569

เมื่อพูดถึงเรื่องพุทธศาสนา เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียงจันทน์ นภดล เทพพิทักษ์ เล่าถึงพระพุทธศาสนาใน สปป.ลาว ว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนชาวลาวอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่รัฐบาลลาวให้การยอมรับและยกย่องพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะพุทธศาสนาทำให้ลาวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้

เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนชาวลาวเรื่องหนึ่งได้แก่กฐินพระราชทาน ซึ่งจัดกันต่อเนื่องมาหลายปี โดยการริเริ่มของ สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ปี 2540-2544) ซึ่งให้จัดกฐินพระราชทานไปทอดในประเทศที่มีวัดในพระพุทธศาสนาหลายประเทศด้วยกัน และปฏิบัติต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เพราะเป็น Soft Diplomacy ที่เข้าถึงประชาชนได้โดยตรง

แต่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในลาวต้องระมัดระวัง คือกฐินพระราชทานที่ภาคเอกชนอ้างว่ารับพระราชทานมา จะให้สถานทูตไปร่วมด้วย แต่สถานทูตไม่ร่วมเพราะทราบว่าคนจัดมีผลประโยชน์แอบแฝง เช่น อยากใกล้ชิดผู้ใหญ่ใน สปป.ลาว ดังนั้นสถานทูตในเวียงจันทน์จะร่วมด้วยกับกฐินพระราชทานที่มาในนามสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว หรือจากกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ได้ให้ความเห็นในฐานะที่คุ้นเคยกับกัมพูชามากว่า 30 ปี โดยกล่าวถึงภาพรวมว่าดินแดนสุวรรณภูมิมีการนับถือร่วมกันอย่างหนึ่งคือพระพุทธศาสนา แม้ว่าบางประเทศจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศตะวันตกมานาน แต่ก็ยังนับถือพระพุทธศาสนาเหนียวแน่น ก็สอดคล้องกับที่ท่านทูตนภดลพูด คือกระทรวงการต่างประเทศจัดกฐินพระราชทานไปทอดตามวัดต่างๆ เสมอ เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีง่ายๆ แบบชาวบ้าน แต่ในความเหมือนก็ย่อมมีความแตกต่างและละเอียดอ่อน บางเรื่องที่เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็เป็นเรื่องเครียดขึ้นมาได้ เช่น การอ้างว่าใครเป็นเจ้าของโขนหรือละคร เป็นต้น

ท่านเอกอัครราชทูตยังสงสัยที่ไทยอ้างว่าเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกนั้นจริงหรือ เพราะเข้าวัดจะเห็นความผสมผสานระหว่างพุทธกับพราหมณ์ พบทั้งพระพิฆเนศ และเจ้าแม่กวนอิม อีกทั้งความเชื่อเรื่องไหว้พระ 9 วัด การขายวัตถุมงคลในวัด แม้ว่าการจำหน่ายวัตถุมงคล จะปิดกั้นการเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาก็ตาม

เมื่อไปดูวัดในกัมพูชาจะเห็นความแตกต่างคือไม่มีวัตถุมงคลจำหน่าย ไม่มีโครงการเดินทางไหว้พระ 9 วัด แต่เขาทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่าเพื่อบำรุงวัดตลอด ถ้าถึงวันพระใหญ่ด้วยแล้ว ประชาชนชาวกัมพูชาแน่นศาลาวัด สถานีวิทยุร้อยละ 90 จัดแสดงพระธรรมเทศนา นี่คือความแตกต่างที่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญสังเกตเห็น

พร้อมกันนั้นได้ฝากถึงผู้จัดโครงการธรรมยาตรา 5 ประเทศในเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ว่าให้คำนึงว่าในความเหมือนย่อมมีความแตกต่าง ต้องคำนึงถึง และศึกษาให้ดี ทั้งในประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา และขอให้คำนึงด้วยที่ไทยคุยว่าเป็นศูนย์กลางต่างๆ รวมทั้งพระพุทธศาสนานั้น อย่าลืมว่าประเทศอื่นๆ ก็มีอะไรที่ดีเหมือนกัน และให้ความหวังว่าโครงการธรรมยาตรา หากทำได้จะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

สุภชัย วีระภุชงค์ ก็กล่าวว่า โครงการนี้จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อม เพราะลึกๆ แล้วความรู้สึกของคนในประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่ค่อยประทับใจไทยเท่าไร แม้ว่าจะมีศาสนาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน จึงหวังว่าพระพุทธศาสนาจะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันดียิ่งขึ้น แม้ว่าในความเหมือน ย่อมมีความแตกต่างก็ตาม

 

‘พูดไม่จริงความเชื่อถือหมด’ ‘เดอะเอ็กซ์’กระบอกเสียงดีเอสไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486993

‘พูดไม่จริงความเชื่อถือหมด’ ‘เดอะเอ็กซ์’กระบอกเสียงดีเอสไอ

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

“เดอะเอ็กซ์” พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ปัจจุบันตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยกันทั้งในแวดวงตำรวจ ทหาร นักข่าวสายอาชญากรรมและสารพัดกลุ่มผู้เสียหายในคดีต่างๆ รับบททำหน้าที่ “สุภาพบุรุษกระบอกเสียงดีเอสไอ” คอยรับเรื่องเดือดร้อนทุกข์ใจของประชาชนและแถลงข่าวสำคัญขององค์กรอยู่เสมอ

จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 46 เตรียมทหารรุ่น 30 มีเพื่อนร่วมรุ่นมากฝีมืออย่าง พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.บก.สส.บช.น. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เป็นต้น สวมชุดสีกากีกว่า 10 ปี เคยติดอาร์มกองปราบปราม ผ่านงานสืบสวนสอบสวนมาไม่น้อย  แต่วิชาไม้เด็ดที่ติดตัวมาคือ งานสอบสวนที่เจ้าตัวถนัดช่ำชองไม่แพ้ใคร

กระทั่งปี 2547 พ.ต.ต.วรณัน ในขณะนั้น ติดยศสารวัตรกองกำกับการสนับสนุน บก.อก.บช.ก. กระทั่ง พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรอง ผบ.ตร. และอดีตอธิบดีดีเอสไอ ชักชวนให้มาทำงานด้วย ในปีนั้น
ดีเอสไอได้เริ่มก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมงานตำรวจสางคดีสำคัญระดับประเทศ ที่สุดแล้วเจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้เครื่องแบบสีกากี โอนย้ายมาทำงานในดีเอสไอจนถึงวันนี้กว่า 13 ปีแล้ว ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกแรกๆ เลยก็ว่าได้

ไล่เรียงเรื่องส่วนตัวพอเหมาะพอควร ถามถึงพระเครื่องคู่ใจกันบ้าง พี่แขวนพระอะไร? “เดอะเอ็กซ์” ปลดกระดุมเม็ดบนถอดสร้อยทองให้ชม แล้วบอกว่า “พี่ห้อยพระพุทธวิชัยอภัยมารนิราศ องค์เดียวมาตลอด เป็นพระที่ดีเอสไอสร้างขึ้นเอง พี่เป็นคนที่นี่ทำงานที่นี่ จะเตือนให้เราทำความดี ทำเพื่อองค์กร เพื่อประเทศชาติ และประชาชน” แม้ที่บ้านจะมีพระอื่นๆ หลายองค์ก็ตาม แต่เลือกจะแขวนของดีเอสไอ แต่เคารพศรัทธาพระทุกองค์เช่นกัน

“พุทธคุณความเชื่อพี่ว่าการแขวนพระจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ประคองตนให้มีสติในการทำงาน หัวใจสำคัญคือเตือนให้เราทำความดี ที่ผ่านมามีตัวอย่างมากมายคนที่แขวนพระดีหรือเยอะแค่ไหน บางทีพระก็คุ้มครองไม่ได้ สาเหตุที่แขวนพระดีเอสไอ เพราะเตือนตัวเองว่าเราทำเพื่อองค์กร เพื่อประเทศชาติเราทุกคน ดังนั้นเวลาจะทำงานให้นึกถึงกรมฯ อยู่เสมอ ความตั้งใจทำงานทั้งหมดพี่เชื่อว่าพระคุ้มครองเรา”

ส่วนประสบการณ์เฉียดตาย พ.ต.ต.วรณัน เล่าว่า ช่วงปี 2538 ติดยศ ร.ต.ท. ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.เมือง จ.ตราด ต้องลงพื้นที่ตรวจเหตุวิสามัญคนร้ายในบ้านหลังหนึ่ง ตอนนั้นแต่งเครื่องแบบเต็มยศก็ไม่ค่อยทะมัดทะแมง ตัวพี่ก็อยู่รอบนอก ก่อนจะได้ยินเสียงปืนในบ้านตำรวจเข้าชาร์จจับคนร้าย

“นึกว่าเรียบร้อยแล้ว เลยเดินไปตรวจหลังบ้านเกิดเหตุ จังหวะนั้นคนร้ายดันโผล่กระโดดหนีออกมาหลังบ้านพร้อมอาวุธปืน โชคดีตำรวจชั้นประทวนมาสกัดยิงคนร้ายเสียชีวิตก่อน ถ้าวันนั้นไม่ได้ตำรวจชั้นประทวนไม่รู้จะเป็นยังไง ทุกวันนี้ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังติดตาอยู่เลย”

เช่นเดียวกับตำแหน่งรองโฆษกดีเอสไอ “เดอะเอ็กซ์” มองว่า การได้มารับหน้าที่ตรงนี้ “พี่มองว่าเป็นโอกาส จะมีใครสักกี่คนที่มีโอกาสพูดแทนองค์กร ถ้ามองว่าเป็นวิกฤตเราจะรู้สึกกลัวไม่กล้า แต่พี่มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง” และย้ำกับตัวเองเสมอว่า สิ่งที่พูดออกไปคือข้อเท็จจริง จะไม่ใส่ความเห็นส่วนตัว ถ้าพูดออกมาแล้วไม่เป็นความจริง วันหนึ่งความน่าเชื่อถือจะหมดไป “ถ้าพูดไม่ดีเจ๊งไปนานแล้ว” เมื่อได้รับมอบภารกิจต้องทำให้ดีที่สุดให้สุดความสามารถ

“ถ้าทำดีแล้วทำพลาดมันก็จะมีอะไรมาปกป้องช่วยเหลือ คนทำดีแล้วทำพลาดเป็นเรื่องปกติ ถ้าคนไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่พลาด ตีความย้อนกลับคือคนที่ไม่เคยพลาดคือคนไม่ทำอะไรเลย เซฟตัวเองหลบเลี่ยงตลอดไม่กล้าทำนั่นทำนี่ แต่ชีวิตไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

มีพระดี แต่คิดไม่ดีก็ไม่ได้ช่วยอะไร…

อาจารย์สิวะ พระเอกหันหน้าพึ่งธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486992

อาจารย์สิวะ พระเอกหันหน้าพึ่งธรรม

โดย…ราช รามัญ

ในวงการเพลง เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ใครไม่รู้จักนักร้องยอดนิยม สิวะแตรสังข์ คงไม่มี เจ้าของผลงานเพลง สงสัย ใจเสาะ เช็คบิลซะ นอกจากนี้ ยังเป็นพระเอกละครเรื่อง กว่าจะรู้เดียงสา ที่ฮือฮาเล่นคู่กับนางเอกยอดนิยมแห่งยุคนั้น มาช่า วัฒนพานิช หลังจากนั้นยังมีงานการแสดงอีกมากมายคณานับ ผ่านไปหลายปีได้ไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็กลับมาอยู่เมืองไทย กระทั่งในปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ สิวะ แตรสังข์ ได้ไปหาเพื่อนสนิทที่หนีน้ำท่วมไปอยู่ที่โรงแรม ทาวน์ อิน ทาวน์

ทุกครั้งที่พบเจอกันก็ได้ดื่มสังสรรค์กันทุกวัน กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนชื่อ เอก ได้มาหา แล้วได้พูดคุยกันถึงสภาวะน้ำท่วมและเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายอะไรก็ไม่รู้บางอย่างขึ้นกับชีวิต เพราะทุกวันจะมีสภาพเมาแล้วก็ตื่น ตื่นแล้วก็เมาเป็นแบบนี้หลายสิบปีเลยทีเดียว

ข้าวปลาอาหารไม่อาจที่จะกินได้ ข้าวจากร้านสะดวกซื้อ 1 กล่องสามารถกินได้ 3 เวลา เพราะกินครั้งหนึ่งได้ไม่กี่คำก็ไม่สามารถกินได้ เกิดอาการจะอาเจียนออกมา ร่างกายเริ่มไม่รับอาหาร ทำให้จิตหวนคิดถึงญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคยไปนอนเฝ้า ในแต่ละวันญาติผู้ใหญ่กินอาหารน้อยมาก บางวันอยากกินผัดขี้เมาก็ตระเวนออกไปซื้อมาให้ แต่ก็กินได้ไม่กี่คำ เพราะร่างกายไม่รับ ในที่สุดก็เสียชีวิต

เอกเพื่อนรักจึงได้ชวนไปวัดถ้ำวัวแดง ที่ จ.ชัยภูมิ จึงได้เดินทางไปทันที การเดินทางไปก็เพียงแค่อยากจะไปไกลๆ และแอบคิดในใจว่าจะพักตับสัก 3 วัน แล้วค่อยกลับมาใหม่ เมื่อไปถึงที่นั่นด้วยอากาศก็ดี ด้วยห่างไกลความเจริญต่างๆ นานา เงียบสงัด

จึงเกิดความชอบพอควร…จึงได้อยู่ที่นั่น เพื่อที่จะลองห่างๆ สุรายาเมา วันแรกที่อยู่จากที่กินข้าวไม่ค่อยได้ ปรากฏว่ากินได้ กลางคืนสองทุ่มปกติเป็นเวลาที่เริ่มออกเที่ยวเตร่ แต่พอไปอยู่ที่วัดถ้ำวัวแดง กลับง่วงนอนได้ ร่างกายเริ่มได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ผ่านพ้นไปวันที่ 3 ถึงเวลาที่จะต้องกลับเพราะเอกมีงาน แต่ในใจบอกว่ายังไม่อยากกลับ รู้สึกสงบวิเวก และเริ่มชอบมากขึ้น จึงได้อยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เมื่อครบ 3 เดือน ได้ลงเขามาเพื่อที่จะกลับกรุงเทพฯ เพื่อนๆ ถามหา เมื่อกลับมาเจอเพื่อนก็อยู่กับเพื่อนๆ จนตี 3 ตี 4 ได้อีกเหมือนเดิม แต่ทว่าไม่ได้ดื่มสุราเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเริ่มมีจิตใจคิดถึงวัดถ้ำวัวแดง และเริ่มอยากจะมีชีวิตที่อยากจะทำให้ตัวเองพบคุณค่าอะไรบางอย่างบ้าง ที่มากกว่าที่ตัวเองมีและเป็นอยู่

สุดท้ายตัดสินใจอุปสมบท…แม่ก็เกิดความคิดที่ว่าเคยบวชแล้วมาบวชอีกนี่จะดีเหรอ…แต่ก็ยังยืนยันว่าจะบวช ในที่สุดก็ได้อุปสมบทตามปรารถนาเมื่อต้นปี 2555 โดยมีพระครูรัตนปัญญาวุธ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาสมพัตร์ ปิยธมฺโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระประดิษฐ์ กิตฺติสาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พัทธสีมา วัดทองสามัคคี อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

“ตั้งใจเพียงแค่ว่าต้องการศึกษาพระธรรมเพื่อให้ตนเองมีความเข้าใจบ้าง เพื่อนำเอามาใช้กับชีวิต เพราะที่ผ่านมาได้เห็นและเข้าใจโลกมาแล้วมากมายกว่าครึ่งหนึ่ง มาบวชเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย ที่วัดถ้ำวัวแดง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่บนเขา มีหลายชั้นซึ่งสูงมาก อากาศดี เงียบสงัด เวลาฝึกจิตกรรมฐานก็สามารถทำให้ใจรวบรวมเป็นสมาธิได้ค่อนข้างง่าย เพราะบรรยากาศเป็นใจ

ข้อวัตรปฏิบัติก็เหมือนกับพระธรรมดาๆ ทุกรูป สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งกรรมฐาน กวาดลาน ตามกิจของสงฆ์ที่พึงปฏิบัติกัน ผลจากการฝึกนั้นทำให้ใจเย็นเยือกลง สงบ มีสติ มีความรู้สึกตัวมากขึ้น โปร่งเบา บางครั้งจิตนิ่งสงบมากๆ พอมีพลังงานอะไรบางอย่างมากระทบก็ทำให้ขนแขนลุกซู่ได้ เพราะเรื่องของความปีติสุข อิ่มเอิบ หรือบางครั้งก็เหมือนกับใจของเราที่มีพลังงานไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างเข้าไม่ทราบเหมือนกัน เป็นแบบนี้ในบางเวลา”

พระอาจารย์สิวะ เล่าเพิ่มเติมว่า “ส่วนตัวปรารถนาซึ่งอิทธิฤทธิ์ทางใจ แต่ไม่เคยได้…ไม่เคยมี เลยเป็นได้เพียงแค่พระธรรมดาๆ แต่ที่เห็นเด่นชัดนั้น ใจมีความสงบระงับละเอียดขึ้นเป็นลำดับ ไม่เหนื่อยง่าย หายใจคล่อง แต่เท่าที่สังเกตตัวเอง เวลาปรารถนาอะไรมักจะสำเร็จทุกอย่าง ก็ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเรื่องของการทำโครงการ “ธรรมดีได้ดี” เพื่อช่วยสอนเด็กๆ พัฒนาเด็ก ด้วยหลักแห่งธรรม ซึ่งในขณะนี้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของจังหวัดด้วย โดยมีพระอาจารย์พินทุ เป็นผู้กำกับดูแลอีกคราวหนึ่ง การมาบวชครั้งนี้ก็ไม่ได้บวชตามใคร แต่บวชด้วยศรัทธา จนสามารถสอบนักธรรมตรีและโทได้ ตามแบบแผนการศึกษาของทางคณะสงฆ์”

พระอาจารย์สิวะ กล่าวเพิ่มเติมว่า…“ชีวิตของคนเราไม่ยาว ถ้าเรารู้จักที่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อนเลยบ้าง โดยเฉพาะพุทธศาสตร์ ก็สามารถทำให้ชีวิตของเรามีความสุขได้ง่ายขึ้นคนเราเมื่อเข้าใจทุกข์และอยู่ด้วยกันกับความทุกข์นั้นได้ ก็จะเป็นการทำให้ใจเรามีความสุขขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแท้จริง ตอนนี้ปรารถนาเพียงต้องการรู้ตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าสอน และในปัจจุบันพอที่จะมีเรี่ยวแรงอะไรอยู่บ้าง ก็ขอทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้บ้าง ในเชิงธรรมะ”

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ พระอาจารย์สิวะได้ศึกษาธรรมะแล้วยาวนานมาถึง 6 พรรษา…โดยท่านได้ตั้งเป้าหมายของชีวิตเอาไว้ว่า ต้องการที่จะได้รับรู้ตามความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน หรือพูดง่ายๆ อย่างน้อยต้องการบรรลุธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งสักข้อ ก็จะถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการบวชครั้งนี้ ก็ได้แต่อนุโมทนาบุญกุศลในครั้งนี้กับท่านด้วย ปัจจุบันท่านจำพรรษาที่วัดโคกพุทรา อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

 

พระโอวาทสมเด็จสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/486991

พระโอวาทสมเด็จสังฆราช

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

วันที่ 16 มี.ค. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร แก่พระสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก ภาค 10-11-12 ประจำปีพุทธศักราช 2560 ณ วัดโสธรวราราม อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งใหม่ จำนวน 322 รูป ได้รับการเลื่อนชั้นพระสังฆาธิการ จำนวน252 รูป รวม 574 รูป

จากนั้นประทานโอวาทแก่พระสงฆ์ที่เข้ารับว่า “ด้วยเกียรติยศครั้งนี้ เป็นเครื่องหมายว่าท่านได้กอปรคุณูปการเพื่อบวรพระพุทธศาสนา และประเทศชาติมาเป็นลำดับ จนเหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับพระราชทาน อย่างไรก็ตามขอปรารภข้อคิดบางประการไว้ว่า เกียรติยศและตำแหน่งที่ได้รับพระราชทานมาจากพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภกนั้น มิใช่เป็นเครื่องเชิดชูตนไว้ให้อยู่ในที่สูงทางโลก แต่เป็นเครื่องเตือนให้ท่านต้องระมัดระวัง สังวรในทางธรรมยิ่งขึ้น ให้สมกับพระบรมราชูปถัมภ์ที่พระราชทาน เกียรติยศนั้นเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับหน้าที่ คือการดำเนินตามพระพุทธานุศาสนี (คำสอนของพระพุทธเจ้า) ที่ทรงอบรมประทานไว้แก่ภิกษุบริษัทจนตลอดพระชนม์ชีพให้บริบูรณ์พร้อมด้วยอัตสมบัติ คือการครองตนในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมิให้ใครตำหนิได้ว่าพระสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่งามด้วยศีล ไม่งามด้วยอาจาระ ในขณะเดียวกัน ภิกษุบริษัทต้องปฏิบัติบำเพ็ญตนให้บริบูรณ์ด้วยปรัตถะ คือ ประโยชน์ของผู้อื่น โดยเฉพาะการอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่ชาวโลกโดยทั่วไป พระครูที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศไปแล้ว แม้จะประคองไว้ในมือของท่านด้วยกำลังมือ กำลังแขนอย่างภาคภูมิ แต่ต้องไม่ลืมว่าได้รับพระราชทานสัญญาแห่งภารธุระในการบริหารกิจการพระศาสนา การครองตนให้สมสมณฐานะ และการอนุเคราะห์ทางโลกโดยกว้างขวางอีกด้วยจำต้องประคองใจให้รับน้ำหนักแห่งกิจการงานที่จะได้รับเพิ่มพูนต่อไปในวันข้างหน้าให้ได้ หากสามารถแบกทานภารธุระไว้ด้วยสรรพกำลังแห่งความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ภายในกรอบของพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นทั้ง “พระแท้” และเป็นทั้ง “ครูแท้” สมสมณฐานันดร “พระครู”สมสมณสัญญา และสมบัตรแห่งสัญญาที่ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานมาด้วยน้ำพระราชหฤทัยหวังประโยชน์ต่อบวรพระพุทธศาสนาและมหาชนชาวไทยทั้งมวลเป็นสำคัญ เมื่อท่านกลับไปยังพระอาราม และอารามของท่าน พุทธบริษัททั้งปวงย่อมมารอบล้อมชื่นชมยินดี อาจมีการเฉลิมฉลอง ขออนุโมทนายินดี และขอย้ำเตือนพระครูทุกท่านอีกครั้งหนึ่งว่า โลกามิสที่ได้รับมาจากโลก จักเป็นประโยชน์ทางธรรมติดตัวท่านต่อไป เมื่อท่านแปรผลให้เป็นประโยชน์กลับคืนสู่โลก ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมภิกษุบริษัทด้วยกัน ขอถวายกำลังใจแด่ทุกท่านให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวง เพื่อยังประโยชน์ตนและประโยชน์มหาชนให้ถึงพร้อม และเจริญสำเร็จทุกสถาน เพื่อความงอกงามไพบูลย์ และความตั้งมั่นยั่งยืนแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดาสืบไป”

พระภิกษุและสามเณรเข้าปลงธรรมสังเวชนับหมื่น วันที่ 29 ต.ค. 2559-15 มี.ค. 2560 มีพระภิกษุและสามเณรเข้าปลงธรรมสังเวชณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทั้งสิ้น 58,826 รูป ขณะนี้แม่ชีก็มีความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรม จึงขอให้แม่ชีนำหลักฐานหนังสือสุทธิบรรณที่ได้รับเมื่อเข้าบวชชีมาแสดงด้วย