หยุด พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 14:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/485895

หยุด พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

โดย…ส.คนจริง

เผยร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. … ที่มหาเถรสมาคม (มส.) ต้องสั่งหยุด โดยตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ศึกษาใหม่ เพราะถ้าส่งเรื่องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา เกรงว่าจะถูกยัดไส้ ทำให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและพระสงฆ์มากยิ่งขึ้น เพราะแค่ผ่านสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานกฤษฎีกา ก็แก้ไข จากร่างเดิม ทั้งเพิ่มใหม่ และตัดทิ้ง (เช่น กองทุนอุปถัมภ์ เป็นต้น) เกือบไม่เหลือร่างเดิม เมื่อพระอ่านแล้ว พบว่าร่างนี้แทนที่จะอุปถัมภ์และคุ้มครอง กลายเป็นอย่างอื่น หรือให้ฆราวาสมาคุมพระมากขึ้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยกร่าง พ.ร.บ.นี้ในช่วงรัฐประหาร พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้ตราเป็นกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวอ้างสารพัด ในที่สุดก็ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาไปพิจารณาและตรวจความถูกต้องใช้เวลานานหลายปี รัฐบาลเปลี่ยนจากทหารมาเป็นพลเรือน แล้วกลับไปที่ทหารอีก เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. 2557 หลังจากนั้นอีกหลายเดือนร่าง พ.ร.บ.นี้ก็มาจ๊ะเอ๋
กับ คสช.และครั้งนี้ทำท่าจะสำเร็จ เพราะเป็นร่าง พ.ร.บ. 1 ใน 25 ฉบับ ที่รัฐบาล คสช.ต้องการให้เกิด ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0503/ว.377 ลงวันที่ 3 พ.ย. 2559 ถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และอีกฉบับเป็นหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/ว.384 ลงวันที่ 9 พ.ย. 2559 ถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 ลงมติให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ หรือให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน ธ.ค. 2559 เพิ่มเติมอีก 25 ฉบับ ซึ่งรวมร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พศ. … โดยมอบให้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ) ประสานกับคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ก็เรียกว่าจ่อบันได สนช.เพื่อจะพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายอยู่แล้ว

แต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 พศ.ได้นำเสนอ มส.เพื่อพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ขอให้งดไว้ก่อน โดยให้กรรมการมส. 3 รูป คือ พระพรหมบัณฑิต พระพรหมมุนี และพระพรหมโมลี ไปศึกษาดูให้รอบคอบ
เสียก่อน

สรุปว่า มส.ดึงเรื่อง เพราะลำพังที่ผ่านมือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักกฤษฎีกา ก็แก้ไขและตัดทิ้ง จนจำไม่ได้ เช่น ให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการ ครม.ไปประกอบการพิจารณาในประเด็นบทกำหนดโทษทางอาญาสำหรับพระภิกษุสามเณรที่กระทำล่วงละเมิดพระธรรมวินัยให้สอดคล้องกับกฎหมายอาญา บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันของบุคคลในสังคมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วเสนอ สนช.ต่อไป

หรือการตัดคำนิยามที่เป็นหัวใจออกเช่น คำว่า คุ้มครอง ศาสนธรรมศาสนศึกษา สำนักเรียน พระวินยาธิการ กระทำให้เกิดความเสียหายทางพระพุทธศาสนาและรัฐมนตรี โดยบอกว่าปรับปรุงในเนื้อหาชัดเจนแล้ว นอกจากนั้น ได้ตัดการจัดตั้งกองทุนและคุ้มครองพระพุทธศาสนา และแนะให้ พศ. ดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2554 เรื่องการตั้งทุนหมุนเวียนของหน่วยงานรัฐ ซึ่งให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะตั้งทุนหมุนเวียนต้องเสนอเรื่องกรรมการกลั่นกรองจัดตั้งทุนหมุนเวียนพิจารณาด้วย และแจ้งผลไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป เท่านั้นยังไม่พอ ยังไปแก้ที่บอกให้ผู้แทน มส.จากพระภิกษุไปเป็นจากพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ได้(ผู้แทน มส.มีคฤหัสถ์ด้วยหรือ) นอกเหนือจากที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการผู้แทนองค์กรทางพระพุทธศาสนา สรุปว่าประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ มส.หวาดระแวงว่า กรรมาธิการของ สนช.อาจยัดไส้อะไรเพิ่มเติมไปอีก จนทำให้เจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.เปลี่ยนจากการอุปถัมภ์คุ้มครอง ไปเป็นไม่อุปถัมภ์ ยังควบคุมอีกต่างหาก (เศร้า)

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/485888

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมพระเครื่องสวยๆ ดูง่ายเป็นแนวทางสะสมกัน ดูภาพชัดๆ เข้าที่ http://www.posttoday.com คอลัมน์ธรรมะ-จิตใจครับ

องค์แรกชมสุดยอดพระปิดตาในตำนานหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง บางขุนเทียน พิมพ์นะหัวเข่า เนื้อสำริดแก่เงิน ประมาณว่าได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2453 การสร้างพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยมสร้างแบบองค์ต่อองค์ โดยปั้นหุ่นเทียนเป็นองค์พระ แล้วก็เอาดินมาพอกที่หุ่นเทียน จากนั้นใช้ความร้อนละลายเอาเทียนออกมา แล้วจึงเทสำริดลงไปแทนที่หุ่นเทียน องค์ที่นำมาให้ชม ดูง่าย สวยซึ้งเส้นสายคมชัดราคาว่ากันหลักล้าน

องค์ที่สอง ชมพระกริ่งบัวรอบ หรือพระกริ่งสุจิตโต ตามพระนามฉายาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สุดยอดพระกริ่งของวัดบวรนิเวศวิหารถอดพิมพ์จากพระกริ่งปวเรศ จัดสร้างวันที่ 29 ต.ค. 2487 และเป็นพระกริ่งองค์แรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการถวายในวันที่ 5 พ.ค. 2493 ซึ่งเป็นวันบรมราชาภิเษก การบรรจุกริ่งและปิดใต้ฐานของกริ่งบัวรอบคงเอกลักษณ์เดิมของพระกริ่งปวเรศ ด้วยการบรรจุเม็ดกริ่งและปิดก้นด้วยแผ่นทองแดง ต่างกับพระกริ่งรุ่นนายควง อภัยวงศ์ ที่บรรจุกริ่งในตัวรูเดียว และส่วนหนึ่งเทตันนำมาเจาะรูบรรจุเม็ดกริ่งใต้ฐาน องค์ที่นำมาให้ชม สวย ผิวพรรณดูง่ายเช่าหากันที่หลักแสนต้นถึงกลาง

องค์ที่สาม ชมพระลีลากำแพงขาว กรุเก่า กำแพงเพชร เป็นพระปางลีลาศิลปะสุโขทัย สาเหตุที่เรียกว่า พระลีลากำแพงขาว เพราะว่าตอนขึ้นจากกรุ ที่องค์พระมีคราบฝ้าขาวของกรุ และปรอทจับตามองค์พระ สำหรับความนิยมจะอยู่ที่พิมพ์กลางเพราะขนาดกำลังพอดี องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์กลาง กรุเก่า ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนสำหรับความสวยแบบนี้

องค์ที่สี่ พระชัยทองทิพย์ วัดสุทัศน์ สร้างโดยเจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ ในวันที่ 1 ม.ค. 2495 จำนวน 3,000 องค์ ก่อนท่านจะมรณภาพเพียง 15 วัน โดยใช้โลหะที่เหลือจากการหล่อพระศรีมงคลนิมิตร โดยใช้แม่พิมพ์เดียวกับกับพระชัยวัฒน์ปี 2483 ของสมเด็จพระสังฆราชฯ (แพ) ค่านิยมหลักหมื่นกลาง

องค์ที่ห้า พระซุ้มกอพิมพ์กลาง กรุพิกุล กำแพงเพชร หนึ่งในชุดเบญจภาคีเป็นพระเนื้อดินเผาที่มีความละเอียดและเนื้อนุ่ม มีจุดสีแดงเล็กตามองค์พระเรียกว่า ว่านดอกมะขาม อันเป็นจุดพิจารณา มี 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไม่มีกนก หรือซุ้มกอดำ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์ขนมเปี๊ยะสภาพนี้ต้องมีหลักแสนกลาง

องค์ที่หก ชมสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ 6 ชั้นอกตลอดเป็นพระเครื่องที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างเป็นอนุสรณ์แด่โยมมารดาของท่านชื่อ “เกศ” ที่วัดเกศไชโย อ่างทอง ที่นิยมสะสมมี 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ 7 ชั้น นิยม พิมพ์ 6 ชั้น อกตัน และพิมพ์ 6 ชั้น อกตลอด องค์ที่นำมาให้ชมดูง่ายเพราะผ่านการใช้งานมา ราคาเช่าหาหลักแสน

องค์สุดท้าย ชมสิงห์งาแกะ รูปหัวใจ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เป็นอีกพิมพ์ที่หาชมได้ยาก เนื้อหาจัด ราคาหมื่นปลายถึงแสนต้น

จากกันด้วยธรรมะ “ผลลัพธ์ของการปฏิบัติธรรม ทำให้เรารู้เท่าทันและระงับกิเลสที่เกิดจากสัมผัสทางหู ตา จมูก กาย ใจ”

 

สมโภชหิรัญบัฏ พระธรรมปัญญาบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 มีนาคม 2560 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/485885

สมโภชหิรัญบัฏ พระธรรมปัญญาบดี

โดย…สมาน สุดโต

วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ขึ้นคัตเอาต์แผ่นใหญ่ที่วิหารคด เพื่อประชาสัมพันธ์พิธีสมโภชหิรัญบัฏ พร้อมเครื่องประกอบสมณศักดิ์ของ พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาตมหาเถร ป.ธ.5 M.A) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสสฤษฎิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วันที่ 21-22 มี.ค. 2560 ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร

พระธรรมปัญญาบดี ปัจจุบันอายุ 87 ปี มีนามเดิมว่า พีร์ นามสกุล ผ่องสุภาพ ฉายา สุชาโต เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 31 ต.ค. 2473 ณ หมู่ 5 ต.บ้านแค อ.ผักไห่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา

วันที่ 29 มิ.ย. 2493 เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบ้านแค ต.บ้านแค อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร) เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุชาโต” หมายความว่า “ชาติกำเนิดที่ดีงาม”

งานทางคณะสงฆ์

นอกจากเป็นอธิบดีสงฆ์หรือเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุแล้ว เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2544-2553 ตลอดเวลานั้นได้สร้างผลงานมากจนได้รับฉายาว่ามือปราบอลัชชี ส่วนสมณศักดิ์นั้น ไต่เต้าจาก พระครูปลัด ชั้นฐานานุกรมเมื่อปี 2533 จนกระทั่งได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระธรรมปัญญาบดี เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2559 ซึ่งจะมีการสมโภชในวันที่ 21-22 มี.ค. 2560

ท่านเคยผ่านงานใหญ่ระดับพระธรรมทูตประจำประเทศอังกฤษและอินเดีย จึงรู้จักนิสัยใจคอชาวอินเดียดีมาก เมื่อมีการบรรยายให้พระธรรมทูตที่จะไปประจำต่างประเทศ ท่านจะเล่าเรื่องอยู่ต่างประเทศว่าต้องอดทน ท่านใช้มาแล้วไม่ว่าอยู่ประเทศไหน

ปีใหม่ 2560 พระธรรมปัญญาบดี จัดพิมพ์ปฏิทินแจกผู้คนมีคำขวัญว่า สวัสดีปีใหม่ 2560 ขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านและครอบครัว จงมีความสุขสมหวังในชีวิตและหน้าที่การงาน การเงินตลอดปี ตลอดไป โดยพร้อมใจกันปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ผู้ที่ได้รับได้ความสุขทั่วหน้า

 

 

มาดับทุกข์กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/485807

มาดับทุกข์กัน

โดย…อารยชล

คนเราทุกวันนี้ทุกข์ง่าย สุขยาก ทุกข์นาน สุขประเดี๋ยว มีแต่เรื่องชวนเครียดสารพันปัญหา เช่น ปัญหาเรื่องเงิน ทุกข์เพราะไม่มีเงิน ทุกข์เพราะเป็นหนี้ ทุกข์เพราะไม่พอใช้ ทุกข์เพราะไม่เหลือเก็บ

ปัญหาเรื่องงาน ทุกข์เพราะเพื่อนร่วมทำงานไม่ชอบ ทุกข์เพราะถูกหัวหน้าให้ใบเตือน ทุกข์เพราะถูกไล่ออก ทุกข์เพราะเงินเดือนไม่ขึ้น

ปัญหาครอบครัว ทุกข์เพราะสามีภรรยานอกใจ ทุกข์เพราะลูกไม่รักดีสร้างแต่ปัญหา

ปัญหาข้างบ้าน ทุกข์เพราะไม่ถูกกัน

สัพเพเหระทุกข์

แล้วทุกข์เกิดที่ไหน ก็ที่ใจของเราเอง แล้วดับทุกข์ที่ไหน ก็ที่ใจของเรา แล้วใช้อะไรดับทุกข์

วิปัสสนากรรมฐานไงครับ

ถ้ารู้ว่าทุกข์แล้วดับทุกข์เองได้ก็ให้รีบดับ แต่ถ้าไม่รู้จะจัดการกับทุกข์ในใจของตัวเองยังไง ลองมาปฏิบัติกรรมฐานที่ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน “บ้านธรรมนำใจ” ดูไหม? บ้านนี้เปิดรับคนที่มีทุกข์เสมอ

เข้าคอร์สกรรมฐานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าแอร์ ไม่ต้องเสียค่าไฟ นอนห้องแอร์ อาหารน้ำฟรี ทางบ้านจัดให้ แต่ถ้าใครอยากทำบุญกับบ้านธรรมนำใจก็ตามอัธยาศัยศรัทธาไม่บังคับ

เพราะบ้านนี้เขามีคติธรรมประจำบ้านที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดร่วม 9 ปีที่ก่อตั้งมา

“เราไม่ได้ทำเพื่อลาภสักการะจึงไม่กลัวยากจน ไม่ได้ทำเพื่อความเป็นใหญ่จึงไม่กลัวตกอับ ไม่ได้ทำเพื่อคำสรรเสริญจึงไม่กลัวคำนินทา ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขส่วนตัวจึงไม่กลัวทุกข์ยาก แต่เราทำเพื่ออนาคตอันสดใสของลูกหลานไทยทุกคน” เบญจพร เอื้อกิจกุลทรัพย์ ผู้จัดการบ้านธรรมนำใจ เกริ่นเอ่ย

ศูนย์ปฏิบัติกรรมฐานบ้านธรรมนำใจ ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนที่สนใจการปฏิบัติมานั่งสมาธิ ฟังธรรม เดินจงกรม และปฏิบัติกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ตามแบบของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

โดยมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติมีสติอยู่กับตัว สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตและครอบครัวให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต

“บ้านธรรมนำใจ ก่อตั้งในปี 2551 โดยความริเริ่มของอาจารย์ณัฐวรรธน์ ภรนรา ศิษย์ของหลวงพ่อจรัญ ที่เห็นว่าคนสมัยนี้เครียดง่าย มีแต่เรื่องทุกข์ ถ้ามีสถานที่ปฏิบัติธรรมให้ทุกคนมาใช้ร่วมกันได้ก็จะดี อีกจุดประสงค์หนึ่งในปีนั้นมีการสร้างการ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิด จำต้องหาทีมมาช่วยกันผลิตและจัดหาออฟฟิศที่เดินทางสะดวกเป็นที่ทำงานสร้างการ์ตูนหลวงพ่อจรัญกับเณรน้องช่างคิด” เบญจพร เล่าที่มาและจุดประสงค์ของการก่อตั้งบ้านธรรมนำใจ

สำหรับแนวทางการสอนกรรมฐานของบ้านธรรมนำใจ ใช้หลักสติปัฏฐานสี่เพื่อมุ่งให้ผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญานำไปแก้ไขปัญหาชีวิตและดับทุกข์ในใจได้ โดยมีพระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระผาคอก จ.เชียงราย ศิษย์ของหลวงพ่อจรัญ พระอาจารย์สุรชัย โสภณจิตฺโต และพระครูสังฆรักษ์สายัณห์ ติกฺขปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดทางกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้สอนกรรมฐาน

คอร์สที่เปิดให้ปฏิบัติเป็นคอร์ส 3 วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ซึ่งการเปิดแต่ละคอร์สนั้นขึ้นกับจำนวนผู้สมัครถ้าน้อยเกินไปจะเลื่อนไปก่อน แต่เดือน มี.ค.มีคนแจ้งความประสงค์และพร้อมเปิดคอร์สในวันที่ 10-11-12, 18-19-20 และ 24-25-26 ใครสนใจก็แจ้งความประสงค์ไปได้ที่เฟซบุ๊กบ้านธรรมนำใจ หรือที่เบอร์โทร.08-4759-5600

บ้านธรรมนำใจ ตั้งอยู่เลขที่ 474 ถนนไมตรีจิตต์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง เพียง 130 เมตร ถ้าเดินทางมารถไฟฟ้าสถานีหัวลำโพงให้ออกประตู 2 หรือ 3 ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมและถนนกรุงเกษมไปเดินตามถนนไมตรีจิตต์ประมาณ 20 เมตร บ้านธรรมนำใจอยู่ทางซ้ายมือ

 

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484800

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

โดย…ส.คนจริง

คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายและบรรดาศิษย์ทั้งหลายเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ตามปกติ เมื่อดีเอสไอยุติบทบาทในการปิดล้อมวัด แต่หาตัวธัมมชโยไม่พบ จึงมีคำถามว่าจะเอายังไงดีเมื่อ มาตรา 44 ยังเอาไม่อยู่

ก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวว่าคณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองชั้นสูง ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดีเอสไอ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือไม่น้อยกว่า 10-20 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย แต่ประชุมแล้วในทางปฏิบัติกลับมองไม่เห็น แม้จะแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เพราะมีการขอร้องจากฝ่ายบ้านเมืองว่าเป็นเรื่องลับมาก จึงเป็นที่มาของข่าวลือและนินทาว่าคณะสงฆ์ชั้นผู้ปกครองไม่ทำงาน ไม่เอาใจใส่เรื่องสำคัญอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงพระผู้ใหญ่ทุ่มเทในการแก้ปัญหาไม่เคยพักผ่อน เช่นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กลับจากล้างไตที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ต้องมานั่งเป็นประธานในการประชุมจนดึก เพราะไม่อยากเห็นปัญหายืดเยื้อ และต้องการรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้บอบช้ำ แต่ประชุมแล้ว พูดแล้ว ลอยไปตามลม ไม่มีใครเห็นในทางปฏิบัติจนคนสงสัยว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำอันใดในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองสูงสุด

ขณะนี้ฐานะธัมมชโย เหลือเพียง พระไชยบูลย์ สุทธิผล ส่วนทัตตชีโว เหลือเพียงพระเผด็จ ทตฺตชีโว เพราะถูกถอดจากสมณศักดิ์ กลายเป็นพระลูกวัดธรรมดา ส่วนยังเป็นพระอยู่หรือไม่ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าตราบใดที่ยังไม่สึกก็ยังเป็นพระภิกษุ เจอเมื่อไรจับสึกได้เลย แต่อีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่ต้องจับสึก เพราะหมดภิกษุภาวะไปแล้ว

การที่พระภิกษุจะพ้นจากความเป็นพระภิกษุนั้น ต้องทำอะไร ตามหลักตามธรรมวินัยและ กฎ มส.มีดังนี้

ผู้ที่จะขาดจากความเป็นพระภิกษุ

1.ละเมิดวินัยขั้นอุกฤต คือปาราชิก 4 ข้อใดข้อหนึ่งคือ เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ และอวดอุตริมนุสธรรม  ผู้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดความเป็นภิกษุโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำพิธีลาสิกขา หรือเปลื้องผ้าสบงจีวรแต่อย่างใด หาเสื้อกางเกงมาสวมใส่ก็สิ้นเรื่อง คนพวกนี้เป็นสมี กลับมาบวชอีกไม่ได้ อุปัชฌาย์รูปใดให้บวชก็มีโทษด้วยนะ

2.ไม่อยากเป็นพระภิกษุต่อไป กล่าวคำลาสิกขาบทให้ที่ประชุมสงฆ์ หรือหมู่คณะให้รู้ความว่าขอลาสึก ทุกคนรู้ความหมาย ก็สิ้นสุดความเป็นภิกษุ ประเภทนี้สึกแล้วบวชได้อีก กี่ครั้งก็ได้

3.เป็นพระภิกษุแต่ไปเข้ารีตศาสนาอื่น ท่านให้ขาดจากความเป็นภิกษุไปเลย

4.ภิกษุที่เปลื้องผ้าสบงจีวรออกแล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความสมัครใจ ก็ขาดจากความเป็นภิกษุเช่นกัน

5.ภิกษุถูกบังคับให้เปลื้องสบงจีวรออก แล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความเศร้าใจ (หรือสมัครใจ) ก็ขาดจากความเป็นภิกษุด้วยเหมือนกัน

6.นิคหกรรมวินิจฉัยว่าผิดตามข้อกล่าวหา ต้องสึกในเวลาที่กำหนด (ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21)

กรณีไชยบูลย์ ธัมมชโย ยังคงความเป็นภิกษุในทางวินัยหรือไม่ คณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองเท่านั้นจะต้องประชุมวินิจฉัย (แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากประชุมแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ) แต่ถ้ายกกฎ “มหาเถรสมาคม” ฉบับที่ 21 มาพิจารณาดังที่ไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอแนะ ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง (แต่ท่านผู้รู้ว่า จะใช้ฉบับที่ 21ได้หลังจากใช้กฎฉบับที่ 11 เรื่องนิคหกรรม ที่วินิจฉัยว่าภิกษุที่ถูกกล่าวหานั้นผิดจริง)

ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ควรเร่งนำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ 3 ในกรณีพระภิกษุรูปใด ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่งคณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ ซึ่งสามารถดำเนินการสั่งให้พระธัมมชโยพ้นจากสมณเพศได้ในทันที  ถ้าทำตามนี้จะช่วยให้การชุมนุมที่วัดพระธรรมกายคลี่คลายลง เพราะศิษย์วัดธรรมกายจะหมดข้ออ้างที่ว่าพวกเขาปกป้องพระธัมมชโยเป็นการปกป้องพระภิกษุ ปกป้องพุทธศาสนา กลายเป็นว่าสถานะของธัมมชโยเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ถูกคณะสงฆ์ขับออกสมณเพศไปแล้ว ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์อีกต่อไป

ส่วนผู้รู้และมีประสบการณ์อีกท่านหนึ่งเสนอทางออกที่จะได้ผลสัมฤทธิ์ว่า ภาครัฐ และสังคมต้องไว้วางใจคณะสงฆ์ ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด โดยมอบหมายให้มหาเถรสมาคมพิจารณาโทษธัมมชโย ตามหลักธรรมวินัย และไม่ขัดกับกฎหมาย ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ก็น่าจะได้ข้อยุติกรณีธัมมชโยได้ โดยไม่ต้องใช้กำลัง หรือมาตรา 44 ไปควบคุมพื้นที่่วัดพระธรรมกาย แต่ข้อเสนอนี้สายไปแล้ว เพราะรัฐดำเนินการจนกลายเป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกตกใจว่าประเทศไทยเมืองพุทธศาสนา มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ

 ส่วนธัมมชโยที่เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี กลายเป็นปริศนาให้สังคมถามว่าจะเอายังไง หรือจะปล่อยให้ลอยนวล เมื่อมาตรา 44 ก็ยังเอาไม่อยู่

 

ปัดโธ่เอ๋ย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484799

 

โดย…อารยชล

จำไม่ได้ว่าเคยอ่านเจอที่ไหนมีคนเขียนว่า พระกินเหล้า ต้องอาบัติหนักร้ายแรง…ผมเนี่ยต้องจามเลย “ปัดโธ่” อาบัติหนักยังไงหนออยากรู้

อ้อ…พระกินเหล้า จริงแล้วควรใช้คำว่า “ฉัน” ถึงจะถูกบุคคล เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ แต่ดูสุภาพไปกับกิริยาที่ท่านทำเลยใช้คำว่า “กิน” คำบ้านๆ เรียกกันง่ายๆ ตามประสาปากชาวบ้านละกัน

แต่เชื่อไหม ในเว็บข่าวบางเว็บใช้คำว่า “ฉันท์” เห็นแล้วอ้าปากพลางต้องขยี้ตาไปด้วย เพราะความหมายมันเปลี่ยนไปสิ้นเชิง จาก (ฉัน) กิน, รับประทาน เป็น (ฉันท์) พอใจ, รักใคร่, ชอบ อันนี้พูดเป็นความรู้เฉยๆ นะครับ

แต่ประเด็นที่จะพูดต่อไปอย่างที่ผมเอ่ยข้างต้นคือมีคนบอกว่า การที่พระดื่มสุราเมรัยต้องอาบัติหนัก ผมเลยสงสัยว่าใช่เหรอ เลยต้องมาพูดเรื่องอาบัติเสียหน่อย

อาบัติ คือ กิริยาที่พระไปละเมิดบทบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นหมวดๆ จำแนกเป็นข้อๆ รวม 227 ข้อซึ่งเราเรียกว่า “สิกขาบท” นั่นเอง

การไปละเมิดสิกขาบทข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อใน 227 เราเรียกกิริยานั้นว่า “ต้องอาบัติ” พระผู้ละเมิดสิกขาบทก็ต้องถูก “ปรับอาบัติ” และการจะปรับพระว่าเป็นอาบัติอะไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าพระไปทำผิดเรื่องอะไร

อาบัติที่ใช้ปรับพระที่ทำผิดวินัยมี 7 อาบัติ ได้แก่ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสิต

แยกเป็นอาบัติที่มีโทษหนัก 2 คือ ปาราชิก และสังฆาทิเสส เรียก ครุกาบัติ

พูดถึงความหนักของอาบัติทั้งสองก็ต่างกัน ปาราชิกาบัติ หรืออาบัติปาราชิก เป็นอเตกิจฉา หมายถึง ถ้าพระไปละเมิดสิกขาบทแห่งปาราชิกเข้าแล้วต้องขาดจากความเป็นพระทันที แก้ไขอะไรไม่ได้ กลับมาบวชใหม่ก็ไม่ได้ เปรียบเหมือนตาลยอดด้วน คือไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัย หรือสมณเพศอีกต่อไป

สังฆาทิเสส โทษหนักก็จริง แต่ภิกษุต้องแล้วยังไม่ขาดจากความเป็นพระเหมือนปาราชิก เป็นอาบัติที่เป็นสเตกิจฉา คือ มีทางแก้ไขได้ แต่วิธีแก้ก็ไม่ง่ายพระที่ต้องอาบัติต้องอาศัย “สงฆ์” ช่วยจึงจะพ้นจากสังฆาทิเสสได้ ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน บางขั้นตอนต้องอาศัยสงฆ์ไม่ต่ำกว่า 21 รูปเป็นอย่างต่ำ นี่คือความยาก

ตัวอย่างสิกขาบทแห่งสังฆาทิเสส เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน พูดเกี้ยวพาราสีหญิง ต้องสังฆาทิเสส

ขณะที่อาบัตินอกนั้น เช่น ปาจิตตีย์ ทุกกฎ ทุพภาสิต จัดเป็นลหุกาบัติ มีโทษเบา การพ้นจากอาบัติเหล่านี้แค่ไปแสดงอาบัติหรือบอกสิ่งที่ตัวเองทำกับพระรูปใดรูปหนึ่งก็พ้นแล้ว

หันมาเรื่องพระกินเหล้า พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ไว้ในหมวดสุราปานวรรค (หมวดที่ว่าด้วยการดื่มเหล้า) แห่งปาจิตตีย์ เป็นสิกขาบทแรกในหมวดว่า ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์

ย้ำว่า ปาจิตตีย์ ไม่ใช่ ปาราชิก โทษจึงเบาแค่แสดงอาบัติกับพระรูปอื่นอาบัติก็เป็นอันระงับ แต่ทางโลกหรือชาวบ้านเห็นพฤติกรรมแบบนั้นของพระรับไม่ได้ มองว่าแค่นั้นไม่พอ “ต้องสึก” ด้วย

เราจึงได้เห็นว่าสิกขาบทบางข้อแม้โทษทางพระวินัยจะเบาแค่แสดงอาบัติก็พ้นแล้ว แต่ทางโลกจัดหนักจัดเต็มที่เห็นก็ข้อ “สุราปาน” นี่แหละ เบาแต่แรง!! ปาจิตตีย์ก็จริงแต่ต้องลาสิกขาสละผ้าเหลืองไปด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระ สำคัญที่สุดคือต้องสำรวมระวังในสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนทำอะไรต้องระวังสมณสารูป ดูกาลเทศะ ที่ไหนควรไปไม่ควรไป อย่าเผลอสติ และอย่าคิดว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ แค่ปลงอาบัติก็หาย ละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณยิ่งทำให้ชาวบ้านพากันรังเกียจพระหนักขึ้นไปอีก

อย่าลืมว่าทุกวันนี้ “บางคน” จ้องจับผิดแต่พระ แค่เห็น “ขวดโซดา” วางบนโต๊ะอาหารก็อุตริคิดว่า “พระกินเหล้า” แล้ว

ปัดโธ่เอ๋ย คนหนอคน!!

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484798

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

โดย… สมาน สุดโต

หลังจากพระราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย สิทธิผล) เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 (วันที่ 7 มี.ค. มีพระราชโองการให้ถอดทตฺตชีโว (เผด็จ) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ออกจากสมณศักดิ์ เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง) เพื่อประโยชน์ในการศึกษา จึงจะขอเล่าเรื่องสมณศักดิ์ พอสังเขปดังนี้

สมณศักดิ์ คือยศของพระสงฆ์ที่มีมานาน ถ้านับกรุงสุโขทัยเป็นเบื้องต้นของประเทศไทย สมณศักดิ์ก็มีมาแต่สมัยนั้น ถ้ามองรอบๆ บ้านเราที่นับถือเถรวาท พระทุกประเทศมีสมณศักดิ์ ยกเว้น สปป.ลาว ส่วนกัมพูชาก็มีสมณศักดิ์คล้ายกับประเทศไทย พระเถระรูปใดที่ได้รับแต่งตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ จะมีชื่อใหม่และเปลี่ยนไปตามลำดับชั้น จากชั้นพระครูสัญญาบัตร ถึงชั้นสมเด็จพระสังฆราช

แต่ละปีพระมหากษัตริย์จะพระราชทานสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์ที่มีสีลาจารวัตร มีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อส่งเสริมให้มีอุตสาหวิริยะในการบำเพ็ญสมณธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาสืบไป

ประเภทสมณศักดิ์

แสวง อุดมศรี เล่าในเรื่องสมณศักดิ์ 2530 ว่าสมณศักดิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.สมณศักดิ์เกี่ยวกับความรู้ สมณศักดิ์ประเภทนี้ทรงตั้งถวายเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรมตั้งแต่ 3-9 ประโยค เรียกว่าทรงตั้งเปรียญ แต่ละประโยคมีพัดยศ ประกาศนียบัตรกำกับ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 6 และ 9 ประโยคนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (แต่ก่อนเป็นหน้าที่กรมการศาสนา) จะนิมนต์ให้เข้ารับพัดยศและประกาศนียบัตรจากองค์พระประมุขของชาติ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปี ส่วนที่เป็นเปรียญชั้นอื่นๆ จะพระราชทานให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานมอบให้ในภาคนั้นๆ แล้วแต่กรณี

2.สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงาน สมณศักดิ์ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.พระครูสัญญาบัตร (พระครูชั้นตรี, ชั้นโท, ชั้นเอกและชั้นพิเศษ) และ 2.พระราชาคณะซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ชั้น คือ พระราชาคณะชั้นสามัญ, พระราชาคณะชั้นราช, พระราชาคณะชั้นเทพ, พระราชาคณะชั้นธรรม, พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) และพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ)

สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงานนั้น (ยกเว้นพระครูสัญญาบัตร) มหาเถรสมาคมจะทำการพิจารณาความเหมาะสม ก่อนลงมติให้เป็นพระราชาคณะ หรือเจ้าคุณ หรือเลื่อนให้สูงขึ้น แล้วขอพระราชทานเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือเลื่อน

ถ้าจะเทียบสมณศักดิ์ กับฐานันดรศักดิ์ของคฤหัสถ์ (ที่เลิกไปหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ) จะได้ดังนี้

พระราชาคณะชั้นสามัญ เท่ากับ ท่านขุน พระราชาคณะชั้นราช เท่ากับ คุณหลวง พระราชาคณะชั้นเทพ เท่ากับ คุณพระ พระราชาคณะชั้นธรรม เท่ากับ พระยา (มรณภาพได้รับพระราชทานโกศ) พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ เจ้าพระยา พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ สมเด็จเจ้าพระยา

แต่งตั้งได้ ก็ถอดถอนได้

แต่ตั้งได้ก็ถอดถอนได้ แต่ถอดถอนนั้นนานๆ มีครั้ง เช่นสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ถอนจากตำแหน่งหน้าที่ และถอดสมณศักดิ์ 2 รูป คือ 1.พระพิมลธรรม (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์แสดงกิริยา อคารวะต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปริณายก ต่อหน้าพระพักตร์ ความทราบถึงพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ดำเนินการ 1 ตัดนิตยภัต (เงินเดือน)เหลือเท่ากับพระราชาคณะชั้นสามัญ 2 ให้พระพิมลธรรมขอขมาโทษสมเด็จพระมหาสมณเจ้าต่อหน้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม และ 3.ให้ถอดจากผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์ เหตุเกิด พ.ศ. 2457 หลังจากนั้น 7 ปี โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ พระพิมลธรรม องค์นั้น เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แถลงการณ์ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2464)

2.พระเทพโมลี (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาสราชวิหาร กรุงเทพฯ ถูกถอดถอนสมณศักดิ์ลงเป็นพระอันดับ ฐานแสดงพระธรรมเทศนาในบท ทุวิชาโน ปราภโว ไม่สนองพระราโชบายในการสร้างเรือรบหลวงพระร่วง เหตุเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2458 แต่ถึง พ.ศ. 2459 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี

3.ในรัชกาลที่ 9 โปรดให้ถอดพระพิมลธรรม(อาจ อาสภเถร) วัดมหาธาตุ และพระศาสนโสภณ (ปลอด) วัดราชาธิวาส ลงเป็นพระอันดับ เมื่อ พ.ศ. 2503 แต่โปรดฯ ให้คืนสมณศักดิ์เมื่อ พ.ศ. 2518 ทั้งสองรูป

4.รัชกาลที่ 10 โปรดให้ถอดสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์) วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 และวันที่ 7 มี.ค. ให้ถอดสมณศักดิ์พระราชภาวนาจารย์ ทตฺตชีโว วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง อนาคตจะได้คืนสมณศักดิ์เหมือนรูปก่อนๆ ดูจะมืดมน เพราะ 3-4 รูปก่อนเป็นเรื่องพระราชอำนาจ และการเมือง

ส่วนไชยบูลย์และเผด็จ นั้นถูกกล่าวหาหลายกระทง ทำให้มองเห็นสัจธรรมว่าเคยมีอำนาจก็หมดอำนาจ ตรงกับโลกธรรม คือ มีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ มียศ ก็มีเสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา และมีสุข ก็ต้องมีทุกข์

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติด ยศช้าง ขุนนางพระ

 

ธัมมชโยยังดำดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484797

ธัมมชโยยังดำดิน

โดย…สมาน สุดโต

วันนี้ รัฐบาล คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แบบถนอมเนื้อผ้า สั่งไม่ให้ทำความรุนแรงกับสงฆ์วัดพระธรรมกาย กลัวเสียภาพพจน์ จึงมีภาพพระสวดมนต์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทหารต้องพนมมือฟังเพราะเป็นชาวพุทธ จะทึ่งมากถ้าคณะสงฆ์วัดพระธรรมกายมีการเทศนาโวหารดี ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่มองเห็นธรรม ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วขอบวชในสำนักนั้น หากเป็นไปได้จะเป็นเรื่องอัศจรรย์แท้ทีเดียว แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะพระสงฆ์วัดพระธรรมกายต้องประกันตัวออกมาจากศาลอย่างน้อย 2 รูป ถ้าศาลไม่ปรานีต้องลาสิกขากันเป็นแถว

ส่วนธัมมชโยตัวแม่ ไม่รู้ดำดินไปไหน ยังหาตัวไม่พบ เรื่องนี้ถ้าตัวแม่มอบตัวเพียงคนเดียว ลูกศิษย์และสาวกคงไม่เดือดร้อนขนาดนี้ การไม่มอบตัวยังส่งผลกระทบต่อพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครอง นับแต่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาคเรื่อยไป เพราะโซเชียลมีเดียดูไม่ไว้หน้านินทาว่าพระเถระไม่ทำอันใดเลย คิดแล้วก็เศร้าว่าประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเมืองพุทธแท้ๆ คนคนเดียวทำให้วุ่นไปทั้งศาสนจักร

เปิดสอบธรรมศึกษาต่างประเทศ

เปิดเว็บไซต์มติมหาเถรสมาคม วันที่ 28 ก.พ. มีเรื่องน่าสนใจจะขอนำมาบอกกล่าวดังนี้

1.นายหวูห่งนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หัวหน้าคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ก.พ. 2560 แจ้งว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ขออาราธนาผู้แทนมหาเถรสมาคม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมและดูงานที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการทำงานร่วมกันด้านกิจกรรมทางศาสนาพุทธระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองประเทศ เป็นการส่งเสริมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย โดยมีกำหนดการเยี่ยมชมและหารือกับพุทธสมาคมส่วนกลางเวียดนาม คณะกรรมการแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ และคณะกรรมการศาสนาของรัฐบาลเวียดนาม รวมทั้งเยี่ยมชมวัดต่างๆ ศูนย์วัฒนธรรม และสถานที่ที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเมืองหลวงฮานอย จังหวัดบั๊กนิง จังหวัดฟู้เถาะ จังหวัดกว๋างนิง ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2560สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณาที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบให้พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางไปตามที่รัฐบาลเวียดนามนิมนต์

2.อนุมัติให้พระราชวรมุนี ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้า และพระมหาทรงวุฒิ ตวุฑฺฒิโก (ชูพิน) เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอนุจร เดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง วันที่ 26 มี.ค. 2560 ณ วัดทีปธรรมาราม ประเทศนิวซีแลนด์

3.อนุมัติให้คณะผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวงเดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง ณ ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 30 เม.ย. 2560 ซึ่งจัดขึ้น 2 สนามสอบ

1.สนามสอบแห่งที่ 1 ณ วัดศากยะมุนีพุทธะ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สนามสอบนี้ พระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินทางนำข้อสอบไปเอง

2.สนามสอบแห่งที่ 2 ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย กรุงจาการ์ตา ให้พระเทพสังวรญาณ ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้านำข้อสอบไปเปิดสอบปฏิบัติศาสนกิจแล้วเดินทางสังเกตการณ์ศาสนจักรประเทศมุสลิมต่อได้อีกระยะหนึ่ง

 

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484796

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

โดย…เอกชัย จั่นทอง

“มีพระเครื่องหลายชุดสลับสับเปลี่ยนกันแขวนแล้วแต่การทำงาน หลักๆ มีอยู่ 3 เส้น แขวนวนไปเรื่อย สมัยก่อนลงพื้นที่ลุยปราบปรามยาเสพติดสารพัด สวมบทบู๊มาหลายสิบปีเกี่ยวกับงานด้านยาเสพติด เวลาลงจับยาต้องแขวนพระ 25 ศตวรรษ พระมเหศวร และหลวงปู่ทวด ทำงานทุกครั้งปลอดภัยอุ่นใจหมด”

ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เจ้าของฉายา “มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่น” เส้นทางชีวิตราชการเคยทำงานในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เริ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 1 ก่อนจะโยกมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค กทม. ต่อมาตัดสินใจโอนย้ายสังกัด ป.ป.ท. ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ท. กระทั่ง 27 มิ.ย. 2557 คสช.ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.

ผลงานการันตีฝีมือ มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่นท่านนี้พยายามกวาดล้างภาพทุจริตในภาครัฐ ลุยสางคดีสารพัดใต้พรมที่หมักหมม กระทั่งมีโอกาสขุดรากถอนโคนการทุจริตโครงการมาตรการเพิ่มรายได้แก่ชาวนาของรัฐบาลจนชาวนาเดือดร้อน เพราะมีข้าราชการคดโกงสุมหัวโกงเงิน นอกจากนี้ยังสาวไส้แก๊งทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและนันทนาการของกรมพลศึกษา

ทั้งยังเป็นหัวเรือใหญ่คลี่คลายการทุจริตใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจระบบส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ มูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนใน สพฐ. และคดีบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล

ในเรื่องพระคล้องคอคู่กาย ประยงค์ บอกว่า มีพระทั้งหมด 5 องค์ที่แขวน พระองค์แรก คือ 1.พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส 2.พระซุ้มกอ 3.พระคง ลำพูน 4.พระเลี่ยงเมือง และ 5.พระนางพญา ส่วนใหญ่เป็นพระของพ่อตาแม่ยายและพี่ชายมอบให้เป็นของขวัญสมัยแต่งงานเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมไม่ค่อยหาเช่าซื้อพระอยู่แล้ว เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ และปัจจัยทางการเงินไม่ได้มีมากมาย พระเครื่องที่มีอยู่ก็ตกทอดมาจากพ่อแม่ทั้งสิ้น จะให้เช่าหามาก็คงไม่ถึงกับขนาดนั้น”

เลขาธิการ ป.ป.ท. บอกอย่างแน่วแน่ว่า พอมาทำเรื่องทุจริต เป้าหมายก็หวังเพื่อเอาชนะพวกคนทุจริตคนโกง พระเครื่องเป็นพึ่งทางใจ จึงเชื่อว่าพระจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย เตือนสติให้คิดดีทำดี

“คนที่แขวนพระเยอะแต่ปฏิบัติไม่ดี ยังไงพระก็ไม่คุ้มครองอยู่แล้วล่ะ จริงแล้วมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า พระคือเครื่องเสริมความมงคลในชีวิต การจะเป็นคนดีไม่ดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไอ้คนไม่ดีแขวนพระดีๆ เยอะแยะ แต่พระก็ไม่อยู่หรอก”

สำหรับ ประยงค์ เขาเล่าหัวใจหลักของการทำงานว่า ยึดต้นแบบทำงานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เคยให้พระบรมราโชวาทไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี วันที่ 11 ธ.ค. 2512 ใจความว่า

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

จึงนำข้อความในพระบรมราโชวาทติดหน้าห้องทำงาน คอยเตือนสติว่าอันนี้คือหน้าที่ที่เราต้องทำให้ได้

“เพราะผมยึดว่าบ้านเมืองเราเจริญมาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะคนดี ที่มันแย่มันเดือดร้อนก็เพราะคนไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อมีตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้ดีให้เต็มที่ที่สุด”

การทำงานจะไม่สร้างจุดอ่อนให้ตัวเอง ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนใคร พยายามทำสิ่งที่ไม่เป็นภาระทางสังคม เพราะเรามาจากต้นทุนทางครอบครัวธรรมดา ที่สำคัญเลือกการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง จึงไม่จำเป็นต้องไปเอาเปรียบใคร เมื่อได้รับโอกาสให้มาทำงานปราบปรามทุจริตก็ต้องทำให้เต็มที่ “ถ้าเราไม่ทำประเทศชาติจะเสียโอกาส”

ถ้ามีหน้าที่โดยตรงแล้วไม่ทำใครจะทำ คนไทย 60 กว่าล้านคน เขาไม่ได้มีหน้าที่อย่างผมโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาทำก็ต้องทำให้เต็มที่ รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

 

หลวงพ่อพันธ์ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต กราบได้สนิทใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484795

หลวงพ่อพันธ์ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต กราบได้สนิทใจ

โดย…ราช รามัญ

ในเขตสายไหม มีวัดราษฎร์วัดหนึ่งที่มีบริเวณกว้างขวาง การจัดวางผังเป็นระเบียบเรียบร้อย มีอุโบสถงดงามสองชั้น และเป็นฌาปนสถานของกองทัพบกด้วย ชื่อวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ในซอยวัชรพล เป็นวัดที่ขึ้นใหม่ อายุการสร้างมาไม่ถึง 50 ปี วัดนี้มีพระภิกษุสามเณรในพรรษาร่วมร้อยกว่ารูป ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นยิ่งนัก จึงมาทำความรู้จักหลวงพ่อ พระที่กราบได้สนิทใจกันดีกว่า

พระครูสุนทรกิจจารักษ์ หรือหลวงพ่อพันธ์ ปภัสสโร ท่านเป็นลูกศิษย์ในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ความรู้ในเรื่องของบาลีในแบบเรียนนั้นแม้ไม่มีในตัวท่าน แต่ท่านมาเน้นเรื่องของการสร้างบารมีในเชิงพัฒนาและก่อสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ท่านได้ส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ได้มีโอกาสศึกษาพระบาลี ตลอดทั้งจัดทำโครงการในการพัฒนาเด็กด้วยการอบรมค่ายพุทธบุตรเป็นประจำทุกปี พร้อมกับโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

ทุกวันพระญาติโยมจำนวนมากมาถือศีลแปด และฝึกจิตภาวนากันในอุโบสถตลอดจนรุ่งสาง บางวันก็นั่งภาวนาไปจนกระทั่งตลอดคืน ผมได้มีโอกาสสนทนาธรรมและเรื่องราวต่างๆ กับหลวงพ่อพันธ์ อายุ 82 ปี 60 พรรษา เจ้าอาวาสพระผู้ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาสูง

“วัดนี้มาสร้างกับหลวงพ่อใหญ่ เจ้าอาวาสรูปเดิม มาจากพื้นที่นาเปล่าๆ ของโยมสำเนียง ศิริพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ถวาย เริ่มปรับถางพัฒนามาเรื่อยตั้งแต่ปี 2512 จนกระทั่งเริ่มเข้าที่เข้าทางและสมบูรณ์อย่างที่เห็น การก่อสร้างก็ได้ญาติโยมในบริเวณนี้แหละร่วมมาบริจาคกันมากมาย จนสำเร็จลุล่วง”

หลวงพ่อพันธ์ ท่านมีความชำนาญการในด้านการพัฒนาและก่อสร้าง ทั้งที่ไม่ได้จบสถาปนิกใดๆ แต่หลวงพ่อมักพูดเล่นว่า เรามันสถาปนึกแล้วให้เขาไปคิดต่อทำต่อ แม้วันนี้ท่านจะอายุมากแล้ว แต่เรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในวัดนั้นท่านได้วางเอาไว้จนงดงาม พระสงฆ์อยู่กันงดงามตามพระธรรมวินัย และได้ท่านพระภิกษุ พันเทพ เทวกุโล เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส คอยช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ

ต่อเมื่อใครก็ตามที่เข้าวัด มักจะถามว่าวัดนี้มีอะไรดี อาทิ มีพระเครื่องรางของขลังดี มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับวัดศิริพงษ์ฯ ไม่ได้เน้นในเรื่องเหล่านั้น แต่เน้นที่เป็นวัดเป็นสถานที่ร่มเย็น และเป็นที่ปฏิบัติธรรมถือศีลของญาติโยมในพื้นที่นี้

“หลวงพ่อไม่ขลัง ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ มีแต่พัฒนาวัด พัฒนาคน ด้วยธรรมะง่ายๆ พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเห็นแก่ตัว อย่าโลภ ใครบริจาคเงินมา หลวงพ่อเอาสร้างหมด ไม่เคยเก็บเอาไว้แม้แต่บาทเดียว ถ้าหลวงพ่อโลภมาก คงสร้างวัดให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ อีกอย่างสร้างวัดแล้วก็ไม่ใช่เป็นของหลวงพ่อ เป็นของแผ่นดิน เป็นของพระศาสนาไป อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องไม่ทำ หลวงพ่อจะบอกจะสอนทุกคนทั้งพระทั้งโยมว่า ให้เน้นทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เน้นในเรื่องที่ถูกใจ”

ธรรมะง่ายๆ แต่เป็นธรรมะที่บอกได้ว่าจะต้องตั้งใจอธิษฐานในการปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วจะทำให้เรามีความสุขกาย สุขใจตลอดชีวิต โดยเฉพาะคำว่าไม่โลภ”

“คนบางคนไปแสวงหาธรรมะสูง ธรรมะยากๆ บางทีก็ลืมหญ้าปากคอก ธรรมะง่ายๆ ถ้าปฏิบัติได้แล้ว ของยากจะหลั่งไหลเข้ามาสู่กระแสจิตเอง ไม่ต้องอะไรมาก ศีล 5 มีครบหรือยัง ถามตัวเองกันดู  อย่าเพิ่งไปถึงธรรมะยากๆ เอาของง่ายๆ นี่ ปฏิบัติให้ได้เสียก่อน ให้สมบูรณ์เสียก่อน ศีล 5 ยังไม่ครบ แล้วจะไปต่อได้อย่างไร”

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรอาจทำให้ใครหลายคนถึงกับรู้สึกกระตุก สะอึก ว่าจริง บางทีเราไปเน้นแสวงหาแต่ของยากๆ จนลืมของง่ายๆ ต่อคำถามที่ผมถามหลวงพ่อว่า มีคนคิดว่าหลวงพ่อขลังศักดิ์สิทธิ์มีไหม ท่านบอกว่า

“มี เขานึกว่าหลวงพ่อต้องเป็นพระขลัง เก่งเป่าเสกแน่ๆ จึงสร้างวัดใหญ่โตได้ ก็ได้แต่เมตตาบอกเขาไปว่า ลำพังตัวเองหนังยังไม่เหนียวเลย แก่ลงทุกวันๆ จะไปขลังศักดิ์สิทธิ์อะไร มีแต่ธรรมะที่เอาไว้รักษาใจให้ใจร่มๆ ใจดีๆ ใจมีคุณธรรม มาวัดศิริพงษ์ฯ ต้องมาเอาความร่มเย็น ความสงบ มาเอาความเงียบเพื่อปฏิบัติธรรมหรือมาทำบุญสร้างกุศล แต่ถ้ามาเพื่ออย่างอื่นที่นี่ไม่มี”

นักปฏิบัติธรรมคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า หลวงพ่อใหญ่กับหลวงพ่อพันธ์ท่านมีบุญ ท่านคิดสร้างอะไรก็สำเร็จหมด ทำได้หมด ซึ่งแปลกเหมือนกัน เหมือนท่านมีเทวดาคอยคุ้มครอง ใครคิดร้าย คิดไม่ดีกับหลวงพ่อท่านเมื่อไหร่ ผมเห็นมีอันเป็นไปเกือบทั้งนั้น บางทีพระจากต่างที่ต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ ทำเป็นลบหลู่ดูเบาท่าน ผมก็เห็นว่าอยู่ไม่ได้ จู่ๆ ก็ขนของย้ายออกไปชอบกล  บางทีพระที่ใหญ่กว่ามาทำเบ่งทำอวด หลวงพ่อท่านก็เฉยๆ นิ่งๆ ผมก็เห็นว่าไม่นานก็มีอันเป็นไปจนเป็นข่าวคราว ครั้งหนึ่งมีคนมาร่วมงานศพในวัดแล้วก็พูดจาไม่ค่อยดี พอตอนถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระผู้สวดอภิธรรมแล้วเขาถ่ายรูป พอล้างรูปออกมาก็เห็นเป็นรูปวิญญาณติด เป็นรูปยื่นมือมาขอรับบุญเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อหลายปีก่อน ผมจึงเชื่อว่าวัดศิริพงษ์ฯ นี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มีเทวดาคุ้มครอง ใครทุกข์ร้อนมาทำบุญวัดนี้ มาถือศีล มาสวดมนต์ ได้มากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสเห็นกลับไปทุกอย่างดีขึ้นเป็นลำดับ แล้วก็กลับมาทำบุญกันมากมาย คนในเขตบางเขน และในเขตสายไหม เขานิยมและศรัทธามาวัดศิริพงษ์ฯ กันทั้งนั้นครับ เพราะหลวงพ่อเมตตาท่านสูง ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก และที่วัดมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ทรงประทานมาให้ หลวงพ่อท่านจึงสร้างเจดีย์ด้วยงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อไว้สำหรับประดิษฐานและให้คนได้ไปกราบนมัสการตลอดทั้งปฏิบัติธรรมได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่แปลกใจ ทำไมวัดศิริพงษ์ฯ แม้ไม่ได้จัดงานอะไรเลย แต่ก็มีคนเข้าวัดมากันทุกวันไม่เคยขาดสาย เพราะเป็นวัดที่ใครเข้ามาแล้วจะรู้สึกสัมผัสได้ว่าเอากองทุกข์มาโยนทิ้งไว้ และได้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านำเอากลับไปใช้กับชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขแท้จริง