สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483732

สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

โดย…ส.คนจริง

ตามที่ผมเขียนไปว่าเรื่องพระพิมลธรรมจบไปนาน ทิ้งตำนานให้ชาวพุทธศึกษา ส่วนเรื่องพระธัมมชโยจะกลายเป็นเรื่องเสียดแทงใจชาวพุทธไปอีกนานแค่ไหน สังสารวัฏเท่านั้นย่อมรู้

วันที่ 3 มี.ค. 2560 เรื่องพระธัมมชโยก็ยังไม่จบ แม้จะเข้าสัปดาห์ที่ 3 หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ให้ดีเอสไอควานหาตัวอดีตเจ้าอาวาส พระธัมมชโย เอามาลงโทษตามกฎหมาย แต่พยายามแล้วพยายามอีกก็ยังไม่ได้ตัว จนกระทั่งวันที่ 25 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ ม.44 เปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จาก พนม ศรศิลป์ มาเป็นคนของดีเอสไอ คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่มีตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ด้านภาษีอากร เรื่องนี้ไม่ต้องแปล โปรดเข้าใจได้เลยว่า คสช.ส่งคนมายึดพื้นที่มหาเถรสมาคม (มส.) เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คือ ตำแหน่งเลขาธิการ มส. ครับ

วันนี้ขอศึกษาเรื่องพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ต่อ ตั้งชื่อเรื่อง สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง ท่านเล่าในหนังสือ ผจญมาร ว่าหลังจากศาลทหารกรุงเทพพิพากษายกฟ้อง ท่านก็เปลี่ยนจีวรจากสีขาวเป็นจีวรสีกรักบนศาลทหาร ในกระทรวงกลาโหม ทันที

ท่านเล่าว่า เรื่องของท่านอยู่ในความสนใจของพระสงฆ์ สนามหญ้าในกระทรวงกลาโหมจึงเต็มไปด้วยสีเหลือง เมื่อศาลพิพากษาแล้วได้เดินไปกราบพระประธานที่วัดมหาธาตุ และเจ้าอาวาสวัดนั้น ฉันเพลที่บ้านโยมเสร็จ กลับไปขออนุญาตตำรวจอยู่ต่อที่สโมสรกรมตำรวจ เพราะยังไม่ถึงวันปวารณาออกพรรษา ตำรวจสันติบาลไม่ขัดข้อง ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้อาศัย ก่อนหน้านั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและจำเลย ครั้นออกพรรษาแแล้ว จึงบอกลาตำรวจสันติบาล ย้ายเข้าวัดมหาธาตุ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2509 รุ่งขึ้นวันที่ 8 พ.ย.ก็จัดทำบุญวันเกิดอายุ 64 ปี ที่วัดมหาธาตุ ในเวลาเดียวกัน

อาสภเถระ อยู่วัดมหาธาตุในฐานะพระลูกวัด และทำกิจของสงฆ์มิได้ว่างเว้น จนถึงวันที่ 20 มี.ค. 2515 จะมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จพระสังฆราชวัดมกุฏฯ ที่มรณภาพเนื่องจากอุบัติเหตุ คณะศิษย์ในอาสภเถระเคลื่อนไหวทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ขอความเป็นธรรมให้อาสภเถระที่ถูกถอดจากพระพิมลธรรมและอัตถการีเถระที่ถูกถอดจากพระศาสนโสภณ แต่ไม่มีคำตอบใดๆ

นับแต่นั้น เรื่องก็ดำเนินไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ระหว่างพุทธจักรและศาสนจักร แต่อดีตพระพิมลธรรมและพระศาสนโสภณ ก็ยังเป็นอดีตเหมือนเดิม ขณะที่คณะศิษย์มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คืนสมณศักดิ์ให้พระเถระทั้งสองรูป เพราะถือว่าสิ่งที่ท่านถูกกล่าวหาได้รับการวินิจฉัยจากศาลว่าพ้นมลทินแล้ว ผ่านมา 14 ปี จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ธ.ค. 2517 มีพระภิกษุหลายรูปรวมตัวทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ ให้คืนสมณศักดิ์ เมื่อรับเรื่องสมเด็จพระสงฆราชทรงตั้งอนุกรรมการพิจารณา และอนุกรรมการเสนอวันที่ 30 ธ.ค. 2517 สรุปในทำนองว่าเรื่องจบไปแล้ว เป็นพระบรมราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์แล้ว ประกอบกับพระที่ต้องอธิกรณ์ก็ไม่ควรได้สมณศักดิ์อีกด้วย แปลว่า อนุกรรมการไม่เอาด้วย

แต่ที่ประชุม มส.เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชควรมีพระบัญชาเรียกทั้งอาสภเถระ และอัตถการีเถระมาถามความสมัครใจ และให้มีอนุกรรมการศึกษาและติดตามงานด้วย

วันที่ 10 ม.ค. 2518 พระภิกษุสามเณรประมาณ 400-500 รูปในนามยุวสงฆ์เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระเถระทั้งสองรูป ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ

วันที่ 11 ม.ค. 2518 ที่ประชุมตกลงให้พระมหาทองใบ อินฺทโชโต ยื่นคำขาดต่อสมเด็จพระสังฆราชให้ มส.ยกเลิกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งฆนายก (พ.ศ. 2503) ที่เกี่ยวกับท่านทั้งสองรูป ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้คำตอบ ที่ชุมนุมลานอโศก จึงจัดหนัก หาพระอาสาสมัครอดอาหารประท้วงได้ 5 รูป เมื่อถึงวันที่ 13 ม.ค. 2518 ที่ประชุม มส.พิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการเสนอมาแล้ว ที่ประชุมให้นิมนต์พระเถระทั้งสองรูปมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 18 ม.ค. 2518 ที่วิหารวัดราชบพิธ

แต่เอาเข้าจริงให้เข้าเฝ้าวันที่ 16 ม.ค. 2518 ในเวลา 18.00 น. เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระสังฆราชตรัสถามด้วยความห่วงใยในการชุมนุมของยุวสงฆ์ ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ ด้วยรุนแรงถึงกับอดอาหารประท้วงกันแล้ว จึงหารือว่าจะปฏิบัติอย่างไร ที่ชุมนุมจึงจะยุติ

อาสภเถระก่อนถวายความเห็น ได้กล่าวไปว่า การก่อตัวของยุวสงฆ์นั้นท่านไปต่างจังหวัดหลายวัน จึงไม่ทราบที่มาที่ไปมากนัก ถึงกระนั้นได้ถวายความเห็นที่ควรเป็นทางออก และที่ประชุมตกลงตามเสนอ คือ ต้องยินยอมตามที่ชุมนุมยุวสงฆ์เรียกร้อง โดยเพิกถอนพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ฉบับลงวันที่ 8 ก.ย. 2503 และคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ฉบับลงวันที่ 19 ก.ย. 2503

เมื่อได้ข้อยุติ ที่ประชุมให้อาสภเถระร่างพระดำรัสสมเด็จพระสังฆราช ตอบที่ชุมนุมยุวสงฆ์

ในขณะเดียวกัน อาสภเถระกราบทูลนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชให้เสด็จเยี่ยมที่ชุมนุม

ยุวสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น

บ่ายวันที่ 17 ม.ค. 2518 ชุมนุมยุวสงฆ์ ลานอโศก ได้รับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช เจ้าหน้าที่จัดสถานที่ประทับที่หน้ามหาธาตุวิทยาลัย โดยมีอาสภเถระและอัตถการีเถระตามเสด็จ รวมทั้งพระเถระอีกหลายรูปและอธิบดีกรมการศาสนา

คณะยุวสงฆ์ รวมทั้งผู้ที่อดข้าวประท้วง 5 รูป ต่างพร้อมใจกันกราบนมัสการ และขอขมาสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานโอวาท เป็นที่ปลาบปลื้มแก่ทุกฝ่าย ว่าข้อเรียกร้องก็สมปรารถนา แต่ไม่ใช่ว่าท่านจะเป็นผู้บันดาลให้ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุและผลที่เหมาะสม ตอนหนึ่งพระโอวาทว่า การมีกฎเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ จะทำอะไรตามใจ ไม่ถือระเบียบแบบแผนไม่ได้ จะยุ่งเหยิง พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านเรียกร้องให้ที่ประชุมเทิดทูนพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนไว้ด้วยชีวิตจิตใจ โดยให้เริ่มจากตัวเราก่อน อย่าให้คนอื่นเทิดทูนก่อนเลย

ในที่สุดยุวสงฆ์ที่ชุมนุมกันมาตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2518 ก็สลายตัว

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้รับสนองพระบรมราชโองการคืนสมณศักกดิ์ พระพิมลธรรม แก่อาสภเถระ และพระศาสนโสภณ แก่อัตถการีเถระ

สมเด็จพระสังฆราชที่เสด็จไปสลายการชุมนุมยุวสงฆ์ครั้งนั้น ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

 

ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483730

 

โดย…ชลารย์ ชล

ผมเชื่อว่าคนไทยรู้จักสโมสรฟุตบอล “เลสเตอร์ซิตี้” แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของสโมสรและรู้จักแพร่หลายเมื่อเลสเตอร์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (2015-2016) แบบที่ใครก็คาดไม่ถึง

แล้วเชื่อว่าการที่เลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกนั้น มาจากปัจจัยต่อไปนี้

หนึ่ง เพราะบรรดาทีมใหญ่ไม่ว่าจะ เชลซี แมนยูฯ ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล หรือแม้แต่แมนซิตี้ เล่นไม่ได้เรื่องเอง ผีเข้าผีออก จะมีก็ “สเปอร์ส” ทีมเดียวที่เบียดกับเลสเตอร์แบบมีลุ้น แต่น่าเสียดายพอใกล้เส้นชัยดันมาแผ่วปลายเลยเสร็จจิ้งจอกสยาม

สอง เพราะเลสเตอร์ปีที่แล้วฟอร์มอย่างเทพ แพ้ยาก ถึงแพ้บ้างก็มักจะกลับมาได้เร็วในนัดต่อไป ต่างจากหลายทีมพอแพ้ก็มักจะแพ้ติดต่อหรือไม่ชนะหลายนัด กว่าฟอร์มจะกลับมาคะแนนก็ห่างกันเยอะจนตามเลสเตอร์ไม่ทัน

สาม เพราะเลสเตอร์ซิตี้ “มีของ” คำว่า “ของ” ในที่นี้ก็คือผ้ายันต์ “รุ่นแพ้ไม่เป็น” ปลุกเสกโดยพระเกจิชื่อดังระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ วัดดังย่านสัมพันธวงศ์

ในสามข้อ ผมคิดว่าข้อสามคนไทยน่าจะเชื่อมากโข!!!

สังเกตให้ดีพอเลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกยิ่งเกิดกระแส “ผ้ายันต์ฟีเวอร์” มีแต่คนอยากได้พยายามเสาะหากันควั่ก ช่วงนั้นหลายเว็บไซต์นำผ้ายันต์รุ่นนี้ไปเปิดประมูลกันคึกคัก ขณะที่บางรายนำมาปล่อยผืนละ 2 หมื่นบาท บางคนนำไปปล่อยเช่าต่อในราคาผืนละเกือบ 5 หมื่นบาท กำไรเน้นๆ เนื้อๆ

ส่วนตัวผมเชื่อในข้อหนึ่ง ทีมอื่นๆ เล่นไม่คงเส้นคงวา และสองเลสเตอร์เล่นดีเสมอต้นเสมอปลายซึ่งต้องยกเครดิตให้โค้ชรานิเอรี และเหล่านักเตะ ส่วนข้อสาม แค่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแต่จะออกฤทธิ์ออกเดชช่วยให้คว้าแชมป์ไหมไม่มีอะไรยืนยัน

แต่เชื่อไหมฤดูกาลนี้ (2016-2017) กับฤดูกาลที่แล้วต่างกันสิ้นเชิง

ตอนที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ยังไม่ทราบผลคืนวันเสาร์ที่ 5 มี.ค. แต่เลสเตอร์ยังเกาะกลุ่มโซนท้ายตาราง กำลังดิ้นหนีตกชั้นอย่างหนัก จะ “ตกชั้น” หรือ “รอดพ้น” ไม่หล่นไปเล่นแชมเปี้ยนชิพต้องรอดูต่อไป ลึกๆ ผมเชื่อว่าเลสเตอร์รอด!

ด้วยสถานการณ์อันยากลำบากของเลสเตอร์ที่กำลังประสบในขณะนี้ ทำให้โค้ชรานิเอรีต้องสังเวยให้กับผลงานย่ำแย่ถูกปลดจากผู้จัดการทีมไปแล้วทั้งที่ฤดูกาลก่อนเขาพาเลสเตอร์หนีตกชั้นได้หวุดหวิดและฤดูกาลที่แล้วก็พาคว้าแชมป์ เขาคือฮีโร่ของจิ้งจอกสีน้ำเงิน (เลสเตอร์) แต่หลายคนเชื่อเพราะ “ยันต์แพ้ไม่เป็น” ช่วยให้เลสเตอร์คว้าแชมป์

ต้องยอมรับว่าคนไทยเราเชื่อในเรื่องพวกนี้ ไม่งั้นเครื่องรางของขลัง พระเครื่อง วัตถุมงคลทั้งหลายจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของคนหรอก คนไทยเชื่อสิ่งเหล่านี้ว่ามีฤทธานุภาพบันดาลดลให้สำเร็จเผล็ดผลตามต้องการทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นความเชื่อล้วนๆ

สำหรับผมไม่ได้ปฏิเสธของพวกนี้ แต่ก็ไม่ไปเสาะแสวงหรืออยากมีอยากได้แม้ใครจะว่าของท่านนั้น รุ่นนั้นรุ่นนี้ดีเลิศประเสริฐขลังแค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีได้ ศรัทธาได้แต่อย่างมงายครับ ชาวพุทธต้องหนักแน่นและเชื่อมั่นในตนเองดั่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากกว่าเชื่อในผ้าผืนเดียว หรือในอำนาจดลบันดาลที่มองไม่เห็น เพราะถ้างมงายก็เท่ากับเราดูถูกตัวเอง

ล่าสุดพระเกจิดังผู้สร้างยันต์แพ้ไม่เป็นจะจัดสวดนพเคราะห์ที่วัดในเย็นวันที่ 6 มี.ค. เวลา 17.00 น. โดยนิมนต์พระเกจิทั่วประเทศมาทำพิธี เนื่องจากวันที่ 6 มี.ค. ท่านว่าในทางโหราศาสตร์จะเกิดปรากฏการณ์ดาวมฤตยูเคลื่อนทับดวงเมืองซึ่งจะส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งมีทั้งดีและร้าย จึงต้องจัดสวดนพเคราะห์เพื่อทุเลาร้ายให้เป็นดี

เจตนาของท่านนั้นดีและประสงค์ดี แต่ก็อยากให้ประชาชนเราใช้สติปัญญา อย่าถือมงคลตื่นข่าวมาก ผมว่าถ้าเราคิดดี ทำดี พูดดี หรือตั้งมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ตามที่พระพุทธเจ้าสอนก็พอเพียงแล้ว ต่อให้ร้อยมฤตยู ต่อให้ร้อยดาวเสาร์ก็ไม่อาจมีอิทธิพลเหนือความดีที่เราทำหรอกลองเชื่อพระพุทธเจ้าดูสิครับแล้วจะรู้สึกสดชื่น

ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยครับเพราะ “ตถตา” มันเป็นเช่นนั้นเอง

มยุรา-ธาดา เศวตศิลา เผยหลักธรรมครองชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483729

มยุรา-ธาดา เศวตศิลา เผยหลักธรรมครองชีวิต

โดย…กนกรัตน์ ศศิโรจน์ (ผู้สื่อข่าวพิเศษ)

“ตั๊ก มยุรา” ควงคู่ชีวิตขึ้นเวทีเสวนาธรรมเปิดเผยใช้ขันติและการให้อภัยเป็นหลักในการครองเรือน ชีวิตคู่จึงยั่งยืน 33 ปี ที่ยังหวานชื่น ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา ดาราสาวมากความสามารถที่เก่งและแกร่งคนหนึ่งของวงการบันเทิง คร่ำหวอดในแวดวงบันเทิงมากว่า 40 ปี ควงแขนคู่ชีวิตมาร่วมบรรยายธรรมะแบ่งปันประสบการณ์การครองเรือน ครองงาน ว่าใช้หลักอะไรจึงมีความสุขและประสบความสำเร็จทั้งคู่ขึ้นเวที “เรายกวัดมาไว้ ที่เซเว่นฯ” พูดในเรื่อง “ธรรมะทำไม ทำไมธรรมะ” เป็นหัวข้อและเป็นเวที ส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ที่จัดขึ้นโดยซีพี ออลล์ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21

กุญแจสำคัญที่ทั้งคู่ “มยุรา-ธาดา เศวตศิลา” ใช้ในการดูแลชีวิต ประคับประคองให้ชีวิตรักหวานชื่น ฝ่าฟันหลากหลายอุปสรรคในชีวิตด้วยกันมากว่า 33 ปี คือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในเรื่องของขันติ “ความอดทน อดกลั้น” ต่อทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิต

ตั๊ก มยุรา เล่าว่า “ชีวิตคุณหนุ่ยกับคุณตั๊กต่างกันคนละขั้วก่อนมาเจอกัน เพราะทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกันแต่กลับต้องมาแต่งงานกัน จึงมีทะเลาะกันบ้าง แต่ที่อยู่ด้วยกันมาได้นั้นเพราะมีความปรารถนาดีให้กันเสมอ จึงอดทนได้ทุกเรื่อง ตรงนี้คือหลักของธรรมะที่เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตคู่อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปจำเรื่องตัวเลขให้จำแค่ว่าวันนี้และวันข้างหน้า เราจะทำอะไร ดำเนินชีวิตให้มีความสุขและสนุกสนานอยู่กับคนรักแบบเพื่อนมองตาก็รู้ใจแล้ว เวลาตั๊กโวยวาย คุณหนุ่ยจะนิ่ง ถ้าคนหนึ่งตึงอีกคนหนึ่งต้องหย่อนถึงจะไปด้วยกันตลอดรอดฝั่ง”

นอกจากนี้ ในการครองชีวิตคู่ที่สำคัญมากก็คือการให้อภัย ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น มีเมตตา และหมั่นทำความดี สร้างบุญสร้างกุศลด้วยกันอยู่เสมอ ธรรมชาติของคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่คนเดียว ชีวิตจะต้องอยู่กับครอบครัวและการมีชีวิตคู่ หากไม่มีธรรมะก็จะเกิดความสุขในใจไม่ได้เลย เพราะถ้าเราคิดผิดคือ คิดไม่ดี คิดนอกใจ คิดจะโกหกคนรัก เราจะก็มีแต่ความทุกข์ แต่ถ้าเราคิดถูกคือมี สัมมาทิฏฐิ เราก็จะไม่มีความทุกข์เลย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร

ในมุมของคู่ชีวิต หนุ่ย-ธาดา เศวตศิลา ยอมรับว่า ความรักมีช่วงโปรโมชั่น ถ้าใช้รูปลักษณ์ภายนอก ดูจากความสวย ความสนุกสนานคงไม่จีรังยั่งยืน แต่ที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะความรักและความดีของตั๊ก มีชีวิตคู่ก็ต้องช่วยกันดูแล คอยเตือนกันเวลาทำอะไรไม่ดี เหมือนเรามีกระจกที่มีชีวิตอยู่ข้างเรา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนเดียวไม่ได้และต้องใช้ชีวิตทุกวันด้วยความมีสติ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญา คือความเห็นตามความเป็นจริง ถ้าเราครองสติได้ตลอดก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ธรรมะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“เราไม่สามารถเปลี่ยนใครได้เลยในโลกนี้ แม้แต่คนที่อยู่บ้านเดียวกับเรา แต่เราสามารถสร้างสถานการณ์ให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้” ธาดา เล่าก่อนจบ

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483728

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ชมพระเครื่องสวยๆ เพื่อเป็นแนวทางสะสมกัน หากต้องการชมภาพชัดๆ เข้าที่ www.posttoday.com คอลัมน์ธรรมะ-จิตใจครับ

องค์แรก ชมสมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ แขนกลมฐานขาสิงห์ ซึ่งจัดสร้างโดยเสมียนตราด้วง ต้นตระกูลธนโกเศศ ท่านศรัทธาในสมเด็จโตมากและเป็นผู้สร้างพระหลวงพ่อโต ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วัดอินทรวิหาร จุดสำคัญของพิมพ์นี้คือ แขนกลม ฐานชั้นกลางจะเป็นขาสิงห์และฐานชั้นล่างสุดเต็มตันตลอดและปลายฐานทางด้านซ้ายจะสอบเข้า สวยดูง่ายแบบองค์นี้ ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักล้าน

องค์ที่สอง ชมพระหลวงปู่ทวด หลังเตารีด วัดช้างให้ พิมพ์ใหญ่ปั๊มซ้ำปี พ.ศ. 2505 ปกติพระพิมพ์นี้ มีปั๊มซ้ำน้อยมาก เนื่องจากตอนหล่อค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว พอมาปั๊มซ้ำก็ได้เสน่ห์ไปอีกแบบ องค์นี้ ปั๊มซ้ำปีกใหญ่ เนื้อหาจัด ดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสน

องค์ที่สาม ชมพระกริ่งหน้าอินเดีย สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ ทรงสร้างปี พ.ศ. 2482 จำนวน 4,000 องค์ พระกริ่งรุ่นนี้หล่อโบราณแบบกริ่งในตัว คือ บรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในองค์พระขณะเป็นหุ่นขี้ผึ้งก่อนเททองหล่อมี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าใหญ่ พิมพ์หน้าเล็ก องค์นี้พิมพ์หน้าใหญ่แต่งเก่า สวยดูง่ายครับ ราคาหลักแสนตามความสวย

องค์ที่สี่ ชมพระพิจิตรเขี้ยวงู กรุท่าฉนวนเป็นเนื้อผงใบลานเผาผสมดินเนื้อออกสีดำ กรุนี้ยังมีพระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าด้วย พระสองพิมพ์นี้คล้ายคลึงกันมาก นอกจากนี้ยังมีกรุมะละกอเนื้อดินจะออกสีน้ำตาล ไม่หนึกนุ่มเหมือนกรุท่าฉนวน เป็นเหตุให้กรุท่าฉนวน ได้รับความนิยม และมีราคาแพงกว่าพระพิจิตรกรุมะละกอ แถมยังหายาก สภาพนี้ราคาหลักหมื่นกลาง

องค์ที่ห้า ชมเหรียญหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่รุ่นสร้างบารมีปี พ.ศ. 2519 องค์นี้มีจารเต็ม จุดพิจารณาอยู่ที่ห่วงด้านหลังเหรียญจะเป็นเม็ดผดจำนวนสร้างเนื้อทองคำ 19 เหรียญ เนื้อเงิน 199 เหรียญ เนื้อนวโลหะ 999 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ 2519 เหรียญ (ตามปีที่จัดสร้าง) องค์นี้เป็นเนื้อทองแดงเจ้าของได้นำไปกาไหล่ทองเองเป็นของ พล.ร.ต.สิทธิพร มาศเกษม

องค์ที่หก ชมพระหลวงปู่ภู วัดอินทร์ เป็นพิมพ์ 8 ชั้น แขนกลม พิมพ์แปดชั้นจะมี 2 พิมพ์ คือ แขนกลม กับแขนหักศอก พิมพ์นี้เส้นสายจะเล็ก คม และเนื้อหามวลสารจะมีเม็ดดำๆ อยู่ในเนื้อ ด้านข้างจะเป็นร่องการตัด 2 ชั้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญของหลวงปู่ภูและด้านหลังจะต้องมีรอยปาดเป็นธรรมชาติ สภาพสวยดูง่ายแบบนี้ต้องมี 6 หลักครับ

องค์สุดท้าย ชมสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นไหล่ตรง เนื้อสมเด็จวัดเกศไชโยมี 3 ลักษณะ คือ พระเนื้อจัดเพราะมีน้ำมันตั้งอิ๊วผสมอยู่มาก มีสีขาวขุ่นอมน้ำตาล พระเนื้อนุ่มปานกลาง เนื้อออกสีขาวอมเหลือง และพระเนื้อแกร่ง ผิวแห้ง แกร่งคล้ายหินอ่อน นอกจากนี้ด้านหลังบางองค์จะปรากฏเป็นเนื้อจ้ำๆ ด่างๆ สีเหลืองเรียกว่าเนื้อเน่าอันเป็นจุดสังเกต สภาพดูง่ายแบบนี้ว่ากันหลักแสนครับ

“เราไม่สามารถคัดแยกคนที่จะเข้ามาหาเราได้ แต่เราสามารถคัดแยกคนได้เมื่อมีสติอยู่กับตัว”

 

น่าห่วง พรบ.สงฆ์ อาจขัดพระราชศรัทธา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483726

น่าห่วง พรบ.สงฆ์ อาจขัดพระราชศรัทธา?

โดย…สมาน สุดโต

ไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ และร่างพระราชบัญญัติสภาพุทธบริษัทให้ สนช.รับไปพิจารณา ถ้าหาก สนช.เห็นด้วยกับร่างที่ว่านี้ สภาพวัด และฐานะของพระสงฆ์จะเปลี่ยนไปวัดจะร้างมากขึ้น พระสงฆ์ที่น้อยอยู่แล้ว จะน้อยลงอีก และน่าห่วงว่า พ.ร.บ.นี้จะขัดพระราชศรัทธา

หลักการและเหตุผลที่ไพบูลย์อ้างในการเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ ฟังได้ในเหตุที่เกิดในปัจจุบันและกับบางวัดในเมืองหลวง แต่ถ้าไปดูชนบท พ.ร.บ.แบบไหนก็ไม่มีความหมาย บางจังหวัดในภาคเหนือต้องให้สามเณรมาเป็นสมภาร (ชั่วคราว) ญาติโยมต้องผลัดเปลี่ยนกันไปนอนเฝ้าวัดเพราะไม่มีใครบวช

ส่วนที่ว่าพระโอนทรัพย์สินที่ได้มาในขณะที่บวชอยู่ในสมณเพศ จำหน่ายหรือทำพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่นได้ มีสักกี่ราย เห็นแต่สมภารบางวัดขนไปแจกจ่ายวัดและโรงเรียนในชนบท ถามสมภารวัดหลวงพ่อโอภาสี บางมดดูก็ได้

ถ้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้แบบชาวบ้าน มองไม่เห็นว่า พ.ร.บ.จะมีคุณต่อพระศาสนาและพระสงฆ์ ดูง่ายๆ ถ้า พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับ งบประมาณที่รัฐบาลจัดถวายสมเด็จพระสังฆราชปีละหลายสิบล้านบาทจะ
หมดไป เจ้าอาวาสที่เป็นพระสังฆาธิการ และเป็นเจ้าพนักงานโดยตำแหน่งหน้าที่ ตั้งแต่พระหลวงตาจนถึงสมเด็จพระสังฆราชที่ได้รับพระราชทานนิตยภัตที่หลวงจัดถวายทุกเดือน (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในวัด เช่น ค่าน้ำค่าไฟ) ซึ่งตกทอดมาหลายรัชกาลแล้ว จะต้องหยุดเพราะ พ.ร.บ.นี้ ไม่ส่งเสริมพระราชศรัทธาของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อสถาบันพระสงฆ์

เมื่อพระหนุ่มเณรน้อยที่เรียนบาลีเก่งได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงก็รับไม่ได้ เพราะขัดกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้

น่าสงสารวัดสวยๆ งามๆ ที่โบราณสร้างไว้จะไม่มีพระอยู่ วัฒนธรรม ประเพณีชาวพุทธค่อยๆ หดหายไป สังคมที่เกื้อกูลกันระหว่างพระและชาวบ้าน (คือ ทำบุญตักบาตร ทอดกฐินผ้าป่า) ก็หมดเพราะพระสงฆ์ไม่มีเฝ้าวัด

ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด (ที่ยังมีพระอยู่) อาจหยุดชะงัก เพราะสมภารที่รับภาระบริหารวัดหมดอำนาจ ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่กรรมการที่จะตั้งขึ้นมา วัดอาจทรุดโทรมมากขึ้น และจะร้างมากขึ้น

ขอสรุปว่า พ.ร.บ.ที่ไพบูลย์เสนอมา ไม่ส่งเสริมพระราชศรัทธา ทำลายวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชาวพุทธอย่างแน่นอน เอวัง

 

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดแห่งสังฆราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482868

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดแห่งสังฆราชา

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่เพียงเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 3 พระองค์ หากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามยังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ทรงสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี ถือเป็นวัดประจำรัชกาล ความยิ่งใหญ่ยังหมายรวมถึงลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและยุโรปที่โดดเด่นเป็นเอก หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ทรงบันดาลใจจากการเสด็จประพาสยุโรป

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นที่ตั้งของสุสานหลวง ต้นแบบของประเพณีการสร้างสถูปบรรจุพระอัฐิและพระอังคารของพระบรมวงศานุวงศ์ มีการจำหลักหินอ่อนตามแบบศิลปะตะวันตกที่จารึกประวัติผู้วายชนม์ขึ้นครั้งแรกที่นี่ หนึ่งในนั้นได้รับการยกย่องว่าไพเราะที่สุด ฉันท์และโคลงจารึกอนุสาวรีย์ที่แต่งดีที่สุดในกลอนไทย เช่นนี้แล้วก็สมควรหรือไม่ ที่เราชาวไทยจะได้ไปสักการะ
สักครั้งหนึ่งในชีวิต

วัดราชบพิธฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่ที่เขตพระนคร สร้างขึ้นในปี 2412 โดยนำเอาสถาปัตยกรรมแบบไทยและยุโรปสร้างประยุกต์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ใช้ระยะเวลาในการสร้างทั้งสิ้นยาวนานถึง 20 ปีเศษ วัดแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง

 

เขตพุทธาวาส

ฐานไพทีปูด้วยหินอ่อน ประกอบด้วย พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร วิหารมุข วิหารคด และศาลาราย ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วประดับกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ สูง 1 เมตร กระเบื้องเคลือบนี้เป็นฝีมือการออกแบบของพระอาจารย์แดง ช่างพระภิกษุที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น สำหรับพระอุโบสถ รูปทรงภายนอกเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี หากภายในเป็นแบบศิลปะทางตะวันตก ฝีพระหัตถ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ผนังด้านนอกประดับกระเบื้องสีและมุก เป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง ของ 5 สกุล ซึ่งถือเป็นเครื่องมุขชุดใหญ่ชุดสุดท้ายที่ทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์

พระประธานหล่อขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีหินอ่อนที่สั่งนำเข้ามาจากอิตาลี พระนาม “พระพุทธอังคีรส” หมายถึง มีรัศมีซ่านออกจากพระวรกาย กะไหล่ด้วยทองเนื้อแปดหนัก 180 บาท ภายในพระอุโบสถโปรดให้มีการออกแบบและการให้สีสันคล้ายพระที่นั่งองค์หนึ่งในพระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส ทั้งในส่วนของเพดาน เสา และลวดลายที่ผนัง  ฝีพระหัตถ์ของ ม.จ.ประวิช ชุมสาย

เขตสังฆาวาส

เป็นที่ตั้งของหอระฆัง หอกลอง ตำหนักพระอรุณ และพระที่นั่งสีตลาภิรมย์ หอระฆังเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นซุ้มโปร่ง ย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงพระเกี้ยว ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ ส่วนหอกลองมีลักษณะเหมือนหอระฆัง ตำหนักพระอรุณและพระที่นั่งสีตลาภิรมย์เดิมอยู่ในพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 5 โปรดให้รื้อและนำมาสร้างใหม่เพื่อเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร เจ้าอาวาสองค์แรก ตำหนักพระอรุณสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และเคยใช้เป็นที่พระราชสมภพของรัชกาลที่ 5

เขตสุสานหลวง

ตั้งอยู่ติดกำแพงวัดด้านตะวันตก มีพระบรมราชโองการพระราชทานกัปปิยภูมิอุปจาร อันหมายถึงบริเวณรอบๆ เพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์สถานตามพระราชประสงค์ ภายในมีอนุสาวรีย์ต่างๆ เป็นรูปพระเจดีย์ รูปปรางค์ อาคารแบบไทย แบบขอม แบบกอธิก สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระสรีรางคารของพระบรมราชเทวี
พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา และพระราชโอรส พระราชธิดา เป็นต้น

มีการสันนิษฐานว่า น่าจะได้ทรงนำคติการบรรจุอัฐิของถูปารหบุคคลตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา ผสานเข้ากับการสร้างสุสานหลวงอย่างนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งจะมีลักษณะทางศิลปกรรมงดงาม สร้างด้วยศิลา จำพวกหินอ่อนสลักเสลาตามศิลปะแบบตะวันตก พร้อมจารึกประวัติผู้วายชนม์และคำอาลัยอันไพเราะ

 

สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ มีลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเลียนอย่างอนุสาวรีย์ที่บรรจุพระศพของเจ้านายยุโรป จะต่างกันก็แต่ว่า สิ่งบรรจุในสุสานหลวงของไทยคือ อัฐิ หรือ อังคาร มิใช่ศพ โดย 4 องค์แรกถือเป็นอนุสาวรีย์สำคัญ สถูปทรงลังกาบุโมเสกทอง 4 องค์ ประดิษฐานเรียงระนาบเป็นแนวประธาน พระราชทานพระบรมราชูทิศแก่พระบรมราชเทวีและพระราชเทวี ประกอบด้วย สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์ ด้วยทรงยกย่องว่า พระมเหสีทั้ง 4 พระองค์ ล้วนเป็น “ลูกหลวง” พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยกันทั้งสิ้น

การบรรจุพระอัฐิ ณ สุสานหลวง มีขึ้นคราวแรก เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2448 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอัฐิของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ ผู้สิ้นพระชนม์พร้อมกันโดยอุปัทวเหตุเรือพระประเทียบล่ม มาบรรจุไว้ ณ สุนันทานุสาวรีย์เป็นปฐม โดยอนุสาวรีย์ทุกองค์ล้วนงดงามและมีความหมายลึกซึ้ง รวมทั้งเป็นที่เคารพบูชา เช่น ในวิหารน้อย เป็นที่บรรจุพระอังคารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตร
อุดมศักดิ์

ณ วัดราชบพิธฯ ขอเชิญเยี่ยมชมความงาม และเสพสุนทรีย์แห่งศิลปะจารึกบนอนุสาวรีย์ เชื่อว่าจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของวัดและสุสานหลวงแห่งสำคัญ ที่ได้ชื่อว่าทรงคุณค่าและมีความงดงามทางศิลปะที่สุดแห่งหนึ่งแห่งรัตนโกสินทร์สมัย

ที่ประทับ 3 สมเด็จพระสังฆราชา

วัดราชบพิธฯ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึงปัจจุบัน 3 พระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 และเป็นองค์ที่ 3 ของวัดราชบพิธฯ

 

บทกวีเอกแห่งสุสานหลวง

สุสานหลวง หามีความสำคัญแต่เพียงเป็นที่บรรจุพระอัฐิและพระอังคารของเจ้านายเท่านั้น หากยังเป็นภูมิสถานที่ก่อให้เกิดบทกวีชิ้นเอกที่ไพเราะจับใจ นั่นคือถ้อยกวีที่พรรณนาความอาลัยรักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพระราชธิดาแฝดพระองค์น้อย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพพรรณพิลาศ ผู้ด่วนเสด็จสิ้นพระชนม์ไปเสียแต่พระชนมายุ 1 พรรษาเศษ คำประพันธ์เป็นภุชงคประยาตฉันท์และโคลงสี่สุภาพ จารึกบนแผ่นหินอ่อน ผนึกบนเสาอนุสาวรีย์ศิลปะกอธิก “สรีรนิธาน” ดำเนินความว่า

“อนุสาวรีย์นี้ บิดามีฤดีถวิล

สฤษฎ์ไว้จะไว้จิน ตนานุสร์คนึงถึง

ประไพพรรณพิลาศเลิศ ทวีเกิดทวีพึง

กมลพ่อแลพรากจึง ทวีทุกข์ทวีศัลย์

อุบัติมีจะมาดับ ก็รับรู้ฤแผกผัน

วิธีธาตุผสมกัน ก็จำแจกกระจายสลาย

กระนั้นรู้ก็ยังหวัง จะให้ยั้ง บ ด่วนดาย

อำนาจสาตรแลแรงกาย ประจนได้ก็ดูเอา

โอะโอ้ผู้จะอาจก่อ ชะลอเลื่อนนครเขา

แลขุดสร้างสมุทเอา ประเทศถ่อมก็ทำสม

บ สามารถจะปกปัก ธิดารักประคองชม

ฉลาดเล่ห์แลคำคม ฤ คำอ่อน บ วอนไหว

ฉนี้แล้ธิดาดวง สมรล่วงนิคาไลย

จะเหลือแต่เสน่ห์ใน อุราพ่อ บ แผกผัน

จะฦกรักฉลักโศก สถิตยไว้คนึงวัน

ธิดาจากบิดาจรัล ประจักษ์ไว้ประจำใจ

อุบัติแม่ก็มีมา ณ ราตรีกำหนดใน

พฤหัศสุกกะปักษไตร ดิถีสาวะนามี

สหัศโทสดาเสศ จตาฬีสเจดปี

รกาสัปตศกศรี สวัศดิสู่ประสูตรสมัย

ประไพพรรณพิลาศลับ ชีวาดับประลาศไป

ณ วันพุฒดิถีไทย คะรบสัตตะแรมปักษ

ณ เดือนกรรติกาพรรยะ จออัฐศักะ

ราชหนึ่งกะกึ่งพัก ณ โลกย์นี้แลลี้กษัย”

 

ผลงานประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ผู้ประพันธ์คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร พระราชอนุชาในรัชกาลที่ 5 ทรงพระนิพนธ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระเชษฐา ผู้ทรงพระโทมนัสยิ่งจากการสูญเสีย โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้เป็นพระอนุชา ทรงลงความเห็นเกี่ยวกับพระนิพนธ์อาลัยพระเจ้าลูกเธอแฝดพระองค์น้อยสำนวนนี้ความว่า

“ฉันท์และโคลงจารึกอนุสาวรีย์นี้ ใครได้อ่านมีความเห็นเป็นอันเดียวกันว่า แต่งดีที่สุดในกลอนไทย ไม่ว่ากวีคนใดที่ปรากฏมาแต่ก่อนแต่งดีกว่านี้ได้ มีคำกระซิบกล่าวกันว่า ในเวลานั้น กรมหลวงพิชิตฯ ทรงแต่งดีอย่างนี้ อาจจะร้อนพระทัยในภายหน้า เมื่อโปรดฯ ให้แต่งสำหรับจารึกอื่น ซึ่งสำคัญยิ่งขึ้นไป กรมหลวงพิชิตฯ จะไม่สามารถทรงแต่งได้ดีถึงอนุสาวรีย์นี้ คำกล่าวนี้ทราบถึงกรมหลวงพิชิตฯ ครั้นภายหลังมาก็เป็นจริงอย่างเขาว่า เคยตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า ‘มันจริงของเขาเสียแล้วนะน้องเอ๋ย’…”

 

เมื่อพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482782

เมื่อพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับ

โดย…ส.คนจริง

เรื่องที่ชาวพุทธไทยและทั่วโลกสนใจและสลดใจไม่มีข่าวใดเกินข่าว คสช.ใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยึดวัดพระธรรมกายเพื่อติดตามจับตัวอดีตเจ้าอาวาส พระเทพญาณมหามุนี หรือที่เรียกกันทั่วไปในวงการสื่อคือ ธัมมชโย ที่โดนข้อหาฟอกเงินและรับของโจร การยึดวัดเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. 2560 ภายหลังจากที่  คสช.ประกาศใช้มาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ตามข่าวว่าวันแรกเจ้าหน้าที่กว่า 3,600 นาย ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย โดยที่ดีเอสไอแถลงว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการเพื่อนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ล่าสุดยังไม่สามารถไล่ล่าหรือจับตัวได้ แม้ว่าจะรุกไล่ให้จนตรอกแล้วก็ตาม

พระสงฆ์ต่างประเทศที่ผู้เขียนติดต่อด้วยรูปหนึ่งมีความเห็นว่านึกไม่ถึงที่เรื่องอย่างนี้จะเกิดในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น ประเทศไทย ท่านบอกว่าในฐานะพระสงฆ์รูปหนึ่งรู้สึกเศร้าสลดใจ และเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านรูปนี้ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรพุทธในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย มีความเห็นว่า ถ้าท่านธัมมชโยมีความถูกต้องและเมตตาคนอื่นๆ ท่านต้องมอบตัวเพื่อให้มีการสอบสวน เพราะการเป็นบุคคลสาธารณะต้องอยู่เหนือความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ

เพื่อบรรเทาความเครียด จึงขอนำเรื่องใหญ่ๆ ที่เคยเกิดมาแล้วในเมืองพระพุทธศาสนาอย่างประเทศไทยมาเล่าสู่กันฟัง ตอนนั้นพระเถระที่ถูกรัฐบาลจับมีสมณศักดิ์สูงเป็นรองสมเด็จ อดีตสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง และมีบทบาทเด่นมากในสายตาของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน พระที่ถูกกล่าวหาและถูกจับมี 2 รูป แต่ที่นี่จะกล่าวถึงรูปเดียว

พระรูปนั้นคือ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ขณะนั้นเป็นอธิบดีสงฆ์ (เจ้าอาวาส) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ถูกจับกุมคุมขังที่ตำรวจสันติบาล

ขอลำดับเหตุการณ์ดังนี้ ก่อนถูกจับท่าน อาสภเถระถูกกระบวนการวางแผนโค่นล้มกล่าวหาว่า เสพเมถุนกับผู้ชาย ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร สั่งสึกแล้วให้หนีจากวัดเพื่อรักษาหน้า แต่ท่านพระพิมลธรรมไม่ไปไหน สมเด็จพระสังฆราชว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา จึงสั่งถอดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2503

ต่อมาวันที่ 11 พ.ย. 2503 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ถอดออกจากสมณศักดิ์ (พระพิมลธรรม) ฐานฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ลงนามเอง

 

จากสมณศักดิ์ชั้นรองสมเด็จ เหลือชื่อเดิมเรียกตัวเองว่า อาสภเถระ แต่ยังไม่หนำใจผู้จ้องทำลาย จึงใส่ข้อมูลผิดๆ และร้ายแรงเข้าหูจอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีเสมอ จนประสบผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2505 เวลา 12.30 น. ตำรวจสันติบาลจำนวนมากนำโดย พ.ต.อ.เอื้อ เอมะปาน พ.ต.อ.ชัชชวางกูร เป็นต้น ไปแจ้งหมายจับพระอาสถเถระที่กุฏิหอปริยัติ วัดมหาธาตุ ข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐในราชอาณาจักร

อาสภเถระไม่หนี ไม่ได้ขัดขืนการจับกุม แต่ขอเวลาเขียนหนังสือสั่งการ และลาพระประธาน และรักษาการเจ้าอาวาสก่อน จากนั้นจึงขึ้นรถไปสันติบาลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร พ.ต.อ.เอื้อ จึงทำจดหมายกราบเรียนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ในฐานะสังฆนายก ว่าจะเอาอย่างไร และจอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีก็สั่งให้สึกวันนั้นเลย

ส่วนพระท่านสั่งเป็นทอดๆ จากสังฆนายก ไปสังฆมนตรีว่าการปกครอง และไปจบที่เจ้าคณะจังหวัดกรุงเทพมหานคร

พระธรรมคุณาภรณ์ (ฟื้น) เจ้าคณะจังหวัดกรุงเทพมหานคร รับงานแต่ไม่ได้ไปรูปเดียว ได้ชวนพระธรรมมหาวีรานุวัตร (ไสว ฐิตวีโร) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ในฐานะที่คล่องเรื่องกฎหมายไปด้วย เพื่อจะสึกพระอาสภเถระที่ตำรวจสันติบาล แต่พระอาสภเถระได้เขียนหนังสือขอความเป็นธรรม พระธรรมคุณาภรณ์ต้องไปขอวินิจฉัยจากสังฆนายก สังฆนายกจึงแทงหนังสืออย่างไม่ปรานีว่าต้องสึกเท่านั้น เพราะเป็นคดีอาญา มิใช่เรื่องธรรมวินัยแล้ว

เจอไม้นี้พระอาสภเถระจึงทำหนังสือยืนยันไม่ลาสิกขาเด็ดขาด ยอมตายในผ้ากาสาวพัสตร์ ใครมาแย่งเอาผ้าเหลืองออกจากตัวถือว่าแย่งชิงเอาโดยผิดศีลธรรม และขอปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุในศาสนาตลอดไป

พระธรรมคุณาภรณ์ (ฟื้น) ได้ปฏิบัติตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ยกมือไหว้แล้วบอกว่าผมขอเอาผ้าเหลืองคืน แล้วพระธรรมมหาวีรานุวัตร (ไสว) กราบที่ตักแล้วปลดส่วนล่าง

ทั้งหมดนี้ดำเนินการที่ตำรวจสันติบาลกอง 1 ในวันที่ 20 เม.ย. 2505 จากนั้นท่านพระอาสภเถระนุ่งขาวห่มขาว ตำรวจสันติบาลกอง 1 กลายเป็นที่พำนัก และต่อสู้คดีในศาลทหารกรุงเทพ เป็นเวลา 5 ปี ในที่สุดศาลยกฟ้องพ้นข้อหาทั้งหมด เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2509 กลับมาอยู่วัดมหาธาตุตามเดิม โดยอธิกรณ์และมลทินถูกลบล้าง เพราะพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชไม่ถูกต้องแต่แรก จึงส่งผลให้คำสั่งอื่นๆ โมฆะ ส่วนผู้กล่าวหาท่านว่าเป็นปาราชิก ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยอมรับสารภาพผิดและขอขมาโทษ

วันที่ 31 พ.ค. 2518 รัฐบาลคืนสมณศักดิ์ที่ พระพิมลธรรม ให้ท่านพระอาสภเถระ และปี 2523 มหาเถรสมาคมมีมติให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุอีกครั้ง วันที่ 5 ธ.ค. 2528 ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ พ.ศ. 2531-2532 และเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตำแหน่งสุดท้ายก่อนมรณภาพ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2532 คือเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

เรื่องพระพิมลธรรม เมื่อต้องคดี พระบางรูปว่าเป็นความริษยาในวงการสงฆ์ ศาลทหารว่าเป็นคราวเคราะห์ หรือกรรมเก่าของจำเลย หรือเป็นการสร้างบาปกรรมของผู้มีกิเลส ไม่ใช่ความผิดของผู้ใดเป็นความผิดของสังสารวัฏเอง ศาลรู้สึกสลดใจและเห็นใจจำเลย และให้จำเลยทำใจว่าสัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ดี หรือชั่วก็ตาม ก็จะเป็นกรรมทายาทรับผลของกรรมนั้น และคงตั้งในคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตในพระพุทธศาสนาสืบไป

เรื่องพระพิมลธรรมจบไปนาน ทิ้งตำนานให้ชาวพุทธศึกษา

ส่วนเรื่องพระธัมมชโย จะกลายเป็นเรื่องเสียดแทงใจชาวพุทธไปอีกนานแค่ไหน สังสารวัฏเท่านั้นย่อมรู้

 

มันใช่หรือ!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482781

มันใช่หรือ!?!

โดย…ชลารย์ ชล

ช่วงนี้มีข่าวชักชวนกันไปไหว้พญานาคที่คำชะโนด จ.อุดรธานี ไม่ทราบว่ากระแสนี้ไหลไปถึงโสตท่านผู้อ่านบ้างไหม หากไม่ได้ยินก็อย่าคิดว่าผมมาสร้างกระแสให้คนไปไหว้นะครับ แค่ได้ยินมาก็เอามาถามต่อ

ไม่รู้ว่ากระแสนี้เกิดจากที่ไหนแต่แรก แต่เขาบอกว่าถ้าใครได้ไหว้ขอพรนาคราช “ศรีสุทโธ” กับเจ้าแม่นาคี “ศรีปทุมมา” จะสำเร็จตามที่ขอ ผมลองถามคนรู้จักเป็นพนักงานขายในห้างดังแห่งหนึ่งว่า ได้ยินเรื่องนี้ไหม เธอตอบไปไหว้มาแล้วล่ะ ไม่นานนี้เองขอพรมาด้วย อยากขายของให้ได้เกินเป้า…ช่างถามถูกคนแท้

ล่าสุดเร็วๆ นี้มีคนมาชักชวนผมให้ไปไหว้ด้วย

“ไปด้วยกันไหมพี่ ไหว้พญานาคกัน”

“พญานาคที่ไหน”

“คำชะโนด”

ก่อนที่คนชวนจะพูดอะไรต่อ ผมบอกเขาไปว่า ย่นระยะเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย ไปวัดแถวพระราม 3 ได้นะ มีวัดหนึ่งอยู่ใกล้ๆ สี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ มีรูปพญานาคศรีสุทโธกับนาคีศรีปทุมมา มีคนไปไหว้ทุกวัน

“ไม่หรอกค่ะ ไม่ได้บรรยากาศ ไปสถานที่จริงดีกว่า”

“เอ๊าๆ เอาที่สบายใจละกัน”

ครับ ใครใคร่ไหว้อะไรก็ไหว้ เป็นความเชื่อความศรัทธาหรือจริตของแต่ละคน ถ้าค่อนไป “สัทธาจริต” มากหน่อยใครชวนก็อยากไป แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือวัดสมัยนี้พัฒนาสร้างวัดแบบ “ไม่คิดหน้าคิดหลัง” เจ้าอาวาสอยากสร้างอะไรก็สร้าง (บางวัดเจ้าอาวาสไม่อยากสร้างแต่ชาวบ้านมาขอสร้างมีด้วยนะไม่ใช่ไม่มีแล้วเจ้าอาวาสก็ให้) แต่สิ่งที่ควรสร้างและทำให้เด่นไม่ทำ เอาแต่เปลือก กระพี้กาฝากมาแปะรกวัดไปหมด

วัดพุทธเลยกลายเป็นวัดแขกไปครึ่ง มีพระศิวะ พระพรหม พิฆเนศเกลื่อนวัด บางวัดสร้างรูปกวนอิมขนาดเบ้อเริ่ม หรืออย่างวัดแถวท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ที่ผมพูดถึงข้างต้นก็สร้างรูปพญานาคศรีสุทโธและนาคีศรีปทุมมา

แทนที่จะสร้างวัด (สถานที่พัฒนาปัญญาและคุณภาพจิตใจของคน) ให้โดดเด่น เห็นแล้วน่าเชิดชูเป็นที่เจริญศรัทธาและปัญญาของชาวบ้าน แต่เจ้าอาวาสกลับเป็นผู้กลืนหายความเป็นพุทธแล้วใส่อย่างอื่นที่ไม่ใช่พุทธเข้าไป บางวัดสร้างแต่พระเครื่องอย่างเดียว ไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริง ทำวัดให้เป็นเหยื่อล่อปลามากินเบ็ด

ถามเจ้าอาวาส ในฐานะผู้ปกครองและมีอำนาจสูงสุดในวัด ถามมหาเถรสมาคม องค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ผู้ออกนโยบาย ถามสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่สนองงานมหาเถรฯ และชาวพุทธ เจ้าของวัด วัดทำอย่างนี้มันใช่เรื่องหรือไม่ และยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรกันบ้างหรือ

เดินหลงทางกันหลายวัดแล้ว เมื่อไหร่จะได้สติเลิกหลงทางกันเสียที แต่คิดไปคิดมาวัดที่ทำแบบว่า มันแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของเจ้าอาวาสและชาวพุทธด้วย

ตื่นได้แล้วพระคุณท่านและชาวพุทธทั้งหลาย

ทำไมอุปติสสะ (ต่อมาคือพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา) โกลิตะ (พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า) จึงต้องออกจากสำนักของสัญชัยผู้เป็นอาจารย์

คำตอบของสัญชัยชัดมาก “ทันธา ทันธา เหล่าเขลาจะมาสำนักเรากุสลา กุสลา คนฉลาดๆ จะไปสำนักพระสมณโคดม”

 

ธรรมยาตรา 5 ประเทศ คืบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482780

ธรรมยาตรา 5 ประเทศ คืบหน้า

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดพิธีมุทิตาสักการะ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ที่ บริษัท ไทยนครพัฒนา งามวงศ์วาน เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 ในฐานะที่ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นเทพ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในขณะเดียวกันสถาบันได้รายงานความคืบหน้าโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขงด้วย

ชาวพุทธที่ไปบูชาสังเวชนียสถาน ทั้ง 4 ตำบล ที่ประเทศอินเดีย ส่วนมากจะคุ้นเคยกับนามพระราชทานเดิมๆ เช่น พระราชรัตนรังษี และพระเทพโพธิวิเทศ เป็นต้น แต่วันนี้มีพระราชทินนามใหม่ คือ พระธรรมโพธิวงศ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม สมณศักดิ์สูงขึ้น ถึงแม้จะมีนามพระราชทานใหม่ๆ หรือเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ท่านยังเป็นหลวงพ่อวีรยุทธ์ของคณะศิษย์ และผู้ใกล้ชิดคนเดิม ที่เปี่ยมด้วยเมตตา และมีวาทะและโวหารโน้มน้าวผู้ฟังให้เกิดศรัทธาในพระรัตนตรัยยิ่งๆ ขึ้น เช่น เมื่อจบการแสดงมุทิตาจิต ที่นำโดย วินัย-นวลละออวีระภุชงค์ ประธานและรองประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ โดยมี สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการและกรรมการสถาบัน เป็นแม่งาน พระธรรมโพธิวงศ์ได้อนุโมทนาว่างานที่สถาบันโพธิคยาฯ ดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการธรรมยาตรา 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงนั้น เป็นงานตามรอยบาทพระเจ้าอโศกมหาราช พระมหากษัตริย์ชาวพุทธที่ทรงปฏิบัติมาแล้ว โดยนำธรรมจักรไปรักษาโรคให้มนุษยโลก ส่งพระธรรมทูตให้นำความสุข ความเจริญทางด้านศีลธรรมไปสู่มวลมนุษย์

การที่ท่านกล่าวอนุโมทนาประเด็นนี้ ก็สืบเนื่องมาจากในวันเดียวกันนี้ สถาบันโพธิคยาฯ ได้ประชุมและรายงานการจัดงานธรรมยาตราระดับนานาชาติ เพื่อตามรอยพระอริยสงฆ์ 5 ประเทศ คือ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา (CLMVT) เป็นเวลา 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.- 4 มิ.ย. 2560 ซึ่งเป็นโครงการใหญ่และโครงการแรกที่เอกชน เช่น สถาบันโพธิคยาฯ จัดขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาเป็นแกนขับเคลื่อน และต้องการตามรอยพระอริยสงฆ์ที่มีชื่อเป็นที่ยอมรับของชาวพุทธในประเทศนั้นๆ

เนื่องจากเป็นการธรรมยาตราใน 5 ประเทศ ที่ไม่เคยจัดมาก่อน การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ และผู้นำในประเทศนั้นๆ จึงเป็นประเด็นหลักที่พูดคุยกัน สุภชัย เลขาธิการสถาบันและเป็นนักธุรกิจระดับนานาชาติ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงความคืบหน้าและการประสานงานต่างๆ ที่ได้ทำมาแล้วว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และได้รับความร่วมมืด้วยดีจากทุกฝ่าย เพราะสุภชัยได้เดินทางไปพบกับผู้นำประเทศนั้นๆ ด้วยตนเอง พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์ของโครงการให้ทราบ

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มุทิตาพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาที่บริษัท ไทยนครพัฒนา – ภาพ : สมาน สุดโต

 

สุภชัยรายงานให้กรรมการและที่ปรึกษาทราบว่านอกจากผู้นำในแต่ละประเทศแล้ว ผู้นำสงฆ์แต่ละประเทศที่ได้กราบนมัสการก็สนับสนุน เช่น สมเด็จพระเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช (มหานิกาย) แห่งกัมพูชา และท่าน ดร.พระมหางอน ดำลงบุญ ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ มิไยต้องกล่าวถึงสังฆนายกของเมียนมา ที่บอกว่าจะจัดให้อย่างเต็มตัวเช่นกัน

ส่วนในประเทศไทย สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง รับปากที่จะสนับสนุนทุกรูปแบบ เพราะสอดคล้องกับงานเผยแพร่ที่ท่านนั่งเป็นประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

คณะธรรมยาตรา ซึ่งจะประกอบด้วยพระสงฆ์จาก 5 ประเทศ ประมาณ 40 รูป และสื่อมวลชน ทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ และญาติโยมที่อยู่ในฝ่ายอุปถัมภ์อีกจำนวนหนึ่ง ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น พระสงฆ์นั้นที่ประชุมเห็นเป็นเอกฉันท์ มอบให้พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (พระมหาโกวิท) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสถาบัน และได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา มาใหม่ๆ เป็นพระเถระที่มีความสามารถในการบังคับบัญชาให้รับตำแหน่งนี้

โครงการธรรมยาตราตามรอยพระอริยสงฆ์ 5 ประเทศ จะเปิดโครงการที่วัดบุรีรัฐ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี วันที่ 22 พ.ค. 2560 และปิดโครงการที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ประเทศไทย วันที่ 4 มิ.ย. 2560

 

สนช.ตีท้ายครัวมหาเถรสมาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482778

สนช.ตีท้ายครัวมหาเถรสมาคม

โดย…สมาน สุดโต

มส.ถูกตีท้ายครัว

ในขณะที่ประชาชนและคณะสงฆ์ให้ความสนใจ สงครามระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี หลังจากหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัด ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. 2560 เพื่อตามจับกุมตัวพระธัมมชโยในข้อหารับของโจร และฟอกเงินนั้น หลังบ้านของคณะสงฆ์ก็ถูก สนช.ตีท้ายครัว เมื่อมีรายงานข่าววันที่ 21 ก.พ. 2560 ว่านายจรัญ ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้เสนอให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใน 2 มาตรา คือ

มาตรา 1222 ระบุว่า การรับมรดกตกทอดของบุคคลที่บวชเป็นพระไม่ควรที่จะได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพราะไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากไม่ได้เป็นฆราวาส

มาตรา 1223 เสนอว่า เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามากไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัดหรือให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับเรื่องก็ส่งไปเป็นทอดๆ จนถึงมือนายสมพร เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ที่ได้รับมอบหมายไปดำเนินการศึกษา

ข่าวแบบนี้ไม่รู้ว่ามีผลกระทบอะไรต่อพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งวัดราชบพิธบ้าง เพราะท่านเพิ่งได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ผ่านไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน แทนที่จะได้บรรทมเป็นสุข ต้องมาหลับพระเนตรไม่ลง เพราะประชุม มส.วันแรก (วันที่ 20 ก.พ.) ก็ต้องสั่งการเรื่องวัดพระธรรมกาย ซึ่งตอนนี้ยังทำสงครามกันอยู่ ส่วนที่ยังไม่ได้สั่งการอะไร แต่ชาวบ้านอยากรู้ ได้แก่ เรื่องพระเมือง เจ้าอาวาสป่ามัชฌิมาวาส จ.กาฬสินธุ์ ที่สตรีสาวสวยออกมากล่าวหาว่ามีอะไรกันถึงขั้นปาราชิก 2 ครั้ง ตอนนี้มีเรื่องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ญาติโยมที่เป็นสมาชิก สนช.เสนอแบบไม่เห็นกรรมการมหาเถรสมาคมอยู่ในสายตา

เรื่องนี้ร้อนถึงพระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ที่แต่ก่อนมหาวิทยาลัยแห่งนี้เก็บตัวเงียบไม่ว่าเรื่องบวกและลบ แต่วันนี้ท่านรองอธิการบดี ออกมาว่าก่อนแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ต้องคุย มส.ก่อน (ข้อมูลในเว็บเพจ) รองอธิการบดีบอกว่า อยากให้เข้าใจประเพณีโบราณว่าการจะทำอะไรเกี่ยวกับพระสงฆ์ ต้องดูหลักพระธรรมวินัยซึ่งเป็นหลักของศาสนาก่อน ดังนั้น เรื่องทรัพย์สิน เรื่องการบริหารจัดการพฤติกรรมของพระสงฆ์ ในพระวินัยกำหนดไว้ชัดเจน และข้อเท็จจริงแล้วการบัญญัติกฎหมายใดก็ตามที่จะมีผลต่อคณะสงฆ์ในศาสนาพุทธ จำเป็นต้องมีคนที่รู้จริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ทำโดยคนไม่รู้จริง โดยเฉพาะหากเป็นผู้ที่มีอคติด้วยก็ยิ่งมีปัญหา

วาทะเด็ดในเรื่องนี้คือ ตอนนี้ยังมีมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธาน ถือว่าเป็นคณะกลุ่มบุคคลที่บริหารงานคณะสงฆ์ทั้งหมด ถ้าทำอะไรโดยที่มองข้าม มส.จะเกิดปัญหา เหมือนล่วงเกินคณะสงฆ์ทั่วประเทศ

ภิกษุ สามเณร จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯขอบิณฑบาตยกเลิก ม. 44 ยึดวัดพระธรรมกาย

 

บิณฑบาต ม.44

เห็นภาพพระเทพมังคลาจารย์ (สมาน) รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ระดมพระหนุ่ม เณรน้อย ถือป้ายไปที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2560 เพื่อขอบิณฑบาตนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิก ม.44 กับวัดพระธรรมกาย โดยได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการด่วน เพราะไม่อยากเห็นผู้บริสุทธิ์และชาวพุทธเจ็บปวด เป็นภาพที่บอกว่าพระสงฆ์ไม่ทิ้งกัน