‘ลูกน้องทุกคนต้องได้กลับบ้าน’ ‘ผู้การแมน’ นายพลนักสืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482777

'ลูกน้องทุกคนต้องได้กลับบ้าน' 'ผู้การแมน' นายพลนักสืบ

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ:วิศิษฐ์ แถมเงิน

เป็นนายตำรวจนักบู๊อีก 1 คน ชื่อเสียงไม่ต้องห่วง เอ่ยชื่อ “ผู้การแมน” พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. นายพลหนุ่มนักสืบคนดัง รับราชการตำรวจคลุกคลีอยู่แต่ในแวดวงนักสืบมาตลอด ไม่เคยยกยอตัวเองว่าทำงานเหนือใครแถมชอบทำงานอยู่เบื้องหลัง และย้ำอยู่เสมอทุกภารกิจ “สำหรับพี่ไม่มีฮีโร่ แต่ลูกน้องพี่ทุกคนต้องได้กลับบ้าน ไม่เอาไปเสี่ยงตายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า”

ย้อนดีกรี “ผู้การแมน” พอสังเขป เคยนั่งเก้าอี้ ผกก.สส.น.8 เป็น รอง ผบก.น.5 ก่อนจะลงภาคใต้เป็น รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา รอง ผบก.สส.บช.ภ.9 ไม่นานขยับมานั่งเก้าอี้ รอง ผบก.ป. ถัดมาติดยศนายพล เป็น ผบก.ภ.จ.ยะลา และกลับขึ้นมาทำงานในกรุงเทพฯ ในตำแหน่ง ผบก.สส.บช.น. คุมงานสืบสวนเต็มตัว

นายพลหนุ่มนักสืบทำงานในพื้นที่ปลายด้ามขวานมานานหลายปี ทุกคนรู้ดีว่าเป็นพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงมีเหตุฆ่าฟันรายวัน แต่นายพลหนุ่มคนนี้ไม่เกี่ยงงานรับทำทุกหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะ “เมื่อประชาชนเป็นทุกข์ ตำรวจจะสุขได้อย่างไร”

 

ผู้การแมน ให้ทัศนะว่า “ทุกคนทำตามหน้าที่คือจบ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก ลองพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก หากไม่รู้หน้าที่ตัวเองก็ปั่นป่วน พระอาทิตย์ขึ้นมาเพื่อให้แสงสว่างแก่มวลมนุษยชาติ ให้ต้นไม้ผลิดอกออกผลออกใบ ให้พลังงาน ถ้าตื่นมาแล้วพระอาทิตย์ไปขึ้นตอนเย็นไม่เละหรือ เหมือนกันเราเป็นตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดอย่าเห็นแก่ตัว”

“ผู้การแมน” เล่าย้อนสมัยเมื่อครั้งได้รับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) พระองค์พระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธี
วันนั้นว่า “เราเป็นตำรวจเราจะเจออะไรเยอะแยะมากมายมันอยู่ที่เรา กระบี่ที่แจกให้ไว้ใช้ทิ่มแทงโจรผู้ร้ายถ้าเราคิดไม่ดีหรือทำไม่ดีขอให้กระบี่ทิ่มแทงตัวเอง” ข้อความวันนั้นเป็นสิ่งที่เตือนสติตัวเองเสมอมา

ส่วนพระเครื่องคู่กายของ “ผู้การแมน” มีอยู่หลายองค์ องค์แรกคือ พระอังคีรส ปางสมาธิ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปลุกเสกจากเกจิ 108 รูป ถัดมาวัดรังษีสุทธาวาส อยู่ติดกับวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ปัจจุบันเป็นคณะรังษีอยู่ที่วัดบวรนิเวศ “มีพระวัดรังษี ชีวีไม่วางวาย” และองค์สุดท้าย พระปกหลวงพ่อดำ วัดตุยง (วัดมุจลินทวาปีวิหาร) จ.ปัตตานี

 

แล้วทำไมถึงแขวนพระ? ผู้การแมน เล่าว่า เพราะพระกับคนไทยเป็นของคู่กัน บวกกับครอบครัวเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ เห็นภาพตายายเข้าวัดมาตลอดตั้งแต่เด็กจึงเกิดความซึมซับศรัทธา “ถ้าเกิดมาแล้วไม่นับถือพระแล้วจะนับถืออะไร” เพียงแต่เราจะศรัทธามากน้อยแค่ไหนเท่านั้น พระเครื่องทำให้เรามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและมั่นใจเวลาปฏิบัติหน้าที่ สมัยอดีตเวลาออกรบไม่มีพระก็ใช้จีวรพระสงฆ์ผูกตามร่างกายสร้างขวัญกำลังใจเช่นกัน ไม่ว่าพระเครื่องจะสวยแชมป์หรือไม่สวย ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าพุทธคุณเท่ากันหมด

ในฐานะผู้นำหน่วยสืบสวน บช.น.ดังนั้นการทำงานก็ต้องดูแลเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนาย ในเรื่องนี้ “ผู้การแมน” ได้เทียบเคียงการดูแลลูกน้องจากการปลูกต้นไม้ที่เจ้าตัวรักและชื่นชอบ โดยนำหลักการดูแลมาบริหารลูกน้องอย่างน่าสนใจ

นายพลหนุ่มนักสืบ ยอมรับว่า สองอย่างนี้มันมีชีวิตทั้งคู่ สิ่งมีชีวิตถ้าเราดูแลไม่ดีอย่างต้นไม้ ถ้าขาดการดูแลมันจะเฉา หงอย ไม่ออกดอกออกผลให้เห็น เฉกเช่นตำรวจเราก็ต้องรู้ว่าแต่ละงานมีอะไรบ้างก็ต้องดูแลเอาใจใส่ แล้วทั้งสองสิ่งจะผลิดอกออกผล ถ้าเราดูแลเขาไม่ดีก็ไม่มีทางที่งานจะออกดอกออกผลให้เห็น

 

หลวงพ่อสุทัศน์ วัดกระโจมทอง ‘พระธรรมดาที่ไม่ธรรมดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/482776

หลวงพ่อสุทัศน์ วัดกระโจมทอง ‘พระธรรมดาที่ไม่ธรรมดา’

โดย…ราช รามัญ

พระสงฆ์ในสายปฏิบัตินั้นมีมากมาย แต่มีพระรูปหนึ่งนามว่า หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง บางกรวย นนทบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ท่านเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างมาก สงบและเพียบพร้อมด้วยความงดงามแห่งศีลอย่างยิ่งนัก เป็นพระผู้ไม่ปรารถนาเบียดเบียนสรรพสัตว์ ดังความตอนหนึ่งในหนังสือที่เขียนว่า

“ไม่ปรารถนาเอาเลือด เอาเนื้อผู้อื่น มาเป็นเลือดเนื้อตัวเอง”

ท่านฉันมังสวิรัติมาตลอดชีวิตของท่าน วันนี้ท่านมีอายุ 82 ปี บรรพชาอุปสมบทมา 60 พรรษา ร่างกายแข็งแรงเดินเหินตัวตรง เพราะหลวงพ่อท่านนั่งภาวนาสมาธิอยู่ตลอดเวลา แม้ในบางครั้งท่านเดินทางไปต่างประเทศทั้งอังกฤษ  สหรัฐอเมริกา และอินเดีย เนปาล เพื่อเผยแผ่ธรรม สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงยิ่งนัก

ตำแหน่งแห่งหนของทางคณะสงฆ์ท่านไม่ปรารถนา เพราะมาทางสายปฏิบัติเป็นเพียงแค่สมภารธรรมดา ขบฉันอยู่อย่างเรียบง่าย ผู้คนเข้าถึงง่าย ในหนังสือนอกจากจะเล่าประวัติความเป็นมาแล้วยังเล่าถึงประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อเอาไว้อย่างละเอียด

ท่านเคยออกเดินธุดงค์ตั้งแต่ปี 2502 จากบ้านของท่านที่นครศรีธรรมราช อ.ปากพนัง ร่วมกับพระสหธรรมิก คือ พระครูพินิตธรรมสุนทร (พระอาจารย์ บัญญัติ มุนินโท ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดคงคาสวัสดิ์ ปากพนังและเจ้าคณะอำเภอปากพนัง) ไปถึงเมียนมา โดยใช้เส้นทางล่องไปทางระนองข้ามออกไปทางเกาะสอง เดินลัดเลาะป่าเขาลำเนาไพร ทั้งยากลำบาก ทั้งหลงป่า ทั้งพบกับโขลงช้างในป่าลึก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 2 ปี จึงถึงที่หมาย คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา

ต่อมาเมื่อท่านได้มาอยู่วัดอัมพวัน ที่เขตดุสิต กรุงเทพฯ แต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ได้มีพระบัญชาให้มายกวัดร้าง คือ วัดกระโจมทองขึ้นเป็นวัดอีกครั้งหนึ่ง แม้ใจจะไม่พึงปรารถนาเป็นเจ้าอาวาสใดๆ แต่ก็ไม่อาจหลีกได้เพราะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ปรารถนาให้คนเมืองได้กราบไหว้พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบบ้าง

 

นับจากปี 2512 เป็นต้นมา หลวงพ่อจึงหยุดการออกเดินป่าภาวนาธรรม แล้วมาพัฒนาวัดกระโจมทองตามพระบัญชาสืบมาจนกระทั่งในปัจจุบันนี้

หลวงพ่อนอกจากสอนเผยแผ่ธรรมให้กับญาติโยมด้วยแนวทางในการฝึกสติปัฏฐานสี่แล้ว หลวงพ่อยังฝึกพระสงฆ์องค์เณรให้มีความรู้ในทางด้านการปฏิบัติ แล้วส่งไปเผยแผ่ธรรมทั้งในและต่างประเทศด้วย ลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่เป็นพระภิกษุมีความงดงามตามธรรมและคำสอนและแนวทางที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอน อาทิ พระอาจารย์กมลชัย ญาณโสภโณ เป็นพระผู้ทรงความรู้แตกฉานในธรรมการปกครองและธรรมปฏิบัติ และเป็นพระภิกษุรูปแรกที่หลวงพ่ออุปสมบทให้เมื่อได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ทุกวันนี้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกระโจมทอง หรือแม้แต่พระครูกิตติกาญจนารักษ์ (พระอาจารย์สุพจน์ กิตติคุโณ) ซึ่งอยู่ที่ปากพนัง ก็เป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออีกรูปหนึ่งที่ได้รับการอบรมธรรมงดงามเพียบพร้อมเป็นพระสงฆ์ที่ดีอีกรูปหนึ่งเช่นกัน

ในหนังสือมีธรรมะบทหนึ่งที่หลวงพ่อสอนพระภิกษุเสมอว่า

“เข้ามาบวช อย่าคิดแต่จะอาศัยวัด ให้วัดได้อาศัยบ้าง”

ในด้านการเผยแผ่ธรรมของหลวงพ่อ จะเน้นเทศนาและอบรมไปในแต่ทางด้านการปฏิบัติธรรมเป็นเสียส่วนใหญ่ ส่วนธรรมะที่เป็นแนวพิธีกรรมน้อยนักที่หลวงพ่อจะเทศนา การปฏิบัติของหลวงพ่อมุ่งเน้นตอกย้ำให้เจริญสติ อยู่ในอิริยาบถต่างๆ ในฐานการเคลื่อนไหวทั้งสี่ หรือที่เรียกตามคัมภีร์ว่า สติปัฏฐาน นั้นเอง หลวงพ่อท่านกล่าวเสมอว่า

“การมีสติอยู่ในกาย และการเคลื่อนไหวนั้น ทุกครั้งที่มีสติรู้อยู่ ก็ถือได้ว่านั่นกำลังบำเพ็ญกุศล กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ เท่านี้ก็มีผลใหญ่อานิสงส์ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่วัด อยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ ในโลก ถ้ามีสติเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมทันที”

หลวงพ่อยังคงเน้นลงลึกไปอีกว่า…

“ความงดงามแห่งธรรมจากการปฏิบัติจะหอบพาจิตวิญญาณของเราให้ได้ไปพบแต่สิ่งที่ดีงามของชีวิต และถ้ามีบุญวาสนาก็อาจจะทำให้ได้ก้ามข้ามโคตรภูญาณ ได้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่บารมีของแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะตนไม่มีใครทราบใครได้”

ท่านเจ้าคุณพยอม หรือพระราชธรรมนิเทศ วัดสวนแก้ว นนทบุรี เคยปรารภว่า..

“พระอาจารย์สุทัศน์ เป็นพระสงฆ์ที่มีปฏิปทางดงาม มีพลังจิตที่เข้มแข็ง ท่านมีความรู้แตกฉานในเรื่องของการปฏิบัติธรรมอย่างมาก พระสงฆ์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา”

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเขียนถึงประวัติทุกแง่มุมของหลวงพ่อสุทัศน์แล้ว ยังได้นำเอาธรรมะในภาคปฏิบัติของหลวงพ่อในบางส่วนมารวบรวมเอาไว้ด้วย นับได้ว่าเป็นหนังสือที่ดีน่าอ่านและนำเอามาศึกษาอย่างมาก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ย้อนรอย รวบรวมเนื้อหาโดย เหม ญาณวีโร ราคา 125 บาท มีจำหน่ายในร้านหนังสือชั้นนำ ผมเองได้อ่านแล้วยังชื่นชอบมุมคิดและการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อยิ่งนัก

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481658

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)

โดย…ส.คนจริง

ภายหลังพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯวันที่ 22 มิ.ย. 2517 ก็มีพระบรมราชโองการฯ สถาปนาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(วาสน์ วาสโน ป.ธ.4) วัดราชบพิธ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 ขณะที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช 14 ปี ทรงปฏิบัติหน้าที่และมีผลงานทั้งด้านการเผยแพร่อบรมสั่งสอนมากมาย รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์กับศาสนาอื่นๆ ด้วย พร้อมทั้งเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ที่ทูลนิมนต์ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ศรีลังกา มาเลเซียและฮ่องกง เมื่อวันที่ 5-16 มี.ค. 2522 รัฐบาลอินเดียนิมนต์เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ และมหาวิทยาลัย BHU ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านอักษรศาสตร์แก่สมเด็จพระสังฆราชด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงประชวร ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่า จำต้องหยุดปฏิบัติงานสักระยะหนึ่ง แต่พระองค์มิได้มีพระบัญชาแต่งตั้งพระเถระที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปใดให้ทำหน้าที่สังฆราช จึงเป็นหน้าที่มหาเถรสมาคมต้องรับมาพิจารณา

เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม พิจารณาแล้วเห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชยังทรงพระชนม์อยู่ จึงมอบพระเกียรติถวายให้มีพระบัญชาตั้งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) วัดสามพระยา เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ว่าเพื่อรักษาน้ำใจกัน)

เมื่อเป็นดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทำหน้าที่สนองงาน จึงประกาศนามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีผลวันที่ 15 ก.ค. 2531 แต่มาออกประกาศวันที่ 4 ส.ค. 2531 ก็ไม่ทราบว่าดึงไว้นานทำไม

ผู้ที่ลงนามประกาศ ได้แก่ พล.อ.มานะ รัตนโกเศศ รมช.ว่าการ ปฏิบัติราชการแทน รมว.ศึกษาธิการ

หลายคนวิจารณ์ว่าที่ดึงเรื่องอยู่นาน เพราะกระทรวงอยากให้แต่งตั้งสมเด็จอีกองค์หนึ่ง เป็นคนอีสานเหมือนกันเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และความคิดนี้เป็นจริง เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) สิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 27 ส.ค. 2531

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ พระบัญชาแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ประกาศวันที่ 4 ส.ค. 2531 จึงสิ้นสุดลง กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ผู้ที่อาวุโสโดยพรรษา ให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วันที่ 31 ส.ค. 2531 มีผลย้อนหลังวันที่ 28 ส.ค. 2531

สรุปว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ป.ธ.9) วัดสามพระยา เป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้เป็นแค่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในเวลาอันสั้นตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-27 ส.ค. 2531 และไม่ได้มีโอกาสเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 เหมือนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ทั้งๆ ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) มีบทบาทปกป้องพระมหานิกายตลอดมา ตั้งแต่เป็นพระราชาคณะชั้นต้นๆ โดยตั้งสำนักอบรมครู วัดสามพระยา เป็นตัวขับเคลื่อน โดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี สนับสนุน และยังเป็นผู้มีบทบาทในการสึกพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2503 ในตอนนั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) มีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมคุณาภรณ์ ตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จึงเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพระพิมลธรรม (อาจ) ที่ถูกกล่าวหาตั้งแต่เสพเมถุนทางทวารกับพลฯ สมัคร ชื่อว่า ช. นามสกุล ว.กร (ย่อๆ) เป็นคอมมิวนิสต์ และความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในที่สุดพระธรรมคุณาภรณ์ก็เปลื้องผ้าสังฆาฏิพระพิมลธรรม ออก (เป็นพิธีสึกของพระ) โดยที่พระพิมลธรรมตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าไม่สึก จึงนุ่งขาวห่มขาวอยู่ในสันติบาล 5 ปี ต่อสู้คดีจนศาลทหารยกฟ้อง คณะสงฆ์มหานิกายที่รักความเป็นธรรมประชุมรับรองความเป็นภิกษุพระอาจ อาสภเถระ ที่พระอุโบสถวัดมหาธาตุ รัฐบาลคืนสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมให้เมื่อ พ.ศ. 2518 ท่านจึงเจริญในสมณศักดิ์ จนถึงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พ.ศ. 2528) นั่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม คู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) ที่จับท่านสึก เมื่อ พ.ศ. 2503 จนกระทั่งตายจากกัน (สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ) มรณภาพ วันที่ 8 ธ.ค. 2532) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) มรณภาพวันที่ 16 ก.พ. 2539)

 

โรคริษยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481657

โดย…ชลารย์ ชล

ผมรู้จักเถ้าแก่คนจีนร้านขายมอเตอร์ไซค์คนหนึ่ง อายุน่าจะเลยวัยเกษียณไปแล้วหลายปี รูปร่างสูงโปร่ง ขาว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ชอบออกกำลังกายด้วยการไปวิ่งที่สวนสาธารณะประจำ ถ้าดูจากเค้าหน้าในปัจจุบันย้อนไปสมัยหนุ่มจัดว่า เป็นหนุ่มตี๋หน้าตาดี

ที่บอกว่ารู้จักนั้นไม่ได้รู้ลึกซึ้งอะไร แค่ที่ที่ผมอยู่ใกล้กับร้านแกเดินไปไม่กี่สิบก้าวก็ถึง เจอกันบ่อย เดินสวนทางมีทักทายบ้าง ส่วนใหญ่แกทักทายก่อนส่วนผมก็จะยิ้มให้ก่อนเช่นกันถือว่าเราทั้งคู่สร้างไมตรีคนละอย่าง

เถ้าแก่มีร้านขายมอเตอร์ไซค์อยู่ 3-4 ร้านในกรุงเทพฯ อยู่ในโซนไม่ไกลมากจากสาขาแรก ซึ่งอยู่แถวผมอยู่นี่เอง ขายดีมาก มีลูกค้าทุกวัน ถ้าผมมีร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามคงต้องทำตาปริบๆ จริงๆ ก็มีร้านหนึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนะ แต่เท่าที่สังเกตไม่ค่อยมีลูกค้าเวียนเข้าเวียนออกร้านอย่างเช่นร้านนี้

นอกจากมีลูกค้าเวียนเข้าเวียนออกร้านทุกวันแล้ว เวลาผมขี่มอเตอร์ไซค์ออกนอกบ้าน ไปใกล้ไกลเป็นต้องเห็นรถจากร้านของแกตลอด เพราะมีสติ๊กเกอร์ร้านติดที่รถเป็นสัญลักษณ์ ลองคิดดูร้านขายมอเตอร์ไซค์ทั่วกรุงเทพฯ มีมากมายกระจายอยู่ทั่ว เวลารถติดไฟแดงเหลือบไปมองคันหน้าหรือคันเยื้องๆ ต้องมีรถร้านแก

พูดถึงสติ๊กเกอร์ร้านที่ติดรถผมลอกออกหลังซื้อรถได้ 3 เดือน เพราะช่วง 3 เดือน เจออุบัติเหตุ 3 ครั้ง (หลังลอกออกไม่เจออุบัติเหตุเลย เจอแต่พี่ตำรวจประจำ) ครั้งล่าสุดแม้ไม่เจ็บหนักแต่ขวัญเสียมากเพราะลูกๆ นั่งไปด้วย รถล้มทุกคนบาดเจ็บ แต่โชคดีไม่หนัก รวมทั้งคนถูกชน (เป็นเด็กม.1 วิ่งตัดหน้ากะทันหันโดยไม่ดูไฟเขียวไฟแดง วิ่งลงมาทางม้าลายก็จริงแต่เป็นจังหวะไฟเขียวของรถ)

ย้อนไปเรื่องสติ๊กเกอร์ร้านอีกนิดหนึ่ง จริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นปัจจัยหรือสาเหตุให้ผมต้องประสบอุบัติเหตุอะไรหรอก แค่อยากเอาออกเฉยๆ ไหนๆ ติดไปก็ไม่ได้ค่าโฆษณาจากร้านเถ้าแก่อยู่แล้ว อันนี้พูดเล่นๆ นะครับ หรือท่านจะคิดจริง (ฮ่า)

ความที่ผมอยู่ใกล้ร้านนี้จะเห็นสิ่งที่เถ้าแก่ทำเป็นกิจวัตร นั่นคือจุดธูป 1 กำมือหลวมๆ แล้วอธิษฐานไหว้เจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อแล้วปักธูปใกล้ๆ โคนต้นไม้ริมถนนบนฟุตปาทซึ่งอยู่หน้าร้าน จากนั้นเอาน้ำเข้าใจว่าเป็นน้ำมนต์มาประพรมไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดเรียงรายทั้งในและนอกร้าน

ไม่ทำตอนเช้าก็ทำตอนเย็นประมาณ 4-5 โมงเย็น บางวันตอนเช้าก็มีใส่บาตรพระด้วย นี่คือสิ่งที่เถ้าแก่ทำทุกวัน ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนค้าขาย โดยเฉพาะคนจีนเท่าที่เห็นส่วนใหญทำเป็นปกติแต่รูปแบบปลีกย่อยอาจต่างกันบ้าง เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำจะช่วยให้การค้าขายดีมีกำไรแล้วบรรพบุรุษก็พาทำมาด้วย

ทว่า ผมต้องประหลาดใจกับภาพที่เห็นด้วยตาตัวเองในค่ำคืนหนึ่งเวลาตี 1 เมื่อเห็นเถ้าแก่คนนี้ในมือถือธูปที่จุดแล้วไปยืนอยู่หน้าร้านขายมอเตอร์ไซค์ฝั่งตรงข้ามร้านตัวเอง จากนั้นยกธูปขึ้นอธิษฐานสักพักก็กระทืบเท้าไป 3 ที เสร็จจากจุดหนึ่งก็ขยับไปทำอีกจุดจนครบ 3 จุด แล้วถือธูปกลับมาที่ร้านตัวเอง

“เถ้าแก่ทำอะไรของแก” จากภาพที่เห็นก็พอทำให้เชื่อ 100% ว่าแกคงทำ “อกุศล” อยู่ (อกุศล-ความชั่ว สิ่งไม่ดีที่ไม่ควรทำ การกระทำของคนที่ไม่ฉลาด) เลยอดสงสัยต่อไม่ได้ว่าแล้วจะทำทำไมในเมื่อทุกวันนี้ร้านฝั่งตรงข้ามไม่ใช่คู่แข่งที่มีเขี้ยวเล็บน่ากลัวอะไร ส่วนร้านของแกก็ขายรึ่มๆ (ขายดี)

การกระทำของเถ้าแก่อดให้ผมคิดในมุมกลับไม่ได้อีกนั่นแหละว่า ถ้าสมมติร้านตรงข้ามเป็นร้านของแกจะเกิดอะไรขึ้นกับร้านที่ขายดีหนอ คิดเพลินๆ (นะ) ผมว่าแกคงจัดหนักกว่านี้หลายเท่า นี่ขนาดว่าคู่ชกหมดแรงหายใจพะงาบๆ แกยังถลุงกะให้ตายคามือ หรือเหยียบให้จมธรณี

ถามเพื่อนคนหนึ่งมีกิจการของตัวเองว่า ถ้าเจอกรณีเช่นนี้กับตัวหรือมีคนมาบอกว่ามีคนทำแบบนี้จะทำอย่างไร เพื่อนบอกว่าไม่คิดตอบโต้คนประเภทนี้เพราะเชื่อว่าที่เขาทำไปนั้นที่สุดแล้วไม่ได้ทำให้เขามีความสุขหรอก หากตอบโต้ด้วยวาจาก็รังแต่จะมีเรื่องและนำภัยมาให้ หากตอบโต้คืนเช่นที่เขาก็มีแต่จะผูกเวร เขาจึงเลือกที่จะไม่ผูกเวร ขณะเดียวกันก็พยายามพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีและพร้อมกับการแข่งขันสู้กับร้านนั้น

จริงอยู่ทำการค้าไม่ว่าใครก็อยากค้าขายดีและหวังได้กำไรเยอะๆ แต่ก็ควรทำแบบแฟร์ๆ แข่งกันที่สินค้าและบริการไม่ใช้วิธีสกปรก เพราะถึงจะหาได้มากแค่ไหนที่สุดแล้วเวลาตายก็เอาไปด้วยไม่ได้ ผมว่าสังคมไทยเป็น “โรคริษยา” กันเยอะ บางคนได้เลื่อนขึ้นตำแหน่งอีกคนก็ริษยา บางคนริษยาที่คนอื่นเก่งกว่า ฯลฯ

นี่คือ โลกของคน แล้วคนก็มักจะเป็นโรคนี้ พอเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็มักจะทนไม่ได้ตาร้อนทันที ชื่นชมยินดี (มุทิตา) ไม่มี สอบตก “มุทิตา” ตลอด

 

สมเด็จพระสังฆราช ทรงขอให้มีความสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481655

สมเด็จพระสังฆราช ทรงขอให้มีความสามัคคี

โดย…สมาน สุดโต

คลื่นประชาชนชาวพุทธแน่นวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หลังจากให้ประชาชนเข้าเฝ้าถวายสักการะและมุทิตาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 วันที่ 13-15 ก.พ. 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพรมหาเถระ) เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 วันรุ่งขึ้น (13-15 ก.พ.) โปรดเมตตาให้ประชาชนทั่วไป รัฐบาลและหน่วยงานราชการ และศาสนาเข้าเฝ้าถวายพระพร ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในการนี้พระองค์ได้ประทานโอวาทแก่ประชาชนด้วย ซึ่งมีพระดำรัสเรื่องสามัคคีถึง 2 วัน

พระโอวาทวันที่ 13 ก.พ. 2560 ตรัสเรื่อง ศีล สมาธิ และปัญญา ว่า ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดีงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดีความงามที่มีให้คงอยู่ตลอดไป ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใส ศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้ หลักธรรม 3 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนและขอให้ยึดถือประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวธรรมที่ว่างเป็นปกติ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิด ตามลำดับ ฉะนั้นขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ 3 ข้อง่ายๆ ทุกคนก็จะมีความสุขใจ

วันที่ 14 ก.พ. 2560 ให้สติแก่นายกรัฐมนตรี เมื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหัวหน้า คสช. เข้าเฝ้าที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจมาบริหารประเทศเองตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็เพิ่งมีโอกาสกราบสมเด็จพระสังฆราชตัวจริง ฟังโอวาทจริง แต่ก่อนนั้นไม่ได้ไปกราบแม้แต่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)

พระโอวาทที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ประทานแก่คณะรัฐมนตรี ไม่มีอะไรที่ต้องตีความ เพราะเป็นหลักธรรมง่ายๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะน้อมนำคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ไปปฏิบัติ ใช้สติทำงาน ไม่ประมาท ให้บ้านเมืองสงบสุข พร้อมทั้งบอกว่าได้สนทนาธรรมรับปากจะนำศีลธรรมกลับมาสู่สังคมไทย

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงให้กำลังใจรัฐบาล และ คสช.ในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกอยู่ในความประมาท พร้อมมีพระดำรัสในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องศาสนา ซึ่งทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องการมีสติ สัมปชัญญะ รู้คิด รู้ตัว รู้ปฏิบัติ ทุกคนคงเข้าใจอยู่แล้วว่า มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ เพราะฉะนั้นอย่าไปผูกติดลุ่มหลงอยู่ตรงนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ตนเองก็ไม่เคยคิดที่จะอยู่ไปตลอดนานเท่านาน ทุกอย่างถือเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องทำ

ในช่วงสนทนาธรรม นายกรัฐมนตรีได้กราบทูลว่า คงต้องให้คำแนะนำกับประชาชนคนไทยให้หันกลับมาดูในเรื่องของศีลธรรม ซึ่งพระองค์ทรงมีกระแสรับสั่งถึงหน้าที่พลเมือง เรื่องศีลธรรม โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถวายว่า วันนี้คนเราที่นับถือศาสนาพุทธ มีศีลธรรม แต่พอถึงเวลาก็ลืมหมด

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กราบทูลด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้คือทำอย่างไรให้สังคมไทย ข้าราชการใช้ศีลธรรมนำการทำงาน คือ มีหิริโอตตัปปะ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป วันนี้หลายคนอาจจะลืม แต่นายกรัฐมนตรีได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ถ้าทำอะไรผิดจะรู้สึกเกรงกลัวและละอาย ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ดังนั้นเวลาที่จะพูดหรือทำอะไรออกมา ถ้าไม่ใช่ ตนก็ไม่สามารถที่จะโกหกหรือบิดเบือนได้ เพราะละอายแก่ใจตัวเอง จะพูดจากเลวให้เป็นดีก็ไม่ได้ วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันสร้างสังคมให้เข้มแข็ง

“วันนี้ปัญหาหลักของบ้านเรามีอยู่ 3 อย่าง ประกอบด้วย ประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และการศึกษา ซึ่งต้องมีหลักคิด หลักการปฏิบัติให้ถูกต้อง ถึงจะคิดถูกเราจะต้องทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น” นายกฯ กล่าว

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2560 เวลา 16.10 น. สมเด็จพระสังฆราชเสด็จประทับหน้าพระอุโบสถ ประทานพระโอวาทแก่พุทธศาสนิกชนว่า ขออำนวยพรพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ท่านทั้งหลายที่ได้มีสมานฉันท์มีจิตใจเปี่ยมด้วยความมุทิตาซึ่งเป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ขออนุโมทนาแก่ทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ที่ได้สละเวลาอันมีค่าในการทำหน้าที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้และมาดูแลความเรียบร้อย

พระองค์ท่านมีพระดำรัสว่า เมื่อ 2 วันก่อนได้พูดถึงความสามัคคีเพราะวัดนี้สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระปิยมหาราชของชาวไทย และหากท่านทั้งหลายสังเกตจะเห็นภาษิตคำหนึ่งติดที่ประตูเข้าพระอุโบสถ คือ สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้เมตตาแปลเป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้น

ฝ่าพระบาทยังเมตตาเล่าถึงที่มาของพุทธภาษิตนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม คิดคำธรรมะมาเป็นภาษิตประจำใจและเป็นคำเตือนใจประชาชน ข้าราชการ ทหารตำรวจ ฝ่ายปกครองได้ปฏิบัติยึดถือกันมา ให้ยึดธรรมภาษิตบทนี้ ขอให้จำคำนี้ไว้ นอกจากนี้ขอให้ทุกฝ่ายอย่าแก่งแย่งกัน ขอให้ช่วยกันคิดค้นคว้าที่จะพัฒนาจิตใจด้วย

 

สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481654

สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราอินเดีย

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์สมโภช-นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2560 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย วันที่ 23 ก.พ. 2560

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ภายใต้การดูแลของพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย ได้จัดพิธีสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ. 2560 ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อันเป็นสังเวชนียสถานที่เสด็จปรินิพพาน สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธ และแบ่งแจกพระบรมสารีริกธาตุให้พระราชา 8 พระนคร นับเป็นมหามงคลที่พุทธบริษัทชาวไทยทั่วโลกได้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีเมื่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ พสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดี และชาวพุทธผู้ศรัทธาเลื่อมใสนั้นแล้ว ทรงพระมหากรุณาอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ กับเส้นพระเจ้า และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุกับเส้นพระเจ้า ไว้ที่พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ให้เป็นที่สักการบูชาด้วยสัมมาปฏิบัติจากชาวพุทธทั่วโลกและผู้ศรัทธาเลื่อมใสจากนานาอารยประเทศเพื่อให้เกิดประเพณีอันดีงาม และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้สถาพร จึงได้จัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุขึ้น เป็นที่รวมศรัทธาให้งดงามยิ่ง อันเป็นผลจากการเชิดชูสถาบันทั้ง 3 คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในแดนพุทธภูมิ ในวันปลงมายุสังขาร ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ. 2560

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) กล่าวต่อว่า โดยจัดกิจกรรมร่วมกับวัดพุทธนานาชาติ ชุมท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมสำหรับเยาวชน ดังนี้ อาทิ การประกวดวาดภาพระบายสี “พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก” การประกวดร้องเพลงสรรเสริญพระพุทธเจ้า ของโรงเรียนในความอุปถัมภ์ของวัด 27 โรงเรียน การจัดการแข่งขันกีฬาคริกเก็ต กิจกรรมถือศีล กินเจ ปฏิบัติธรรม สวดอิติปิโส 108 จบ เปิดโรงทานแก่ผู้ยากไร้ และเปิดให้บริการรักษาพยาบาลฟรีแก่ชาวอินเดียท้องถิ่นไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ ศาสนา ฟรีตลอด 3 วัน

พิธีเปิดงานนมัสการและสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2560 มีขึ้นในวันที่ 23 ก.พ. โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประธานฝ่ายฆราวาส

ในพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2560 เปิดประตูพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา และพิธีอัญเชิญเครื่องราชสักการะของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ โดยวันที่ 23 ก.พ. อัญเชิญถวายสักการะพระพุทธปรินิพพาน ณสาลวโนทยาน มีขบวนช้าง ขบวนม้า ขบวนนาฏศิลป์จาก จ.เชียงราย พระมหาเถระ พระสงฆ์นานาชาติ และพุทธศาสนิกชนทั้งไทย อินเดีย และนานาชาติ กว่า 2,000 คน วันที่ 24 ก.พ. 2560 อัญเชิญพระพุทธรูปปางปรินิพพานจากสาลวโนทยาน สถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานสู่มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามแบบโบราณราชประเพณี เจ้ามัลละกษัตริย์

ซึ่งทางวัดจัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 7 แล้ว ส่วนวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ นั้นสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537

 

ปรีชาญาณ ของผู้ไม่รู้หนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481653

ปรีชาญาณ ของผู้ไม่รู้หนังสือ

โดย…ราช รามัญ

ในวงการนักเขียน ถ้าเอ่ยถึงชื่อ โกวิท เอนกชัย หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้น แต่ถ้าบอกว่า “เขมานันทะ” คนในสายพุทธศาสนาและศิลปะต่างรู้จักดี เพราะเขมานันทะเป็นนักเขียนที่มีความรู้ทางด้านพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ

หนังสือเล่มหนึ่งที่เขมานันทะ ได้เขียนแล้วได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุรูปหนึ่งที่ชื่อ หลวงพ่อเทียนจิตฺตสุโภ วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี   เนื่องจากเขมานันทะมีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเทียนอย่างมาก ตั้งแต่อยู่ที่วัดชลประทานฯ  หนังสือเล่มนี้ชื่อ “ปรีชาญาณของผู้ที่ไม่รู้หนังสือ” เพราะหลวงพ่อเทียนท่านอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่มาเริ่มฝึกในคราวหลังๆ จึงพออ่านได้บ้าง

ใครที่นิยมธรรมะเรื่องของเซน ในหนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นการเล่าเรื่องแต่ก็สามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงภาวะธรรมของปัจจุบันขณะของหลวงพ่อเทียนและเขมานันทะ ประโยคหนึ่งในหนังสือที่น่าสนใจ

“ถ้าเรามองต้นไม้เพียงต้นเดียว เราจะไม่เห็นต้นไม้ทั้งป่า”

เป็นคำพูดง่ายๆ ของหลวงพ่อเทียน ที่โดนใจ…และความหมายของหลวงพ่อ คือ การที่เรามองแต่ความผิดพลาด หรือสิ่งที่ไม่ดีเพียงแค่จุดเดียวเท่านั้น ความดีของคนคนนั้นที่มี ก็หายไปสิ้น ไม่มีเหลือเลย ทั้งๆ ที่ความจริงความดีของเขายังมีอยู่

ในหนังสือมีเรื่องเล่าที่ระทึกเรื่องหนึ่ง คือ หลวงพ่อเทียนท่านเป็นคนลาว ข้ามไปข้ามมาเมืองไทยตลอดเวลา ทีนี้พอท่านสอนการปฏิบัติธรรมเริ่มมีชื่อเสียง แล้วมาอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงนั้นมีสงครามเย็นพอดีด้วย หลวงพ่อจึงตกเป็นเป้าหมายของภาครัฐ ถึงกับขนาดส่งคนมาประกบใกล้ชิดติดตัว

มีตำรวจนายหนึ่งแฝงตัวเข้ามาแล้วขอบวช กระทั่งเมื่อได้บวชแล้วก็ปฏิบัติธรรมแบบยกมือ จนเห็นความคิดและจิตใจของตัวเองอย่างชัดเจน วันหนึ่งเขามากราบหลวงพ่อเทียนแล้วสารภาพทุกสิ่งอย่างก่อนที่จะลาสิกขาบทเพราะเกรงกลัวว่ากรรมนั้นจะติดตัวไปด้วย

หลวงพ่อเทียนได้แต่นั่งนิ่งและแสดงความเมตตาออกมาจากแววตาอันยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นทุกเดือนเขาจะมากราบหลวงพ่อตลอดเพื่อศึกษาธรรมะ หลวงพ่อได้พูดธรรมะประโยคหนึ่งที่ชื่นใจมาก เป็นสำนวนที่อาจจะกล่าวได้ว่า ในยุคสมัยนั้น น้อยคนคงจะเคยได้ยินธรรมะแบบนี้ เนื่องจากยุคสมัยนั้นมีแต่เรื่องของทำบุญๆ หลวงพ่อเทียนท่านพูดว่า

“ทุกคนล้วนมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธทั้งสิ้น ทุกคนคือพระ หากแต่ยังไม่รู้จักธรรมชาตินั้นในตนเอง มัวแสวงหาพุทธะในความคิด แล้วมองข้ามใจตนเองไป”

 

พระสงฆ์ผู้ไม่รู้หนังสือ ไม่เคยเรียนนักธรรม บาลี แต่พูดธรรมะได้แบบนี้ มันสะเทือนจิตวิญญาณของเขมานันทะอย่างมาก ถึงกับรีบจดจำเอาไว้เพื่อเตือนตนตลอดเวลา

ในหนังสือได้เล่าว่า เมื่อคราวหลวงพ่อเทียนเดินทางไปสิงคโปร์ มีพระเซนจากญี่ปุ่นชื่อ ยามาดะ โรชิ ได้สนทนาธรรมผ่านล่าม เมื่อสนทนาธรรมกันแล้วไม่อาจทราบได้ว่ามองเห็นอะไรซึ่งกันและกันได้ พระอาจารย์เซนได้ถึงกับถวายเสื้อของพระสงฆ์เซนให้กับหลวงพ่อเทียนเพื่อสวมใส่  คล้ายๆ กับเป็นการยกย่องว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีหัวใจเข้าถึงธรรมะแล้วนั่นเอง

หลวงพ่อเทียนไม่เคยใช้คำว่า นิพพาน ในการเอามาสอนคน แต่ท่านใช้คำว่า ความรู้สึกตัว ท่านเน้นให้คนมีความรู้สึกตัวตลอดเวลาด้วยสติและสัมปชัญญะ ไม่ได้ใช้ภาษามาสอน แต่ท่านมุ่งเน้นการปฏิบัติมาสอน เขมานันทะได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือว่า

“หลวงพ่อเทียน ไม่ใช่นักคิด ไม่ใช่นักธุดงค์ และไม่ใช่นักคัมภีร์ใดๆ แต่หลวงพ่อเทียนเป็นคนธรรมดาแต่ลึกซึ้ง”

ในประโยคนี้หลายคนอาจจะงงว่า ธรรมดาแล้วลึกซึ้งได้อย่างไร เขมานันทะ ได้อธิบายว่า คำว่า ธรรมดา คือ ธรรมะทั้งปวงและความเป็นพุทธะมีอยู่ในคนทุกคนอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อทุกสรรพสิ่งในตัวเราได้ปรากฏออกมาแล้วนั่นแหละ จึงเรียกว่าลึกซึ้ง

คนเราทุกวันนี้ที่มีปัญหามากมาย เพราะว่าความคิดทั้งนั้น แล้วเมื่อความคิดเห็นนั้นแตกต่าง จึงได้พยายามจะพูดหรือจะทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้คนอื่นมาเชื่อเรา มาคล้อยตามเรา แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงทำแบบนั้น มีวิธีการสอนแบบนั้น แต่พระองค์ชี้ให้เห็นในแต่ละความคิดว่าถูกผิดอย่างไรต่างหาก

การชี้ก็ไม่ได้ใช้ภาษาอะไรที่สวยหรู…แต่เป็นภาษาธรรมดาของคนยุคสมัยนั้น แต่พอมาในยุคนี้ภาษาเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องที่ยาก เป็นภาษาเทคนิคไปเมื่อมีการเรียนการสอนเกิดขึ้น

ดังนั้น เขมานันทะ จึงได้สรุปในหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นเรื่องธรรมดา และธรรมชาติ ของผู้ที่เข้าใจแล้วซึ่งธรรมทั้งหมดว่ามาจากความคิดของเราล้วนๆ เราก็จะวางต่อทุกสรรพสิ่งได้อย่างงดงาม เราจะมองทุกอย่างได้อย่างมีความสุข เราจะเข้าใจได้อย่างเห็นได้ชัด

ที่สุดแล้ว ความทุกข์ก็ไม่มีแก่เรา ความทุกข์ก็เบาลง และในที่สุดก็น้อยลงไปอย่างอัศจรรย์มาก  นี่เป็นธรรมะที่หลวงพ่อเทียนท่านเน้นและย้ำเสมอ ว่า สดๆ คือ ตรงนี้เดี๋ยวนี้ แต่ท่านใช้คำว่า สดๆ

หนังสือปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือนี้ พิมพ์มา 3 ครั้งแล้ว โดยสำนักพิมพ์ อมรินทร์ ราคา 105 บาท ถ้าท่านใดมีโอกาสลองไปแสวงหามาเป็นเจ้าของกันดู ได้ความรู้ในเชิงธรรมะที่มากด้วยคุณค่ายิ่งนัก

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481652

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ เกล้ากระหม่อมขอถวายพระพรแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเป็นหลักและแบบอย่างให้กับคณะสงฆ์ไทยตลอดไป

องค์ที่แรกชม เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จ.พระนครศรีอยุธยา พิมพ์นะกลม นักสะสมรุ่นเก่าเทียบจากศิลปะการสร้างว่า เหรียญรุ่นนี้สร้างทันหลวงพ่อกลั่นปลุกเสก ด้วยเหตุผลคือ การสร้างเหรียญตัดขอบแบบทรงกระบอก คล้ายกับการสร้างเหรียญมาจากโรงงานเดียวกับที่สร้างเหรียญหลวงพ่อกรัก วัดอัมพวัน ปี 2469 จึงน่าจะสร้างไล่เลี่ยกัน อีกประการหนึ่ง แม่ค้ามักจะเอาเหรียญรุ่นนี้ติดตาชั่ง เวลาชั่งของขายเพื่อให้ขายดี (ถ้าเป็นเหรียญที่สร้างหลังจากท่านมรณภาพคงไม่มีใครมาติดตาชั่ง) เหรียญรุ่นนี้มี 4 พิมพ์ 1.ตาชั่ง  2.นะรี 3.นะกลม 4.พิมพ์นักกล้าม (บางสายกล่าวว่าหลวงพ่ออั้นเป็นผู้สร้างในปี 2478) เหรียญสวยนี้ดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนตามความสวย เป็นของคุณเอกวิทย์ มหาชัย

 

องค์ที่สอง ชมพระพิจิตรผงดำ ทรงสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ โดยเป็นพระที่พระยาศุภกรบรรณสาร ทูลขอพระอนุญาตร่วมสร้างในพิธีลงตะกรุดทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ประมาณปี 2458 มีสองพิมพ์คือ พิมพ์ฐานชั้นเดียวและฐานสองชั้น องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ฐานชั้นเดียว

 

องค์ที่สาม พระเนื้อผง พิมพ์สมเด็จ ของหลวงปู่ขาว สร้างถวายโดย นพ.อวย เกตุสิงห์ ได้นำมวลสารบางขุนพรหมถูกผสมลงในเนื้อพระขณะผสมมวลสาร กลายเป็นตำนานความยิ่งใหญ่ของพระสมเด็จรุ่นนี้ จึงเป็นที่มากับสมญานามของพระรุ่นนี้ว่า บางขุนพรหมอีสาน

 

องค์ที่สี่ ชมพระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วพิมพ์ รศ. 118 เหตุที่เรียกเพราะการหล่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดในแต่ละช่อนั้นจะมีเพียงองค์เดียวที่อยู่ยอดช่อและมีตัวอักษรบนพระชัยยอดช่อว่า รศ. 118 ซึ่งคือปี  2441 เป็นปีที่สร้าง องค์พระจะลงชาดและมีหรดาล ให้เห็นไม่มากก็น้อยครับ  องค์สวยแบบนี้ราคาว่ากันเป็นล้าน เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

 

องค์ที่ห้า ชมเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี พิมพ์สระไอไม้มลายเนื้อทองแดง ซึ่งมีแค่จำนวน 200 เหรียญ สร้างปี 2502 เป็นเหรียญหายาก รองจากรุ่นแรก ผิวพรรณดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนครับ

 

องค์ที่หก ชมสิงห์งาแกะสามขวัญหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ เนื้อหาจัด ดูง่ายเป็นแนวทางสะสม เป็นของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

 

องค์ที่เจ็ด ชมคชสีห์งาแกะอาจารย์เฮง วัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ ขณะท่านเดินธุดงค์ได้พบกับงากำจัด (งาช้างตกมันตัวผู้แทงหักติดต้นไม้) และงากำจาย (งาหักที่เกิดจากช้างตัวผู้ต่อสู้กันเพื่อแย่งกันเป็นจ่าฝูง) ท่านก็ได้เก็บมาและนำมาแกะเป็นคชสีห์, สิงห์, เสือ เพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ที่นำมาให้ชมสภาพสวยดูง่ายเป็นแนวทางสะสม

จากกันด้วยข้อคิดประจำใจ “คุณค่าของชีวิต ไม่ใช่อยู่ที่ความร่ำรวย หรือการมีเกียรติ หากแต่ต้องทำตนให้มีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากคนอื่น และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า”

 

ลูกแก้วยอดพระเจดีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480524

ลูกแก้วยอดพระเจดีย์

โดย…ส.สต

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งจะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย หนึ่งในนั้นที่มองเห็นโดดเด่นสูงตระหง่าน เหนือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพระอารามหลวงแห่งนี้คือพระเจดีย์ ที่ยอดพระเจดีย์นั้นมีลูกแก้วด้วย

หนังสือประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่พิมพ์ในงานพระชนมายุ 90 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2531 เล่าว่าเจดีย์สูง 43 เมตร ฐานวัดโดยรอบ 56.20 เมตร เหนือฐานมีซุ้ม14 ซุ้ม และเรื่องอัศจรรย์ เกี่ยวกับลูกเแก้วที่ยอดพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งพระนิพนธ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า อดีตเจ้าอาวาส กล่าวว่า

“ลูกแก้วยอดพระเจดีย์วัดนี้ เดิมเป็นลูกแก้วสีเหลืองเกลือกปรอทข้างใน จึงแลเห็นเป็นเงาสีเหลืองเหมือนทองขึ้น ติดไว้ไม่กี่มากน้อยก็แลเห็นดำหมด เพราะอากาศบนนั้นทำให้ปรอทหนีไป เมื่อประดับกระเบื้องเคลือบลายเป็นเบญจรงค์ที่สั่งมาจากเมืองจีน ซึ่งซ่อมครั้งหลัง เมื่อตั้งนั่งร้านขึ้นไปเพื่อประดับ ช่างนำลูกแก้วนั้นลงมาร้าวแตก ที่ร้าวแตกนั้นเห็นจะเป็นเพราะฟ้าร้อง จะเป็นด้วยข้าพเจ้าคนเดียว หรือใครช่วยคิดด้วยจำไม่ได้ สั่งให้ทำลูกแก้วนั้นเป็นกระเบื้องสีขาวแล้วให้ทาทองทั้งลูกอย่างหนา ตามวิธีไม่ให้ทองนั้นหลุดจากกังไส ลูกแก้วนี้อยู่ข้างล่างแลดูเห็นเป็นสีทองด้าน ไม่มีเงา

ครั้นขึ้นไปติดบนยอดพระเจดีย์ถูกแสงพระอาทิตย์ มีเงาเป็นทองอย่างงามตั้งแต่เอาขึ้นติดแล้วจนถึงเดี๋ยวนี้เห็นจะราว 10 ปีกว่า

บางเวลาข้าพเจ้าอยู่ที่หน้าตำหนักแลขึ้นไปเห็นเป็นสีขาวหลายคราว ก็เข้าใจว่าทองเห็นจะลอก ครั้นด้านที่แลเห็นเป็นสีขาว ไม่ตรงกับพระอาทิตย์จับก็คงเห็นเป็นทองสุกอยู่อย่างเดิม หรือพระอาทิตย์ส่องทางอื่น ทางที่เห็นเป็นสีขาว ไม่ตรงกับพระอาทิตย์ก็คงเป็นสีทองสุกอยู่นั่นเอง

ที่เห็นด้านใดด้านหนึ่งขาว ทีจะเวลาพระอาทิตย์เที่ยงวันหรืออย่างไรยังไม่ได้สังเกต ถ้าหากเป็นสีขาวไปจริงดังที่ได้เห็น ก็ยังดีกว่าเป็นสีดำ แต่เข้าใจว่าเห็นทองจะไม่ลอกแต่นานไปอีกเท่าไรทองจะลอกก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นลูกแก้วชนิดนี้เห็นจะเป็นชั้นเอกได้ดีกว่าทำด้วยแก้ว

ระหว่างลูกแก้วนี้ติดอยู่แล้ว อสนีบาตตกลงยอดพระเจดีย์เวลาค่ำ เครื่องล่อฟ้าหลุดลงมาและอันตรายแก่สายไฟฟ้าที่พระอุโบสถ แต่ลูกแก้วคงดีอยู่

พระเจดีย์นี้ยังไม่มีชื่อเหมือนวัดอื่น เช่น วัดราชประดิษฐ์ ชื่อพระปาสาณเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ชื่อพระศรีรัตนเจดีย์ พระเจดีย์กลางน้ำ ชื่อพระสมุทรเจดีย์

วัดนี้น่าจะได้พระราชทานชื่อบ้าง แต่สมัยนี้น่าจะคิดชื่อเอาเอง แล้วขอพระราชานุญาตก็จะเป็นการสะดวก”

ยอดปลีพระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 6,018 องค์ ส่วนหนึ่งบรรจุอยู่ในตลับเงินกาไหล่ทองฝาฝังพลอยสีแดง อีกส่วนหนึ่งบรรจุอยู่ในตลับเงิน ตลับทั้งสองลูกนี้บรรจุอยู่ในโถเบญจรงค์ ลายน้ำทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐาน ณ ยอดปลีพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2528

 

พระวิหารวัดราชบพิธฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480523

พระวิหารวัดราชบพิธฯ

โดย…ส.สต

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2560 เห็นข่าวไฟไหม้บานประตูพระวิหารหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแล้วใจหาย เพราะมาเกิดก่อนวันสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่กี่วััน ส่วนสาเหตุเกิดจากสะเก็ดไฟของช่างซ่อม จึงเบาใจว่าไม่ได้เกิดจากเหตุอื่น

พระวิหารนี้ตั้งอยู่ด้านใต้พระเจดีย์ใหญ่ ข้อมูลประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เล่าว่า พระวิหารรูปทรงเป็นแบบเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน ต่างแต่ว่าบานประตูและบานหน้าต่างสลักด้วยไม้เป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เท่านั้น

ลายปูนปั้นซุ้มประตูวิหาร

กล่าวกันว่า เดิมประตูและหน้าต่างของพระวิหารนี้เป็นของพระอุโบสถ แต่เมื่อนำเอาบานมุกมาติดที่พระอุโบสถแล้ว จึงได้เอามาไว้ที่พระวิหารและข้อที่แตกต่างจากพระอุโบสถอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภายในพระวิหารมีลวดลายเฉพาะที่เพดาน บัวกั้นผนังชั้นล่างและชั้นบน และกรอบประตูหน้าต่างเท่านั้น นอกนั้นผนังเป็นสีขาว ไม่มีลวดลาย

เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก อดีตเจ้าอาวาส โปรดฯ ให้เขียนลายดอกไม้ร่วงที่ผนัง ปั้นตราอุณาโลมตราพระนามย่อ จ ที่ช่องระหว่างหน้าต่าง ปั้นตราแผ่นดินเหนือประตูกลาง เขียนลายรดน้ำหลังบานประตูหน้าต่างทุกบาน เหมือนเช่นเดียวกับพระอุโบสถ พื้นใช้สีชมพูเพื่อให้ตรงกับสีเดิมอันเป็นวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระวิหาร

ในพระวิหารมีพระประธานนามว่า พระประทีปวโรทัย ประดิษฐานอยู่บนชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยของเก่าที่ซ่อมขึ้นใหม่ หลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎก 3 ตู้ขนาดใหญ่ เป็นพระไตรปิฎกฉบับใบลาน บรรจุอยู่ในกล่องไม้สักทาน้ำมันบ้าง ทาสีบ้าง และมีลวดลายทำด้วยเส้นทองเหลืองฝังลงไปในเนื้อไม้ มีตราของหลวง พระไตรปิฎกเหล่านี้กล่าวกันว่าทางวัดได้รับพระราชทานมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัด บางท่านกล่าวว่า อาจเป็นพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ยังเหลืออยู่ ตู้พระไตรปิฎกเป็นของสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครองวัด พระองค์ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“เมื่อยุคก่อน หนังสือพระไตรปิฎกใบลานของหลวงรักษาไว้บนการเปรียญ ข้าพเจ้าได้ให้จัดในพระวิหารเตียนแล้ว ระลึกได้ถึงพระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 ว่าพระวิหารสำหรับไว้ประดิษฐานพระไตรปิฎก แล้วหล่อพระเจดีย์ตั้งบนตู้พระไตรปิฎกนั้น ข้าพเจ้าจึงให้ช่างทำตู้เพียงพอตั้งหีบหนังสือพระไตรปิฎกไว้พลางในพระวิหาร แล้วได้นำหนังสือพระไตรปิฎกมาเก็บไว้ในตู้นั้น ทั้งได้ตรวจสอบหนังสือในหีบให้ลำดับเรียบร้อยและมีบัญชีหมายให้หยิบหนังสือคัมภีร์นั้นๆ ได้ง่าย”

ภายในพระวิหารยังกำหนดให้เป็นที่ประชุมมหาเถรสมาคม สมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) เป็นองค์ประธานอีกด้วย

บานประตูวิหาร ลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์