ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480522

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ต่อ)

โดย…ส.คนจริง

วันนี้ก็ประจักษ์แล้วว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เหลือเพียงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และกรรมการมหาเถรสมาคมเท่านั้น เพราะเป็นปาปมุต พ้นจากหน้าที่ให้คุณให้โทษอื่นๆ รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย นับแต่การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ในวันที่ 12 ก.พ. 2560

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นับตั้งแต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร สิ้นพระชนม์ วันที่ 24 ต.ค. 2556 ต่อมามหาเถรสมาคมจดระชุมลับ วันที่ 5 ม.ค. 2559 มีมติเสนอให้ได้โปรดฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะอาวุโสโดยสมณศักดิ์ (ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) หลังจากนั้น มีมารผจญรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่มีชื่อครอบครองรถเบนซ์โบราณ และเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย กลายเป็นปาปมุตในที่สุด

ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เหมือนมีอาถรรพณ์ ผู้ทำหน้าที่นี้มักไม่ได้เป็นตัวจริง เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลายครั้ง หลายสมัย แต่ไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นตัวจริง

ผู้เขียนขออภัย ที่มีข้อความตกหล่นและผิดพลาดในฉบับที่แล้วจึงขอแก้ไขโดยเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช นอกจากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ แล้ว สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต ก็เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการสมเด็จพระสังฆราช ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) เสด็จฮ่องกง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. -4 เม.ย. 2513 ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเหมือนกัน

จึงยุติว่า ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือรักษาการ แล้วเป็นสมเด็จพระสังฆราชตัวจริง ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ

ส่วนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 2 สมัย แต่ไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชครั้งแรกวันที่ 9 พ.ค. 2508 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ประชวรหนัก และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2508 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (อยู่) สิ้นพระชนม์ ส่วนตัวจริง คือ สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏฯเมื่อทรงสถาปนาวันที่ 26 พ.ย. 2508

ส่วนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถึง 3 สมัย แต่ในที่สุดก็ไม่ได้รับการสถาปนาให้สูงขึ้น ครั้งแรกวันที่ 18 ธ.ค. 2514 หลังจากสมเด็จพระสังฆราช (จวน) สิ้นพระชนม์ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2516 ช่วงที่สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ประชวรรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2516 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) สิ้นพระชนม์ (วันที่ 7 ธ.ค. 2516)

สรุปว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 3 สมัย แต่หามีวาสนาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่ เพราะสมเด็จพระสังฆราชตัวจริง ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 วันที่ 22 มิ.ย. 2517 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางมหาสังฆสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ และคณะรัฐมนตรี (มีต่อ)

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน มรณภาพ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2517 สิริอายุ 77 ปี (เกิดวันที่ 1 พ.ค. 2440)

 

ปัจฉิมวาจา… ปัจฉิมกาเล เอวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480521

ปัจฉิมวาจา... ปัจฉิมกาเล เอวัง

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้ติดตามอ่าน “ธรรมส่องโลก” มาร่วม ๑๐ ปี ที่อาตมารับนิมนต์จาก ณ กาฬ เลาหะวิไลย มาเขียน สวมบทคอลัมนิสต์ธรรม เพื่อเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมศึกษาธรรมะ ติดตามข่าวสารการทำงานเผยแผ่ศาสนาในหลากหลายมิติ รวมถึงการเขียนให้ความรู้ในหลากหลายประเด็นเรื่องราวที่เป็นปมเป็นเขื่อง อันจำเป็นต้องเขียนชี้แจงเพื่อการเข้าใจที่ถูกต้อง

จริงๆ แล้ว เรื่องเขียนหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของอาตมา เพราะเคยเขียน… เคยทำมาบ้างแล้วในอดีต ก่อนเข้าสู่พระศาสนาในฐานะบรรพชิต ด้วยเห็นโทษภัยของโลก และด้วยเกิดมาเพื่อทำงานสืบพระพุทธศาสนา

อาตมาจึงมีอุดมการณ์เข้าสู่พระศาสนา… มิใช่มาบวชเพื่อหากิน ไม่มีอาชีพทำ จึงไม่มีความคิดริยำเอาหลักธรรมมาขาย โน้มธรรมนำศาสนามาบังหน้าหากิน เที่ยวเชียร์เที่ยวชมไปเรื่อย เพื่อแลกเปลี่ยนน้ำคำน้ำเงิน… หรือสิ่งตอบแทน

การเขียนมาโดยตลอดของ “ธรรมส่องโลก” แม้จะไม่ดีเลิศประเสริฐศรี แต่มีนัยการให้ความรู้ในทุกครั้งที่เขียน ให้สมกับการเป็นพระวิปัสสนาจารย์ เป็นพระอาจารย์ของสาธุชนจำนวนไม่น้อยที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดและมากขึ้นๆ … ดังที่มีผู้รายงานตนให้ทราบว่า ติดตามอ่านเป็นแฟนคอลัมน์ “ธรรมส่องโลก”

วันนี้อาตมาเดินทางนำคณะพระสงฆ์ ศิษย์ศรัทธา ร่วม ๑๐๐ ชีวิต จาริกประกอบศาสนกิจแสวงบุญในเขตพุทธภูมิ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๕ ก.พ.ที่ผ่านมา เมืองกาเซีย ในเขตอุตตรประเทศ อันมีสังเวชนียสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน สถานที่แสดงความมีอยู่จริงเชิงประจักษ์ของพระพุทธองค์ พระธรรม และพระสงฆ์

พระพุทธองค์ทรงเลือกสถานที่ดังกล่าวเพื่อดับขันธปรินิพพาน ด้วยเพื่อต้องการเปิดเผยอดีตชาติของพระองค์ที่ทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิ นามว่า “มหาสุทัสสนะ” ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีนัยสาระธรรมหลายมุม… หลายมิติ ที่สำคัญคือการแสดงผลอันเกิดแต่เหตุ… ให้เห็นชัดในผลของกรรมดีจากการให้ทาน (ทาน) การฝึกจิต (ทมะ) การสำรวมจิต (สัญญมะ)… ที่นำไปสู่ความสำเร็จประโยชน์ของความเป็นพระมหาจักรพรรดิที่จะต้องดำรงอยู่ในการเคารพธรรม ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม ที่มุ่งเน้นการเจริญภาวนาจนบรรลุสมาธิปริยายชั้นสูง ทรงบริหารจิตด้วยพรหมวิหารธรรมไปในทั่วทุกทิศ คุ้มครองไปในเทวดา มนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย อันเสมอกันด้วยน้ำพระทัยที่ประเสริฐ

จากนัยสาระแห่งธรรมที่ปรากฏ… ที่แสดงขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์อันยิ่งใหญ่ เป็นอมตะนิรันดร์กาล เป็นยอดแห่งธรรม หมายถึง ธรรมทั้งปวงรวมลงในยอดแห่งธรรมดังกล่าว คือ ความไม่ประมาท…

พระพุทธองค์ทรงสรุปธรรมในชีวิตของพระองค์ที่แสดงมาทั้งหมด รวมลงในความไม่ประมาท ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า … อนิจจา วะตะ สังขารา…

และเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงมีปัจฉิมวาจาว่า… ..วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ…

การแสดงบทธรรมในมหาสุทัสสนสูตร จึงเป็นหลักฐานเพื่อประกอบการศึกษาธรรมในศาสนาของพระองค์ว่า ที่สุดแห่งธรรมที่ชาวโลกควรน้อมรับมาใส่ใจ คือ อัปปมาทธรรม นั่นเอง…

วันนี้ต้องขอแสดงการถวายสักการะมุทิตาธรรมแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พุทธบริษัทรอคอยกันมานาน… เสียงสาธุการในพระบารมี คุณความดีของพระองค์สูงมาก… อาตมาน้อมถวายความเคารพด้วยความเต็มใจยิ่ง… และขอถวายพระพรในพระปัญญาบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ ของแผ่นดินไทย จงทรงพระเจริญ เทอญ…

บัดนี้ เหมาะควรแก่กาลเวลา จึงขอยุติการเขียน “ธรรมส่องโลก” ในโพสต์ทูเดย์ …หากสาธุชนต้องการติดตามข้อเขียนข้อคิดของอาตมา ให้ไปหาอ่านใน น.ส.พ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ ปักธงธรรม หน้า ๒ ทุกวันศุกร์/วันเสาร์ (ต่างจังหวัด) ที่ยังคงเขียนอยู่ที่นั่น …และที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์… ขออำนวยพรให้ทุกคนจงมีความสุข… ขออนุโมทนากับเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ทุกคน… โดยเฉพาะ  ณ กาฬ เลาหะวิไลย บุรุษผู้มีอุดมการณ์ธรรมในการทำงานสื่อสารมวลชน

ขอเจริญพร

พระอาจารย์อารยะวังโส

 

การศึกษาสงฆ์พม่า เด่นหนึ่งเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480520

การศึกษาสงฆ์พม่า เด่นหนึ่งเดียวในโลก

โดย…สมาน สุดโต

การศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ในสหภาพเมียนมามีความพิเศษเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีที่ไหนทำได้ กลายเป็นความโดดเด่นซึ่งมีแห่งเดียวในโลก

พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล ป.ธ. 8 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กับคณะญาติโยมชาวเมียนมา ได้พาพระภิกษุชาวเมียนมาทั้ง 7 รูป ที่ท่องจำพระไตรปิฎกได้แบบน่าอัศจรรย์มากราบสักการะสมเด็จพระพุทธ
ชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่วัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ซึ่งสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ได้ถวายผ้าไตรจีวร และนิมนต์ฉันเพลด้วย

พระมหาไพโรจน์ อยู่เมียนมา 18 ปี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรมแบบเมียนมา จึงท่องจำพระวินัยปิฎกได้ ยังขาดพระสุตันตปิฎก และพระอภิธรรรม ได้เป็นล่ามภาษาเมียนมาเล่าถวายสมเด็จพระพุทธชินวงศ์และญาติโยมที่มารักษาศีลที่วัดพิชยญาติการาม ว่า หลักสูตรการท่อง หรือทรงจำพระไตรปิฎกที่เรียนและสอบในเมียนมานั้น เป็นหลักสูตรที่มีแห่งเดียวในโลกเพราะเรียนแบบท่องจำ เมื่อสอบต้องท่องให้กรรมการ 3 ท่านฟัง และสอบข้อเขียนทั้งอรรถกถาและฎีกาอีกต่างหาก

เมื่อสอบผ่านพระสูตร (เฉพาะทีฆนิกาย) พระวินัย และพระอภิธรรม จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ปัจจุบันทั่วประเทศเมียนมา มี 14 รูป เพิ่งสอบได้ในปีนี้ 1 รูป ซึ่งรู้ว่าสอบได้เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2560

เมื่อเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก จะได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาลเมียนมาในหลายสถาน เช่น ได้รับนิตยภัต หรือเงินเดือนทุกเดือน เดินทางไปไหนในประเทศเมียนมา ถ้าใช้ยานพาหนะของรัฐบาล ได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเสียค่าโดยสาร พร้อมทั้งผู้ติดตามอีก 2 คน

ชาวเมียนมานั้นให้เกียรติและยกย่องพระภิกษุผู้ทรงจำพระไตรปิฎกมาก เมื่อพูดเรื่องอะไร ชาวเมียนมาจะยอมรับและเชื่อฟัง เพราะถือว่าเป็นผู้รอบรู้พระพุทธพจน์อย่างดีแล้ว

การมาเมืองไทย ถือว่าเป็นครั้งแรกของพระที่ทรงจำพระไตรปิฎก เมื่อได้ถวายสักการะสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ พระภิกษุสงฆ์ชาวเมียนมาแสดงความพอใจและถือว่าเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระภิกษุสงฆ์ชาวเมียนมาให้ความเคารพและยกย่องสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ประหนึ่งว่าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ฉันอาหารเพลกับพระภิกษุชาวเมียนมาผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ที่วัดพิชยญาติการาม

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวต้อนรับด้วยความยินดี และบอกว่า ญาติโยมที่วัดพิชยญาติการาม เมื่อทราบว่าจะได้กราบพระผู้ทรงพระไตรปิฎกพร้อมๆ กัน ทั้ง 7 รูป ก็มีความยินดียิ่งนัก พร้อมทั้งสรรเสริญว่าการได้กราบพระผู้ทรงพระไตรปิฎก ถือว่าเป็นการสักการบูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นบุญกุศลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนของคณะสงฆ์เมียนมา โดยมีองค์กรที่รับผิดชอบ 2 องค์กร คือ รัฐบาล และสมาคมเอกชน ของรัฐบาลนั้นแบ่งการสอบเป็น 4 ประเภท คือ 1.การสอบส่วนกลาง (ปฐมเปีย) 2.การสอบธรรมจริยะชั้นพิเศษ (มหาธรรมาจริยะ และปาฬิปารคู) 3.การสอบปิฎกธร 4.มหาวิทยาลัย

ส่วนสมาคมเอกชน ซึ่งแบ่งการสอบเป็น 2 ประเภท คือ ก.การสอบของภิกษุเรียกว่า อภิวังสะ และ ข.การสอบของสามเณรเรียกว่า สามเณรจ่อ (สามเณรใจสิงห์)

การสอบของสมาคมเอกชนนั้นจัดในจังหวัดต่างๆ เอกชนที่จัดมีชื่อเสียงนับร้อยปี ได้แก่ เจติยังคณะ และสักยสีหะ ผู้สอบได้จากสมาคมเอกชนจะมีคำลงท้ายว่า อภิวังสะ เหมือนกัน แต่กล่าวกันว่าการสอบภาคเอกชนนี้ยากนัก ปีหนึ่งสอบ 100 รูป จะสอบได้อย่างมาก 5 รูปเท่านั้น

ส่วนการสอบปิฎกธร (ของรัฐบาล) แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1.ภณนะ คือ ท่องบ่นสาธยายทั้ง 5 นิกาย

2.ลิขนะ คือ ตอบคำถามใน 5 นิกาย ทั้งพระบาลี อรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกาได้ทั้งหมด ซึ่งมีคำถาม 12 ข้อ ให้เลือกตอบ 10 ข้อ

ในจำนวนการสอบท่อง 100 รูปนั้น จะมีการสอบได้ตามภาณกะต่างๆ เพียง 20 รูป เป็นอย่างมาก และในจำนวนผู้สอบได้ทั้ง 20 รูปนั้น จะต้องมาสอบข้อเขียนอีก แต่เมื่อเข้ามาสอบข้อเขียนแล้ว จะเหลือที่สอบได้เพียง 2 หรือ 3 รูปเท่านั้น

วิธีสอบ ผู้สอบต้องท่องให้กรรมการ 3 รูป ที่เป็นผู้ชำนาญพระไตรปิฎกฟัง มีบัณฑิตนั่งกางพระไตรปิฎกฉบับบาลีดูขนาบข้างอีก 1 คน พระผู้สอบจะนั่งหันหน้าตรงไปทางพระมหาเถระผู้เป็นประธาน ภายใต้เศวตฉัตรสีขาว 3 ชั้น แล้วก้มศีรษะลงที่หมอนแล้วสวดไปไวๆ แบบสวดปาติโมกข์

เวลาในการสอบท่อง ใช้เวลาเป็นเดือน เพราะมีพระภิกษุสามเณรเข้าสมัครสอบกันมาก บางปีมีจำนวนผู้เข้าสอบถึง 100 รูป ในจำนวนดังกล่าวมีสามเณรเข้าสอบด้วย

ผู้ที่สอบได้ทั้ง 3 ปิฎก เรียกว่า เตปิฎกธระ ธัมมภัณฑาคาริกะ สามารถโดยสารทั้งเรือ รถไฟ รถยนต์ และเครื่องบินชั้น 1 ฟรีทั่วประเทศ พร้อมทั้งศิษย์ผู้ติดตาม 2 คน นอกจากนี้รัฐบาลยังถวายนิตยภัตอีกเดือนละ 1,800 จ๊าด สมัยนั้นเท่ากับเงินไทย 5,400 บาท (จากข้อมูล พ.ศ. 2538)

เป็นข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้ทราบว่าระบการศึกษาของคณะสงฆ์เมียนมาที่เป็นเพื่อนบ้านเขาศึกษากันอย่างไร ทำไมจึงเป็นยูนิค (Unique) หนึ่งเดียวในโลกได้

 

ทัศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480519

ทัศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

โดย…สมาน สุดโต

ทัศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ : มหาเถรมีเพื่ออะไร? สังฆราชมีเพื่ออะไร? “ขอแชร์เรื่องที่ได้รับทราบจากผู้ถวายการดูแลเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ว่า เมื่อปลายเดือน ม.ค. ท่าน รมต.ออมสิน ได้ไปกราบท่าน

ท่านให้ท่านรัฐมนตรีตัดรายชื่อท่านออกจากการตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชก่อนเลยเป็นอันดับแรก และท่านได้พูดให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งสมเด็จพระสังฆราช หรือเรื่องมหาเถรสมาคมว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง เรื่องใหญ่จริงอยู่ที่การพระศาสนา คือว่า มหาเถรมีเพื่ออะไร? สังฆราชมีเพื่ออะไร?

โดยหลักการก็รู้กันอยู่ว่า มีเพื่อรักษาธรรมะ หรือรักษาพระธรรมวินัย ถ้ามหาเถร หรือสังฆราชไม่มีไว้เพื่อธรรมะ มันก็ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวนี้หลงทางไปมาก โดยไปมุ่งที่การปกครอง จะมียศศักดิ์ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ ที่จริงการปกครองมีไว้เพื่ออะไร?

อย่างเมืองไทยเรามีประเพณีกันอยู่ คือบวชเพื่อเรียน เมื่อสึกออกไปจะได้ไปรับผิดชอบครอบครัว ชุมชนสังคมของตนได้ เรียกว่ามีการศึกษานั่นเอง การศึกษาเพื่ออะไร? ก็เพื่อทำคนปุถุชนให้เป็นปุถุชนชั้นดี เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์คือทำคนให้มีการศึกษา ดังนั้น การปกครองมีไว้เพื่อการศึกษา

แต่ปัจจุบันการปกครองมีไว้เพื่อการปกครอง เพื่อจะมียศชั้นนั้นชั้นนี้ ทำให้คนบวชเข้ามาไม่ได้เรียนเลย พ่อแม่กู้เงินมาจัดงาน เลี้ยงโต๊ะจีน หมดเงินเป็นแสน พอสึกไปไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ตอนนี้การบวชไม่เหลือเนื้อหาสาระอะไรเลย เมื่อไม่มีสาระต่อไปสังคมไทยก็หมด

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ร่วมกับ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมและผู้มีเกียรติท่านอื่นๆ ร่วมวางศิลาฤกษ์ศาลาปฏิบัติธรรม (โพธิญาณมหาวิชชาลัย) ณ พื้นที่ 22 พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

 

ท่านเลยฝากรัฐมนตรีออมสินว่า ถ้าจะทำประโยชน์ก็ให้ได้สาระ จับสาระ หลักการให้ถูก การมีมหาเถร มีสังฆราชก็เพื่อพัฒนามนุษย์ ให้มีการศึกษาเล่าเรียนเรื่องธรรมะ ถ้าปล่อยไปโดยไม่มีสาระ หรือหลักการอย่างนี้ต่อไปก็หมด เหลือแต่ประเพณีพิธีกรรม

ตอนนี้ออกนอกลู่นอกทางไปไกลแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องมหาเถร ไม่ใช่แค่เรื่องตั้งสังฆราช แม้แต่เรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็หลงทางกันหมด…”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กราบสักการะ สมเด็จวัดปากน้ำ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) กราบสักการะ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พร้อมกราบลาไปรักษาอาการอาพาธยังโรงพยาบาลศิริราช

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เข้าถวายสักการะ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมส. โดยทางวัดปากน้ำ ได้บรรยายภาพไว้ว่า “ภาพอันเป็นมงคล”

 

‘สุวณา’ ดอกไม้เหล็ก ปปช. ศรัทธาหลวงปู่ทวด คุ้มภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480518

‘สุวณา’ ดอกไม้เหล็ก ปปช. ศรัทธาหลวงปู่ทวด คุ้มภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

สัปดาห์นี้แวะเวียนหยิบกล้องส่องพระเครื่องคู่ใจของคนดัง ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างสุวณา สุวรรณจูฑะ หรือ “พี่แป๋ว” กรรมการ ป.ป.ช.คนปัจจุบัน ทำหน้าที่สางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่ประพฤติมิชอบ วางตัวเหนือกฎหมายใช้อำนาจฉ้อฉลต่อหน้าที่ หลายคนถึงกับขยาดเมื่อได้ยินชื่อเธอ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ดอกไม้เหล็ก” ของ ป.ป.ช.ผู้รักษาผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง

“พี่แป๋ว” เริ่มรับราชการในกระทรวงยุติธรรมมาตลอด แม้จะจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เช่นเดียวกับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เคยผ่านมือเธอมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังเคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จนก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้อย่างสง่างาม ไม่นานเธอเปลี่ยนใจไปสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2558 ที่สำคัญ “พี่แป๋ว” มีความเชี่ยวชาญด้านบัญชี และการบริหารราชการอย่างชำนาญ

 

ไล่เรียงประสบการณ์ทำงานพอหอมปากหอมคอ ไม่รอช้า ถามโป้งขึ้นกลางโต๊ะทำงานในห้องใหญ่ “ท่านสุวณาแขวนพระอะไร” เจ้าตัวไม่รอช้าปลดสร้อยทองที่แขวนยื่นให้ชม พร้อมบอกว่า “พี่แขวนหลวงปู่ทวดเม็ดแตง วัดช้างให้ จ.ปัตตานี มานานกว่า 30 ปี ตลอดชีวิตที่รับราชการจนปัจจุบัน และบูชารูปพ่อแม่ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าเคารพบูชาอย่างสม่ำเสมอ เสมือนเป็นพระในบ้าน

ทุกคนทราบดีว่า หลวงปู่ทวดมีชื่อเสียงบุญบารมีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเป็นพระที่เคารพนับถือ ด้วยพื้นเพเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช คนใต้ส่วนใหญ่มักเคารพบูชาหลวงปู่ทวดอยู่แล้ว   ทั้งยังเสริมสร้างความมั่นใจในการไปปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ”

ส่วนที่มาของพระหลวงปู่ทวดคู่ใจ “พี่แป๋ว” เล่าย้อนว่า มีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมอบให้เพื่อปกป้องคุ้มครอง ถือเป็นพระที่มีคุณค่าอย่างมาก แม้อาจจะมีมูลค่าไม่มาก แต่ก็มีมูลค่าทางใจ   ถ้าเดินทางครั้งใดเกิดลืมแขวนพระองค์นี้ไปจะขาดความมั่นใจทุกเรื่อง เมื่อรู้ว่าต้องเดินทางจะเปิดตู้คว้าสร้อยพระมาสวมใส่ทันที ถ้าไม่แขวนก็จะใส่ติดกระเป๋าไปด้วย

“สุวณา” เผยประสบการณ์ตั้งแต่แขวนพระหลวงปู่ทวดมาตลอด 30 ปี ว่า ไม่เคยเกิดเรื่องเสี่ยงภัยร้ายแรงใดๆ เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด นอกจากจะมีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วยแล้ว ก็ต้องมีหลวงปู่ทวดคู่ใจองค์นี้อยู่ติดตัวเสมอเพื่อสร้างความอุ่นใจ ถ้าไม่ได้แขวนติดตัวไปจะผวาเล็กน้อย เจ้าตัวหัวเราะ…ก่อนยกสิบนิ้วพนม พร้อมกล่าวว่า “สาธุขออย่าให้เกิด”

รูปพ่อแม่ท่านสุวณา

 

นอกจากนี้ “สุวณา” แสดงความเห็นส่วนตัวว่า โดยความเชื่อของทุกคนคือต้องห้อยพระดี แต่ก็เชื่อว่าถ้าเราเป็นคนไม่ดี ไม่ว่าจะห้อยพระกี่องค์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันอยู่ที่ตัวเราด้วย พระเป็นแรงบันดาลใจปกป้องคุ้มครองภัย แต่ถ้าคนแขวนพระไม่ดี ก็เชื่อว่าพระท่านก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ส่วนเรื่องการทำงาน “สุวณา” กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ต้องรู้จักหน้าที่” ต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด เรียนก็เรียนให้ดีที่สุด ทำงานก็ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าตำแหน่งใดต้องรับผิดชอบตำแหน่งนั้นให้ดีที่สุด เชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีหมด ในภาพรวมมันต้องดี ดังนั้นคติพจน์ที่ยึดคือว่า “จงทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” ยึดปฏิบัติมาตลอดที่รับราชการ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

“ทำงานโดยไม่เอาเปรียบใครหรือเอาประโยชน์ใส่ตัวเอง ถ้าทุกคนมุ่งมั่นทำงานทั้งหมด ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศชาติอยู่ได้ ให้ใช้หลักทำงานร่วมมือกับทุกหน่วยอย่างบูรณาการกันเพื่อให้งานเดินไปในทิศทางถูกต้องและประสบความสำเร็จและผลงานต้องเป็นของทุกคน”

“สุวณา” กล่าวทิ้งท้ายว่า ชีวิตการทำงานที่เหลือจากนี้จะขับเคลื่อนไปพร้อมกันทุกส่วนในภารหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบเพื่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะในการปราบปรามการทุจริต ที่ต้องทำงานร่วมกันทุกองคาพยพไม่ใช่เพียงหน่วยใดหน่วยงานเดียว และป้องกันปราบปรามปัญหาทุจริตเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา

 

‘การโค้ชตามวิถีพุทธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480517

‘การโค้ชตามวิถีพุทธ’

โดย…ราช รามัญ

พระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาบุรุษ พระองค์ยังพูดคุยกับตัวเองหลายครั้งหลายคราว เมื่อถึงในบางห้วงเวลาที่พระองค์เกิดคำถามในใจบางเรื่อง ซึ่งจะไปหาคำตอบจากที่อื่นก็คงจะยาก ดังนั้นการค้นหาคำตอบที่ได้มาจากใจของพระองค์เองนั้นแหละ คือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ในคัมภีร์มหายาน กล่าวไว้อย่างน่าศึกษามาก

ในคราวที่มหาบุรุษออกมาฝึกจิตยาวนานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่พบซึ่งหนทางอันเป็นเป้าหมายที่สูงสุดเลย

วันหนึ่งขณะที่นั่งประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในยามบ่าย ในขณะนั้นความคิดก็ได้ปรากฏขึ้นมาในใจว่า คิดถึงราหุล คิดถึงยโสธรา คิดถึงวัง คิดถึงพ่อ แล้วมีความคิดอีกว่า หรือการนั่งบำเพ็ญในคราวนี้จะสูญเปล่ามาเสียแล้วหลายปี หรือว่าเรามาแล้วซึ่งผิดทางของชีวิต… เราควรจะกลับไปวัง ไปหาลูก ไปหาไปรับตำแหน่งกษัตริย์เพื่อปกครองนคร ไม่ต้องมาลำบากใดๆ อีก…

ความคิดของพระองค์…หยุดระงับไปสักครู่… ก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่า

นั่นไม่ใช่ทางที่ถูก นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ฝังลึกในใจของเราต่างหาก นั่นไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ลึกในใต้ภาวะจิตใจ คงเป็นมารในใจโดยแท้ การรู้แจ้งทางจิตวิญญาณนั้นยังคงมีอยู่จริง เราต้องค้นหาคำตอบนั้นให้ได้พบให้ได้เจอ

จากนั้นจึงได้อธิษฐานจิตเพื่อนั่งภาวนาต่อไป… แล้วก็นั่งนึกถึงตอนที่พระองค์นั่งอยู่ข้างนา ในวัยเยาว์ ที่ข้างพระราชพิธีแรกนา ว่าทรงนั่งบำเพ็ญให้ใจสงบได้ด้วยเพราะฌานแบบไม่ลึกลงดิ่ง ในที่สุดมหาบุรุษพบคำตอบแล้วบำเพ็ญต่อไป กระทั่งบรรลุตามเป้าหมาย ด้วยการเป็นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

นี่เป็นการพูดคุยกับตัวเองของมหาบุรุษ… แม้แต่พระสาวกหลายรูปก่อนที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็สำเร็จอยู่จบพรหมจรรย์หมดกิเลสได้เพราะการโค้ชตัวเอง อาทิ พระอานนท์เถระ

ตามคัมภีร์ดั้งเดิม

พระอานนท์เร่งปฏิบัติธรรมทั้งคืน ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะพรุ่งนี้ต้องร่วมการทำสังคายนาคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้เพื่อให้พระสงฆ์ได้ศึกษา แต่ถ้าพระอานนท์ไม่บรรลุธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมแต่ประการใด พระอานนท์ปฏิบัติจนเหนื่อยแล้วก็ล้มตัวลงพัก ระหว่างนั้นก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

แต่ในคัมภีร์มหายานกล่าวเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ความว่า

หลังจากที่มานั่งพักแล้ว พระอานนท์ได้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจว่า เพราะเรายึดมากเกินไปต่อการปฏิบัตินี้เป็นแน่แท้ การปล่อยการวางจึงไม่บังเกิดกับจิตใจ แล้วพระอานนท์ก็คิดขึ้นได้เองว่า

“รู้แล้วหนอ เราต้องวางบางอย่างลง เพื่อรับสิ่งใหม่บางอย่างเข้ามาแทนที่”

พระอานนท์จึงคิดพักผ่อนสักครู่ ค่อยลุกมาปฏิบัติ เมื่อค่อยๆ ล้มตัวเอียงลงนอนเท่านั้นเอง ในกิริยากึ่งนั่งกึ่งนอนก็บรรลุธรรม เปรี้ยง…นับว่าเป็นพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมในท่าทางที่ไม่เหมือนใครเลย

ดังนั้น การโค้ชตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ หรือเป็นมหาศาสดา ต่างก็ต้องเคยพูดคุยกับตัวเองมาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น การพูดคุยนี้แหละ ทางศาสตร์แห่งการโค้ชเรียกว่า การโค้ชตัวเอง ความจำเป็นของการโค้ชตัวเองนั้นมีมาก เพราะในเมื่อตัวเราปรารถนาที่จะไปเป็นโค้ชในการทำหน้าที่โค้ชเพื่อให้ผู้อื่นหลุดออกจากความทุกข์ ด้วยความคิดและปัญญาของตัวเขาเอง ผู้เป็นโค้ชมีความจำเป็นที่จะต้องใสกระจ่างราวกระจกและมีพลังที่ดีในจิตใจอย่างเต็มปรี่เสียก่อน

โค้ชมือใหม่หลายคนที่ตกม้าตาย เพราะว่าไม่เข้าใจตัวเอง ในเมื่อตัวเราเองยังไม่เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ แล้วเราจะไปโค้ชใครที่ไหนได้ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

การโค้ชตัวเอง มีหลักคิดในปรัชญาแนวพุทธอย่างหนึ่ง ที่เป็นสัจจะ หรือเป็นความจริงตลอดกาล คือ

“การรู้จักใจตัวเองโดยรอบแล้ว มีหรือที่เราจะไม่รู้ใจของผู้อื่นโดยรอบเช่นกัน”

ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียนศาสตร์แห่งการโค้ช จะต้องรู้จักตัวเองอย่างดีพอ และสามารถโค้ชตัวเองได้อย่างแยบยล และทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้ เมื่อเรายังสามารถทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงในยามที่เราสับสนกังวล หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จนพบคำตอบ ผมถือว่าบุคคลนั้นย่อมสามารถโค้ชผู้อื่นให้บรรลุถึงเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

การโค้ชตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ เพราะในบางห้วงของชีวิตเรานั้น เมื่อเจอจุดล็อกทางความคิดที่คล้ายปัญหาหนักเข้ามากระทบ หรือมีเรื่องยากๆ ให้ตัดสินใจ บางเรื่องก็ไม่อาจที่จะหันหน้าไปปรึกษาใครได้ เพราะเป็นเรื่องครอบครัว เป็นต้น

การที่ได้โค้ชตัวเองนี้แหละ จะทำให้คุณได้พบคำตอบที่ออกมาจากตัวของคุณเองและเป็นคำตอบที่ค่อนข้างทำให้คุณเกิดความพอใจและบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง…สนใจเรื่องการโค้ช ลองไปหาอ่านจากหนังสือ โค้ชวิถีพุทธ ราคา 170 บาท ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ทุกสาขา

 

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479429

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

โดย…ส.คนจริง

ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในการปกครองคณะสงฆ์ของไทยมีมานาน เอาง่ายๆ ตั้งแต่ใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา แต่ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเหมือนตัวสำรอง ไม่เคยเป็นตัวจริง เว้นแต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) วัดสระเกศเพียงองค์เดียว ที่ปฏิบัติทำหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในตอนแรก ต่อมาก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

นับแต่ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีสมเด็จพระสังฆราชรวม 5 พระองค์ คือองค์ที่ 15 สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ องค์ที่ 16 สมเด็จพระสังฆราชจวน วัดมกุฏกษัตริยาราม องค์ที่ 17 สมเด็จพระสังฆราชปุ่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม องค์ที่ 18 สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และองค์ที่ 19 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อแต่ละองค์สิ้นพระชนม์ กฎหมายสงฆ์ 2505 ให้ตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชโดยเลือกผู้อาวุโสโดยพรรษา ถ้าองค์นั้นอาพาธให้เลือกสมเด็จที่อาวุโสรองลงไปตามลำดับ จึงมีผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการสังฆราชหลายองค์ บางองค์รับหน้าที่รักษาการถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวจริง

บางองค์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชและมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นตัวจริงเสียด้วย แต่ถูกฝ่ายไม่เห็นด้วยค้านอย่างหนัก ทั้งกล่าวหาตรงๆ หรือเสียดสีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง องค์นั้นคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ฝ่ายอาณาจักรบัญญัติไว้โดยที่ท่านไม่ได้ไปเรียกร้องหรือเสนอตัว แต่เมื่อท่านปฏิบัติหน้าที่และมีแนวโน้มว่าจะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็มีขบวนการสร้างเรื่องให้ท่านมัวหมอง เช่น เรื่องที่ท่านมีชื่อเป็นเจ้าของรถโบราณ ถึงวันนี้ฝ่ายที่ค้านหรือโจมตีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์กำลังนอนยิ้มด้วยความสุขใจ ที่ความพยายามกีดกันไม่ให้สมเด็จองค์นี้ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดจะเป็นจริง เมื่อมีข่าวว่าจะโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเถระรูปอื่น

อันการปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชนั้นทำตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่มาตรา 10 บัญญัติว่าในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราชให้สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยพรรษาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถ้าสมเด็จอาวุโสนั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ให้สมเด็จที่อาวุโสรองลงมาปฏิบัติหน้าที่แทน ให้ทำอย่างนี้ตามลำดับ

เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 มีผลวันที่ 1 ม.ค. 2506 นั้น ประเทศไทยว่างสังฆราช กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) วัดสระเกศ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จอยู่จึงเป็นรูปแรกที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตาม พ.ร.บ.นั้น ต่อมาท่านก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงนับว่าเป็นรูปเดียวที่ทำหน้าที่สังฆราชแล้วได้เป็นตัวจริงในที่สุด เพราะหลังจากนั้นมีการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชหลายองค์แต่ไม่ได้เป็นสังฆราชแม้แต่องค์เดียว ขอยกมาเล่าตามลำดับดังนี้

เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) สิ้นพระชนม์ ราชการจึงตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณราชวราราม ที่อาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่เมื่อสถาปนาตัวจริง ก็มีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จมหาวีรวงศ์ (จวน ป.ธ. 9 ) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นสังฆราช องค์นี้นอกจากเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์แล้ว ยังอาวุโสโดยสมณศักดิ์ (เป็นสมเด็จ พ.ศ. 2499 ) เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2514 ผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณราชวราราม แต่อาพาธ ราชการจึงตั้ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่เมื่อสถาปนาโปรดเกล้าฯ ก็สถาปนา สมเด็จพระวันรัต (สมเด็จปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จปุ่น วัดพระเชตุพนฯ เป็นสังฆราชได้ปีเศษก็สิ้นพระชนม์ ต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชอีก หวยมาออกที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ อีกครั้ง เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณ ซึ่งอาวุโสโดยพรรษา อาพาธทำหน้าที่ไม่ได้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ จึงปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอีกครั้งนับเป็นครั้งที่ 2 เริ่มวันที่ 8 ธ.ค. 2516 (อ่านต่อฉบับหน้า)

 

พุทธศาสนา… สู่ความสมภาพ…สมชีวี!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479428

พุทธศาสนา... สู่ความสมภาพ...สมชีวี!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… จากพระภาษิตที่ว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชฺชติ …ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย แปลว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีเลวต่างกัน… นับเป็นเรื่องที่ควรยกขึ้นมาพิจารณาในสังคมมนุษย์ไอทีปัจจุบันอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา จึงกล่าวถึงเรื่อง หลักสมภาพ คือ ความเสมอกัน โดยมีหลักว่า มนุษย์สามารถทำให้เสมอกันได้ในสิ่งที่เป็นไปได้… และไม่สามารถทำให้เสมอกันได้ในสิ่งที่ไม่อาจทำได้…

หลายเรื่องราวมีผลมาจากกรรมที่ก่อในอดีต ก็ต้องรับผลที่สำเร็จแล้วนั้น โดยสภาพธรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน ดังเช่น ผลทางกายภาพหรือจิตภาพ ที่ดี… ไม่ดี สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์… แต่หลายๆ เรื่องราวในชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้เจริญเติบโตเท่าเทียมกันได้ โดยเฉพาะในความคิด… ความเห็น ความรู้ ความดี และคุณธรรม ความสามารถ… การประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปตามธรรม แม้จะมีผลแห่งกรรมเก่าที่เป็นอกุศลมาขวางกั้น แต่ก็มิใช่ว่าจะแก้ไขหรือพัฒนาเพื่อความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นกุศลไม่ได้…

พระพุทธศาสนาจึงมุ่งเข้าสู่หลักสมชีวี… สมภาพ เพื่อการพัฒนาชีวิตเข้าสู่ภราดรภาพและเสรีภาพอย่างมีความเป็นอิสรภาพด้วยอำนาจธรรม ด้วยการกำหนดธรรมจริยา… ธรรมจรรยา เพื่อการเข้าถึงสมจริยาในพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นการประพฤติปฏิบัติตามกุศลกรรมบถทั้ง 10 ประการ เพื่อบรรลุความสมภาพ.. ภราดรภาพ… เสรีภาพ

พระพุทธศาสนาของเราจึงยกเรื่องกฎเกณฑ์กรรมมาเป็นพื้นฐานในการอบรมสั่งสอนให้ศาสนิกชนมีปสาทศรัทธา (เลื่อมใสศรัทธา) ในกรรมสัทธาวิปากสัทธา และกัมมัสสกตาสัทธา

การนำเรื่อง กฎเกณฑ์กรรม มาเป็นพื้นฐานการศึกษาเพื่อชีวิตในพุทธศาสนานั้น… เพื่อการสร้างความเห็นชอบขั้นพื้นฐาน อันจะชักนำไปสู่การสร้างสัมมาทิฏฐิขั้นอริยธรรม โดยการเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจอย่างมีเหตุ มีผล… ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ลุ่มลึก นอกเหตุ เหนือผล อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ในสภาวธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้น-ดับไป เพื่อจะได้ประมวลความรู้ลงในอริยสัจ ที่เป็นที่สุดแห่งสัจธรรม ที่เรียกว่า หลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา

ดังหลักฐานที่ทรงแสดงไว้ในเรื่องของกรรมที่ปรากฏในสฬายตนวรรค สังยุตตนิกายฯ ที่มีพระพุทธภาษิตว่า “เราจะแสดงกรรมเก่า กรรมใหม่ การดับกรรม และหนทางดับกรรม…”

โดยแจกแจงลงไปว่า กรรมเก่า คือ อายตนะภายใน ๖ … กรรมใหม่ คือ การกระทำที่ทำอยู่ในปัจจุบัน การดับกรรม คือ การเข้าถึงวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นชื่อว่า ความดับกรรมและหนทางดับกรรม คือ อริยมรรคอันมีองค์ธรรม ๘ ประการ

พระพุทธศาสนามุ่งเน้นหลักการพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต .. จึงทรงแสดงหลักอธิษฐานธรรมไว้ ๔ ประการ อันปรากฏอยู่ในธาตุวิภังคสูตร ที่ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา… พึงอนุรักษ์สัจจะ… พึงเพิ่มพูนจาคะ และพึงตามศึกษาสันติ ที่สรุปลงที่ ปัญญา สัจจะ จาคะ และอุปสมะ อันสอดคล้องกับหลักธรรมสำหรับฆราวาส ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ ที่เป็นธรรมปฏิบัติเพื่อการพัฒนาชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงสุด สู่ความเป็นกัลยาณชนและอริยบุคคล

ดังนั้น ความเชื่อมั่นที่ว่า “ชีวิตของสัตว์เราทั้งหลายต้องพัฒนาได้… จิตวิญญาณสามารถยกระดับได้สมฐานะสัตว์ประเสริฐ” จึงถูกปลูกฝังลงในจิตใจของพุทธศาสนิกชน… ด้วยการพัฒนาจิตตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เพื่อคุณภาพ สมรรถภาพ ประสิทธิภาพในชีวิตที่มีดุลยธรรม… ด้วยความเชื่อที่เป็นสัจธรรมดังกล่าว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงหลักสมชีวีธรรม คือ หลักธรรมของคู่ชีวิตที่สามารถทำให้เสมอกลมกลืนกันได้ เพื่อสันติภาพในการคบค้าสมาคมกันด้วยการมีสมสัทธา สมสีลา สมจาคา สมปัญญา หรือดังที่กล่าวไว้ในสาราณียธรรมที่ปรากฏคำว่า สีลสามัญญตา คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกัน… ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีทิฏฐิหรือความเห็นที่มีความเสมอกัน…

ฉะนั้น การเข้ามาสู่พระพุทธศาสนานี้ จึงจะไม่มีความแตกแยกแปลกออกไปโดยเด็ดขาด… หากทุกคนเคารพปฏิบัติตนตรงตามพระธรรมวินัยด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง…

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พระเถระผู้สมถะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479427

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พระเถระผู้สมถะ

โดย…สมาน สุดโต

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตพระนคร ติดกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ทรงสร้างวัดคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

หนังสือประวัติวัด เล่าว่า มูลเหตุที่สร้างวัด คือ สืบเนื่องจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และเป็นไปตามโบราณราชประเพณีนิยมที่สมเด็จบรมพระบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2412 นับเป็นปีที่ 2 ในรัชกาลนั้น โปรดให้ซื้อที่ ซึ่งเดิมเป็นวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ บ้านเรือนราชการ และราษฎรสิ้นพระราชทรัพย์ 2,806 บาท 37 สตางค์ โดยพระราชประสงค์จะให้เป็นวัดประจำรัชกาล ดังปรากฏวัดประจำแต่ละรัชกาล คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณราชวราราม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชโอรสาราม และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ส่วนลำดับเจ้าอาวาส มีดังนี้

1.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2412-2444

2.พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2444-2480

3.พระศาสนโศภน (ภา ภาณโก) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2480-2489

4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2491-2531

5.สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2531-2551

6.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ด้านถนนเฟื่องนครวัดประจำรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 7

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ที่ได้รับการพูดถึงกันมากในระยะนี้ จึงขอถ่ายทอดประวัติให้ทราบโดยย่อ ท่านเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 6 ต่อจากเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร ป.ธ.6)” ที่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2551

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ มีนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ณ หมู่บ้าน ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดา-มารดาชื่อ นับ และ ตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ปัจจุบันสิริอายุได้ 90 ปี

ย้อนอดีตประวัติ ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. 2490 จึงย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2491 ณ มหาพัทธสีมาวัดราชบพิธฯ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ และท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยคพ.ศ. 2493

ต่อมา ท่านได้สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2509 ได้เข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศ
อินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี 2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

ในช่วงปี 2516 เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีพระขันติปาโล ชาวอังกฤษ เป็นสหธรรมิก พร้อมไวยาวัจกร ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ตลอดถึงเป็นเนติให้สหธรรมิกที่มาภายหลังได้เผยแผ่อย่างเป็นรูปแบบ ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

ภารกิจและงานเผยแพร่ที่โดดเด่น เป็นประธานอำนวยการฝ่ายบรรพชิต สร้างพระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ไปเผยแผ่ในประเทศออสเตรเลีย

เป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษาสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

งานปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน

– เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

– ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

– กรรมการมหาเถรสมาคม

– กรรมการคณะธรรมยุต

– นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

– กรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

– แม่กองงานพระธรรมทูต

– ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และเป็นศิษย์พระอาจารย์ฝั้นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน

ที่ได้รับการพูดถึงเสมอคือท่านไม่มีรถยนต์ส่วนตัวเหมือนพระเถระอื่นๆ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นพระเถระที่สมถะรูปหนึ่งในคณะสงฆ์ไทย

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวาย ป.เอก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479426

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวาย ป.เอก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

โดย…สมาน สุดโต

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา แด่พระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2560 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าประคุณสมเด็จจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทำบุญอายุวัฒนมงคล 76 ปีด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ประกาศเกียรติคุณว่า

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดละมุด จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2504 จากนั้นได้ตั้งใจเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความอุตสาหะ เพียง 11 ปีเท่านั้นท่านก็สามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค อันเป็นชั้นสูงสุดในหลักสูตรบาลี นับว่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง จากนั้นยังไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย สามารถสอบได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์อินเดียโบราณและประวัติโบราณเอเชียใต้ ท่านจึงเป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถสูง คณะสงฆ์จึงไว้วางใจให้ทำหน้าที่หลายประการ นอกจากเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม และยังมีผลงานทางด้านวิชาการอีกมากมาย ไม่ต้องกล่าวถึงสมณศักดิ์ของท่านที่ได้เลื่อนมาโดยลำดับจนถึงสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ

จากผลงานดังกล่าว ทำให้องค์กรต่างๆ ถวายรางวัลให้ท่านมากมาย รวมทั้งรัฐบาลเมียนมา ถวายตำแหน่งอัคคมหาบัณฑิต เมื่อปี 2556 ด้วย

ด้วยเกียรติคุณมากมายนั้น สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา แด่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป

ในการกล่าวอนุโมทนาที่มหาวิทยาลัยถวายปริญญาให้นั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้กล่าวเป็นคติธรรมไว้ว่า ปริญญากิตติมศักดิ์นับว่าเป็นปริญญาระดับสูงของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ให้และผู้รับต่างมีเกียรติทุกฝ่าย การถวายปริญญาแก่พระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา ถือว่ามห าวิทยาลัยมองการณ์ไกล แต่พระเถรานุเถระที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนานั้น มิใช่มีแต่ตัวท่านเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายหลายรูป ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ถวายปริญญากิตติมศักดิ์ไปแล้ว แสดงว่ามหาวิทยาลัยมองเห็นผลงานของคณะสงฆ์เป็นอย่างดี

การถวายปริญญาแก่พระสงฆ์รวมทั้งตัวท่านนั้น ถือว่าเป็นกำลังใจให้บำเพ็ญกิจเพื่อพระศาสนา โดยเฉพาะในฐานะตัวแทนนำพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเทศนาสั่งสอนอบรมให้สังคมเกิดคุณธรรม มีศีลธรรม จริยธรรม

ในส่วนตัวของสมเด็จเองนั้น ได้รับปริญญาก็มีความพอใจ แต่ยินดีในปริญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งกว่า ซึ่งก็มิได้ปฏิเสธปริญญาที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เพราะปริญญาที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นปริญญาที่ให้กำลังใจ ปริญญาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปริญญาเพื่อให้เกิดความสุขอันเป็นอมตะ และเป็นความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง จึงขอกล่าวว่ายินดีในปริญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ปฏิเสธปริญญาที่ไม่ใช่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงขออนุโมทนาสภามหาวิทยาลัยที่มีมติมอบปริญญาให้ในครั้งนี้

อนึ่ง ในช่วงเช้าสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ได้มาร่วมแสดงความยินดีและฉันเช้าร่วมกับพระเถระอื่นๆ เช่น กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ตลอดจนถึงพระสังฆาธิการในหนกลางที่เข้ารับการอบรมพระอุปัชฌาย์อีก 79 รูปด้วย