พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474420

พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐

ชาวพุทธส่วนใหญ่ชักชวนกันเข้าวัดทำบุญ ได้รับศีลบูชาธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

ในพุทธศาสนาของเราสั่งสอนให้รู้จักจัดความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เพื่อการสำเร็จประโยชน์ตามปรารถนา อย่างเป็นเหตุ เป็นผลต่อกัน โดยอาศัยความเข้าใจ เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมมาเป็นหลักการกำหนดธรรมวิธี ที่ให้เกิดความสำเร็จประโยชน์ได้จริง ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง จนสูญเสียดุลยภาพแห่งความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดผลตามปรารถนา

จะสวดมนต์ ก็จักไม่สวดจนเมามาย จะทำทาน ก็ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริง โดยยึดหลักบริสุทธิ์ ๓ ประการ คือ วัตถุทาน บุคคล และเจตนา จะภาวนาก็ต้องมุ่งเพื่อการเจริญเติบโตของสติปัญญา แม้จะรักษาศีลก็เพื่อความดับเย็น ไม่เป็นไปเพื่อติรัจฉานทั้งปวง

พระพุทธศาสนาจึงจัดหลักความสัมพันธ์เพื่อสร้างดุลยภาพ-ดุลยธรรมให้เกิดขึ้นในจิตหนึ่งด้วยการวางหลักศึกษาปฏิบัติครบ ๓ ด้าน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดพอเข้าใจในชั้นคฤหัสถ์ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ทั้ง ๓ หลัก ที่เรียกว่าไตรสิกขานั้น จะสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติ คือ ต้องทำเอง ตามหลักพึ่งตน-พึ่งธรรม

พระพุทธศาสนาจึงไม่สั่งสอนให้สัตว์โลกสิ้นคิด แต่จะต้องคิดให้เป็น คิดให้ถูกต้อง คิดให้ถูกธรรม คิดให้ตรงวิธีที่คิดพิจารณาจนเกิดปัญญา เมื่อชีวิตมีปัญญา การจะพูด การจะทำก็จะดำเนินไปอย่างมีปัญญา ตัวปัญญานี้แหละเป็นตัวกุศลธรรมแท้จริงในพระพุทธศาสนา

ปัญหาของศาสนิกชนในบ้านเรา คือ การพัฒนาจิตไม่ถูกวิธี คิดไม่เป็น คิดไม่ตรงธรรม จึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดมรรคผิดผล แม้จะเข้าวัด ทำบุญ รับศีล ฟังธรรม เจริญภาวนา

เมื่อคิดไม่เป็น คิดไม่ถูกวิธีแห่งปัญญา ปัญญาจึงไม่เกิดขึ้น ในความเชื่อมั่นนั้น จึงลดระดับความศรัทธาลงมาเป็นความเชื่อ และหลงเชื่อในบุคคล วัตถุ ตำรา มากกว่าคำสอน ความหมาย และความรู้ตามปัญญาญาณ

อันตรายจึงเกิดขึ้นจากการเข้าสู่ศาสนาเพื่อทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ด้วยขาดความเข้าใจในประโยชน์ที่แท้จริงของพุทธศาสนา ที่สรุปธรรมลงที่ สติปัญญา เพื่อ ญาณทัสสนวิสุทธิ

หลากหลายอาจารย์ มากสำนักในเขตพระศาสนา มุ่งกันแข่งขันทางด้านการสร้างวัตถุ โดยมีพระเป็นผู้นำอำนวยการจัดสร้าง และคณะสาวกวางแผนจำหน่ายจนเกิดตลาดการค้าขายบุญ ขายวัตถุมงคลขึ้น จนแปรสภาพเขตพุทธธรรม เป็นพุทธพาณิชย์

ธรรมะจึงเริ่มไร้จิตวิญญาณ การแสดงธรรม การสอนธรรม จึงไม่ซาบซึ้งกระทบใจให้เกิดปีติสุข ดังในสมัยพระเถระผู้มีศีลบริสุทธิ์ เคร่งครัดในพระวินัย เคารพในธรรม

ความรู้สึกซาบซึ้งในรสแห่งพระธรรม จึงไม่ปรากฏในจิตวิญญาณของบุคคลที่เข้ามาสู่พระศาสนานี้ ไม่ว่าพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ ที่สุดจึงแห้งแล้งอำนาจธรรม เหือดแห้งศรัทธาธรรม ความอ่อนแอจึงปรากฏในศาสนบุคคล ศาสนองค์กร ศาสนจักร

วันนี้แห่งการเริ่มต้นชีวิตเข้าสู่ปีใหม่ จึงควรที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สถานการณ์รอบด้านพระศาสนาที่มีทั้งบวกและลบ เพื่อจัดทำแผนงานพัฒนาสถาบันสงฆ์ องค์กรพระศาสนา คุณภาพพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยธรรม ภายใต้พระธรรมวินัยที่เป็นหนึ่งเดียว จะได้ไม่ต้องให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์มากล่าวตำหนิได้ว่า “คำสอนที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามีตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้ ความเชื่อในรูปแบบธุรกิจ ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ อยู่กับความร่ำรวยมีที่ไหน วัดไหนเขาสอนแบบนี้บ้าง”

เจริญพร

พระราชประเพณี ในการสถาปนาสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474419

พระราชประเพณี ในการสถาปนาสังฆราช

โดย…ส.คนจริง

ราชกิจจานุเบกษา หน้า 2 เล่ม 134 ตอน 2 ก ประกาศวันที่ 6 ม.ค. ให้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มีผลบังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับที่ 3 นี้ มี 3 มาตรา ความสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา สมควรตราพระราชบัญญัติให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธำรงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณีดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

วันที่ 10 ม.ค. 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะรายงานการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.สงฆ์ ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม

โบราณราชประเพณี

เมื่อดูโบราณราชประเพณีในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชว่ามีมาอย่างไร  ต้องอ่านบันทึกของพระมหาเจริญ สุวฑฺฒโน หรือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่พิมพ์ในหนังสือพระผู้สำรวมพร้อม เป็นที่ระลึกบำเพ็ญพระกุศล คล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 99 ปี 3 ต.ค. 2555 หน้า 55 เรื่องพหูสูต

กองบรรณาธิการหนังสือดังกล่าวเขียนเล่าว่า ยังมีต้นฉบับลายมือเขียนดินสอของพระมหาเจริญ(สุวฑฺฒโน) อยู่จำนวนหนึ่ง ลงวันที่ไว้ระหว่างปี 2487-2489 เอกสารกลุ่มนี้น่าสนใจยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใฝ่ศึกษาและการฝึกฝนตนเองของพระมหาเจริญ เปรียญ 9 ประโยครูปนี้ได้เป็นอย่างดี บันทึกทั้งหลายนั้น ส่วนมากเป็นบันทึกเกี่ยวกับพระธรรมเทศนาที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงแสดง ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหารที่น่าสนใจยิ่ง นอกจากบันทึกพระธรรมเทศนาแล้ว หนังสือพระผู้สำรวมพร้อม บรรยายว่า พระมหาเจริญยังจดแม้แต่เกร็ดประวัติต่างๆ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงเล่าประทาน เช่นคืนวันที่ 6 ธ.ค. 2487 ท่านเจ้าพระคุณฯ (ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วันที่ 11 ม.ค. 2488) ได้มาที่กุฏิ เล่าเรื่องเก่าหลายเรื่องดังต่อไปนี้ (ตัวสะกดตามต้นฉบับ)

7 หลักเกณฑ์การตั้งพระสังฆราช

ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ขึ้นไปไม่ได้ค้น แต่ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งพระเถระที่พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ของพระองค์ ถ้าไม่มีก็ไม่ทรงตั้ง

ในรัชกาลที่ 4 ทรงตั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เพราะทรงนับถือเป็นพระอาจารย์ เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่ได้ทรงตั้งใครอีกตลอดรัชกาล

ในรัชกาลที่ 5 จะทรงตั้งกรมสมเด็จพระปวเรศฯ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ แต่กรมสมเด็จฯ ทรงขอผัดให้ไหว้พระสวดมนต์ไปก่อน จวบจนจะสิ้นพระชนม์ จึงทรงรับพระมหาสมณุตฯ ทรงรับประมาณเกือบปี หรือปีกว่าก็สิ้นพระชนม์  รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชสา ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระศพกรมสมเด็จฯ เอาไว้นานจนสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์ลงอีก เข้าพระเมรุเดียวกันกับเจ้านายอีกหลายพระองค์) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่ทรงตั้งอีกตลอดรัชกาล

สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงรับมหาสมณุตฯ (เป็นสมเด็จพระสังฆราช) ในรัชกาลที่ 6 เพราะทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในรัชกาลที่ 6

จากบันทึกนี้ ผู้เขียนพลิกดูประวัติการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา มีดังนี้

รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์

1.สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นพระเถระที่มีปฏิปทามั่นคงในพระธรรมวินัย ยอมขัดกระแสพระดำรัสสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนถูกถอดจากสังฆราช เมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก จึงสถาปนาอีกครั้ง

2.สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) เป็นพระเถระที่มีบทบาทเด่นในการสังคายนานำพระไตรปิฎกเมื่อปี 2331 เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพนรัตน วัดมหาธาตุ

รัชกาลที่ 2 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 3 พระองค์

3.สมเด็จพระสังฆราชองค์ (มี) มีบทบาทตั้งแต่ก่อนได้รับการสถาปนาคือ เมื่อปี 2359 ส่งพระสมณทูตไปลังกา ฟื้นฟูพิธีวันวิสาขบูชา และปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม

4.สมเด็จพระญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) พระเถระรูปนี้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ 2 ในขณะที่ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงอิศรสุนทร

5.สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์

6.รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาสมเด็จพระพนรัตน (นาค) วัดราชบูรณะ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 6 และสิ้นพระชนม์ (ปี 2392) ในรัชกาลที่ 3 แต่รัชกาลที่ 3 ยังไม่ทันสถาปนาสังฆราชพระองค์ใหม่ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

7.รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 1 พระองค์ คือ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน ที่เป็นพระราชญาติและพระอาจารย์

8.รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาสังฆราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จกรมพระยาพระปวเรศฯ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และสมเด็จพระสังฆราช (สา) ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์ 11 ม.ค. 2442 ปล่อยว่าง จนถึงสวรรคต 23 ต.ค. 2453

9.รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เนื่องด้วยทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ 1 พระองค์ เมื่อสิ้นพระชนม์ ทรงสถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11

10.รัชกาลที่ 7 ไม่ได้สถาปนาสังฆราช เพราะพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ที่ได้รับพระราชทานสถาปนาในรัชกาลที่ 6 ทรงพระชนมายุถึงรัชกาลที่ 8

11.รัชกาลที่ 8 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ และ 2.กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร

12.รัชกาลที่ 9 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชทั้งสิ้น 6 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร 2.สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ 3.สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม 4.สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพน 5.สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วัดราชบพิธ 6.สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การปกครองสงฆ์อนุวัตรตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2484 และ พ.ศ. 2505

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เมื่อดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงอุปสมบทเมื่อวันที่  6 พ.ย. 2521 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์(สิ้นพระชนม์ปี 2532) สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ ต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช)  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (สิ้นพระชนม์ปี 2556) และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์) วัดจักรวรรดิราชาวาส  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 

พสล.เชิญชวนช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474417

พสล.เชิญชวนช่วยน้ำท่วมภาคใต้

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

สมเด็จฯ ไปพม่า

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคมและประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ กำหนดการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจศึกษาดูงานจัดการศึกษาบาลีและเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐาน ณ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 10-14 ม.ค. 2560 โดยมีพระอนุจรร่วมคณะ 30 รูป

สุจริตธรรมโดยพระพรหมบัณฑิต

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 19 กระทรวงวัฒนธรรม ถนนบรมราชชนนี นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นิมนต์พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร งานนี้จะมีกิจกรรมการแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ “สุจริตธรรมกถา” และมีการมอบนโยบายคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีการกล่าวคำแสดงเจตนารมณ์ “ซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารและปฏิบัติงานของแผ่นดิน” โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมที่ปลัดกระทรวงเป็นประธาน

เจ้าภูฏานเสด็จฯ วัดไทยกุสินาราฯ

อลิสา จินดา แห่งบริษัท อิรวดี ทราเวล รายงานว่า วันที่ 4 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระราชินี ดอร์จิ วังโม วังชุก พระอัครมเหสีพระองค์ที่ 1 ในสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏานรัชสมัยที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก และเจ้าฟ้าหญิงโซเนม เดเชน วังชุก พระราชธิดาพระองค์ใหญ่และพระราชนัดดาทั้งสองพระองค์ เสด็จฯ เยือนวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์โดยไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า

ในการนี้ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) เจ้าอาวาสพร้อมพระสงฆ์ แม่ชี ทีมแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และคนงานวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รับเสด็จ เมื่อเสด็จฯ มาถึงทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ กราบสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ภายในพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย

ถึงแม้พระองค์จักทรงมีเวลาน้อยในการเสด็จฯ เยือนวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ แต่ด้วยความสัมพันธ์อันดีอันมีไมตรีจิตต่อกัน ระหว่างราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ภูฏาน ที่ทรงทราบว่าที่วัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ และพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ และเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) มาประดิษฐานภายในพระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า พระมหาเจดีย์ของเรา เจ้าหญิงภูฏานและคณะจึงอยากกราบสักการะสักครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นทรงชื่นชมในความสะอาด สัปปายะ และความงดงามของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นอย่างมาก

พสล.ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้

นายแผน วรรณเมธี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ทำจดหมายเวียนถึงสมาชิก และเครือข่ายแจ้งให้ทราบว่า องค์การ พ.ส.ล.และเครือข่าย ได้แก่ องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (ม.พ.ล.) ร่วมกับศูนย์ภาคีและองค์กรเครือข่าย และมูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ์ จะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.นครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง คือ ตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ในการนี้ พ.ส.ล.นิมนต์พระสุธรรมาธิบดี (หลวงปู่แบน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัยฯ ให้เป็นประธานนำคณะเดินทางไปมอบสิ่งของบริจาคที่ศูนย์เด็กวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ์ ณ วัดเกาะจาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ม.ค. 2560

เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม องค์การ พ.ส.ล. จึงเชิญท่านร่วมด้วยช่วยกันบริจาคเงินเพื่อจัดหาสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ผ่านธนาคารต่างๆ ในชื่อบัญชี “องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก” บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 33 (บางกะปิ) เลขที่ 003-2-33452-2 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม เลขที่ 001-5-80047-9 ธนาคารกรุงไทย สาขานานาเหนือ เลขที่ 000-1-03481-2 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสุขุมวิท 35 เลขที่ 116-1-20131-5

เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาส่งสลิปใบโอนเงินมาที่โทรสาร 02-661-0555 พร้อมเขียนชื่อนามสกุล ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อให้ชัดเจน ใบเสร็จรับเงินสามารถนไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่ง พ.ส.ล.จะออกให้ในนาม “มูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัยฯ” พ.ส.ล.หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากท่านในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ด้วยดีเช่นเคย

 

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474415

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

โดย…สลาตัน หมายเหตุข้อมูล หนังสือหลวงปู่เอี่ยมปฐมนาม

ความเข้มขลังในบรรดาวัตถุมงคลหลายสำนักอาจารย์สาธุให้การยอมรับเคารพนับถือ เช่นเดียวกับวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี  ที่นอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิ์ สร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของดวงวิญญาณหลวงปู่เอี่ยมได้แสดงปาฏิหาริย์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้คนจำนวนมากที่เดือดร้อนและพึงระลึกนึกถึงท่านเสมอ

แม้ในปัจจุบันมีเรื่องที่น่าแปลกประหลาดหรือน่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะลูกศิษย์ท่านที่เคยประสบพบเจอเรื่องทุกข์ร้อนใจ แม้จะไม่มีวัตถุมงคลของท่านห้อยติดตัวไว้บูชาเลยสักอย่างเดียว แต่เมื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินคับขันตรงหน้า ขอเพียงระลึกถึงหลวงปู่เอี่ยมเท่านั้น เหตุการณ์เลวร้ายทุกอย่างก็เบาบางลงทันทีและพ้นผ่านไปด้วยดี นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้เราไม่ได้มีเครื่องรางวัตถุมงคลติดตัวเลย เพียงแต่เราคิดดีและระลึกถึงท่านเท่านั้น เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ ก็ถูกคลี่คลายลงได้อย่างน่าแปลกใจ

สำหรับ หลวงปู่เอี่ยม มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศเคารพศรัทธา หลายครั้งมีการขอตามมากราบท่านฝากตัวเป็นลูกศิษย์ถึงวัดเลยเช่นกัน ลูกศิษย์ท่านมีทุกระดับชั้น ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ที่เป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ไปจนถึงบรรดาข้าราชการในสมัยท่านมีลมหายใจอยู่

นอกจากนี้ ยังมีพวกพ่อค้าคหบดีที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยได้ก็เพราะอำนาจบารมีของท่าน หลวงปู่เอี่ยมให้ความเมตตาต่อลูกศิษย์ทุกชนชั้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่ที่เน้นเป็นพิเศษคือพวกชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำด้วยความมานะอดทนและทำมาหากินอย่างสุจริต

ในขณะหลวงปู่เอี่ยมท่านอาพาธหนักด้วยอาการโรคชราและใกล้จะมรณภาพ นายหรุ่น ซึ่งเป็นลูกศิษย์คอยดูแลปรนนิบัติท่านอยู่อย่างใกล้ชิด จึงได้กราบเรียนกับท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว” ถ้าท่านมีอะไรก็ขอให้สั่งกับศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย

หลวงปู่เอี่ยม ได้กล่าวกับนายหรุ่นว่า “ถ้าหากว่ามีเหตุทุกข์ภัยเกิดขึ้นขอให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านแล้วกัน” และหลังจากนั้นท่านก็เงียบเสียงไปไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลย จนกระทั่งลมหายใจของท่านเริ่มแผ่วลงและจากลาบรรดาลูกศิษย์ไปอย่างสงบวันที่ 17 ส.ค. 2438 เวลาเที่ยงคืน รวมอายุท่าน 80 ปี

คำพูดสุดท้ายที่หลวงปู่เอี่ยมสั่งเสียไว้เป็นจริงมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ เพราะยามคราวใดก็ตามที่บรรดาลูกศิษย์หรือผู้เคารพศรัทธาในตัวท่านมีทุกข์โศกใดที่แก้ไขไม่ได้ เมื่อระลึกถึงท่านแล้วเอ่ยนามท่าน ทุกข์ภัยเหล่านั้นก็จะได้รับการขจัดปัดเป่าด้วยดีทุกครั้งไป ไม่ว่าเหตุการณ์แต่ละครั้งจะรุนแรงสาหัสเพียงใดก็ตาม เสมือนประหนึ่งว่าดวงวิญญาณของท่านยังคงอยู่คอยปกปักรักษาลูกศิษย์ของท่านให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างไม่เสื่อมคลายความเมตตา

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในอภินิหารของดวงวิญญาณท่านจนถึงปัจจุบัน

จ.นนทบุรี สมัยอดีตก่อนนั้นมีพื้นที่การเดินทางที่ต้องอาศัยการสัญจรทางเรือเป็นหลักเพื่อลัดเลาะไปตามลำคลอง หรือนั่งอ้อมเกาะเกร็ดเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ พื้นที่บนบกส่วนใหญ่เป็นท้องไร่ท้องนา ที่ลึกเข้าไปหน่อยก็เป็นร่องสวน

นับว่า จ.นนทบุรี ในอดีตค่อนข้างห่างความเจริญอย่างมาก ทั้งที่มีรอยต่อติดกับกรุงเทพฯ แต่ว่าการเดินทางยุคนั้นลำบากไม่น้อย ส่วนรถยนต์ก็มีจำนวนน้อยมาก ยิ่งโดยสารประจำทางด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะนานๆ จะมีผ่านมาสักคันหนึ่ง และวิ่งช้ามากเหมาะสมกับคำเปรียบเปรยที่ว่า “รถหวานเย็น”

และด้วยสภาพพื้นที่ที่ยังคงมีการทำไร่ทำนาอยู่เยอะมาก โดยสภาพแวดล้อมเลยเอื้ออำนวยให้ชุกชุมไปด้วยอสรพิษ แต่มีจำนวนมากก็คงเป็น “งูเห่า” และ “งูแมวเซา” และงูอีกสารพัดชนิดจำนวนมากมาย ใครเดินทางผ่านไปมาจะต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เผลอเดินไปเหยียบงูเข้า เพราะถ้าไม่ทันระวังก็เท่ากับตายสถานเดียว เนื่องจากเซรุ่มมีน้อยไม่มากมายเหมือนปัจจุบันนี้ ดังนั้นผู้คนจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตให้กับมัจจุราชเงียบที่ซุกซ่อนตัวอยู่ตามท้องไร่ท้องนา

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่เอี่ยม เป็นผู้เรืองอาคมเปี่ยมล้นด้วยเมตตา มีความรักสันโดษ ท่านเป็นลูกชาวบ้าน แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งแผ่นดิน ในอดีตลูกศิษย์ของท่านทุกคนทุกชนชั้น ไม่ว่าใครจะเดือดร้อนท่านมักจะขจัดปัดเป่าทุกข์โศกเหล่านั้นให้หายขาดไปอย่างปลิดทิ้ง และด้วยอานุภาพแห่งความเมตตาของท่านนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจนจวบจนปัจจุบัน แม้ว่าจะละสังขารไปนานหลายปีแล้วก็ตาม

หลวงปู่เอี่ยม ท่านเป็นพระที่เก่งและไม่เคยอวดตัวหรือแสดงภูมิความรู้ใดๆ เกินตัว ด้วยจิตนิสัยของท่านก็มุ่งตรงไปยังการปฏิบัติภาวนาทางจิตมุ่งสู่ความหลุดพ้น สมกับเป็นพุทธบุตรโดยแท้จริง

หมายเหตุข้อมูล : หนังสือหลวงปู่เอี่ยมปฐมนาม

 

หัวใจพุทธะ หนังสือดี ที่ชาวพุทธควรอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474414

หัวใจพุทธะ หนังสือดี ที่ชาวพุทธควรอ่าน

โดย…ราช รามัญ

ในหนึ่งปีผมอ่านหนังสือได้ราวๆ เกือบ 100 เล่ม โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกับปรัชญาและพุทธศาสนา ทั้งที่คนไทยเขียนและคนต่างประเทศเขียนแล้วได้รับการแปล เพราะคำว่าหนังสือเมื่อเปิดอ่านแล้วในแต่ละเล่มย่อมมีเนื้อหาในบางมุมที่เราอาจจะไม่เคยได้เห็นได้ยินได้ฟังมาก่อนแต่หนังสือที่เป็นทางการ หรือวิชาการในเชิงพุทธศาสนาผมจะไม่อ่าน โดยเฉพาะของคนไทย เพราะเป็นหนังสือที่แคบ มีความคิดความเห็นไม่ก่อให้เกิดมุมมองใหม่และบูรณาการอะไรเลย ไม่ประเทืองสติปัญญาและจิตวิญญาณเลย เนื่องด้วยมีแต่คตินิยมความเชื่อแบบเดิมๆ

แต่หนังสือธรรมะในเชิงประยุกต์ มีหลายเล่มที่ผมอ่านแล้วชื่นชอบ เช่นหนังสือ  “หัวใจพุทธะ” (The Essence of Buddha) เขียนโดยชาวญี่ปุ่นที่มีนามว่า ริวโฮ โอคาวา เป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์ทางด้านพุทธศาสนาทีเดียว เพราะเขาเขียนหนังสือมามากกว่า 1,800 เล่ม และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากถึง 27 ภาษา เรียกได้ว่าเป็นหนังสือขายดีระดับโลกทีเดียว

แค่คำนำหนังสือหัวใจพุทธะ ที่ประธานมูลนิธิศาสตร์แห่งความสุข บอกว่าแปลจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นก็ชวนให้ติดตามเนื้อหาทั้งมวล เมื่อผู้เขียนบอกว่าผมปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ได้ตีพิมพ์หัวใจพุทธะ (The Essence of Buddha) บทที่ 1 บอกเล่าพระศากยมุนีละทิ้งชีวิตทางโลกและรู้แจ้งได้อย่างไร

ส่วนในบทต่อๆ มาผมอธิบายถึงแก่นแท้ของกฎต่างๆ ที่พระองค์ท่านสอนในรูปแบบสมัยใหม่ และเป็นระบบ ผมตั้งใจจะนำเสนอประวัติของพระศากยมุนีแบบสมบูรณ์สักครั้งหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันผมได้แสดงให้เห็นภาพรวมของความคิดพระองค์ในหนังสือเล่มนี้

ผมเชื่อมั่นว่าคุณจะเห็นภาพโครงสร้างพื้นฐานความคิดของพระศากยมุนีได้ชัดเจน แนวคิดหลักๆ เช่น มรรค 8 บารมี 6 ความว่าง และหลักแห่งเหตุและผล จะถูกอธิบายในลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย แม้แต่สำหรับผู้อ่านที่มีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเพียงน้อยนิด

ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้ ซึ่งก็เหมือนกฎแห่งสุริยะ (The Law of the Sun) กฎทอง (The Golden Laws) กฎแห่งนิรันดร์ (The Laws of Eternity) ที่เผยถึงโลกแห่งจิตวิญญาณจะหล่อเลี้ยงจิตใจผู้คนทั้งหลาย

เมื่อเข้าถึงเนื้อหา พูดได้เลยว่าหนังสือหัวใจพุทธะมีเนื้อหาที่นำเสนอในเรื่องราวของพุทธศาสนาอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอ่านแล้วก็สามารถหยิบนำเอาไปใช้ได้ อ่านง่าย ไม่มีศัพท์ทางเทคนิค เป็นภาษาที่อธิบายได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญเรื่องของพุทธประวัติที่เราท่านต่างคุ้นชินกับรูปแบบเถรวาทไทยๆ ลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะเกิดมุมมองความคิดในเหลี่ยมมุมใหม่ ที่ทำให้ใจเกิดความรู้สึกที่ปีติและมีพลังอย่างบอกไม่ถูก เพื่อจะน้อมใจไปปฏิบัติธรรม

ความคุ้นชินเราอาจจะศึกษาพุทธประวัติแบบในเชิงวรรณกรรม แบบไทยๆ ที่พระพุทธเจ้าสามารถไปนรกสวรรค์ได้ พระพุทธเจ้ามีอิทธิฤทธิ์มากมายและพระพุทธเจ้าอยู่เหนือสมมติทั้งปวง แต่สำหรับเล่มนี้พระพุทธเจ้าเป็นคนธรรมดา พระพุทธเจ้ามีเนื้อหนังที่เหี่ยวย่น พระพุทธเจ้าเจ็บป่วยมีเวทนาพระพุทธเจ้ายังต้องเข้าพระบังคน (ห้องน้ำ) พูดภาษาง่ายๆ คือ เราจะได้สัมผัสอีกมิติหนึ่งของความเป็นพระพุทธเจ้า ในลักษณะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนกับเราๆ ท่านๆ เพียงแต่มีจิตใจที่ปลอดโปร่งโล่งจากกิเลสทั้งปวง จึงไม่มีความทุกข์ใดๆเลยผมยอมรับเลยว่าเป็นหนังสือที่กระตุกจิตวิญญาณให้ตื่นฟื้นจากเรื่องบางเรื่องได้อย่างนุ่มนวลและชวนติดตามได้อย่างไม่สะดุดใจเลย นอกจากนักเขียนเขียนได้ดีแล้ว ก็ต้องชมคุณจดาภา อนันตนิกร ผู้แปลด้วยว่าเลือกใช้ภาษาไทยได้ดี อ่านแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างมากมายในหลายๆ บทหลายๆ ตอน

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยมูลนิธิศาสตร์แห่งความสุข (ประเทศไทย) ตั้งอยู่แถวๆ สุขุมวิท และบริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ เป็นผู้รับมาจัดจำหน่าย ราคา 220 บาท อ่านแล้วบอกได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ชีวิตของคุณพบแต่ความสุข จะพบธรรมะในมุมมองใหม่ ที่สามารถนำเอามาใช้ได้จริงกับชีวิต ไม่ต้องปีนบันไดคิด และปีนบันไดฟัง นอกจากพุทธประวัติที่เขียนโดยเน้นในหลักธรรมแล้ว ยังนำเอาธรรมะมรรค 8 มารวบรวมเขียนเอาไว้ด้วย ในรูปแบบที่เรียกได้ว่าสามารถนำเอาไปปฏิบัติได้อย่างที่ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป การศึกษาพุทธศาสนาถ้าเรายึดแต่รูปแบบเดิมๆ กรอบเดิมๆ ในวิธีคิด บอกได้เลยว่าเราย่อมไม่เห็นอะไรเลยในมุมต่างที่น่าสนใจ เพียงเฉพาะพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่แหกปากปาวๆ ว่าเป็นดั้งเดิมนั้นก็มีอะไรที่ผิดเพี้ยนจากเพื่อนๆ ทั่วโลกมากพอสมควรแล้ว แต่อาจจะไม่มีใครคิดจะกระตุก อาทิ พระทั่วโลกทั้งนิกายดั้งเดิมแบบเถรวาทและมหายาน แต่ไม่มีพระที่ไหนโกนคิ้วเหมือนพระไทยเลย

พระทั่วโลกฉันอาหารมังสวิรัติ แต่พระไทยฉันมันทุกอย่าง อ้างแต่ว่าแล้วแต่โยมถวาย พระทั่วโลกเขาไม่มีของสะสม ทั้งรถโบราณ ทั้งของโบราณ แต่พระไทยมีหมด ที่สำคัญ พระทั่วโลกเขาอยู่แบบพระ ไม่มีเครื่องใช้อะไรมากเกินความจำเป็น แต่พระไทยทั้งพระป่า พระเมือง พอกัน ตกลงเลยไม่ทราบได้ว่าพระทั่วโลกแปลกแยก หรือพระไทยทำให้แตกต่าง ลองไปสำนึก ตรึกตรองดูเถิด

เมื่ออ่านหนังสือธรรมะจากต่างประเทศ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร มีความรู้ใหม่ เปิดสมอง มองโลกใหม่ เลิกเป็นผีบุญผีบาป เลิกเชื่ออะไรที่ต้องสะเดาะเคราะห์แก้กรรม แบบที่สอนว่ายิ่งจ่ายเงินสร้างวัดมากเท่าไหร่ยิ่งรวยเท่านั้น และทำให้เห็นเหตุและผล เลิกไปเชื่อน้ำมนตร์น้ำหมากของหลวงปู่หลวงตา เลิกเชื่อเรื่องธรรมะแบบแสวงหาอามิสบูชาได้แล้ว โดยหลงว่าจิตวิญญาณจะสูงขึ้นและสูงขึ้น เคยพูดดูถูกนิกายอื่น แล้วยกตัวว่านิกายดั้งเดิมดีแบบนั้นแบบนี้ แต่ทุกวันนี้กระเดียดไปทางมหายานแบบทิเบตหรือเป็นฮินดูเข้าทุกที มีทั้งสวด ทั้งบูชา มีทั้งอ้อนวอน บนขอ บางวัดพิฆเนศใหญ่กว่าพระพุทธรูป พระผู้ปกครองก็ชอบ สมนาคุณเจ้าอาวาสให้เป็นเจ้าคุณไปเลย ตกลงเราเป็นพุทธแบบไหนกันแน่

ถ้าไม่ปฏิรูป ปฏิสังขรณ์ ทั้งภาคปฏิบัติและปริยัติ จะฉิบหายทั้งวงการสงฆ์

ดังนั้น อุบาสก อุบาสิกา ต้องหันมาช่วยเหลือตัวเองด้วยการหาธรรมะแบบใหม่ เพื่อทำให้ใจสงบ โดยศึกษาหาวิธีพัฒนาจิตวิญญาณด้วยตัวเองต่อไป อย่าไปสนใจอะไรกับบรรดาผ้าเหลืองห่มตอไม้ จะปวดหัวใจเปล่าๆ ครับ…

 

มรณัสสติ วัคซีนป้องกันการฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473895

มรณัสสติ วัคซีนป้องกันการฆ่าตัวตาย

โดย…ชลญ่า ภาพ… รอยเตอร์ส

ต้องยอมรับว่าอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยเราพุ่งสูงขึ้น จากข้อมูลเมื่อต้นปี 2559 อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยอยู่ที่ 6 คน/แสนประชากร หรือประมาณ 3,000 คน/ปี พุ่งขึ้นเป็นอันดับ 57 ของโลก และพอย่างเข้าสู่ปี 2560 ก็มีเหตุคนฆ่าตัวตายเป็นรายแรก เป็นสาววัยเบญจเพสยิงตัวตายในวันปีใหม่ นับเป็นเรื่องเศร้าและชวนหดหู่ เพราะเธออายุยังน้อยแถมยังมีลูกน้อยวัยแค่ขวบเศษอีกด้วย เฮ้อ! คนเราทำไมคิดสั้นอย่างนี้

วันนี้จึงนำเสนอวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายที่บางคนอาจคุ้นเคยแต่หลายคนอาจยังไม่รู้จักมาก่อน แต่กล่าวได้ว่าเป็นวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายที่ได้ผลอย่างยั่งยืน เราเรียกวิธีนี้ว่า การเจริญมรณานุสสติ คือ การพิจารณาถึงความตายอยู่เสมอ เพื่อความไม่ประมาทเผลอสติคิดทำร้ายหรือฆ่าตัวเอง

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวไว้ในหนังสือมรณสติ ซึ่งจัดพิมพ์โดยชมรมกัลยาณธรรม ว่า มรณานุสสติเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวพุทธ และควรน้อมนำมาประพฤติมาปฏิบัติด้วยการพิจารณาอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน โดยการเจริญมรณัสสตินั้นสามารถทำได้หลายทาง

1.การซ้อมตายหรือฝึกตาย

วิธีคือก่อนที่เราจะหลับให้ลองซ้อมตายดู โดยการนอนราบกับพื้น จากนั้นทำใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวางเรื่องที่กังวลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต แล้วลองทำใจให้สงบ พิจารณาหรือน้อมนึกไปว่า คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าร่างนี้ก็จะไม่มีลมเข้าออก ที่เคยเคลื่อนไหวได้ก็จะแน่นิ่ง ที่เคยอุ่นก็เริ่มเย็น ที่เคยยืดหยุ่นได้ก็เริ่มแข็ง

ในขณะที่กำลังจะหมดลม ขอให้นึกระลึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่ เช่น ทรัพย์สมบัติ เป็นต้น พิจารณาว่าเมื่อเราต้องตาย ทรัพย์สมบัติที่อุตส่าห์แสวงหาสะสมมา สิ่งมีค่าที่เราหวงแหนรักษาไว้ ของรักของหวงที่เราไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง ทั้งหมดนี้เราจะเอาไปไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว จะไม่เหลืออะไรที่เป็นของเราเลย ไม่ว่าเราจะรักหรือหวงแหนแค่ไหน ทั้งหมดนี้จะต้องตกเป็นของบุคคลอื่น

งานการก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราสิ้นลม งานการที่อุตส่าห์เพียรทำมา หรือที่ยังคั่งค้างอยู่จะต้องทิ้งหมด ไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกแล้ว ลูกหลานที่รัก ที่เราพาไปโรงเรียนทุกวัน ที่ได้พบทุกเช้า ที่เราแสนรักแสนห่วง เราจะต้องพรากจากเขา เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่แก่เฒ่าเราจะต้องพรากจากเขาเหล่านั้นไปหมด ไม่สามารถที่จะดูแลหรือตอบแทนบุญคุณได้อีกต่อไป

ให้ลองพิจารณาทีละเรื่องทีละอย่าง เช่น ทรัพย์สมบัติ งานการ ลูกหลาน พ่อแม่ สามีภรรยา มิตรสหาย และผู้คนที่เรารัก ที่มีความหมายต่อชีวิตของเรา ทั้งหมดนี้จะถูกพรากด้วยน้ำมือของความตาย ให้เราพิจารณาแต่ละอย่างดู แล้วถามใจเราดูว่า เราพร้อมที่จะจากทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปไหม เราพร้อมจะทิ้งงานการไว้ข้างหลังหรือไม่ และเราพร้อมที่จะจากลูกหลาน พ่อแม่ และคนรักไปหรือเปล่า

พระไพศาล กล่าวว่า การพิจารณาอย่างนี้มีประโยชน์มากเพื่อทำให้รู้ว่าเราพร้อมที่จะปล่อยวางแค่ไหน พร้อมที่จะเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสียหากเกิดขึ้นมาแบบฉับพลันทันทีหรือไม่ นั่นคือการพิจารณาเพื่อดูใจของเราเพื่อตรวจสอบจิตใจตัวเอง ถ้าหากยังไม่พร้อมเราย่อมรู้สึกกลัว รู้สึกตื่นตระหนก รู้สึกอาลัย นั่นแสดงว่า เรายังมีบางอย่างที่ยังไม่ได้ทำ บางอย่างนั้นอาจจะหมายถึงหน้าที่จะต้องทำต่อเขา หรืออาจหมายถึงใจของเราเองที่ยังไม่พร้อมปล่อยวาง เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องเร่งทำหน้าที่ต่อเขาให้สมบูรณ์และฝึกใจให้พร้อมปล่อยวาง

“การพิจารณาแบบนี้ถ้าน้อมใจให้รู้สึกว่าจะต้องตายไปจากโลกนี้จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ความคิดจะทำให้เราเกิดความตื่นตัวขวนขวายที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ เห็นความจำเป็นที่จะต้องฝึกใจให้ปล่อยวางให้ได้สองอย่างนี้ไปด้วยกัน ถ้าเรายังรู้สึกว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่ต่อใครบางคน หรือยังทำไม่สมบูรณ์เราจะรู้สึกว่าตัวเองยังปล่อยวางไม่ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ต่อคนรักได้สมบูรณ์แล้ว การปล่อยวางก็เป็นเรื่องง่ายขึ้นนี้คือการพิจารณาอย่างหนึ่ง”

2.เจริญมรณัสสติโดยนึกถึงงานศพตัวเอง

พระไพศาล อธิบายว่า เมื่อถึงวันที่เราต้องตายและถูกบรรจุร่างไว้ในโลง มีคนมางานศพ เราเห็นผู้คนมางานศพของเรา เช่น ลูกน้อง เจ้านาย ญาติมิตร เพื่อนฝูง ก็ให้นึกดูว่า เราอยากให้เขาพูดถึงเราอย่างไรในงานศพของเรา เราอยากจะให้เขาสรรเสริญว่าเราเป็นคนดีมีเมตตา เป็นคนที่รักศีลรักธรรม เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือไม่ เป็นต้น

“ถ้าเป็นเช่นนั้นเราต้องถามตัวเองว่า เราได้ทำความดีมากพอหรือยังที่จะให้เขาพูดถึงเราอย่างนั้น ถ้าใคร่ครวญแล้วพบว่าเรายังไม่ได้ทำความดีมากพอต่อบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะพูดถึงเราไปในทางที่ดีอย่างนั้นได้ การคิดถึงงานศพของตัวเองเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราตื่นตัวและขวนขวายในการทำความดี”

3.พิจารณาความเน่าเปื่อยของร่างกาย

ประโยชน์ของการพิจารณามรณัสสตินั้น จะช่วยทำให้เราตระหนักถึงสองอย่างคือ การเร่งทำความดี และการรู้จักปล่อยวาง ทว่าเราอาจจะเจริญมรณัสสติในอีกแง่หนึ่งก็คือ การพิจารณาถึงร่างกายที่เราแสนรักแสนห่วง เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายร่างกายที่เคยยืดหยุ่นก็จะเริ่มแข็ง ที่เคยอุ่นก็กลับเย็น ที่เคยปรุงแต่งให้สวยงามตั้งแต่ปลายผมจนถึงปลายเท้าก็จะเริ่มสกปรก ผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใสก็กลายเป็นเขียวช้ำ ที่เคยประทินด้วยกลิ่นหอมก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นแล้วอืดเน่า ที่เคยสะอาดหมดจดก็เริ่มสกปรกเพราะมีน้ำเหลืองไหลออกมาตามทวารต่างๆ ที่ใครๆ อยากอยู่ใกล้ชิด อยากกอดอยากหอมร่างนี้ ตอนนี้คนกลับรังเกียจอยากอยู่ไกลๆ ไม่กล้าที่จะเหลียวดูด้วยซ้ำ

“มาถึงตรงนี้ลองถามตัวเองว่า ร่างกายที่เราอุตส่าห์ฟูมฟักดูแลรักษานักหนายังเป็นร่างกายที่สมควรหลงใหล หรือสมควรหวงแหนหรือไม่ เพราะว่าเราเองก็คงไม่อยากที่จะอยู่ใกล้กับร่างกายที่มีสภาพแบบนั้น การเจริญมรณัสสติแบบนี้จะช่วยให้เราคลายความยึดติดนี้ในร่างกายนี้ ไม่มัวหลงใหลภาคภูมิใจหรือหมกมุ่นกับการประดับประดาร่างกายนี้จนไม่สนใจที่จะทำสิ่งที่มีคุณค่า วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่หลงใหลความงามของร่างกายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน”

การเจริญมรณัสสติหรือการพิจารณาความตายนั้น ควรที่ทุกคนจะต้องพิจารณาเป็นประจำจนกระทั่งเราคุ้นชินกับความตายที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนที่เรารัก ความตายก็จะกลายเป็นมิตร กลายเป็นครู กลายเป็นอาจารย์ที่จะเคี่ยวเข็ญเราให้ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีคุณค่า

 

มส.=หมดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473321

มส.=หมดสิทธิ

โดย…ส.คนจริง

การแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 29ธ.ค. 2559 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น เป็นการแก้ปัญหาเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นหน้าที่ใครในการทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา

ประเด็นที่ต้องขบคิดต่อ คือ จะเสนอพระเถรรูปใดให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนา โดยใช้หลักเกณฑ์อะไร ระหว่างบวชก่อน เรียกว่าอาวุโสโดยพรรษา หรือเป็นสมเด็จพระราชาคณะก่อน เรียกว่าอาวุโสโดยสมณศักดิ์

หรือยกกฎเกณฑ์ทั้งมวลออก เสนอนามพระเถระผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นหลักชัยให้ชาวพุทธ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะให้ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมในพระราชพิธีและกิจการใหญ่น้อยอันจะพึงมีในอนาคต

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร)

 

ปัจจุบันมีสมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป เรียงลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์ คือ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) 2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต) 3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) 4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) 5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) 6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) 7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) และ 8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 สมาชิก สนช.ลงมติเอกฉันท์ 182 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไข ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จากปัจจุบันการแต่งตั้งต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)

เมื่อแก้ไขแล้ว จะเสนอชื่อผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ต้องไปดูวิธีปฏิบัติเมื่อ พ.ศ. 2517 ตอนนั้นกระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เหมือนสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในขณะนี้ คือ เมื่อได้ชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยพรรษาหรือสมณศักดิ์ว่าสมควรเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม.ถวาย มส.เพื่อทราบสังฆทัศนะก่อน และสังฆทัศนะจาก มส.ว่าดังนี้ การที่ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น สุดแต่พระราชอัธยาศัย เมื่อทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระมหาเถระรูปใด คณะสงฆ์พร้อมที่จะรับสนองพระเดชพระคุณตามพระบรมราชโองการนั้น

สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย)

 

ส่วนมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับแก้ไขวันที่ 25 ก.พ. 2535 แต่ไม่ทันใช้ ก็ถูกแก้ไขเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 นั้น บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งแนวปฏิบัติกรณีที่ผู้อาวุโสทำหน้าที่ไม่ได้

บทบัญญัตินี้สร้างภาระให้ มส.ต้องมีหน้าที่พิจารณาว่าพระเถระรูปใดควรเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วเสนอไปให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

กลายเป็นการแทงกั๊กระหว่าง มส.กับนายกรัฐมนตรี เพราะ มส.มีหน้าที่ แต่ไม่มีอำนาจ ส่วนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจ แต่ไม่มีหน้าที่ เรื่องจึงเอ้อระเหยมาจะครบปีแล้ว

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์)

 

ดังนั้น เมื่อ สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 เท่ากับถอดสลักให้นายกรัฐมนตรีรวบทั้งอำนาจและหน้าที่ไว้ในตัวคนเดียว

เสียดายอยู่อย่างเดียวที่มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2535 นั้น ยังไม่ได้ใช้กับสมเด็จพระราชาคณะรูปใด ก็ถูกโละทิ้งเสียแล้ว

เอาเป็นว่านับแต่นี้ มส.หมดหน้าที่ หรือไม่ต้องแสดงสังฆทัศนะในการเลือกประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ เพราะอำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

คำย่อ มหาเถรสมาคม ว่า มส. จึงควรแปลว่า หมดสิทธิ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท)

 

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์)

 

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต)

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต)

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แนะวิธีรักในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473320

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แนะวิธีรักในหลวง

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เสนอแนะการปฏิบัติตัวเพื่อให้รู้ว่ารักในหลวง ในหนังสือที่พิมพ์เป็นธรรมทานบุญกิริยา บรมราชูทิศ ชื่อเรื่องว่า ทำอย่างไร จะพูดได้เต็มปาก ว่าเรารักในหลวง ซึ่งวัดญาณเวศกวัน จะพิมพ์เป็นธรรมทานจำนวน 1 แสนเล่ม

พระมงคลธีรคุณ (อินศร) รองเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน อนุญาตให้คอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ พิมพ์บางส่วน (เพราะพื้นที่จำกัด) เผยแพร่ได้

หนังสือหนา 16 หน้า นอกจากกล่าวความเป็นมาของหนังสือในคำนำแล้ว ตอนแรกๆ ของหนังสือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าว่า หลายสิบปีมาแล้วประชาชนชาวไทยเฉลิมฉลองวันที่ 5 ธ.ค.ด้วยความเบิกบาน เพราะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา แต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ประชาชนชาวไทยมีแต่ความโศกเศร้า เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต แสดงถึงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อในหลวง แม้จะเสด็จลับแรมไป ก็ยังเหมือนสถิตในดวงใจของพสกนิกร

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2559 ตรงกับวันพระราชสมภพในหลวง รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวาย นำให้ปวงประชานิกรน้อมรำลึกพระคุณ เตือนใจตนให้บำเพ็ญคุณความดีสืบสานพระราชปณิธานให้ยั่งยืนสืบไป

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แม้เสด็จสวรรคาลัย แต่เหมือนยังประทับในฟากฟ้า บรรยากาศที่ปกแผ่ทั่วผืนแผ่นดินไทย ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญไว้แผ่ขยายทั่วแผ่นดินไทย สมดังพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญยังอยู่ในใจชาวไทยทุกคน เมื่อเสด็จสวรรคตจากไป จึงพากันเศร้าโศกอาลัย แต่ความโศกเศร้าผ่อนเบาลงไปบ้าง เมื่อได้ยินการเฉลิมพระเกียรติที่มาทุกสารทิศทั้งในและนอกประเทศ แต่ในการปฏิบัติต่อพระคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น คนไทยควรก้าวต่อให้ถึงขั้นของปัญญาและการกระทำ ในขั้นของปัญญานั้น

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ยกพระราชนิพนธ์ เรื่อง “พระมหาชนก” ว่าด้วยการบําเพ็ญพระวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยบอกว่าพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ นําให้เห็นชัดว่า พระองค์ทรงถือเป็นสําคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเป็นคนมีความพากเพียร พยายามมุ่งหน้าทําการให้สําเร็จ ไม่ยอมระย่อ ท้อถอย

พระมหาชนกนั้นตรัสแสดงคติธรรมไว้ว่า การงานใดไม่ทําให้จบสิ้นไปด้วยความพากเพียร ก็ไร้ผล เป็นคนก็ควรพยายามเรื่อยไป ไม่ยอมท้อแท้

คนไทย เมื่อรักในหลวง ก็ควรพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติ เช่น ความเพียรพยายามนี้ ให้สมดังที่ได้ทรงหวัง ได้ทรงสั่งสอนไว้ ประชาชนชาวไทยได้ยินพูดกันทั่วไปว่า “เรารักในหลวง”

หลักแสดงความรักในหลวง

เมื่อรักในหลวง ก็คือจะพยายามทําให้สมพระราชหฤทัย โดยนัยที่ได้บรรยายมา ประชาชนจะแสดงตนชัดว่ารักพระองค์ โดยมีการแสดงออก 4 ประการ ที่ได้กล่าวมาตามลําดับ กล่าวคือ

1.กตัญญู สํานึกรู้เข้าใจมองเห็นซาบซึ้งในพระคุณ นานัปการที่ได้ทรงบําเพ็ญ อันสมดังพระราชปณิธานว่าจะทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม

2.อัตถัญญู มีปัญญารู้คุณค่า ความหมาย เหตุผล ตระหนักในความมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ ทั้งที่เป็นพระราชปณิธานอันเป็นข้อหลักใหญ่ และพระราชประสงค์จําเพาะของโครงการพระราช
ดําริ หรือกิจการงานที่เกี่ยวข้องมาถึงตน

3.ปฏิบัติบูชา เมื่อรักพระองค์ จะยกย่องเทิดทูน ก็ทําอย่างที่พระองค์สอนว่า ให้บูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติ โดยร่วมมือ ร่วมแรง ทํากิจหน้าที่ของตน เพื่อให้สําเร็จบรรลุผลที่มุ่งหมายจนได้ถวายความสําเร็จนั้นเป็นเครื่องบูชาพระคุณ

4.ภาวนาปธาน สุดท้าย เพื่อให้ทําได้ ปฏิบัติได้อย่างนั้น จึงจะต้องไม่อยู่อย่างเรื่อยเปื่อยเฉื่อยชา แต่พยายามพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติดีงาม มีศีล มีวินัย มีความเพียรพยายาม มีสติปัญญา ความสามารถ ให้เป็นประชาชนที่มีคุณภาพ ผู้ได้พัฒนาอย่างดี

เมื่อทําดังว่ามานี้ ความอาลัยรักภักดีที่แสดงกันต่างๆ มากมาย จึงจะเป็นของจริงจังมีความหมาย มิใช่เป็นของเสียหายหรือสูญเปล่า

ดังได้กล่าวย้ำบ่อยครั้งว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งหลาย เช่น ที่ตั้งเป็นโครงการพระราชดําริต่างๆ มากมาย ก็เพื่อความมุ่งหมายที่มั่นแน่วเป็นหนึ่งเดียว คือ เพื่อแก้ไขปัญหาบําบัดทุกข์ ทําให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ให้มีมุทิตาต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อได้ทรงเพียรพยายามแก้ไขปัญหา ทรงนําพาชาวถิ่น ชาวบ้านทั่วไป ในการที่จะรู้จักพึ่งพาช่วยตัวเองแล้ว ครั้นเสด็จฯ เยือนท้องถิ่นใดๆ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนเป็นอยู่ดีขึ้น พระองค์ก็ย่อมทรงชื่นชมยินดี เรียกทางธรรมว่าทรงมีมุทิตา

ถ้าประชาชนคนไทยชาวถิ่นชาวบ้านจะเจริญรอยพระยุคลบาท โดยปฏิบัติมุทิตาธรรมข้อนี้ เป็นข้อเริ่มแรก ก็จะได้ชื่อว่ากระทําปฏิบัติบูชา และจะพาให้ท้องถิ่นดินแดนประเทศไทยนี้ เจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์

การเจริญมุทิตาอย่างแช่มชื่นเบาใจ ทําง่ายๆ เป็นอย่างไร ชาวถิ่นชาวบ้านนั้น เมื่อใดขึ้นเขา หรือเข้าป่า มองไปเห็นต้นไม้มีลําต้นสมบูรณ์แข็งแรง ใบเขียวสด ดอกสะพรั่ง มีผลดก แผ่กิ่งก้านขยายกว้างขวางร่มรื่น ได้เห็นแล้วก็มีใจยินดี ชื่นชม ตั้งใจหวังดีขอให้ต้นไม้นี้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ต่อไป และเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป แล้วนึกคิดต่อไปอยากให้มีต้นไม้ที่งอกงามสมบูรณ์ อย่างนั้นมากมายทั่วแถบ ทั่วถิ่น เมื่อยังไม่มี ก็คิดว่าจะปลูก เพิ่มขึ้นขยายออกไปๆ แล้วชวนกันปลูก ช่วยกันบํารุงรักษา ส่วนการที่จะกินจะใช้ ก็ทําไปตามที่สมควรแก่เหตุผล โดยพยายามไม่ให้เป็นการรุกรานเบียดเบียนพืชพันธุ์ของธรรมชาติ

การที่จะได้มุทิตานั้น ก็หมายถึงว่า เมื่อได้ช่วยกันทําให้พืชพันธุ์งอกงาม แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ดีขึ้น ทุกคนก็จะได้ชื่นชมยินดีกับชุมชนและท้องถิ่นของตนๆ นั่นเอง ที่เจริญงอกงามขึ้นมา มีความผาสุก

ด้วยการปฏิบัติเพื่อเจริญมุทิตาดังกล่าวมาฉะนี้ ก็จะบันดาลให้ผืนแผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ อํานวยพืชพันธุ์ธัญญาหารให้อย่างเพียงพอ ทําให้ได้อยู่ได้กินกันอย่างพอเพียง

ชาวถิ่นชาวบ้านเจริญมุทิตาธรรม โดยสามารถชื่นชมยินดีต่อท้องถิ่นที่อุดมและชุมชนที่อยู่กันดีของตนเองได้อย่างนี้ ก็จะเป็นการถวายปฏิบัติบูชาที่จะนําพาแผ่นดินไทยให้เจริญพิไล สุขสมบูรณ์ สนองพระจํานงแห่งพระราชหฤทัย

เมื่อปฏิบัติดังนี้ จึงควรแก่การนับถือว่าได้บําเพ็ญบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลอย่างเยี่ยมยอดเลิศอุดม สมแก่การที่จะได้ชื่อว่ารักในหลวง ด้วยการช่วยกันสนองพระราชปณิธาน ดังได้บรรยายมา

 

…สู่ชีวิตที่มีคุณค่า… ในปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473319

...สู่ชีวิตที่มีคุณค่า... ในปีใหม่

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา … อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ระฆังจะบอกเวลาครบ ๓๖๕ วัน คงจะดังกังวานแผ่กว้างไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อส่งสัญญาณบอกให้สัตว์โลก ได้ตื่นขึ้นมาสำรวจชีวิตตนเองอีกครั้งอย่างจริงจัง

บนเส้นทางของชีวิตที่ดูเหมือนดำเนินทอดตัวไปข้างหน้า แต่หากสังเกตด้วยสติปัญญาจะพบว่า ที่แท้มันวนเวียนอยู่ในวงรอบที่แสดงความเป็นวัฏฏะ… มีปรากฏสามัญลักษณะ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเกิดกับตาย

ความเป็นธรรมดาของความเกิด-ดับ … กลายเป็นความไม่ธรรมดาของสัตว์โลกที่ยากจะรู้จริงในสิ่งที่เห็น และยากที่จะเห็นจริงในสิ่งที่รู้… มันจึงรู้ผิด เห็นผิด ก่อเกิดวิปลาสแห่งจิตให้มีสัญญา จิต และทิฏฐิ วิปลาส อันนำไปสู่ความวิบัติ ที่ให้ผลที่สุดเป็นความทุกข์

เมื่อทิฏฐิผิดเพี้ยน เป็นมิจฉา… การปฏิบัติจึงดำเนินไปในทางมิจฉาปฏิบัติ… ที่สุดจึงวิบัติทั้งบรรพชิตที่ไม่รู้จักละ … ทั้งญาติโยมที่มากไปด้วยโลภะแม้ในการสร้างคุณความดี อย่าว่าแต่ทำความชั่ว

เรื่องของเรื่องจึงยุ่งไปหมดทั้งศาสนจักรและอาณาจักร ดังปรากฏให้เห็นเป็นความวุ่นวายอลเวงในสังคมพุทธศาสนาบ้านเรา … อะไรทำให้เป็นไป …สิ่งเหล่านี้เกิดปรากฏมีขึ้นได้อย่างไร ขอสาธุชนพึงใช้สติปัญญากรองดู…

แม้สังคมจะมีกฎหมาย กฎระเบียบ เข้ามาควบคุมดูแล เพื่อรักษาระบบคุณธรรมของสังคมไว้ แต่มันเป็นเพียงแค่เครื่องมือชั่วคราว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์แห่งผู้ใช้มากกว่า ดังปรากฏว่า ใครมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ก็จะใช้อำนาจนั้นไปในทางที่อยุติธรรม ดุจโจรมีอาวุธสวมเครื่องแบบ

ทศพิธราชธรรม… จึงเป็นหลักธรรมเพื่อผู้บริหารประเทศ … ข้าราชการบริหารแผ่นดิน … นักการเมืองที่มุ่งหวังพัฒนาสังคมประเทศชาติ… ที่ต้องมีคุณภาวะทางจิตที่สมบูรณ์ด้วยศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม รวมย่อคือ คุณความดีในชั้นของมนุษย์…

 

คุณความดี … คุณธรรม มิใช่ต้นมะละกอ … ต้นมะม่วง จะได้ปลูกได้ตามใจชอบ ที่ไหนก็ได้ …แต่หากต้องปลูกสร้างขึ้นในดวงจิต … อันเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิตที่เกิดมา… เมื่อจิตต้องมีความนึกคิด การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นจึงต้องมีธรรมวิธีเป็นเฉพาะ ที่จะนำไปสู่การรู้และเข้าใจเรื่องของจิต

การรู้จักจิต … จึงนำไปสู่การเรียนรู้ธรรมะในพระศาสนา เพราะชีวิตดำเนินอยู่ได้ด้วยเหตุปัจจัยของจิตยังมีอยู่… จิตแม้จะเป็นสิ่งลึกลับนามธรรม ก็สามารถเห็นลักษณะธรรมได้ โดยอาศัยสติปัญญาค้นคว้าตัวจิตให้พบ… เพื่อการอ่านจิตให้ออก … บอกจิตให้ได้ จะได้ใช้จิตให้เป็นประโยชน์ เพื่อการควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของตน ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของจิต…

ผู้เจริญสติมีปัญญาชำระล้างกิเลส จนจิตสะอาด สร้างความรู้ถูกความเห็นถูกเกิดขึ้น … ก็ย่อมมีอำนาจคุณธรรมมาควบคุมความคิดความนึก …สามารถละออกจากอารมณ์ใดๆ ที่จะนำไปสู่การตกเป็นทาสของโลกนี้ได้… นี่คือชีวิตในวิถีพุทธที่สาธุชนควรเข้าถึง

โลกจะสว่าง จิตจะสงบ … อาณาจักรจะสวยงาม ศาสนจักรจะเรียบร้อย …ไม่ต้องมานั่งวิตกกังวล ไม่ต้องมานึกคิดก่อเวรกรรม… โลกก็เป็นไปตามโลก … ธรรมก็เป็นไปตามธรรม… จะอัตตา… ก็ธรรม จะอนัตตาก็ธรรม… ล้วนแล้วแต่ต้องละวาง… ถ้ารู้จริง … เห็นจริง … บริสุทธิ์จริง …สิ่งที่ปรากฏ คือ การไม่ถือมั่นอะไรในโลกนี้ด้วยปัญญาที่รู้จริงในโลก… ว่า… มันเป็นธรรมดา… มันเป็นอย่างนี้… จะไม่เปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนี้… สัตว์โลกจึงควรหยุดทุรนทุราย ปล่อยให้โลกเป็นไปตามธรรมอย่างรู้และเข้าใจ ก็จะถึงความสงบสุขของจิต ที่รู้จักคำว่า รู้… ละ… วาง… ด้วยสติปัญญาที่เกิดจากการพัฒนาจิต อันเป็นไปตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่จะนำไปสู่มงคลชีวิตอย่างแท้จริงในเบื้องหน้าตลอดปี ๒๕๖๐

เจริญพร

 

มส.ต้องกล้า กรณีวัดพระธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473318

มส.ต้องกล้า กรณีวัดพระธรรมกาย

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

เปิดพระพักตร์

วันที่ 29 ธ.ค. 2559 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานเปิดพระพักตร์ “พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ” พระใหญ่ปางโปรดพระพุทธมารดาแกะสลักกับหน้าผามังกรบิน บริเวณพุทธมหาสถานเมืองโบราณอู่ทอง ที่ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า เป็นจุดแรกที่พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดย พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาที่ อ.อู่ทอง ดำเนินการสร้างโดยหลวงพ่อพระธรรมพุทธิมงคล (สอิ้ง) เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี นับว่าเป็นพระพุทธรูปแกะสลักที่หน้าผาแห่งเดียว และใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์

ชม สนช.

ขอชื่นชมการที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติ 3 วาระรวด ผ่านการแก้ไขมาตรา 7 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ถวายพระราชอำนาจแด่พระมหากษัตริย์ในการทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยให้นายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ถ้ามองให้ลึกให้กว้างและด้วยสัมมาทิฐิ ยิ่งเห็นเหตุผลมากขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นเตรียมการรองรับพิธีสำคัญของประเทศ ที่จะมีในอนาคต เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น

มส.ต้องแยกน้ำดี-น้ำเสีย

มหาเถรสมาคม (มส.) มีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย กำลังถูกทดสอบศักยภาพเรื่องง่ายๆ กรณีวัดพระธรรมกาย ว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร ถ้ายังหาทางออกไม่ได้ ขอเสนอแนะให้ มส.ใช้มาตรา 18 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ออกข้อบังคับมาเป็นการเฉพาะ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัย เพื่อเปลี่ยนถ่ายการบริหาร แยกน้ำดีออกจากน้ำเสีย พร้อมทั้งขออารักขาจากรัฐบาลให้ใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง เพื่อรักษาองค์กร หรือวัดพระธรรมกาย ไม่ให้กลายเป็นวัดร้าง เป็นที่น่าสมเพชอีกวัดหนึ่ง กรณีนี้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้ยาแรงคือ มาตรา 44 เพื่อไม่ให้พระพุทธศาสนาบอบช้ำมากกว่านี้และให้สอดคล้องกับมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่ารัฐบาลพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

 

มจร ไปร่วมงานฉลองที่เมียนมา

พระโสภณวชิราภรณ์ เป็นผู้แทนอธิการบดี มจร นำผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ร่วมงานฉลองปริญญาดุษฎีบัณฑิต งานสมโภชพระเจดีย์และร่วมพิธีมอบรางวัล ณ พระพุทธศาสนา พระเจดีย์สันติภาพของโลก สถานที่สังคายนาครั้งที่ 6 ที่บริเวณ (พระเจดีย์กาบาเอ้) กรุงย่างกุ้ง และร่วมยกฉัตรและประดิษฐานยอดฉัตรเหนือเจดีย์ชะเวดากองจำลอง ณ พุทธสถานจำลอง ของบริษัท เชกะปา กรุงย่างกุ้ง โดยมีประธาน มส.แห่งเมียนมา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ โดยมีวัดไจติซอง และ ดร.คินฉ่วย เป็นเจ้าภาพ ในการนี้ พระโสภณวชิราภรณ์ ได้ร่วมบรรจุพระสารีริกธาตุมีรัตนเป็นอาภรณ์ และประดิษฐานยอดพระเจดีย์ (พระเจดีย์สูง 120 เมตร)

 

บทบาทพระธรรมทูตเนปาล

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล จัดโครงการผ่าตัดต้อกระจกให้คนไข้ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล ได้รับการชื่นชมและอนุโมทนา เพราะช่วยให้คนเป็นต้อกระจกมองเห็นโลกสดใส

ในรายงานข่าวว่า คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาต้อกระจก จำนวน 223 คน ในวันที่ 26 ธ.ค. 2559 มาให้หมอเปิดตา ตรวจ และหยอดตา รับแว่นตา รับผ้าห่ม ก่อนจะกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน

โครงการผ่าตัดตาต้อกระจก แก่ผู้ยากไร้ชาวเนปาล ประจำปี 2559 โดยวัดไทยลุมพินี ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาฑุ บริษัท การบินไทย  โรงพยาบาลรามาธิบดีร่วมกับโรงพยาบาลตาติลกังกา กาฐมาฑุ มูลนิธิลุมพินีสุวรรณภูมิ เนปาล ได้จัดโครงการ “Brightness toNepalese’s Eyes” ขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ธ.ค. 2559 ที่วัดไทยลุมพินี เพื่อให้ความช่วยเหลือช่วยผู้ป่วยด้านสายตา รักษาฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยจะทำการผ่าตัดตาต้อกระจกให้ผู้ป่วยจำนวน 600 ราย ขออนุโมทนาบุญ ขอบคุณพุทธบริษัทชาวไทยทุกท่านที่บริจาคสนับสนุนโครงการในครั้งนี้ และขอขอบคุณ ศ.นพ.พรชัย สิมะโรจน์ พร้อมทีมแพทย์พยาบาลอาสาทุกๆ ท่าน

โนอิ้ง บุดด้า

เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของการดำเนินงาน มูลนิธิ โนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนาและนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ โดยอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิขอเรียนเชิญมาเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน ธรรมะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ Modern Living in Buddhist Wayวันที่ 5 ม.ค. 2560 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 (โซนอีเดน) ซึ่งมี พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธาน นอกจากนั้นท่านยังได้ชมนิทรรศการ ผลงานการปกป้องพระพุทธศาสนาของมูลนิธิ และรูปแบบงานการเผยแผ่ธรรมะที่เข้ากับยุคสมัย พร้อมทั้งฟังการเสวนาจากแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ ระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค. 2560 เช่น พระอาจารย์ไพศาลวิสาโล ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล จะออกมาให้สัมภาษณ์ในเวที โดยเปิดเป็นครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 7 ม.ค. หลังจากหันหลังให้กับวงสังคมเป็นเวลานานกว่า 8 ปี

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าดูได้ที่ www.5000s.org FB : Knowing Buddha & 5000s.org และ FB : @5000smagazine คุณปิยะพงษ์ บุญสนองโทร.08-1811-1182 และ 02-634-7461-3 E-mail : kbo.piy@gmail.com