ศูนย์พิทักษ์ฯอาลัย หลวงปู่จันทร์ศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470788

ศูนย์พิทักษ์ฯอาลัย หลวงปู่จันทร์ศรี

โดย…สมาน สุดโต

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขอน้อมกราบถวายอาลัย พระเดชพระคุณพระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี อายุ 105 ปี พรรษา 85 ได้มรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วันที่ 14 ธ.ค. 2559 เวลา 20.00 น. ท่านเป็นพระเถระสุปฏิปันโน มีอายุยืนนานถึง 5 แผ่นดิน (เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2454 ต้นรัชกาลที่ 6 มรณภาพต้นรัชกาลที่ 10 )

ประวัติโดยสังเขป

“พระอุดมญาณโมลี” หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป ชาวอุดรเรียกติดปากว่า “หลวงปู่ใหญ่” เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ (ธ) พระอารามหลวง “รองสมเด็จพระราชาคณะ” ฝ่ายธรรมยุตรูปแรกที่อยู่ส่วนภูมิภาค ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาเถระสายพระป่ากรรมฐาน มากด้วยเมตตา เป็นแบบอย่างอันงดงามของพระภิกษุและสามเณร

ท่านมีนามเดิมว่า จันทร์ศรี แสนมงคล เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2454 ที่บ้านโนนทัน ต.โนนทัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ บุญสาร-หลุน แสนมงคล บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2468 ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านศิลา ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ปฏิบัติธรรมถึง 3 ปี ก่อนได้ร่วมเดินทางกับพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์ลี สิรินฺธโร ออกแสวงหาความสงัดวิเวกตามป่าเขา เพื่อเข้ากรรมฐาน ปฏิบัติธุดงควัตร 13 ตามแบบพระป่ากรรมฐานอย่างเคร่งครัด

อุปสมบทที่วัดศรีจันทราวาส ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2474 โดยมีพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เจ้าอาวาสวัดศรีจันทราวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ รับฉายาว่า “จนฺททีโป” มีโอกาสติดตามพระกรรมฐานผู้เคร่งวัตรปฏิบัติหลายรูป ก่อนมาศึกษาด้านพระปริยัติธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

พ.ศ. 2484 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ให้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดป่าสุทธาวาส ต.พระธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ในช่วงต้นเดือน พ.ย. พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แม่ทัพธรรมแห่งอีสานฝ่ายวิปัสสนา ได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เป็นเวลา 15 วัน หลวงปู่ใหญ่มีโอกาสปรนนิบัติใกล้ชิด ก่อนถูกส่งไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดธรรมนิมิตร ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นานถึง 10 ปี

ต่อมาวันที่ 1 พ.ค. 2497 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ให้มาอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อทำศาสนกิจคณะสงฆ์ เนื่องจากพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ชรามากแล้ว โดยแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ และผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธรรมยุต) ก่อนมาเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2505 พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อาพาธด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี มรณภาพด้วยอาการสงบ วันที่ 26 พ.ย. 2507 พระอุดมญาณโมลี ครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระราชเมธาจารย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ท่านเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 3 แห่งวัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเจ้าอาวาสรูปที่ 1 ชื่อ พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2450-2465

รูปที่ 2 พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2466-2505

เกียรติคุณของหลวงปู่จันทร์ศรีที่มีการกล่าวถึงด้วยความภูมิใจยิ่ง ตามที่ .I-Mong Pattara Khumphitak เขียนเล่าไว้ คือเมื่อปี 2486 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มอบหมายให้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตจาก จ.เพชรบูรณ์ ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อัญเชิญไปเก็บไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งพร้อมกับสมบัติมีค่าอื่นๆ ของชาติเพื่อหลบภัยญี่ปุ่น เมื่อสงครามสงบจึงอัญเชิญกลับเมืองหลวง

วัดโพธิสมภรณ์ (พระอารามหลวง) นั้นเป็นวัดสร้างใหม่ในรัชกาลที่ 5 ได้รับยกเป็นพระอารามหลวงเมื่อปี 2507 ตั้งอยู่บนถนนเพาะนิยม เลขที่ 22 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี อยู่ทางทิศตะวันตกของหนองประจักษ์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 40 ไร่

ผู้นำในการสร้างวัดในสมัยนั้น คือ มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรที่พิจารณาว่าในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานีมีเพียง “วัดมัชฌิมาวาส” จึงควรจะสร้างขึ้นอีกวัดหนึ่ง จึงได้ไปสำรวจดูสถานที่ทางด้านทิศใต้ของ “หนองนาเกลือ” หรือหนองประจักษ์ในปัจจุบัน พบว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมควรแก่การสร้างวัดได้ เพราะเป็นที่ราบป่าละเมาะเงียบสงบดี ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนักและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงชักชวนและนำพาราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งมาร่วมกันปรับพื้นที่ ปลูกกุฏิ ศาลาโรงธรรม สำหรับใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปีของหน่วยราชการ ใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ 1 ปี ชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหม่” และได้อาราธนา พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) เจ้าคณะเมืองอุดรธานี จากวัดมัชฌิมาวาสมาเป็นเจ้าอาวาสวัด

ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ ได้ประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) ผู้สร้างวัดแห่งนี้

การมรณภาพของพระอุดมญาณโมลี เจ้าอาวาสลำดับที่ 3 แห่งวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง นับว่าเป็นการสูญเสียพระเถระ 5 แผ่นดิน พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นสังฆโสภณของคณะสงฆ์ทีเดียว

 

ไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470787

ไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่อินเดีย

โดย…ราช รามัญ

ไปอินเดีย…ไปหาพุทธะ แต่หลายคนที่ไม่เคยไปมักตั้งคำถามในใจเสมอว่า สถานที่ตรงต้นพระศรีมหาโพธิ์มีอะไรดี ใครถามผมแบบนี้ก็คงจะตอบได้เพียงแค่สั้นๆ ว่า “ต้องลองไปเอง” แล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร

เพราะสถานที่ตรงนี้ สิ่งที่ปรากฏทั้งในเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ในแต่ละคนที่ได้ประสบพบเจอย่อมแตกต่างกันออกไป แล้วแต่กุศลผลบุญที่ได้บำเพ็ญมา

พระคุณอาจารย์ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D) ได้เล่าเรื่องต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ฟังอย่างละเอียดเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า สถานที่ตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดม (พระนามเดิมเจ้าชายสิทธัตถะ) ยุคเราเท่านั้นที่มาตรัสรู้

แต่สถานที่นี่ พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้แล้วถึง 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระพุทธเจ้ากัสสปะ  พระพุทธเจ้าสมณโคดม

ในเบื้องหน้าพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย ก็ต้องมาเสด็จมาตรัสรู้ ณ สถานที่ตรงนี้อีกเช่นเดียวกัน ในทางนามธรรม จึงมีความศรัทธากันว่า พลังแห่งพุทธบารมีของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้นมีมากมาย ผู้ใดที่ได้มากราบสักการบูชาและได้มานั่งนิ่งสงบกายใจสำรวมไว้ด้วยความดีงาม ย่อมจะได้รับสิ่งที่ดีตามกุศลเจตนาของผู้นั้น เชื่อหรือไม่ว่า ณ สถานที่นี้ทำให้มนุษย์โพธิสัตว์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางคนอาจจะเรียกว่าจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ

โดยคติความนิยมของคนไทยในเรื่องนี้เอง จึงทำให้คนไทยมากมายได้เดินทางไปกราบสักการบูชาด้วยอามิสบูชาบ้าง ปฏิบัติบูชาบ้าง ในการปฏิบัติบางท่านก็นั่งสมาธิ บางท่านก็สวดมนต์

แม้ส่วนตัวจะเดินทางไปมาที่ประเทศอินเดียหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งก็ต้องไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ สิ่งที่ได้รับทันที คือ ความสงบในจิตใจ ทำให้เกิดความคิดและปัญญาทางจิตวิญญาณ รู้ซึ้ง รู้ควร มากขึ้น

เล่าคราวๆ เกี่ยวกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อพ้นผ่านไป 200 ปีเศษ กษัตริย์นามว่า อโศกมหาราช กลับใจไม่อยากฆ่าใครอีก ได้มานับถือพระพุทธศาสนาและชอบมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มาครั้งหนึ่งยาวนานเป็นแรมเดือนก็มี ทำให้มเหสีองค์ที่ 4 นามว่า มฮีสุนทรี ไม่พอใจ จึงวางอุบายกำจัดต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยการให้นางนครา คนสนิทแอบนำเอายาพิษและน้ำร้อนมารดที่โคนต้น ทำบ่อยครั้งจนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกนั้นเหี่ยวเฉาลง

พระเจ้าอโศกมหาราช จึงดำริว่า ตัวท่านคงบาปมากแม้แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ไม่อาจรับได้ ทรงเสียใจและกลับวัง เมื่อถึงวังก็ไม่กินไม่นอน มีความทุกข์อย่างมาก นานวันมีแต่ผ่ายผอมลงทุกขณะทุกที ไม่พูดกับใคร สุดท้ายมเหสีมฮีสุนทรีจึงยอมสารภาพ เมื่อทราบความจึงรีบเสด็จฯ ไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมกับนำเอาน้ำนมวัว 100 ตัว และเหล่าทหารไปร่วมกันบูรณะฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่พลิกฟื้นจะอยู่ตรงนี้จนกว่าจะสิ้น เพียงไม่กี่วันต้นพระศรีมหาโพธิ์พลิกฟื้นคืนหน่อออกมาทรงปีติยิ่งนัก…

ครั้นผ่านไป 352 ปี กษัตริย์ฮินดูจากเบงกอล นามว่า สาสังกามา ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเมืองขึ้นของกษัตริย์ปูรณวรมาที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงบุกมาทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์จนเรียบแล้วจุดไฟเผา อีกทั้งสั่งให้ทุบทำลายพระพุทธรูปปางมารวิชัยในวิหารด้วย แต่ทหารนายหนึ่งไม่กล้าทำจึงออกอุบายให้กษัตริย์สาสังกามากลับไปก่อนจะจัดการเอง ปรากฏว่าเขาได้สั่งให้โปกปูนปิดไว้พร้อมจุดตะเกียงบูชาด้วย เมื่อกลับมาถึงเมืองจึงรายงานต่อกษัตริย์สาสังกามา ว่าได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะดีใจกลับเกิดอาการไอจามและกระอักออกมาเป็นเลือดสิ้นพระชนม์ที่ตรงนั้นทันที ครั้นเมื่อทัพของกษัตริย์ปูรณวรมาได้มาถึงและตีจนทัพของกษัตริย์สาสังกามาแตกพ่ายและรีบให้ทหารหาน้ำนมวัวมา 1,000 ตัว เพื่อพลิกฟื้นต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง พร้อมทั้งอธิษฐานจิตเหมือนกับพระเจ้าอโศกมหาราช ถ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่ฟื้นจะไม่กลับเมือง ด้วยคำอธิษฐานนี้ไม่นานหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ปรากฏขึ้น และเติบโตกระทั่งดำรงอยู่ได้อีกยาวนานนับเป็นต้นที่ 2 แล้วจากหน่อของต้นแรก

ครั้นปี 2421 ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดนพายุพัดล้มไปในทางทิศตะวันตก ในยุคอังกฤษครองประเทศอินเดีย นายพลเซอร์คันนิ่งแฮม จึงได้บอกชาวบ้านว่า ให้ช่วยกันหาเมล็ดของต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อบูรณะกันเถิด ระหว่างที่หาเมล็ดนั้นได้พบต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นหน่อ 2 หน่อ จึงนำเอามาปลูกไว้ ณ สถานที่เดิม 1 หน่อ และนำไปปลูกที่ฝั่งตะวันตกอีก 1 หน่อ จากวันนั้นจนถึงวันนี้

ดังนั้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประเทศอินเดีย จึงมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนาตามลำดับดังที่กล่าวมา และเป็นที่รวมจิตใจชาวพุทธทั่วโลก

 

สุดยอดเครื่องราง เบี้ยแก้ ตะกรุด สิงห์งาแกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470786

สุดยอดเครื่องราง เบี้ยแก้ ตะกรุด สิงห์งาแกะ

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

สุดยอดเครื่องราง เบี้ยแก้ ตะกรุด สิงห์งาแกะ

มีคำโบราณว่า “หมากดีวัดหนัง เบี้ยขลังวัดนายโรง ไม้ครูคู่วัดอินทร์ มีดบินวัดหนองโพธิ์ พิสมรวัดพวงมาลัย ครั่งเหลือร้ายวัดโตนดหลวง ราหูคู่วัดศีรษะทอง เเหวนอักขระวัดหนองบัว ลูกเเร่วัดบางไผ่” ล้วนเป็นเครื่องรางที่หาดูได้ยาก วันนี้มาชมบางส่วนครับ

ชิ้นแรก ชมตะกรุดคู่ชีวิต หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง จ.พิจิตร ช่วงปี 2470-2485 ท่านสร้างตะกรุดให้บูชาดอกละ 10 บาท ในขณะที่รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ไม่เกิน 10 บาท ใน จ.พิจิตร และราคาทองคำในสมัยนั้นประมาณบาทละ 20 บาท เล่ากันว่า ท่านเป็นหลานของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ทำให้ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาอาคมมา ตะกั่วที่ใช้ทำตะกรุดของท่านเป็นตะกั่วนมแบบโบราณที่มักจะนิ่ม มีอั่วทองเหลืองเป็นแกนกลาง และดอกที่สมบูรณ์จะมีการถักเชือกหุ้มอีกที ยันต์ที่ใช้ลงในตะกรุดคู่ชีวิตนั้นเป็นยันต์พระพุทธเจ้าห้ามศัสตราวุธ หรือยันต์คู่ชีวิต เป็นยันต์ในตำราพิชัยสงคราม ที่นำมาให้ชมเป็นของคุณบรรพต จากสินเลิศ

 

ชิ้นที่สอง ชมสิงห์งาแกะหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ท่านได้สร้างวัตถุมงคล ทั้งรูปเหมือน เหรียญ มีดหมอ แหวน และสิงห์งาแกะ หลวงพ่อเดิมได้นำงาช้างมาทำด้ามมีดหมอ เหลือเศษเยอะ ท่านเสียดายงา จึงสั่งให้ช่างแกะสิงห์ในหลายรูปแบบ โดยสิงห์ยุคแรกของหลวงพ่อเดิมนั้น ต้องดูศิลปะการแกะ สังเกตพื้นผิวของงาจะเห็นร่องรอยชัดเจนเป็นเหลี่ยมมุมไม่เสมอกัน อกจะใหญ่สง่า ขวัญสิงห์แกะจากปลายมีดในร่องเซาะจะสูงต่ำไม่สม่ำเสมอกัน และปากสิงห์จะเป็นปากเจาะนกแก้ว เชื่อกันว่าเป็นสุดยอดเครื่องรางที่โดดเด่นเรื่องคงกระพัน มหาอำนาจ เมตตามหานิยม มีเรื่องเล่าว่า เวลาท่านปลุกเสกสิงห์ในถาด บรรดาสิงห์จะกระโดดออกนอกถาดเป็นว่าเล่น องค์ที่นำมาให้ชมเป็นสิงห์ยุคต้นของหลวงพ่อเดิม เป็นของแฟนทางบ้าน

ชิ้นที่สาม เบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง ถือว่าเป็นสุดยอดเครื่องราง กันเสนียดจัญไร และคุณไสย ลักษณะเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด ส่วนมากจะใช้เชือกถักพันตัวเบี้ย และใช้เชือกถักเป็นห่วงอยู่ในตัว หลวงปู่จะคัดตัวเบี้ยขนาดยาวประมาณ 3.5 ซม. กว้าง 2.5 ซม. มีฟันครบ 32 ซี่ บรรจุปรอทแล้วจึงอุดด้วยชันโรงใต้ดิน แล้วหุ้มด้วยแผ่นตะกั่ว มีทั้งหุ้มหมดทั้งตัว และหุ้มเปิดด้านหลังเบี้ยไว้ บางตัวก็ไม่มีตะกั่วหุ้มก็มี ถ้านำเบี้ยมาเขย่าใกล้ๆ จะได้ยินเสียงปรอทสั่นเบาๆ เบี้ยแก้มักถักเชือกกันเอาไว้ โดยฝีมือการถักของหลวงลุงชม หูด้ายที่ถักถ้าเป็นเบี้ยสำหรับผู้หญิงมักมีหูถักอันเดียวไว้ร้อยกับเชือกสวมคอ แต่ถ้าเป็นของผู้ชายมักจะมีสองหรือสามหู เพราะผู้ชายจะใช้ร้อยเชือกคาดเอว จากนั้นจึงลงยางมะพลับไว้อีกทีหนึ่ง เพื่อความคงทนของเชือกที่ถัก ชิ้นที่นำมาให้ชมราคาว่ากันหลักแสน เป็นของคุณจิตต์ปรานี สกุลก้องเกียรติ

 

ชิ้นที่สี่ ชมตะกรุดมหาระงับปราบหงสา หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ การสร้างเริ่มจากการจารอักขระเลขยันต์หนึ่งตัวก็ต้องบริกรรมคาถาไปด้วยหนึ่งจบ รูปแบบตัวยันต์มหาระงับ จะมีเอกลักษณ์เฉพาะโดยเป็นเหมือนแผนผังกั้นเป็นห้องๆ ซ้อนกันล้อมด้วยพระคาถามหาระงับ เป็นต้น เมื่อลงอักขระเสร็จ จะม้วนให้เป็นแท่งกลม โดยมีช่องว่างตรงกลางไว้สำหรับร้อยเชือกแล้วพอกด้วยว่านยา 7 ชนิด คือ ใบระงับ ใบผักกะเฉด ใบกระทืบยอด ใบชุมเห็ดเทศ ใบหญ้าใต้ใบ ใบแคขาว ใบสมี อย่างละเท่ากัน นำไปตากให้แห้ง จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด นำไปกวนกับชันยาเรือมาพอกตะกรุด แล้วเอาไปตากให้แห้ง จากนั้นใช้เชือกหรือด้ายดิบถักทับแล้วจึงลงรักปิดทองเพื่อรักษาตะกรุดไว้อีกชั้นหนึ่ง และปลุกเสกจนสะกดทุกอย่างให้บริเวณใกล้เคียงเงียบสงัดถึงจะเป็นการปลุกเสกที่สมบูรณ์ที่สุด โดยขนาดที่พบส่วนมาก 6.5-7 นิ้ว ซึ่งในเรื่องของความกว้าง ความยาวนี้ อาจมีเล็กหรือยาวกว่ากันได้ ที่นำมาให้ชมเป็นของคุณสินธร ซื่อภักดี

จากกันด้วยข้อคิดสะกิดใจ “มีมาก มีน้อย ล้วนอยู่ที่ใจคิด สำคัญที่สุด คือ การมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่”

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470785

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

มอบวุฒิบัตร

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานมอบวุฒิบัตรและปิดการสัมมนาพระวิปัสสนาจารย์ มจร วันที่ 15 ธ.ค. 2559 ณ อาคาร วิปัสสนาฯ มจร จ.พระนครศรีอยุธยา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพระวิปัสสนาจารย์ เพื่อการสอนวิปัสสนากรรมฐานแด่นิสิต มจร ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประจำปี 2559 ในพิธีเปิดโครงการ วันที่ 13 ธ.ค. 2559 โดยมีพระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.อธิการบดี มจร เดินทางมาเป็นประธานเปิด พร้อมให้นโยบายในการสอนวิปัสสนาแด่พระนิสิต มจร ว่า “ให้พระวิปัสสนาจารย์ตระหนักถึงเรื่องการสอนให้พระนิสิตเข้าใจอย่างชัดเจนในวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งนี้เพื่อให้พระนิสิตผู้กำลังศึกษาอยู่ ณ มจร แห่งนี้ได้มีความเข้าใจหลักวิปัสสนากรรมฐาน แล้วปฏิบัติเองได้อย่างถูกต้อง เกิด สติ มีสมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้นอันเป็นประโยชน์ของตัวพระนิสิตเอง และเพื่อประโยชน์ของสังคม คือ นำไปสอนสามเณรภาคฤดูร้อนหรือเด็กๆ และเยาวชนทั่วไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น “การจัดสัมมนาในคร้้งนี้มีพระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวน 116 รูป ตั้งแต่วันที่ 13-15 ธ.ค. 2559 ณ อาคารวิปัสสนาธุระ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

รมต.สุวพันธุ์ มุทิตาพระสุธรรมาธิบดี วัดบวรนิเวศวิหาร

 

ผู้แทนนายกฯ มุทิตาพระเถระ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนในการมุทิตา ถวายสักการะแด่พระธรรมปัญญาบดี (เจ้าคุณพีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และพระสุธรรมาธิบดี (หลวงปู่แบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2559 เวลา 13.00 น. โดยมีนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑลและโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก

พระเถระทั้ง 2 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2559 สำหรับในวันนี้เข้าถวายมุทิตาสักการะจำนวน 2 รูป

มุทิตาพระเทพบัณฑิต

 

มุทิตาพระเทพบัณฑิต

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 พระครูปลัดกวีวัฒน์ นำคณะพระสงฆ์ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โครงการสอนศีลธรรมในโรงเรียน มมร. ถวายมุทิตาสักการะพระเทพบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และผู้บริหารที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ตั้ง และเลื่อนสมณศักดิ์ 2559 ณ ธรรมสถาน มมร. ศาลายา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ย้อนอดีต “หลวงปู่จันทร์ศรี” อัญเชิญ “พระแก้วมรกต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 22:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470353

ย้อนอดีต "หลวงปู่จันทร์ศรี" อัญเชิญ "พระแก้วมรกต"

โดย…I-Mong Pattara Khumphitak

เก็บเป็นข้อมูลไว้ในหัวเพราะอ่านหนังสือผ่านตามาว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพลป.พิบูลสงคราม อัญเชิญพระแก้วมรกต ไปประดิษฐานซ่อนไว้ในถ้ำลึกแห่งหนึ่งที่ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อทรัพย์สมบัติของบ้านเมืองจะได้พ้นจากสายตาและมือของญี่ปุ่น

งานเขียนชิ้นนั้นระบุด้วยว่า เมื่อสงครามยุติลง ผู้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาคือ พระอุดมญาณโมลี หรือหลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป เจ้าอาวาสวัดโพธิสมพร จ.อุดรธานี

สะดุดชื่อ หลวงปู่จันทร์ศรี พระมหาเถระ ผู้เป็นรัตตัญญู

หลวงปู่จันทร์ศรีเป็นพระผู้ใหญ่สายวิปัสสนา เป็นหนึ่งศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และถ้าจำกันได้ ระหว่างหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ดับขันธ์นั้นเอง หลวงปู่จันทร์ศรีนิมิตเห็นหลวงตามหาบัวมากราบลาท่าน กระทั่งรุ่งเช้าจึงรู้ความว่า หลวงตามหาบัวละโลกไปแล้ว

ติดตาและติดใจว่า น่าจะมีคนได้สัมภาษณ์หลวงปู่จันทร์ศรีถึงเหตุการณ์ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาเอาไว้เพราะเรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเพราะท่านผู้อยู่ในเหตุการณ์ยังมีชีวิตอยู่ นานไปก็จะเสียโอกาสเพราะหลวงปู่จันทร์ศรี สูงวัยมากคือ ปัจจุบันอายุถึง 103 ปีแล้ว

นี่เป็นงานที่อยากจะทำเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองแต่ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ โชคดี “ศิลปวัฒนธรรม” เล่มเดือนมิ.ย. 2558 นี้ ได้ตีพิมพ์งานเขียนของคุณธีระวัฒน์ แสนคำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย เรื่องพระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปประดิษฐานในถ้ำฤษีที่จังหวัดเพชรบูณ์(?)

ในบทความชิ้นนี้ ท่านผู้เขียนได้อ้างถึงบทความเรื่อง “ย้อนอดีต พระอุดมญาณโมลี อัญเชิญพระแก้วมรกต จากเพชรบูรณ์กลับกรุงเทพฯสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2”ของอาจารย์วีรยุทธ วงศ์อุ้ย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเสียงเพชร เมื่อพ.ศ. 2552 ว่า

หลังจากนายกองวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้กล่าวในงานเสวนาเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2551ว่า ครั้งที่ท่านยังดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี “มีพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเดชพระคุณรูปนั้นได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าให้มาอัญเชิญพระแก้วมรกตจากถ้ำแห่งหนึ่งที่เมืองเพชรบูรณ์กลับไปยังกรุงเทพมหานครฯ”

นั่นทำให้ส่วนราชการ นักปราชญ์ท้องถิ่น นักวิชาการ นักการเมือง ของเมืองเพชรบูรณ์ สนใจเรื่องนี้อย่างมาก

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ผู้ว่าฯวิลาศได้ยกคณะซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ นักวิชาการท้องถิ่น นักปราชญ์ท้องถิ่น ฯลฯ ไปกราบนมัสการเรียนถามเรื่องนี้จาก หลวงปู่จันทร์ศรี อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2552

บทความในศิลปวัฒนธรรมอ้างถึงบทสัมภาษณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเสียงเพชรดังกล่าวว่า แม้หลวงปู่ศรีจันทร์จะสูงวัยมากแล้วแต่ท่านเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ หัวเราะร่าเริงและยังพูดจาฉะฉานคล่องแคล่วถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

“เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีพระบัญชาให้หลวงพ่อซึ่งขณะนั้นสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จำพรรษาอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเดินทางออกจากกรุงเทพฯไปกับลูกศิษย์คนหนึ่งและหม่อมเจ้าหรือหม่อมราชวงศ์? จากสำนักพระราชวังคนหนึ่งซึ่งจำไม่ได้เพราะทุกคนเสียชีวิตหมดแล้ว เดินทางโดยรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไปลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จังหวัดพิจิตรแล้วนั่งรถยนต์ซึ่งขณะนั้นใช้ฟืนถ่านต้มหม้อน้ำให้เดือด เดินทางไปถึงเพชรบูรณ์หนทางลำบากมาก…”

บทความของคุณธีระวัฒน์ ระบุด้วยว่า เมื่ออัญเชิญพระแก้วมรกตออกมาพร้อมด้วยทรัพย์สินของมีค่าต่างๆแล้วได้นำขึ้นรถบรรทุก มีทหารคอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยพระอุดมญาณโมลีเล่าต่อว่า

“…การอัญเชิญพระแก้วมรกตครั้งนี้ มีทรัพย์สินอย่างอื่นด้วย คือ ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ และสมบัติอื่นๆอันมีค่าของชาติ โดยมีพิธีการอัญเชิญ มีทหารยืนเข้าแถวเป็นระเบียบ ตั้งแถวเป็นแนวยาวรอรับ มีนายทหารฝรั่งต่างชาติด้วย และมีทหารผิวดำคล้ายๆทหารจากแอฟริการ่วมในพิธีด้วย โดยการอัญเชิญกลับในครั้งนั้น บรรทุกเดินทางโดยขบวนรถยนต์ของทางการทหารกลับกรุงเทพฯซึ่งหลวงพ่อไม่ได้กลับพร้อมขบวนรถนั้น โดยในระหว่างนั้นหลวงพ่อได้ไปพักที่วัดมหาธาตุ ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ พักอยู่เป็นเวลาประมาณ 7 วัน…”

คุณธีระวัฒน์ จบบทความลงโดยบอกว่า เรื่องการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่ถ้ำฤษีสมบัตินั้น เป็นข้อมูลในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่มีทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติ อาจเพราะต้องปิดข่าวเนื่องจากเพื่อความปลอดภัยขององค์พระแก้วมรกตและทรัพย์สินอันมีค่าต่างๆของแผ่นดิน หรือเพราะ”ไม่มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาก็ไม่อาจทราบได้” แต่การที่พระอุดมญาณโมลีซึ่งเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั้งปวงยืนยันเช่นนี้ชาวเพชรบูรณ์ก็เชื่อมั่นในข้อมูลนี้ แม้ว่ายังไม่พบหลักฐานหลักฐานทางราชการยืนยันก็ตาม ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ท่านผู้รู้ในพระนครและหัวเมืองทั้งหลายควรจะได้ช่วยกันค้นหาคำตอบเพื่อคลี่คลายประวัติศาสตร์ชาติและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อไป

อ่านบทความนี้แล้วอีกด้านโล่งอกว่า งานที่คิดอยากจะทำและคงเสียดายที่ไม่มีโอกาสจะทำนั้นได้มีผู้ทำไปแล้ว คือคณะตัวแทนเมืองเพชรบูรณ์ได้ไปสัมภาษณ์หลวงปู่จันทร์ศรีมาเรียบร้อยแล้วแต่อ่านแล้วอีกข้างก็คับอกทำให้ต้องกลับมาค้นหนังสือที่เคยอ่านและน่าเสียดายว่า ไม่ได้ถูกอ้างอยู่ในงานเขียนของคุณธีระวัฒน์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือศิลปวัฒนธรรมในครั้งนี้ด้วย อีกหน

หนังสือเล่มนั้นคือ “คนไทยหัวใจสยาม ทางชีวิตยามสงครามและสันติภาพ” เขียนโดยคุณสภา ปาลเสถียร ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ค

คุณสุภาเขียนถึงเรื่องราวชีวิตของผู้คนในยุคสงครามโลก โดยได้สัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องและญาติมิตรของบุคคลต่างๆในช่วงนั้นทั้งสิ้น 12 คน คนหนึ่งที่คุณสภา เขียนถึงคือ จอมพลป.พิบูลสงคราม และในประวัติจอมพล ป.ที่คุณสภาเขียนถึงนั่นเอง ได้กล่าวถึงการขนมหาสมบัติของชาติไปซ่อนไว้ในถ้ำฤษีสมบัติซึ่งอยู่ในป่าลึก จ.เพชรบูรณ์ ไว้อย่างละเอียดลออ

คุณสภาเล่าถึงเรื่องนี้ว่า จอมพล ป.ในชุดจอมพล ได้นำคณะขึ้นรถไฟที่สถานีหัวลำโพงในช่วงเช้าตรู่วันหนึ่ง

ก่อนจะขึ้นรถนั้น จอมพล ป.ได้กราบยังหน้าโต๊ะหมู่บูชาและหมู่พระสงฆ์ 9 รูปที่กำลังนั่งเจริญพระพุทธมนตร์อยู่สองข้างโต๊ะหมู่บูชาซึ่งตั้งอยู่บนชานชลาบริเวณค่อนไปกลางขบวนรถไฟ

ชั้นบนสุดของโต๊ะหมู่บูชานั้นเป็นกล่องไม้ทึบขนาดหนึ่งเมตรคูณหนึ่งเมตรครึ่ง

“ภายในคือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมือง ที่ปกป้องราชวงศ์จักรีให้พ้นแคล้วคลาดจากผองภัยมาตั้งแต่เมื่อเริ่มการปกครองประเทศไทยเมื่อพ.ศ.2325…”

คุณสภา ระบุว่า จอมพลป.มักมีเรื่องบาดหมางกับกลุ่มผู้ภักดีต่อกษัตริย์เป็นประจำและถูกมองจากคนกลุ่มนี้ว่า ปกครองโดยพลการ มุ่งมั่นแต่จะล้มล้างสถาบันและพระราชอำนาจของกษัตริย์ซึ่งขณะนั้นทรงพระเยาว์และยังประทับศึกษาอยู่ที่สวิสแลนด์แต่ตอนนั้นจอมพล ป.ก็กล้าตัดสินใจนำพระแก้วมรกตและสมบัติชาติไปซ่อนไว้ในที่แห่งใหม่ด้วยตัวเอง

ขบวนรถไฟนั้นมีรถพ่วง 20 ตู้แต่ละตู้จะบรรทุกลังไม้ 2 ลัง

ในลังเหล่านั้น บรรจุอยู่ด้วย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทั้งพระแสงดาบ รองพระบาทฝังอัญมณี ฯลฯและยังมีพระราชบัลลังก์ทอง พระเศวตฉัตร ของมีค่าอื่นๆ รวมทั้งทองคำแท่ง

ทุกตู้จะมีทหารเฝ้าคุมอยู่ 4 นายทุกนายถูกเลือกสรรมาแล้วว่า เป็นคนที่ไว้วางใจได้ทั้งสิ้น

บทความคุณสภาระบุว่า ตีสองขบวนรถไฟเที่ยวนั้นมาถึงสถานีตะพานหิน จ.พิจิตร ซึ่งเป็นสถานีเดียวกับที่หลวงปู่ศรีจันทร์ระบุว่า ท่านก็ลงรถที่นั่นตอนขามาอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับ

ทหารใช้เวลา 2 ชั่วโมงขนหีบมหาสมบัติเหล่านั้นขึ้นรถบรรทุก ตัวจอมพล ป.เองขึ้นรถออสติน 8 แล่นผ่านทุ่งขึ้นไปทางเหนือจนถึงบ้านบุ่งน้ำเต้า เข้าสู่บริเวณถ้ำฤษีสมบัติซึ่งกว่าจะถึงตัวถ้ำต้องขึ้นบันไดไปอีกราว 250 ขั้น

ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเป็นคนให้ข้อมูลคุณสภาบอกว่า ตอนนั้นผู้เล่าอายุประมาณ 10 ขวบแต่จำได้ว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ.2486

“…คุณลุงเล่าว่า ในความเงียบกริบ ทหารเป็นร้อยๆคนถอดเครื่องแบบหมด ทุกคนคาดแต่ผ้าขาวม้าทุกคนเหงื่อท่วมกาย ช่วยกันงัดเปิดลังและขนของในลังขึ้นกระไดซึ่งอยู่สูงกว่าระดับถนนถึง 20 เมตร ชาวไร่ชาวนาและเด็กหนุ่มๆแถวนั้นจำนวนมากถูกเกณฑ์มาช่วยให้ทหารทำงานเหนื่อยหลังหักนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งงานของชาวบ้านถูกจำกัดอยู่แค่งานตรงภาคพื้นดินเท่านั้น

ระหว่างที่นายทหารยืนเรียงรายควบคุมดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด และการที่ต้องให้ทุกคนนุ่งเหลือแต่ผ้าขาวม้าก็เพื่อตัดความคิดที่จะยิบฉวยสิ่งล่อใจทั้งหลาย และเพื่อลบล้างความจำเป็นที่จะต้องมาตรวจค้นร่างกายกันทุกวันๆ ทุกคนต้องทำงานหนักอย่างรวดเร็วก่อนที่สายตรวจญี่ปุ่นซึ่งมักจะบินโฉบผ่านเพชรบูรณ์ประมาณเวลา 09.00น.จะรู้แกวเข้า…”

“ปฏิบัติการทองคำ” ดำเนินการต่อมากระทั่งแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2487

นั่นหมายความว่า น่าจะมีการขนสมบัติไปเก็บไว้ที่ถ้ำแห่งนั้นหลายเที่ยว หลายครั้ง ?

คุณสภาระบุว่า เมื่อหมอกควันของสงครามพัดผ่านไปแล้วก็มีการไปอัญเชิญพระแก้วมรกตและสมบัติชาติกลับคืน คราวนี้ไม่ต้องกลัวคนรู้ จึงจัดเป็นขบวนรถบรรทุกจาก จ.เพชรบูรณ์ไปรอรับคณะที่สถานีรถไฟตะพานหิน

“เพียบพร้อมไปด้วยเจ้าพนักงานจากสำนักพระราชวัง และสำนักนายกรัฐมนตรี และยังคุ้มครองด้วยกองทหารเต็มอัตรา ต่อไปด้วยพิธีรีตองโอ่อ่าในกรุงเทพฯ ในส่วนพระแก้วมรกตนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้ามีพระบัญชาให้ พระจันทร์ศรี จันททีโป ซึ่งต่อมาเป็นพระอุดมญาณโมลีแห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้แทนของพระองค์ท่าน เดินทางไปเป็นสักขีพยานและทำพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตจากถ้ำที่ประดิษฐานชั่วคราวกลับกรุงเทพฯซึ่งต้องนับเป็นพิธีที่เปี่ยมศรัทธาที่สุดที่ท่านเคยปฏิบัติมาและท่านมักเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังในภายหลัง ถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอันลืมไม่ลงในครั้งนี้ ท่านชอบเล่าว่า มีเจ้าอาวาสสักกี่คน ที่ได้มีโอกาสทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของประเทศ นับเป็นนาทีที่ทำให้ได้คิดถึงความต่ำต้อยด้อยค่าของตัวเองอย่างสุดๆ…”

น่าสนใจว่า ถ้าขาอัญเชิญกลับแล้วมี “พิธีรีตองโอ่อ่าในกรุงเทพฯ” อย่างที่ว่า ทำไมหลวงปู่จันทร์ศรีไม่เดินทางกลับไปพร้อมพระแก้วมรกตด้วย และถ้ามี “พิธีรีตองโอ่อ่าในกรุงเทพฯ” ก็น่าจะมีเอกสารเก่าๆที่ทำเนียบรัฐบาล หรือที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่บ้าง หรือว่า ถ้ามี “พิธีรีตองโอ่อ่าในกรุงเทพฯ” ก็ต้องปรากฏเป็นข่าวเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์สมัยนั้นกันบ้างล่ะ

คำนวณวันเวลาแล้วก็น่าจะไปสืบค้นได้ไม่ยาก

เว้นแต่ขาไปก็อัญเชิญไปแบบลับๆ และเมื่อสิ้นสงครามแล้วก็ต้องทำแบบลับๆเพราะหลังสงครามมีปัญหาการเมืองรุมเร้าทั้งการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองในประเทศ จอมพล ป.เองก็อยู่ในสถานะลำบาก ต้องตกเป็นอาชญากรสงคราม การประโคมข่าวเรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาทางการเมืองขึ้นมาก็ได้ ?

ในช่วงที่ยังไม่ได้ค้นนี้ ผมเชื่อเรื่องที่หลวงปู่จันทร์ศรีเล่า

เชื่อด้วยเหตุผลง่ายๆว่า เชื่อในคุณธรรมของท่าน

เชื่อเหมือน เชื่อเรื่องที่ท่านเล่าเรื่องความฝันของท่านในคืนวันที่ หลวงตามหาบัว ละสังขาร

หนังสือญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์บันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ว่า “ปลายปีที่แล้วในระยะหลวงตาอาพาธ อาตมาได้แวะไปเยี่ยมหลายครั้ง ในวันที่หลวงตามหาบัวจะละสังขาร อาตมภาพ ขณะพักจำวัดหลับเคลิ้มไป ก็ปรากฏว่าหลวงตามหาบัวแวะมาหากราบ 3 ครั้ง ก็พูดว่า “เจ้าคุณฯ ผมมาลานะ” อาตมภาพก็ถามว่า “จะลาไปไหน ?” ท่านบอกว่า “ไปที่ไม่เกิดอีก เพราะชาติสุดท้ายของผม ให้เจ้าคุณอยู่ต่อไป ให้ลูกหลานได้กราบไหว้” แล้วหายไป

ตื่นขึ้นก็จำความฝันได้ชัดเจน เวลาประมาณตี 4 นาฬิกา ก็ยังนึกอยู่ว่า หลวงตามหาบัว คงไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว ตอนเช้าก็รับทราบว่ามรณภาพ รู้สึกใจหายและรู้สึกอาลัยในการจากไปของหลวงตาเป็นที่สุด ซึ่งอาตมภาพมั่นใจว่า “ท่านไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว” ท่านได้วางแบบอย่างอันงดงาม ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ดำเนินรอยตาม ขอให้ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนได้สืบแนวปฏิปทาต่อไป”

ใครสนใจปฏิปทาของหลวงปู่จันทร์ศรีไปหาศึกษาดูมีเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจกว่านี้อีกมากนัก

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณหนังสือทุกเล่ม และผู้เขียนทุกท่านที่เอ่ยอ้างมา ขอกราบนมัสการหลวงปู่จันทร์ศรีที่ท่านได้ถ่ายทอดเรื่องราวเอาไว้ ขอบคุณคณะผู้แทนจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ไม่ทำให้ประวัติศาสตร์หายไปกับกาลเวลา

หวังว่า ข้อมูลที่เอามาเติมเต็มนี้จะทำให้คนสนใจประวัติศาสตร์สนุกสนานกันตามสมควรนะครับ

มีคนว่า สมัยนี้คนไม่อ่านเรื่องยาวๆแล้วแต่เล่ามายืดยาวเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะต้องบันทึกเอาไว้ ที่สำคัญเผื่อว่า ใครเกิดคันขึ้นมาจะได้ไปช่วยกันค้นคว้าให้สมบูรณ์ต่อไป

 

สิ้น “หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป” แห่งอุดรธานีสิริอายุ105ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 21:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/470352

สิ้น "หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป" แห่งอุดรธานีสิริอายุ105ปี

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ละสังขารอย่างสงบ สิริอายุ 105 ปี 2เดือน 4 วัน

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. เวลา 20.00 น. พระอุดมญาณโมลี หรือ หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ที่ หออภิบาล ตึกภูมิพโล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ สิริอายุ 105 ปี 2 เดือน 4 วัน 85 พรรษา

โพสต์ทูเดย์ขอนำประวัติหลวงปู่จันทร์ศรี ที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อเดือน มิ.ย.2555มานำเสนอดังนี้

“หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป” จันทร์เพ็ญแห่งเมืองอุดรฯ

เส้นทางสู่การพ้นจากกิเลสอาสวะของพระอริยบุคคลนั้น ล้วนแต่ต้องผ่านการเพียรปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า “มอบกายถวายชีวิต” ทั้งสิ้น

ดังเช่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนบรรดาสาวก ว่า “อักขาตาโร ตถาคตา” พระตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก ส่วนที่จะพ้นกิเลสสำเร็จเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์นั้นต้องปฏิบัติเอาเอง

เรื่องราวของ หลวงปู่จันทร์ศรีจันททีโป(พระอุดมญาณโมลี) ก็เช่นกัน…

หลังบวชเป็นพระได้พรรษาแรกหลวงปู่จันทร์ศรี ได้กราบลา หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีผู้เป็นพระอาจารย์ว่าจะเข้าไปศึกษาพระปริยัติต่อที่กรุงเทพฯ หลวงปู่เทสก์ได้อนุญาตและกล่าวขึ้นว่า “ผู้ที่จะปฏิบัติธุดงควัตรนั้น ความจริงต้องเรียนรู้ที่จะเดินทางเสียก่อนจึงปฏิบัติได้ถูกต้องคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เมื่อเรียนได้เป็นมหาเปรียญแล้วให้กลับมาปฏิบัติอีก”

10 ปีหลังจากวันนั้น หลวงปู่จันทร์ศรีก็สำเร็จมหาเปรียญและได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมแห่งฝ่ายวิปัสสนาธุระ จนสามารถครองตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์มาจวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่จันทร์ศรี มีนามเดิมว่าจันทร์ศรี แสนมงคล เป็นบุตรของนายบุญสาร และนางหลุน แสนมงคล เกิดเมื่อวันอังคารที่ 10 ต.ค.2454 ณ บ้านโนนทัน ต.โนนทันอ.เมือง จ.ขอนแก่น

ก่อนมารดาจะตั้งครรภ์ ด.ช.จันทร์ศรีได้ฝันเห็นพระภิกษุ 9 รูป มายืนบิณฑบาตอยู่ที่ประตูหน้าบ้านในคืนวันมาฆบูชา ด้วยการสำรวมอินทรีย์มีกิริยากายอันงาม มารดาเห็นดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบจัดภัตตาหารออกมาใส่บาตร ครั้นใส่แล้วก็นั่งพับเพียบประนมมือกล่าวขอพรต่อพระเถระว่า “ดิฉันปรารถนาอยากได้ลูกชายสัก 1 คนจะให้บวชเหมือนพระคุณเจ้า” พระเถระก็กล่าวอนุโมทนาและเดินจากไป คล้อยหลังจากนั้น 1 เดือนก็ตั้งครรภ์ตามประสงค์

กระทั่งอายุ 8 ปี บิดาก็ถึงแก่กรรมลง มารดาจึงนำ ด.ช.จันทร์ศรีไปฝากให้อยู่กับหลวงพ่อเป๊ะ ธัมมเมตติโกเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี แห่งบ้านโนนทัน ซึ่งท่านได้รับเป็นลูกศิษย์ให้อยู่ปรนนิบัติใกล้ชิดพร้อมทั้งให้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถม

หลวงพ่อเป๊ะเห็นด.ช.จันทร์ศรีสนใจในทางพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือนพ.ค.2468 เมื่อบวชแล้ว สามเณรจันทร์ศรีก็ได้หมั่นศึกษาบทสวดมนต์จนสามารถท่องพระสูตรต่างๆ ได้อย่างชำนาญ รวมทั้งยังศึกษาอักษรขอมและอักษรธรรมจนแตกฉาน และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสมศรี บ้านพระคือ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ครั้นปี 2472 พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโลกับ หลวงปู่อ่อนญาณสิริ ได้พาคณะพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์มาเผยแผ่ธรรมะที่บ้านพระคือสามเณรจันทร์ศรี จึงกราบขอพระอาจารย์มหาปิ่น ญัตติเป็นสามเณรในฝ่ายธรรมยุต และได้อยู่ฝึกอบรมจิตภาวนาอยู่กับพระอาจารย์มหาปิ่นอยู่ 1 พรรษา ก็ได้ติดตามคณะของพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ออกธุดงค์ปฏิบัติภาวนา

หลวงปู่จันทร์ศรี เล่าถึงการออกธุดงค์ครั้งนั้นว่า ขณะช่วงพลบค่ำระหว่างพักที่พระพุทธบาทเวินกุ่มจ.อุดรธานี ก็ได้ยินเสียงเสือร้องดังก้องป่าใกล้กับบริเวณที่จะพัก พระลีสิรินธโรซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพาออกธุดงค์ได้เตือนว่าอันตรายใกล้เข้ามาให้พากันตั้งใจเดินจงกรมภาวนามรณสติ แผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ ที่เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พระเณรที่ร่วมธุดงค์ก็พากันตั้งจิตประกอบความเพียรจนเสียงเสือเงียบหายไป คือนั้นทำความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิสลับกันไม่นอนตลอดคืน เพราะกลัวเสือทำให้จิตสงบเยือกเย็นพอสมควร

สามเณรจันทร์ศรี ออกธุดงค์วิเวกปฏิบัติภาวนาอยู่ได้ 4 ปี จนอายุครบ20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2474 โดยมี หลวงปู่จันทร์ เขมิโยเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และมีพระอาจารย์กรรมฐานสำนักพระอาจารย์มั่นนั่งอันดับในการอุปสมบท 25 รูป ได้รับฉายาว่า “จันททีโป”อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีแสงสว่างเจิดจ้าดั่งจันทร์เพ็ญ”

บวชได้ 7 วัน จึงได้เดินทางเข้ามาศึกษาภาษาบาลีที่กรุงเทพฯ และได้ฝากตัวอยู่กับ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์(ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

หลังสอบได้เปรียญธรรม 4 สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ได้มีพระบัญชาให้หลวงปู่จันทร์ศรี ไปสอนพระปริยัติธรรม ที่วัดป่าสุทธาวาสต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ทำให้ได้พบกับพระอาจารย์มั่นที่มาพักที่วัดป่าสุทธาวาสพอดี และมีโอกาสอุปัฏฐากใกล้ชิดรวมทั้งรับการสอนปฏิบัติภาวนาจากพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่จันทร์ศรี เล่าว่า คืนวันหนึ่งขณะที่นวดถวายพระอาจารย์มั่นก็ได้เรียนถามท่านว่า จิตเป็นโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์นั้นเป็นอย่างไร

พระอาจารย์มั่นมิได้ตอบ แต่ไล่ให้ลงไปเดินจงกรมเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เดินจนครบจิตก็ยังไม่สงบจึงขึ้นมาบนกุฏิกราบเรียนท่านว่า จิตฟุ้งซ่าน มองเห็นแต่หน้าสตรี พระอาจารย์มั่นจึงให้นั่งสมาธิตั้งแต่เวลา 21.00-05.00 น. และได้แนะนำให้เจริญสติปัฏฐาน 4 มี กาย เวทนา จิต ธรรม

“พระอาจารย์มั่นให้พิจารณากายคตาสติปัฏฐานก่อนจนจิตจะสงบ ลงสู่ภวังคจิตแล้วใช้ปัญญาพิจารณากายตั้งแต่หนังที่หุ้มห่อร่างกายอยู่นี้ให้จิตเห็นเป็นอสุภกรรมฐาน เป็นของสกปรกน่าเกลียด เมื่อตายแล้วไม่มีใครต้องการ สังขารทั้งปวงตกอยู่ในไตรลักษณ์ อนิจจตาทุกขตา อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น”

กระทั่งเวลาเที่ยงคืน จิตจึงสงบจากอารมณ์ภายนอกที่จะมาสัมผัสเกิดความสว่างขึ้นกับจิต กายเบา จิตเบา เมื่อออกจากสมาธิพระอาจารย์มั่นจึงกล่าวกับหลวงปู่จันทร์ศรีว่า “วันนี้ มหาภาวนาได้ดีพอสมควร จำวิธีพิจารณาจิตไว้นะอย่าปล่อย ให้ทำภาวนาอย่างนี้ทุกวัน”

หลวงปู่จันทร์ศรี กล่าวว่า ตลอดเวลา 15 วันที่ได้รับการศึกษาอบรมจิตภาวนากับพระอาจารย์มั่นนั้น ผลที่ได้รับคือจิตสงบเยือกเย็นจากอารมณ์ภายนอกที่จะมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้รับแสงสว่างอันเกิดจากภาวนาเต็มที่การใกล้ชิดกับพระอาจารย์มั่นในปีนั้นทำให้สามารถทำศาสนกิจอยู่ในเพศพรหมจรรย์มาได้อย่างปลอดภัยจนถึงปัจจุบันนี้

ขณะที่พระอาจารย์มั่นก็ได้พูดกับหลวงปู่จันทร์ศรีว่า “มหาภาวนาเป็นแล้ว ควรเลิกเรียนปริยัติ ออกปฏิบัติกรรมฐานอีกจะได้พ้นทุกข์ประสบแต่ความสุขกายสุขใจ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีก”

หลวงปู่จันทร์ศรีนับเป็นศิษย์ที่พระอาจารย์มั่นให้ความไว้วางใจให้อยู่ปฏิบัติใกล้ชิด โดยทุกวันตลอดช่วงเวลาที่พักอยู่ด้วยกัน หลวงปู่จันทร์ศรีจะเป็นผู้รับบาตร ดูแลบาตรของพระอาจารย์มั่น รวมทั้งยังเป็นผู้ตัดจีวรถวายพระอาจารย์มั่นด้วย

แยกจากพระอาจารย์มั่นแล้วหลวงปู่จันทร์ศรีได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อศึกษาจนสำเร็จเปรียญธรรม 5 และได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ให้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดธรรมนิมิต ต.บางแก้วอ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เป็นเวลา 10 ปี ก่อนจะเดินทางมาอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมืองจ.อุดรธานี เพื่อทำศาสนกิจการคณะสงฆ์ แทนพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล)ที่ชราภาพมากแล้ว ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ

หลังจากที่พระธรรมเจดีย์มรณภาพ หลวงปู่จันทร์ศรีก็ได้รับหน้าที่ดูแลวัดโพธิสมภรณ์มาจวบจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในฐานะ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต)

ศิษยานุศิษย์ล้วนสรรเสริญหลวงปู่จันทร์ศรีว่า เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งในธรรม ขยันขันแข็งหมั่นทำความเพียร เปี่ยมด้วยเมตตา แม้อายุจะล่วงกว่า 90 ปี แต่ท่านก็ยังจำเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อเวลาเล่าเรื่องต่างๆ ให้ลูกศิษย์ฟัง หลวงปู่จะบอกชื่อคน พ.ศ. ชื่อหมู่บ้าน และเวลา ได้อย่างละเอียด ยังความอัศจรรย์ให้แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

หลวงปู่จันทร์ศรียังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งรับภาระหน้าที่สำคัญๆในคณะสงฆ์มากมาย อาทิ เป็นกรรมการชำระพระไตรปิฎก (พระสูตร) เป็นพระอนุกรรมการคณะธรรมยุต เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นพระธรรมทูตประจำจ.อุดรธานี เป็นประธานมูลนิธิวัดโพธิสมภรณ์ เป็นรองประธานกรรมการบริหาร ศูนย์บาลีศึกษาอีสานธรรมยุต เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดโพธิสมภรณ์

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ศรัทธาว่า หลวงปู่จันทร์ศรีมิเคยขาดงานนิมนต์ ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ท่านจะเดินทางไปเองตลอด ตามที่ยึดเป็นหลักปฏิบัติเสมอว่า “กยิรา เจกยิราเถนัง”หรือ “ถ้าจะทำการใดให้ทำการนั้นจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามีความขยันหมั่นเพียร สิ่งนั้นต้องสำเร็จตามความตั้งใจจริง”

เมื่อมีเวลาว่างหลวงปู่จันทร์ศรีมักเดินทางไปเยี่ยมวัดวาอารามต่างๆ เพื่อให้กำลังใจพระเณรที่ปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ว่าวัดนั้นจะอยู่ลึกในหุบเขาทุรกันดารเพียงใดก็ตามท่านมักเมตตาสอนให้ศิษย์ปฏิบัติภาวนาอยู่เสมอ เช่นในเรื่องจิตที่ท่านแสดงธรรมเอาไว้ว่า

“จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่ใสสะอาดปราศจากสิ่งโสโครกทั้งหลาย ประดุจน้ำที่ใสสะอาด ถ้ามีสีลงไปปนเป็นสีเขียว สีแดง สีอะไรก็ตาม น้ำนั้นก็แปรปรวนไปตามสี ถ้ามีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้ามาฝั่งอยู่ในใจ ใจมันก็ยึด คือ ความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบประดุจน้ำมหาสมุทรทะเลกว้างใหญ่ไพศาลฝนตกลงมาในที่ดอนก็ไหลไปสู่มหาสมุทรทะเลฉันใด กิเลสอาสวะทั้งหลายก็ไหลเข้ามาสู่จิตใจของเราฉันนั้น”

“ดังนั้น การมาปฏิบัติธรรมกันนี้ก็เพื่อต้องการชำระสิ่งเหล่านี้ให้มันหมดไปจากจิตใจของเรา แม้ไม่หมดในวันนี้ก็ในวันต่อๆ ไป สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันก็หายไปวันละเล็ก วันละน้อย นานๆ เข้าก็รวมกันเป็นก้อนใหญ่ พอก้อนใหญ่ขึ้นมาจิตใจนั้นนิ่งไม่ได้ยึด ไม่ได้ถือในสิ่งทั้งปวง”

“สมมติว่าเรามีเงินทองข้าวของต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย เวลาตายไป สิ่งของเหล่านั้นก็เอาไปไม่ได้ ถ้าจิตเรานึกได้อย่างนี้ เป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีจิตสามารถที่จะชำระ ไม่ให้มันยึด ไม่ให้มันถือว่านั่นเป็นของของเรา สิ่งที่เราหามาได้จะต้องเป็นของของเรา”

“ถ้าเราพิจารณาให้ละเอียดลออลงไปแล้ว วัตถุเหล่านั้นเป็นแต่เพียงของภายนอกมาอาศัยชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ เกิดมามีอวัยวะร่างกายครบสมบูรณ์ นี่ก็เนื่องมาจากบุพเพกตปุญญตา คือบุญที่เราได้กระทำไว้ตั้งแต่ปางก่อน ได้การสนับสนุนส่งเสริมเพิ่มเติม ให้เรามีศรัทธาความเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติธรรมนี้ย่อมได้ผลจริงจังไม่มีอะไรที่จะเปรียบได้”

“ดังพุทธภาษิตที่ว่า สัทธา สาธุปติฏฐิตาศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้า ได้แก่ประโยชน์ปัจจุบันที่ปฏิบัติอยู่นี้”

 

ทรงพระเจริญในธรรม… ๗ ธ.ค./วันประสูติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/469672

ทรงพระเจริญในธรรม... ๗ ธ.ค./วันประสูติ!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระศาสนา วันพุธที่ ๗ ธ.ค. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา อาตมาได้ทำหน้าที่ พระวิปัสสนาจารย์ ถวายธรรมปฏิบัติแด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่เสด็จปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าอารยวังสาราม บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์

ธรรมะในวันดังกล่าว เป็นหลักธรรมปฏิบัติอย่างธรรมดา ที่ชี้แจงแสดงให้เห็นคุณค่าของการเจริญสติในพระพุทธศาสนา บนพื้นฐานของศรัทธาจิตที่มีคุณภาพ นั่นหมายถึง มีความรู้ในคุณค่าของพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ด้วยความไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

สติที่ประกอบด้วยปัญญาจะนำไปสู่การระลึกรู้ชอบและกระทำการใดๆ อย่างรู้ทั่วถึงอย่างบริบูรณ์ด้วยตนเอง หรือรู้ทั่วถึงด้วยตนเองอย่างบริบูรณ์โดยประการต่างๆ นั่นหมายถึง การปฏิบัติธรรมในพระศาสนานี้ที่ต้องรู้ เพื่อกระทำความชอบ หรือกระทำความควรอย่างรู้ทั่วถึง เพื่อประโยชน์โดยธรรม

การสำรวมกาย วาจา ใจ ด้วยอำนาจสติควบคุมจิต สัมปชัญญะควบคุมกาย จึงเป็นกิจเบื้องต้นที่นักปฏิบัติธรรมต้องยอมรับและกระทำอย่างตั้งใจ มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะกระทำด้วยการสร้างพลังสติสัมปชัญญะให้เข้มแข็งมั่นคง จนสามารถทำจิตนั้นให้ตั้งมั่น แน่วแน่แนบแน่นในอารมณ์กรรมฐาน อันเป็นกุศลธรรม จนจิตสงบเย็น มีการกำหนดรู้ต่อเนื่อง แน่วแน่ ไม่ขาดตอน จนเกิดปัญญารู้เท่าทัน รู้ตรงอาการหรือสภาวธรรมหรือธรรมารมณ์ที่ปรากฏในปัจจุบันขณะนั้นได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพที่จะใส่ใจพิจารณาใคร่ครวญจนเข้าถึงความจริงอย่างเป็นธรรมดาว่า สังขารทั้งหลาย สภาพธรรมทั้งปวง มันเป็นอย่างนั้นเอง คือ มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน สูญสลาย ยากที่จะทนทาน หากเข้าไปยึดถือจะให้ความบีบเค้นบีบคั้น … ยากที่จะให้เป็นไปตามความต้องการ ที่สุดต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรม…

การพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ จนมีการรู้เท่าทันเกิดขึ้น จึงเป็นงานหลักของการพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรม … ให้มีคุณภาพชีวิตที่สมฐานะสัตว์ประเสริฐ…

ความประเสริฐแห่งสัตว์ทั้งหลายก็อยู่ที่จิตใจที่มีการตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา จนสามารถกำหนดรู้อย่างจดจ่อ ต่อเนื่องในสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่ในเบื้องหน้านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีจริงๆ… จึงจักต้องมาสัจธรรมเป็นธงชัยของชีวิต ที่จะต้องไปให้ถึงในประโยชน์และความควรโดยธรรม ซึ่งต้องรู้จักการควบคุมตนเอง มีความอดทนอดกลั้นและมั่นคงอยู่ในความเพียรชอบ

ดังที่ ผู้นำ ผู้ปกครอง นักการเมืองหรือข้าราชการ จักต้องเคารพธรรม หนักแน่นในการทำความดี และปฏิบัติธรรมอย่างมั่นคง เพื่อไปให้ถึงธงธรรมที่เป็นธงชัยของชีวิต ที่จะต้องดำเนินไปด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม… ดังปรากฏในราชธรรม ๑๐ ที่จะต้องตั้งมั่นปฏิบัติจนชีวิตมีอำนาจธรรมคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ปริจาค อัชชาวะ มัททะวะ ตปะ อักโกธัง อวิหิงสา ขันติ และอวิโรธนะ

ราชธรรมทั้ง ๑๐ นั้น จะสำเร็จได้ก็ด้วยคุณภาพของจิตที่มีสติปัญญาสมบูรณ์พร้อม หรือกายจิตที่ต้องมีสติสัมปชัญญะคุ้มครองรักษาอย่างมั่นคง ดำรงอยู่ในเขตกุศลธรรม ที่ยกจิตสู่อารมณ์กรรมฐาน เพื่อเป็นบาทฐานแห่งการทำงานของจิต… จนมีสติเข้มแข็ง ชักนำปัญญาออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้ทันท่วงทีในทุกขณะจิตที่กระทบรู้ … ในผัสสะหรือสัมผัส จนสามารถรู้เท่าทัน ขจัดความรู้ผิด-เห็นผิด หรือความมึนงงลุ่มหลงออกไปจากจิตได้ทัน ไม่เป็นโมหะจิต ด้วยคุณภาพของจิตที่มีปัญญานำสติ จนเกิดอสัมโมหะสัมปชัญญะ… ฯลฯ.

การแสดงธรรมนำสู่การปฏิบัติ ลำดับจิตไปตามธรรม ด้วยการดำเนินไปตามสติปัฏฐานสี่ในบริบทของอานาปานสติ ๑๖ ฐาน จึงเป็นไปอย่างมีคุณค่ายิ่งต่อการเจริญภาวนา เพื่อพัฒนาชีวิต (จิตใจ) ให้มีคุณธรรมความดีที่ก่อเกิดขึ้นด้วยปัญญา เพื่อเป็นพระราชกุศลที่ทรงปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยพระสติปัญญาที่เข้มแข็งมั่นคง เพื่อเป็นมาลัยธรรมแห่งชีวิตสู่ความเป็นมงคลอันยิ่ง เนื่องในวันคล้ายวันประสูติที่ ๗ ธ.ค. ๒๕๕๙…  ขอพระองค์ทรงพระเจริญในธรรมเทอญ…  ถวายพระพร

 

แห่มุทิตาสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ล้นวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/469671

แห่มุทิตาสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ล้นวัด

โดย…สมาน สุดโต

พระสงฆ์นับร้อย พุทธศาสนิกชนนับพัน แสดงมุทิตา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานสถาปนาจากพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เนื่องในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2559 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

ประชาชนทยอยเข้ามาในวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่บ่าย ทั้งๆ ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จะเดินทางถึงวัดก็เกินเวลา 18.00 น.ไปแล้ว แต่ทุกคนมาด้วยศรัทธาเลื่อมใส แม้ว่าทางวัดจะจัดพิธีแสดงมุทิตาและต้อนรับที่เรียบง่ายก็ตาม

เมื่อใกล้เวลาที่สมเด็จรูปใหม่จะมาถึง วัดญาณเวศกวันที่รื่นรมณีย์ แต่สงบสงัด เพราะประชาชนหลายร้อยคนจะอยู่รอบๆ อุโบสถ อยู่ในอาการสำรวม คอยการปรากฏตัวสมเด็จรูปใหม่ ด้วยใจจดใจจ่อ เป็นปรากฏการณ์ที่หายาก แต่ก็เกิดขึ้นแล้วที่วัดญาณเวศกวัน เมื่อสมเด็จรูปใหม่เดินทางมาถึง จึงเห็นประชาชนที่สำรวมพนมอัญชลีและก้มกราบด้วยศรัทธายิ่ง

เมื่อพิธีในอุโบสถที่เรียบง่ายผ่านไปแล้ว สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เมตตากล่าวสัมโมทนียกถาประมาณ 20 นาที แม้ว่าจะมีอาการเจ็บแน่นที่หน้าอกและไอ ผู้อ่านคงเห็นบางส่วนของสัมโมทนียกถาผ่านไลน์และเฟซบุ๊กแล้ว แต่ฉบับเต็ม มีดังนี้

เบื้องต้นพระคุณท่าน กล่าวขอบพระคุณ พระเถรานุเถระ และอนุโมทนาญาติโยมที่มีน้ำใจ และเสียสละที่รอคอยเพื่อต้อนรับ พร้อมกับบอกว่าไม่สามารถทักทายได้ทั่วถึง เพราะมีปัญหาที่ตาไม่ดี และเสียงไม่มี จากนั้นพระคุณท่านกล่าวให้สติผู้มาประชุมว่า นี่การมุทิตา เป็นเรื่องรอง เพราะความสำคัญอยู่ที่ว่าวันนี้ (5 ธ.ค.) เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้แต่พิธีพระราชทานสมณศักดิ์ ก็สืบเนื่องจากวันสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในส่วนของการบำรุงพระพุทธศาสนาและทรงปฏิบัติอย่างจริงจังตลอดมา

พร้อมกันนั้น ท่านก็เล่าแบบเดาสืบเนื่องจากข้อเท็จจริงว่า

พระธรรมพุทธิมงคล (สอิ้ง) ถวายมุทิตา

 

ตัวท่านเองนั้นไม่ได้เข้าวัง ไม่ได้เข้าพิธีหลวง หรือพิธีทางราชการใดๆ มาประมาณ 25 ปี เว้นครั้งเดียวเมื่อรับสมณศักดิ์เป็นพระพรหมคุณาภรณ์ (12 ส.ค. 2547)

เมื่อจำพรรษาในปี 2538-2540 ก็ผ่าตัดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ออกมาหน้าวัด 10 ปี แต่อากาศที่วัดญาณเวศกวันก็ไม่เหมาะกับสุขภาพ จึงจรเรื่อยไปอีก 10 ปี พูดง่ายๆ ว่า 20 ปี แทบไม่ได้ออกมาเกี่ยวข้อง ญาติโยมจะเห็นว่ามาวัดมักไม่ค่อยได้เจอ แต่ก่อนยังออกพิธีในช่วงวันวิสาขบูชา ตอนหลังก็ไม่ได้มาเลย

ท่านนั้นมีบทบาทในวัดญาณเวศกวันน้อย และได้กล่าวถึงคุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ประธานสร้างวัด ว่า บัดนี้อายุ 102 ปี มาไม่ไหว แต่คิดถึงวัดก็อุตส่าห์ฝากพวงมาลัยมา อาตมาเคยพูดว่าอาตมาไม่เคยสร้างอะไรที่วัดนี้ โยมช่วยสร้างทั้งนั้น เป็นออย่างนี้ จึงไม่ได้ไปในพระราชพิธีใดๆ อยู่ตามป่า ตามดงมากกว่า

มีอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ทิ้ง คือ งานหนังสือธรรมะ แค่หนังสือตามพระใหม่ไปเรียนธรรมะนั้น ไม่แน่ใจว่าทั้งชีวิตอาจไม่สำเร็จ ขณะนี้เสร็จไป 21 ตอน เหลืออีก 39 ตอน ยังมีหนังสืออื่นอีกเยอะแยะ ที่พูดให้ฟังเพื่อจะบอกว่าไม่ได้ไปในพิธีหลวงใดๆ เลย จึงทำให้เดาว่า (อาตมา) ไม่เคยรอดสายพระเนตร

อาตมาทำหนังสือ ทำงานสร้างเสริมเผยแพร่ความเข้าใจ ธรรมวินัย หาทางให้ประชาชนได้ประพฤติปฏิบัติกัน ก็ทำงานแค่นี้ เรื่องเป็นมาอย่างนี้ ก็ขอบอกให้ญาติโยมรู้ ดังนั้นขอให้ญาติโยมตั้งใจรำลึกพระคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเอาใจใส่ในพระพุทธศาสนา

สมเด็จรูปใหม่ พูดในแง่ของการตั้งพระว่า จะตั้งให้เป็นอะไร เป็นสมณศักดิ์อะไร ก็เป็นพระรูปหนึ่งเท่านั้น จะตั้งเป็นชั้นไหน ก็เป็นพระรูปหนึ่ง เคยเรียกหลวงอา หลวงตา หลวงพ่อ หลวงปู่ก็เรียกตามนั้น ถ้าเขาจะเรียกเจ้าประคุณอะไร ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ให้เป็นเรื่องของทางการ เราก็อยู่แบบสบาย

เรื่อง เป็น กับ ทำ

ทีนี้เรื่องที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจกัน นั่นคือเรื่อง “เป็น” กับเรื่อง “ทำ” เป็นนั่นเป็นนี่ ทางธรรมะท่านไม่นิยมถามว่า จะเป็นอะไร ท่านนิยมถามว่า จะทำอะไร อันนี้ล่ะสำคัญ การจะทำให้ได้ผลดี มันเหมือนจะต้องเป็นนั้นเพื่อจะได้ทำอันนี้ได้ เขาก็เลยให้เป็น เพื่อจะได้ทำอะไรบางอย่างได้จริงจังเข้มแข็ง อันนี้ก็จึงเป็นคติที่เราจะต้องรู้ว่าทางพระพุทธศาสนาท่านไม่นิยมถามว่าจะเป็นอะไร แต่ถามว่าจะทำอะไร

ทีนี้เรื่องจะเป็น กับเรื่องจะทำ มันขัดกัน ตอนนี้ต้องเปิดใจ ต้องพูดกันตรงๆ ว่า นี่พูดถึงตัวอาตมาเองนะ ขออภัยที่พูดถึงเป็นส่วนตัว งานที่จะทำเรื่องที่จะทำหนังสือธรรมะอะไรต่างๆ เคยบอกพระไปแล้วว่า หมดชีวิตนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีทางจบ ก็ต้องทำกันต่อไป ทีนี้ไอ้การเป็นมันขัดกับการทำ ก็ต้องมาตกลงกัน เรื่องที่เกี่ยวกับการเป็น แล้วไอ้เรื่องที่เราจะทำนี่ มันทำไม่ได้เพราะมันขัดกัน ก็ต้องมาตกลงกันว่าเราจะทำยังไง เราจะทำเรื่องที่เราต้องการจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องหาทางให้เรื่องเป็น มันเปิดทางให้เรื่องทำให้ได้ เพราะทำสำคัญกว่า ต้องทำจนตายนั่นแหละ ชีวิตนี้ไม่พอ เพราะหนังสือธรรมะนั้นมากมาย

ท่านบอกว่า ตอนแรกพูดไม่ออกจริง แต่ก็สู้ พร้อมชี้ไปที่ปอดว่า ช้ำไปหมด ซึ่งเมื่อพูดไปแล้วก็ได้รับเสียงอนุโมทนากึกก้อง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ที่มรณภาพไปแล้ว ว่าท่านต้องไปกราบครูอาจารย์ในวัดต่างๆ อีกหลายวัด เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจม บพิตร ที่เป็นสมเด็จพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา พระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน) วัดทองนพคุณ พระเทพคุณาธาร (ผล ชินปุตฺโต) และพระครูปลัดสมัย กิตฺติทตฺโต วัดพระพิเรนทร์ รวมทั้งหลวงพ่อวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ มีวัตรปฏิบัติและปฏิปทามั่นคง (โปรดอ่านทัศนะของคุณผาสุก ในล้อมกรอบ) และโดดเด่นทางวิชาการ จึงมีหลายท่านยกท่านเป็นแบบอย่าง เช่น สุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ที่เคยเป็นศิษย์วัดพระพิเรนทร์ และเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับราชการที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อมีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงขึ้น จะต้องไปกราบ และกล่าวคำปฏิญาณ ต่อหน้าอาจารย์ว่าจะปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โดยยึดเอาตัวท่านเป็นแบบอย่าง และกระทำเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเติบใหญ่ในหน้าที่ราชการ จนกระทั่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้วัดหลวงตาบัวทำความจริงให้ประจักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/469669

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้วัดหลวงตาบัวทำความจริงให้ประจักษ์

โดย…สมาน สุดโต

เอกสารที่ผู้เขียนได้รับ จั่วหัวว่า กรณีพระคึกฤทธิ์มาต่อติดลูกศิษย์หลวงตามหาบัว โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และข้อความถัดมาว่า ร่วมมือกันทำความจริงให้ประจักษ์และให้เป็นหลักฐานยืนยันในระยะยาว

สิ้นปี 2559

พระพรหมคุณาภรณ์ ปัจจุบันคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เล่าเรื่อง ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คือ พ.ศ. 2552 ได้มีกรณีพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เขียนเรื่อง อัตตา อนัตตา นิพพาน ลงนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ คอลัมน์ชื่อ ธรรมวิจัย เรื่องความเห็นต่างกัน 3 อย่าง โดยนำเอาพระพรหมคุณาภรณ์เข้าไปรวมในเรื่องนั้นด้วย ต่อจากนั้นพระพรหมคุณาภรณ์จึงเขียนอธิบายให้จบเรื่อง ออกมาเป็นหนังสือชื่อ พระไทย ใช่เขา ใช่เรา? นิพพาน-อนัตตา : ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท

คราวนั้นมีเรื่องพ่วง เป็นความเข้าใจผิด หรือความเท็จ ซึ่งชี้แจงในคราวเดียวกัน คือที่ศิษย์หลวงตามหาบัวพูดแทรกเข้าไปในบันทึกคำ เทศน์อบรมฆราวาส ที่วัดป่าบ้านตาด ในเดือน ม.ค. 2549 บอกความทำนองว่า พระพรหมคุณาภรณ์ได้ไปหาที่วัดหลวงตา และไปยอมรับคำเทศน์ของหลวงตาที่ว่านิพพานไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา

ข้อความนั้นเป็นเรื่องราวที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง มีคำชี้แจงข่าวในข่าวสารญาณเวศก์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 (ม.ค. 2549) ซึ่งเผยแพร่ในวงแคบและได้มาพิมพ์ในล้อมกรอบในครั้งนี้ด้วย

แม้ว่าผ่านไป 7 ปี แต่ข้อความที่ไม่ตรงความเป็นจริงยังเผยแพร่อยู่ ท่านเจ้าคุณว่าไม่อยากให้เกิดขุ่นมัว แต่ไม่ต้องการให้การกล่าวตู่ พระธรรมวินัย ยังคงอยู่ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อสัจจะความจริงและต่อพระพุทธศาสนา ดังนั้นท่านเจ้าคุณจึงมีจดหมายถึงเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2559 และเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดก็ตอบจดหมายว่าได้ทำอะไปแล้ว ดังนี้

ลิขิตลงวันที่ 16 ต.ค. 2559 เรียน พระอธิการสุดใจ ทนฺตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เรื่องขอความร่วมมือทำความจริงให้ประจักษ์และให้เป็นหลักฐานยืนยันในระยะยาว

พร้อมกับเล่าความเป็นมา ที่ต้องมีลิขิตมาถึงเจ้าอาวาส ทั้งๆ ที่เรื่องเกิดมานานตั้งแต่เดือน ม.ค. 2549 แต่ข้อความนั้นยังคงอยู่ พร้อมทั้งอ้างบันทึก “เทศน์อบรมฆราวาสที่วัดป่าบ้านตาด” ในวันที่ 10 ม.ค. 2549 มีคำพูดจากบอกเล่าของหลวงตา พร้อมทั้งคำแทรกเสริมของลูกศิษย์หรือผู้ใกล้ชิดในตอนนี้ว่า

“อัตตา อนัตตามันก็เป็นอื่นใช่ไหมล่ะ ถอดออกจากนี้ซิ (เสียงแทรกเข้ามาว่า ธรรมกายเขาบอกว่าเป็นอัตตา ทั่นเจ้าคุณประยุทธ์ บอกเป็นอนัตตา) เอ๊ ใคร 9 ประโยคก็ไปหาเรา (เสียงตอบแทรกว่า “เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต นี่ละครับ”)

ในบันทึกเทศน์นั้นบอกต่อไปว่า พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์) ได้ไปหาที่วัดหลวงตามหาบัว และไปยอมรับคำเทศน์ของหลวงตาที่ว่านิพพานไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา

เนื่องจากข้อความในบันทึกเทศน์นั้น บอกเรื่องราวที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ว่า “เจ้าคุณประยุทธ์” ไปหาหลวงตามหาบัวในปี 2549 ก็ไม่เป็นความจริง และที่ว่า “เจ้าคุณประยุทธ์” ยอมรับตามที่หลวงตามหาบัวกล่าว ก็ไม่เป็นความจริง

ความผิดพลาดนี้คงเกิดจากลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว โดยลูกศิษย์หรือผู้ใกล้ชิดพูดบอกให้เข้าใจผิด ดังที่ยกมาดูข้างบน ผมจึงให้ทำ “คำชี้แจงข่าว” พิมพ์ใน “ข่าวสารญาณเวศก์” ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 (ม.ค. 2549)

บัดนี้เวลาผ่านไป 10 ปีเศษแล้ว เมื่อ 2-3 วันมานี้ ก็ยังมีพระมาบอกเล่าให้ทราบว่าคำเทศน์อบรมฆราวาสข้างต้นนั้น วัด หรือองค์กรที่สนองงานของหลวงตามหาบัวยังเผยแพร่อยู่

เจ้าคุณขอความร่วมมือดังนี้

1.ถ้าไม่เป็นการลำบากใจ ท่านที่พูดแทรกบอกหลวงตามหาบัวว่า ธรรมกายเขาบอกเป็นอัตตา ทั่นเจ้าคุณประยุทธ์บอกเป็นอนัตตา และตอบแทรกบอกแก่หลวงตาว่า เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต นี่ละครับ ขอท่านที่เป็นศิษย์หรือเป็นบุคคลใกล้ชิดผู้นี้ โปรดบอกนามเพื่อยืนยันตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ท่านผู้นี้จะขอสงวนนาม ขอไม่เปิดเผยชื่อก็ไม่เป็นไร แต่โปรดบอกในข้อต่อไปว่า

2.ที่ท่านว่าเจ้าคุณประยุทธ์มาที่วัดหลวงตาบัว หรือมาหาหลวงตามหาบัว ใน พ.ศ. 2549 นั้น คือมาเมื่อใด ในวันที่เดือนใด ในปี 2549 นั้น หรือเมื่อใดก็ตามใน 5 ปี หรือใน 10 ปีใกล้ๆ นั้น ทั้งนี้ เจ้าคุณประยุทธ์ หรือพระพรหมคุณาภรณ์ จะได้บอกเล่าแจกแจงให้ทราบอย่างชัดแจ้งว่าในวันนั้นๆ พระพรหมคุณาภรณ์ทำอะไร อยู่ในที่ไหนๆ อันจะแสดงชัดว่าเจ้าคุณประยุทธ์ไม่มีโอกาส และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมาวัดหลวงตามหาบัว หรือจะไปหาไปพบหลวงตามหาบัวในที่ใดๆ

ขอย้ำได้โปรดสบายใจว่าที่เขียนมานี้ ไม่ต้องการให้กระทบกระเทือน หรือแม้แต่ไม่สบายใจแก่ท่านผู้ใดผู้หนึ่ง แต่จำเป็นต้องปฏิบัติ เพื่อรักษาความจริง ความถูกต้องตามธรรม เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหลักธรรมข้อใหญ่ดังเช่นความเป็นอนัตตา (อนัตตา) ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา หากจะทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ท่านผู้ใดโดยมิได้ตั้งใจก็ขออภัยด้วย

จดหมายตอบ

เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดตอบจดหมาย ลงวันที่ 28 ต.ค. 2559 ว่า

ตามจดหมายนั้นลงนามโดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ได้กราบเรียนพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ว่า ตามที่ท่านเจ้าคุณได้มีหนังสือมาถึงกระผมเพื่อให้แก้ไขพระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาที่ได้กล่าวถึงท่านเจ้าคุณในการแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2549 ซึ่งเป็นการกล่าวถึงเรื่องอัตตา-อนัตตา-นิพพาน นั้น

ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์เสียงธรรมเพื่อประชาชน ซึ่งอยู่ในความดูแลของวัดป่าบ้านตาดได้ตัดเนื้อหาในกัณฑ์เทศน์ดังกล่าวออกแล้ว และจะนำกัณฑ์เทศน์ที่แก้ไขในการเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม การนำเสนอข้อมูลทางเว็บไซต์หลวงตาดอทคอม และอื่นๆ ของทางวัดป่าบ้านตาดต่อไป

เมื่อพระพรหมคุณาภรณ์เห็นจดหมายตอบจากวัดป่าบ้านตาด ก็บอกว่ามิได้ขอให้แก้ไขคำเทศน์หลวงตา แต่ขอหลักฐานของเหตุการณ์ เพื่อจะได้แจกแจงข้อเท็จจริง ร่วมมือกันทำความจริงให้ประจักษ์ และให้เป็นหลักฐานยืนยันในระยะยาว ส่วนจะทำอย่างไรกับคำเทศน์หลวงตาเป็นเรื่องของวัดป่าบ้านตาดจะพิจารณาเอง

พร้อมกันนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ย้ำว่า ที่เขียนมาเนื่องด้วยเป็นเรื่องของความจริงความถูกต้อง เฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่องหลักธรรมวินัย โดยตรงและเป็นหลักใหญ่ด้วย พร้อมกันนั้นก็จะไม่กล่าวซ้ำเรื่องนิพพานเป็นอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา (พูดตามบาลีว่าอนัตตา) เพราะอธิบายไว้แล้วในหนังสือที่ชื่อว่าพระไทย ใช่เขา ใช่เรา? นิพพาน-อนัตตา : ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท

 

ของดีคู่กาย ’พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก’ ศรัทธาความดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/469668

ของดีคู่กาย ’พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก’ ศรัทธาความดี

โดย…เอกชัย จั่นทอง

คนเรานั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างสมภาคภูมิล้วนต้องมีหลายสิ่งเกื้อหนุน เฉกเช่น พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจจราจร เจ้าของนามขาน “จ 1” อีกนายตำรวจใฝ่รู้ มาดสุขุม นุ่มลึก มีรอยยิ้มและสมองเป็นอาวุธ ครั้งนี้เขาสวมบทคุมงานจราจรต่อสู้ฝุ่นควันบนถนน หวังสร้างรอยยิ้มให้คนเมืองหลวงได้รู้สึกผ่อนคลายความเครียดหลังพวงมาลัยในมหานครกรุงเทพฯ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองรถติดอันดับหนึ่งของโลก

พล.ต.ต.จิรสันต์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 40 มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดัง เช่น พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ รักษาการแทนผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ฯลฯ เคยเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ถัดมาเป็นรองผู้กำกับการจราจร สน.สามเสน กองบัญชาการตำรวจนครบาล บวกกับสไตล์การทำงานคลุกคลีตีฝุ่นเป็นกันเองกับผู้ใต้บังคับบัญชา ยามว่างลงพื้นที่เสริมสร้างสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชน

ด้วยผลงานโดดเด่นครบเครื่อง ช่วงปี 2548 ได้นั่งเก้าอี้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอลำดวน จ.สุรินทร์ ก่อนขออาสาตาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. ลงไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ถึง 2 ปี ล่าสุดเขาเพิ่งได้รับประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจที่มีผลงานในด้านการปราบปรามยาเสพติดดีเด่นประจำปี 2559 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั่นคือส่วนหนึ่งของผลงานคอยการันตีนายตำรวจคนนี้

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 

ในห้องทำงานอันกว้างขวาง มองเห็นภาพการจราจรบนถนนรัชวิภา รถยนต์แล่นสวนไปมา พล.ต.ต.จิรสันต์ เอ่ยย้อนเล่าเรื่องวันวานสมัยลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ช่วงปี 2548-2550 สมัยติดยศ “พ.ต.อ.” เป็นผู้กำกับการ สภ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ได้สมัครใจติดตาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นับว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย และมักจะนึกถึงพุทธคุณอัญเชิญมาคุ้มครองให้ปลอดภัย

“ตลอดระยะเวลา 2 ปี เราปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย อย่างในพื้นที่เกิดมีระเบิด และเราต้องเดินทางไป แต่มีสิ่งดลจิตดลใจให้เราเลื่อนเดินทางออกไป ต่อมาพื้นที่ตรงนั้นเกิดเหตุระเบิดขึ้น หรืออีกเหตุการณ์ต้องไปตรวจจุดความเรียบร้อย แต่ก็ยกเลิกออกไป สุดท้ายพื้นที่ตรงนั้นเกิดระเบิด แต่เราไม่ได้ไป เราอาจจะไม่รู้ว่ามาจากอะไร การทำงานทุกครั้งจะขออำนาจคุณบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  และบุญกุศลที่สะสมไว้ ให้คุ้มครองรอดปลอดภัย แต่เราไม่สามารถมองเห็นได้”

แน่นอนว่าตำรวจร้อยละ 99 ในพื้นที่ภาคใต้มีพระเครื่องหรือของขลังติดตัว เลยถาม พล.ต.ต.จิรสันต์ แขวนพระรุ่นไหน วัดใด?? เขาฉีกยิ้มก่อนปลดกระดุมเสื้อตำรวจชุดเต็มยศ พร้อมเอ่ยว่า “นี่ พี่แขวนพระสององค์นี้ตลอด เพราะเป็นพระที่ภรรยาสุดที่รักจัดหาให้พกติดตัวเสมอ ตั้งแต่ลงไปทำงานที่ภาคใต้ พี่ไม่ค่อยสะสมพระ และไม่แสวงหา แต่จะคิดดีทำดีเป็นที่ตั้ง กลับกันภรรยาพี่นอกจากเชื่อเรื่องความดีแล้วยังเชื่อในพุทธคุณของพระ เลยหาให้พี่พกติดตัวมานานนับสิบปีแล้ว”

พระเครื่ององค์แรก คือ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม ถัดมาเป็นพระเหรียญ หลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ผู้เขียนหยิบจับส่องดูพอเหมาะควรก่อนส่งคืน พล.ต.ต.จิรสันต์ สู่อ้อมมือ ก่อนจะยกสิบนิ้วพนมจรดหัวตามแรงศรัทธาของนายพลท่านนี้

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 

นายพลคนเดิม บอกว่า เราเชื่อมั่นในคุณงามความดี ส่วนพระก็เหมือนกับตัวแทนพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเรา 2 สิ่งที่สัมผัสได้ คือ 1.เราจะไม่ประมาท และ 2.กำลังใจ เวลามีอุปสรรค เสี่ยงอันตราย เมื่อมีกำลังใจจิตใจเราจะไม่ห่อเหี่ยว และจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานและลูกน้องแคล้วคลาดปลอดภัย

“เราไม่รู้อำนาจพุทธคุณต่างๆ ของพระหรอก เรามองไม่เห็น เราพิสูจน์ไม่ได้ แต่จากที่เรามีกำลังใจ มีพลัง แม้จะอยู่ในที่เสี่ยงใดก็ตามก็สามารถทำงานลุล่วงได้ แต่ถ้าใจเราวิตกกังวลก็อาจทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เราไม่รู้ว่านั่นเกิดจากอำนาจของพุทธคุณหรือไม่”

คนเราความคิดแตกต่างกันออกไป เรายังเชื่อมั่นในอำนาจของคุณงามความดี เพราะฉะนั้น การทำความดีมันน่าจะย่อมได้รับความดีต่อเรา เราอยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนา เชื่อมั่นในบุญและกรรม คิดคาดหวังว่าทำดีย่อมได้ผลดีตอบแทน แต่ถ้าทำดีแล้วยังไม่ดีเหมือนที่เราคาดหวังต้องไม่ท้อแท้ท้อถอย ให้คิดในทางบวก ต้องทำความดีเพิ่มมากขึ้น จงเชื่อมั่นในคุณงามความดีและหมั่นสะสมทำความดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ดียิ่งขึ้น และพิสูจน์ให้เห็นว่าเรายังยึดมั่นในความดี ไม่ได้คิดเพียงว่าจะท้อแท้ นั่นคือหลักคิดวิธีปฏิบัติของ พล.ต.ต.จิรสันต์ ยังคงเชื่อมั่นว่าความดีจะตอบแทนกลับคืนมา

พล.ต.ต.จิรสันต์ เล่าตัวอย่างทำดีแล้วได้ดีว่า เคยพิสูจน์มาแล้ว ตอนเป็น สวป.ไปตรวจโรงงานกระจกทำคดีปกติ พอทำเสร็จเจ้าของโรงกระจกยื่นซองให้ เลยตอบไปว่า “ผมรับจากพี่ทุกเดือนอยู่แล้ว เจ้าของโรงกระจกเลยสงสัยว่าอะไร ผมก็รับภาษีจากพี่ทุกเดือนเป็นเงินเดือนผมอยู่แล้ว อันนี้เป็นหน้าที่” หลังจากนั้นเจ้าของโรงกระจกมาปรับปรุงพัฒนาโรงพักให้แทน นี่คือสิ่งที่ประชาชนเห็น

กว่าจะมีวันนี้เขาต้องอาศัยความมุ่งมั่นและตั้งใจใฝ่รู้จนก้าวขึ้นชั้นทำเนียบนายพลคนหนึ่งในสายงาน “ตำรวจ” ของเมืองไทย เรียกว่าเป็นตำรวจน้ำดีอีกคนหนึ่ง เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน