ราชาผู้ทรงธรรม… มงคลแห่งแผ่นดินไทย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468563

ราชาผู้ทรงธรรม... มงคลแห่งแผ่นดินไทย!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระศาสนา… ในท่ามกลางความอาลัยก็เริ่มมีความแจ่มใสปรากฏ เมื่อมีพระราชพิธีสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาททรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี ดังที่ได้มีการถ่ายทอดเผยแพร่ภาพไปทั่วประเทศ ท่ามกลางความปีติยินดีทั่วหน้าในประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

แน่นอน ในความอาลัยที่เกิดขึ้นจากการเสด็จสวรรคตสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นที่รักของปวงชน เทพยดา… ดังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น พ่อแห่งแผ่นดินโดยธรรมนั้น…คงยากที่จะทำให้สิ้นไปจากจิตใจของทุกคนได้ ด้วย ๗๐ พรรษาแห่งการครองแผ่นดินในฐานะพระมหากษัตริย์ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม…ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน เป็นคำตอบ…

วันนี้ ประชาชนจึงเฝ้ารอคอยการครองราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ของพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี…อย่างใจจดใจจ่อด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์

บ้านเมืองของเรา นับตั้งแต่ก่อตั้งราชอาณาจักรไทยสมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา…มีความสมบูรณ์พร้อมในความเป็นมงคลแห่งแผ่นดิน ด้วยครบสมบูรณ์ในความเป็นชาติที่มีอารยธรรม มีสถาบันกษัตริย์ปกครองด้วยอำนาจแห่งธรรม แบบพ่อปกครองลูก และมีพระพุทธศาสนาประจำจิตใจของประชาชนชาวไทยสืบเนื่องมาโดยตลอด ชาติ… ศาสน์…กษัตริย์ จึงเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินไทย เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวไทยมายาวนาน…

โดยมีพระพุทธศาสนาที่ทำหน้าที่พัฒนาจิตใจมหาชนให้มีคุณธรรมความดี ให้ถึงพร้อมด้วยสติปัญญาและอารยธรรมอันประเสริฐ…แผ่นดินไทยจึงอุดมไปด้วยบุคคลที่มีอารยธรรม มีจิตใจที่ประเสริฐ รู้รักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…รู้จักการให้การแบ่งปัน รู้จักการเสียสละ-การเกื้อกูล ด้วยจิตใจที่เกรงกลัวต่อบาป สะดุ้งต่อบาปกรรม จึงนำไปสู่ความรักสงบ…และสำคัญยิ่งคือ กษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน ดำรงอยู่ในความเป็นธรรมราชา เป็นแบบอย่างของมหาชนที่แท้จริง ดุจดังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี

การทำหน้าที่ของพระราชาผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นไปตามแบบฉบับของพระเจ้าจักรพรรดิที่ทรงตั้งมั่นอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ได้แก่

๑.จักรแก้ว สำเร็จด้วย ทรงรักษาอุโบสถศีล ชำระจิตให้สะอาดและเจริญสมาธิ

๒.ช้างแก้ว เป็นพญาช้าง มีชื่อว่า อุโบสถ…อันเกิดจากพระบารมีที่บำเพ็ญเพียรรักษาอุโบสถและเจริญสมาธิ

๓.ม้าแก้ว เป็นพญาม้า มีชื่อว่า วลาหกะ มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้

ทั้งช้างแก้ว…ม้าแก้ว เป็นยานที่วิเศษ สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป…เปรียบดุจมียานทางอากาศที่บินไปรอบโลก

๔.มณีแก้ว เปล่งแสงสว่างไสวไปทั่วโดยรอบถึง ๑ โยชน์ คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้น ดึงดูดสมบัติทั้งหลายมา สามารถเลี้ยงหมู่ชนได้ทั่วทั้งแผ่นดิน

๕.นางแก้ว เป็นหญิงที่มีบุญญาธิการ สวยงามกว่ามนุษย์ทั่วไป มั่นคงในศีล ไม่พูดโกหก…ประพฤติชอบต่อพระเจ้าจักรพรรดิเสมอ

๖.ขุนคลังแก้ว หรือคฤหบดีแก้ว เป็นผู้มีความสามารถในการนำเอาทรัพย์สินมาให้ได้…รู้หมดไม่ว่าขุมทรัพย์อยู่ที่ไหน…สามารถเอามาได้หมด

และ ๗.ขุนพลแก้ว หรือปริณายกแก้ว ขุนศึกคู่ใจ เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ เฉลียวฉลาด รู้สิ่งใดควร ไม่ควร คอยถวายคำแนะนำที่มีประโยชน์ เป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความสุขของอาณาประชาราษฎร์และแผ่นดิน

ด้วยอำนาจแห่งธรรม…ของผู้ปกครองแผ่นดิน ที่มั่นคงอยู่ในพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา จึงทำให้แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง ตราบถึงวันนี้

เจริญพร

 

สามพระเถระ ปี 2515 เป็นสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468561

สามพระเถระ ปี 2515 เป็นสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปปีนี้

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน สามพราน นครปฐม จะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วันที่ 5 ธ.ค. 2559 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางเสียงอนุโมทนาสาธุการของชาวพุทธ และนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างอึงคะนึง ตั้งแต่มีข่าวอย่างไม่เป็นทางการ นับแต่วันที่ 15 พ.ย. 2559 เป็นต้นมา

พระพรหมคุณาภรณ์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา ปยุตฺโต เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาขณะมีอายุ 13 ปี เมื่อปี 2494 มาจำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร นับเป็นรูปที่ 2 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้รับการอุปสมบทโดยเป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ปัจจุบันจำพรรษาวัดญาณเวศกวัน

มีผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาที่เป็นที่รู้จัก เช่น พุทธธรรม เป็นต้น และได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)

สถานที่พักในต่างจังหวัด

 

ทำงานอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา และเป็นเสาหลักของสังฆมณฑล เคยได้รับนิมนต์ไปบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา 3 ครั้ง คือปี 2515, 2519 และ 2524

เมื่อเดินทางไปในปี 2515 นั้น มีพระเถระร่วมคณะอีก 2 รูป คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ปี 2547-2557) ขณะนั้นเป็น พระธรรมคุณาภรณ์ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ปี 2557-ปัจจุบัน) ขณะนั้นเป็น พระเทพวรเวที ส่วน พระพรหมคุณาภรณ์ มีสมณศักดิ์ที่ พระศรีวิสุทธิโมลี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) กล่าวถึงพระพรหมคุณาภรณ์ ในการกล่าวสัมโมทนียกถาในการมอบวุฒิบัตรพระธรรมทูต รุ่นที่ 11 ว่า ท่านไปสหรัฐอเมริกากัน 3 รูปที่กล่าวแล้ว ประสบความลำบาก แม้กระทั่งที่นอนที่จำวัด โดยท่านบอกว่าผมเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาครั้งแรกเมื่อปี 2515 หลังจากเริ่มมีการประกาศพระศาสนาแบบพระธรรมทูต เมื่อปี 2514 รุ่งขึ้นปี 2515 ไปกัน 3 รูป คือ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

ไปในคราวนั้น จะว่าลำบากก็ลำบาก ก็จะว่าเป็นการผจญต่อสิ่งต่างๆ ก็กล่าวได้ว่าผจญ

พระราชปริยัติมุนี พระศรีธวัชเมธี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ภาพถ่ายเมื่อ 17 พ.ย. 2559 ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์

 

แต่ที่พอใจที่สุดนั้น ก็คือ การที่ตั้งใจไว้นั้นสมความปรารถนา คือ ต้องการจะไปดูเองว่า ที่สหรัฐอเมริกานั้นพระไทยจะไปอยู่ได้ไหม การที่ไปตามรัฐต่างๆ ก็เพื่อต้องการรู้เรื่องนี้เป็นหลัก แต่ไม่พูดกับใคร ต้องการที่จะให้เห็นค่อนข้างชัดเจน ว่าพระจะไปอยู่ได้หรือไม่ได้ เพราะการที่ไปเริ่มต้นไว้ที่ลอสแองเจลิส นั้น ก็ล่มสลายเสียแล้ว

ไปบางแห่งที่ว่าลำบาก คือ ที่พักรวมอยู่ด้วยกันตั้งเกือบเดือน มีเตียงนอนอยู่เตียงเดียว ผมนอนอยู่บนเตียง ท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ นอนอยู่ปลายเท้า ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ นอนอยู่หน้าเตียง ถ้าผมรีบเดินลงมาก็เหยียบ ถ้าลงปลายเท้า ก็เหยียบเจ้าคุณสมเด็จฯ ถ้าลงข้างๆ ก็เหยียบท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ห้องน้ำก็มีห้องเดียว อยู่ด้วยกันอย่างนั้น นอนอย่างนั้น ฉันอย่างนั้น ประมาณเกือบเดือน แล้ววันหนึ่งเกิดร้อนจัดขึ้นมา ร้อนจนกระทั่งอยู่กันไม่ได้เหมือนในขณะนี้ ต้องเปิดประตูหน้าต่างหมด

ในขณะที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เล่าไว้ในบันทึกปี 2515 โดยพูดถึงพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เมื่อดำรงตำแหน่ง พระศรีวิสุทธิโมลี ซึ่งได้รับนิมนต์จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ไปบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทย ที่ University Museum แห่ง Unversity of Pennsylvania และเยี่ยมมหาวิทยาลัยที่สอนพระพุทธศาสนา หรือสอนอาเซียนอาคเนย์ศึกษา โดยพูดถึงพระศรีวิสุทธิโมลี ระหว่างเดินทางว่า เมื่อเครื่องจากไทยไปโอซากา (รับผู้โดยสารที่ไทเป) คนญี่ปุ่นขึ้นมาเยอะ เจ้าคุณพระศรีวิสุทธิโมลี ซึ่งอยู่เก้าอี้หลังรูปเดียว ต้องมานั่งหน้ารวมกับพวกเรา แต่ท่านเจ้าคุณศรีฯ รู้สึกจะเหนื่อยอ่อนอยู่บ้าง ด้วยต้องตรากตรำกับงานมาทุกวันทุกคืนไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน และตอนนี้ยังต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือเราทั้งสองอีกทุกประการ จึงเหนื่อยมาก

 

เมื่อถึงลอสแองเจลิส พระธรรมคุณาภรณ์ ฉลองศรัทธาญาติโยม โดยทำพิธีเจิมให้ผู้ศรัทธา ซึ่งท่านเจิมตลอด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนพระศรีวิสุทธิโมลี ก็ต้องทำงานหนักทั้งเป็นล่ามให้เรา ทั้งสนทนาปราศรัย ทั้งแก้ปัญหาธรรมะ (ให้ญาติโยม) ท่านทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ทั้งอัธยาศัยก็น่ารัก เรียบร้อย ก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อผู้ได้พบเห็น สมเด็จพระมหารัชฯ ว่า ทั้งสองรูปนี้ มีความสำคัญมากสำหรับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

31 มี.ค. 2515 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. คุณสมจิตร สิทธิชัย โฆษกวิทยุมาสัมภาษณ์เพื่อนำไปออกรายการวิทยุ (ภาคภาษาไทย) โดยสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาพระพุทธศาสนา พระธรรมคุณาภรณ์ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ และพระศรีวิสุทธิโมลี เป็นผู้บันทึก ซึ่งบทสัมภาษณ์นำมาพิมพ์ในหนังสือ สามชีวิตในอเมริกาด้วย

5 เม.ย. 2515 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย สมเด็จพระมหารัชฯ บันทึกว่า วันนี้ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิโมลี เริ่มบรรยายเป็นวันแรก นับว่าได้ผลดี เป็นที่สนใจของท่านผู้ฟังทั่วไป ท่านบรรยายรวมกับคุณสถาพร ซึ่งไปจากกรมศิลปากร คนละ 1 ชั่งโมง ตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น. และจะบรรยายเวลานี้ตลอดจนกว่าจะหมดอาทิตย์ที่กำหนดไว้

12 เม.ย. 2515 โยมคนหนึ่งนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้าน แต่เจ้าคุณศรีฯ ไม่ได้ไปด้วย และต้องบรรยายที่มหาวิทยาลัยในเวลา 13.30 น. และเจ้าหน้าที่ทีวีจะมาถ่ายภาพยนตร์ตอนบรรยายเพื่อนำไปออกข่าวด้วย เกรงจะกลับไปไม่ทัน จึงพักอยู่ที่เดิม

26 เม.ย. 2515 สมเด็จพระมหารัชฯ บันทึกว่า วันนี้เป็นวันโกนขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ก็ผลัดกันโกนศีรษะระหว่างพระธรรมคุณาภรณ์ กับตัวท่านเจ้าคุณเองโดยใช้มีดโกนหนวดโกน เพราะประมาท ไม่ได้เอามีดโกนติดมาจากไทยด้วย

สมเด็จพระมหารัชฯ เล่าว่า เจ้าคุณศรีฯ กลับจากมหาวิทยาลัยในตอนเย็น เรากระวีกระวาดจัดการโกนผมให้ท่านจะทำความดีความชอบสักหน่อย ด้วยบำเพ็ญศาสนประโยชน์ต้องลำบากตรากตรำ เหน็ดเหนื่อยทั้งวันและทุกวัน แต่กลับเป็นโทษ คือ จะโกนให้ท่านอย่างดี ให้หมดจดและรวดเร็ว เลยเล่นเอาเสียหลายแผล (มีดโกนบาดศีรษะพระศรีวิสุทธิโมลี) แผลใหญ่ เสียด้วย ท่านคงเจ็บมาก แต่ด้วยอัธยาศัยอันหนักแน่น เยือกเย็น ก็อดทนอยู่ได้ เราเสียอีกใจไม่ดี ต้องให้ท่านเจ้าคุณธรรมคุณาภรณ์ ช่วยโกนต่อจนหมด เราก็ช่วยในส่วนอื่น ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่ทั้ง 3 ท่าน เดินทางไปสหรัฐอเมริกา กว่าจะกลับถึงไทย 80 วันพอดี เท่ากับ 80 วันรอบโลก คือ ออกจากวัดปากน้ำ วันที่ 24 มี.ค. 2515 ผ่านเอเชีย ไปอเมริกา กลับทางยุโรป ถึงวัดปากน้ำ ประเทศไทย วันที่ 12 มิ.ย. 2515 ประเทศที่ได้ไปคือ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี วาติกัน กรีก และอินเดีย

บัดนี้ ทั้ง 3 ท่าน ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะทุกท่าน คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ วันที่ 5 ธ.ค. 2533 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ วันที่ 5 ธ.ค. 2538 และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน วันที่ 5 ธ.ค. 2559 สาธุ

 

สถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468560

สถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ 2559

โดย…สมาน สุดโต

สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินิมนต์พระสงฆ์เถรานุเถระสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันอาทิตย์ที่ 4 ธ.ค. 2559 เวลา 16.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

นอกจากนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำฎีกาถวายพระเถระ 159 รูป ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์เข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ วันที่ 5 ธ.ค. 2559 เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ซึ่งทุกรูปต้องพร้อมกัน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงบ่ายวันที่ 5 ธ.ค. และเข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อน และแต่งตั้งในเวลา 16.30 น.

จำนวน 159 รูปนั้น นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติการสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เพราะไม่มีครั้งใดมากเท่าครั้งนี้

พระราชปริยัติมุนี

 

ในจำนวนนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

พระธรรมวราจารย์ (แบน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าคณะรองในชื่อ พระสุธรรมาธิบดี พระธรรมสุธี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเจ้าคณะรองในชื่อ พระธรรมปัญญาบดี

พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง) วัดพระธาตุศรีจอมทอง/เชียงใหม่ เป็นเจ้าคณะรองชื่อ พระพรหมมงคล วิ.

พระราชวิเทศปัญญาคุณ

 

พระเทพวิสุทธิกวี วัดราชาธิวาส ขึ้นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมกิตติเมธี  พระเทพปริยัติมุน วัดทองนพคุณ เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมเจดีย์ พระเทพมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมคุณาภรณ์ พระเทพวิริยาภรณ์ วัดหัวลำโพง เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมสุธี พระเทพสิทธิญาณรังสี วัดโสธรวราราม เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. พระเทพพุทธิมงคล (สวัสดิฺ) วัดพุทธาราม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมพุทธิวงศ์ พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์) วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย เป็นชั้นธรรม ชื่อพระธรรมโพธิวงศ์

นอกจากนั้น พระเถระที่มีชื่อเสียงที่ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ ได้แก่ พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร) วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพปฏิภาณวาที พระราชภาวนาพินิจ (สน) วัดพุทธบูชาทุ่งครุ เป็นชั้นเทพ ชื่อพระเทพมงคลญาณ วิ. พระราชสุตาภรณ์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพมุนี

พระราชโมลี วัดหงส์รัตนาราม เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพปริยัติมุนี

พระธรรมกิตติเมธี

 

พระสุนทรกิจจาภิวัฒน์ (สมพงษ์) วัดคลองเตยใน เป็นชั้นราชชื่อ พระราชสิทธิสุนทร

พระสิทธิพัฒโนดม วัดตูม/พระนคร ศรีอยุธยา เป็นชั้นราชชื่อ พะราชสิทธิโสภณ

พระวิชัยธรรมคณี วัดเซกาเจติยาราม บึงกาฬ เป็นชั้นราชชื่อ  พระราชภาวนาโสภณ วิ.

พระธรรมพุทธิวงศ์

 

พระสุธีวรญาณ วัดมหาพฤฒาราม เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปวราจารย์

พระสุธีธรรมานุวัตร (เจ้าคุณโอบามา เทียบ) วัดพระเชตุพนฯ เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปริยัติมุนี

พระศรีคัมภีรญาณ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปริยัติกวี

พระวิเทศธรรมมงคล วัดมงคลเทพมุนี/สหรัฐอเมริกา เป็นชั้นราชชื่อ พระราชมงคลวิเทศ

พระธรรมสุธี

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ (พระมหาเหลา) วัดมหาธาตุ/สหราชอาณาจักร เป็นชั้นราชชื่อ พระราชวิเทศปัญญาคุณ

ส่วนชั้นสามัญที่มีชื่อ ได้แก่ พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย วัดศรีสุดาราม เป็นพระสุธีวีรบัณฑิต พระมหาสุทิตย์ วัดสุทธิวราราม เป็นพระสุธีรัตนบัณฑิต พระครูสังฆรักษ์เฉลิม วัดพระญาติการาม เป็นชั้นสามัญชื่อพระโบราณคณิสสร พระครูปลัดสุวัฒนดิลกคุณ (อุเทน) วัดท่าไม้ เป็นชั้นสามัญชื่อ พระญาณวิกรม พระครูปลัดอริยชาติ วัดแสงแก้วโพธิญาณ แม่สรวย เชียงราย เป็นชั้นสามัญชื่อพระภาวนารัตนญาณ พระครูภาวนาวิรัช (สุพันธ์) วัดร่ำเปิง เชียงใหม่ เป็นชั้นสามัญ ชื่อ พระภาวนาธรรมภิรัช พระครูสิริอรรถวิเทศ (ถนัด) เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ชื่อพระวิเทศรัตนาภรณ์ พระครูรัชมงคลวิเทศ (สุขุม) วัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สหรัฐอเมริกา ชื่อพระมุนีวิเทศ พระครูวิเทศสุตคุร (ปรีชา) วัดมงคลรัตนาราม สหรัฐอเมริกา เป็นชั้นสามัญ ชื่อพระมงคลรัตนวิเทศ และพระสุทธานันทะ วัดธรรมราชิกพุทธมหาวิหาร บังกลาเทศ ชื่อพระวิสุทธิวงศ์ พระฟาบตอง วัดอภิสุญยตาราม เวียดนาม ชื่อพระสุธรรมวงศ์ และพระแดนยิว วัดโพธิวัน ออสเตรเลีย ชั้นสามัญชื่อ พระโสภณภาวนาวิเทศ

สรุปการพระราชทานสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ วันที่ 5 ธ.ค. 2559 จำนวน 159 รูป แบ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ 1 รูป เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ 3 รูป พระราชาคณะชั้นธรรม 7 รูป พระราชาคณะชั้นเทพ 20 รูป พระราชาคณะชั้นราช 41 รูป และพระราชาคณะชั้นสามัญ 86 รูป ในจำนวนนั้นเป็นพระเถระที่เป็นพระธรรมทูตในต่างประเทศ 22 รูป ขอจงเจริญในพระพุทธศาสนา ทุกท่าน ทุกรูปเทอญ

 

สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468559

สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ประเทศไทยเราก็ได้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 แล้ว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มาชมพระสวยมีเสน่ห์หลายองค์ ชมให้ชัด เชิญเข้าเว็บโพสต์ทูเดย์ จะเห็นสภาพผิวชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการสะสมครับ

องค์แรก ชมสุดยอดพระรูปหล่อของเมืองไทยที่ทุกคนใฝ่หา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ท่านสร้างทั้งหมด 4 พิมพ์ มีรูปหล่อพิมพ์นิยม รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา เหรียญหล่อจอบใหญ่ และเหรียญหล่อจอบเล็ก องค์ที่นำมาให้ชมเป็นรูปหล่อพิมพ์นิยม งานศิลป์บ้านช่างหล่อ ศีรษะกลม น่ารัก ดูง่าย เนื้อจัด ราคาเช่าว่ากันหลักล้านปลาย

 

องค์ที่สอง ชมสุดยอดเหรียญเมตตาและนิรันตรายของภาคอีสาน คือเหรียญเม็ดแตง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี เหรียญนี้สร้างถวายโดยร้านศรีวิไล จ.อุดรธานี พ.ศ. 2521 ขณะที่หลวงปู่ขาวอธิษฐานจิตให้ เกิดเสียงฟ้าร้องลั่นขณะทำพิธีช่วงกลางวันแดดเปรี้ยง ถือเป็นเหรียญหายากของหลวงปู่ขาวและนิยมในหมู่ลูกศิษย์ เหรียญนี้เป็นเหรียญเนื้อทองแดง สภาพเหรียญสวย มีโค้ดตอกเรียบร้อย เป็นเหรียญสวยดูง่าย

ชิ้นสุดท้าย ชมสุดยอดเครื่องรางหนุมานแกะจากงา หลวงพ่อสุ่นวัดศาลากุน จ.นนทบุรี มีคาถากำกับหนุมานว่า นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห ผู้ใช้มีพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพัน และมหาอำนาจ หนุมานของท่านแกะจากต้นพุดซ้อนและต้นรัก ที่ท่านปลูกมานานจนกระทั่งถึงวันที่เหมาะสม ท่านขุดขึ้นมาและนำไปตากแห้ง จากนั้นให้ช่างไปแกะและปลุกเสกเดี่ยว องค์ที่นำมาให้ชมเป็นแกะจากงา ฉ่ำ ดูมีเสน่ห์ เป็นพิมพ์วันทา ทั้งสององค์ราคาว่ากันหลักแสน แถมหายาก เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

 

และขอแนะนำพระเครื่องดี พิธีดีที่ยังหาสะสมได้เป็นพระชุดเบญจภาคี ทุกชุดมีหมายเลขกำกับจัดสร้างโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล หัวหิน พระชุดนี้ได้ขอพระบรมราชานุญาตเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานที่ด้านหลังด้วย สร้างในปี 2549 พิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ ครูบาอาจารย์ที่มาร่วมพิธี อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อเจือ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ยังพอหาเช่าได้ที่วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวลครับ

จากกันด้วยธรรมะเช่นเคย “เราไม่สามารถเลือกสิ่งที่จะเข้ามากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะเฝ้าดูอย่างมีสติได้”

 

 

‘ราชธรรม…สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467505

‘ราชธรรม...สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรคณะศรัทธาผู้มั่นคงในพระศาสนา พระพุทธศาสนาวางหลักธรรมไว้ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยปรับให้สอดคล้องกับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็น ทาน ศีล ภาวนา ที่ดำเนินไปด้วยจิตที่มีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบ

วิริยะ สติ ปัญญา จึงเป็นองค์ธรรมอุปการจิตพัฒนาชีวิตที่สำคัญที่สุด เพื่อการบรรลุถึงความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นอำนาจความเศร้าหมอง ที่เรียกว่า กิเลส อันมีธรรมชาติเศร้าหมอง และยังให้เกิดความเศร้าหมองกับสิ่งนั้นๆ ที่ประกอบอยู่กับกิเลส

ความเศร้าหมองหรือกิเลสเกิดขึ้นจากอำนาจอวิชชาซึ่งต่างเป็นปัจจัยกันและกัน เรียกว่า อวิชชามากเท่าไหร่ กิเลสก็เพิ่มพูนมากเท่านั้น กิเลสเพิ่มพูนมากเท่าไหร่ อวิชชาคือความรู้ผิด ความเห็นผิดก็มากเท่านั้น

สัตว์โลกดำเนินไปในบริบทแห่งไตรวัฏฏะ… ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจแห่งกิเลสที่ควบคุมจิต… จนจิตเศร้าหมอง นำไปสู่การกระทำที่วิตถาร – วิปลาส ๓ วิบัติ ๔ หมายถึง สัญญา… จิต… ทิฏฐิวิปลาส ก่อเกิดศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ…

ความมีจิตวิปลาส… จนเกิดมิจฉาทิฏฐิ และนำไปสู่มิจฉาปฏิบัติ… วิบัติศีล… วิบัติธรรม นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งต่อความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธศาสนาจึงวางหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ ไว้เป็นเบื้องต้นแห่งการแก้ไขความวิปลาส… ความวิบัติเหล่านี้ โดยรวมลงที่การมีสติปัญญาประกอบควบคุมกายใจ… ดังคำสอนในกรรมฐานที่ว่า… สติควบคุมจิต… สัมปชัญญะควบคุมกาย!!

 

อาตมารับนิมนต์ไปแสดงธรรมในเรื่อง ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม ๑๐ ของพระราชา… ในการบรรยายทศพิธราชธรรมในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เคยแสดง… ด้วยได้เห็นหลักธรรมทั้ง ๑๐ เชิงประจักษ์ ที่มีอยู่ในบุคคลที่ทรงฐานะเป็นจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ที่ครองราชสมบัติปกครองแผ่นดินมายาวนานร่วม ๗๐ พระพรรษา ดังพระราชมโนปณิธานที่ว่า… เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม…

การปกครองโดยอ้างอิงระบบธรรมาธิปไตยด้วยการใช้พระราชอำนาจอย่างเป็นธรรม… ไม่ใช้ธรรมเป็นพระราชอำนาจ… จึงเกิดขึ้นอย่างประจักษ์ สมบูรณ์พร้อมด้วยธรรมและอรรถ…

อรรถธรรมสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นในวิถีจิตที่ทรงพระสติปัญญาสมบูรณ์… นั่นคือหลักการและจุดมุ่งหมาย จึงมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เพื่ออัญเชิญอำนาจธรรมขึ้นปกครองแผ่นดินและมหาชน… เพื่อการดำเนินไปอย่างเป็นธรรม สมควรแก่ธรรมในทุกด้าน สมกับความเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม

ดังเช่น การให้ทาน ก็มิได้เพียงแค่วัตถุสิ่งของ… แต่ลึกลงไปถึงการอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์แห่งมหาชนและแผ่นดินไทย…  การให้อภัยโทษ… การประกาศเขตอภัยทาน จึงเป็นภารกิจหรือพระราชกรณียกิจที่ชาวไทยผู้ประพฤติธรรม ผู้เคารพธรรม ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อจะได้รู้ธรรมเข้าใจธรรม… และสร้างธรรมให้เกิดขึ้น และหากพิจารณาลงไปในศีล ปริจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตปะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ ..ก็ยิ่งพบความอัศจรรย์ในพระองค์ที่สามารถมุ่งสู่ประโยชน์และความควรแห่งธรรม ด้วยการดำเนินปฏิบัติตามราชธรรมดังกล่าว

จึงทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมีธรรมที่สมบูรณ์ ทั้งจากอดีตถึงปัจจุบัน… พระชาติ… พระคลัง… พระกำลังจตุรงคเสนา… ปริณายก จึงรวมลงในพระยศที่แผ่กว้างไปทั่วสารทิศ ด้วยพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องแผ่นดินไทยให้ปลอดภัยจากภัยต่างๆ มาโดยตลอดในทุกกาลสมัย ยังให้ประเทศชาติเข้าสู่ความสงบสุขมาโดยตลอด

พระผู้ถึงพร้อมในคุณธรรมดังกล่าวดังพระองค์.. จึงมิใช่สัตว์โลกที่มีสภาพจิตโดยทั่วไป แต่หากแต่เข้าข่ายจิตสัตว์พิเศษที่เรียกว่า โพธิสัตว์จิต เท่านั้น… จึงทรงบำเพ็ญราชธรรมทั้ง ๑๐ ได้สมบูรณ์เช่นนี้

ในวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๕๙ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาจำนวนไม่น้อย นั่งตั้งอกตั้งใจฟังธรรม บูชาธรรม อย่างน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง… เชื่อมั่นได้ว่า… ลูกหลานไทยคงเดินตามรอยบาทของพระองค์อย่างแน่นอน… เพื่อสืบสานต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นเนติฉบับ… ที่เราทั้งหลายควรถวายความระลึกถึงด้วยการเคารพธรรม ปฏิบัติธรรม โดยพร้อมเพรียงกัน…

เจริญพร

 

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467504

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

โดย…สมาน สุดโต

วัดญาณเวศกวัน วัดราษฎร์เล็กๆ อยู่ใกล้พุทธมณฑล ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม จะกลาย เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย หลังจากตั้งมาได้ 27 ปี เมื่อเจ้าอาวาสที่อยู่แต่เริ่มแรก จะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ กลายเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปที่ 2 ที่อยู่นอกพระนคร (รูปแรกคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา ที่รัชกาลที่ 5 สถาปนา)

ตามที่เคยเขียนไปเมื่อวันอาทิตย์ ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 พระสงฆ์ 3 รูป ได้แก่ พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต) พระครูปลัดอินศร และหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป จากวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ได้เข้ามาจำพรรษาในปีแรกนั้น ต่อมาวัดนี้ได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ ส่วนพระเทพเวที คือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระครูปลัดอินศร คือพระมงคลธีรคณ ส่วนหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป มรณภาพ

ส่วนสภาพของวัดนั้น ขอนำข้อความจาก : นายแบบแอบรักเธอ ที่โพสต์ใน Pantip.com เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2552 ที่พาไปชมวัดญาณเวศกวัน มาให้อ่าน นายแบบแอบรักเธอ บอกว่าไปสัมผัสบรรยากาศร่มรื่น อากาศใสๆ อยู่ใกล้ๆ พุทธมณฑลหากใครอยากหาที่สงบๆ ไปพักผ่อนในวันว่าง อ่านหนังสือธรรมะ ทำบุญ นั่งสมาธิ ก็เหมาะทีเดียวครับ

 

ว่าแล้วก็ไปชม REVIEW โดยบอกว่าวัดญาณเวศกวัน ดูข้างนอกอาจจะไม่รู้ว่าเป็นวัด เพราะบรรยากาศไม่เหมือนวัดทั่วไปรั้วของวัดปลูกไม้เลื้อยปกคลุม บริเวณวัดเต็มไปด้วยต้นไม้เยอะมากจนจะเป็นป่า อุโบสถสีขาวสะอาดตา มีสระน้ำและหอสมุดด้วย

เรื่องนำอาหารมาถวายพระ ผู้ที่โพสต์กระทู้ บอกว่า นำอาหารมาถวายได้ตั้งแต่เช้า พระวัดญาณเวศกวันออกบิณฑบาตเป็น 3 สาย บิณฑบาตเสร็จราวเจ็ดโมงเช้า จากนั้นฉันเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง และฉันเพลตอนสิบเอ็ดโมงครับ ช่วงนี้เราสามารถนำภัตตาหารต่างๆ มาถวายได้ รวมถึงสังฆทานต่างๆ จะมีตัวแทนพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนมาประจำที่ศาลา กล่าวคำถวาย อาราธนาศีลเสร็จแล้ว ท่านก็จะยกธรรมะมาพูดคุย ในหัวข้อที่สมควรแก่โอกาสด้วยครับ

อาหารที่นำมาถวาย ก็จะถูกส่งเข้าครัว จัดมาวางบนโต๊ะเรียงรายพระท่านก็จะทยอยมาที่หอฉัน ถือบาตรรูปละใบ เข้าแถวตักอาหารที่วางเรียงรายลงในบาตร แล้วไปฉันในสถานที่ที่จัดไว้โดยจะฉันพร้อมกันครับ ทุกวันก่อนฉันเพล พระท่านจะจัดเวร หยิบยกหัวข้อธรรมมาอธิบายให้เราได้ฟัง เท่าที่เคยฟังมาก็มี เรื่องฆราวาสธรรม 4 อปริหานิยธรรม การทำทาน การทำบุญในรูปแบบต่างๆ หมุนเวียนกันไป

พระพรหมคุณาภรณ์ท่ามกลางพระสงฆ์ในอุโบสถวัดญาณเวศกวัน

 

จากนั้นพระท่านจึงสวดบทกรวดน้ำ ให้พร บทพิจารณาอาหาร แล้วจึงฉันครับ ส่วนอาหารที่เหลือ ซึ่งก็เหลือเยอะพอสมควร โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะสละให้ญาติโยมที่มาทำบุญในวันนั้นได้ทานกัน อาทิตย์ที่แล้วเห็นคุณป้าท่านหนึ่งพูดว่า ดีจัง มาทำบุญเสร็จแล้ว มีบุฟเฟ่ต์ให้ทานด้วย ผมก็แอบยิ้มอยู่ในใจ อิ่มบุญแล้วก็อิ่มท้องด้วยครับ

ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็อาจจะอยากเข้าห้องน้ำใช่ไหมครับ ไปดูห้องน้ำวัดญาณเวศกวันกันดีกว่า เห็นแล้วห้องน้ำตามปั๊มอาจจะอายได้ จากข้อสังเกตของผม วัดนี้มีข้อแตกต่างจากวันอื่นๆ บริเวณใกล้เคียงหลายอย่างอยู่เหมือนกันครับ

สิ่งที่วัดนี้มี แต่วัดอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงไม่มี

พระพรหมคุณาภรณ์

 

1.หอสมุด เป็นหอสมุดของธรรมสภาครับ รวบรวมหนังสือธรรมะมากมายให้ได้อ่าน แต่ยังไม่มีบริการยืมหนังสือนะครับ (ห้องสมุดมีชื่อว่า ญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ มี 3 ชั้น)

2.อุโบสถ 2 ชั้น สีขาวสะอาดตา ชั้นบนใช้ประกอบพิธี ส่วนด้านล่างกว้างขวาง ใช้เป็นที่ประชุม จัดกิจกรรมต่างๆ ครับ

3.ต้นไม้ เยอะมากครับ ร่มรื่นจริงๆ

4.การบรรยายธรรม มาฟังสดๆ ได้จากพระ หมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน หรือรับ CD MP3 ธรรมะ กลับไปฟังที่บ้านก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียสตางค์แต่อย่างใด

5.กิจกรรมนั่งสมาธิ กรรมฐาน ใครสนใจมาได้ครับ มีทุกวันเสาร์-อาทิตย์

พอเห็นภาพแล้วใช่ไหม

ส่วนความเป็นมาของวัดนั้นคุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ์ ได้เขียนเล่าการเกิดของวัดญาณเวศกวัน โอกาสที่วัดญาณเวศกวันได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินซึ่งจะได้ทอด ในวันที่ 31 ต.ค. 2547 ว่า เขียนจากความทรงจำ แต่ก็จำอะไรไม้ได้มากแล้ว เป็นการออกตัวของคุณหญิงในวัย 90 ปี (พ.ศ. 2547 และอายุ 101 ปี ใน พ.ศ. 2558) พร้อมกับเล่าว่า วัดญาณเวศกวันเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็ก เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2537 มีเนื้อที่ในขณะนั้น 11 ไร่เศษ ปัจจุบันมีประมาณ 22 ไร่ ตั้งอยู่ ณ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม มีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์จำนวนไม่แน่นอน ขณะนี้ (พ.ศ. 2547) มี 21 รูป เป็นพระนวกะเป็นส่วนใหญ่ เหตุเพราะยังอยู่ในพรรษา ถ้าเป็นเวลานอกพรรษา ก็จะมีพระประจำเพียงจำนวนน้อย ประมาณ 11-12 รูป เท่านั้น

คุณหญิงได้โยงให้เห็นการเกิดของวัดว่าเกี่ยวโยงกับวัดพระพิเรนทร์ที่อยู่ถนนวรจักร ที่บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยมลภาวะที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของผู้พำนักที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ โดยเฉพาะกุฏิที่พำนักของท่านติดกับช่างทำทองที่อยู่นอกกำแพงวัด แต่เวลาทำทองตอนกลางคืน พ่นมลพิษออกมา ตรงหน้าต่างที่ท่านนั่งทำงานพอดี ทำให้ท่าน ทำงานก็ไม่ได้ จำวัดก็ไม่ได้ ต้องลุกหนีออกจากห้อง มาเดินที่ระเบียงข้างหน้า เพียงแต่ให้กลิ่นไอเบาบางลงบ้างเท่านั้น การเป็นอยู่อย่างนี้มาตลอดเวลานับสิบๆ ปี พวกเราญาติโยมได้ทราบพากันวิตก พยายามหาที่พำนักข้างนอกเพื่อขอให้ท่านย้ายออกไป แต่ก็หาที่เหมาะไม่ได้สักที

ขอรวบรัดตัดความว่า มีผู้หาและเสนอที่ต่างๆ ให้ แต่ก็ไม่เป็นสัปปายะ จนกระทั่งมีผู้เสนอให้พัก ณ ศาลากลางสระน้ำ ที่ ต.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เห็นว่าพอจะใช้ได้ เพราะในขณะนั้นมีพระสงฆ์ในคณะของท่านเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ พระครูปลัดปิฎกวัฒน์ (ปัจจุบันคือพระมงคลธีรคุณ) ศิษย์ของท่านและพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) ซึ่งรักเคารพท่านมาก ติดตามมาจากวัดพระพิเรนทร์ ไปอยู่ที่นั่น เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2529

ผู้เป็นเจ้าของศาลาดังกล่าว คือ คุณบุญเจิด หลิมสุนทร และภรรยา เอาใจใส่ดูแลการเป็นอยู่ของท่านอย่างดีที่สุด ท่านและคณะพักอยู่ที่นี่นานถึง 3 พรรษา ในระหว่างนี้ญาติโยมก็ยังมิได้หยุดที่จะเสาะหาที่ถาวร จนถึงปี 2531 จึงได้สถานที่ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

ใน พ.ศ. 2559 วัดญาณเวศกวัน มีพื้นที่ร่มรื่นเพิ่มขึ้น เป็นวัดที่ผู้แสวงหาปัญญา และความสงบขอเข้ามาอุปสมบทกันมาก จาก 3 รูป ที่มาบุกเบิกในระยะแรก ก็กลายเป็นที่อยู่ของสงฆ์ 32 รูป ในปัจจุบัน ส่วนที่จองคิวขอบวชอีกจนวน 200 กว่ารายชื่อ แต่ต้องคัดกรอง เพื่อให้สะดวกกับกุฏิที่ว่าง นี่คือวัดที่เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย

 

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467503

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

โดย…ราช รามัญ

ในโลกแห่งเสรีนิยมในเรื่องของการทำการค้า โดยเฉพาะในยุคของโลกออนไลน์ บอกได้คำเดียวว่าบางคนอาจจะประสบความสำเร็จงดงามเพราะเขาเดินถูกทาง บางคนอาจจะเดินแล้วล้มพับ บางคนอาจจะลุ่มๆ ดอนๆ นั่นเป็นเพราะการเรียนรู้แสวงหาข้อมูลและวิธีการทำของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ผลลัพธ์จึงต่างกัน

อย่างที่เคยกล่าวเสมอว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้จน แต่สอนให้เป็นคนไม่โลภ นี่เป็นความจริงอย่างยิ่ง จะผ่านกาลเวลามาแล้วเน่ินนานกว่า 2,000 ปีเศษก็ตาม คำสอนไม่เคยล้าสมัย ที่สำคัญสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับหลายหลากเรื่องราวในชีวิตจริงของผู้คน

นักธุรกิจหญิงดาวเด่นในแวดวงประกันภัย สาวิตรี ศิริโตมร หรือ ลิลลี่ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ คนรุ่นใหม่ที่ทำงานประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ด้วยความรู้ความสามารถทักษะชีวิตที่ทำงานด้านนี้มาเนินนาน แม้ว่าชีวิตจริงจะจบรัฐศาสตร์จากรั้วเกษตรศาสตร์มาก็ตาม

หลักคิดหนึ่งที่ได้ฟังแล้วทำให้อึ่ง…เมื่อถามเธอไปว่าใช้หลักธรรมอะไรในการทำงานในการใช้ชีวิต

“มีสติเมื่อไหร่…ก็มีธรรมะอยู่ในตัวเมื่อนั้น”

เป็นหลักคิดที่ฟังง่ายๆ แต่บางคนอาจมองว่าปฏิบัติยากจัง…

สำหรับลี่ เธอบอกว่า ทุกย่างบนโลกนี้ไม่ว่าจะศาสตร์อะไรก็ตาม ถ้าว่ายากก็ยากหมด ถ้าว่าง่ายก็ง่ายทั้งหมด จะยากหรือง่ายทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้

คมมาก!

ผมถามว่าเคยขาดสติบ้างไหม…เธอยอมรับว่ามีบ้าง ตอนที่ขับรถแล้วโดนปาดหน้า เราก็เร่งสปีดรถของเราตามเลย ตามทันแน่นอน รถเราสปอร์ตทำไมจะไม่ทัน แต่พอสักระยะหนึ่ง สติมา…ก็หยุด ไม่เอาดีกว่า ไม่คุ้ม แต่ไม่เป็นบ่อย

แล้วเวลาทำงานใช้หลักอะไรยึด…เธอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า สติมาสตางค์เกิด สติเตลิดสตางค์หาย ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองนี้ต้องใช้สติมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจจะตกหล่นได้ เพราะทุกอย่างเราขาดสติเมื่อไหร่ เราจะต้องพบกับความผิดพลาดในการใช้ชีวิต

เธอย้ำชัดๆ ว่า…การปฏิบัติธรรมของเธอ คือ การมีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่หมายถึงการที่จะไปนั่งไปเดินอะไรในวัดเพียงอย่างเดียว บุญทานก็ทำไปตามกำลังศรัทธา ไม่ได้เน้นว่าต้องวัดไหน ทำทุกที่ที่มีโอกาส ทำทุกอย่างที่ที่พอเหมาะและสมควร

เพราะถ้าคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเข้าวัดเพียงอย่างเดียว แบบนี้คนทำงานทำมาหากินก็หมดโอกาสในการปฏิบัติธรรม ศาสนาก็จะกลายเป็นอะไรที่แคบลงทันที ไม่เอื้อกับคนทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน เราคนทำงานถ้าไม่มีเวลาไปวัดเราก็เอาสติมาใช้แบบนี้แหละ เพราะสุดท้ายธรรมะคำสอนก็ต้องการให้เรามีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

แน่นอนเรายังต้องมีความทุกข์ แต่ต้องดูว่าทุกข์เรื่องอะไร ถ้าทุกข์เรื่องงาน เช่น เวลาที่เกิดปัญหาในการทำงาน เราจะไม่เอาความคิด ความรู้สึกลงไปในงานนั้นเด็ดขาด เราจะโดดออกจากปัญหาทันที แต่ไม่ได้หนีปัญหา โดดออกมาเพื่อยืนดูและพิจารณาด้วยสติว่า เกิดขึ้นจากตรงไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วควรจะแก้ตรงไหน ก็พระพุทธองค์สอนแล้วว่า

“ทุกอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุ”

แต่ถ้าเราไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือไปแก้ที่ผล รับรองแก้กันไม่จบ เพราะหมดจากจุดนี้ก็ไปโผล่จากจุดนั้น จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ดังนั้นเวลามีปัญหาจึงไม่เคยกลัวเลย ชอบต่อการแก้ปัญหามาก เมื่อไหร่ที่เราทำธุรกิจแล้วมีปัญหา เมื่อนั้นแสดงว่าธุรกิจยังไปได้ ถ้าไม่มีปัญหาเลยนี่น่ากลัว

นอกจากนี้ เธอยังทำธุรกิจทางด้านการประกันภัยแล้ว ยังมีธุรกิจความงามอีกด้วย นับได้ว่าเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ได้ดี เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริงจัง ทุ่มเทแบบไม่ชนะไม่เลิก

ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐเหมาะกับคนทุกคนที่มีลมหายใจอย่างแท้จริง ที่สามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อทำให้จิตใจของเราสงบและมีสติในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมะไม่ใช่ของสำหรับผู้ที่คิดจะหนีโลก หลบโลก แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถนำเอาไปใช้ได้จริง นำเอาไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับชีวิตของเราทุกคน และที่สำคัญธรรมะนั้น คุณลี่บอกว่า

“ธรรมมาค้าขึ้น”  เมื่อมีธรรมะเมื่อไหร่ ทำอะไรก็เจริญ ทำมาหากินอะไรก็สำเร็จ เพราะอาศัยธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต นี่คือสิ่งที่สังคมขาดหายไป เรามาช่วยกันเติมเต็มให้คนในสังคมมีธรรมมาเป็นเครื่องดำเนินชีวิตกันเถอะครับ

 

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467502

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงดำรงสิริราชสมบัติยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปรากฏมาในพระราชพงศาวดาร จึงนับว่าเป็นอภิลักขิตสมัยอันเป็นมหามงคลวโรกาสสำคัญของชาติ ของประชาชนทุกคน นาน 50 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทยได้รับความอบอุ่นและสุขสบายจากพระมหา กรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชน

ดังคำกล่าวของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) “พระมหากษัตริย์ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกรเพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม ยังให้เกิดความสุข ความเจริญแก่
พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ประชาชนคนไทยรักพระมหากษัตริย์ดุจบิดาของตน  รักแผ่นดินบ้านเกิดดุจมารดาของตน นี่คือนิสัยประจำชาติไทย”

เป็นข้อความบางส่วนจากหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ของคณะผู้จัดทำที่เขียนไว้ในบทนำอย่างน่าสนใจ

 

สำหรับเหรียญที่ระลึกในวโรกาสมงคลต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2539 ซึ่งมีมากพอสมควร จึงมีการเก็บรวบรวมเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นสิริมงคล

ปัจจุบันเหรียญเหล่านั้นได้กลายเป็นเหรียญทรงคุณค่า และเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง น้อยนักจะมีไว้ครอบครอง แม้แต่บรรดาเซียนน้อยใหญ่ด้านเหรียญยังเอ่ยปากยอมรับว่า ปัจจุบันจะหาเช่าบูชาเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงได้ก็ถือว่ายากพอสมควร เพราะได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้เหรียญรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะเหรียญเก่ายิ่งยากแก่การไขว่หามาครอบครองไว้ ด้วยปัจจัยทางราคา การเช่าหา ทำให้เหรียญเก่ามีมูลค่าสูงมาก บางเหรียญมีมูลค่าหลักล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ในหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ได้นำเหรียญเก่าแก่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมาบันทึกตีพิมพ์ลงในกระดาษ เพื่อให้ค้นคว้าศึกษาย้อนดูเหรียญในอดีต แม้อาจไม่ได้สัมผัสเหรียญจริง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า เหรียญของในหลวงมีเหรียญแบบใดบ้าง และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็ยังไม่เคยเห็นเหรียญเหล่านี้ เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเองยังตาลุกวาวกับความสวยงามและอัตลักษณ์ในแต่ละเหรียญ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงล้วนชวนหลงใหลและทรงคุณค่า สำคัญกว่านั้นแต่ละเหรียญยังมีเรื่องราวความเป็นมาชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ปั๊มเหรียญขึ้นมาแจกจ่ายหรือใช้เท่านั้น

เชิญทัศนาเหรียญแรก เป็นเหรียญที่ระลึกมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมงคลาภิเษก ลักษณะ เหรียญกษาปณ์ กลม แบน เป็นเนื้อทองคำ จัดสร้างในมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ โดยสร้างเป็นเหรียญทองคำขัดเงาชนิดราคา 2 แสนบาท และทองคำธรรมดา ชนิดราคา 5,000 บาท

 

ถัดมาเป็นเหรียญกษาปณ์ ที่ระลึกรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 25 ปี ลักษณะเหรียญกลม แบน จัดสร้างปี 2514 ด้านหน้าเหรียญเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับพระอังสา (ระดับบ่า) ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์และฉลองพระองค์ครุย ผินพระพักตร์เบื้องขวา

ส่วนด้านหลังเหรียญ เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” เปล่งรัศมีโดยรอบ ประดิษฐานเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร เบื้องบนมีข้อความ “รัฐบาลไทย 9 มิ.ย. 2514”

ขยับมาที่เหรียญนี้กันบ้าง เรียกว่าไม่ค่อยเคยเห็นผ่านหูผ่านตา แต่ทรงคุณค่ายิ่ง คือ เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ลักษณะเหรียญทรงเสมาโค้ง ชนิดเนื้อเงิน สร้างช่วงปี 2520 ด้านหน้าเหรียญ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขณะที่ด้านหลังเหรียญดังกล่าว เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” ประดิษฐานเหนือช้างเผือกยืนบนแท่น ใต้ช้างมีข้อความว่า “นราธิวาส ส.ค. 2520” ส่วนบริเวณริมขอบด้านล่างเหรียญมีข้อความว่า “พระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก”

เหรียญกษาปณ์ที่นำมาให้ชมครั้งนี้เชื่อว่าคงความสวยงามทรงคุณค่า ถูกใจผู้อ่านทุกท่าน ที่สำคัญแต่ละเหรียญต่างมีเรื่องราวที่มาและจุดประสงค์ของการจัดสร้างทุกเหรียญ

แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้และรู้สึกเสมอว่า การมีเหรียญกษาปณ์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงอยู่ไม่ว่าเก่าหรือ ใหม่ มักทำให้นึกคิดตลอดเวลาว่า พระองค์ไม่ได้จากประชาชนอันเป็นที่รักไปเลย กลับยังคงตราตรึงใจคนไทยทั่วผืนแผ่นดินไทย และซึมซับความดีที่พระองค์ทรงทำและนำความเจริญสู่พื้นที่ทุรกันดารจนเป็นไทยแห่งความเจริญจวบจนวันนี้

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467501

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 2559 เวลา 16.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลและถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ พศ.

โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นำคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล และถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เนื่องในโอกาสพิเศษซึ่งตรงกับวันจันทร์ จึงสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชด้วย

พระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) รับรางวัล การศึกษาเพื่อสันติภาพจาก ยู เนสโก

 

รสนาชื่นชม ป.อ. ปยุตฺโต

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2559 รสนา โตสิตระกูล โพสต์ข้อความว่า ข่าวที่น่ายินดีที่ทำให้ชาวพุทธเกิดความชุ่มชื่นใจ คือ ข่าวที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

อาจจะมีน้อยคนที่ทราบว่า พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์เคยได้รับการประกาศยกย่องจากนวนาลันทามหาวิหารซึ่งเป็นสถาบันพระพุทธศาสนาระดับโลกให้ท่านเป็น “ตรีปิฏกาจารย์กิตติมศักดิ์” เมื่อปี 2538 โดยที่ตำแหน่งนี้ท่านได้รับเป็นรูปที่ 2 ต่อจากพระเสวียนจ้าง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ พระถังซำจั๋ง เคยได้รับเป็นรูปแรก

ในคำประกาศยกย่องตอนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านมีปัญญาดุจพระสารีบุตรอดคิดไม่ได้ว่า พระผู้ทรงคุณธรรมความบริสุทธิ์ มีจริยาวัตรงดงาม และมีความรอบรู้ด้านไตรปิฏกอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนี้ หากท่านได้เป็น “สังฆราช” ย่อมจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สถาบันสงฆ์ไทย และพระราชอาณาจักร ในท่ามกลางความเสื่อมทรุดด้านศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ในปัจจุบันนี้

 

ชื่อใหม่หลวงปู่แบน

มีข่าวว่า พระธรรมวราจารย์ (หลวงปู่แบน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร จะได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระสุธรรมาธิบดี ดังนั้นลูกศิษย์โปรดทราบทั่วกันว่าหลังวันที่ 5 ธ.ค. หลวงปู่จะมีราชทินนามใหม่ หลังจากใช้พระราชทินนามเดิมมานานตั้งแต่ปี 2537

 

เหตุเกิดที่นครปูเน่ …อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466250

เหตุเกิดที่นครปูเน่ ...อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระศาสนา ได้รับนิมนต์มานครมุมไบและเมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎร์ อินเดียในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙ จากการได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดของศาสนาเชนหรือไชนะของนิคันถนาฏบุตร หรือศาสนามหาวีระที่เมืองปูเน่ นครไอทีที่รุ่งเรืองในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเมืองที่มีอากาศดี มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว จึงได้มีโอกาสสนทนากับศรัทธาคนสำคัญของศาสนาเชน

ก่อนจะวิสัชนาในเรื่องดังกล่าว ให้นึกถึงเรื่องในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงโต้ตอบกับสาวกพวกนิคันถนาฏบุตรศาสนาของนิครนถ์ทั้งหลาย ในครั้งที่ทรงเห็นนิครนถ์หมู่ใหญ่ บำเพ็ญตบะด้วยการยืนเป็นวัตรอยู่ข้างภูเขาอิสิคิลิในเขตพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงตรัสถามบรรดานิครนถ์เหล่านั้นว่า ทำไมมายืนทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างนี้ ดูเป็นความลำบากอย่างยิ่ง?

พวกนิครนถ์เหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า “นิคันถนาฏบุตร ศาสดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ผู้รู้ …ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง ผู้มีญาณทัสนะในทุกอิริยาบถ ท่านได้สอนพวกเราว่า พวกเรามีบาปกรรมติดตัวมาแต่ปางก่อน พวกเราจะต้องสลัดบาปกรรมนี้เสีย ด้วยการบำเพ็ญตบะเช่นนี้ ไม่เป็นการทำกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่ กรรมเก่าชำระให้สิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะมีอนวัสสวธรรมคือความที่ไม่มีอำนาจอะไรๆ มาบีบคั้น ไม่มีสิ่งใดมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เมื่อไม่มีอะไรมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เราก็มีกัมมักขยะ (ความสิ้นกรรม) เมื่อสิ้นกรรมก็ถึงความสิ้นทุกข์ (ทุกขักขยะ) เมื่อสิ้นทุกข์ก็ถึงความสิ้นเวทนา (เวทนากขยะ) ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงเป็นอันว่า เสื่อมสลายไปไม่มีเหลือ…”

พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถามนิครนถ์เหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลายทราบหรือว่า เคยอยู่ในภพก่อน ท่านเคยทำบาปกรรมไว้ในภพก่อนหรือเคยทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้กี่อย่างในภพก่อนหรือทุกข์ของท่านทั้งหลายสลัดออกไปแล้วได้เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทราบวิธีการละหรือวิธีละบาปอกุศล หรือทราบวิธีทำกุศลให้ถึงพร้อมในบัดนี้หรือ”  พวกนิครนถ์ก็ได้แต่ตอบทุกคำถามว่า ไม่ทราบ ไม่ทราบ ไม่ทราบ ฯลฯ

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปลงในประโยคสุดท้ายว่า น่าประหลาดใจอยู่ว่าถามอะไรๆ ท่านก็ไม่ทราบไปทั้งหมดดังนี้แล้ว มันก็จะมีแต่คนชั้นเลวที่มีมือเปื้อนเลือด เกิดในตระกูลต่ำเท่านั้นแหละที่จะมาบวชในสำนักนิครนถ์/ศาสนาเชน ฯลฯ

จริงๆ ในเรื่องดังกล่าวยังมีสาระยาวกว่านี้ แต่ก็จบตรงนี้ด้วยเพียงแค่ยกขึ้นมาเป็นธัมมานุสติ เป็นแนวทางในการตอบปัญหากับบุคคลที่มีศรัทธามั่นคงในไชนะ

หลายปัญหาได้ตอบไปแบบพุทธศาสตร์ หรือ Buddhist Science จนถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่เป็นไปตามแนวความเชื่อของศาสนาเชนคือ เรื่องที่ผู้ถามกังขาว่าตนเองมีกรรมที่ไม่ดีอันต้องชดใช้ แต่กลับไม่ชดใช้ ด้วยการไปรับบุญกุศลและละสิ้นกรรมอกุศลนั้นเสีย เรื่องดังกล่าวมันไม่ใช่เป็นการปฏิเสธความจริงไปละหรือ จริงๆ แล้ว เราควรเปลื้องกรรมนั้นด้วยการรับผลแห่งกรรมนั้นๆ โดยตรง ไม่ควรหาวิธีการใดๆ มาใช้เพื่อการออกไปจากกรรมนั้นๆ

จึงใช้หลักที่ว่า เหนือบุญคือกรรม แต่เหนือกรรมคือวิปัสสนาญาณ เป็นแนวทางวิสัชนาจนจบข้อสงสัย นำมาสู่ความศรัทธาด้วยตัวอย่างที่ยกขึ้นประกอบการอธิบายธรรม

หลายปัญหาถูกวิสัชนาในค่ำคืนนั้นต่อเนื่องเป็นคืนที่ ๒ ณ เมืองปูเน่ ที่สุดแห่งปัญหาคือการให้ความเคารพในธรรมที่วิสัชนา นำมาสู่การปวารณาสร้างวัดพุทธศาสนาถวายเพื่อเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน บนที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในกลางเมืองปูเน่ ท่ามกลางความดีใจของชาวพุทธในอินเดีย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในวันนี้ (๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙)